กรณ์ จาติกวณิช หารือเรื่องการสนับสนุนโครงการบ้านหลังแรก และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และชี้แจงว่านโยบายของรัฐบาลมีผลโดยตรงต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธาน ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ โดยทั้ง ๓ ท่าน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรอง นายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั้น ๆ ในแต่ละท่านนะครับ ในส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน ผมก็อีกครั้งหนึ่งนะครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดียวกันครับ เราสนับสนุนโครงการบ้านหลังแรก ตามเหตุผลที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว แต่ที่ท่านบอกว่าท่านไม่มีเหตุผลหรือความตั้งใจที่จะมี มาตรการที่จะช่วยเหลือในส่วนของผู้ประกอบการก็คือผู้สร้างบ้านและขายบ้าน ก็ต้อง ขออนุญาตว่าผมก็ได้เพียงแต่อ้างจากคำสัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเอง วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ และปรากฏในเว็บไซต์ของประชาชาติด้วย ท่านพูดไว้ชัดว่าท่านจะยกเว้นค่าโอนและค่าจดจำนองฝั่งทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรวม ๒ เปอร์เซ็นต์ ในที่นี้โดยปกติแล้ว ๒ เปอร์เซ็นต์ก็จะแบ่งกัน ผู้ขายเขารับผิดชอบ ๑ เปอร์เซ็นต์ ผู้ซื้อ ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ท่านจะลดให้ก็เท่ากับเป็นการลดภาระให้กับ ผู้ประกอบการ และนอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดไว้ชัดเจนว่าในส่วนของ ผู้ประกอบการจะมีการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ ๓.๓ เปอร์เซ็นต์นั้นเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ท่านมีมาตรการหรือได้เคยมีคำมั่นที่ให้ไว้กับผู้ประกอบการในช่วงของการรณรงค์หาเสียง ชัดเจนว่าท่านมีความตั้งใจ แต่ถ้าท่านยกเลิกตรงนี้แล้วก็ขอให้ท่านยืนยันจะได้มีความชัดเจน ว่าท่านไม่มีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการแต่อย่างใด นอกเหนือจากการลดภาษี นิติบุคคล
ในส่วนของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิมนะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ เราเข้าใจตรงกันครับว่าในส่วนของการอ้างเท็จ ผมไม่รู้จะใช้คำว่า อะไรนะครับ โดยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าจริง ๆ แล้วท่านขายหุ้นในแอมเพิล ริช ให้กับลูกชายท่านแล้ว แล้วก็บริษัท แอมเพิล ริช ก็ได้ขายหุ้นให้กับลูกชายและลูกสาวของท่าน สุดท้ายแล้วทั้งหมดศาลก็มีคำพิพากษาชัดเจนว่าแอมเพิล ริชนั้นก็ยังเป็นของคุณทักษิณอยู่ แล้วก็ผู้ซื้อหุ้นจากแอมเพิล ริชก็เป็นคุณทักษิณเอง แล้วก็นี่คือที่มาของคำว่าซุกหุ้น หลังจากนั้นศาลก็ไปดูหลักฐานว่านอกจากซุกหุ้นแล้วก็คือถือหุ้นโดยขัดต่อกฎหมายยังมี การเอื้อประโยชน์ต่อหุ้นที่ตนเองถือไว้หรือไม่ ก็ปรากฏว่ามีการเอื้อจริง แล้วก็เป็นที่มาของ การยึดทรัพย์ อันนี้เราเห็นตรงกัน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้นผมเองก็ได้ตั้งคำถามกับกรมสรรพากร เหมือนกันว่าในเมื่อศาลฎีกาเขาพิพากษาชัดเจนว่าทักษิณโกหก ไม่ได้ขายหุ้นให้กับลูก แต่อย่างใด ยังถือหุ้นอยู่เหมือนเดิม เรายังสมควรหรือจะสามารถที่จะตามไปเก็บภาษีจาก ลูกชายและลูกสาวของคุณทักษิณได้หรือไม่ ทำไมเราไม่เก็บภาษีจากผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้น ที่แท้จริงก็คือคุณทักษิณเองนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อศาลภาษีมีคำพิพากษาเมื่อปลายปีที่แล้วบอกว่าไปเก็บภาษีจาก ขออนุญาต ใช้ชื่อนะครับ โอ๊ค เอม คือลูกชายกับลูกสาวไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ตรรก ต่อไปนะครับก็คือกรมสรรพากรมีหน้าที่ที่จะไปเก็บจากผู้ถือหุ้นที่แท้จริงก็คือคุณทักษิณเอง เพราะฉะนั้นในชั้นที่ศาลพิพากษาว่าไม่ให้เก็บจากลูกนั้น ตอนนี้ก็ถือว่าจบไปแล้วครับ เราเห็นตรงกัน แต่หน้าที่ของกรมสรรพากรต่อไปก็คือไปเก็บภาษีจากผู้ที่เป็นเจ้าของจริง