นาที รัชกิจประการ หารือเรื่องนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจ การสนับสนุนสตรีหม้ายและเด็กกำพร้า และการนำหลักศาสนาไปใช้เป็นโครงการระยะยาว 4 ปี
ท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เมื่อวานที่เราได้มีการพูดถึงเรื่องการแถลง นโยบายของคณะรัฐมนตรี ดิฉันในฐานะของสตรีก็อยากจะพูดถึงในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกเพื่อที่จะให้สอดคล้องกับโครงสร้าง เศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งจะมีในเรื่องของ๑.๕ ในการเร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงในเรื่องของ ๑.๘ ก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหลายโครงการที่รัฐบาลได้มีตั้งแต่การพักหนี้ ค่าแรง ๓๐๐ บาทหรือแม้แต่ การศึกษาระดับปริญญาตรีที่จะมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท รวมถึงการจัดให้ มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแล้วก็มาตรการการลดภาษี แล้วก็ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวงที่พูดถึงในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตจะไม่มีในเรื่องของสตรี แต่ถ้าเรามาดูในเรื่องของ ๑.๑๐ จะมีในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งอันนี้ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับเรื่องการยกคุณภาพชีวิต ในฐานะที่ตัวดิฉันเองเป็นสตรีแล้วเป็นหนึ่งที่ได้เข้าร่วม ในกิจกรรมทั้งประธานพัฒนาบทบาทสตรีและของสมัชชาด้วย และในช่วงที่ดิฉันได้มีโอกาส หาเสียงได้มีโอกาสไป ๓ จังหวัด ได้มีโอกาสพบปะสตรีที่เป็นสตรีหม้ายและสตรีหย่า จะเห็นว่าในภาคใต้ปัจจุบันนี้ที่เรามี ๓ จังหวัดประมาณ ๒,๒๙๕ คน รวมถึง มีเด็กกำพร้า ๔,๐๐๐ กว่าคน ถ้ารวมถึงทั่วประเทศเราจะมีสตรีหม้ายแล้วก็หย่าในระดับ ก็มากพอสมควร ๒๘๘,๔๕๓ คน เพราะฉะนั้นในประเด็นของเรื่องการจัดตั้งกองทุนพัฒนา บทบาทสตรีนะคะ สิ่งนี้ดิฉันอยากจะขอให้ตั้งเป็นข้อสังเกตว่ากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เฉลี่ยจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท อันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะเห็นก็ในเรื่องของความต่อเนื่องแล้วก็ เป็นรูปธรรม เพราะจะเห็นว่าในคำแถลงการณ์ของนโยบายจะมีแค่การจัดตั้งกองทุนเฉย ๆ แต่ไม่มีกิจกรรมหรือสิ่งไหนที่แสดงให้เห็นถึงว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องไหม แล้วก็เป็นรูปธรรมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของนโยบายเร่งด่วนที่จะทำในปีแรก ดิฉันก็อยากให้กองทุนนี้มีประโยชน์ ต่อสตรีมากที่สุดในฐานะที่ดิฉันเป็นสตรี และโดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็จะมี การเชื่อมโยงถึงหลักศาสนาที่มีในแผนของ ๔ ปีด้วย ซึ่งในความคิดของดิฉันในเรื่องของ นโยบายศาสนาและศิลปวัฒนธรรมสิ่งนี้น่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะนำมาใช้ในการที่จะพัฒนา เศรษฐกิจ เพราะว่าอย่างไรก็แล้วแต่เศรษฐกิจจะโตไม่ได้ถ้าเกิดว่าสภาพสังคมยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นสภาพสังคมที่เราจะยกคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นมาได้ก็ด้วยการใช้ หลักศาสนามาใช้ ซึ่งในที่นี้ดิฉันจะพูดถึงหลักศาสนาที่คิดว่ามันต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน ถ้าตัวเองมีหลักอย่างน้อยสัก ๑ หลักก็ยังดีในเรื่องของหลักความพอหรือว่า ในหลักศาสนาเรียกว่าสันโดษ ซึ่งจะไปสอดคล้องกับแนวนโยบายของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่าในหลักของสันโดษเราจะมีอยู่ ๓ ประเด็น ที่เราพูดถึง
อันแรกเลยก็คือยถาลาภสันโดษ อันนี้ก็คือหมายถึงการที่เรามีความพอใจ ในสิ่งที่เรามีตั้งแต่ที่เราเกิดมา
ประเด็นที่ ๒ ก็คือยถาพลสันโดษ ก็คือตัวเราเองเราต้องรู้ว่าเรามีพละกำลัง แค่ไหน เราทำได้แค่ไหนเราก็ต้องพอใจในแค่นั้น แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของยถาสารุปปสันโดษหรือว่ายินดีในฐานะที่เราเป็นอยู่ เราเกิดมาเป็นอย่างไร รูปร่างฐานะเราเป็นอย่างไรเราก็ต้องพอใจในสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นในเรื่องของสันโดษหรือความพอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ดิฉัน อยากจะให้รัฐบาล แล้วก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดข้อสังเกตว่าสิ่งสำคัญในวันนี้ในเรื่องของหลัก ศาสนาที่ในนโยบายของรัฐบาลจะพูดแต่ไม่ได้แตะแล้วก็ไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะขอฝากในประเด็นนี้ด้วย เพราะอย่างน้อยในวันนี้อย่างเมื่อเช้าเราก็มีการดูข่าว ว่า ๓ จังหวัดภาคใต้เราก็มีเหตุการณ์ไม่สงบอีกแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาในเรื่องของสตรีหม้าย หรือในเรื่องของเด็กกำพร้าก็จะมีตามมา อย่าลืมว่าสตรีหม้ายหรือว่าเด็กกำพร้ามันไม่เกิด เฉพาะ ๓ จังหวัดภาคใต้ มันก็จะเลยมาถึงทั้งประเทศด้วย เพราะบางครั้งเวลาเหตุการณ์ เกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ว่า ๓ จังหวัดอย่างเดียว เรายังมีสตรีที่เป็นภรรยาของตำรวจ ทหาร ซึ่งอาจจะอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศไทยก็ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะฝาก แล้วก็อยากให้เป็นรูปธรรม แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเงิน ๑๐๐ ล้านบาทนี้ก็อยากจะให้มี โครงการดี ๆ แล้วก็มีความต่อเนื่องตลอดไป เพราะอย่างน้อยในอดีตที่ผ่านมาของ จังหวัดนราธิวาสเราก็มีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่างอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเราก็มีต้นแบบในเรื่องของกิจกรรมที่ให้กับสตรีหม้ายในจังหวัดนราธิวาสแล้ว แต่ว่าโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จแล้วตอนนี้ก็หายไป เพราะว่าเนื่องจากมีปัญหา ในเรื่องของการที่จะจำหน่ายในเรื่องของการตลาด เพราะว่าบางครั้งเมื่อเรามีโครงการแล้ว แต่ว่าการตลาดเราไม่ได้ส่งเสริมที่จะให้เขาทำไปแล้วไม่รู้จะขายที่ไหน ไม่ว่าจะเรื่องของ เซรามิก ผ้าคลุมผมหรือลายผ้าบาติกอะไรอย่างนี้ค่ะ พอทำมาแล้วเราไม่มีตลาดที่จะขาย เพราะฉะนั้นคือผลกระทบตรงนี้พอเขาทำแล้วเขาขายไม่ได้มันก็มีปัญหา เพราะฉะนั้น การรวมกลุ่มของสตรีในโครงการดังกล่าวก็เลยต้องยกเลิกไปเพราะว่าปัญหาดังกล่าวที่กล่าว มาแล้วเพราะฉะนั้นวันนี้ในเงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้ดิฉันก็ต้องขอบพระคุณรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้โอกาสสตรี เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราไม่เคยมีเลยเงินตรงนี้ เวลาสตรีเราจะทำอะไร เราก็ต้องหาเงินกันเอง ตัวดิฉันเองในฐานะประธานของจังหวัดพัทลุงก็มีโอกาสได้ตั้งกองทุน สวัสดิการสตรีเพื่อที่จะได้ดูแลสตรีเมื่อเวลาคลอดลูก แล้วก็เจ็บป่วย แล้วก็ตาย อันนั้นเป็นเรื่องของจังหวัด แต่วันนี้เราก็มีความโชคดีที่เราได้เงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้ แต่ทำ อย่างไรล่ะคะที่จะให้เงิน ๑๐๐ ล้านบาทตรงนี้มีผลประโยชน์มากที่สุด เพราะดิฉันคิดว่า ถ้าเกิดเราไปสัมมนาหรือไปทำโครงการอย่างอื่นที่ไม่เป็นรูปธรรมแล้วก็ไม่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหลาย ๆ ท่านที่พูดถึงก็ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ ในเรื่องของการพัฒนาบทบาทสตรีที่จะ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของสตรีหรือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่สิ่งสำคัญที่ดิฉันอยากจะฝากแล้วก็อยากจะเห็นในรัฐบาลชุดนี้ก็คือ โครงการที่สามารถ ทำรายได้ สามารถที่จะสร้างรายได้ให้สตรี เพราะอย่าลืมว่าสตรีก็เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาท ในสถาบันของครอบครัว เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันนี้อย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าเราจะมีผู้ชาย ซึ่งเป็นช้างเท้าหน้าที่จะดูแลเรา แต่สตรีเราก็มีโอกาสที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีรายได้เข้ามา จุนเจือในครอบครัวได้ และเมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าเกิดว่าสตรีเรามีโอกาส มีกิจกรรมที่จะทำ เพื่อที่จะเพิ่มสร้างรายได้ให้ได้ ตรงนี้ก็จะเป็นการช่วยสถาบันครอบครัวในเรื่องของเศรษฐกิจ และอันจะส่งผลถึงเรื่องสังคมด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดิฉันได้ฝากและอยากจะเห็น ก็ได้ฝากไปแล้วในนโยบายเร่งด่วน
และอีกประเด็นหนึ่งที่ฝากเป็นข้อคิดในเรื่องของหลักศาสนาที่จะนำมาใช้ ซึ่งจริง ๆ ในรัฐบาลชุดนี้ก็ใช้เป็นโครงการระยะยาว ๔ ปี แต่จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