หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล พูดถึงนโยบายพลังงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส อภิปรายนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงการรณรงค์หาเสียงนั้นท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้หาเสียงไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากท่านได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นท่านมีความประสงค์ที่จะยุบกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง แต่ต่อมาเมื่อมีการแถลงนโยบายในวันนี้ก็ปรากฏว่าท่านได้เปลี่ยนแนวทาง เป็นการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับเชื้อเพลิงบางประเภทก็คือ เบนซิน ๙๕ เบนซิน ๙๑ แล้วก็ดีเซล กระผมเรียนครับไม่ว่าท่านจะยุบกองทุนหรือท่านจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุน ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบในวงกว้าง เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีความสำคัญในการดูแล ให้ราคาพลังงานทุก ๆ ด้านอยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าน้ำมันก็ดี ก๊าซหุงต้มก็ดี ก๊าซเอ็นจีวีก็ดี ล้วนแล้วแต่มีความผูกพันทางด้านกลไกราคา ผ่านการอุดหนุน และชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่ารัฐบาลนั้น ดำเนินการเก็บเงินเข้ากองทุนมาโดยตลอด ซึ่งสามารถสร้างสถานภาพกองทุนให้มี ความเข้มแข็ง ปัจจุบันนี้กองทุนมีเงินสดอยู่ที่สามารถเข้ามาช่วยบริหารสถานการณ์พลังงาน ประมาณ ๑๔,๓๐๐ ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันเมื่อราคาก๊าซหุงต้มและราคาก๊าซเอ็นจีวีพุ่ง สูงขึ้น กองทุนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการชดเชยราคา ส่งผลให้ปัจจุบันฐานะกองทุนนั้นเมื่อหัก หนี้ออกไปแล้วจะมีสถานะอยู่ที่ ๔๔๑ ล้านบาท ผมต้องเรียนครับว่ากองทุนนั้นเป็นกลไก สำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนในปัจจุบันนั้นได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ก๊าซหุงต้มในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเมื่อมาดูถึงรายได้และรายรับของกองทุนพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อมี การเก็บเงินนั้น กองทุนมีรายได้ต่อเดือนประมาณ ๔,๑๕๐ ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย ๔,๑๓๐ ล้านบาท นั่นหมายถึงว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีสถานะที่สมดุล มีความสามารถ ที่จะเข้ามาดูแลราคาพลังงานหากราคาน้ำมันหรือราคาก๊าซหุงต้มและราคาก๊าซเอ็นจีวีพุ่งสูงขึ้น กระผมต้องเรียนครับว่าการที่ท่านจะงดการเก็บเงินเข้ากองทุนนั้นจะส่งผลให้รายได้ของ กองทุนหายไปกว่า ๓,๕๐๐ ล้านบาทต่อเดือน รายได้ในส่วนนี้เป็นรายได้สำคัญที่ปัจจุบัน นำมาค้ำจุน นำมาชดเชยในเรื่องของก๊าซหุงต้มก็ดี ในเรื่องของก๊าซเอ็นจีวีก็ดี กระผม ตระหนักดีครับว่าความจริงท่านรัฐมนตรีเองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะท่านได้ให้ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าท่านก็หนักใจ แต่ท่านไม่สามารถปฏิเสธนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ผมก็เรียนครับเพราะผมเห็นท่านพยายามที่จะออกมาตรการต่าง ๆ ๓ มาตรการด้วยกันเพื่อที่จะเยียวยาลดภาระของกองทุน ไม่ว่าจะเป็นการบีบค่าการตลาด ของแอลพีจีภาคขนส่ง การปรับราคาเนื้อก๊าซเอ็นจีวีลง หรือว่าการรื้อโครงสร้างเอทานอล ให้สะท้อนต้นทุน ผมต้องเรียนกับท่านประธานเช่นเดียวกันครับว่าขณะที่รายได้ของกองทุน สูญเสียอยู่ ๓,๖๐๐ ล้านบาทต่อเดือน มาตรการต่าง ๆ ที่ท่านจะนำมาใช้นั้นจะสามารถ ลดภาระของกองทุนได้ไม่ถึง ๖๐๐ ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเป็นเช่นนี้ครับการที่กองทุนจะต้อง ใช้จ่ายยังมีอยู่ถึง ๔,๒๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นกองทุนถ้าหากท่านงดเก็บเงินเข้าก็จะมีหนี้ ๓,๑๐๐ ล้านบาทต่อเดือนครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ หมายความว่าถ้าท่านดำเนินการตามนโยบายที่ท่านว่าไว้ ใน ๖ เดือน ในช่วงข้างหน้านี้กองทุนจะมีสถานภาพติดลบเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ได้ไปนำ การพยากรณ์ราคาน้ำมันมาดูครับ หลายบริษัทการพยากรณ์ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันในช่วง ปลายปีและในช่วงต้นปีหน้าจะทะยานสูงขึ้นถึง ๑๒๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และต่อมาอาจถึง ๑๔๐ ซึ่งนั่นหมายความว่าราคาแอลพีจีและราคาเอ็นจีวีในตลาดของเราก็เช่นเดียวกันครับ จะปรับตัวขึ้น ถ้าหากท่านยังดำเนินนโยบายเช่นนี้อยู่จะทำให้กองทุนเป็นหนี้อย่างมหาศาล ในการที่จะต้องไปชดเชยก๊าซเอ็นจีวี แล้วก็ก๊าซแอลพีจี ท่านก็จะมีทางเลือก ๒ ทางครับ ถ้าหากว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นคือท่านจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ก๊าซหุงต้มได้ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ท่านก็มี ทางเลือกก็คือว่าท่านจะต้องลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวีทันที ถ้าหากท่านทำเช่นนั้นครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ถังก๊าซหุงต้มที่พี่น้องประชาชน ใช้อยู่ทุกวันนี้ครับ ๑๕ กิโลกรัมจะขึ้นเป็นถังละ ๕๔๐ บาท ผมคิดว่าการที่เราจะปรับ โครงสร้างพลังงานให้ลดความบิดเบือนเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้อง คำนึงถึงด้วยครับว่าระยะเวลาในการปรับนั้นไม่ใช่ปรับด้วยการที่มีแรงกดดัน เพราะเราไม่มี กลไกของกองทุนมาช่วยเหลือ ผมเรียนต่อนะครับ ประเด็นที่สำคัญนอกจากการก่อหนี้ก่อสิน และการสร้างแรงกดดันให้กับกองทุน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีความบอบบาง ประเด็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็จะมีเรื่องของการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งจะมี ความน่าเป็นห่วง ปัจจุบันนี้ครับในโครงสร้างราคา ท่านประธานจะเห็นว่าเบนซิน ๙๕ อยู่ที่ลิตรละ ๔๖.๗๐ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ๓๖.๔๔ บาท เบนซิน ๙๑ ๔๑.๓๔ บาท และแก๊สโซฮอล์ ๙๑ อยู่ที่ ๓๓.๙๔ บาท แต่หลังมีการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันเบนซินทั้ง ๒ ประเภทแล้ว ท่านจะเห็นว่าความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซิน ๙๕ กับแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ลดลงเป็นอย่างมากเหลือเพียง ๓ บาท ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นครับ เดิมแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด พลังงานเอทานอลที่เราสามารถผลิตเองในประเทศเป็นการลด ดุลการค้า ลดการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ เดิมครับแก๊สโซฮอล์ ๙๕ เคยถูกกว่าเบนซิน ๙๑ ลิตรละ ๕ บาท เมื่อท่านถอดเรื่องของการเก็บเงินเข้ากองทุนออกจะส่งผลให้แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เราสนับสนุนมาโดยตลอดเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด เป็นเชื้อเพลิงที่ ชาวไร่ ชาวนา ของไทยเราเองสามารถได้ประโยชน์ด้วย กลับกลายเป็นว่าจะแพงกว่า เบนซิน ๙๑ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับท่านประธานก็คือรถจักรยานยนต์ รถยนต์ที่ สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ในปัจจุบันก็จะหันไปใช้เบนซิน ๙๑ นั่นหมายความว่าจะมี ผลกระทบเป็นลูกโซ่ครับ บริษัทที่ผลิตเอทานอลซึ่งเขามีความหวังว่าการใช้เอทานอล จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับก็จะต้องปิดการดำเนินการ ชาวไร่อ้อย ชาวมันสำปะหลัง ที่เดิมมีการใช้ วัตถุดิบมาเป็นเครื่องมือในการผลิตพลังงานก็จะไม่สามารถขายวัตถุดิบได้ เหล่านี้ครับ ผมยืนยันว่าถ้าหากว่ามีการดำเนินการในลักษณะนี้และไม่มีการทำสิ่งอื่นใดจะทำให้ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ นั้นสูญพันธุ์ไปจากตลาดของไทย สิ่งเหล่านี้ผมเรียนเพราะผมอยากเห็น การพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานที่สะอาดอย่างยั่งยืน แล้วที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การ สนับสนุนจนกระทั่งมีการใช้เอทานอลในวันนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน แล้วผมก็หวังว่า ที่เราเคยตั้งเป้ากันไว้ว่าจะใช้กันจนถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ชาวสวนอ้อย พี่น้องชาวเกษตรกรเป็นอย่างมากก็อาจจะไม่เกิด ถ้าหากว่านโยบายในระยะสั้น ของท่านที่ท่านบอกว่า ๖ เดือน ถึง ๑ ปี ดำเนินการไปเช่นนี้ ผมเรียนนะครับว่าหลายเรื่อง ที่พวกเราเป็นห่วงนั้น เราทราบครับว่าโครงสร้างพลังงานในปัจจุบันมันมีความซ้ำซ้อน มันมีการชดเชย แล้วเราก็ประสงค์จะเห็นโครงสร้างพลังงานที่มีความบิดเบือนน้อยที่สุด แต่ระยะเวลาในการดำเนินการนั้นเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะท่านต้องให้โอกาสกับพี่น้องประชาชน กับผู้ประกอบการที่จะสามารถปรับตัวไปใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปใช้พลังงานใหม่ ๆ ไม่ใช่การดำเนินการในลักษณะที่ฉุกละหุก ขาดการเปลี่ยนผ่านในลักษณะที่เกิดขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานสั้น ๆ อีกนิดเดียวครับ เพราะผมคิดว่าพวกเราทุกคนประสงค์ที่จะเห็นกองทุนที่มีความสามารถ พวกเราทุกคน ประสงค์ที่จะเห็นชาวไร่อ้อย โรงงานเอทานอล ในประเทศไทยได้รับการพัฒนา รวมทั้งพึงประสงค์ที่จะเห็นการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ผมเรียนครับว่า ถ้าโครงสร้างของราคาเนื่องจากการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เราจะได้รับก็คือ การบ่อนทำลายนโยบายพลังงานทดแทนของเรา รวมทั้งผมยืนยันว่าพวกเราในสภาแห่งนี้ คงไม่อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ทิ้งมรดกเอาไว้ให้พวกเราก็คือหนี้อันมหาศาลของกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงครับ ขอบพระคุณครับ