วิทยา วิพากษ์นโยบายรัฐบาล ชี้ไทยพัฒนาคนน้อยเกินไป จี้ ครม.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

วิทยา อินาลา วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร โดยชี้ว่าไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเพื่อแข่งขันกับนานาประเทศ วิทยายังได้หารือเรื่องการแข่งขันในอาเซียนโดยอ้างอิงข้อมูลจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันโลก (GCI) ซึ่งระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๒๗ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม วันนี้แล้วก็ เมื่อวานนี้ที่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แถลงนโยบายที่จะบริหารประเทศชาติต่อไปภายใน ๔ ปีข้างหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ ผมก็จะมาวิพากษ์และมีข้อเสนอแนะว่านโยบายที่ท่านเสนอจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิด ผลประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ก่อนอื่นผมจะขอย้อนกลับไปถึงว่าตั้งแต่สมัยท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยการเมืองเรามีเสถียรภาพ แต่หลังจากเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๙ เกิดรัฐประหารขึ้นมาทำให้ความมีเสถียรภาพ ทางการเมืองไม่ค่อยดี จากผลการสำรวจประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ ๑๗๐ กว่าประเทศว่า ประเทศไหนที่มีความเสี่ยงต่อการเมืองสูงที่สุด ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศแอฟริกา อันดับแรกก็คือซิมบับเว ส่วนในอาเซียนของเรา อันดับที่ ๓๓ ก็คือประเทศพม่า รองลงมาคือ ไทยนะครับ อยู่ที่ลำดับที่ ๓๙ แสดงว่าความมีเสถียรภาพทางการเมืองของเรานั้นหลังจาก เกิดการรัฐประหาร เกิดความแตกแยกในสังคม แยกเป็นเสื้อสีโน้นสีนี้ ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ทำให้ ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลหลังจากนั้นลดน้อยลง การที่ลดน้อยลงมีเหตุผลอย่างไรครับ เกิดผลอย่างไรกับประเทศชาติ ก็คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนในอาเซียน และแม้กระทั่งนักลงทุนของไทยไม่มีความเชื่อมั่น เศรษฐกิจของไทยก็จะโตได้ไม่เหมือนกับ ที่เราตั้งใจไว้นะครับ แล้วต่อไปผมก็จะมาพูดว่าเศรษฐกิจที่ไทยจะเข้ามาสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยเราจะเปิดเออีซีหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประชาคมในอาเซียนมี ๑๐ ประเทศ ประมาณ ๖๐๐ ล้านคน ถามว่าถ้าเปิดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนแล้วไทยจะอยู่ตรงไหนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะอยู่ตรงไหนของ ประชาคมอาเซียน ก็ลองมาดูผลจากการสำรวจ จากการเปรียบเทียบว่ามีการพัฒนาคนของ ในประเทศแต่ละประเทศนั้นมีการพัฒนาบุคลากรในชาติเขาเป็นอย่างไรบ้าง หรือว่า ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ฮิวแมน ดีเวลอปเมนท์ อินเด็กซ์ (Human Development Index) ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ เลยนะครับ ประเทศอยู่ในนอร์ดิกหรืออยู่ในสแกนดิเนเวีย การพัฒนา บุคลากรคนในชาติเขาจะให้ความสำคัญ เขาอยู่ลำดับต้น ๆ เลย พออยู่ลำดับต้น ๆ คนเขามี คุณภาพ เพราะฉะนั้นเขาก็จะสามารถแข่งขันกับโกลบอลไลเซชั่น (Globalization) หรือ โลกาภิวัตน์ได้ รัฐบาลสามารถที่จะเก็บภาษีได้สูง สามารถที่จะทำนโยบายประชานิยมได้ แต่หันมาดูกับอาเซียนสิครับ เปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง ในเรื่องของ การพัฒนาบุคลากรของประเทศไทย จากทั้งหมด ๑๗๘ ประเทศ จากการสำรวจประเทศไทย เราอยู่ลำดับที่ ๗๓ เหนือกว่าเรามีอยู่ ๓ ประเทศคือ สิงคโปร์ อยู่ลำดับที่ ๒๕ บรูไน ลำดับที่ ๓๓ มาเลเซีย ลำดับที่ ๖๑ ฟิลิปปินส์ ลำดับที่ ๘๔ เห็นว่าเปรียบเทียบแล้ว ไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในประเทศของตัวเอง มาดูนโยบายของรัฐบาล สิครับว่า ที่ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงว่านโยบายของรัฐบาลมีจุดมุ่งหมาย ๓ ประการ สำคัญ ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เรื่องความปรองดองสมานฉันท์ ประการที่ ๓ เรื่องการนำ ประเทศไทยไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ไม่มีเรื่องของการพัฒนาบุคลากร ในประเทศเลย แสดงว่ารัฐบาลท่านไม่มีความสนใจกับการให้คนมีปัญญา ไม่สนใจให้คนมี คุณภาพ เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ไทยเราแข่งขันสู้เขาไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เพราะว่าคณะรัฐมนตรี ในที่นี้ผมว่าทุกท่านมีฝีมือ ให้ความสนใจกับการพัฒนาคนหน่อยครับ สิงคโปร์นี่นะครับ จากข้อมูลที่ผมดูทั้งหมดมีอยู่ ๑๙ ไครทีเรีย (Criteria) เรื่องประชากร เรื่องจีดีพี เรื่องเนชันแนล รีซอร์ส (National resources) สิงคโปร์สู้ไม่ได้ แต่อีก ๑๖ ไครทีเรีย สิงคโปร์ เป็นอันดับ ๑ หมดครับ สิงคโปร์มีคนไม่ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน คนชาติสิงคโปร์จริง ๆ ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน อีกประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนมาจากการอิมพอร์ต (Import) คนเข้ามา ทำไมครับ สิงคโปร์ถึงอยู่ในลำดับต้น ๆ เมื่อประชากรเขานิดเดียวเอง ผมได้ไปพบ กับทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ท่านบอกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับคนโดยการลงทุนพัฒนาคน ๓.๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ภายในอีก ๔ ปีก็คือ ๒๕๕๘ แผนต่อไปอีก ๔ ปีข้างหน้าเขาให้ความสำคัญเพิ่มเป็น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี ย้อนกลับมาสู่ประเทศไทยล่ะครับเป็นอย่างไร ประเทศไทยเรานั้นในปีงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๕๔ งบประมาณในการวิจัยและการพัฒนาประเทศมีไม่ถึง ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีตรงนี้สมัยท่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอดีต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน ท่านบอกว่าถ้าท่านอยู่เป็นรัฐบาลต่อไป ท่านจะเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ก็คือเป็น ๒ เท่า แต่เสียดาย ที่ท่านไม่ได้อยู่ในตรงนี้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมว่าท่านสามารถที่ จะทำเรื่องของการพัฒนาคนในชาติให้เห็นความสำคัญหน่อยครับ น่าจะบรรจุใน ๓ อันแล้วก็ ต้องบวก ๑ ด้วยนะครับ

อีกอันหนึ่ง เรื่องของการแข่งขันในอาเซียนเป็นอย่างไรบ้างนะครับ การแข่งขันจากข้อมูลของจีซีไอ (GCI) ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเป็นเดอะ โกลบอล คอมพีเทนซิส์ อินเด็กซ์ (The global competencies index) จาก ๑๖๕ ประเทศที่เขา ทำเก็บข้อมูลมานี่นะครับ อันดับต้น ๆ เราไม่เชื่อเลยครับ สิงคโปร์อยู่อันดับ ๓ แล้วประเทศ ในอาเซียนล่ะครับ มาเลเซีย อันดับ ๑๖ ประเทศไทยเราครับ ๒๗ แต่ปีก่อนหน้าโน้น อยู่ลำดับที่ ๒๖ แสดงว่าประเทศไทยการพัฒนาของเราไม่ค่อยดีเลย เพราะฉะนั้นผมฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนะครับ แล้วผมเชื่อ ในศักยภาพของคณะรัฐมนตรีจะนำพาประเทศไทยเราสามารถที่จะยืนเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียนได้ครับ ขอบคุณครับ