พัชรี โพธสุธน เสนอแนวคิดในการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง และราคาน้ำต้นทุน เพื่อผลิตข้าวได้ 2 ครั้งต่อปี และจัดการพื้นที่เกษตรให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการรวมตัวกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวและส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการกำหนดราคาข้าว
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในหัวข้อ ๑.๑๑ คือยกระดับราคาสินค้า เกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและ ข้าวเปลือกหอมมะลิที่ราคาเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท ดิฉันต้อง ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะตลอด ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกจากที่เคยขายได้เกวียนละ ๑๑,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท ก็ตกวูบลงมาเหลือตั้งแต่ราคา ๖,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท แต่แค่นั้นยังไม่ร้ายเท่าไรเพราะเราไม่มีข้าวที่จะขาย เพราะในปี ๒๕๕๒ มีโรคระบาดของ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำให้เกษตรกรชาวนาไม่ได้ข้าวที่ได้ลงทุนหว่านลงไป ต่อมาในปี ๒๕๕๓ ก็เกิดอุทกภัยข้าวที่เกือบจะเกี่ยวได้แล้วก็เสียหายไปกับน้ำท่วม แต่โชคดีที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการเยียวยาชาวนา เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีให้การชดเชยค่าเสียหายจากที่เคยได้ไร่ละ ๖๐๖ บาท เป็นไร่ละ ๒,๖๐๐ กว่าบาท ทำให้ชาวนาพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้างที่จะลงทุนในฤดูใหม่ ก็เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวนาสำหรับการเยียวยา จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี ๒๕๕๔ เป็นการหว่านพืชผลฤดูใหม่ เริ่มต้นปีมา เราก็ไปประท้วงเรียกร้องราคาข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ตลอดมา เพราะว่าจังหวัดสุพรรณบุรี ของเรามีพื้นที่ทำนา ๑.๑ ล้านไร่ เกษตรกรมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร จังหวัดสุพรรณบุรีดำรงชีวิตจากการทำนาและทำไร่อ้อย การที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือกตกต่ำมาเป็นเวลา ๒ ปีกว่า ทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร ของบ้านดิฉันสุพรรณบุรี การที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีนโยบายเรื่องของการรับจำนำ ราคาข้าวเปลือกที่ ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นสิ่งที่พวกเราตั้งตารอคอยหลังจากที่ ๒ ปีกว่า ที่ผ่านมารายได้หายไปทำให้ชาวนาหลาย ๆ คนก็เกิดท้อใจถึงกับบอกว่าจะเลิกทำนากันไป ซึ่งดิฉันก็คิดว่าก็คงจะมีปัญหาอื่นตามมาด้วยซ้ำนะคะ ถ้าเกิดว่าเกษตรกรชาวสุพรรณบุรี เลิกทำนา ก็เป็นผลดีดิฉันก็ขอขอบพระคุณนะคะ นอกเหนือจากนโยบายเรื่องของราคา ข้าวเปลือกที่ ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว ดิฉันก็ขอเสนอแนะอีกสัก ๓ ข้อนะคะในส่วนที่ดิฉัน เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะสามารถทำได้
ข้อแรกก็คือการที่จะต้องควบคุมปัจจัยการผลิตให้อยู่ในราคาที่กำหนดรับได้ เมื่อเทียบกับราคาขายข้าวเปลือก ไม่ว่าจะเป็นราคาปุ๋ยเคมี ราคายาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง และรวมทั้งปัจจัยน้ำต้นทุนที่ใช้ในการทำนาไม่มีมากไป ไม่มีน้อยไป แต่ขอให้พอเพียงเพื่อที่ เราจะได้ผลิตข้าวได้ ๒ ครั้งต่อปี เพราะของเราอยู่ในเขตชลประทาน
ข้อที่ ๒ ดิฉันอยากขอเสนอให้มีการจัดการบริหารจัดการกำหนดพื้นที่เกษตร เศรษฐกิจ ภาษาอังกฤษก็เรียกว่าโซนนิ่ง ดิฉันก็ไปเปิดดิคชันนารี (Dictionary) มา การโซนนิ่งของประเทศไทยเราอย่างที่ทราบกันดีแล้ว เราแบ่งประเทศไทยออกเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแต่ละภาค ก็มีความแตกต่างทางด้านสภาพภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ การปลูกพืชผลทางการเกษตร แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นจังหวัดสุพรรณบุรีที่อยู่ในภาคกลางเป็นพื้นที่ เขตชลประทานสามารถทำนาได้ปีละ ๒ ครั้ง ๒ ปี ๕ ครั้ง ถ้าเทียบกับทางภาคอีสานซึ่งทำนา ได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น แถมต้องรอน้ำจากน้ำฝน การจัดการแต่ละอย่างไม่ควรจะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการจำนำหรือประกันราคา ดิฉันก็อยากที่จะเสนอให้ทางรัฐบาล อาจจะทบทวนในโอกาสข้างหน้า การจัดการในเรื่องนโยบายต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละ ภาคส่วน ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน แต่ควรจะทำให้เหมาะสมแต่ละภูมิภาคให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับประชาชน ให้เกิดอำนาจต่อรองที่เข้มแข็งแล้วก็แข่งขันได้
ข้อที่ ๓ ก็คือการผลักดันราคาข้าวให้สูงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนโดยไม่เป็น ภาระต่อรัฐบาลในอนาคต ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายข้าว ไม่ว่าจะเป็นการจำนำ หรือการรับประกัน ผู้ที่ถูกผลกระทบโดยตรงอีก ๒ คนก็คือโรงสีและผู้ส่งออก ดิฉันก็อยาก ที่จะให้รัฐบาลช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วยเพื่อที่ให้ทั้ง ๒ ภาคส่วนนี้เป็นกลไกที่สำคัญ ในการผลักดันราคาข้าวในอนาคต ดิฉันเคยได้ยินเรื่องของการรวมตัวกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าว และส่งออกเพื่อที่จะได้รวมตัวกันในกลุ่มประเทศอาเซียนของเราเพื่อมีอำนาจต่อรองสูง ในอนาคตอย่างเช่นกลุ่มผู้ค้าน้ำมันของโอเปก (OPEC) นะคะ ดิฉันได้ยินเรื่องนี้มานานมาก ดิฉันก็อยากที่จะให้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ผลักดันการรวมตัวกันของ กลุ่มผู้ค้าข้าวและส่งออกของกลุ่มประเทศอาเซียนของเรา ได้แก่ ประเทศพม่า ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม แล้วก็ประเทศลาวด้วยนะคะ ถ้าเรารวมตัวกันได้ก็จะเกิดเป็นอำนาจ ต่อรองที่เข้มแข็งในอนาคต หลาย ๆ ประเทศในปัจจุบันนี้คำนึงถึงเรื่องการจัดการด้าน ความเสี่ยงของเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร ดิฉันเชื่อแน่ว่าการที่ท่านรวมตัวกันได้ก็จะ เป็นอีกกลไกหนึ่งให้รัฐบาลได้สามารถจัดการให้ราคาพืชผลการเกษตรของเราในอนาคตสูง อย่างยั่งยืนและไม่เป็นภาระแก่รัฐบาล ดิฉันก็ขอฝากข้อเสนอไว้เพียง ๓ ข้อนะคะ ขอบพระคุณค่ะ