รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการกระทำของรัฐบาลภายใน 1 ปี รวมถึงการรับจำนำสินค้าเกษตร การกำหนดขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และงบประมาณของรัฐบาลที่มีปัญหาขาดดุล และเสนอแนะการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการประชาพิจารณ์และประชามติในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้อ่านจากตัวแนวนโยบายของรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลจะต้องกระทำภายใน ๑ ปีนะครับท่านประธาน ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับ

ประการแรกก็คือนโยบายในเรื่องของการรับจำนำสินค้าเกษตรนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของนโยบายดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าคงจะต้องสอบถามในเรื่องตัวแผนปฏิบัติและ แนวปฏิบัติของโครงการดังกล่าวนะครับ โดยเฉพาะถ้าเราดูจากโครงการดังกล่าวนี้ เป็นโครงการในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ เป็นโครงการที่มีปัญหาในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มาโดยตลอดนะครับ ผมคิดว่าในการดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ผมถึงไม่อยากให้เกิด ปัญหาเหมือนในอดีต โดยเฉพาะโครงการดังกล่าวนี้เป็นการใช้เงินจำนวนมากถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีปัญหาในทางปฏิบัติเยอะนะครับ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำในเรื่อง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว โดยในอดีต ผลประโยชน์มันไม่ได้ตกถึงมือของตัวเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยหลักแล้วนี้ผลประโยชน์ไป ตกกับโรงสี ผู้ส่งออก หรือคนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองนะครับ โดยเฉพาะพรรคพวกของ นักการเมืองต่าง ๆ นะครับ ผมมองว่าในโครงการดังกล่าวนี้เริ่มต้นก็อาจจะเป็นโครงการที่มี ปัญหานะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งราคาในแง่ของการรับประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท หรือข้าวเปลือกหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท ในกรณีที่เริ่มต้นถ้าเราตั้งราคาที่สูงไป โดยปกติแล้วเกษตรกรก็ไม่มีการมาไถ่ถอนในตัวสินค้าดังกล่าว ก็กลายเป็นปัญหาที่ค้างไว้ ก็คือเป็นหนี้สินของเกษตรกร ในกรณีนี้ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดปัญหาในการทุจริตตามมา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องชาวนาเอาข้าวมาขายซึ่งไม่ได้ราคาตามที่ตกลงไว้ หรือว่าในกรณีนี้ข้าวไปอยู่ในตัว ของคลังสินค้าต่าง ๆ มีปัญหาในเรื่องของสต็อกลม หรือในกรณีที่ข้าวหมดสภาพแล้ว กรณีต้องส่งขายให้บริษัทส่งออกต่าง ๆ เหล่านั้นซึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับนักการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการที่ไม่โปร่งใสในโครงการดังกล่าวนี้นะครับ ผมคิดว่า ในเรื่องดังกล่าวนี้ผมไม่อยากเห็นนโยบายดังกล่าวนี้เกิดปัญหาเช่นในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลวางนโยบายไว้ในเรื่องของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตนะครับ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวนี้ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายของสังคม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัว สภาหอการค้าหรือตัวสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มองว่ามันเป็นเรื่องของต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ว่าไม่ว่าเราจะเป็นนักการเมืองหรืออย่างไรก็ตามต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องรณรงค์ ว่าไม่ให้มีการคอร์รัปชัน ฉะนั้นในเรื่องโครงการดังกล่าวนี้ผมเลยอยากสอบถามถึงรัฐบาล ในเรื่องของแผนในการปฏิบัติและในแนวทางการปฏิบัติทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาเช่นในอดีต ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นที่เกิดขึ้น นั่นคือเป็นปัญหาประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของแนวนโยบายของรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะ ในปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้อยู่ในข้อ ๑.๗ โดยเฉพาะ ๑.๗.๔ เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยดูแลราคาสินค้าและการมีรายได้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ สุทธิของประชาชน ผมสอบถามรัฐบาลนะครับ วันนี้รัฐบาลยังไม่มีการขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัว ค่าแรงขั้นต่ำ หรือในเรื่องของตัวรายได้ของคนจบปริญญาตรีเลย แต่ท่านรู้หรือเปล่าครับ ราคาสินค้ามันขึ้นไปรอล่วงหน้าแล้ว ซึ่งปกติแล้วการจะขึ้นค่าแรงนี่ ท่านประกาศเป็นนโยบายไว้ล่วงหน้าเลย สินค้าไปรอแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ มันก็เป็น ผลกระทบกับคนหาเช้ากินค่ำหรือมนุษย์เงินเดือน พอราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว นี่ขึ้นไปรอบหนึ่ง อันที่ ๒ เกิดการกักตุนสินค้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านจะดำเนินการอย่างไรในแง่ของ กระทรวงพาณิชย์โดยที่ยังไม่มีการปรับเลยในเรื่องของตัวค่าแรง อีกประการหนึ่งผมคิดว่า ในเรื่องของราคาสินค้าแพงนี่รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับในเรื่องของตัวการผูกขาดตัดตอน หรือว่าในแง่ของตัวกฎหมาย ในแง่ของตัวกลไกของตลาด ถ้าในแง่ของใครครอบครองในเรื่อง ของตัวส่วนแบ่งการตลาดเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นที่เข้าควบคุมในเรื่องกลไก ของราคาสินค้าได้ รัฐบาลต้องดำเนินการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดนะครับ อีกประการหนึ่ง นะครับท่านประธานก็คือปัญหาในเรื่องตามนโยบายที่มีการแถลงนะครับ คือในส่วนของ การขึ้นตัวค่าแรงขั้นต่ำตาม ข้อ ๑.๘.๒ ปัญหาของผมก็คือว่าในกรณีดังกล่าวเป็นนโยบายที่เป็น การสนองกลุ่ม กลุ่มคนที่จะได้ประโยชน์นี่กลุ่มเดียวหรือเปล่า ก็คือให้ขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท หรือว่าเท่ากับคนนั้นยังไม่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท และขณะเดียวกันหรือคนที่จบปริญญาตรี ที่ยังไม่ได้ค่าแรง ๑๕,๐๐๐ บาท ปัญหาแล้วคนกลุ่มอื่นละครับ คนกลุ่มอื่นก็เป็นคนที่ทำงาน อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าวเหมือนกัน เช่น คนที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทนั้น ๓ ๔ ๕ ปี หรือคนงานที่ทำงานมีฝีมือ ๓ ๔ ๕ ปี ซึ่งเงินเดือนเขาอาจจะอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้จบปริญญาตรี ตรงนี้ก็ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทำอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วรัฐบาลควรจะต้องดูแลประชาชนคนอื่นที่ได้รับผลกระทบจาก นโยบายดังกล่าวเหมือนกัน รวมตลอดถึงว่านโยบายดังกล่าวนี่สามารถดำเนินการทำ ทั่วทั้งประเทศได้ไหม ถ้าทำได้ทำไมทำได้เฉพาะกรุงเทพฯ จังหวัดอื่นก็อาจจะบอกว่า นโยบายนี้ทำไมทำได้เฉพาะกรุงเทพฯ ทำไมจังหวัดอื่นไม่ได้ เพราะว่าตัวรัฐบาลให้นโยบายไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาที่จะต้องตอบสังคมนะครับ โดยเฉพาะในนโยบายดังกล่าวนี่ผม คิดว่ามีเรื่องที่จะต้องสอบถาม เป็นเรื่องของแผนการและแนวทางปฏิบัติว่าการกระทำ ดังกล่าวมีคนที่ได้รับผลกระทบในแง่ของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากตัวนี้ รัฐบาลจะ ดำเนินการแก้ไขอย่างไร รัฐบาลบอกว่าใครเข้าโครงการนี้รัฐบาลจะลดภาษีให้ อาจจะเป็น ปี ๒๕๕๕ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ อีกปีหนึ่งอาจจะลดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาแล้วคนที่ไม่ได้ เสียภาษีอย่างเช่นธุรกิจเอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์จากภาษี แต่ขณะเดียวกันเขาได้รับผลกระทบ จากนโยบายดังกล่าว เราจะแก้ไขอย่างไร เพราะว่าเท่าที่ผมดูจากตัวเลขนี่มีตัวเลขของ เอสเอ็มอีที่อาจจะได้ผลกระทบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ รายที่มีแนวโน้มจะต้องปิดกิจการไป เขาก็มีคนงานตรงนั้น เราจะแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีอย่างไร ไม่ว่าในแง่ของเรื่องต้นทุน การผลิต ซึ่งผมคิดว่าแรงงานก็เป็นต้นทุนการผลิตอันหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งประเทศ ประมาณ ๓.๘๘ เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนค่าแรงงานปกติถ้าจะเพิ่มขึ้นก็ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบก็เรื่องธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ หรือว่าตัวพวกเครื่องดื่ม ตัวอาหาร เครื่องดื่ม หรือธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม ถ้ารัฐบาลต้องการดูแล เอสเอ็มอีในฐานะที่เป็นธุรกิจรายย่อย ๆ ซึ่งต่อไปก็จะมีความเข้มแข็ง จะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะให้เขาย้ายไป ไปอยู่ใกล้ ๆ ชายแดน ไปอาศัยแรงงานของชาวต่างด้าวหรือเปล่า หรือกรณี ชาวต่างด้าวเข้ามาทำงานในเมืองไทยหรืออาศัยการสวมสิทธิ ได้ค่าแรงงานตาม ๓๐๐ บาท ตรงนี้ รัฐบาลจะทำอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการขึ้นค่าแรงงานจริงตามนโยบายที่รัฐบาลผลักดันไว้ ปัญหาก็คือว่าราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้นอีก รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไรที่จะตรวจทาน โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ต้องพยายามที่จะตรวจสอบในเรื่องของราคาสินค้า

ประการสุดท้ายนะครับท่านประธาน นโยบายของรัฐบาลที่ผมตรวจสอบแล้ว ส่วนใหญ่แล้วเป็นนโยบายในเรื่องของการใช้จ่ายค่อนข้างจะมาก ซึ่งอาจจะไม่มีการกำหนด ตัววงเงินไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับจำนำ เบี้ยยังชีพ ส่งเสริมกองทุน พักหนี้ รถคันแรก บ้านหลังแรก ปัญหาเหล่านั้นมีรายจ่ายเยอะแยะนะครับ เป็นนโยบายของตัวรายจ่าย แต่ขณะเดียวกัน นโยบายรายได้ ลดภาษี ซึ่งมันทำให้ส่อได้ว่าตัวงบประมาณปีนี้ซึ่งอาจจะล่าช้าไปถึงประมาณ กุมภาพันธ์จะขาดดุล ปัญหาขาดดุลเท่าไร ปัญหาของผมก็คือว่าถ้ารัฐบาลไม่มุ่งเน้น ในเรื่องของการลงทุนระยะยาวซึ่งจะเป็นในเรื่องของการลงทุนที่จะสร้างพื้นฐาน ของประเทศ ซึ่งผมมองว่าตัวเลขของการลงทุนต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของตัวงบประมาณการลงทุนนะครับ ถ้ารัฐบาลมุ่งเน้นแต่เฉพาะตัวนี้ไม่มุ่งเน้นการลงทุน ผมคิดว่ามันจะเกิดเป็นปัญหาระยะยาวซึ่งนำไปสู่ว่ารัฐบาลนี่ไม่สามารถทำงบประมาณ ที่จะทำให้เกิดการสมดุลได้นะครับ

ประการสุดท้าย ในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การมีส่วนร่วมนะครับ ในส่วนของการที่รัฐบาลมีนโยบายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ขณะเดียวกันการเสนอที่จะเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องทำเพื่อประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วจะแก้อะไรก็ต้องเพื่อประโยชน์จริง ๆ ก็ต้องผ่านกระบวนการ ประชาพิจารณ์หรือประชามตินะครับ กราบขอบพระคุณครับ