รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายเรื่องนโยบายของรัฐบาลเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำว่าหลักประชาธิปไตยต้องสนับสนุนความเห็นต่าง ไม่ใช่หาความเห็นร่วมเป็นเอกฉันท์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่จะอภิปรายในนโยบายของรัฐบาลเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลได้เขียนเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ ในปีแรก การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการฟื้นฟูประชาธิปไตยตาม นโยบายของรัฐบาลนั้นมีข้อย่อยอยู่ ๓ ข้อด้วยกัน ผมขออนุญาตประธานที่จะอภิปรายเป็น ลำดับไปนะครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะได้ลงในเนื้อหาของคำอภิปรายในวันนี้ ผมกราบเรียนท่าน ประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องการทำหน้าที่ ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอยู่เยอะมาก ผมเป็นผู้แทนราษฎรใหม่ ๆ เข้ามาในสภานี้ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ผมได้ไปถามอาจารย์ที่เขาสอนเรื่องพรรคการเมือง เขาสอน กฎหมายมหาชน จบปริญญาเอกมาจากประเทศฝรั่งเศส ถามอาจารย์เหล่านั้นว่าจริง ๆ แล้วฝ่ายค้านคืออะไร ฝ่ายค้านทำหน้าที่อะไร อาจารย์ท่านนั้นก็ได้อธิบายผมว่าฝ่ายค้านมาจากรากศัพท์ ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ผมถามต่อไปว่าแล้วฝ่ายค้านมีหน้าที่ อะไรบ้าง อาจารย์ท่านนั้นบอกว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่อย่างเดียวคือการอยู่ตรงข้ามรัฐบาล คือการคัดค้านแล้วก็การตรวจสอบรัฐบาล และผมถามต่อว่าแล้วถ้ารัฐบาลเขาได้ดีล่ะ เขาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการชื่นชมหรือสนับสนุนบ้างไหม อาจารย์ที่เขา เขียนตำราเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาบอกคุณอย่าโง่เลย ฝ่ายค้านไม่มีหน้าที่ในการชื่นชมรัฐบาลเลย เพราะฝ่ายค้านคือฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาล ผมถามว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลเขาทำถูกฝ่ายค้าน มีหน้าที่อย่างเดียวคืออยู่เฉย ๆ ไม่ต้องชื่นชม ฝ่ายค้านที่ชื่นชมรัฐบาลให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า นั่นคือฝ่ายที่กำลังรอร่วมรัฐบาลมิใช่ฝ่ายค้านตามคำนิยามในเรื่องหลักการปกครองประเทศ และหลักประชาธิปไตย ผมจำเรื่องนี้มา ๒๐ ปี แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมยืนขึ้นอภิปรายในวันนี้ผมกล่าวกับท่านประธานว่าผมพูดกับท่านประธานในฐานะที่ผม เป็นผู้แพ้การเลือกตั้ง ผมถืออำนาจประชาชนมาเพียง ๑๑ ล้านเสียงเท่านั้นเองครับ ผมกำลังนำพี่น้องประชาชน ๑๑ ล้านเสียงมากล่าวกับผู้ชนะซึ่งมีเสียงอยู่ ๑๕ ล้านเสียง ผมอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกับท่านซึ่งถืออำนาจส่วนใหญ่ของประเทศนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมจะอภิปรายในแนวที่เราสามารถลงตัวกันได้ในเรื่องของความสมานฉันท์ ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องพูดถึงบุคคลภายนอกแต่ผมจะไม่ระบุชื่อ ผมอาจจะต้องพูดถึงกลุ่มการเมือง ข้างนอกซึ่งละเลยไม่ได้ กระผมคิดว่ากลุ่มการเมืองข้างนอกไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสำเร็จ หรือเป็นอุปสรรคในการสร้างความปรองดอง หรือความสมานฉันท์ ของคนในประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลได้เขียนไว้ในนโยบายว่า รัฐบาลจะสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่บรรลุผลสำเร็จหรอกครับ ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางที่ท่านจะหาความสมานฉันท์ ความเห็นร่วมกันได้เลย ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปคิดเรื่องนี้ใหม่ครับ หลักของประชาธิปไตยต้องสนับสนุนความเห็นต่างครับ หลักมันอยู่ว่าไม่ใช่หาความเห็นร่วม เป็นเอกฉันท์นะครับ นั่นคือเผด็จการ หลักของประชาธิปไตยคือต้องรักษาความเห็นต่าง แต่อย่าทำร้ายกัน วันนี้เราขัดแย้งกันเรื่องประชาธิปไตยครับ เรานำผู้คนออกมาแล้วบอกว่า เรานี่แหละจะเป็นผู้กำหนดนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย แล้วเราก็ถึงเวลาที่ต้องฆ่ากัน ทำร้ายกันกลางถนนเพื่อกำหนดนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานครับ เป็นความจริงว่าเมื่อมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ขออภัยเอ่ยนามครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านได้ วิดีโอ ลิงค์ (Video link) มาที่ประเทศไทย ท่านประธานจำได้ครับ ท่านบอกว่าต่อไปนี้ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งด้วยยุทธศาสตร์การเดิน ๒ ขา หลังจากนั้นคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงก็รับนโยบายนี้และบอกว่า จะดำเนินยุทธศาสตร์ด้วยการเดิน ๒ ขา ขาที่ ๑ คือเพื่อไทย ขาที่ ๒ คือคนเสื้อแดง นี่คือความจริงที่ปรากฏในบ้านเมืองนี้ครับ แล้วยุทธศาสตร์ ๒ ขาก็เดินในประเทศนี้ ผมเสียดายเหลือเกินครับท่านประธานเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมขมขื่นเหลือเกินครับ ผมเจ็บปวดครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปที่จังหวัดนครปฐม ไปที่จังหวัดหลายจังหวัดในประเทศนี้