รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ แถลงว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต และมองว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชาติ และควรปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 3 ต่อไปโดยเน้นที่คุณภาพผู้เรียน และยืนยันโครงการเรียนฟรี 15 ปี พร้อมกับการเตรียมการจากรัฐบาลในการดำเนินการกองทุนกรอ. และยกเลิกครูพันธุ์ใหม่

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มายืนพูด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและต้องมี ความรับผิดชอบร่วมกันต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อรัฐสภาโดยทั่วไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายในเรื่องทางด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีว่านโยบายของรัฐบาลในวันนี้ที่แถลง ต่อสภา โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสังคม การศึกษาและคุณภาพชีวิต เมื่อผมอ่านทบทวน หลายเที่ยวแล้วก็พบว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญ ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า มีนโยบายเร่งด่วนก็เป็นเพียงนโยบายแก้บน เป็นนโยบายเชิงการตลาดเพื่อหวัง ต่อการหาเสียงเท่านั้น ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับหลายท่าน ที่บอกว่านโยบายที่รอหาเสียงนั้นไม่ใช่สัญญาประชาคม ผมคิดว่าคนเป็นนักการเมืองต้อง รับผิดชอบต่อประชาชนในการที่จะกำหนดนโยบายที่เป็นสัญญาประชาคม ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อผมมาดูนโยบายทางด้านสังคม การศึกษาและคุณภาพชีวิต ผมกราบเรียน ว่าแต่ละด้านผมคิดว่าแต่ละฝ่ายคงไปเขียนกันมาขาดการบูรณาการและการมองไปถึง การปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญนโยบายทางด้านนี้ก็เห็นภาพได้ชัด นะครับ ในขณะที่ผมพูดอยู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สนใจที่จะมานั่งฟังไม่เหมือนนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจ อาจจะเป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมีที่มาทางด้านธุรกิจ โดยเฉพาะก็เป็นไปได้

ประการที่ ๒ ที่ย้ำภาพรวมตรงนี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญก็คือ การมอบหมายงานให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงทางด้านสังคม ผมคิดว่าเป็นการมอบหมายงาน ที่ใส่คนไม่ตรงกับงาน ที่นั่งอยู่ตรงนี้เช่น ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ควรจะอยู่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ แต่ว่าท่านไม่ทราบไปดูแลงานด้านใด คุณสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านรับเหมาก่อสร้างก็ให้มาดูแลด้านกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั้ง ๓ ท่านครับ สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่านี่คือที่มาที่ผมเป็นห่วงว่า นโยบายทางสังคมของรัฐบาลนี้จะเอาจริงเอาจังหรือไม่ แต่เมื่อผมมาดูเป้าหมายผมก็พบ ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป้าหมายที่จะสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ เป้าหมายที่จะนำประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียน แต่หัวใจสำคัญ ในการที่จะนำประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียนก็คือเรื่องการศึกษา ผมมีประเด็นที่จะถาม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะเมื่อผิดฝาผิดตัวผมก็ไม่อยากจะถามรัฐมนตรี เพราะผมไม่ แน่ใจว่ารัฐมนตรีจะได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้ไปนานเท่าไร ผมอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรี ประเด็นแรกก็คือว่าท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูปองค์ความรู้ จะปฏิรูปหลักสูตร แต่ในความหมาย ที่แท้จริงผมคิดว่าเรื่องการศึกษานั้นควรที่จะกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคน ทุกภาคส่วนต้องมีความเข้าใจตรงกันในเป้าหมายหลัก รัฐบาลที่ผ่านมาเราได้ทำเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ได้มีคณะกรรมการปฏิรูป มีคณะกรรมการ ในการขับเคลื่อน ได้มีการวางระบบรากฐานที่ดี ผมคิดว่าถ้าท่านใจกว้างและท่านเห็น ความสำคัญว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชาติท่านควรที่จะเดินหน้าในการที่จะ ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๓ ต่อไปโดยเฉพาะการเน้นที่คุณภาพผู้เรียน

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ท่านได้พูดถึงเรื่องการกระจายโอกาสและ ความเสมอภาค แต่ผมอ่านในนโยบายของท่านแล้วผมคิดว่าท่านคงเขียนนโยบายในประเด็น ที่ท่านคงเข้าใจหมายถึงเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ การเข้าถึงโอกาสและความเสมอภาค ในโลกยุคใหม่นั้นก็คือการเข้าถึงคุณภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง แต่ท่านกลับไม่พูดถึง โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีว่าจะเอาอย่างไรครับ เด็กนักเรียนของเราที่อยู่ห่างไกลในชนบทยังมี โอกาสไหมครับที่จะได้หนังสือเรียนฟรี ได้ชุดนักเรียนฟรี ได้อุปกรณ์การเรียนฟรี ได้เงิน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนฟรี ได้ชุดเครื่องแบบนักเรียนฟรี ท่านต้องยืนยันให้ชัดเจนครับ ผมเป็นห่วงมากเพราะว่าท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงตอนเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ ว่าท่านจะยกเลิกเรื่อง ตำราเรียนและไปซื้อแท็บเล็ต แต่วันนี้รู้สึกท่านจะเงียบไปเพราะท่านเข้าใจแล้วว่าตำราเรียน มีแค่เพียง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ในยอดเงิน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลที่แล้วได้ตั้งเอาไว้ สำหรับโครงการเรียนฟรี ใน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณครับ สังกัดการศึกษาเอกชน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และโรงเรียนนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ถึงเด็ก ทุกกลุ่มไม่ว่าเขาจะอยู่ห่างไกลและด้อยโอกาสอย่างไร เขามีโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยืนยันให้ชัดเจนและเกี่ยวโยง กับกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดเอาไว้

และแน่นอนที่สุดครับท่านประธานเรื่องที่ ๓ ที่ผมคิดว่าวันนี้ผมได้รับคำถาม ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มาถามรัฐบาลนี้คือเรื่องที่ รัฐบาลนี้ได้ประกาศในนโยบายชัดเจนว่า ต่อไปนี้จะยกเลิกเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และจะดำเนินการเงินกองทุนกู้ยืมที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต หรือ กรอ. ซึ่งท่านเคยทำมา ในช่วงที่เป็นยุคพรรคไทยรักไทยและประสบความล้มเหลว เงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ท่านประธานครับ ผมสรุปสั้น ๆ ก็คือว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๓๘ ในสมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย และมาถึงยุคปัจจุบันนี้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กำหนดไว้ ชัดเจนว่าจะต้องเพิ่มเงินกองทุนกู้ยืมให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาสให้ทั่วถึงอีก ๒๕๐,๐๐๐ ราย ในขณะนี้เรามีเงินกองทุนกู้ยืมที่เป็นนโยบายทำต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ครอบคลุมนักเรียนทั้งหมด ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน มีนักเรียนได้รับ ผลประโยชน์จบและมีงานทำแล้วในขณะนี้ประมาณเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ผมจึง อยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านจะยกเลิกท่านอาศัยกฎหมายใด ท่านต้องใช้เวลาเท่าไร ท่านเตรียมงบประมาณไว้อย่างไรครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะพูดโดยความคิดเห็นของตัวเอง ครับท่านประธาน แต่ว่าท่านดูสิครับ ท่านปลัดกระทรวงการคลัง ข่าวพาดหัววันนี้นะครับ คลังกุมขมับ กยศ. ฟื้น กรอ. แล้วท่านบอกว่าการดำเนินการในการที่จะให้กู้ยืมแบบ กรอ. จะต้องเว้นดอกเบี้ยเงินกู้หรือไม่ จะต้องปรับวงเงินต้นของการกู้ยืมตามเงินเฟ้อหรือไม่ เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำชำระเงินกู้หรือไม่ และมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องเป็นคำถามที่ตามมาว่า หากผู้กู้ยืมไม่มีรายได้ที่จะถึง ๑๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน กรอ. จะทวงหนี้คืนมาอย่างไร เพื่อให้ เงินภาษีของพี่น้องประชาชนได้กลับไปสู่การหมุนเวียน แต่เมื่อมาอ่านคำสัมภาษณ์ของ ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการบอกว่าขณะนี้มีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่า กองทุน กรอ. ดีกว่ากองทุน กยศ. หรือไม่ เพราะไม่มีการวิจัยและไม่มีผลที่จะรองรับ แต่ว่าเป็นเพียงแต่รัฐบาลต้องการจะเปลี่ยนแปลงไม่อยากจะให้คำ กยศ. นี้กินใจ เพราะเป็น ประโยชน์กับนักเรียนถึง ๒,๓๐๐,๐๐๐ คน ท่านบอกว่าการกู้โดย กรอ. นั้นไม่ต้องคำนึงถึง รายได้ครอบครัว ไม่ต้องเอารายได้มายุ่งเกี่ยว ลูกเศรษฐีก็กู้ได้ ท่านประธานที่เคารพ นี่แหละครับ ผมจึงมาทวงถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการกองทุน กรอ. รัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างไร

และประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าถึงแม้ท่านจะแจก แท็บเล็ตซึ่งมีคนค้านเยอะ ท่านกนกได้พูดไปแล้ว แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา หัวใจสำคัญของการที่จะทำให้คุณภาพการศึกษา ของเราทัดเทียมกับต่างประเทศตั้งแต่ระดับปฐมวัย ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ที่เราจะต้องสร้างบัณฑิตยุคใหม่ที่ให้มีศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศนั้น หัวใจคือครูครับ ผมได้รับความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี ขึ้นเงินเดือนให้ครูมา ๑๓ เปอร์เซ็นต์ พัฒนาครูทั้งระบบ ดึงคนดีคนเก่งมาเป็นครู ท่านบอกว่า ท่านจะยกเลิกครูพันธุ์ใหม่