ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล หารือเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงสูง และเสนอแนวทางแก้ไข รวมถึงการบริหารเงินงบประมาณและภาษีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ และช่วยเหลือกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้รับจ้างรถโดยสารสาธารณะ และหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มตั้งตัว
มันก็จะ ไปหวังพึ่งการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาแบบเดิมไม่ได้แล้ว ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกานะครับท่าน กรณีของเขตเศรษฐกิจยุโรปก็ปัญหาหนักเช่นเดียวกัน เวลานี้เศรษฐกิจยุโรปประเทศที่ขยายตัวหลัก ๆ จริง ๆ มีแต่ประเทศเยอรมนีครับท่าน แต่มัน มีประเทศที่มันมีฐานะอ่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกรีซ ประเทศโปรตุเกส ประเทศไอซ์แลนด์ และเวลานี้ทำท่าจะลามไปถึงประเทศสเปนแล้วก็ประเทศอิตาลี ซึ่งมีปัญหาว่า มีหนี้เกินกว่ากำลังในการที่จะชำระ เสร็จแล้ววิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องก็คือว่าจะต้องเอา งบประมาณจากประเทศที่มีฐานะร่ำรวยกว่าไปช่วยประเทศที่มีฐานะอ่อน ตรงนี้เขาถกเถียง กันหนักอีกครับ เพราะว่านักการเมืองและขบวนการทางการเมืองในประเทศที่มีฐานะที่ร่ำรวยกว่านั้น ก็จะไม่ยอม เพราะฉะนั้นขบวนการในการถกเถียงแล้วก็จะแก้ไขปัญหาในประเทศหลัก ๒ ประเทศคือสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดูแล้วมองไปในอนาคต ๓-๔ ปีข้างหน้าไม่สดใส ประเทศญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกันครับท่าน หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามินี่ เวลานี้นี่อัตราการขยาย เศรษฐกิจปีที่แล้วร้อยละ ๔ ล่าสุดในปีนี้ติดลบ ๑ เปอร์เซ็นต์ครับท่าน เพราะฉะนั้นภาวะ เศรษฐกิจในตลาดในสภาวะของโลกเวลานี้เป็นปัจจัยซึ่งมีความเสี่ยงและมีความท้าทายสูง อย่างมาก การที่มีปัญหาอย่างนี้นอกบ้าน เราจะทำนโยบายเศรษฐกิจแล้วก็งบประมาณ แบบเดิม ๆ ผมขออนุญาตใช้คำว่าแบบลักษณะของยาสามัญประจำบ้านคงไม่ได้แล้วครับ มันจะต้องเป็นกระบวนการวางนโยบายเศรษฐกิจแล้วก็งบประมาณที่นำไปสู่การปรับพื้นฐาน การปรับโครงสร้าง การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ซึ่งถ้าท่าน เข้าไปดูสิ่งที่นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ขณะนี้ชัดเจนว่าการที่เราต้องการที่จะมีการ ผลักดันค่าแรงและรายได้ของแรงงาน ๓๐๐ บาท และรวมทั้งรายได้ในเรื่องของผู้ที่จบ ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นก็จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้ปัจจัย ในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้เรายังจะมีมาตรการอีกหลายประการเพื่อที่จะรองรับธุรกิจ ที่จะต้องแบกภาระจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นด้วยการให้มาตรการต่าง ๆ ในการที่จะกระตุ้น การลงทุนภาคเอกชน ยกตัวอย่าง เช่น อาจจะมีการเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีการลงทุน ในเครื่องจักรใหม่ในอนาคตนั้นสามารถจะคิดค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิม อาจจะ มีกระบวนการที่จะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีการปล่อยสินเชื่อสำหรับโครงการที่มี การเพิ่มทักษะของแรงงาน แล้วก็เพิ่มกระบวนการปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพในการผลิต เพราะฉะนั้นกระบวนการในเรื่องของการจัดให้มีการปรับฐานของเศรษฐกิจ ผมเรียนตรง ๆ ว่าทำให้เป้าหมายที่เราเรียกว่าสมดุลการคลังที่เดิมตั้งเป้าไว้ในปี ๒๕๕๘ มีความสำคัญ เป็นรองครับ หลักก่อนจะต้องมาว่าเราจะปรับตัวเราอย่างไรจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรให้เราแข่งขันได้ดีขึ้น สมดุลปี ๒๕๕๘ ได้หรือไม่ สำคัญเป็นรองครับ ที่จริงแล้วต้อง เรียนอย่างนี้ว่าทางบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณนั้น ก็คือทำโดยปลัดกระทรวงการคลังนะครับ จริง ๆ ก็ไม่ได้มีการเสนอเข้าไปที่คณะรัฐมนตรี แล้วจริง ๆ ก็เป็นการสมดุลโดยที่ยังไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนของการชำระคืนเงินกู้และ ดอกเบี้ย ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่หลักสมดุลตามหลักสากลนะครับ เพราะฉะนั้นเลยอยากจะเรียน ให้ทราบว่าการที่เราไปยึดติดกับการเราจะต้องมีการสมดุลงบประมาณถึงแม้ไม่ใช่หลักสากล ให้ได้ภายในปี ๒๕๕๘ มันก็เป็นเรื่องสมมุติอยู่แล้วละครับ ทีนี้แนวทางในการบริหารการคลัง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า
ประการแรก ที่เราจะต้องดำเนินการก็คือเราจะต้องมีการทบทวนโครงการ เดิม ๆ ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลนี้ โครงการเดิม ๆ ซึ่งอาจจะมี ความไม่เหมาะสม ตรงนี้ก็ต้องมีการทบทวนเพื่อที่จะสงวนรายจ่าย นี่เป็นประการแรก
ประการที่ ๒ นั้นการบริหารรายจ่ายต่าง ๆ เราก็ต้องบริหารให้มีความรัดกุม แล้วก็ต้องบริหารในด้านรายรับให้มีประสิทธิภาพในงานจัดเก็บเต็มที่
แต่อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดต่ำลงนั้นก็จะมี โอกาสที่จะทำให้ฐานภาษีขยายตัวด้วยนะครับ เพราะว่าจะมีบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งเดิม อาจจะไม่มีความรู้สึกว่าอัตราภาษีนั้นสูงเกินไปนะครับ ต่อไปนั้นก็มีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ใน ระบบมากขึ้น แต่ว่ากระบวนการขับเคลื่อนอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้นะครับ ที่ว่าเราเปลี่ยนเข้ามาแล้วว่า เป็นการขับเคลื่อนโดยใช้ปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น มันก็จะนำไปสู่การใช้จ่าย ภายในประเทศ แล้วก็จะทำให้มีรายได้เป็นภาษีเข้ามาเพิ่มขึ้นนะครับ กระบวนการที่เราจะ ผลักดันให้มีการขยายกำลังผลิตอุตสาหกรรม แล้วก็รวมทั้งนโยบายในการสร้างรายได้ให้แก่ ประเทศต่าง ๆ ที่กำหนดเอาไว้ทั้งหมด ๘ ข้อนี่นะครับ ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้มีรายได้ในแง่ของ ภาษีเข้ามาเพิ่มขึ้นโดยภาพรวม เพราะฉะนั้นถ้าเราถามว่าคำว่า วินัยทางการคลัง นิยาม โดยทั่วไปในกระทรวงการคลังนั้นกำหนดไว้ ๒ จุดด้วยกันครับท่าน
จุดที่ ๑ ก็คือว่ามีการกำหนดเพดานไว้ว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อรายได้ ประชาชาติจะต้องไม่เกินร้อยละ ๖๐ ครับ ขณะนี้ร้อยละ ๔๓ เรายังมีรูม (Room) นะครับ ถ้าจำเป็น อย่างที่ผมเรียนก็ในเมื่อเราไม่สามารถจะพึ่งภาวะเศรษฐกิจภายนอกได้ก็ต้อง พึ่งตนเอง เพราะฉะนั้นต่อให้มีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ยอดหนี้ขยับขึ้นไปบ้าง เรายังมีรูม แล้วผมดูแล้วสามารถจะรักษาวินัยข้อนี้ได้
จุดที่ ๒ ก็คือว่างบชำระหนี้ต่อรายจ่ายงบประมาณนั้นควรจะต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ตกอยู่ร้อยละ ๑๑.๕ เวลานี้ ดูแล้วก็น่าจะอยู่ในฐานะที่จะรักษาตรงนี้ได้เช่นเดียวกัน
ทีนี้มาในประเด็นที่ท่านหยิบยกขึ้นมาว่าการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการช่วยคนรวยหรือไม่ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่ากระบวนการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอาเซียน ขณะนี้ประเทศที่มีอัตราสูงสุดคือประเทศลาว ประเทศลาวร้อยละ ๓๕ ครับ รองลงมามี ๓ ประเทศก็คือประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วก็ประเทศพม่า อันนี้คือร้อยละ ๓๐ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราติดอยู่ในระดับอันดับขั้นที่ ๒ ที่เหลือนี่ก็จะต่ำกว่า เราหมด แล้วจริง ๆ แล้วไม่ใช่ต่ำกว่าเราหมดอย่างเดียวที่เหลือเขาขยับลดลงไปเรื่อย ๆ อย่างเช่นกรณีของประเทศมาเลเซียเดิมร้อยละ ๒๘ แล้วเวลานี้ก็ลดลงมาเหลือ ร้อยละ ๒๕ ประเทศอินโดนีเซียเดิมก็ร้อยละ ๓๐ แล้วก็ขยับลงมาเวลานี้เหลือร้อยละ ๒๕ ประเทศสิงคโปร์ก็เช่นเดียวกันครับเดิมก็ร้อยละ ๒๐ เวลานี้ลงไปเหลือร้อยละ ๑๗ ปัญหาคือ อย่างนี้ครับว่าในขณะที่ธุรกิจต่างประเทศมาลงทุนในประเทศของเรา และได้รับสิทธิ ประโยชน์ในแง่ของบีโอไอเราไม่ต้องเสียภาษีเลยนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นธุรกิจไทยแล้วไปโดน ภาษีในอัตราร้อยละ ๓๐ ดูแล้วมันกลายเป็นว่าเหมือนกับเราทำให้ผู้ประกอบการคนไทย เสียเปรียบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ดีครับท่านอดีตรัฐมนตรีได้เสนอคำแนะนำที่ดีว่าเราอาจจะ มีช่องทางที่เราน่าจะเก็บดูรายได้บางประเภทจากกิจกรรมในตลาดทุนอะไรบ้าง ตรงนี้คงเป็น ข้อเสนอแนะที่ดี ซึ่งผมขออนุญาตรีบเก็บไว้นะครับ เอาไว้ศึกษา
ในอีกส่วนหนึ่งนี่นะครับ ในส่วนเรื่องของผลกระทบต่อเงินเฟ้อนี่นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าหลักขณะนี้ที่ทางกระทรวงการคลังจะช่วยได้ก็คือว่ากระตุ้น หรือเปิดช่องให้มีการลงทุนภาคเอกชนที่คล่องตัวขึ้น แล้วในขณะเดียวกันนั้นก็หาทางที่จะ ช่วยเหลือในการเพิ่มทักษะแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ แต่ว่า ในขณะเดียวกันนั้นบุคคลกลุ่มที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ในสภาวะที่ถ้าจำเป็น จะต้องมีการปรับราคาสินค้าต่าง ๆ ขึ้น เราก็จะดูแลช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เกษียณอายุ ก็ตามนะครับ พวกผู้รับจ้างรถโดยสารสาธารณะก็ตาม โดยใช้บัตรเครดิตพลังงาน หรือกลุ่ม หนุ่มสาวซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเริ่มตั้งตัวนะครับ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการใช้จ่ายในช่วงหนุ่มสาว ที่เยอะกว่า เป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้ เพราะฉะนั้นพวกนี้เราก็จะพยายามเข้าไปช่วยเหลือ ในส่วนที่ท่านสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการพักหนี้ เรียนว่าขณะนี้ที่ทางกระทรวงการคลัง ที่เราดูกันนี่นะครับ เราดูเฉพาะกรณีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนะครับ คือเราไม่ได้ เล็งออกไปถึงธนาคารเอกชน เพราะคิดว่าไม่จำเป็นครับ รู้สึกเท่าที่ผมดูตัวเลขแล้วธนาคาร เอกชนขณะนี้รู้สึกกำไรเยอะแยะอยู่แล้วนะครับ ธนาคารพาณิชย์เอกชนถ้าเขามีแรงกดดัน จากการที่ธนาคารของรัฐเข้าไปแข่งขัน เขาก็ควรจะลดดอกเบี้ยไปให้ลูกค้าโดยตัวของเขาเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปชดเชยให้ และอีกอย่างหนึ่งจะชดเชยอย่างไร เพราะว่าเวลาจะ ชดเชยนั้นขนาดธนาคารของรัฐก็ยังมีการต่อรองกันมากว่าดอกเบี้ยต้นทุนของเขาเป็นเท่าไร ระหว่างธนาคารรัฐกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพราะฉะนั้นขืนขยายวงไปถึงธนาคาร พาณิชย์เอกชนด้วยคงจะวุ่นน่าดู อันนี้คงเป็นสิ่งที่ผมพอจะให้ข้อมูลและความชัดเจนได้ คงไม่สามารถตอบคำถามท่านได้หมดนะครับในชั้นนี้คงยังไม่สามารถให้ความชัดเจน ในเรื่องอื่น ๆ ได้นอกเหนือจากนี้ แต่ว่าประเด็นและข้อสังเกตของท่าน ผมขออนุญาตรับไว้ ด้วยความขอบคุณครับ