เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท และขึ้นเงินเดือนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท เธออภิปรายถึงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับวิธีการปรับขึ้นค่าแรงที่จะเกิดผลกระทบในอนาคต และเรียกร้องให้รัฐบาลศึกษาวิธีการปรับขึ้นค่าแรงอย่างถ่องแท้ และปรึกษากับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการ และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและธุรกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉัน ขออภิปรายในนโยบายเร่งด่วนในปีแรกนะคะ ในนโยบายด้านเศรษฐกิจ การกระตุ้นระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนในข้อ ๑.๘.๒ ค่ะ ในข้อนี้ท่านได้แถลงนโยบายไว้ว่าดำเนินการ ให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท อย่างสอดคล้องกับผลิตภาพและประสิทธิภาพ ของบุคลากร ท่านประธานคะ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนค่ะ ปัญหาปากท้องของแพงค่ะ แล้วก็นโยบาย ๓๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ของท่านนั้นดิฉันเห็นด้วยนะคะว่าจะต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีการปรับอย่างก้าวกระโดดของท่านนะคะ ซึ่งจะต้องเกิดผลกระทบในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ ในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาในการบริหารราชการบ้านเมืองได้เห็นถึงความสำคัญของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นระยะ ๆ และเป็นขั้นเป็นตอนค่ะ และในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มี นโยบายขึ้นค่าแรง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา ๒ ปี ทำไมถึงต้องขึ้นเป็นอัตราส่วนร้อยละ เป็นเปอร์เซ็นต์เช่นนี้นะคะ เนื่องจากว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศในแต่ละจังหวัดนั้นไม่เท่ากันค่ะ อย่างในกรุงเทพมหานคร ๒๒๐ กว่าบาท ในต่างจังหวัดอาจจะอย่างต่ำ ๑๕๐-๑๖๐ บาทก็มีนะคะ เพราะฉะนั้นการขึ้นอัตราเป็นร้อยละจะทำให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ทำให้เกิด ผลกระทบในภายหลังค่ะ เนื่องจากว่าเราได้ศึกษาเป็นอย่างดีก่อนที่เราจะดำเนินการ นโยบาย แต่ท่านบอกว่าท่านทำได้ดีกว่า ท่านให้ไปเลย ๓๐๐ บาททันทีทั่วประเทศ แต่ท่าน ไม่ทราบว่าได้ศึกษาอย่างถ่องแท้หรือไม่ ท่านได้ปรึกษาหรือขอความคิดเห็นจากผู้ที่ มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นผู้ประกอบการหรือไม่ ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้ประกอบการนั้นหมายถึง ต้นทุนในการผลิตในทุกขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตอาจจะมีการ แปรรูปหรือการขนส่งด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นต้นทุนเพิ่มแน่นอนค่ะ แล้วยิ่งโรงงาน อุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่เขาต้องมีแรงงานเป็นต้นทุนหลักอาจจะ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เขาจะแบกภาระไหวไหมคะ แน่นอนค่ะนักธุรกิจพ่อค้าเขาคงไม่ยอมทำธุรกิจที่ขาดทุน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีทางออก ทางออก ๒ ทาง ข้อที่ ๑ ต้นทุนเพิ่มก็ต้องปรับราคาสินค้า เป็นการผลักภาระให้กับประชาชนเท่ากับของแพง วิธีที่ ๒ ถ้าไม่อยากขึ้นราคาสินค้า เพื่อไม่ให้ขาดขีดการแข่งขันกับตลาดก็ต้องปลดคนงานออก มี ๒ อย่าง ตกงานกับของแพง เมื่อพูดถึงของแพงแล้วนะคะดิฉันคิดถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนได้ส่วนเสียและป็นกลุ่มใหญ่ ของประเทศด้วย กลุ่มรากแก้วค่ะ คนจนของประเทศ คนเหล่านี้น่าเห็นใจมากนะคะ ชาวไร่ ชาวนา คนขับรถแท็กซี่ สามล้อ หาบเร่ แผงลอย ธุรกิจเอกชน ธุรกิจเอสเอ็มอี ร้านโชห่วย ร้านกาแฟ คนเหล่านี้เขาไม่ได้อยู่ในระบบค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทนะคะ เขาไม่ได้มีรายได้ เพิ่มแต่เขาต้องมาช่วยแบกภาระของแพงที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบในการขึ้นค่าแรงทันที ๓๐๐ บาทของท่าน ท่านไม่ต้องมาอ้างว่าของแพงเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ท่านก็ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ส่วนหนึ่งก็มาจากนโยบายของท่านนี่ละค่ะ ดิฉันมีข้อมูล เป็นสถิติตัวเลขจากหลายหน่วยงาน ที่เขาฝากความห่วงใยมาถึงรัฐบาลค่ะ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้รวบรวม ข้อมูลด้านแรงงานไว้อย่างน่าสนใจว่า การจ้างแรงงานของผู้ประกอบการมีลูกจ้างรายวัน ๓๓.๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ๗๓.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบดังกล่าวจะมีผลทำให้การลดการจ้างงาน และแรงงานต่างด้าว จะไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเรามีแรงงานต่างด้าวเหล่านี้อยู่ถึงเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้ว อยู่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างถูกกฎหมายเพียง ๙๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ข้อห่วงใยจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยค่ะ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นในระยะสั้น ทำให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบจากการปรับ ค่าแรง นักลงทุนต่างชาติและไทยอาจจะย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีค่าแรง ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น มีธุรกิจข้ามชาติฮ่องกงรายใหญ่มาเปิดโรงงานผลิตกระเป๋าและรองเท้าหนัง ที่จังหวัดนครราชสีมาค่ะ และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก ๒ โรงงาน เพิ่มคนงานอีก ๓๐๐ ตำแหน่ง แต่เมื่อนโยบายรัฐบาลของท่านออกมา ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ผู้บริหารสั่งระงับโครงการนี้ ทันที ทำให้ประเทศเราเสียประโยชน์ อีกข้อห่วงใยสุดท้ายจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ปัจจุบันภาครัฐมีข้าราชการและลูกจ้างที่บรรจุวุฒิปริญญาตรีอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าหากว่าปรับเงินเดือนให้ได้รับเงินเดือนเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท หากให้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เฉพาะข้าราชการที่เข้าใหม่จะเกิดปัญหากับข้าราชการปริญญาตรีที่ทำงานอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ที่เขาเริ่มต้นที่ ๑๐,๐๐๐ บาท และเขาต้องใช้เวลาอีก ๖-๘ ปีในการไต่เต้าให้ได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท คนเหล่านี้เราจะทำอย่างไร แม้แต่ในส่วนของข้าราชการวุฒิปริญญาโท ซึ่งเขาเริ่มที่ ๑๓,๐๐๐ บาท เขาจะได้รับน้อยกว่าข้าราชการปริญญาตรีที่เข้าใหม่ ปัญหาเกิด แน่นอนนะคะ นี่คือความห่วงใยจากหลาย ๆ หน่วยงานที่ฝากมาถึงรัฐบาล ในรัฐบาลของ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นท่านได้มองเห็นถึงปัญหาตรงนี้ในส่วนของเด็กที่จบระดับปริญญาตรี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีงานทำค่ะ ส่วนมากไม่มีงานทำ อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรียนสายอาชีพ ปวช. ปวส. ส่วนมากมีงานทำ เนื่องจากมีตลาดแรงงานรองรับ เพราะฉะนั้นท่านอภิสิทธิ์ จึงพยายามปรับตัวเลขเป็นอาชีวะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ปริญญาตรี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แต่ถ้านโยบาย ๑๕๐,๐๐๐ บาทนี้เกิดขึ้น เด็กก็ต้องหันไปเรียน ปริญญาตรี แล้วถามว่าปัญหาการว่างงานจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนะคะ อีกธุรกิจหนึ่งก็คือ ธุรกิจส่งออกที่ขาดไม่ได้ เพราะว่าเป็นธุรกิจหลักของประเทศ เป็นรายได้หลักค่ะ และปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดโลกก็สูงมาก ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายไว้ว่าจะนำพาประเทศ ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในอีก ๓ ปีข้างหน้า ในปี ๒๕๕๘ แต่ว่า ถ้าขีดความสามารถในการแข่งขันของเราต่ำเช่นนี้ เราจะสู้เขาได้ไหมคะ ประเทศจีน มีความสามารถในการแข่งขันสูง ฐานเงินเดือนเขาต่ำมาก เพราะฉะนั้นเขาสามารถที่จะ ตัดราคาคู่แข่งได้ ถ้าเราไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ลูกค้าต่างชาติก็จะไม่เข้ามาลงทุน ในประเทศด้วยนะคะ แล้วรัฐบาลบอกว่ามีมาตรการเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการคือ การลดภาษี ดิฉันคิดว่าลดภาษีนั้นคงไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก เพราะว่าผู้ประกอบการ รายย่อยเขาจะได้ส่วนลดของภาษีนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการที่เขาจะต้องแบกภาระค่าแรง ที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ ไม่แน่นะคะ การลดอัตราภาษีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สามารถทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลต่อปีเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดิฉันกล่าวถึงนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์และเกี่ยวข้องกับคดีซุกหุ้นด้วย ถ้ามีการลดภาษีเขาได้ประโยชน์แน่นอน ไม่ทราบว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ รัฐบาลอุ้มคนรวยไม่ช่วย คนจนค่ะ และดิฉันเองก็เห็นด้วยกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและท่านต้องทำให้ได้ ตามที่ท่านรับปากไว้กับประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไขด้วย ตอนหาเสียงท่านบอกว่า ๓๐๐ บาท ทั่วประเทศทันที แต่ตอนนี้ท่านบอกว่า ๓๐๐ บาทกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ๑๕,๐๐๐ บาททันที แต่ตอนนี้บอกว่าเฉพาะข้าราชการ ดิฉันขอทวงถามความเป็นธรรม ของคนที่เลือกท่านมาว่าท่านต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ไม่ใช่ว่าพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่งนะคะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน