รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

กรณี จาติกวณิช พูดถึงความไม่พอใจของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการชดเชยหนี้และค่าจ้างให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานที่ไม่ได้รับค่าแรง 300 บาท และลูกจ้างภาคเอกชนและข้าราชการ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมตั้งใจว่าจะฝากผ่านท่านประธานไปสู่ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีว่าโอกาสที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้กับคณะรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นโอกาส ระดับประวัติศาสตร์ พี่น้องประชาชนมีสิทธิที่จะเชื่อได้ว่าคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ จะต้องไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยคะแนนที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งในสภาที่จะดำเนินตามนโยบาย ทุก ๆ เรื่องที่ได้ใช้ในการหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากที่มีการอภิปรายเกือบทั้งวัน ในวันนี้ รวมไปถึงการฟังการชี้แจงจากท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีบางท่านก็ดี ผมไม่แน่ใจว่านาทีนี้ พี่น้องประชาชนยังมีความมั่นใจว่าจะได้รับในสิ่งที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงหาเสียง หรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ผมใช้คำว่า ให้คำมั่นสัญญา ทั้ง ๆ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อเช้าวันนี้ก็ได้จำกัดความระหว่างคำว่า สัญญา กับคำว่า นโยบาย โดยที่ท่านพยายามที่จะชี้ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าการที่กำหนดนโยบาย ออกไปของพรรคเพื่อไทยนั้นต่างกันกับการให้คำสัญญา ความหมายถ้าเข้าใจกันตามชาวบ้าน ที่ฟังอยู่ก็คือนโยบายนั้นไม่ใช่คำมั่นสัญญาว่าจะทำจริงหรือไม่ ตรงนี้ผมคิดว่าอาจจะทำให้ พี่น้องประชาชนหลายล้านคนผิดหวัง เพราะเชื่อได้ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง นโยบายที่เคยหาเสียงไว้ ก็ขับเคลื่อนดำเนินการเมื่อมีโอกาสเป็นรัฐบาลทั้งสิ้น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ทุก ๆ นโยบายทาง พรรคเพื่อไทยก็ได้ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่คิดมาแล้ว ดีจริง สามารถทำได้จริงและสามารถ ทำได้ทันที ผมขอยกตัวอย่างครับ นโยบายที่พี่น้องประชาชนฝากความคาดหวังไว้ ค่อนข้างมากโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ยากจน คือเรื่องของการพักหนี้ นโยบายชัดเจน ข้อ ๑.๘.๑ บอกว่าเรื่องของการพักหนี้นั้นจะเป็นการพักหนี้ที่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนที่เป็นเกษตรกรหรือเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำ แต่ปรากฏว่า รายละเอียดที่เกี่ยวกับนโยบายนี้ไม่เคยปรากฏ ผมทราบครับว่า ณ วันนี้รัฐบาลได้ติดต่อผ่าน ไปทางธนาคารในสังกัดของรัฐบาลก็คือ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน บอกให้ช่วยประเมินว่า สามารถที่จะดำเนินการในการพักหนี้ตามนโยบายนี้ได้อย่างไร ในส่วนของ ธ.ก.ส. เองมีผลแน่นอนครับ อยากจะเรียนว่าถ้าจะมีการพักหนี้ตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นกับ พี่น้องประชาชนไว้ หมายถึงการพักสินเชื่อถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของสินเชื่อทั้งหมดของ ธ.ก.ส. ซึ่งหมายถึงมูลหนี้โดยรวมประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นลูกหนี้ที่ดีของ ทาง ธ.ก.