รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะข้อที่ 8.3 ที่มีความกังวลว่าไม่ได้ปฏิบัติตาม และเรียกร้องให้พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับกรณีอีเมลอื้อฉาวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อมวลชน รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ และการปฏิรูปสื่อวิทยุ โทรทัศน์

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับ ด้านสื่อสารมวลชนไว้ในหลายแห่ง โดยเฉพาะในข้อ ๘.๓ ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะ ซึ่งในข้อ ๘.๓ นี้ได้แบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นอีก ๓ หัวข้อซึ่งถือว่า เป็นการเขียนนโยบายด้านสื่อสารมวลชนที่ยาวที่สุดตั้งแต่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล มาละเอียด แต่ก็เป็นนโยบายที่ผมอยากจะเรียนว่าผมมีความกังวลมากที่สุด ท่านขึ้นต้นไว้ในข้อ ๘.๓ บอกว่า จะส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก ทางราชการ สื่อสารมวลชนและสื่อสาธารณะทุกประเภทได้อย่างกว้างขวางรวดเร็วถูกต้อง เป็นธรรม ต้องเรียนว่าเป็นนโยบายที่สวยหรูมากนะครับ มีความก้าวหน้าและมี ความกล้าหาญ ที่บอกว่ากล้าหาญนี่ไม่ใช่เป็นการชื่นชมนะครับ แต่ต้องการจะบอกกับท่านว่า ท่านกล้าหาญทั้ง ๆ ที่รู้ว่าท่านทำไม่ได้ และกล้าหาญทั้ง ๆ ที่ท่านเพิ่งได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม กับสิ่งที่ได้เขียนไว้ ผมอยากเรียนท่านประธานว่ามีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา อันใกล้นี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ท่านเขียนไว้

เรื่องแรก ก็คือกรณีอีเมล (e-Mail) อื้อฉาวที่มีการเปิดโปงกันมาในช่วง ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แล้วเรื่องนี้ก็นำไปสู่การสอบสวนของ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นข่าวครึกโครม และยังจะต้องเป็นหนังยาวอีกไม่น้อยนะครับ เรื่อง ๒ เรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีอีเมลอื้อฉาว ผมอยากจะแยกออกให้ชัดเจน ๑. ก็คือกรณีที่มี การชำระความกันในหมู่สมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาตินั้น ผมคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเป็นเรื่องภายในและเป็นเรื่องของกระบวนการสอบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด กระผมจะขอยุ่ง เฉพาะเรื่องของฝ่ายการเมืองที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่ง อีเมลฉบับนี้เป็นของนักการเมืองรายหนึ่ง อยู่ในพรรคของท่าน ได้เขียนขึ้นมาบอกเล่าการทำงานลับบางอย่างในช่วงเลือกตั้งว่าได้ไป บริหารจัดการกับคนทำสื่อกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเหลือเกื้อกูลในการเสนอภาพและข่าว ในด้านบวกของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง คำว่าบริหารจัดการของ ผู้เขียนอีเมล หมายถึงการใช้เงินจำนวนหนึ่งจ่ายให้กับคนทำงานสื่อหนังสือพิมพ์หลายสำนัก รวมแล้ว ๗ คน ก็มีการระบุชื่อเสียงเรียงนามชัดเจน ผมรับรู้เรื่องนี้ด้วยความหดหู่ใจ แล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นเดือดเป็นแค้นมาก เพราะเจ้าของอีเมลฉบับนี้เป็นนักการเมือง เป็นอดีตคนทำงานสื่อสารมวลชน เป็นถึงรองโฆษกพรรค เป็นถึงกรรมการบริหารในพรรค