รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

พิชัย นริพทะพันธุ์ หารือเรื่องการใช้พลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าภาษีสรรพสามิตไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมราคาสินค้า และควรปรับให้ภาษีกองทุนน้ำมันใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา แทนที่จะใช้อุดหนุนพลังงานอื่น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ได้ยินครับ ต้องขอประทานด้วยครับผม หลายปีที่ผ่านมานะครับ ผมว่าการใช้พลังงานมีการบิดเบือนอยู่ เยอะนะครับ ปัญหาหลัก ๆ คือการจัดโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมด แล้วก็การจะต้องหา แหล่งพลังงานในอนาคตให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศนะครับ ตอนนี้ก็อยากจะ อธิบายว่าในหลักการก็คือทำอย่างไรที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ คราวนี้ขออนุญาตตอบคำถาม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะว่าท่านก็ได้ให้คำพูดมาหลายเรื่อง แต่คราวนี้ผมอยากจะเรียน ปรึกษาว่าท่านเองอาจจะไม่ทราบว่าท่านเข้าใจ หรือท่านอาจจะไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ เพราะเรามีนโยบายระยะสั้นและระยะยาวชัดเจน นโยบายระยะสั้นถ้าท่านเปิดหน้า ๘ คือนโยบายเร่งด่วนที่เราจะต้องทำก็คือการที่จะต้องช่วยประชาชนที่เดือดร้อน คือแนวความคิดนี้เป็นกรอบแนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านเห็นว่าในปีที่ ผ่านมาประชาชนเดือดร้อนมาก เนื่องจากว่ามีรายจ่ายสูง รายได้ไม่เพิ่ม ค่าครองชีพสูง ท่านก็ เลยบอกว่าทำอย่างไรที่จะกระชากค่าใช้จ่ายของประชาชนให้ลงได้ ท่านเลยบอกว่าอยากจะ กระชากโดยการที่จะลดราคาน้ำมันลงมาก็เลยคิดว่า แนวความคิดก็คือการที่จะไม่ต้องจัดเก็บ กองทุนน้ำมัน ท่านก็ได้ดำเนินการและท่านก็พูดออกมา แต่ขณะนั้นก็คือท่านอยากเห็นว่า มีการลดการจัดเก็บ ไม่ต้องจัดเก็บเลย ท่านก็พูดว่ายกเลิกกองทุน แต่ในความหมายจริง ๆ ก็คือ ยกเลิกการจัดเก็บชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนได้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงนะครับ อันนี้อยากจะเรียน เรื่องนี้ หลังจากนั้นต่อมาก็เลยมีการอธิบายทีหลังว่าได้มีการที่จะลดการจัดเก็บอย่างไร จริง ๆ แล้วก็มีความชัดเจนแล้วนะครับ ออกมาแล้วก็บอกว่าเป็นการลดการจัดเก็บชั่วคราว เบนซิน ๙๕ จะลดเท่าไร ๙๑ จะลดเท่าไร ดีเซลจะลดเท่าไร อันนี้คือการดำเนินการระยะสั้น เพื่อช่วยประชาชนนะครับ ซึ่งมีการดำเนินการในลักษณะชั่วคราว เพราะเรามีโครงการ ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแล้วเราก็จะทยอยกลับมาจัดเก็บใหม่ อันนี้ขอให้ท่านทราบ ในเรื่องนโยบายระยะสั้นนะครับ ซึ่งต่อมาก็จะมีเรื่องนโยบายของการใช้เครดิต การ์ด (Credit card) พลังงานซึ่งก็คงจะอธิบายต่อไปเมื่อมีโอกาสนะครับ หลังจากที่ทำเรื่องนี้ แล้วแต่ในระยะยาว ซึ่งเราอยู่ในหน้า ๒๔ หน้า ๒๕ คือเรื่องของพลังงาน เรื่องของพลังงาน ในระยะยาวเราต้องกลับมาปรับพื้นฐานใหม่ทั้งหมดนะครับท่าน

