สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐของพรรคเพื่อไทย และการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้าง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำเอาไว้ เช่น โฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐของพรรคการเมืองคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีผลการเลือกตั้งชนะอย่างเด็ดขาด แล้วก็ทำให้มีผู้นำของรัฐบาลซึ่งมา จากกลุ่มที่มีความร่ำรวยในระดับติดอันดับแถวหน้าของประเทศหรือในภูมิภาคครั้งนี้ ได้รับ การพูดถึงมากว่าเป็นรัฐบาลที่มีกลุ่มคนรากหญ้าหรือกลุ่มคนจนให้การสนับสนุนอยู่มาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมานั้น ผ่านการสะสม พลังมวลชน ผ่านกลุ่มสีเสื้อที่เรียกว่ามวลชนคนเสื้อแดง ในหลายปีที่ผ่านมา ในหลายครั้ง ได้มีการสร้างประเด็นเรื่องของสิ่งที่เราเรียกว่า อำมาตย์กับไพร่ อย่างที่เห็นกันอยู่ ในการเคลื่อนไหวในหลายครั้ง และหลายครั้งก็มีการนำเสนอประเด็นเรื่องชนชั้นขึ้นมา เสมือนกับว่าพรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของคนซึ่งถูกกดขี่ เป็นตัวแทนของคนยากจน แต่รัฐบาลซึ่งทำหน้าที่บริหารขณะนั้นกลับเป็นตัวแทนของกลุ่ม อำมาตย์หรือเป็นกลุ่มซึ่งต้องการที่จะให้คนจนนั้นมีความยากจนต่อไป ในหลายครั้งที่มี การเคลื่อนไหวทาง การเมือง ผู้ที่มีแกนความคิดระดับสูงสุดของกลุ่มซึ่งเคลื่อนไหวและ เชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดถึงประเด็นนี้บ่อยครั้ง รวมทั้งมีการสร้างความคาดหวัง ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศแล้วการแก้ไขปัญหาความยากจน จะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ครั้งหนึ่งที่มีการพูดถึงโดยอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความเกี่ยวพันกัน อย่างลึกซึ้งกับรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการพูดวาทกรรมที่สำคัญเอาไว้บอกว่า ถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้แสดง ว่าประเทศกำลังถูกทำให้ถอยหลังด้อยกว่าประเทศอื่น เพราะอำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน ไม่อยากเห็นลูกหลานฉลาด เพราะเช่นนี้เราต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต ถ้าวันนี้ประชาชน ชนะ ประชาธิปไตยก็เป็นฝ่ายชนะ เรากำลังปลดแอกตัวเองให้พ้นจากอำมาตย์ทั้งหลายที่จะ บังคับให้เราโง่ บังคับให้เราจน ต่อไปนี้เราขอความยุติธรรม ขอความเสมอภาค และความเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง คำพูดประเด็นเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๒๓ เมษายน ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน บุคคลดังกล่าวนั้นพรรคเพื่อไทยได้นำมาหาเสียงแล้วก็ บอกว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ได้มีถ้อยคำที่พูดถึงเรื่องการประกาศสงครามกับความยากจน ว่าจะต้องให้หมดไป ในการหาเสียงครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยก็มีการพูดถึงว่าอีก ๙ ปี คนไทยจะหายจน วันนี้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เสมือนกับว่าท่านได้ชัยชนะเหนือรัฐบาล ที่ท่านเรียกว่าอำมาตย์แล้ว คำถามของผมก็คือว่านโยบายที่ท่านแถลงต่อรัฐสภาวันนี้ มีความแตกต่างกับนโยบายที่ท่านเรียกว่ารัฐบาลอำมาตย์ตรงไหนครับ อะไรคือเนื้อความในนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่ท่านถูกสร้างขึ้นมานั้นไม่ใช่วาทกรรมว่างเปล่าที่หลอกลวง มวลชนให้เป็นฐานสนับสนุนการก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐของฝ่ายทุนในพรรคการเมือง แล้วก็ ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันในการแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจน ผมไปดูนโยบายที่ท่านเขียน เอาไว้ทั้งหมด ทั้งหลักคิดหลักการ แนววิธีคิดและตัวนโยบายนั้นต้องบอกจริง ๆ ว่าเป็นเรื่อง น่าผิดหวังมาก ท่านเขียนเอาไว้ในหลักการ รวมถึงแนวคิดในการจัดทำนโยบายนั้นไม่มี การแตะเรื่องของความยากจนในเชิงโครงสร้างหรือการแก้ปัญหาให้กับคนจนที่แท้จริง อย่างที่บอกว่าเป็นรัฐบาลไม่เข้าใจคนจนเลย ไปดูหน้าที่ ๒ เรื่องการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ ที่เป็นตัววิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูง เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนก็ดี หรือเรื่องอื่นก็ดีนั้น ท่านพูดถึงเรื่องของทุน เรื่องของกลุ่มนายทุนทั้งสิ้น ในขณะที่ท่านพูดถึง หลักการ ๓ ข้อของนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของคนยากจน ที่ท่านจะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เขาเลยแม้แต่ประโยคเดียวในทั้ง ๓ หลักการที่ท่านพูดถึง ผมจึงติดตามนโยบายนี้ต่อไปว่า สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การสะสมชัยชนะ จะเรื่องสงครามชนชั้นหรือเรื่องอำมาตย์ ไพร่ และการแก้ไขปัญหาคนจนนั้นมีอยู่ในเรื่องอื่น ในนโยบายหรือไม่ ปรากฏท่านไปเขียนในนโยบายเศรษฐกิจอยู่เป็นพยางค์เป็นประโยค เท่านั้นเองว่า ดำเนินการให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่รูปธรรมที่ไปขยายข้อความเหล่านี้ไม่มีเลยครับ เรื่องที่เฉียดใกล้ที่สุดใน ๑๖ เรื่องเร่งด่วน ก็ไม่มีเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้างของคนที่ท่านบอกว่าเป็นรากหญ้า แล้วสนับสนุนท่านเลยแม้แต่ข้อเดียว ความฝันของเขา เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำก็ดี เรื่องของ ๑๕,๐๐๐ บาทก็ดี เมื่อวานนี้ก็มีคำตอบที่เห็นได้ชัดแล้วว่าเป็นเพียงแค่เทคนิคทางการเมือง แล้วที่สุดคนเหล่านั้นก็ฝันค้างไปเรียบร้อยแล้ว คนจนที่สุดในประเทศนี้คือใครครับ คนจน ที่สุดในประเทศนี้นั้นคือคนที่ไร้แม้แต่กระทั่งที่ดินทำกิน และคนที่ไร้แม้แต่กระทั่งที่อยู่อาศัยครับ ในการลงทะเบียนคนจนของอดีตรัฐบาลพรรคท่านเองนั่นแหละเมื่อปี ๒๕๔๗ คนในส่วนนี้ มีถึงประมาณเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่เป็นคนจนเมือง อยู่ใน บ้านที่เขาเรียกว่าอยู่ในชุมชนแออัดหรือในสลัมมากกว่าประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนทั่ว ประเทศ ๒. คือกลุ่มคนที่ไม่มีที่ทำกินแล้วต้องไปอยู่ในที่ดินของรัฐ ปัจจุบันนี้มีกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนอยู่ในที่ของรัฐมากกว่า ๑๐ ล้านไร่ทั่วทั้งประเทศ ผมพยายามมองดู นโยบายของท่านที่ไปแก้ปัญหาคนที่ยากจนที่สุดที่ท่านบอกว่าเป็นรากหญ้าที่เข้าใจ ท่านเหล่านี้ครับ เป็นเรื่องน่าผิดหวังมากครับ ไปดูทั้งฉบับแล้วมันมีเขียนอยู่เพียง ๒ ข้อ ท่านประธานครับในข้อ ๕.