ของท่าน ผมไม่นึกเลยว่าคนในพรรคของท่านเขาจะกล้าทำร้ายคนในวงการสื่อสารมวลชน ที่เป็นพี่น้องของผมได้ลงคอ ท่านประธานครับ เขาอ้างว่าเขาใช้เงิน เศษเงินเพียงเล็กน้อย ฟาดหัวเพื่อนร่วมวิชาชีพของผม เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ ให้จริงหรือไม่จริงไม่รู้ เรื่องนี้ต้อง พิสูจน์กันต่อไป แต่คนที่เขียนอีเมลนี้ไปกล่าวร้องเอาผลงานกับเจ้านายตัวเองแล้ว ต้องบอก ว่าใจร้ายใจดำกับเพื่อนร่วมวิชาชีพผมมาก ถ้าพูดภาษาของท่านเฉลิม อยู่บำรุง ก็ต้องบอกว่า ทำแบบไม่มีหิริโอตตัปปะเอาเลย ท่านประธานครับ วันนี้ท่านกลับเอามาเขียนเป็นนโยบาย บอกว่า จะส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนตระหนักต่อจรรยาบรรณของสถาบันสื่อมวลชน มันจะเป็นจริงได้อย่างไรครับ จรรยาบรรณของสถาบันไหนล่ะครับที่สอนให้ซื้อคน ซื้อศักดิ์ศรี ของคนด้วยเงินแบบนี้ นับหนึ่งท่านก็บิดเบือนแล้วครับ แล้วนับจากนี้ไปเราจะเชื่อถือนโยบาย ของท่านได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ เสร็จสิทธิเลือกตั้งท่านไปกดดันเอากับคนในวงการหนังสือพิมพ์ นักหนังสือพิมพ์มืออาชีพที่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน ต้องถูกบีบถูกเค้นถูกกดดันจนกระทั่งถูกเลิกจ้างไป เขาบีบคั้นกันอย่างไร เขากดดันกัน แบบไหน อะไรที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้นักข่าวฉบับนี้ต้องถูกออก ผมคงไม่เอามาพูดในที่นี้ แต่หัวหน้ารัฐบาลของท่านทราบดี เพราะอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นี้มากที่สุด และเกี่ยวข้อง กับท่าน ท่านประธานครับ คนที่ทำงานสื่อที่เป็นแบบอย่างแบบนี้ เป็นที่ยอมรับในสากล เป็นที่ยอมรับถึงขนาดว่าเขาได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คนแบบนี้อยู่ใน วงการสื่อไม่ได้ แสดงความคิดอย่างอิสระในฐานะของคนทำสื่อไม่ได้ ท่านประธานครับ แล้วท่านจะส่งเสริมให้สื่อมวลชนทุกประเภทมีอิสระมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างไร ท่านไม่สนับสนุนคนประเภทอย่างนี้นะครับ ท่านชอบประเภทคนที่อวยท่าน อวยพวก ๆ ของท่าน แล้วคนประเภทนี้ก็ถูกบริหารจัดการ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหลือสื่อดี ๆ ไว้คอยปกป้องสำหรับการทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ท่านเขียนไว้ในข้อ ๘.๓.๒ ท่านบอกว่า จะปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชน เรื่องนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่า เป็นเรื่องใหญ่มาก คำถามก็คือว่าอะไรครับที่เป็นอุปสรรค จะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับใด จะต้องมีบทบัญญัติกฎหมายฉบับใดเพิ่มเติมขึ้นมาในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ผมก็ ไม่แน่ใจนะครับว่าอุปสรรคในการทำหน้าที่สื่อมวลชนในสายตาของท่านกับคนในแวดวง วิชาชีพสื่อมวลชนนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่เอาละครับ ผมคิดว่ามีกฎหมายอยู่ ๒-๓ ฉบับ ที่ควรจะต้องพูดถึง ๑. ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่อยากจะแนะนำ กับท่านว่าวันนี้ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการรับรู้ของพี่น้องประชาชน ไม่เอื้อให้สื่อมวลชนได้มี โอกาสได้ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงมาตีแผ่กับสังคม ในวงสัมมนาทุกที่ ทุกแห่งละครับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารปกปิดมากกว่าเปิดเผย นี่เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องไปแก้ไข

เรื่องที่ ๒ ก็คือมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญ เขาระบุชัดว่าให้เสรีภาพคนทำสื่อ ในการเสนอข่าวและความคิดเห็น โดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของเจ้าของหรือผู้บังคับบัญชา วันนี้ ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับรัฐธรรมนูญมาตรานี้เลยครับ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาบริหารประเทศ เราได้ผลักดันเรื่องนี้ไว้ให้คนที่ทำงานสื่อสารมวลชนมานั่งร่าง มานั่ง ยกร่างกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมานะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็คือร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตอนนี้ไปตกแต่งอยู่ในกฤษฎีกา ท่านคิดว่าเป็นความสำคัญและจะเป็นหลักประกันในเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนทำสื่อ ท่านหยิบมานำเสนอกับสภานี้ครับ ถ้าท่านไม่นำเสนอ ผมก็จะเสนอเอง กฎหมาย อีกฉบับหนึ่งครับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือกฎหมาย กสทช. ครับ กฎหมาย ฉบับนี้เป็นประตูแห่งการปฏิรูปสื่อวิทยุ โทรทัศน์ เขาจะมีการจัดระเบียบตั้งแต่การกระจาย ความเป็นเจ้าของสื่อ การกำกับให้สื่อทำหน้าที่ภายใต้กรอบจรรยาวิชาชีพอย่างมีความ รับผิดชอบต่อสังคม แต่วันนี้มีความพยายามที่จะล้มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. อยู่ ในหลาย ๆรูปแบบ เขาพยายามกดดันกันในหลาย ๆ วิธี เหตุผลก็คือว่าตามกฎหมายเดิมยาก ที่จะทำให้คนที่ใกล้ชิดกับพวกท่านมีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ กสทช. วันนี้กฎหมาย ฉบับนี้มีความสำคัญมาก และมีผลกระทบกับธุรกิจโทรคมนาคม กระทบกับธุรกิจ สื่อสารมวลชนวิทยุ โทรทัศน์จำนวนมาก รวมทั้งวิทยุชุมชนที่เป็นเครื่องมือของพวกท่านใน การสนองเป้าหมายทางการเมืองอยู่ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะถามท่านประธานนะครับว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นอุปสรรคของท่านหรือไม่ แล้วท่านจะไปแก้ไขตามที่ท่านเขียนไว้ ในนโยบายนี้หรือไม่นะครับ

สุดท้ายคือผมเป็นห่วงท่านรัฐมนตรีที่จะมากำกับดูแล ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่ทราบ นะครับว่าจะเป็นใคร แต่ผมเชื่อนะครับว่าคนที่จะมานั่งกำกับดูแลนโยบายสื่อ กำกับควบคุมสื่อ ในวันนี้ที่มาจาก ครม. ไม่ใช่ตัวจริงหรอกครับ ตัวจริงที่จะกำหนดนโยบาย จัดระเบียบ ควบคุมสื่อทั้งระบบนั่งอยู่นอก ครม. แล้วคนเหล่านี้ก็เคยมีบทบาทสำคัญในการควบคุม การทำงานของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งคลื่นความถี่ ไม่ว่าการจัดสรรแบ่งเค้กโฆษณา ทั้งของรัฐ ของเอกชนในเครือข่ายทั้งหลายนั่งอยู่ข้างนอก ผมเป็นห่วงเหลือเกินนะครับว่า คนที่นั่งอยู่ข้างนอกเหล่านี้จะกำกับนโยบายสื่อให้เป็นทิศทางแบบหยาบ ๆ เถื่อน ๆ ที่เคยทำ ใช้ ปปง. ไปตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเหมือนกับที่ทำกับคุณเปลว สีเงิน คุณสุทธิชัย หยุ่น และแม่ถ้วน หลีกภัย ในอดีต ผมไม่อยากให้ภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ขอบคุณครับ