ส. แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลเลือกที่จะชดเชยดอกเบี้ยแทนที่จะให้พี่น้อง ประชาชนรับภาระซึ่งตรงนี้ก็ควรที่จะดำเนินการ สืบเนื่องมาจากว่าเป็นนโยบายที่ทาง พรรคเพื่อไทยได้มอบให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ นอกจากปัญหา ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ในเรื่องของวินัยทางการเงินทางการคลังของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาก็ยินดีที่จะจ่ายดอกเบี้ยส่วนนี้ อย่างน้อยได้สามารถกู้ยืมจาก ธ.ก.ส. ก็ยังดีกว่าไปพึ่งพาการกู้ยืมจากเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ปัญหาคืออย่างนี้ครับ คำมั่นของทาง รัฐบาลนั้นคือการพักหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งแน่นอนที่สุด ธ.ก.ส. และออมสินเพียงแต่เป็นเสี้ยวเดียวของการเป็นเจ้าหนี้ในระบบโดยรวม ผมเพียงแค่ดูในส่วน ของหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้บัตรเงินสดที่เป็นทั้งบัตรของสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ไม่ได้เป็น สถาบันการเงิน ก็ปรากฏว่ามีพี่น้องประชาชนที่มีหนี้จำนวนเงินต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำนวนถึง ๑๖ ล้านคน ถ้านับรวมมูลหนี้ทั้งหมดเท่ากับประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นหนี้กับธนาคารของรัฐ ซึ่งถ้ารัฐบาลจะบังคับให้มีการพักหนี้ก็ต้องชดเชย ดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่เหล่านี้อัตราดอกเบี้ยที่พี่น้องประชาชน ต้องจ่ายอยู่สูงถึงโดยเฉลี่ยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลต้อง ชัดเจนครับว่าจะพักหนี้ให้กับประชาชนส่วนนี้เมื่อไร อย่างไร และการชดเชยด้วยเม็ดเงินภาษี เม็ดเงินงบประมาณให้กับสถาบันการเงินเหล่านี้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้นหมายถึงภาระต่องบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนถึงอีก ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าบวกรวมกับภาระที่ต้องชดเชยให้กับ ธ.ก.ส. ภาระที่ต้อง ชดเชยให้กับธนาคารออมสินและภาระที่ต้องชดเชยให้กับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ เพียงแค่ นโยบายนี้อาจจะเป็นภาระภาษีให้กับพี่น้องประชาชนสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในเมื่อเป็นหนึ่งในนโยบายที่พี่น้องประชาชนใช้เป็นสาเหตุในการเทคะแนน ให้กับทางพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ชี้แจงในรายละเอียดว่า ท่านจะดำเนินการตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างไร รวมไปถึงการที่จะ ดูแลในเรื่องของการพักหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบด้วย ไม่ได้มีการจำกัดความในการหาเสียง ของทางพรรคเพื่อไทย ว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ของสถาบันการเงินเท่านั้น แน่นอนที่สุด ไม่ได้พูดว่าจะต้องเป็นหนี้สถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐเท่านั้น แต่พี่น้อง ประชาชนที่เดือดร้อนจากการเป็นภาระหนี้สินกับนายทุนนอกระบบยังมีจำนวนมาก นับล้านคน พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุด รอคอยการช่วยเหลือของรัฐบาล เทคะแนนให้กับรัฐบาล ก็รอความชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าการพักหนี้ทั้งในระบบธนาคาร ของรัฐและนอกระบบ รวมไปถึงในส่วนของหนี้ที่อยู่กับสถาบันการเงินนั้นทางรัฐบาลจะ ดำเนินการต่อไปอย่างไร