และที่ศาลอ้างว่าการซื้อขายหุ้นระหว่างแอมเพิล ริชกับคุณทักษิณนั้นเป็นธุรกรรมอำพราง เป็นนิติกรรมอำพรางนั้นไม่ได้หมายความว่านิติกรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแต่มีการอำพราง ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงก็คือซุกหุ้น ส่วนการขายหุ้นจากแอมเพิล ริชไปถึงคุณทักษิณเกิดขึ้น จริงครับ แล้วก็ปรากฏเป็นหลักฐานว่าเกิดขึ้นจริง ตอนนั้นคือขายหุ้นที่ราคา ๑ บาท ทั้ง ๆ ที่ ราคาหุ้น ๔๐ กว่าบาทในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริงก็เพราะ ๒-๓ วัน หลังจากนั้นได้มีการขายหุ้นทั้งหมดให้กับประเทศสิงคโปร์คือเทมาเส็ก ผู้ที่ขายหุ้นส่วนนี้ ให้กับเทมาเส็กไม่ใช่แอมเพิล ริชครับ คือทักษิณเองเพราะอะไร เพราะทักษิณได้ซื้อมาจาก แอมเพิล ริชแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าธุรกรรมนั้นตามที่ตรรกของท่านบอกว่าไม่เกิดขึ้นแล้วทำไม เทมาเส็กถึงสามารถซื้อหุ้นนั้นจากทักษิณได้ครับ ไม่ได้ซื้อจากแอมเพิล ริช เพราะฉะนั้น นิติกรรมนั้นเกิดขึ้นแท้แน่นอนครับ แล้วภาระภาษีก็มี เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะต้อง ตามไปจัดเก็บอีกทีหนึ่ง ทีนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการท่านก็ชี้แจงถูกต้องว่าอำนาจตามกฎหมาย เป็นอำนาจของท่านอธิบดี ตรงนี้ผมขอถือว่าเป็นสัญญาณชัดเจนให้กับข้าราชการประจำ ว่าถ้าท่านไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะท่านรัฐมนตรี จะไม่รับผิดชอบแทนท่านแน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอให้ชัดเจนในประเด็นนี้ แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายของท่าน ในส่วนของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่ท่านได้พูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แล้วก็พูดถึง เรื่องของประเด็นปัญหาในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้าวของแพง ภาวะเงินเฟ้อเนื่องจาก เศรษฐกิจโลกตอนนี้กำลังมีปัญหา ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ความจริงผมอ่านเอกสาร นโยบายของทางรัฐบาล ผมมีความรู้สึกว่าท่านใจแคบไปนิดหนึ่ง เวลาท่านพูดถึงการฟื้นตัว เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ท่านก็บอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และท่านมองไปสู่ อนาคต ท่านบอกว่าอนาคตนี่ข้าวของจะแพงขึ้น ท่านก็บอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจโลก ยังไม่ดี ก็คือโทษเศรษฐกิจโลกอีก ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่านโยบายของรัฐบาลมีผล โดยตรงต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ อย่างไรอย่างนั้นครับ ๒ ปีครึ่งที่ผ่านมา นโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผลไม่มากก็น้อย และนโยบายของท่านในวันนี้ ก็จะมีผลแน่นอนต่อสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ที่ผมพูดไว้แล้วนโยบายของท่านชี้ให้เห็น ชัดเจนว่าข้าวของจะต้องแพงขึ้น เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปในระบบ การต่อต้านการปรับขึ้น เพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เหล่านี้จะทำให้ของแพงขึ้นแน่นอน และท่านไม่มีสิทธิที่จะโทษเศรษฐกิจโลก ส่วนในช่วงที่ผ่านมาผมไม่ต้องอ้างเอง เพราะเดี๋ยว ท่านก็จะหาว่าแน่นอนที่สุดมีส่วนดูแลเศรษฐกิจก็ต้องพูดชมนโยบายที่ผ่านมาของรัฐบาล ธนาคารโลกครับ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง เพิ่งยกระดับประเทศไทยจากประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นเพราะประเทศไทยเรามีระบบบริหารเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง อัตราความยากจนที่ลดลง อย่างมาก มีฐานะการคลังที่เข้มแข็งและมีหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อที่ต่ำ รวมถึงมีบรรยากาศ การลงทุนที่เป็นมิตร ทั้งหมดนี้คือนโยบายของรัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการชี้แจงในเรื่องอื่นๆ ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ท่านยังไม่ได้ชี้แจงนะครับ