ที่ท่านพูดถึงเรื่องแอลพีจีคืออย่างนี้ครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเราสนับสนุนเรื่องแอลพีจีผิดทางมาตลอดนะครับ ราคาที่เราขายอยู่ ๑๘ บาท เป็นราคาที่ต่ำที่สุดในอาเซียนนะครับ ในลาวเขาขาย ๔๖.๕๙ บาท เขมร ๓๙ ๘๔ บาท พม่าขายอยู่ ๓๕ บาท เวียดนามขายอยู่ ๔๕.๕๐ บาท กระทั่งมาเลเซีย เขาขุดได้เองเขายังขายแข่งกับเราเลยนะครับ ๒๐.๕๐ บาท จะเห็นได้ว่าไทยมีราคาแอลพีจี ต่ำที่สุด พอแอลพีจีต่ำที่สุดในปี ๒๐๑๕ ที่จะมีการรวมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น เออีซี (AEC) ที่เกิดขึ้นนี้จะมีการไหลเวียนของสินค้าได้ตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคง ราคานี้อยู่ ประเทศเพื่อนบ้านก็จะมาซื้อของเราไปใช่ไหมครับ แล้วเราก็ต้องแบกค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนมหาศาลซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ความคิดของเราคือในระยะยาวก่อนที่จะเกิดการ รวมตัวเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๐๑๕ เราคงต้องลอยตัวเพื่อให้ราคาเป็นสะท้อนความจริง แต่ว่าเราก็จะเจาะจงในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนที่มีรายได้น้อยนะครับ เราคงจะมีมาตรการนั้นออกมาช่วยเหลือประชาชน แต่อยากให้เห็นภาพนี้ว่าถ้าเรายังคง ปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหา แล้วแอลพีจีที่เอามาใช้ในรถยนต์ในการขนส่ง เป็นเรื่องที่ผิดมากนะครับ อย่างนี้ครับ ท่านเองอาจจะไม่ทราบ ท่านพูดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เรื่องว่าผมไปพูดเรื่องภาษีสรรพสามิต คืออย่างนี้ครับ ภาษีสรรพสามิตขึ้นอยู่ กระทรวงการคลังไม่ได้อยู่กระทรวงพลังงาน ดังนั้นที่ท่านมาต่อว่าผมเรื่องภาษีสรรพสามิต ไม่ใช่นะครับ ขออนุญาตให้ท่านพูดถึงกระทรวงการคลัง อย่างนี้ครับ ในกรณีของภาษี สรรพสามิตในกรอบคิดก็คือว่าเป็นภาษีสำหรับการเก็บภาษีที่ถนนใช่ไหมครับ ก็คือเก็บไว้ สำหรับว่าเอาไปสร้างถนนถูกไหมครับ มันคนละกรอบกับภาษีกองทุนน้ำมัน กองทุนน้ำมันที่ ท่านพูดถูกต้องคือ ๑. เอาไปรักษาเสถียรภาพราคา ๒. เอาไปอุดหนุนพลังงานอื่น แต่ปัจจุบันนี้เอาไปใช้อุดหนุนพลังงานอื่นเกือบหมดนะครับ ไม่ได้เสถียรภาพราคาเลยนะครับ เราอุดหนุนแอลพีจีกันอยู่ถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อเดือน ซึ่งมันเป็นการบิดเบือนอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้ไปรักษาเสถียรภาพอย่างที่ท่านคิด และจริง ๆ แล้วเราก็ควรจะมารักษาเสถียรภาพมากกว่าจะเอาไปบิดเบือนเรื่องอื่นนะครับ อันนี้ผมอยากให้เห็นภาพนี้นะครับ ฉะนั้นก็เลยอยากจะชี้แจงให้เห็นว่าการปรับเรื่องการที่จะต้อง มีราคาพลังงานในอนาคตที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างเรื่องเอ็นจีวีเอย เราเองก็จะต้องปรับ เพราะปัจจุบันนี้เอ็นจีวีเอง ขายอยู่ที่ ๘.๕๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาดีเซลที่ ๓๐ กว่าบาท อยู่เยอะมาก และต้นทุนจริง ๆ มันอยู่ที่ ๑๕.๕๐ บาท และในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศเวียดนามเขาขาย ๓๘ บาท ในประเทศสิงคโปร์ก็ยังขาย ๓๐ บาทนะครับ ถ้าเกิดเราไม่ดำเนินการเราก็จะมีปัญหาลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นนะครับ

ตอนนี้ก็มาตอบคำถามท่านอดีตนายกรัฐมนตรีหลายเรื่องที่ท่านได้ให้ ข้อมูลไว้ คือท่านกรุณาอย่าเอาเรื่องที่มาตรการชั่วคราวมาปนกับมาตรการที่จะทำในอนาคต คือถ้าเกิดเรามองว่าระยะสั้นคือช่วยประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายลดลง แต่ระยะยาวมันต้องปรับประเทศนี้นะครับ ผมว่าประเทศนี้เราบิดเบือนเรื่องต่าง ๆ มาเยอะมาก เราคิดว่าเราควรที่จะกลับมาพูดความจริงนะครับว่าเรื่องอะไรคือเรื่องที่ควรทำ เรื่องอะไรคือ เรื่องที่ไม่ควรทำ การจะเอามาเป็นเรื่องบิดเบือนทางการเมืองอย่างเดียวโดยที่ไม่มองความ เป็นจริงว่าประเทศนี้จะเดินไปทางไหน ผมว่ามันเดินไม่ได้นะครับประเทศนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ จะต้องพูดความจริงว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด และสังคมก็จะมาตัดสินว่าเรื่องนี้ใช่หรือไม่ใช่ ผมอยากให้เห็นภาพนี้ว่าประเทศเราควรจะเดินทางไหน ทางถูกคืออะไร ทางผิด ทางอะไร ก็มาคุยกันนะครับผมว่า และสุดท้ายประชาชนเป็นคนตัดสินว่าเราจะเดินทางไหนนะครับ

ต่อมาที่ท่านบอกผมว่าเรื่องภาษีผมอย่างนี้ครับเรื่องราคาน้ำมันมันผกผันขึ้น ตลอดเวลาใช่ไหมครับ ยิ่งปัจจุบันนี้เรื่องของลิเบียเองก็เริ่มจะสงบ ราคาก็อาจจะเริ่มลดต่ำลง ได้ใช่ไหมครับ เราก็มองว่าการประหยัดพลังงานเป็นสิ่งที่สำคัญ ในอดีตที่ผ่านมาผมว่า การประหยัดพลังงานถูกละเลยค่อนข้างมาก ไม่มีการส่งเสริมเท่าที่ควร รัฐบาลนี้เราจะ ส่งเสริมการประหยัดพลังงานอย่างมากนะครับ คงหลังจากที่เราแถลงนโยบายแล้ว คงมี มาตรการการประหยัดพลังงานกันเพื่อให้เห็นว่าเราจะทำอย่างไรกับประเทศนี้ เนื่องจากว่า ปัจจุบันไฟฟ้าเรามีส่วนเกินอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าก็สร้างไม่ได้ และเราจะทำ อย่างไรกันต่อไปกับประเทศนี้ เราจะสร้างโรงไฟฟ้าอย่างไรนะครับ เราก็จะต้องมีหน่วยงาน ของกระทรวงพลังงานที่จะต้องเข้ามาให้ความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นว่าเราทำ โรงไฟฟ้าเพื่อประโยชน์กับพวกท่านนะ และโรงไฟฟ้าที่เกิดใหม่ก็จะต้องไม่มีมลภาวะ เพื่อที่จะให้ประเทศนี้เดินต่อไปได้นะครับ

อันนี้ก็เลยอยากจะเรียนต่อว่าเรื่องที่ท่านบอกว่าเบนซินถูก ดีเซลแพง ผมว่า มันก็ไม่ใช่นะครับ คืออย่างนี้ครับ คือเราก็มองดูว่าถ้าเผื่อราคาในโลกมันเริ่มลดลง เราก็ควร ที่ว่าทำอย่างไร ถ้ามันเห็นเหมาะสมเราก็ควรกลับมาดูว่า เอ๊ะ เราควรจะปรับไหมในบางเรื่อง ที่จะเหมาะสมกับราคา คืออยากให้คนประหยัดนะครับ อยากให้มองอันนี้ อย่าไปมองว่า เราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในแง่นโยบาย จริง ๆ แล้วอะไรที่เราประกาศแล้วเราต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำเดี๋ยวเขาจะหาว่าเราดีแต่พูดครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำครับ

ในส่วนของเรื่องการส่งเสริมไบโอดีเซลพวกเอทานอลนะครับ เราก็มองว่า เป็นสิ่งจำเป็นครับ ระยะยาวเรามีพื้นที่ปลูกพืชพลังงานได้เอง อย่างไรเราก็จะต้องส่งเสริม การปลูกพลังงานและมาใช้กับพืชพลังงานเยอะอยู่แล้ว อีกครั้งหนึ่งนะครับ คืออย่าที่จะเอา เรื่องระยะสั้นมาปนกับเรื่องระยะยาว ระยะสั้นนี้ช่วยประชาชน ถ้าเราไปเปลี่ยนอะไรเยอะ ๆ เวลาปรับกลับมันลำบากครับ ผมอยากให้เห็นว่าเวลาเราลดราคาน้ำมันมันลดง่าย แต่เวลา จะขึ้นมันขึ้นยากนะครับ แล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่นะครับ ถ้าเทียบ บอกว่าที่รัฐบาลท่านใช้อุดหนุนดีเซลนะครับ ท่านจ่ายไป ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หมายถึงว่ารายได้ที่ประเทศขาดไปจากการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐๐ ล้านบาท แล้วนะครับ ของเราก็คงน้อยนะครับ ในแง่ของเบนซิน ๙๑ ๙๕ ผมอยากให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือคนจนจริง ๆ นะครับ มอเตอร์ไซค์ ๑๗ ล้านคันต้องใช้เบนซิน นะครับ ใช้เอทานอลไม่ได้ ใช้แก๊สโซฮอล์ไม่ได้ เครื่องจักรการเกษตรก็ต้องใช้แก๊สโซฮอล์ อยากจะให้เห็นภาพนี้นะครับ รถยนต์เก่า ๆ ก่อนปี ๑๙๙๕ ซึ่งมีเป็นหลายล้านคันยังคงใช้อยู่ก็จะได้ประโยชน์จาก เรื่องนี้นะครับ ผมเองอยากเห็นว่าเรื่องที่เราทำเราวิเคราะห์แล้วว่าให้ถึงแก่ประโยชน์กับผู้มี รายได้น้อยจริง ๆ นะครับ แต่เรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือพืชพลังงานในระยะยาว เป็นสิ่งที่เราต้องทำนะครับ เราจะส่งเสริมอย่างจริงจัง ก็คงขออธิบายคร่าว ๆ เพียงเท่านี้ แล้วถ้าเกิดมีผู้ใดมาผมก็ยินดีจะตอบคำถามต่อนะครับ ขอบพระคุณครับ