ในส่วนของประเด็นที่ ๒ นะครับ เป็นนโยบายที่วันนี้เราได้รับความกระจ่าง จากทางรัฐบาลว่าไม่เป็นไปตามที่ได้หาเสียงไว้ และแน่นอนที่สุดไม่ได้เป็นไปตามความเข้าใจ ของพี่น้องประชาชนก็คือเรื่องของค่าแรง เมื่อสักครู่นะครับได้รับการชี้แจงจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ ท่านได้หยิบยกนะครับว่า ท่านจำกัดความแตกต่าง ระหว่างคำว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ กับ ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องยอมรับนะครับว่าพวกเราที่อยู่ในฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าใจว่ามีความแตกต่างระหว่างค่าจ้างขั้นต่ำ กับค่าแรงขั้นต่ำ แล้วผมมั่นใจครับว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลเอง วันนี้ก็คง เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่รับรู้ว่ามีความแตกต่างกันระหว่าง ๒ เรื่องนี้ เพราะผมมั่นใจครับ ว่าเพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยทุกคนได้หาเสียงไว้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลนั้นจะไม่มีใครได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท แต่วันนี้ ชัดเจนครับว่าแนวโน้มโอกาสก็คือจะมีบางท่านที่ได้ ๓๐๐ บาท บางท่านที่ไม่ได้ มีเงื่อนไขใน เรื่องของผลิตผล เรื่องของประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานท่านใดที่ไม่ได้ ๓๐๐ บาท ตามคำมั่นของรัฐบาลก็ถือว่าเป็นความผิดของผู้ใช้แรงงานท่านนั้นเองที่ไม่มี ประสิทธิภาพในการทำงานหรือผลิตผลไม่สูงพอที่จะได้ ๓๐๐ บาทตามนโยบายของ พรรคเพื่อไทยที่ได้กำหนดไว้

ส่วน ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงนี้ก็ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่ ความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายมีก็คือได้พูดไว้ชัดเจนนะครับว่าเป็นเงินเดือนที่พี่น้อง ประชาชนทุกคนที่มีวุฒิปริญญาตรีจะต้องได้รับ ไม่ได้จำกัดเช่นเดียวกันครับว่าจะต้องเป็น ข้าราชการหรือจะเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ประเด็นวันนี้ก็คือยังไม่มีความชัดเจนในการ ชี้แจงจากทางรัฐบาลว่าในส่วนของลูกจ้างที่เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนนั้นจะได้รับ ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างไร ในส่วนของภาครัฐเอง ก็เห็นว่ามีงบประมาณที่จัดตั้งไว้ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับนโยบายนี้ ผมก็ข้องใจครับ เพราะว่าผมทราบว่ามีพี่น้องข้าราชการถึง ๘๖๐,๐๐๐ คน ที่ ณ ปัจจุบันมีปริญญาตรีแต่มีเงินเดือนเฉลี่ยเพียงแค่ ๑๐,๖๔๐ บาท เพียงแค่กลุ่มนี้ชดเชยให้ครบ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นเงินเดือนเพิ่มก็จะทำให้มีภาระต่อ งบประมาณสูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว สรุปได้ว่า ณ ปัจจุบันผมถามไปที่ กระทรวงการคลัง เขาชี้แจงว่าตามแผนก็คือจะเพิ่มรายได้ให้เป็น ๑๕,๐๐๐ บาทให้กับ ข้าราชการเพียงประมาณ ๑ ใน ๓ ของข้าราชการที่ควรจะได้รับสิทธิทั้งหมด อันนี้ไม่ต้องหวัง เลยนะครับในส่วนของลูกจ้างประจำ ในส่วนของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ และ แน่นอนที่สุดรวมไปถึงลูกจ้างภาคเอกชนไม่มีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะได้ ๑๕,๐๐๐ บาท จากรัฐบาลอย่างไร และแม้แต่ข้าราชการเองก็ไม่ได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะในแผนของรัฐบาลจะให้เป็นเงินเพิ่มซึ่งมีความแตกต่างครับ เพราะเงินเดือนนั้น มีความมั่นคงถาวร และการคำนวณบำนาญในส่วนของการเป็นสมาชิก กบข. ก็คำนวณ สัดส่วนที่รัฐบาลสมทบให้จากเงินเดือน ไม่ใช่จากรายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ทางรัฐบาลควรที่จะให้ความชัดเจนเช่นเดียวกันกับเรื่องของ ๓๐๐ บาทนะครับ ว่าถ้าความหมายก็คือจะไม่ได้ตามที่ท่านได้ประชาสัมพันธ์หาเสียงไว้ ก็ขอให้พูดไว้ให้ชัดเจน ในวันนี้ว่าเลิกหวังได้แล้วในส่วนของพี่น้องประชาชนที่เลือกรัฐบาลมา เพราะหวังว่า จบปริญญาตรีมาแล้วจะได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ว่าทำงานอยู่ที่ใด

