อานิก อัมระนันทน์ เสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ไทย-กัมพูชา เพื่อเจรจาใหม่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเน้นผลประโยชน์ชาติเหนือบุคคลและเรียกร้องการป้องกันทุจริตในการเจรจา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายนโยบายพลังงาน ของรัฐบาล ข้อ ๓.๕.๒ เกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ แล้วก็มี หลากหลายมิติ แต่ในวันนี้ดิฉันขอหยิบยกมากราบเรียนท่านเฉพาะเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เรื่องของการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ตีตาตาราง ในแผนที่อันนี้นะคะ แม้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะมีการพูดถึงน้อยมาก แต่หลังจากการจัดตั้ง รัฐบาลแล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นนโยบายที่โดดเด่นนะคะ ดังจะเห็นได้จากการลงหนังสือพิมพ์ ในสัปดาห์ที่แล้วเป็นหน้า ๑ ในหนังสือพิมพ์บางแห่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ได้ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ท่านบอกว่าการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนนี้เป็นนโยบายระยะสั้นที่สำคัญ และท่านคิดว่าต้องเร่งดำเนินการและจะใช้วิธีการและลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนา ร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ (JDA) ท่านประธานที่เคารพคะ ตามบันทึกความเข้าใจระหว่าง ไทย-กัมพูชาของปี ๒๕๔๔ หรือที่เรียกกันว่า เอ็มโอยู (MOU) ๒๕๔๔ ซึ่งทำขึ้นสมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นั้น พื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชามีขนาดใหญ่มากถึง ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร โดยตามเอ็มโอยูนี้พื้นที่จะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ เหนือเส้นละติจูด ๑๑ องศา จะเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเจรจากันเพื่อกำหนดเขตเป้าหมาย เขตแดนให้ชัดเจน ส่วนพื้นที่ด้านใต้เส้นละติจูดนี้ก็จะต้องมีการเจรจาเพื่อที่จะมีการพัฒนา ร่วมกัน ตกลงกันว่าจะแบ่งผลประโยชน์อย่างไร เท่าที่ผ่านมาทางฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มด้วยการ เสนอว่าให้พื้นที่ด้านล่างของเส้นละติจูดทั้งหมดนี้แบ่งประโยชน์กันแบบ ๕๐ : ๕๐ แต่ฝ่ายไทยเสนอว่าต้องแบ่ง ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน โดย ๕๐ : ๕๐ นี้จะใช้เฉพาะส่วนตรงกลาง นะคะ ด้านโซน (Zone) ด้านซ้าย ด้านขวา ก็จะแบ่งให้อยู่ใกล้ประเทศไหนประเทศนั้นก็จะได้ ๙๐ : ๑๐ ส่วน ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็มีการเจรจาหลายรอบ หลายรูปแบบ ทางฝ่ายกัมพูชา ก็ผลักดันที่จะให้มีการขยายพื้นที่ในส่วนตรงกลางที่เป็น ๕๐ : ๕๐ ให้กว้างขึ้น แล้วก็ให้พื้นที่ โซนด้านตะวันตก ตะวันออก นี้แคบลง พร้อมทั้งสัดส่วนของการแบ่งประโยชน์ของประเทศ ที่อยู่ใกล้ก็ให้น้อยลงนะคะ การผลักดันเช่นนี้ถ้ามีผลสำเร็จมากขึ้นก็จะมีผลกระทบแน่นอน ต่อประเทศไทยก็คือในส่วนโซนภาคตะวันตกนี้ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อกันว่ามีศักยภาพทาง ปิโตรเลียมสูงกว่าส่วนอื่น ๆ ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้ตรงนี้ก็จะลดน้อยถอยลง ถ้าเผื่อโซนตรงนี้แคบลงแล้วก็สัดส่วนของผลประโยชน์น้อยลงค่ะ
ทีนี้เราก็จะมาดูเปรียบเทียบการเจรจาในลักษณะแบบเอ็มโอยูของปี ๒๕๔๔ กับการเจรจาแบบเจดีเอ ไทย-มาเลเซีย ซึ่งในภาพนี้ก็คือส่วนด้านล่างของภาพซึ่งเป็น การเจรจาที่เริ่มต้นจากพื้นฐานของการใช้หลักกฎหมายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด จะมีการตรวจสอบ การอ้างสิทธิของเส้นต่าง ๆ ทั้ง ๒ ฝ่ายร่วมกันตรวจสอบอย่างชัดเจน แล้วก็มีการเจรจากัน มีการตกลงกันว่าเส้นอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับได้ของแต่ละฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วจึงตกลง ร่วมกันว่าจะมีการพัฒนาและแบ่งผลประโยชน์กัน ๕๐ : ๕๐ จะเห็นว่าวิธีการเจรจาต่างกันมาก ความเสี่ยงของการเจรจาก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทางรัฐมนตรี คณะ ครม. ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีมติยกเลิกเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปลายปี ๒๕๕๒ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้นำเข้าสู่รัฐสภา ท่านประธานคะ ถ้าเผื่อจะดูแผนที่อันนี้เราก็จะ เห็นว่าพื้นที่ทับซ้อนตามที่กำหนดในเอ็มโอยู ๒๕๔๔ อาจจะถูกเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นธรรม นักสำหรับประเทศไทย เพราะว่าถ้าเผื่อท่านดูที่ด้านบนสุดจะพบว่าเส้นนี้ลากผ่านเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบ สามารถอ้างสิทธิได้จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ในปี ๑๙๐๗ ท่านประธานคะ ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะยกเลิก เอ็มโอยู ๔๔ อย่างเป็นทางการ และเสนอกรอบข้อตกลงใหม่ที่ใช้หลักเกณฑ์กฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นธรรมกับประเทศไทย มากกว่านี้ แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้างก็น่าจะเป็นโอกาสสำหรับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่จะสร้างผลงานที่ทรงคุณค่าไว้กับประเทศชาติ
ท่านประธานคะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เหนือหรือใต้ละติจูด ๑๑ องศา ไม่ว่าจะ เป็นการเจรจาภายใต้กรอบ เอ็มโอยู ๔๔ หรือกรอบอื่นใดกับประเทศกัมพูชา สิ่งที่รัฐบาลนี้ ต้องระมัดระวังที่สุดก็คือเรื่องของผลประโยชน์ขัดแย้งระหว่างบุคคลกับผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดค่ะ ดิฉันเห็นด้วยที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ประกาศในนโยบายเร่งด่วนข้อ ๑.๓ ในเรื่องของการป้องกันปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ว่าท่านจะขยายการบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามการกระทำที่เป็น การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดิฉันก็หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่จะใช้นโยบายเร่งด่วนข้อนี้กับการ เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาด้วย
มีรายงานว่าคุณทักษิณอาจจะมีผลประโยชน์ในธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศ กัมพูชา เรื่องนี้คงต้องพิสูจน์กันต่อไป และดิฉันเองก็ยอมรับได้ค่ะว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ของท่าน แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการที่ พันตำรวจโท ทักษิณ มีฐานะอื่นอีก ๒ อย่างควบคู่กันไป นั่นก็คือการที่ท่านทักษิณมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชามากเป็นพิเศษควบคู่ไปกับ การที่ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดเหนือพรรคแกนนำรัฐบาล แม้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเพียง อย่างเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว นี่ท่านเป็นทั้ง ๒ อย่าง จึงทำให้เกิดประเด็นของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน ดังตัวอย่างของปรากฏการณ์ในวันที่ ๓ กรกฎาคม ซึ่งเมื่อพรรคเพื่อไทย