เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องนโยบายสาธารณสุข โดยพูดถึงปัญหาการบริหารจัดการที่ยากลำบาก ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดทุนและปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายเร่งด่วนและนโยบาย ๔ ปี ของสาธารณสุขแล้วผมรู้สึกผิดหวัง ผมเข้าใจว่าทางทีมที่ร่างนโยบายนี่เขาไม่เข้าใจปัญหา ที่แท้จริงของสาธารณสุข ท่านประธานครับ ปัญหาของสาธารณสุขนี่ความเป็นจริงแล้ว เราจะขมวดสั้น ๆ ก็คือว่าในทีมงานของสาธารณสุขประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัช แต่ว่าปัญหาจริง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือว่างานหนัก เงินน้อย แล้วถูกฟ้องนะครับ ท่านประธานครับ กรณีถูกฟ้องไม่มีเขียนไว้ในนโยบายว่าท่านจะทำอย่างไร ผมอยากจะฝาก ท่านประธานผ่านถึงท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า ท่านรัฐมนตรีจะต้องหยุดเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่สร้างความสับสน แล้วก็สร้างปัญหาให้กับวงการแพทย์ ค่อนข้างมาก ซ้ำเติมกับในมาตรา ๔๑ ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ท่านประธานครับ กรณีงานหนักนี่ในขณะนี้ รัฐบาลจะต้องบำรุงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องพบกับอัตราการใช้บริการของ ผู้ป่วยนอกที่สูงขึ้น ล่าสุดในปี ๒๕๕๓ สูงถึง ๓.๑๓ ครั้งต่อคนต่อปี เป็นครั้งแรกที่ตัวเลข เกิน ๓ ท่านประธานครับ ตรงนี้ภาระงานที่หนักอย่างนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งผลิตได้ไม่เพียงพอ กับความต้องการก็จะสร้างปัญหาให้กับคนที่มีอยู่เก่าต้องทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะในกรณี ของผู้ป่วยนอกนะครับ ในกรณีที่เงินน้อยนี่ จริง ๆ แล้วรัฐบาลจะต้องเผชิญกับปัญหา ความอยู่หรือรอดของระบบสาธารณสุขจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งจะเจอภายใน ไม่กี่ปีข้างหน้านี่ เผลอ ๆ อาจจะอยู่ในช่วงที่เป็นช่วงของรัฐบาลชุดนี้ด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ ปัญหาของเงินน้อยนี่มาจากเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนของแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันนี่ สำนักงบประมาณจัดสรรให้ ๔,๒๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๔ ซึ่งก็จะช่วยแก้ไขปัญหาของ แพทย์ได้ส่วนหนึ่งก็คือว่าแพทย์จะทำให้สมองไหลน้อยลง แต่ว่าจะกลับเป็นภาระของ โรงพยาบาลทั้ง ๘๓๙ แห่ง ก็เนื่องจากว่าการจัดสรรงบประมาณให้นี่มันไม่ทันกาล แล้วต้นทุนของโรงพยาบาลต่าง ๆ นี่ประสบกับปัญหาเรื่องของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีอยู่ถึง ๑๑๐,๐๐๐ คน โดยประมาณนะครับทั่วประเทศ ตรงนี้นี่เป็นภาระของโรงพยาบาลซึ่งจะต้อง จ่ายเงินบำรุงตอบแทนเหล่านี้ให้กับลูกจ้างชั่วคราว แทนที่จะเป็นงบประมาณของรัฐ ท่านประธานครับ งบเหมาจ่ายรายหัวที่น้อยเกินไป แม้จะเพิ่มถึง ๒,๘๙๕ บาท มากกว่าปีก่อน ๓๕๐ บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี ท่านประธานครับ ปัญหาในการบริหารจัดการของ สปสช. ท่านรัฐมนตรีจะต้องลงไปดูแล เพราะว่าในกรณีที่จัดสรรตามฐานประชากรนี่ สร้างปัญหาให้กับโรงพยาบาลเล็ก ๆ หรือจังหวัดเล็ก ๆ ซึ่งมีประชากรน้อยแต่มีเจ้าหน้าที่อยู่มาก แต่การที่มีเจ้าหน้าที่อยู่มากนี่มันสะสม เพราะว่าโรงพยาบาลนี่ตั้งขึ้นมาก่อนที่จะมีนโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องการเปลี่ยนชื่อ ท่านประธานครับ ปัญหานี้เมื่องบประมาณไม่พอนี่ แล้วก็มีเรื่องภาระของโรงพยาบาล ที่จะต้องใช้เงินมากมาย ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องขาดทุนซ้ำซาก ขาดงบดำเนินการ ขาดงบลงทุน หลายแห่งต้องติดค้างค่าตอบแทน ติดค้างค่ายา เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่มี บริษัทยาฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อศาลว่าไม่ชำระเงินค่ายา ซึ่งตรงนี้จะเกิดปัญหา ขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าท่านรัฐมนตรีไม่ใช้ความสามารถส่วนตัวดึงงบประมาณมาให้กับ สาธารณสุขหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมว่าจะเกิดปัญหา ต่อไป โดยเฉพาะในกรณีที่การบริหารจัดการของ สปสช. ที่มีเวอร์ติคัล โปรแกรม (Vertical program) มากมาย และมี ๑๑ กองทุนใหญ่ ๓ กองทุนย่อยทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการเงินกระจายไปได้เต็มที่ แล้วก็ปัญหาเงินค้างท่อในปี ๒๕๕๓ มีอยู่ถึง ๑๗,๖๗๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ควรจะกระจาย ออกไปให้เต็มที่ เหล่านี้ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ขาดทุน ในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๕๔ มีโรงพยาบาลชุมชนขาดทุนอยู่ ๒๗๕ แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป ๒๖ แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ ๕ แห่ง แล้วก็การขาดทุนตรงนี้จะสะสมมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่แก้ไข สถานการณ์ให้ทันกาล ขอบคุณครับ