เรื่องของการคืนภาษีรถยนต์นะครับ เช่นเดียวกันในส่วนเรื่องของการคืนภาษี รถยนต์ท่านบอกว่าจะคืนภาษีให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ท่านกำหนดว่าผู้มีสิทธิก็คือจะต้องเป็นรถ คันแรกมีมูลค่าไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งภาระภาษีทั้งหมดของรถราคาเท่านั้นอยู่ที่ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมไม่ทราบว่าตอนที่ ท่านออกนโยบายท่านทราบหรือไม่ แต่ตอนนี้ท่านทราบแล้วว่าตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต คืนไม่ได้ท่านก็เลยมาใช้วิธีการที่จะคืนผ่านการหักภาษีรายได้ส่วนบุคคล ผมก็ตั้งคำถามครับ ว่าผู้ที่เขาจะซื้อรถคันแรกมีกี่คนครับที่จ่ายภาษีเงินได้ส่วนบุคคลเพียงพอที่จะมีสิทธิรับ ภาษีคืนตามนี้และสุดท้ายจะมีพี่น้องประชาชนที่ซื้อรถคันแรกกี่คนที่ได้รับสิทธิตามนโยบาย ที่ท่านหาเสียงไว้แต่เดิม แต่เท่านั้นผมยังถือว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องชี้แจง ที่สำคัญก็คือท่านต้อง ชี้แจงว่าท่านมีนโยบายที่จะรองรับผลลัพธ์ต่าง ๆ ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบาย ของท่านอย่างไร ท่านบอกว่าท่านจะส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน แต่ในขณะเดียวกัน ท่านกำลังแก้นโยบายเพื่อที่จะทำให้รถยนต์ถูกลง น้ำมันถูกลง คนก็มีแนวโน้มที่จะเลิกพึ่ง การใช้ระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น ท่านบอกว่าท่านมีนโยบายในระยะยาวที่จะลดการพึ่งพา น้ำมันให้เหลือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ แต่ขณะเดียวกันท่านกำลัง ทำตามที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายให้น้ำมันเบนซินมีราคาลดลงมาเท่ากันกับ แก๊สโซฮอล์ ซึ่งก็จะเป็นผลทำให้คนเลือกที่จะไม่ใช้แก๊สโซฮอล์แล้วก็จะใช้น้ำมันเบนซินเอง วันนี้เองครับปรากฏเป็นข่าวจากผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัทบางจาก ผู้บริหารท่านนี้ ได้ชี้แจงผ่านสื่อว่าเดิมทีมีนโยบายว่าปี ๒๕๕๕ คือปีหน้าจะยกเลิกการขายน้ำมันเบนซิน แต่ปรากฏว่าเมื่อพบว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไม่สนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์แล้วก็จะ สลับเปลี่ยนครับ เป็นการยกเลิกการขายแก๊สโซฮอล์แทนขายแต่น้ำมันเบนซินเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านก็จะต้องตอบคำถามให้กับชาวไร่ โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลังนะครับว่า ท่านจะดูแลเขาอย่างไรในกรณีที่ราคามันตกลงมา โดยเฉพาะท่านได้ยกเลิกโครงการประกัน รายได้ของรัฐบาลที่แล้วไปแล้ว

ในส่วนที่สำคัญที่สุดในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของท่าน ก็คือผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ท่านได้หยิบยกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนั้นเป็น ปัญหาที่ท่านต้องแก้ไข แต่ปรากฏว่านโยบายสำคัญ ๆ ของท่านเกือบทุกเรื่องจะมีผลในการ เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมของเรา ยกตัวอย่างเช่นการที่ท่านมีนโยบายต่อต้านการดูแลเงินเฟ้อ ท่านออกมาขัดการทำงานของธนาคารกลางที่มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องของเงินเฟ้อ ของแพง ท่านพยายามที่จะข่มขู่ไม่ให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเขาทำหน้าที่ของเขา ในการที่จะดูแลไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องรับภาระจากของที่แพงขึ้น ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายไว้เมื่อเช้าว่าเงินเฟ้อนั้นถือว่าเป็นภาษีที่รัฐบาลไม่กล้าที่จะเก็บ จากพี่น้องประชาชนที่มีความยากจน คือพูดง่าย ๆ ครับ เงินเฟ้อนั้นมีผลต่อพี่น้องที่ยากจน มากกว่าพวกเราที่มีอันจะกิน ของที่แพงขึ้นมีผลต่อความเป็นอยู่ของเขามากกว่า เพราะฉะนั้นนโยบายของท่านที่จะพยายามสกัดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีโอกาส ทำงานในการดูแลเรื่องของเงินเฟ้อของแพงนั้นเป็นนโยบายที่จะเสริมสร้างทำให้อัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนยากจนกับคนมีสตางค์กว้างขึ้น เช่นเดียวกัน และในอนาคตผมหวังว่าท่านจะไม่โทษเศรษฐกิจโลกว่าเป็นปัญหาทำให้เกิด อัตราเงินเฟ้อขึ้น เพราะชัดเจนครับว่าเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอนเกิดขึ้นจาก นโยบายของท่านโดยตรงทั้งในส่วนของเม็ดเงินที่ท่านอัดฉีดเข้าไปในระบบและในส่วนของ การพยายามในการขัดขวางการทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำจะ เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันครับตามนโยบายการลดภาษีน้ำมันแล้วก็คืนภาษีรถยนต์ของทางรัฐบาล ของท่าน เพราะหลักของการเก็บภาษีทั้ง ๒ ภาษีนี้ก็คือผู้ที่ใช้รถยนต์ใช้ถนนควรที่จะเป็น ผู้รับผิดชอบต่องบประมาณการทำถนน การซ่อมแซมถนน แต่เมื่อท่านลดภาษีน้ำมันและลดภาษีรถยนต์ ภาระประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่เป็น ภาระของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็จะตกเป็นภาระของพี่น้องประชาชน ที่ไม่ได้มีโอกาสที่ได้ใช้ถนนเหล่านั้น กลับกลายเป็นว่าพี่น้องประชาชนที่ยากจนแต่เสียภาษี บางครั้งอาจจะไม่มีเงินแม้แต่จะขึ้นแท็กซี่ กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระในการซ่อมแซมถนน ทำถนนใหม่ให้กับผู้ที่มีสตางค์ที่จะซื้อรถยนต์เพื่อจะได้ใช้ในการขับขี่ ตรงนี้ผมถือว่าไม่ได้เป็น การยุติธรรม และเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของเรา ส่วนนโยบายของท่านอีกเรื่องหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มความเหลื่อมล้ำก็คือนโยบาย การลดภาษีนิติบุคคล ประเด็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ชัดเจนในคืนนี้ก็คือเมื่อท่านลดภาษี นิติบุคคลแล้ว ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคืออะไร ผมขออนุญาตเรียนนะครับ ว่าผู้ที่จะได้ ประโยชน์ ยกตัวอย่างบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้น ในปี ๒๕๕๒ มีกำไรสุทธิ โดยรวม ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ เพิ่มขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๓ เป็น ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คำถามของผมก็คือในเมื่อบริษัทที่ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีส่วนเสียภาษีนิติบุคคลถึง ๑ ใน ๓ ของภาษีนิติบุคคล ทั้งหมด เขามีกำไรเพิ่มขึ้นถึงขนาดนี้ ค้าขายร่ำรวยขนาดนี้ มีความจำเป็นอย่างไรครับที่ท่าน ต้องลดภาระภาษีให้กับเขา และโดยเฉพาะก็เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่มีสตางค์ ผู้ที่เป็นนายทุน นั้นเสียภาษีตามสัดส่วนเทียบกับรายได้ของตนน้อยกว่าคนยากคนจนหลายสิบเท่า ทำไมครับ เพราะว่าภาษีส่วนใหญ่ที่เขาเสียหรือรายได้ส่วนใหญ่ของเขาไม่ใช่เกิดขึ้นจากเงินเดือนเหมือน มนุษย์เงินเดือนทั่วไป เขาค้าขายหุ้นมีกำไรก็ปลอดภาษี เขารับเงินปันผลในฐานะนายทุน ในฐานะผู้ถือหุ้นก็เสียภาษีเงินปันผลเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่ท่านยังจะลดภาษี นิติบุคคลให้กับบริษัทของเขาอีก จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องชี้แจงนะครับว่าความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการกระจายรายได้ที่ กว้างอยู่แล้วในสังคมของเรากำลังจะกว้างมากขึ้นจากนโยบายของท่านโดยตรง ถามว่า ประชาชนได้อะไร ถ้าท่านจะลุกขึ้นตอบบอกว่าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะทำให้ นายทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศลงทุนเพิ่มขึ้น สร้างงาน สร้างโอกาส ผมขอตอบในที่นี้ เลยครับว่าท่านคิดผิด เพราะในส่วนของนักลงทุนเหล่านี้เขาได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ต้อง เสียภาษีอยู่แล้วผ่านบีโอไอครับ ลดลงมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเขาก็จ่ายที่ ๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี และผมขออนุญาตนะครับ ที่เรียนท่านว่าท่านตกยุค เพราะแม้แต่ที่สหรัฐอเมริกาเองนะครับ ท่านคงเคยได้ยินชื่อมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของ อเมริกา เป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงทั่วโลกชื่อ มิสเตอร์ วอร์เรน บัพเฟตต์ ท่านเพิ่งได้ทำ หนังสือเปิดผนึกถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมจะขออนุญาตไม่อ่าน ภาษาอังกฤษแต่จะแปลเลยนะครับว่า วอร์เรน บัพเฟตต์ พูดไว้ในเรื่องของภาษี โดยบอกกับ ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่ามหาเศรษฐีอย่างเขา นายทุนอย่างเขานี่ได้รับการอุ้มชูปกป้อง ทางด้านภาษีจากรัฐบาลมานานพอแล้ว และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม เขาพูดไว้ว่า ผมยังไม่เคยเห็นใครหนีการลงทุนที่ดี เพียงเพราะภาษีที่อาจจะต้องเสียจากกำไรที่จะได้ ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็คือถ้าลงทุนแล้วมีกำไร อัตราภาษีเท่าไรไม่เคยเป็นอุปสรรคครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในประเด็นนี้ท่านมีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนนะครับว่า นอกจากท่านจะอุ้มนายทุน และนายทุนจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้แล้ว พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่จะได้อะไร นอกจากเรื่องของการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ท่านต้องระมัดระวัง อย่างมากนะครับก็คือข้อกล่าวหาว่าทั้งหมดนี่ท่านทำเพื่อปกป้องและช่วยเหลือพวกพ้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าอย่างเช่นนโยบายบ้านหลังแรกของท่าน เป็นนโยบาย ที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ทำมาแล้วในรัฐบาลที่แล้ว เป็นนโยบายที่ผมสนับสนุน บ้านเป็น ปัจจัยสี่ ซื้อบ้านเป็นวิธีการออมที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ไม่เหมือนซื้อรถคันแรกครับ ถอยออกจากอู่ ราคาก็ตกแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ทันที แต่ราคาบ้านโดยเฉพาะในช่วงสภาวะ เงินเฟ้อนั้นสามารถรักษาราคาและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ผมสนับสนุน แต่ผมไม่เข้าใจว่าในนโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาลของท่านนี่ นอกจากผู้ประกอบการจะ ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลแล้วตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ทำไมท่านถึงต้อง มีนโยบายในการที่จะลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และทำไมท่านต้องมีนโยบายในการลดภาษีค่าโอน ส่วนของผู้ประกอบการด้วย ผมขออนุญาตอธิบายเล็กน้อยว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นี่ นอกจากเสียภาษีนิติบุคคลทั่วไปแล้ว มีภาษีธุรกิจเฉพาะ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ นโยบายของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พูดเอง จะลดภาษีนี้ครึ่งหนึ่ง และนอกจากนั้นจะลดภาษีค่าโอน ในส่วนที่โดยปกติผู้ประกอบการเป็นผู้จ่ายด้วย ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าดูกำไรของบริษัท อสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี ๒๕๕๒ เทียบกับปี ๒๕๕๓ เพิ่มขึ้นจาก ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเขาถึงต้องการ ความช่วยเหลือครับ ตรงนี้ท่านต้องชี้แจง เพราะไม่เช่นนั้นท่านอาจจะต้องพบข้อครหา เพราะครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำบริษัทหนึ่งคือเอสซี แอสเซท แล้วผมขอเรียนว่าเมื่อสักครู่ผมบอกว่าบริษัท โดยเฉลี่ยในตลาดหลักทรัพย์ในหมวดอสังหาริมทรัพย์นั้นมีกำไรเพิ่มขึ้น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี ๒๕๕๒ กับ ปี ๒๕๕๓ แต่ในส่วนของเอสซี แอสเซทเองเพิ่มขึ้นจาก ๗๖๔ ล้านบาท เป็น ๑,๑๕๒ ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในปีเดียว ทำไมต้องได้รับ การช่วยเหลือครับ ประเด็นนี้ท่านต้องชี้แจง ผมขอย้ำว่าโครงการบ้านหลังแรกที่ประชาชน ได้ประโยชน์นั้น พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน แต่การที่ท่านเอื้อประโยชน์ให้กับ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวของท่านมีประโยชน์ หรือครอบครัวของท่าน นายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนนั้นเป็นประเด็นที่ ท่านต้องชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชน ผมขอถามว่าด้วยนโยบายทั้งหมดเหล่านี้ ราคาบ้านจะ ถูกลงหรือเปล่า พี่น้องประชาชนจะซื้อบ้านในราคาที่ถูกลงได้หรือไม่ ตรงนี้ขออนุญาต ขอความชัดเจน ที่สำคัญครับนอกเหนือจากผลกระทบข้างเคียง รวมไปถึงเรื่องของการสร้าง ความชัดเจนในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว ท่านต้องตอบให้ได้ว่าเงินที่ท่านจะใช้นั้น จะมาจากไหน ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่ารายได้ตามประมาณการล่าสุดของทาง กระทรวงการคลังตอนที่เราทำกรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ซึ่งท่านจะต้องมาทำใหม่นั้น กระทรวงการคลังได้กำหนดรายได้ไว้ที่ ๑.๙ ล้านล้านบาท รายจ่ายอยู่ที่ ๒.๒๕ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงจากการขาดดุลในปี ๒๕๕๔ ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นก้าวสำคัญที่เราจะเดินไปสู่การจัดงบประมาณสมดุลภายใน ๔ ปี ผมระมัดระวัง ตอนที่กระทรวงการคลังทำข้อตกลงกับสำนักงบประมาณเรื่องของการเดินไปสู่การสร้าง ความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจเราด้วยการมีงบประมาณสมดุล ใน ๔ ปีนั้น ผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ณ เวลานั้นมาเป็นเพียงแค่พยาน ส่วนการลงนามนั้น ลงนามโดยข้าราชการประจำทั้ง ๒ ฝ่าย ที่ตั้งใจทำอย่างนั้นเพราะไม่ต้องการให้มีนักการเมือง หรือพรรคการเมืองเข้ามาเปลี่ยนแนวทางนี้ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงขอความชัดเจนกับท่าน ด้วยว่าท่านต้องการที่จะฉีกข้อตกลงฉบับนั้น ระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณ หรือไม่ในการเดินไปสู่การมีงบสมดุล เพราะผมขอเรียนว่า งบขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ยังมีช่องที่ท่านสามารถที่จะกู้ได้เพิ่มเติมตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะอีกประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายตามนโยบายเร่งด่วนของท่านตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาอ่านให้พวกเราฟังเมื่อเช้านี้มีสูงอย่างน้อย ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับการลดภาษี ต่าง ๆ นานาด้วยนโยบายของท่านจะทำให้กระทรวงการคลังและรัฐบาลสูญเสียรายได้อีก ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเท่ากับท่านจะติดลบเพิ่มเติมอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ตัวเลขพวกนี้มันฟังแล้วมันเยอะมากนะครับ แต่ข้อสรุปสั้น ๆ ในประเด็นนี้ก็คือ ท่านจะมี ช่องโหว่ประมาณอย่างน้อย ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมมองไม่เห็นว่าท่านจะเอามาจากไหน แล้วทั้งหมดนี้ยังไม่ได้นับหนี้ที่ผมต้องขอใช้คำว่า ซุก หนี้ที่ท่านจะซุกไว้นอกงบประมาณ อีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นที่ ธ.ก.ส. ผ่านโครงการการจำนำ ไม่ว่าจะเป็นที่สถาบันการเงินหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตามนโยบายเร่งด่วนของท่าน ที่ผม คำนวณไว้ประมาณอีก ๕๗๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวมประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านจะเอาเม็ดเงินมาจากที่ไหน ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าท่านกู้เพิ่มเติมตามนี้ ตามนโยบายของท่านจะทำให้หนี้สาธารณะซึ่ง ณ ปัจจุบันฝ่าวิกฤติมา เราสามารถรักษา ระดับไว้ที่มีความมั่นคงอย่างยิ่งที่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจีดีพีภายใน ๑ ปีถ้าท่านทำ ตามนโยบายทุกข้อที่ท่านได้ให้คำมั่นไว้ตามคำแถลงของท่านในวันนี้ หนี้สาธารณะเทียบกับ ผลผลิตมวลรวมของประเทศจะเพิ่มจาก ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใน ๑ ปี และจะ เพิ่มขึ้นอีกในปริมาณใกล้เคียงกันในทุก ๆ ปีในอีก ๔ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ท่าน ต้องให้ความชัดเจน ตอนนี้ก็มีความพยายามในการที่จะสร้างกระแสเผื่อไว้เลยว่า ท่านที่จะต้องกู้มหาศาลเลยนี่ กู้มาใช้หนี้ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ยืมเอาไว้ ผมขออนุญาตเรียนล่วงหน้าเลยนะครับว่าวันนี้ผมก็ได้ชี้ให้เห็นชัดแล้วว่าการกู้ยืมของรัฐบาล ของท่านที่จะต้องตามมาในระดับที่สูงกว่ารัฐบาลที่แล้วได้กู้ยืมมาอย่างมาก ตราบใดที่ท่าน ทำตามคำมั่นสัญญาตามนโยบายของท่านนั้น เป็นการกู้ยืมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ตามนโยบายของท่านทั้งสิ้น และที่ท่านจะต้องกู้ด้วยเม็ดเงินสูงถึงขนาดนี้เป็นเพราะท่านไม่ได้ คิดเผื่อไว้ว่ารายได้ท่านจะหามาอย่างไร เพราะฉะนั้นผลต่อภาระหนี้นี้ก็จะมีผลต่อราคาสินค้า และจะมีผลต่อภาระของพี่น้องประชาชนที่จะต้องตามมา ท่านต้องชี้แจงครับ เงินทั้งหมดจะ มาจากไหน มันมีอยู่ ๒-๓ ทางเลือกครับ คือ ๑. ท่านไม่กู้ เพราะท่านจะไม่ทำนโยบายตามที่ ท่านได้เคยประชาสัมพันธ์ไว้และให้คำมั่นไว้กับพี่น้องประชาชน หรือไม่ถ้าท่านทำนโยบาย ตามที่ท่านให้คำมั่นไว้ ท่านก็มีความจำเป็นต้องกู้ สุดท้ายจริง ๆ แล้วมันมีอีกช่องทางหนึ่งครับ อีกช่องทางหนึ่งที่ท่านสามารถที่จะหาทางออกได้ก็คือในเมื่อท่านอาจจะเลือกที่จะไม่กู้ และในเมื่อท่านได้ลดภาษีให้กับนายทุนแล้ว ก็เหลือวิธีเดียวก็คือท่านต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษี จากพี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ท่านก็ต้องให้ความชัดเจนกับพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน ครับว่า สุดท้ายแล้วนั่นคือแหล่งที่มาของรายได้ของท่านหรือไม่ แต่ที่สำคัญที่สุดท่านต้อง แจ้งอย่างตรงไปตรงมากับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจและยอมรับว่า สุดท้ายถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพี่น้องประชาชนต้องเสียสละเพื่ออะไร พี่น้องประชาชนจะได้อะไร กลับคืน และที่สำคัญที่สุดท่านต้องไม่ทำให้พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกว่าท่านปกป้องรับใช้ นายทุนหรือเจ้านาย เจ้าของพรรค และปล่อยให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระแต่เพียง ผู้เดียว เพราะฉะนั้นในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ โดยตรง ผมขออนุญาตเรียนท่านนะครับว่าสังคมก็จับตาดูท่านอยู่นะครับ แล้วก็สังคม ผมมั่นใจว่าพร้อมที่จะให้โอกาสท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลือบแคลงใจในหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทของท่านในการที่จะดูแลประโยชน์ของเจ้านายของท่าน เพราะฉะนั้น ถ้าท่านปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระภาษีอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ท่านปล่อยให้นายทุน ปล่อยให้เจ้านายของท่านนั้นลอยตัว