เฉลิม อยู่บำรุง เรียกร้องให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีทรัพย์สินของบุตรสาวทั้งสองของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินของทักษิณ และไม่ควรอุทธรณ์คดีเพิ่มเติม
ไม่มีปัญหา ง่าย ๆ ผมอยู่สภามา ๒๘ ปีเรื่องนี้ง่าย ๆ พอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่าหุ้นส่วนของบุตร ๒ คนของท่านเป็นหุ้นที่ไม่ได้ซื้อขายกันจริงจากแอมเพิล ริช เหตุเพราะแอมเพิล ริชไม่ได้ซื้อจาก พันตำรวจโท ทักษิณ เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ ทำธุรกรรมอำพราง ศาลฎีกาจึงยึดหุ้น ริบทรัพย์ พันตำรวจโท ทักษิณ ไป ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่กรมสรรพากรยุคมีรัฐมนตรี คือนายกรณ์ จาติกวณิช ไม่ยอม เพิกถอนการประเมิน ยังประเมินภาษี บุตรสาวทั้งสองของ พันตำรวจโท ทักษิณ จึงไปยื่นคำร้องให้ถอนการ ประเมิน กรมสรรพากรก็ไม่ถอนการประเมิน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เรื่องอย่างนี้ บ้านเมืองมันวิปริต บ้านเมืองมันวิกฤติ เพราะมันมีคนมีใจไม่เป็นธรรม พอไปถอนให้เพิกถอน การประเมิน ไม่เพิกถอน บุตรสาวและบุตรชายของท่านจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากร ศาลภาษีอากรตัดสินว่า ให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษี ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหตุผลเพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลสูงสุด ได้ตัดสินแล้วว่าหุ้นนี้ไม่ใช่ของบุตรท่าน กรมสรรพากรยังดื้อ ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความ เคารพอย่างยิ่ง มันมีคนไปบงการ กรมสรรพากรหารืออัยการ อัยการก็บอกอุทธรณ์ได้แต่ต้อง อุทธรณ์ในชั้นฎีกา และอุทธรณ์ในชั้นฎีกาต้องมีเงินวางค้ำประกัน และเรื่องที่จะอุทธรณ์ ในชั้นฎีกามันไม่มีวันชนะ มันเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ท่านประธานรู้ไว้เถอะครับว่า เมื่อศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุด สุพรีม ลอว์ (Supreme law) เขาบอกว่าไม่ใช่หุ้นของลูก เวลาแกล้งเขา จะเก็บภาษีก็บอกหุ้นของลูก แต่พอจะยึดทรัพย์ก็บอกว่าเป็นหุ้นของพ่อ ผมพูดกับ ท่านประธาน ผมมีอารมณ์ ผมไม่อยากให้บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอย่างนี้ ผมเรียนท่านประธาน รัฐสภาก่อน ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเรื่องนี้ ให้กรมสรรพากรเพิกถอนเมื่อ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ พวกผมเป็นอะไรครับ ผมเป็นฝ่ายค้าน เลือกตั้ง ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลภาษีอากรได้มีคำพิพากษา ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร ของเจ้าพนักงานประเมิน และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง ๒ รายดังกล่าว ซึ่งกรมสรรพากรตั้งขึ้นมา ต่อมากรมสรรพากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากร จึงไม่อุทธรณ์ เสร็จสิ้นเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ พวกผมเป็นอะไรครับท่านประธาน พวกผมยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่แต่มันเป็นข้อกฎหมาย ผมจะเรียนท่านประธานพูดกันให้มันชัด ผมไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่ได้เอาใจท่านทักษิณ ไม่ได้เอาใจลูกท่าน แต่วันนี้สังคมไทย ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องมีความถูกต้องชอบธรรมบนพื้นฐานนิติรัฐ นิติธรรม การประเมินภาษีอากรของบุคคลทั้งสอง ๑. กรมสรรพากรได้เริ่มตรวจสอบภาษีบุคคล ทั้งสอง โดยมีหมายเรียกให้ไปชี้แจงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๔๙ อันเป็นภายหลัง มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นอกจากนั้น คตส. ยังตรวจซ้ำภาษีการซื้อขายหุ้น ทั้ง ๒ รายนี้ด้วย และได้แจ้งการประเมินภาษีให้กับบุคคลทั้งสองเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ บุคคลทั้งสองได้ขออุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยคำอุทธรณ์ของบุคคล ทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒ จนกระทั่งมีการฟ้องร้องในศาลภาษีอากรกลาง แล้วท้ายสุดกรมสรรพากรมีความเห็นไม่อุทธรณ์ คดีสิ้นสุดเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ๒๕๕๔ กระผมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ เกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เกิดขึ้นภายหลังมีการขับไล่และปฏิวัติท่านทักษิณและ การไม่อุทธรณ์คดีนี้ก็เกิดขึ้นขณะพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และบุคคล ที่พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือนายกรณ์ จาติกวณิช ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาต่อ
ข้อ ๒ หากจะพิจารณาถึงเหตุผลในคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จะเห็นได้ว่าศาลได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษายืนยันยึดทรัพย์ พันตำรวจโท ทักษิณมารับฟัง เป็นข้อยุติว่า หุ้นชินคอร์ปที่นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาถือครองอยู่นั้น เป็นหุ้น ของ พันตำรวจโท ทักษิณ โดย พันตำรวจโท ทักษิณขายหุ้นดังกล่าวให้ บริษัท แอมเพิล ริช เป็นธุรกรรมอำพราง ไม่ได้ซุกหุ้น ไม่มีการซื้อขายกันจริง ซึ่งตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีแพ่ง ศาลจำต้องถือ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนคดีอาญา เมื่อศาลสูงได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว หุ้นดังกล่าวเป็นของ พันตำรวจโท ทักษิณ นิติกรรมการซื้อขายหุ้น ไม่ว่าขายแอมเพิล ริช แอมเพิล ริช ขายให้บุตรท่านจึงไม่เกิดขึ้น บุคคลทั้งสองคือลูกท่านจึงไม่มีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๒) (๘) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรประเมินภาษีนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทาด้วยชอบ จึงให้เพิกถอนการประเมินภาษีบุคคลทั้งสอง
ข้อ ๓ เหตุผล การอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของกรมสรรพากร ซึ่งมีสิทธิอุทธรณ์ในชั้นฎีกา หากกรมสรรพากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษี ชั้นต้น โดยมีเหตุผลสนับสนุนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าอุทธรณ์คดีนี้ต่อไปก็ไม่มี ประโยชน์ และจะต้องเสียค่าวางศาล หรือจะต้องแพ้คดีในศาลสูง กรมสรรพากรก็มีอำนาจ ที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่อุทธรณ์คดี เป็นการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เสียภาษี เสมอถ้วนหน้ากัน อันเป็นหลักธรรมาภิบาลที่ดีไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน