ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเขตทับซ้อนของไทยกับกัมพูชาในเรื่องเขตไหล่ทวีป และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา
กราบเรียน ท่านประธาน กระผม นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมอยากจะขอพูดเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ซึ่งในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในข้อ ๑.๖ ที่กล่าวว่า เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้านและนานาประเทศ และในข้อ ๗.๖ กล่าวว่า ส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ ของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพรมแดน เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นกระผมได้อ่านข่าว หนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนนี้ว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะดำเนินการเร่งปฏิบัติการตามเอ็มโอยูหรือที่เราเรียกว่า บันทึกความเข้าใจ เอ็มโอยูนั้นก็เป็นชื่อเกี่ยวกับความตกลงระหว่างประเทศประเภทหนึ่ง ว่าเราจะเร่งดำเนินการตามเอ็มโอยูนี้ซึ่งทำในปี ๒๕๔๔ เกี่ยวกับเขตทับซ้อนไหล่ทวีประหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ก่อนที่จะกล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสาระในเอ็มโอยูนี้ กระผมใคร่จะกล่าวถึงเขตไหล่ทวีปเพื่อความเข้าใจโดยทั่วไปก่อน เพราะว่าเป็นเรื่องเทคนิค ทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะกฎหมายทะเลพูดเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ไหล่ทวีป ก็นึกถึงสภาพทะเลจากชายฝั่ง สมมุติว่าเอาน้ำออกไปหมดเขตที่ลาดจากชายฝั่งหรือจากเกาะ ซึ่งมีเขตทางทะเลเหมือนกันนั้นลาดลงไปบนพื้นดินลาดลงไปนั้นเป็นเขตซึ่งเรียกว่าเขตไหล่ ทวีป และเมื่อปี ๑๙๔๕ สหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ได้ประกาศเขตไหล่ทวีป เป็นครั้งแรก และในปี ๑๙๘๒ สหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลขึ้นมา ซึ่งรวมทั้งเขตไหล่ทวีปด้วย ทีนี้มาพูดถึงว่าเขตทับซ้อนทางทะเลของประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาเกิดได้อย่างไร เกิดได้เนื่องจากการประกาศเขตไหล่ทวีปของแต่ละฝ่าย ประเทศ กัมพูชาได้ประกาศเขตไหล่ทวีปในปี ๒๕๑๕ และประเทศไทยได้ประกาศเขตไหล่ทวีป ในปี ๒๕๑๖ หลังมา ๑ ปี การประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยนั้นได้ยึดหลักกฎหมาย สนับสนุนตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับหลังสุดคือฉบับปี ๑๙๘๒ แต่ว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชานั้นไม่มีข้อสนับสนุน แต่ว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นประกาศเขตไหล่ทวีปของกัมพูชานั้นไม่มีข้อสนับสนุน ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเลย กระผมจะเรียนชี้แจงดังนี้ว่าเป็นเพราะเหตุใด กัมพูชา ได้ถือเอาเส้นซึ่งเป็นเส้นประหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดอทเทด ไลน์ (Dotted line) ซึ่งเป็นเส้นซึ่งลากจากชายฝั่งตรงจังหวัดตราด ซึ่งตรงกับหลักเขตที่ ๗๓ บนบก ไปถึงจุดที่ว่า จุดตรงข้ามของเกาะกูดซึ่งเป็นหลักสำหรับเล็งหลักเขต ๗๓ และในหลักเขต ๗๓ มาในดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งทำขึ้นโดยผลแห่งความตกลงของไทย สมัยนั้นยังเป็น สยามอยู่กับฝรั่งเศสนั้น จะเห็นได้ว่าไม่ใช้เส้นประหรือดอทเทด ไลน์ แต่ใช้เส้นกากบาท เพื่อแสดงพื้นที่เขตแดน เพราะสมัยนั้นมีการทำเส้นเขตแดนบนบกเท่านั้น และจะเห็นได้ว่า ในปี ๑๙๐๗ มีอนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งมาโยงเกี่ยวกับเรื่องนี้และโยง ในเรื่องเกี่ยวกับเขตปราสาทพระวิหารด้วย ที่กำลังมีปัญหาขึ้นอยู่ในการพิจารณา ของศาลโลกในขณะนี้ โยงในเรื่องเกี่ยวกับเขตทับซ้อนนี้อย่างไร กระผมจะขอกราบเรียนว่า อนุสัญญาไทยสยาม ค.ศ. ๑๙๐๗ ฉบับถัดจาก ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งเราได้ยินกันบ่อย ๆ เพราะว่า เกี่ยวเนื่องกัน อนุสัญญา ๑๙๐๗ ประเทศไทยยอมคืน ๓ จังหวัด เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้กับฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คืนกลับมาให้ประเทศไทยคือ ด่านซ้าย จังหวัดตราด แหลมสิงห์ เกาะกูด ระบุในอนุสัญญาชัด ขอให้ท่านสังเกตว่าเกาะกูดตามอนุสัญญานี้ ฝรั่งเศสได้โอนคืนให้แก่ฝ่ายไทย เพราะฉะนั้นเกาะกูดไม่มีปัญหา เป็นของไทย เป็นกรรมสิทธิ์ ของไทย และดังที่กล่าวแล้วว่าเกาะกูดมีเขตทางทะเล สมัยนั้น ๑๙๐๗ เขตทางทะเลหรือ ที่เรียกว่าทะเลอาณาเขตนั้นมีความกว้างเพียง ๓ ไมล์ทะเล ระยะจากชายฝั่งตรง หลักเขต ๗๓ ถึงเกาะกูดมีระยะประมาณ ๑๙ ไมล์ทะเล สมัยนั้นทะเลอาณาเขต ๓ ไมล์ทะเล ทะเลอาณาเขตนั้นมีจากชายฝั่งและวัดจากเกาะ ถ้าวัดหันเข้าหากันก็เป็น ๖ ไมล์ทะเล ยังจะเหลือพื้นที่ทางทะเลอีก ๑๙ หรือ ๒๐ ลบ ๖ ก็เหลือ ๑๔ หรือ ๑๓ ไมล์ทะเล ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศหรือว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะเอาเขตที่เลยทะเลอาณาเขตนั้น ซึ่งถือว่าสมัยนั้นเป็นทะเลหลวงเป็นเส้นเขตแดนไม่ได้ เพราะฉะนั้นดังที่กระผมกล่าวแล้วว่า แม้กระทั่งตามอนุสัญญาเกาะกูดก็เป็นของไทย และสมัยนั้นไม่มีการแบ่งเขตทางทะเล เพราะฉะนั้นกัมพูชาจะประกาศเอาเส้นนี้ซึ่งเป็นจุดเล็งไปยังยอดเกาะกูดมาเป็นเส้นเขต ทางทะเลนั้น รับไม่ได้เด็ดขาด กระผมขอกราบเรียนว่ากระผมมีประสบการณ์ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลนี้โดยเฉพาะ กระผมแปลกใจมาก มากที่ว่าเราไปรับในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ให้มีเขตทับซ้อน ในเมื่อ เส้นประกาศเขตไหล่ทวีปรับไม่ได้ เขตทับซ้อนก็รับไม่ได้ ดังนั้นเขตทับซ้อนส่วนหนึ่งเราจะไป แบ่งก็ไม่ได้ เพราะว่าผมเห็นว่าเขตทับซ้อนดังกล่าว ๒,๖๐๐ ตารางกิโลเมตรเป็นของไทยหมด จึงเท่ากับว่าเอาของไทยไปแบ่งเขตทางทะเลส่วนเหนือละติจูด ๑๑ องศาและที่เหลือแบ่งเป็น ผลประโยชน์ร่วมกันนั้นทำไม่ได้ กระผมจึงแปลกใจมาก แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการระหว่าง ประเทศได้เชิญเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญามาชี้แจงเรื่องนี้แล้วครับ ขอบพระคุณครับ