ตวง อันทะไชย หารือเรื่องความพร้อมของประชาชนที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยระบุว่าประเทศไทยไม่เคยเตรียมพลเมืองให้พร้อมสำหรับประชาคมอาเซียน แม้ว่าจะมีความตกลงอาฟตาในปี 2535 แต่ก็ไม่ได้บอกประชาชนว่าทำไมถึงตกลงไปกับอาฟตา ตวง อันทะไชย เสนอแนะให้ประกาศเป็นนโยบายของรัฐเพื่อเตรียมพลเมืองให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทยในปี 2558 โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทย นักศึกษาไทย และคนไทยสามารถแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียนและเวทีโลกได้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานอนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานว่าเบื้องต้นนี้ความเป็นจริงเรื่องที่ผมจะ นำเสนอต่อไปนี้ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะอยู่ในห้องนี้ด้วยกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าไม่อยู่ขอฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่ผมจะ นำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ยากแต่ว่าจำเป็นต้องทำ ผมเชื่อว่ามือเศรษฐกิจท่านก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าต้องกลับไปสู่โจทย์แรกก็คือเรื่องของการสร้าง ความปรองดองนั้น ไปดูผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ท่านจะทราบดีว่ามันต้อง เริ่มต้นจากผู้ที่ถืออำนาจรัฐก็คือรัฐบาลในการเริ่มต้น
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มานั่งฟังกับท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั่งฟังก็คือว่าเรื่องประชาคมอาเซียน ผมไปดูในร่าง พระราชบัญญัติที่เป็นการแถลงนโยบายของท่าน ผมติดตามเรื่องนี้มานาน และผมพบว่า แม้แต่ในการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังคงเขียนเอาไว้ ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างเข้าใจ ผมพบว่ามีอยู่ ๒-๓ ที่ที่ท่านเขียนเอาไว้พอเป็นกระสาย ในข้อที่ ๑.๖ หน้า ๗ ข้อ ๔.๑.๗ หน้า ๒๘ ข้อ ๔.๒.๖ หน้า ๒๙ ข้อ ๗.๒ หน้า ๓๘ พูดถึงเรื่องประชาคมอาเซียน เอาไว้แบบไม่เสีย ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ๔-๕ ปีเราไม่เคยเตรียม พลเมืองของเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเลย ผมมีตัวอย่าง ๒ ตัวอย่าง เพื่อที่จะบอก ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเราต้องเตรียมพลเมืองของเราเข้าสู่ประชาคม อาเซียน
เรื่องแรก ท่านประธานจำได้ไหมครับ เราไปทำความตกลงอาฟตา เมื่อปี ๒๕๓๕ และมีผล ๑ มกราคม ๒๕๕๓ คนก็มาเดินขบวนบอกทำไมไปตกลงอะไร ไม่บอกกับประชาชน นั่นคือเหตุผลหนึ่งว่าเราไม่เตรียมประชาชน
เรื่องที่ ๒ ผลการสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงความตระหนัก ในความเป็นอาเซียนนั้นพบว่าประเทศไทยเราเป็นผู้ก่อตั้งประชาคมอาเซียนก็จริงครับ แต่เป็นประเทศที่รู้เรื่องอาเซียนท้ายสุดครับ หลังสุดเลยครับ ประเทศแรกก็คือประเทศลาวครับ ด้วยเหตุผลที่ผมพูดถึงทั้งหมดผมพบว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การเตรียม พลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยจึงเป็นต่างคนต่างทำ ไม่มีงบประมาณครับ ใครคิดได้อะไรก็ทำไปเลย ข้อเสนอของผมก็คือว่าวันนี้รัฐบาลต้องประกาศเป็นนโยบาย ของรัฐ เพราะปี ๒๕๕๘ มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย ท่านประธานอาจจะถามผมว่าแล้วข้อเสนอผมต่อรัฐบาลที่จะต้องทำมันคืออะไร ด้วยข้อจำกัดเวลาผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ท่านประธานครับ
เรื่องแรก เรื่องการเตรียมพลเมืองที่เป็นขาที่มีความสำคัญคือเรื่อง ของประชาคม สังคม วัฒนธรรม ที่จะนำความสำเร็จไปสู่ขาความมั่นคงการเมือง และขา ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคม สังคม วัฒนธรรมนั้นเรื่องการศึกษาครับ วันนี้รัฐบาล ต้องตั้งหลักใหม่ว่าการผลิตคนไทย นักเรียนไทย นักศึกษาไทยหรือคนไทยออกไปนั้น เพียงให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ไม่พอนะครับ เพียงเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติไม่พอนะครับ ต้องเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียนได้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้
ประการที่ ๒ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ควรจะต้องทำเป็นผลงานซึ่งจำเป็น ที่จะต้องทำ ในอาเซียนทำหมดแล้ว อาเซียนได้ตกลงให้ภาษาอังกฤษนั้นเป็นภาษาของ อาเซียน ผมขออนุญาตท่านประธานใช้คำภาษาอังกฤษว่า เวิร์กกิ้ง แลงค์กวิจ (Working Language) ก็คือต่อไปนี้อาเซียนตั้งแต่ยายมี ตาสี ตาสา ขึ้นมาถึงนายกรัฐมนตรี เวลาจะ เจรจาความเมืองเดินทางไปท่องเที่ยวต้องใช้ภาษาอังกฤษครับ ประเทศไทยเรายังใช้ ภาษาอังกฤษในลักษณะของเชิงโครงสร้าง คือถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือภาษาอังกฤษประเภท แกรมม่า (Grammar) สอบแกรมม่าได้เต็มครับแต่สนทนาไม่รู้เรื่อง เราสอนภาษาอังกฤษ แบบพูดต้องมีประธาน ต้องมีกริยา ต้องมีกรรม ข้อเสนอของผมก็คือว่าท่านประธานต้องไป แก้หลักสูตรครับ หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษต้องเป็นการสอนเพื่อการสื่อสาร ผมยกตัวอย่างเรื่องเดียวครับ ท่านประธานไปขึ้นเครื่องบิน เวลาเขาถามว่าท่านจะดื่มกาแฟ หรือจะดื่มน้ำชา เขาใช้คำว่า ที ออร์ คอฟฟี (Tea or coffee) เท่านั้นเองครับ ไม่ต้องมีประธาน กริยา กรรมครับ แต่หลักสูตรการเรียนการสอนประเทศไทยยังคงสอนภาษาอังกฤษ แบบมีประธาน มีกริยา กรรม เวลาจะพูดนึกไม่ออกครับ เวลาเจรจาความเมืองในเวทีระดับ ทวิภาคี ระบบพหุภาคีหรือจะทำมาค้าขายมันไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนหลักสูตรการเรียน การสอนนั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือท่านจะต้องกลับไปพัฒนาอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เปลี่ยนทัศนคติ และวิธีคิด รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น อย่างน้อยอาชีพ ๗ อาชีพ อาชีพที่อาเซียนได้ตกลงร่วมกันก็คือ อาชีพ หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ อาชีพเหล่านี้ เป็นอาชีพที่สามารถที่จะเป็นเสรีให้ใครจะทำอาชีพก็ได้ใน ๑๐ ประเทศ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศเวียดนามส่งคนเข้ามาเรียนภาษาไทย ปีละหลายหมื่นคนครับ แต่ในขณะที่คนไทยเองไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมหรือมีนโยบายให้ คนไทยไปเรียนรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม เรื่องเขมร หรือเรื่องลาวครับ แล้วเราก็จะ สามารถแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียนได้อย่างไร หัวใจสำคัญที่เป็นข้อเสนอของผมวันนี้ ก็คือว่าเมื่อรัฐบาลนี้จะต้องการเตรียมประชาคมอาเซียนเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน ทำไว้ในการประกาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน เขาจะต้องประกาศ เป็นนโยบาย ประกาศเป็นนโยบายจะนำไปสู่อะไร มันก็จะนำไปสู่งบประมาณครับ มันก็จะมีคน ท่านประธานครับ มีคนเขาก็จะสามารถจัดการเตรียมการเข้าสู่พลเมืองอาเซียนได้ โดยไม่ต้องไปรอใคร นั่นหมายความว่าจะต้องมีเจ้าภาพหลักไม่ใช่ปล่อยให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทำเรื่องอาเซียนตามอัตภาพของตัวเอง โรงเรียนที่เขาเตรียมพลเมืองเข้าสู่ อาเซียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้านผมนี่ครับ กว่าจะทำโรงเรียนอีพี (EP) ได้ต้องไปหา ผ้าป่า ท่านประธานครับ เตรียมโรงเรียนเข้าสู่พลเมืองอาเซียนต้องไปขอผ้าป่าเตรียมพลเมือง นโยบายที่เราจะต้องทำให้ประเทศเราทันต่ออาเซียนต้องเตรียมและพร้อม ผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลนี้ประกาศก็จะเป็นนโยบายสำคัญให้ประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ ขอบพระคุณครับ