๔.๒ นั้นท่านพูดถึงการให้โอกาสประชาชนที่มีฐานะยากจนได้มี ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหรือมีที่อยู่อาศัยพร้อมกับการสร้างอาชีพ สิ่งที่ท่านลืมไปเป็น เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องกรณีของบ้านมั่นคง บ้านมั่นคงเป็นนโยบายที่ถูกเริ่มต้นขึ้นในรัฐบาลอดีต ของรัฐบาลพรรคท่านเองคือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในเวลานั้นถูกสร้างขึ้นมาคู่กับเรื่อง ของบ้านเอื้ออาทร วันหนึ่งท่านทิ้งบ้านมั่นคงไป แต่บ้านเอื้ออาทรวันนี้ท่านตั้งใจว่าจะสร้าง นับเป็นล้านนี่ มันสร้างได้จริงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ แล้วเกิดความเสียหายขายไม่ออก ในหลายที่ เป็นโครงการที่ล้มเหลว แต่บ้านมั่นคงซึ่งท่านไม่สนใจนี่ รัฐบาลชุดต่อมาโดยเฉพาะ รัฐบาลชุด พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมาถึงรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์นั้นให้เงิน บ้านมั่นคงไปถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้มีคนที่มีที่อยู่อาศัยมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ยูนิต (Unit) ทั่วทั้งประเทศ คนจนเหล่านี้ท่านไม่พูดถึงเขาเลยครับ แต่ในการเคลื่อนไหวกลุ่มคนเหล่านี้คือ ฐานของท่าน วันนี้ที่พูดคือให้ตาสว่างว่ารัฐบาลที่บอกว่าท่านถูกกดขี่แล้วมาแก้ไขปัญหาให้ ท่านนั้นก็คิดอะไรไม่ต่างกับรัฐบาลที่ท่านเรียกว่าอำมาตย์เลย แถมยังคิดล้าหลังกว่าด้วย
ประเด็นถัดมาที่ท่านมีการพูดถึงคือเรื่องของข้อ ๕.๔ การสร้าง ความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ความจริงประเด็นเรื่องนี้เครือข่ายภาคประชาชนนั้นเคลื่อนไหวไว้เยอะครับ และเขาหวังว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงโครงสร้างเรื่องที่ดินนั้นท่านต้อง เดินต่อครับ รัฐมนตรีคนหนึ่งรัฐบาลชุดนี้ซึ่งนั่งอยู่ข้างบนนี้ก็ไปรับข้อเสนอจากภาคประชาชน ท่านเขียนเอาไว้หลายเรื่องเหมือนกันครับ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจครับ เช่น ท่านบอกว่า กระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนโดยใช้มาตรการทางภาษี จัดตั้งธนาคารที่ดิน ให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย ประเด็นมันเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าจะช่วยเหลือคนจน อย่างแท้จริงนั้นอย่าปฏิเสธโครงการที่รัฐบาลชุดที่แล้ว นโยบายรัฐบาลชุดที่แล้วทำเอาไว้ครับ โฉนดชุมชนเป็นนโยบายหนึ่งที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินในเชิงโครงสร้างและภาคประชาชน เรียกร้อง รัฐบาลชุดที่แล้วดำเนินการเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วันนี้มีคนขอมาแล้ว ๔๒๘ ชุมชนทั่วประเทศ เป็นพื้นที่กว่า ๒,๑๔๒ ไร่ ๖๐,๐๐๐ ครัวเรือน ๒๓๖,๐๐๐ คน รัฐมนตรีคนหนึ่งบอกว่าจะทำต่อ แต่ขอเปลี่ยนชื่อโดยเหตุผลทางการเมือง ไม่ว่าอะไรครับ ผมจะดูว่าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ท่านตั้งงบให้สำนักงานโฉนดชุมชนหรือไม่
เรื่องที่ ๒ ท่านพูดถึงธนาคารที่ดิน ด้วยความเคารพผมไม่เคยได้ยิน ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนใดคนหนึ่งแสดงวิสัยทัศน์เรื่องคนจนในเรื่องธนาคารที่ดินเลย รัฐบาลชุดที่แล้วออกเป็นกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ อนุมัติงบประมาณโดยมติ ครม. ๒ ครั้ง เป็นเงินกว่า ๑,๙๐๐ ล้านบาท ให้ธนาคารที่ดินขับเคลื่อนต่อ วันนี้อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีเราอยากเห็นในส่วนนี้เดินหน้า ต่อครับ
แต่ที่สำคัญที่สุดครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของมาตรการภาษี รัฐบาล ชุดที่แล้วเสนอกฎหมายภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเอาไว้ในสภาชุดนี้ จะดูว่าท่าน จะย้อนกลับมาสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ท่านควรที่จะขับเคลื่อนต่อ แต่สิ่งที่ท่านไปนี้ไปไม่สุด ถ้าหากจะให้นโยบายรัฐบาลนี้เป็นนโยบายซึ่งต่างจากรัฐบาล ที่ท่านเคยเรียกว่าอำมาตย์จริง ๆ ซึ่งความจริงเขาเดินหน้าไปเยอะกว่าท่าน นี่ครับข้อเสนอ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ที่ชุดที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์กับท่านคุณหมอประเวศ เสนอเอาไว้ มีการพูดถึงเรื่องการจำกัดเพดานการถือครองที่ดินโดยการใช้มาตรการทางภาษี เฉพาะที่ดินทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งท่านไปเรียกเขาว่าอำมาตย์นี่ยอมรับและ ออกเป็นมติ ครม. ไว้ ผมจะติดตามดูว่าถึงเวลานี่ท่านจะยกเลิกมติ ครม. ชุดนี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ ผมเพียงแต่ต้องการยืนยันเท่านั้นเองครับ ว่า มาถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยกับกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มีความแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้เมื่อวานนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นการสร้างวาทกรรม ซึ่งเป็นเทคนิคทางการเมือง หลอกลวงเรื่องของอำมาตย์ ไพร่ และเรื่องของทางชนชั้น เพื่อเอาคนเหล่านั้นมาเป็นมวลชนที่ปูฐานรองรับการขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนในพรรค แล้วในที่สุดคนส่วนนี้ก็สุขสบายเสวยสุข แล้วปล่อยให้พี่น้องไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ความยากจนต่อไปหรือไม่ ท่านยังมีเวลานะครับ ความจริงผมยังหวังว่าเรื่องเหล่านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีน่าที่จะต้องมาฟังสภา แต่ผมก็เข้าใจว่าท่านอาจจะฟังอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ผมต้องการคำตอบครับ เราไม่อยากให้วาทกรรมของนักการเมืองนั้นถูกอธิบายในสภาว่า ไม่มีสัญญาและเป็นเพียงแค่เทคนิคการหาเสียง เพราะนั่นคือการหลอกลวงคนจนซึ่งเป็น บาปที่สุดในความเห็นของผม เพราะคนเหล่านั้นก้าวขึ้นมาสนับสนุนท่านเพราะวาทกรรม ที่ไปจากพวกท่านทั้งหลายนั่นเอง วันนี้เราต้องไม่ทำให้วาทกรรมนั้นเป็นวาทกรรมว่างเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ความกล้าหาญ ลุกขึ้นมายืนยันว่าสิ่งที่เราพูดทั้งหมดนั้นรัฐบาล จะเดินหน้าต่อเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง มากกว่าที่จะต่อทุนให้กับกลุ่มทุน และเอาคนจนเหล่านั้นเป็นปัจจัยการผลิตให้กับทุนของตัวเองได้ขยายทุนของตัวเองต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด