รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๑๔ ถึงวันพุธที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเพื่อเข้าประชุม ๓๔๙ ท่านแล้วนะครับ องค์ประชุมครับ ขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
- รับทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ เรื่อง ประธาน รัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒)
ตามที่ประธานรัฐสภาได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ซึ่งเอกสารคำวินิจฉัยนี้ได้แจกให้สมาชิกหน้าที่นั่งของท่านแล้วนะครับ
บัดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ เรื่อง ที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ รัฐสภา มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) มายังรัฐสภา ซึ่งรายละเอียดก็ได้แจกสมาชิกแล้ว ถ้าท่าน สมาชิกจะกรุณาได้อ่านก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ เพราะว่าคำวินิจฉัยนั้นก็เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
- รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง) ดังนี้
ครั้งที่ ๑ วันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗
ครั้งที่ ๒ เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๘
ครั้งที่ ๓ เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
ครั้งที่ ๔ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
ครั้งที่ ๕ เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๘
ครั้งที่ ๖ เป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘
ซึ่งได้วางไว้ให้สมาชิกตรวจดูก่อนที่จะเข้ามาประชุมแล้วนะครับ ถ้าไม่มีท่าน สมาชิกท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมแก้ไข เชิญท่านสมาชิกครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านได้แจ้งต่อที่ประชุมเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่การจะ อภิปรายเรื่องศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นเนื้อหาเนื้อหาหนึ่งที่เราชาวรัฐสภาจะได้พิจารณาว่า อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายหรือไม่กับอำนาจนิติบัญญัติต่อไป จึงอภิปรายเป็นข้อสังเกตไว้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่อำนาจอธิปไตย เป็นของศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็เพียงแต่ แจ้งให้ทราบเฉย ๆ ครับ ส่วนการอภิปรายท่านจะอภิปรายได้ตามหน้าที่ของท่านครับ เพียงแต่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ผูกพันทุกองค์กร ก็แจ้งให้ทราบ เพื่อประกอบการพิจารณานะครับ ถ้าท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมนี้ รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๖ ครั้งนี้แล้วนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
เรียนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ก่อนที่จะพิจารณาระเบียบวาระที่สำคัญ ต่อไป ผมขอแจ้งสรุปผลการประชุมหารือระหว่างประธานรัฐสภา ตัวแทนคณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนของพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้มีกรอบการตกลงดังต่อไปนี้ ผมสรุปสั้น ๆ ไว้เผื่อว่าวิปทั้ง ๓ ฝ่ายท่านใด เห็นว่ามีอะไรที่ผมยังไม่แจ้ง ยังไม่ครบถ้วนท่านก็เสริมได้นะครับ กรอบระยะเวลาที่เรา จะประชุม ๒ วันนี้เราจะใช้เวลาทั้งหมด ๑๙ ชั่วโมง ๓๐ นาที โดยแบ่งดังนี้ เวลาของประธาน ๑ ชั่วโมง เวลาของท่านวุฒิสมาชิกจำนวน ๕ ชั่วโมง ๓๐ นาที ของพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ๓ ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๐ ชั่วโมง โดยเวลาของผู้เสนอทั้ง ๓ ร่าง ก็จะอยู่ในกรอบเวลา จะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็อยู่ในเวลานั้น โดยเรากำหนดไว้โดยประมาณผู้เสนอร่าง ก็ประมาณ ๑๕ นาที แต่ถ้าเกินก็หักเวลาของฝ่ายที่ท่านสังกัดอยู่ ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบ แต่ว่าเมื่ออภิปรายจบแล้วก็จะให้ผู้เสนอที่ประสงค์จะสรุปก็สรุปได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น ก็จะเป็นลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ ขอให้สมาชิกทุกท่านอยู่โดยพร้อมกันเพราะว่าการรับหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องขานชื่อโดยเปิดเผยเป็นรายบุคคล แล้วก็จะรับหรือไม่รับก็ต้องขาน มันมี ๓ ร่าง จะรับทั้ง ๓ ร่าง หรือไม่รับทั้ง ๓ ร่าง หรือรับบางฉบับ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ก็อย่าเลิกค่ำมากนัก สัก ๒ โมง ๕ โมงก็จะลงมติได้หมด อันนี้ก็เรียนให้ ท่านสมาชิกได้กรุณารับทราบ เพราะว่าลงมติไม่เหมือนกับ พ.ร.บ. ทั่วไป ต้องขานชื่อเป็น รายคน จำนวนของเราทั้งหมด ๗๐๐ ท่าน ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ผมว่าน่าจะเป็นประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ถึง ๓ ชั่วโมง ก็ขอแจ้งให้ที่ประชุมได้กรุณารับทราบ
เรื่องด่วน
๑. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ เพิ่มเติมกรณีที่รัฐสภาต้องมีการประชุมร่วมกัน และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ซึ่ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นผู้เสนอ
เนื่องจากมีร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ทำนองเดียวกันอีก ๒ ฉบับ ได้แก่
๒. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญและเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒
๓. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ เพิ่มเติมกรณีที่รัฐสภาต้องมีการประชุมร่วมกัน และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ซึ่ง รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นผู้เสนอ ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๓ ซึ่งผมเห็นว่าสามารถจะนำมา พิจารณารวมกันได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ (๑) ส่วนการออกเสียงลงคะแนนวาระที่หนึ่งขั้นรับ หลักการนั้นจะให้สมาชิกขานชื่อในคราวเดียวกัน แต่แยกการพิจารณาเป็นรายฉบับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๑ วรรคสี่ จะมีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่นก็จะดำเนินการตามนี้นะครับ
ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... พร้อมด้วยบันทึกหลักการและเหตุผล และบันทึก วิเคราะห์สรุปสาระสำคัญทั้ง ๓ ฉบับ เพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๑) ทั้งนี้ ได้มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านทางเว็บไซต์ของ รัฐสภาเพื่อเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบ สามารถเข้าถึงข้อมูลตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๕ แล้ว สำหรับการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๓) และข้อบังคับ ข้อ ๑๑๑ กำหนดให้รัฐสภาพิจารณาลงมติว่า จะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ การออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีการเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สมาชิกจำนวนเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา คือต้องไม่น้อยกว่า ๓๔๕ ท่าน ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนวุฒิสมาชิก เท่าที่มีอยู่ คือต้องไม่น้อยกว่า ๖๖ เสียง ต่อไปผมจะเชิญให้ผู้เสนอร่างทั้ง ๓ ฉบับ ได้เสนอ ทีละร่างนะครับ ท่านแรกฉบับที่ ๑ ขอเชิญท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้เสนอครับ เชิญครับ
เรียนประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะผู้เสนอ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครับ ท่านประธานครับ ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมาที่ผมได้รับ โอกาสจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในภาแห่งนี้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมลุกขึ้นมา อภิปรายว่าทำไมประเทศเราควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ด้วยเหตุการณ์ทาง การเมืองที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าองค์ประกอบของรัฐสภาวันนี้มีความแตกต่างจากวันก่อน ๆ รัฐสภาเรามี สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่วันนี้สามารถผลักดันเรื่องรัฐธรรมนูญได้เต็มที่โดย ไม่ต้องเกรงใจใครเหมือนกับสมัยตอนเป็นรัฐบาล รัฐสภาเรามี สส. รัฐบาลที่รู้ดีว่าความ อยู่รอดของรัฐบาลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาในการผลักดันเรื่องวาระเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ และรัฐสภาเราก็มีสมาชิกวุฒิสภาที่วันนี้ได้รับความชัดเจนจาก ศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่าเราสามารถเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้โดยไม่ต้อง ทำประชามติมาก่อน
ท่านประธานครับ วันนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับที่รัฐสภากำลังพิจารณา นั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันพอสมควรเกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในเมื่อการพิจารณาวันนี้และวันพรุ่งนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่หนึ่งคือชั้นรับหลักการ ความจริงแล้วคำถามเดียวที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องร่วมกันพิจารณาและร่วมกันกำหนดคำตอบผ่าน การลงมติ ก็คือรัฐสภานั้นเห็นด้วยหรือไม่กับการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นหลักการที่เขียนไว้เหมือนกันในทั้ง ๓ ร่างที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ความจริงคำถามนี้ ไม่ได้เป็นคำถามใหม่ เป็นคำถามที่หลายภาคส่วนนั้นได้ตอบกันมาแล้วหลายรอบตลอด ๕ ปี ที่ผ่านมา รัฐสภาชุดที่แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา มีตัวแทนจากทุกพรรค ไปร่วมกันศึกษาปัญหาของ ๒๐๐ กว่ามาตราในรัฐธรรมนูญ จัดทำรายงานออกมา ๖๐๐ กว่าหน้า โดยส่วนใหญ่ในกรรมาธิการก็มีข้อสรุปตรงกันว่าประเทศเรานั้นควรจะมีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๖๖ แน่นอนปัจจัยที่พี่น้องประชาชน ใช้ในการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนอาจจะมีหลายปัจจัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น กาให้กับพรรคการเมือง ที่สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตามผมก็ยอมรับว่าตลอด ๓ ปี ที่ผ่านมานั้นบทสนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญถูกดึงไปพูดคุยกันเรื่องเทคนิคค่อนข้างจะเยอะ จะทำประชามติกี่ครั้ง จะตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร
ท่านประธานครับ
ครับ
ด้วยความเคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่อยาก ขัดจังหวะท่านพริษฐ์นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามพวกเรากำลังพิจารณาเป็นญัตติและเป็น กฎหมาย ต้องเข้าสู่การอ่านหลักการและเหตุผลก่อน ไม่อย่างนั้นพวกผมจะรู้ได้อย่างไร ว่าท่านกำลังเสนออะไรอยู่ ด้วยกระบวนการนี่ให้ดำเนินการให้ถูกต้อง อ่านหลักการและ เหตุผลให้ครบถ้วนแล้วจึงอภิปราย เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้เข้าใจในสิ่งที่ท่านได้นำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านพริษฐ์ครับ
เรียนประธานครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับ ไม่มีปัญหาครับ เข้าใจว่าทางสภาแห่งนี้ที่ผ่านมาก็มี หลายบรรทัดฐานนะครับ แต่เพื่อให้มีการนำเสนออย่างครบถ้วนตามที่เพื่อนสมาชิกได้ นำเสนอเข้ามาก็ยินดีที่จะอ่านหลักการและเหตุผลก่อนที่จะไปอธิบายความเพิ่มเติมนะครับ ท่านประธานครับ หลักการอย่างที่ผมเรียนของ ๓ ร่างมีความคล้ายกันคือการเดินหน้าสู่ การจัดทำรัฐธรรมนูฉบับใหม่ ญัตติที่ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเสนอในวันนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่าหลักการคือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และการเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เหตุผลเขียนไว้ว่า ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันมีปัญหา เรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับ คณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรมและมีบทบัญญัติ หลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ โดยเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมญด้วยกลไก ที่มีความยึดโยงกับประชาชนและประชาชนมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ฉบับนี้
ต่อเนื่องจากที่ผมได้เรียนไว้ว่าหลักการที่สำคัญในวันนี้คือการเดินหน้าสู่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านใดก็ตามที่อาจจะถามกลับมาว่าแก้รัฐธรมนูญแล้ว ประเทศจะได้อะไร ผมอยากจะชวนมองในอีกมุมกลับว่าพอไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้วประเทศนี้ สูญเสียอะไรครับ เรามีตึก สตง. ถล่มลงมาใจกลางกรุงเมื่อ ๖ เดือนก่อน แต่ ณ วันนี้ยังไม่มี หน่วยงานรัฐที่แสดงความรับผิดชอบหรือต้องรับผิดชอบ เรามี กกต. ที่เอาผิดใครก็ไม่ค่อยจะได้ เสมือนกับว่าประเทศนี้ไม่มีการทุจริตเลือกตั้งหรือการซื้อเสียง เรามี ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถาม ว่ายืนอยู่ตรงข้ามกับความโปร่งใส อย่างเช่นในกรณีคดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน เรามีพรรค การเมืองที่ถูกยุบจากการเสนอร่างกฎหมาย นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต จากโพสต์เฟซบุ๊กสมัยเรียน เรามี สส. ที่ป้ายชื่อก็เขียนพรรคหนึ่ง แต่ในใจอาจจะเป็นอีก พรรคหนึ่ง เงินในบัญชีก็อาจจะมาจากอีกพรรคหนึ่ง เรามี สว. ที่โชคดีที่สุดในโลก Pack กันเข้ามาได้แม้โอกาสนั้นอาจจะน้อยกว่าการถูกหวยรางวัลที่ ๑ ๗๐ ครั้งติดต่อกัน เรามี ท้องถิ่นที่มีอำนาจและงบประมาณจำกัด จะออกแบบเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ สัดส่วนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่นั้นก็ไม่เพิ่มขึ้นตลอดเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เรามี เยาวชนนักเคลื่อนไหวที่หลายคนถูกปฏิเสธการประกันตัวแม้ไม่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการ หลบหนี เรามีนักวิชาการและสื่อที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนแต่ถูกทุนใหญ่หรือกลุ่ม ผู้มีอิทธิพลไล่ฟ้องปิดปากเพื่อพยายามจะขวางการตรวจสอบ แล้วเราก็มีโครงการขนาดใหญ่ ที่รับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แค่พอเป็นพิธี ปัญหาทั้งหมดที่ผมพูดมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์และมีสาเหตุบางส่วนมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบระบบการเมืองที่ไม่เกรงใจประชาชนและไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ แล้วพอระบบการเมืองเราเป็นเช่นนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันว่าตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บังคับใช้ ประเทศไทยและพี่น้องประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤติอย่างน้อย ๓ อย่าง ด้วยกันที่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในประเทศนี้
วิกฤติที่ ๑ คือวิกฤติเรื่องประชาธิปไตยถดถอย ย้อนไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งเรื่องประชาธิปไตยอย่างน้อยในระดับภูมิภาค พี่น้องประชาชน จำนวนมากรู้สึกว่าคะแนนเสียงที่เขาหย่อนเข้าไปในหีบเลือกตั้งนั้นสามารถเปลี่ยนอนาคต เขาได้จริง ๆ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับทำให้สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ นั้นมีความ ยึดโยงกับประชาชนน้อยลง พี่น้องประชาชนเข้าคูหาเลือก สส. เข้าไปทำงานในสภา เลือกรัฐบาลไปทำงานในทำเนียบ แต่คนที่มาชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรแก้ได้ ไม่ได้ นโยบาย อะไรทำได้ ไม่ได้ บุคคลคนไหนเป็นรัฐมนตรีได้ ไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง สสร. แบบไหนมีได้ ไม่ได้ กลับเป็น ๙ คนที่นั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนไม่เคยให้ความเห็นชอบ
วิกฤติที่ ๒ คือวิกฤตินโยบายล้าหลัง เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วประเทศไทยก็ถูกมองว่า เป็นต้นตำรับของนโยบายที่ก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้าน นโยบายที่เป็นฉันทามติภายในประเทศ ที่เป็นที่ชื่นชมในเวทีนานาชาติ อย่างเช่น นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับไม่ช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีสมาธิ และแรงจูงใจในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน สมาธิบางส่วน ต้องเสียไปกับการรับมือกับคณะนักร้องมืออาชีพที่ถูกติดปีกโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บางครั้ง ก็ร้องแบบมีมูลแต่หลายครั้งก็ร้องแบบมั่วซั่ว แรงจูงใจในการผลักดันนโยบายให้สำเร็จ ก็ไม่ค่อยมีมากนัก เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลในยุคสมัยนี้กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จ ในการผลักดันนโยบาย กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน
ส่วนวิกฤติที่ ๓ คือวิกฤติทุจริตเรื้อรัง ตอนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถูกประกาศบังคับใช้ ผู้สนับสนุนหลายคนมีความภาคภูมิใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับ ปราบโกง แต่วันนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นไม่สามารถปราบโกงได้จริง ปราบได้เฉพาะคนที่อยากจะปราบ เมื่อเดือนที่แล้วประเทศเนปาลมีการประท้วงครั้งใหญ่ พี่น้องประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านประธานทราบไหมว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นทำให้คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยในดัชนีสากลนั้น ดิ่งแย่ลงมาเท่ากับประเทศเนปาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐมนตรี สส. สว. จะทุจริตต่อหน้าที่ แค่ไหน กกต. สตง. จะเกียร์ว่างต่อการตรวจสอบการทุจริตแค่ไหน ประชาชนก็ไม่สามารถ เข้าชื่อถอดถอนได้เหมือนกับในอดีต ท่านประธานครับ ที่เล่าปัญหาทั้งหมดมานี้ผมไม่ได้ จะบอกว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นยาวิเศษ ผมไม่ได้บอกว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วปัญหา ทั้งหมดนี้จะหายไป ผมไม่ได้บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วค้าขายจะดีขึ้นทันที คนโกง จะหมดประเทศ ไม่ได้บอกเช่นนั้น แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถนำพามาซึ่งระบบการเมืองที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนที่เป็นที่พึ่งของพี่น้อง ประชาชนได้ คำถามที่ตามมาคือว่าแล้วเราจะอยากติดอยู่ในกับดักของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กันไปทำไม หรือลึก ๆ แล้วเรามีความกลัวหรือความกังวลใจอะไรกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อพยายามจะคลาย ข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกหรือพี่น้องประชาชนที่อาจจะมีเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประการแรก บางคนอาจจะมีความกังวลว่ารัฐบาลเราจะสนใจแต่เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญไม่สนใจเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนนั้นไม่มีจะกินกันอยู่แล้ว ในมุมหนึ่งถ้า ครม. ชุดไหนจะไร้ประสิทธิภาพถึงขั้นไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญควบคู่กับ การแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาความมั่นคงได้ ผมว่าพี่น้องประชาชนก็อย่าให้เขาเป็น รัฐบาลเลยครับ แต่อีกมุมหนึ่งจะบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง พี่น้องประชาชนในระยะยาวก็คงจะไม่ใช่ ถ้ารัฐธรรมนูญทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนต้องเปลี่ยนกันทุก ๆ ปี แล้วนักลงทุนที่ไหนเขาจะอยาก ขนเงินมาลงทุนในไทย ยกเว้นกลุ่มทุนเทาที่อาจจะจ้องฉวยโอกาสจากจังหวะชุลมุนแบบนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปล่อยให้คนโกงนั้นยังคงหากินจากภาษีพี่น้องประชาชนไปได้เรื่อย ๆ แล้วประเทศเราจะเหลืองบประมาณ เหลือทรัพยากรส่วนไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาทำสวัสดิการ ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วถ้ารัฐธรรมนูญจะทำให้คนเข้ามาทำงานการเมืองได้ต้องพึ่งทุนใหญ่ ต้องพึ่งบ้านใหญ่ แล้วใครในสภาจะเป็นตัวแทนที่ผลักดันนโยบายที่เอาประชาชนเป็นใหญ่
ความกลัวที่ ๒ บางท่านอาจจะมีความกังวลว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการ แก้ปัญหาผิดจุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ผมก็ต้องเรียนกลับไป กับท่านประธานว่าผมเข้าใจดีว่านักการเมืองในประเทศเรามีหลายคนที่มีปัญหาจริง ๆ ไม่ปฏิเสธ แต่ประเทศเราได้นักการเมืองแบบไหนขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญเขียนเกี่ยวกับ นักการเมืองไว้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนให้ สส. สามารถย้ายพรรคกันกลางสภาได้เป็นว่าเล่น โดยที่ไม่เคยขออนุญาตพี่น้องประชาชน เราก็จะได้แต่ สส. ที่วัน ๆ คิดแต่จะรวมมุ้งเพื่อไป ต่อรองผลประโยชน์ หรือต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่เขียนให้ ระบบการได้มาซึ่ง สว. นั้นเป็นระบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เอื้อต่อการฮั้ว เราก็จะได้ นักการเมืองในวุฒิสภาที่เราตอบไม่ได้ว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไหนหรือว่า กลุ่มไหน
ประการที่ ๓ บางท่านอาจจะมีความกังวลใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเขียนออกมาแย่กว่าเดิม พี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ มีแต่นักการเมืองที่ได้ประโยชน์ ผมก็ต้องย้ำครับว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกเขียนออกมาแย่แค่ไหน แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นจะไม่มีทางถูกบังคับใช้ในประเทศไทยได้หากพี่น้องประชาชนไม่เห็นชอบ เพราะ ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะถูกบังคับใช้ได้ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ผ่านการทำประชามติถึง ๒ ครั้งครับ
ประการสุดท้าย บางท่านอาจจะกังวลว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น อาจจะเสียเวลา ตรงไหน มาตราไหนเป็นปัญหาก็ไปแก้มาตรานั้น แก้เป็นรายมาตราจะดีกว่า หรือไม่ ผมก็ต้องเรียนกลับไปว่าบางปัญหานั้นเชื่อมโยงกับหลายมาตรา ถ้าจะแก้แค่ประเด็นเดียว ก็อาจจะต้องแก้เป็นหลายสิบมาตรา ยกตัวอย่าง เช่นหากสมมุติเรามองว่าประเทศเรา ควรจะมีระบบสภาเดี่ยวที่ไม่มีวุฒิสภา แค่ประเด็นเดียวผมไปนับดู ก็ต้องแก้อย่างน้อย ๘๑ มาตราด้วยกัน ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีปัญหา แทบจะทุกห้อง พื้นทรุด หลังคารั่ว ผนังแตก จริงอยู่จะแก้เป็นจุด ๆ ไปก็ทำได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากปัญหาต่าง ๆ ลามไปถึงเสาเข็ม ลามไปถึงจุดที่เชื่อมต่อระหว่างแต่ละห้อง เราอาจจะมอง ว่าความจริงแล้วการออกแบบบ้านหลังใหม่ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมนั้นอาจจะเรียบง่าย รวดเร็วและสร้างความรู้สึกที่ดีกว่า ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทุกคนนั้นหวงแหนและมีส่วนร่วม ในการสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นหากเพื่อนสมาชิกเห็นตรงกับผมว่าบ้านเรามีปัญหา เห็นตรงกับ ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาออกแบบบ้านหลังใหม่แล้วเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อนสมาชิกก็สามารถลงมติเห็นชอบรับหลักการทั้ง ๓ ร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควรระหว่าง ๓ ร่าง ผมคิดว่าวันนี้และวันพรุ่งนี้เราสามารถ แสดงความเห็นได้เต็มที่ถึงมุมมองของแต่ละคน ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละร่าง แต่ผมต้องย้ำครับว่ารายละเอียดทั้งหมดนั้นเป็นรายละเอียดที่เราสามารถไปถกกันต่อได้ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วมาหาข้อสรุปในวาระที่สองในโอกาสถัดไป
อย่างไรก็ตามในฐานะผู้เสนอร่าง ผมก็จำเป็นครับที่ต้องเรียนว่าร่างของพรรค ประชาชนนั้นพยายามจะออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึด ๓ จุดแข็ง ด้วยกันครับ
จุดแข็งที่ ๑ คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้เรายืนยันว่า การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด แม้เรายืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายนที่ผ่านมา ทั้งในเชิงกระบวนการที่ตอบเกินคำถาม และในเชิงเนื้อหาที่วินิจฉัยในลักษณะที่อาจจะขัดกับหลักการประชาธิปไตยและขัดกับ คำวินิจฉัยก่อน ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนั้นอาจจะทำ ให้การเสนอเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไปต่อได้ค่อนข้างยาก ในวันนี้ สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามทำคือการออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พยายามเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตราบใดที่ไม่ขัดกับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อคำวินิจฉัยเขียนห้ามไว้ ว่าห้ามไม่ให้ประชาชนนั้นเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทางเราเลยออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแบ่งออกเป็น ๒ องค์ประกอบด้วยกันครับ องค์ประกอบที่ ๑ คือคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ในการเขียนข้อความที่จะไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัย ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราก็เลยออกแบบให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกผู้ร่าง ทางอ้อมได้ เลือกเข้ามา ๗๐ คน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ใช้ระบบแบบบัญชีรายชื่อ ก่อนที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้คัดเหลือ ๓๕ คน ส่วนองค์ประกอบที่ ๒ คือสภาที่ปรึกษาการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการรับฟังความเห็น รวบรวมความเห็นจากประชาชนและ ไปสะท้อนต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง ในเมื่อสภาที่ปรึกษานี้ไม่ได้มีหน้าที่ในการยกร่าง ไม่ได้เป็นผู้ร่าง และไม่มีอำนาจในการลงมติเกี่ยวกับตัวเนื้อหาโดยตรง เราเลยสามารถ ออกแบบให้ประชาชนนั้นเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางตรงได้โดยกำหนดให้มีทั้งหมด ๑๐๐ คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและมีตัวแทนจังหวัดละอย่างน้อย ๑ คน
จุดแข็งที่ ๒ คือการป้องกันการกินรวบหรือการผูกขาด ในเมื่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกติกาที่เราจะต้องใช้ในการอยู่ร่วมกัน ผมเห็นว่ากติกา ดังกล่าวอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มหากกระบวนการในการ ร่างกติกานั้นถูกผูกขาดไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้คำวินิจฉัยของศาลจะทำให้รัฐสภานั้นต้อง มามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากเราไปดูเนื้อหาของ ร่างพรรคประชาชนเราจะเห็นว่าพอรัฐสภาต้องคัดเลือกกรรมาธิการ ๓๕ คน จาก ๗๐ คน ที่ประชาชนเลือกมา เราไม่ได้ออกแบบให้การคัดเลือกนั้นใช้มติเสียงข้างมากของสมาชิก รัฐสภา เพราะหากเราไปกำหนดกติกาการคัดเลือกให้ใช้มติเสียงข้างมาก นั่นหมายความว่า สักวันหนึ่งหากพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. ๒๐๐ คน และมี สว. ที่คิดคล้ายเขาอีก ๑๖๐ คน รวมกันเป็น ๓๖๐ คน ซึ่งเป็นเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ๓๖๐ คนกลุ่มนั้นจะสามารถ Pack กัน และผูกขาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าใครบ้างที่จะมานั่งอยู่ใน คณะกรรมาธิการยกร่าง ดังนั้นเพื่อป้องกันการผูกขาดเราจึงออกแบบให้การคัดเลือกนั้น ใช้วิธีการเสนอชื่อตามสัดส่วนของกลุ่มทางความคิดต่าง ๆ ในรัฐสภา ถ้าพูดง่าย ๆ คือ พอสมาชิกรัฐสภามี ๗๐๐ คน คณะกรรมาธิการยกร่างมี ๓๕ คน ๗๐๐ หาร ๓๕ เท่ากับ ๒๐ เราก็เลยกำหนดไว้ให้ สส. สว. รวมตัวกัน ๒๐ คน เพื่อมีสิทธิเสนอคัดเลือกกรรมาธิการ ๑ คน พอเป็นแบบนี้ก็จะไม่มีกลุ่มใดที่ผูกขาดการตั้งหรือการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่าง และคณะกรรมาธิการยกร่างก็จะมีตัวแทนที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางความคิดที่มีอยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้และมีอยู่ในสังคม
ส่วนจุดแข็งสุดท้าย ข้อที่ ๓ คือเราพยายามจะกำหนดกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน ผมเข้าใจดีว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะเขียนอย่างไร มันเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่าง และ สสร. ต้องไปถกกันในอนาคต แต่ผมก็เข้าใจพี่น้องประชาชนหลายคนที่เขารู้สึก ว่าเขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าเขาควรจะเห็นด้วยกับการริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ หากเขาไม่เห็นภาพว่าฉบับใหม่นั้นจะหน้าตาดีกว่าฉบับปัจจุบันอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ พวกเราพรรคประชาชนเลยเพิ่มเข้าไปในตัวร่างอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๒๖ คือกรอบเนื้อหา ทั้งหมด ๙ ข้อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นควรจะยึดหลักการพื้นฐานอะไร และกำหนดทิศทาง เนื้อหาไปในทางไหน ๒ ข้อแรกเป็นการระบุชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่เป็น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว แล้วจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบ การปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็หวังว่า จะคลายความกังวลของเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้หลายคน ส่วน ๗ ข้อหลังเป็น การพูดถึงประเด็นที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วเราคิดว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นควรจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน การออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีความยึดโยงกับประชาชน การยกระดับกลไกในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน รวมไปถึงการรองรับระบบราชการและนโยบาย ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้คือสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ผมและ เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนได้เสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ผมทิ้งท้ายว่าอะไรก็ตามที่เป็น รายละเอียดที่อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันผมจะติดตามรับฟังคำอภิปรายของทุกท่าน และเพื่อนสมาชิกของผมจากพรรคประชาชนจะใช้เวทีในการชี้แจงทุกข้อที่เราสามารถ ตอบได้ทันที แล้วจะนำเอาความเห็นอื่น ๆ เข้าไปดำเนินการต่อในการแลกเปลี่ยนในชั้น คณะกรรมาธิการ แต่ทิ้งท้ายแบบนี้ครับ หลักการสำคัญที่เราต้องตัดสินใจร่วมกันในวันนี้คือ เราต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผมย้ำนะครับว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญก็เปรียบเสมือนกับอากาศครับ เป็นอะไรที่ อาจจะล่องหน อาจจะดูจับต้องได้ยากแต่ส่งผลกระทบต่อเราในทุกวินาที ถ้ารัฐธรรมนูญและ อากาศดีบริสุทธิ์ แน่นอนไม่ใช่ว่าการค้าขายจะดีขึ้นทันทีครับ ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันที แต่ถ้ารัฐธรรมนูญและอากาศเป็นพิษมันจะกระทบแน่นอนต่อสุขภาพของพวกเราในการ ทำมาหากินและศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับโลก ทั้งหมดนี้ก็เป็นการนำเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านต่อไปเชิญท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นผู้เสนอแทนท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตที่จะได้เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยในการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตที่จะเริ่มต้นด้วยการอ่านหลักการและเหตุผลตามร่างที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะได้เป็นผู้เสนอนะครับ
หลักการ ก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เหตุผล ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๖ ได้กำหนด หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงจำนวนคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภา ที่ให้เห็นชอบในการออกเสียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ยังไม่เหมาะสมกับ สัดส่วนของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด อันเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศ และสถานการณ์โลก จึงสมควรแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ประกอบกับให้ประชาชนซึ่งเป็น ผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญหลายภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น จนถึงการให้ความเห็น ดังนั้นจึงสมควรเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเบื้องแรกก่อนที่จะได้อภิปรายได้แสดง ความคิดเห็นของทางพรรคภูมิใจไทยแล้วก็เพื่อนสมาชิก ผมอยากจะขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกครับ จากทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่น ๆ ที่ร่วมกันกว่า ๑๒๔ รายชื่อ ลำพัง พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวไม่สามารถที่จะเสนอในการแก้ไขร่างรัฐํธรรมนูญได้ ก็ต้อง กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เห็นด้วยในหลักการและวิธีการที่จะนำไปสู่การปลดล็อก ประเทศไทย ปลดล็อกประชาธิปไตยและนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กับประเทศไทย ในท้ายที่สุด และเป็นโอกาสเหมาะโอกาสที่ดี วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๔ ตุลาคมครับ เมื่อเช้านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ไปร่วมรำลึกถึงความสำคัญซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวันประชาธิปไตย ของไทย เรากำลังเริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ทางประชาธิปไตยในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ผมคิดว่า นี่คือนิมิตหมายที่ดีที่พวกเรากำลังจะเดินพาประเทศไทยปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น ผลพวงมาจากการรัฐประหารในรอบที่ผ่านมา และจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ได้รับการ ยอมรับมากที่สุดจากพี่น้องคนไทยทั่วทั้งประเทศ และผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นความพยายามครั้งแรกของรัฐสภาที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเราติดขัด ประเด็นปัญหาหลายเรื่องหลายอย่างทั้งในแง่ของกฎหมาย ทั้งในเรื่องของการตีความ รัฐธรรมนูญ จนสุดท้ายวันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดจากความพยายามหลายครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราใกล้กับคำว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เป็นที่สำเร็จได้ และผมก็เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองวันนี้เรามีร่างเสนอเข้ามาสู่สภาในการพิจารณา ๓ ร่าง ผมได้ศึกษาแล้วก็ดูรายละเอียดในไส้ใน ผมเชื่อในเจตนาบริสุทธิ์ของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ พรรคการเมืองครับ ที่เราอยากจะเห็นการปลดล็อกแล้วก็การหากุญแจที่จะเปิดบานประตู และนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กับประเทศไทยได้จริง ๆ ในการแก้ไขครั้งนี้ของ พรรคภูมิใจไทยครับ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าเราทำตามเงื่อนไข MOA ที่ได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ที่เขาได้สนับสนุนให้ หัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั้นได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี่คือข้อเท็จจริงครับ และหนึ่งในสาระสำคัญที่ได้มีการตกลงกันไว้ ๕ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยุบสภาภายใน ๔ เดือน ซึ่งท่านอนุทินก็ได้ประกาศชัดเจนในหลายเวที นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการทำประชามติเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญที่ได้วางแผนล่วงหน้า เอาไว้ว่าเราจะจัดทำเรื่องของประชามติพร้อม ๆ กับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้า และข้อ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เรามาพูดคุยกันในวันนี้ครับ นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทยนั้นจะต้องเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการ ในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม จะชอบหรือไม่ก็ตาม จะถูกใจ หรือไม่ก็ตาม นี่คือสิ่งที่พวกเราได้รับปาก นี่คือสิ่งที่เป็นข้อตกลงที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับ พรรคประชาชนและพี่น้องประชาชนเอาไว้ และพรรคภูมิใจไทยของพวกเราเมื่อเราพูด เมื่อเรารับปากไปแล้วเราต้องทำครับ นี่จึงเป็นที่มาที่พวกเราได้ร่างเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สู่รัฐสภา ในการเสนอแก้ไขครั้งนี้ผมต้องย้ำครับ ย้ำถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยที่เป็น จุดยืนเดิมมาตลอดในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และต้องตอกย้ำให้สังคมได้เข้าใจครับ บางคนบอกว่าพรรคภูมิใจไทยนั้นถ่วงรั้ง ขัดขวางไม่อยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาย้อนกลับไปดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยนี่ละครับ เป็นคนที่เสนอในการยกร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะเปิดทางไปสู่ สสร. แต่หลายครั้ง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ใจเราต้องการหรอกครับ ติดขัดตรงนั้น ติดขัดตรงนี้เกิดการตีความ เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายมากมาย แต่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นก็คือการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะเป็นกุญแจที่จะเปิดประตูนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นส่วนกติกาใหญ่ที่จะให้สังคมนั้นยอมรับจากทั่วทั้งประเทศ ผมก็เห็นเหมือนกันกับ ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแล้วก็พรรคทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอยากจะเห็นครับ เราอยากจะเห็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ในร่างของพรรค ภูมิใจไทยที่เสนอตอนแรกเราก็เขียนไว้แบบนั้นครับ เขียนว่าอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้มี ส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกคนที่จะมาร่างกติกาใหญ่ของสังคมไทย แต่เราก็ต้องยอมรับครับ แล้วเราก็ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่ารัฐสภา มีอำนาจในการริเริ่มเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เมื่อติดล็อกคำวินิจฉัยแบบนี้เราจึงจำเป็นที่ต้องปรับร่างของ พวกเราเพื่อให้สอดรับกับคำวินิจฉัย แล้วก็ในการเขียนร่างของพวกเรานั้นเราตั้งใจที่จะทำให้ มันเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ๆ ไม่ทำให้เสียของ ไม่ทำให้เสียเวลา และไม่ทำให้มันเสียเปล่าด้วยการ ไปกระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่ในการเขียนที่มันสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นครับท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราอยากเห็นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในการสร้างกติกาใหม่ของสังคมนั้นเราอยากจะเห็นครับว่า กติกาใหม่ของสังคมนั้นมันจะเป็นการยุติความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ และเรา ไม่ปรารถนาที่อยากจะเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วมันนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองใหม่ แทนที่จะไปแก้ปัญหาเก่ากลับนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ที่มันจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเรา หากว่า เราไปแก้ไขบางหมวด บางข้อ บางเรื่องที่มันจะไปกระทบกับจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ ทั้งประเทศ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงยืนหยัดในจุดยืนตรงนี้ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเรา เขียนไว้อย่างชัดเจนครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะกระทำมิได้ ในการแก้ไขครั้งนี้ของพรรค ภูมิใจไทยครับ เราจึงยึดหลักที่ว่า ๑. มันต้องเป็นกติกาที่เข้าใจง่าย ๒. ทำได้จริงครับ ๓. ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ และ ๔. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือจุดมุ่งหมายใหญ่ที่พวกเราอยากจะเห็นความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรา ตั้งใจที่จะทำให้ได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ขอให้ได้ทำครับ
ผมขออนุญาตที่จะไปลงในรายละเอียดของร่างของพรรคภาคภูมิใจไทยครับ สาระสำคัญของพวกเราก็คือไปเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมันง่ายเข้าใจได้ง่ายเพราะมันมีเพียงแค่ ๒๓ มาตราเท่านั้นครับท่านประธาน ก็คือ มาตรา ๒๕๖/๑ ไล่จนไปถึงมาตรา ๒๕๖/๒๓ การแก้ไขตรงนี้เราตั้งใจที่จะให้มันเป็นกุญแจ ที่สำคัญที่จะปลดล็อกบานประตูที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการปลดล็อก เพื่อที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศไทย เรายกร่างเพื่อจะให้มี สสร. ครับ สสร. ในร่างของพรรคภูมิใจไทยมี ๙๙ คน ๙๙ คนนี้มาจากการเลือกของพวกเราสมาชิกรัฐสภา ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ๗๐๐ คนนี่ละครับ ใน ๙๙ คนนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกคือมาจาก จังหวัดแต่ละจังหวัด ๗๗ จังหวัดก็ ๗๗ คนครับ เพื่อให้มันสะท้อนความต้องการของพี่น้อง ประชาชนที่มาจากในแต่ละจังหวัดทั่วทั้งประเทศ เสียดายครับ ในโครงสร้างเดิมเราตั้งใจที่จะ ให้มีการเลือกตั้งทั้ง ๗๗ จังหวัด เพื่อให้มีตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน แต่มันจะไปขัดกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราจึงต้องปรับครับ เอาละถ้าอย่างนั้นถ้าเลือกโดยตรงไม่ได้ ก็เลือกโดยอ้อมครับ การเลือกโดยอ้อมที่จะมีความชอบธรรมมากที่สุดก็คือเลือกโดยผู้แทน ของประชาชนที่นั่งอยู่ในสภาที่เป็นองค์ประกอบของรัฐสภาตรงนี้ เลือกกันมาจากผู้สมัคร ทั่วประเทศเลือกให้เหลือ ๗๗ คนครับ ในส่วนที่ ๒ อีก ๒๒ คนนั่นก็คือจะมาจากผู้เชี่ยวชาญ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน ๗ คน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์อีก ๗ คน ผู้ที่มีประสบการณ์ทาง การเมือง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีประสบการณ์ในการ ร่างรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน รวมทั้งหมด ๙๙ คนครับ ๙๙ คนนี้เรียกว่าเป็น สสร. หรือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาชุดหนึ่ง คณะกรรมการยกร่างนี้มี ๔๕ คน ๔๕ คนประกอบไปด้วยสมาชิก สสร. ๓๐ คน แล้วก็เป็นคนนอกอีก ๑๕ คน เพื่อที่จะมา ยกร่างกติการัฐธรรมนูญ เมื่อยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเสนอร่างนี้สู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีมติในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เห็นชอบ ก็จะ นำมาเสนอสู่รัฐสภาที่เราประชุมกันอยู่ตรงนี้ละครับ เพื่อที่จะพิจารณาเหมือนกฎหมายทั่วไป ๓ วาระ หลังจากที่ผ่าน ๓ วาระไปเรียบร้อยแล้วก็จะเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้เองครับ ทั้งหมดท่านประธานจะเห็นว่ามันเป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กราบเรียน เอาไว้ครับ ๑. เข้าใจได้ง่าย ๒. ทำได้จริง ๓. ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และ ๔. ไม่ขัดต่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อทำประชามติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าประชามติผ่าน ก็นำไปสู่การทูลเกล้าฯ เพื่อถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย มันเข้าใจง่ายครับ และทั้งหมดนั้นคือร่างของพรรคภูมิใจไทยที่พวกเราตั้งใจอยากจะเห็นการ แก้ไขที่มันทำได้จริง และร่างแบบนี้ ท่านประธานฟังเอง เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยู่กับการ เมืองไทยฟังมาเองอาจจะรู้สึกว่ามันคุ้น ๆ ครับ ใช่ครับ เพราะเราไปยกแบบการทำแล้วมัน สำเร็จในปี ๒๕๓๙ ที่เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดฉบับหนึ่งของ ประเทศไทย คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ทำในรูปแบบคล้าย ๆ แบบนี้ละครับ เราจะ ร่างกติกาใหม่ของประเทศบนเงื่อนไขเวลาที่มันมีข้อจำกัดของสภาชุดนี้อยู่อีกไม่กี่เดือนครับ เราจึงต้องมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเราเสนอต่อรัฐสภาชุดนี้มันจะทำได้จริง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ มามันทำได้จริงแน่ครับเพราะมันเคยทำมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา และนอกจากนั้นผมต้องใช้ เวลาในสภาแห่งนี้อีกสักเล็กน้อย เพื่อที่จะได้บอกถึงความกังวล บอกถึงหลักการในการลงมติ ของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อร่างทั้ง ๓ ร่างที่เสนอต่อสภาในวันนี้ ยังมีอีก ๒ ร่างครับ ร่างของ พรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคประชาชน ซึ่งพวกเราเองขอฟังก่อนครับว่าเหตุและผล รูปร่าง หน้าตาของ สสร. นั้นจะเป็นอย่างไร เราไม่ติดขัดเพราะเราเห็นตรงกันในเรื่องของการ รับหลักการว่ามันจะเป็นการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ในการเพิ่มหมวดขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในหลักการนี้ไม่ขัดข้องครับ แต่สิ่งที่เราเห็นต่างหลักการเราอาจจะเห็นตรงกัน แต่วิธีการนั้น ยังต่างกันอยู่ครับ ผมอ่านร่างของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนแล้วก็เกิดคำถาม คำถามแรกก็คือมันซับซ้อนเกินไปไหม คำถามที่ ๒ คือแล้วมันจะทำได้จริงไหม คำถามที่ ๓ คือมันจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ของสังคมไทยไหม และคำถามสุดท้ายคำถามที่สำคัญ ที่สุดครับ มันเสี่ยงต่อการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมใช้เวลาไปสั้น ๆ เพราะเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกของพรรคเพื่อไทยก็คงจะมาลงรายละเอียด ของพรรคเพื่อไทยจะ มี สสร. ทั้งหมด ๑๕๑ คน มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด ๑๐๐ คน และอีก ๕๑ คน มาจาก การเสนอชื่อผ่าน สส. สว. คณะรัฐมนตรีและองค์กรต่าง ๆ อีก ๕๑ คน ใน ๑๐๐ คนที่จะมา จากจังหวัดนั้นมาจากไหนครับท่านประธาน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จากผู้สมัครทั้งประเทศมาแบ่งเขตตามสัดส่วน เลือกให้ได้ ๓๐๐ คน เอา ๓๐๐ คนนี้มาใส่ ตะกร้า และเอา ๓๐๐ คนในตะกร้ามาสู่รัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ ๑๐๐ คน ดังนั้น หมายความว่าใน ๓๐๐ คนจากทั่วทั้งประเทศก็แบ่งตามจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่ จังหวัด อ่างทองบ้านผมเล็กหน่อยก็อาจจะมีเพียงแค่ ๑ คน จังหวัดกรุงเทพมหานครมากหน่อย ก็อาจจะมีได้ ๓ คน ๔ คนก็แล้วแต่ตามสัดส่วนไป นอกจากนั้นกลุ่มที่ ๒ ผู้เชี่ยวชาญ ๕๑ คน นี้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ มาจาก สส. มาจาก สว. มาจากคณะรัฐมนตรีและ มาจากองค์กรต่าง ๆ หลังจากที่รวมได้ ๑๕๑ คนแล้วก็ไปตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาครับ เมื่อตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาก็มาเสนอต่อสภาเพื่อพิจารณาเห็นชอบ สภาตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องดีครับ และเป็นข้อคิดเห็นที่ดี คือสภาสามารถที่จะมีความคิดเห็นแล้วสามารถที่จะ แก้ไขสิ่งที่ สสร. เขาเสนอขึ้นมาได้ แล้ว สสร. มีสิทธิที่จะไปดูว่าสิ่งที่สภาแก้ไขนั้น เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็มีอีกขั้นตอนหนึ่งที่อย่างน้อยตัวแทนของพี่น้องประชาชนผ่านทาง รัฐสภาตรงนี้ได้มีโอกาสในการร่วมพิจารณาด้วย สุดท้ายถ้าผ่านก็นำไป คือการทำประชามติ คำถามแรกก็คือว่า การให้ประชาชนเลือกผู้แทนโดยตรงจากแต่ละจังหวัด ให้ได้ ๓๐๐ คน มาอยู่ในตะกร้านี่ ท่านอาจจะบอกว่ามันเป็นการเลือกขั้นต้น สุดท้ายคนที่เลือกคนที่จะไปทำ หน้าที่ สสร. คือรัฐสภา ดังนั้นไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ถ้ามองแบบนั้น ก็มองได้ครับ แต่ถ้ามองอีกทางหนึ่งมันสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะให้ใครบางคนได้นำไปยื่นในการ ตีความและมันก็จะเสียเวลา เสียของ เสียความพยายามของพวกเราทั้งหมด และนั่นคือสิ่งที่ ทางพรรคภูมิใจไทยไม่อยากจะให้เกิดขึ้นครับ
คำถามที่ ๒ ก็คือในการเลือกตัวแทนภาคองค์กรต่าง ๆ ๕๑ คน มีมาจาก ทั้งหมด ๑๔ กลุ่ม คำถามก็คือวิธีการในการทำนี่มันจะทำอย่างไร ใครที่จะเป็นตัวแทน โดยชอบธรรมขององค์กรต่าง ๆ ที่จะมีสิทธิในการเสนอชื่อ ใครที่จะเป็นสิทธิตัวแทนหนึ่ง องค์กรหนึ่ง บางทีอาจจะมี ๑ คน หรือ ๒ คนครับ วิธีการในการได้มาที่เราจะตอบคำถามกับ สังคมได้ว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ มันยุติธรรมหรือไม่ มันชอบธรรมหรือไม่ วิธีการที่ให้ได้มา ตรงนี้มันจะทำอย่างไร มันจะทำได้จริงหรือไม่ อันที่ ๓ ในร่างไม่ได้ระบุว่าจะไม่ไปแก้ไข หมวด ๑ และหมวด ๒ เพียงแต่บอกเอาไว้กว้าง ๆ ว่าการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงที่ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบ่งแยกดินแดนจะทำไม่ได้ ใด ๆ ก็แล้ว แต่มันไม่ได้ล็อกครับ หมายความว่าจะไปแก้บางส่วนในหมวด ๑ หมวด ๒ นี้ก็ยังสามารถที่จะทำได้อยู่ อันนี้คือ ข้อห่วงใยที่อยากจะฝากไปถึงครับ
ชุดต่อมาครับร่างของพรรคประชาชนครับ อันดับแรกครับ ผมต้องบอกก่อน เท่าที่อ่านดูแล้วถ้าเข้าใจไม่ผิดนะครับ ร่างนี้ไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ร่างนี้มีแต่ คณะกรรมการยกร่าง ๓๕ คน และสภาที่ปรึกษาอีก ๑๐๐ คน สภายกร่าง ๓๕ คนมาจาก ไหนครับ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศให้ได้ ๗๐ คน และเอา ๗๐ คนนี้มาใส่ตะกร้าแล้วมาเลือกกันต่อในรัฐสภาครับ ฟังดูก็สับสนพอสมควร ในการเลือก ๗๐ คนเลือกอย่างไรครับท่านประธาน เลือกเหมือนที่เราเลือก สส. บัญชีรายชื่อ ในรอบที่ผ่านมา เรียกง่าย ๆ ก็คือคนที่อยากสมัครต้องรวมกลุ่มกัน จับกลุ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อน กันขึ้นมา มีเลขในบัญชี ๑๗-๗๐ คน แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนเข้าคูหากาบัตรเหมือนกับ เลือกบัตร Party List ของพรรคการเมืองเลยครับ แล้วก็มาแบ่งสัดส่วนกันว่ากลุ่มไหน ที่จะได้สัดส่วนใน ๓๕ คนนี้ไปได้มากที่สุด ขออภัยครับ ๗๐ คนครับ เมื่อได้ ๗๐ คนตรงนี้ เอา ๗๐ คนนี้มาใส่ตะกร้าครับ แล้วผมบอกกับท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ครับ หลังจาก ที่ได้ ๗๐ คน การที่จะได้ ๓๕ คนนี้ท่านประธานทราบไหมครับทำอย่างไร ให้ สส. หรือ สว. รวมกลุ่มกันครับ กลุ่มหนึ่งให้ได้ ๒๐ คน หมายความว่าพรรคภูมิใจไทยผมก็ไปร่วมเพื่อนผม ๒๐ คน ผมก็มีสิทธิเลือกคณะกรรมการยกร่าง ๑ คน เมื่อคำนวณเป็นสูตรมาแล้วสภาเรามี ๗๐๐ คนครับ ก็จะจับได้ทั้งหมด ๒๐ คนต่อกลุ่ม เป็น ๓๕ กลุ่ม กลุ่มละ ๑ คนก็จะได้ คณะกรรมการยกร่างมา ๓๕ คน นี่ผมอ่าน ๓ รอบ ๔ รอบนะครับ เพื่อที่จะทำความเข้าใจ แล้วก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่ผมพูดไปนี้มันถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ตรงนี้ละครับที่มันน่าจะเกิดความสับสนมากพอสมควร นอกจากนั้นยังมีอีกส่วนหนึ่งคือสภา ที่ปรึกษาเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ๑๐๐ คนครับ จำนวนตรงนี้มาจากไหน ก็คิดตามจำนวนประชากรที่อยู่ตามแต่ละจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดเล็กอ่างทองบ้านผมก็ได้ไป น้อยหน่อย ๑ คน จังหวัดใหญ่กรุงเทพมหานครอาจจะได้ไปถึง ๔-๕ คน โคราชอาจจะได้ไป สัก ๓-๔ คน สภาที่ปรึกษาตรงนี้ ๑๐๐ คนจากทั่วทั้งประเทศไม่มีอำนาจนะครับ ไม่มีอำนาจ ในการเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีแต่อำนาจในการให้คำปรึกษา ให้ข้อคิดเห็น ลงไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน เอาความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชนมาอภิปรายในสภาเพื่อให้ ๓๕ คนที่เป็นคณะกรรมการยกร่างนั้นเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญขึ้นมา ตรงนี้เองครับที่ผมคิดว่ามันลักลั่นกันหรือไม่ อำนาจที่เราอยากจะให้ ประชาชนเขาเลือกตั้งมาโดยตรงและมีการเลือกตั้งโดยตรงมานั่งอยู่ ๑๐๐ คนในสภาแต่ ไม่มีอำนาจในการเขียนกฎหมายเลย อำนาจในการเขียนอยู่ที่ ๓๕ คนที่เป็นคณะกรรมการ ยกร่าง เขียนเสร็จเรียบร้อยมาผ่านที่รัฐสภาให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็เดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ทั้งหมดที่ผมพูดมาท่านประธานจะเห็นครับ ผมเชื่อว่าท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ตรงนี้คงจะรู้สึกแบบเดียวกับผม และมีคำถาม เหมือนกับผมว่าทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้ ทำไมมันถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้ และที่สำคัญครับ เท่าที่อาจดูและเท่าที่ผมไม่ได้อธิบายให้ฟังท่านประธานรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่ามันสุ่มเสี่ยง เหลือเกิน มันมีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมาจากทั้ง ๒ ระบบครับ มันสุ่มเสี่ยง เหลือเกินที่มันจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญในร่างนี้ไม่ได้มีเขียน ล็อกเอาไว้ในเรื่องของการแก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ เช่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ที่ผมอธิบายความสรุปโดยย่อของ ทั้ง ๒ ร่าง จากพรรคเพื่อไทยและจากพรรคประชาชน ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ เราเห็นตรงกันในหลักการที่จะแก้ไขปลดล็อกและเปิดประตูเพื่อที่จะ นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทย หลักการ เหมือนกันครับ ที่ต่างกันก็คือวิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้นและผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ครับว่าถ้าหากว่าเราจะตีความและอ่านคำวินิจฉัย ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัยที่ตีความเอาประโยชน์เข้าข้างตัวเอง ตีเข้าข้างตัวเอง จนเกินไปนักมันสุ่มเสี่ยงครับ ที่จะทำให้ความพยายามของพวกเราในครั้งนี้มันต้องล้มเหลว อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมที่ผมเองและ พรรคภูมิใจไทยตกลงกันแล้วก็คุยกันว่าเราอาจจะรับในหลักการ แต่ในการพิจารณาร่างหลัก ที่จะหยิบยกขึ้นมาในการพิจารณานั้นเราอยากจะเห็นร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ในการพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมอยากเห็นการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ของทุกพรรคการเมืองด้วยความจริงใจ อย่าเพ้อฝันมากครับ และชวนทุกคนมามองโลกตาม ความเป็นจริง มันอาจจะขัดใจเราบ้างครับ มันอาจจะไม่ตรงกับใจหรอกครับ แต่ถ้าหากว่าเรา เคารพในกติกาในการเดินหน้าไปสู่การทำภารกิจชิ้นนี้ให้มันสำเร็จได้ ผมมั่นใจครับว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เล่ามาทั้งหมดนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญที่เราจะ เดินหน้าไปสู่ความฝันร่วมกันของพวกเราได้ ย้ำอีกครั้งถึงเรื่องของการทำให้เข้าใจง่าย ทำให้ได้จริง ไม่สร้างความขัดแย้งรอบใหม่และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมอยากเห็นจริง ๆ ครับ ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันทำได้ไม่ใช่เพียงแค่ได้ทำ ขอบคุณท่านประธานครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู จากวิทยาลัยพาณิชยการเชตุพน กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๐ คน เข้าฟังการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ในวันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ นะครับ ขอบคุณครับ ในลำดับต่อไป เชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาในวันนี้ กระผมขออนุญาตที่จะนำเสนอตามข้อบังคับ ในเบื้องต้นก็คือการนำเสนอหลักการและเหตุผลของการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในครั้งนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖) (๒) แก้ไข เพิ่มเติมหมวด ๑๕ (เพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
เหตุผล โดยที่สนับสนุนแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้จัดทำ ขึ้นในช่วงที่ประเทศมิได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีรัฐสภาที่มา จากการแต่งตั้ง และประชาชนมิได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทำให้ มีบทบัญญัติหลายประการขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ขาดความสมดุลในการใช้อำนาจและ การตรวจสอบการใช้อำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยกับองค์กรอิสระต่าง ๆ องค์กร ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหลายองค์กรมีที่มาไม่เหมาะสมและมีการใช้อำนาจที่ล้นเกิน ฝ่ายบริหารอยู่ในสภาพอ่อนแอไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและ มีเสถียรภาพ ประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ล้าหลัง ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตาม ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ ขณะที่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจทำได้ยาก ซึ่งปัญหาต่าง ๆ นี้เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ หลายหมวดหลายมาตรา ไม่อาจดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้ แม้จะ ได้มีความพยายามแก้ไขหลายครั้งแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นทางออกของประชาชนจึงสมควรให้มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อกำหนดกลไกที่ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจำเป็นต้อง ตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอถือโอกาสนี้ในการอธิบาย ถึงเหตุผลความจำเป็นเพิ่มเติมต่อการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ก่อนอื่นกระผมตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐสภาแห่งนี้มาประชุมกัน ในวันนี้ โดยเหตุหนึ่งก็คือเกิดจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่อ้างกัน ไปแล้ว ที่แจกกันอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ว่าสามารถจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปได้ โดยตอบพวกเรามาว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้งโดยสรุป อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าการที่มาประชุมในวันนี้ส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากการที่มีการทำ MOA กันระหว่าง ๒ พรรคการเมือง MOA นี้ก็มีข้อสรุปง่าย ๆ ว่าให้พรรคการเมืองหนึ่งดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เงื่อนไขสำคัญก็คือว่าจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ความจริงแล้วสภาผู้แทนราษฎรของเราก็มีอายุ ๔ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จะสิ้นสุดปี ๒๕๗๐ ขณะนี้ก็อยู่กันมาได้ประมาณ ๒ ปีเศษ ในท้ายที่สุดก็หมายความว่าเราก็ตกลงกันจะยุบสภาหลังจากสภานี้เดินมาได้ ประมาณ ๒ ปีเศษ ๆ แน่นอนที่สุดผมก็ขออนุญาตกราบเรียนเป็นการเบื้องต้นว่าครั้งนี้เราก็ ลงทุนสูง ลงทุนสูงในประการแรกก็คือว่าเราลดอายุของสภาผู้แทนราษฎรของเราเองซึ่งควร จะอยู่ได้ถึง ๔ ปี เหลือถึง ๒ ปี ข้อ ๒ เราก็ผูกพันว่าเราจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยที่เราก็ยังไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดจะ ประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ที่สำคัญที่สุดเราจะต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้เสร็จ ภายใน ๔ เดือน เพราะถ้าทำไม่เสร็จถึงวาระที่สามภายใน ๔ เดือนนี้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมนั้นจะตกไปไม่ทันกับการยุบสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงตั้งความหวังว่าเราตั้งความหวังกัน ทั้ง ๓ พรรคการเมืองว่าอยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุน มหาศาลแล้วความสำเร็จก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อที่จัดทำฉบับใหม่ของ พรรคเพื่อไทยเราก็ดำเนินมาโดยตลอด เราถือได้ว่าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นพรรคหนึ่งที่มีความ พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ความจริงก็เรียนให้ทราบเบื้องต้นว่า ต้นแบบของเราก็คือการยึดถือเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในสมัยท่านอดีตนายกบรรหาร ศิลปอาชา ที่ทำมาแล้ว เราได้ยินคำว่า สสร. ในครั้งนั้น เรา ได้ยินคำว่ารัฐธรรมนูญของประชาชนในครั้งนั้น ผมเองนั้นก็เชื่อมั่น พรรคเพื่อไทยนั้น ก็เชื่อมั่นว่าอำนาจสูงสุดในการตรากฎหมายนั้นเป็นของรัฐสภา อำนาจสูงสุดในที่นี้ก็เป็นไป ตามสุภาษิตที่เราพูดกันติดปากถ้อยคำภาษาอังกฤษว่าเป็น Supremacy Of Parliament อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจสูงสุดของรัฐสภานั้นในการตรากฎหมายมี ผมได้นำเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาครั้งหนึ่ง ในขณะนั้นมีมาตรา ๒๙๑ ว่าด้วยการจัดทำเพิ่มเติมแก้ไข รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเหมือนกับมาตรา ๒๕๖ ในปัจจุบันนี้ละครับ มาตรา ๒๙๑ เราก็ขอแก้ไข พอยื่นคำร้องขอแก้ไขต่อรัฐสภาก็มีสมาชิกรัฐสภาไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กระผมและพรรคพวกล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ที่ผมพูดคำนี้ขึ้นมาก็หมายความว่าเราเอาอำนาจของเราที่มีอยู่ เราชอบเอาอำนาจ ของเราที่มีอยู่นั้นไปยกให้องค์กรอื่น ๆ เข้ามาวินิจฉัย เป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่ว่าเอาอำนาจ นิติบัญญัติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในคดีนั้นเมื่อปี ๒๕๕๐ ผมเป็นทนายไปซักค้านเอง ในศาลรัฐธรรมนูญ โต้แย้งคัดค้าน ท้ายที่สุดซักไปซักมาจนทำให้ตุลาการท่านหนึ่งต้องขอ ออกจากหน้าที่ ขอไม่เป็นองค์คณะ และท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เรามีความพยายามที่จะแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และท้ายสุดไปถึงวาระที่สองแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะเข้าสู่วาระที่สาม ก็แน่นอนพวกเรากันเองนี่ละท้ายที่สุดก็ไปยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นที่ไปที่มาของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ว่าเกิดจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เกิดจากการออกเสียงประชามติของพี่น้องประชาชน การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ต้องถามประชาชนเสียก่อนว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในที่สุดก็มีข้อสงสัยจากรัฐสภาแห่งนี้อีกเหมือนกันว่าการถามประชามตินั้นจะมีการถาม ประชาชนกี่ครั้งกันแน่ ท้ายที่สุดรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่มา ของคำวินิจฉัย ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ตอบพวกเราว่าการถามประชามตินั้นให้ถาม ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ถามว่าวิธีการและเนื้อหาในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเห็นชอบหรือไม่ ครั้งที่ ๓ ก็คือภายหลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วให้ถามพี่น้องประชาชนว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ โดยสามารถที่จะถามคำถามครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ รวมกันไปพร้อมกันไปทีเดียวได้ เป็นที่ไปที่มาของการที่เรามาประชุมปรึกษาหารือ กันในวันนี้ และเป็นที่ไปที่มาของการที่เราพรรคการเมือง ๓ พรรค เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตามที่ปรากฏในที่ประชุมแห่งนี้
ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ร่างนี้มีหลักการทำนองเดียวกัน คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเพิ่มหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พูดง่าย ๆ คือเพิ่มหมวด ๑๕/๑ เป็นรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง ในแต่ละของพรรค เช่น ของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนนั้นมีการเพิ่มเติมแก้ไข มาตรา ๑๕๖ อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา แต่ของพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่มี แต่ไปแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เราได้มีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมาแล้ว หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ ถ้าคำถามว่าทำไมจะต้องไปแก้ทั้งฉบับ ก็แก้เป็นรายมาตรารายประเด็นไม่ได้หรือ ท้ายสุดก็ตอบได้ว่าเรามีความพยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายประเด็นมาแล้วหลายครั้งหลายหนแต่ทุกครั้งไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลสำคัญก็เพราะว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั้นเป็นไปด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ มีสำเร็จมาครั้งหนึ่ง ในครั้งหนึ่งนั้นก็คือว่าการที่ ร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้มี สส. ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ สส. เขต ประเภทที่ ๒ สส. แบบบัญชีรายชื่อ แต่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว อันนี้ก็เป็นผลงานชิ้นโบแดงสำคัญของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นว่าเอาอะไรคิดก็ไม่ทราบ แล้วมีเจตนารมณ์ในการคิดอย่างไร ซึ่งในท้ายที่สุดก็ชัดเจนที่สุดในภายหลังว่าต้องการจะลดคะแนนเสียงของพรรคการเมือง ใหญ่ ๆ ลง เลยเหลือบัตรเลือกตั้งใบเดียว ครั้งนั้นสำเร็จ สำเร็จเพราะว่าทุกฝ่ายทุกคนเห็น ต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงหวังว่าความพยายามของพวกเรา ๓ พรรคการเมืองในขณะนี้ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นน่าจะประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็มุ่งหวังไปถึงความสำเร็จภายใน ๔ เดือนนี้ น่าจะมีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การทำประชามติเมื่อมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก็ต้องถามย้อนกันไปนิดหนึ่งเพื่อย้อนความทรงจำ ให้เห็นว่าถามว่าทำไมเราจำเป็นจะต้องแก้ไขเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันไม่ดีตรงไหน คำตอบก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรารับทราบกันดีว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ชุด ชุดแรก ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ไปเป็นประธาน ใช้เวลาไปประมาณ ๖-๘ เดือน ประมาณนั้น แต่ว่าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญนั้นผู้ยึดอำนาจเขาไม่เห็นชอบก็ตั้งกรรมาธิการยกร่าง ชุดใหม่ กรรมาธิการชุดใหม่ก็ให้ฉายารัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แล้วก็ มีบทบัญญัติว่าด้วยการปราบโกงกันเยอะแยะหมด เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้วก็พยายามจะใส่ไคล้ว่าใครที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แปลว่าคนนี้คิดจะปกป้อง คนโกง คิดจะปกป้องนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งความจริงก็เป็นการพูด ที่เกินกว่าเหตุ ผมเรียนท่านประธานว่าเราไม่ปฏิเสธที่จะเอาคนไม่ดีออกจากการเมือง แต่การ ที่จะมีรัฐธรรมนูญปราบโกงและการที่จะมีบทบัญญัติใด ๆ ก็ตามที่จะมีมาตรการต่อผู้ที่เป็น นักการเมืองเหล่านี้ บทบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงโทษนักการเมืองนั้น การลงโทษ บุคคลนั้นจะต้องมีความชัดเจนแน่นอน ไม่ใช่จะไปเกิดจากการตีความ เช่น ตีความกันว่า วิญญูชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าอันนี้ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นคุณต้องพ้นหน้าที่ การที่เราไปมอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ ๕ ต่อ ๔ ลงมติ ๖ ต่อ ๓ เอานายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่ง ผมคิดว่าสัดส่วนโดยเหตุโดยผลนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะ เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงประเด็นว่าพวกเราปฏิเสธการปราบ โกง เราปฏิเสธรัฐธรรมนูญที่มีมาตรการเหล่านี้ บางท่านก็ไปพูดว่าใครที่ไม่พร้อมจะให้ ถูกตรวจสอบก็ไปนอนเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านแล้วกันอย่ามาเป็นนักการเมืองเลย ซึ่งผม คิดว่าเป็นคำพูดที่เกินเลยไป รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการสืบทอดอำนาจให้แก่ คสช. ก็เป็น ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ลอยมาจากไหนก็ได้มาเป็น นายกรัฐมนตรี เพราะอะไรครับ เรื่องนี้วัตถุประสงค์ก็คือต้องการจะสืบอำนาจ ก็เขียน กฎหมายกันให้มันเลยเถิดไปว่าเอาละครับ หลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างไรไม่ต้องสนใจ
ท่านประธานครับ เราเข้าใจกันว่าในอดีตที่ผ่านมามีผู้นำพรรคการเมือง หลาย ๆ พรรค มีบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นผู้นำในทางประวัติศาสตร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็คิดขึ้นมาว่าอย่างนั้นต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยการครอบงำพรรคการเมือง แล้วก็เขียนบทบัญญัติว่าด้วยการครอบงำพรรคการเมืองขึ้น เอาไปร้องกัน มีบทบัญญัติถึง ขั้นยุบพรรคการเมืองนั้น ๆ เมื่อไม่นานมานี้พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคไปรวมกัน ที่บ้านหลังหนึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปเพื่อจะหารือกันว่า จะทำอย่างไรต่อไป ก็มีคนไปร้องว่าเป็นการครอบงำพรรคการเมืองทุกพรรคเลย ร้องไปที่ กกต. ท้ายที่สุด กกต. ก็วินิจฉัยมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าไม่เข้าองค์ประกอบของการครอบงำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เกิดนิติสงครามที่เราเข้าใจกันในขณะนี้ว่า ยื่นคำร้องต่อองค์กรนั้นองค์กรนี้กันเต็มไปหมดเพื่อให้เกิดปัญหา ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะปราบโกง เพราะฉะนั้นต้องตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดเป็นจำเลยในความผิด บางประเภท ท้ายสุดถ้าศาลพิพากษาว่ามีความผิด แม้จะถูกรอลงอาญาถ้าเป็นความผิดตาม มาตรา ๑๕๗ คนเหล่านั้นถูกเว้นวรรคทางการเมือง ถูกห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต ลง สส. ก็ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้ ปกติก็ ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี นี่ปาเข้าไปตลอดชีวิต ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญคนเหล่านั้นก็ถูกอเปหิ ออกไปจากพรรคการเมือง โดยไม่คำนึงเลยว่าองค์ประกอบของมาตรา ๑๕๗ ของประมวล กฎหมายอาญานั้นมันมีหลายองค์ประกอบ บางคนถูกรอลงอาญา ไม่ได้ไปจำคุกอะไรต่าง ๆ แต่ว่าข้อหามาตรา ๑๕๗ เขาถูกห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต เราจึงเห็นว่าโดยสรุปแล้ว เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ร่างของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอในวันนี้ เมื่อสักครู่นี้หลายท่านก็มีการนำร่าง ของพรรคเพื่อไทยไปวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ผมขอใช้เวลานี้อธิบายให้ท่านประธานและ ที่ประชุมฟังพอสังเขปดังต่อไปนี้ เราคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘/๒๕๖๘ ชัดเจน ร่างของพรรคเพื่อไทย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้ดำเนินการตามหมวด ๑๕ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าการที่นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในครั้งนี้ก็ต้องดำเนินการตามหมวด ๑๕ หมวด ๑๕ ก็คือมาตรา ๒๕๖ ก็ต้องนำสู่รัฐสภา แห่งนี้ตามวาระ วาระที่หนึ่ง รัฐสภาแห่งนี้รับหลักการ ต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วย ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ อะไรก็ว่ากันไปเป็น ๓ วาระ เหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงไม่ได้ไปแก้ มาตรา ๒๕๖ เหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เหตุที่ไม่แก้เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญพูดไว้ ชัดเจนว่าต้องดำเนินการตามหมวด ๑๕ ประการที่ ๒ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มแสดงความ ต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องให้ประชาชนเห็นชอบว่าสมควร มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นเป็นคนละขั้นตอนกับการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ การเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านประชามติ ประกาศใช้ลงพระปรมาภิไธยเสร็จสิ้น เรียบร้อยแล้วเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม นั่นละกระบวนการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จึงจะเริ่มขึ้น เราเห็นว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นต้องทำประชามติ ๓ ครั้งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยบอกว่าครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ นั้นสามารถ กระทำรวมกันได้ พร้อมกันได้ เราก็คิดว่าก็แปลว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐสภา แห่งนี้สามารถพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกันไปในวันนี้ได้ จนท้ายสุดพอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ผ่านรัฐสภาเป็น ๓ วาระแล้วก็ต้องไปทำประชามติ โดยถาม พี่น้องประชาชนเป็น ๒ คำถามพร้อมกันไป คำถามที่ ๑ เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ คำถามที่ ๒ เห็นชอบกับวิธีการสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ นำเสนอหรือไม่ อันนี้ก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยยึดมั่นว่าเข้าใจว่า รัฐสภานั้นไม่มีอำนาจที่จะไปเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ไม่เห็นชอบให้ประชาชน เลือกได้โดยตรง เราจึงเข้าใจในคำวินิจฉัยส่วนนี้ แล้วก็ไม่มีการเลือกโดยตรง เพียงแต่ว่า เราคิดว่าการยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญพอสมควร ก็ให้ประชาชนเลือกมา ๓๐๐ คนในชั้นแรก แล้วให้รัฐสภามาเลือกให้เหลือ ๑๐๐ คนในชั้นที่ ๒ การเลือกเหลือ ๑๐๐ คน มีหลักประกันว่าอย่างน้อยต้องมีจังหวัดละ ๑ คน อันนี้ไม่ใช่ไปให้ ประชาชนเลือกโดยตรงเพราะเลือกมา ๓๐๐ คนนั้นก็ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็น สสร. หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งก็ ๕๑ คนมาจากการมีส่วนร่วมของภาคต่าง ๆ เช่น รัฐสภาเลือกมาเท่านั้นคน วุฒิสภาเลือกมาเท่านั้นคน สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาเท่านั้นคน เสร็จแล้วองค์กรทั้งหลาย องค์กรเอกชน สภาวิชาชีพทั้งหลาย ก็รวมตัวกันแล้วท้ายที่สุดก็เลือกมาแล้วท้ายที่สุด ให้รัฐสภาแต่งตั้ง ๕๑ คน เมื่อสักครู่มีคำถามว่ามาอย่างไร คำตอบก็คือต้องไปออกระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการได้มาซึ่งตัวแทนเหล่านี้ว่าจะได้มาอย่างไร ที่ประชุม อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ประชุมคณบดี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจะมีวิธีการเลือกอย่างไรก็ไปกำหนดในนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นมีการตั้งกรรมาธิการ จำนวน ๒๗ คน จากผู้มีวิชาชีพทั้งหลาย มีความเชี่ยวชาญทั้งหลาย ใครตั้ง ก็คือ สสร. ที่ได้มา ๑๕๐ คนเป็นคนตั้งมาจาก สสร. ส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ โดยสรุปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอำนาจหน้าที่ในการตรา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นของรัฐสภา จะไปมอบให้ใคร เป็นคนทำไม่ได้ เราจึงเห็นว่าเมื่อ สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วต้องเอากลับมาให้ รัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ รัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติมตรงนั้นตรงนี้ ซึ่ง สสร. ต้องไปทำ ในท้ายที่สุดถ้ารัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป เพื่อเป็นการยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ในการตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของรัฐสภา ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ความจริงผมก็คิดว่าจะมอบหมายให้ใครหลาย ๆ ท่านไปพูดในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่พรรคภูมิใจไทยก็เสนอขึ้นมา ยกประเด็นหมวด ๑ หมวด ๒ ขึ้นมา เหตุผลเพราะว่า ร่างของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยไม่มีตรงนี้แล้วจะคิดอย่างไร ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาจะแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่ในชั้นกรรมการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เราถกเถียงประเด็นนี้กันมาเพราะในอดีตเราก็เคยบอกว่าแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ไม่ได้ แล้วที่เสนอในครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่เหตุผลสำคัญ ที่เราคิดว่าเป็นเหตุผลที่เรารับฟังได้ก็คือว่าเรามีมาตรา ๒๕๕ เขียนไว้แล้วว่า การแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้ ผมคิดว่า มาตรา ๒๕๕ เป็นมาตราครอบคลุมแล้วว่าคุณจะไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เปลี่ยนแปลง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ สาระสำคัญมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าข้อสำคัญที่อยากเรียนให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบก็คือว่าเราไปค้นเหตุผล พบเหตุผล ในทางการร่างกฎหมาย ในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุผลที่สำคัญและน่าจะรับฟังได้ เหตุผลอะไรครับท่านประธาน เรามีมาตรา ๒๕๖ (๘) ที่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แล้วก็บอกว่าหมวด ๑ หมวด ๒ แก้ได้ แต่ถ้าจะแก้ต้องไปทำประชามติ นี่คือมาตรา ๒๕๖ (๘) ถ้าเราไปเขียนรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบอกว่าห้ามแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ก็แปลว่ากฎหมาย มันจะขัดกันเองระหว่างมาตรา ๒๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม กับมาตรา ๒๕๖ (๘) เดิม (๘) แก้ไขได้ เพียงแต่ไปทำประชามติ แต่มาตรา ๒๕๖ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมห้ามหมวด ๑ หมวด ๒ ท่านประธาน ยังมีเหตุผล มากไปกว่านั้น เหตุผลอะไรครับ ในอดีตที่ผ่านมาหมวด ๑ แก้กันมาแล้วหลายครั้ง เช่น เคยแก้หมวด ๑ ในเรื่องอำนาจอธิปไตย จากคำว่า มาจากปวงชนชาวไทย แก้เป็น เป็นของ ปวงชนชาวไทย เคยแก้มาแล้ว ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เองเมื่อคราวที่แล้ว ท่านจำได้ไหมครับ ไปค้นดูเลยครับ รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญของคุณมีชัย ผ่านประชามติ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงปรมาภิไธย ทั้ง ๆ ที่ผ่านประชามติแล้ว มีความคิดเห็น ว่าในกรณีพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักร เสด็จไปต่างประเทศ รัฐธรรมนูญเก่า บอกว่าต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในท้ายที่สุดก็บอกว่าจำเป็นด้วยหรือในขณะนี้ เช่นเสด็จไปประเทศข้างเคียง ๒ วัน เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก็เจริญก้าวหน้า ท้ายสุดเขาบอกว่า น่าจะต้องแก้นะอันนี้ ไม่อย่างนั้นต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอด ก็เลยเอากลับมา แก้ทั้ง ๆ ที่ผ่านประชามติแล้วว่าจะตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๑๖ ไปเปิดดูเลยครับ แก้หลังจากทำประชามติแล้ว ท่านประธาน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขาบอกว่าต่อไปนี้ไม่ควรจะมีวุฒิสมาชิกหรอก วุฒิสมาชิก ไม่จำเป็นหรอก มีสภาเดียวพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นท่านต้องไปแก้หมวด ๒ ในเรื่ององคมนตรี เพราะอะไรครับ เขาบอกว่าองคมนตรีห้ามเป็นวุฒิสภา ห้ามเป็นวุฒิสมาชิก เมื่อวุฒิสมาชิก ไม่มีแล้วก็ต้องแก้ นี่คือเหตุผลในการร่างกฎหมายที่คนร่าง คนเสนอเขาคิดว่าการไปห้ามไว้ น่าจะมีผลเสียกว่าการไม่ห้าม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเรียนว่าร่างของพรรคเพื่อไทยเมื่อยกร่างแล้ว กลับมารัฐสภา ถ้ารัฐสภาเห็นไม่ชอบ คุณไปแก้ในสาระสำคัญเราก็ไม่เห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้นโดยรวมถ้าเอาประเด็นนี้มาพูดกันผมก็อธิบาย เหตุผล เป็นเหตุผลในแง่ของหลักการแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่ในเหตุผลในการยกร่างกฎหมาย สิ่งนี้น่าจะดีกว่า ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลา อธิบายท่านประธานที่เคารพว่าร่างของพรรคเพื่อไทยสาระสำคัญเป็นอย่างไร และท้ายสุดผม หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของทั้ง ๓ พรรคการเมืองจะได้มีการพิจารณาในชั้นรับ หลักการ ผมเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรจะให้ความเห็นชอบ ส่วนรายละเอียดไปว่ากันในชั้น กรรมาธิการว่าควรจะเป็นอย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปผมจะให้ท่านสมาชิก ได้อภิปรายตามลำดับ ท่านแรกเชิญท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ จริง ๆ สักประมาณ ๑๐ นาที บวกลบนิดหน่อยเท่านั้น เพื่อสะท้อนความเห็นในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของรัฐสภาแห่งนี้ ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความจริงตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้ บังคับใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน กินระยะเวลา ๘ ปีเศษ ได้มีความพยายาม ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ทั้งแก้รายมาตราแล้วก็แก้ทั้งฉบับ ปี ๒๕๖๔ โดยประมาณ กระผมและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับพรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๖ ฉบับ เช่น แก้มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญกระทำได้ง่ายขึ้น ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ประเทศและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าแก้มาตรา ๒๗๒ ยกเลิกอำนาจ วุฒิสมาชิกที่จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ รวมทั้งขยายสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ไปสู่สิทธิชุมชนและการกระจายอำนาจ เป็นต้น แต่ว่าในบรรดาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด ประสบความสำเร็จบังคับใช้เพียงร่างเดียวคือการแก้ไขรูปแบบการเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบที่ใช้อยู่จนถึงวันนี้ แล้วก็บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้แก้ยาก ที่บอกแก้ยากก็คือโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา หรือที่เรียกว่า รัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็แก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติม นอกจาก จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาแล้วยังจะต้องประกอบด้วยเสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๒๐ และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิกไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๓ รวมทั้งบางมาตรา ถ้าจะแก้ต้องไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนอีกด้วย อันนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การ แก้รัฐธรรมนูญกระทำได้ยากยิ่งสำหรับฉบับนี้
อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานได้ติดตามสถานการณ์ในทางการเมืองมาโดย ลำดับจะเห็นว่าหลายพรรคการเมืองได้กำหนดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายหาเสียง ความจริงพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดก็เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ความจริงถ้าจะเท้าความสั้น ๆ นิดเดียว ขอเรียนกับท่านประธาน ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่ไม่ให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะกาล ที่กำหนดเงื่อนไขไว้ในเรื่องของการดำเนินการที่จะให้ วุฒิสมาชิกสามารถที่จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนในขณะนั้นเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กระผมและพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ก่อนร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานคงจำได้ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าร่วมรัฐบาลตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้แปลว่าอยู่ ๆ ก็เข้าไป ร่วมรัฐบาล แต่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ ๓ ข้อครับว่าถ้ายอมรับเงื่อนไข ๓ ข้อของพรรค ประชาธิปัตย์ก็ยินดีที่จะเข้าร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เงื่อนไขข้อที่ ๑ ก็คือรัฐบาลต้องยึด ความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน เงื่อนไขข้อที่ ๒ ก็คือจะต้องนำนโยบาย ประกันรายได้เกษตรกรหรือเงินส่วนต่างที่จะช่วยเกษตรกรถ้าราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เช่น ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด เป็นต้น ไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาล เงื่อนไขข้อที่ ๓ ก็คือ สิ่งที่เรากำลังพูดกันเดี๋ยวนี้ครับ ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ยิ่งขึ้น โดย ขีดเส้นใต้ครับ ต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ นี่คือสิ่งที่ได้ดำเนินการมาเป็น เงื่อนไข และรัฐบาลชุดนั้นก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ในขณะนั้น
วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เหตุผลก็เป็นที่ทราบกันและเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าเพื่อสนองตอบต่อ MOA อันเป็น ข้อตกลงระหว่าง ๒ พรรคการเมืองที่ไปตกลงกัน แม้ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะมีความรู้สึก หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยทีเดียวเห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ รัฐธรรมนูญในปัจจุบัน แต่ว่าเมื่อประธานรัฐสภาและพรรคการเมืองได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาและมีการบรรจุระเบียบวาระแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ เพื่อแก้มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ วันนี้รัฐสภามีหน้าที่พิจารณา ๓ ร่างที่พวกเรากำลังพูดกัน ซึ่งเป็นร่างของ พรรคประชาชน ๑ ร่าง ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ร่างของพรรคภูมิใจไทยบวกกับ พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน เรามีหน้าที่พิจารณา ๓ ร่างนี้เท่านั้นนะครับ ซึ่งสำหรับกระผม ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าจุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน นั่นคือเห็นว่า การที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑ หมวด ๒ สำคัญอย่างไร สำคัญก็คือว่าหมวด ๑ ถ้าท่านประธานพลิกไปดูรัฐธรรมนูญจะเห็น ว่าหมวด ๑ เป็นบททั่วไปและมีด้วยกันแค่ ๕ มาตรา ที่สำคัญยิ่งที่ขออนุญาตนำมากราบเรียน ตรงนี้มี ๓ มาตรา สำคัญทั้ง ๕ มาตรา แต่ขอใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือมาตรา ๑ ระบุไว้ชัดเจนครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ตรงนี้ละครับที่ทำไมกระผม มีความเห็นว่าห้ามแตะหมวด ๑ รวมทั้งมาตรา ๒ ที่อยู่ในหมวด ๑ ประเทศไทยมีการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่ก็อีกมาตราหนึ่ง ที่อยู่ในหมวด ๑ ที่ห้ามแตะในจุดยืนของกระผม และมาตรา ๕ หลายท่านอาจจะไม่ได้มีใคร หยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมนี้บ่อยนัก ผมก็ขออนุญาตที่จะหยิบยกขึ้นมาพูด มันมีมาตรา ๕ ที่สำคัญอีกเช่นกันที่ระบุไว้ด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศ ไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ ในมาตรา ๕ วรรคท้าย หมวด ๑ ที่บอกว่าต้องห้ามแตะ มีปรากฏมาไม่ใช่เฉพาะ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่มีต่อเนื่องมาเท่าที่ผมค้นได้ทันเวลาที่จะมา อภิปราย มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๙๒ แล้วก็สืบเนื่องมาถึงปี ๒๕๑๑ สืบเนื่องมาถึง ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็มาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ เพียงแต่ปี ๒๕๕๐ ระบุไว้ในมาตรา ๗ แต่ฉบับนี้ระบุไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งจะเห็น ชัดเจนว่าเนื้อหาในมาตรา ๕ หมวด ๑ นี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมา โดยต่อเนื่องเป็นลำดับ ทั้งในมิติของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใด รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดหลักประชาธิปไตยคู่กับ องค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระผมเห็นว่าควรจะคงหมวด ๑ โดยมีมาตรา ๕ ปรากฏอยู่ในนั้นด้วยเอาไว้ และในการดำเนินการจัดตั้ง สสร. ในอนาคต ถ้าประสบความสำเร็จมีการยกร่างก็ไม่ควรไปแตะหมวด ๑ อย่างที่กราบเรียน และหมวด ๒ ล่ะครับ หมวด ๒ มีด้วยกัน ๑๙ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๖ ถึงมาตรา ๒๔ เป็นหมวด พระมหากษัตริย์ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกระผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงจุดยืนมาโดยลำดับว่า ถ้าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ หมวด ๒ โดยเด็ดขาด อันนั้นเป็นความเห็นของ กระผมที่แสดงจุดยืนมาโดยลำดับ แต่ว่าเมื่อมาพิจารณา ๓ ร่าง ที่สภากำลังพิจารณาอยู่ใน ขณะนี้จะเห็นว่าทุกร่างมีหลักการใกล้เคียงกัน แตกต่างกันบ้างก็ในรายละเอียดไม่มาก หลักใหญ่ก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ กับแก้มาตรา ๒๕๖ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น แล้วก็เพิ่มหมวด ๑๕/๑ เพื่อเปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือน ๆ กัน แต่ที่เป็นข้อแตกต่างชัดเจนก็มีอยู่ด้วยกัน ๒ ข้อที่ ขอหยิบยกขึ้นมาในที่นี้ก็คือว่า ข้อ ๑ เรื่อง สสร. แต่ละร่างจะมีจำนวนและที่มาที่มีความ แตกต่างกัน เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทยมี ๑๕๑ คน ร่างพรรคประชาชนมี ๑๓๕ คน ร่างภูมิใจไทยกับพรรคร่วมมี ๙๙ คน เป็นต้น ข้อ ๒ ที่เป็นความแตกต่างก็คือว่าความ แตกต่างในเรื่องของ หมวด ๑ หมวด ๒ ที่มีทั้งร่างที่ห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ และมีทั้งร่าง ที่ไม่ได้มีข้อห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ไว้ ซึ่งก็ปรากฏชัดเจน แล้วก็สมาชิกจากแต่ละพรรคก็ ได้ดำเนินการอภิปรายไปแล้ว ก็สรุปแต่เพียงว่าสำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ขออภัยนะครับ ที่เอ่ยนาม ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหายอะไรเพราะว่าพูดไปตามข้อเท็จจริงที่ผมได้ศึกษามาจาก ร่างและไม่ได้ตำหนิอะไรท่านนะครับ ระบุว่าห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งอันนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันห้ามอยู่แล้ว ระบุไว้ในมาตรา ๒๕๕ บังคับใช้อยู่ แล้วว่าอันนี้ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ ไม่ห้ามไม่ได้ อันนี้ต้องห้ามโดยข้อบังคับของรัฐธรรมนูญ แต่ร่างนี้ ไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ระบุไว้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน สำหรับร่างของพรรคประชาชนก็ไม่มีเจตนาจะไปตำหนิอะไรท่านนะครับ และไม่พาดพิงให้ท่านเสียหาย ก็เช่นเดียวกันครับไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะหรือ ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ หมวด ๒ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย แต่ว่าร่างที่ ๓ คือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลระบุว่าการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ จะกระทำมิได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นตกไป เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ ๓ ร่างที่เราต้องพิจารณาตัดสินใจ
วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน ๒ ประเด็นหลัก ประเด็นที่ ๑ ก็คือ จะเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้างถ้าแยกลงมติ ถ้ารวมลงมติก็จะกลายเป็นว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา กับการลงมติ อีกเรื่องหนึ่งก็คือจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สองในขั้นเรียงลำดับมาตรา สำหรับกระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่ากระผมขอยืนยัน จุดที่เคยยึดมั่นมาโดยตลอด แล้วก็ขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะรวมทั้งหมดเป็น ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้ครับ เป็นประการสุดท้ายที่จะอภิปราย นั่นก็คือ ประการที่ ๑ กระผมพร้อม สนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้อง ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ประการที่ ๒ หากจะต้องลงมติว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการ พิจารณาวาระที่สอง กระผมก็ขออนุญาตท่านประธานว่าจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือต้องใช้ร่าง ที่ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงว่าถ้าเราไม่ใช้ร่างที่ห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ เป็นหลัก อาจจะกลายเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบปลายเปิด แล้วในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ได้ต่อไป ในอนาคต ประการที่ ๓ ก็คือว่า การยกร่างและการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะต้องไม่ขัดกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของ สสร. เพื่อจะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต และประการสุดท้ายก็คือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรที่จะมีเจตจำนงในการที่จะส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ที่ระบุไว้ว่าผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญ ๆ รวมทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิและคุณวุฒิตามที่กำหนดแล้วยังจะต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อีกด้วย เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับสามารถสนองตอบและคงมาตรฐานของ ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและตำแหน่งสำคัญ ๆ ของประเทศไว้ได้ต่อไปเพื่อประโยชน์ ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น ทางวุฒิสภา ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกขอเชิญคุณเอมอร ศรีกงพาน ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางเอมอร ศรีกงพาน สมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตใช้เวลาในสภาแห่งนี้ อภิปรายใน ๒ ประเด็น ประเด็นแรกนำเสนอเจตนารมณ์ที่สำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ถือว่าไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในฉบับนี้ โดยเฉพาะในหมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนชาวไทย ทุกคนจะต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จึงถือเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยที่จะต้อง ถือปฏิบัติสืบต่อกันไป และจากที่ได้ฟังผู้ทรงเกียรติได้นำเสนอเกี่ยวกับเหตุผลที่ต้องเสนอให้มี การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้สามารถแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน และดิฉันเห็นว่าพวกเราควรมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างความ สมัครสมานสามัคคีและรวมกันฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคทั้งหลาย โดยบูรณาการความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอยู่ ณ ขณะนี้ให้เป็นไปด้วยดีนะคะ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันมีอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในฐานะ ที่ดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และจารีตประเพณี ซึ่งอยู่ในหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของ ปวงชนชาวไทย มาตรา ๔๓ (๑) ที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลและชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงาม ทั้งของท้องถิ่นและของชาติ ในหมวด ๔ หน้าที่ของประชาชนชาวไทย มาตรา ๕๐ (๘) บัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่ต้องร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๗ (๑) รัฐจะต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุน ให้ประชาชน ให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการ ดำเนินการด้วย สำหรับหมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๐ รัฐพึงส่งเสริมและ ให้ความคุ้มครองชาวไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขโดยไม่ถูกรบกวน ดังนั้น ปัญหา มันอยู่ที่ว่าการนำไปใช้ โดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐและนโยบาย แห่งรัฐ จึงต้องมีหน้าที่ที่จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ดิฉันขอเสนอ ประเด็นเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพื่อการปฏิบัติจริง ดังนี้
๑. ด้านการสร้างกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ปัญหา ปัจจุบันจะเห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์โดยท้องถิ่นไม่ได้ผลประโยชน์ ที่ยุติธรรม ข้อเสนอแก้ไข ควรที่จะบัญญัติให้รัฐมีหน้าที่จัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาภูมิ ปัญญาท้องถิ่น กำหนดให้มีระบบการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เชิงพาณิชย์
๒. การบูรณาการวัฒนธรรมในการพัฒนาทุกด้าน จะเห็นว่าปัญหาปัจจุบัน การพัฒนามักจะละเลยในมิติทางวัฒนธรรม ข้อเสนอแนะ อยากจะให้บัญญัติในหลักการ การพัฒนาทุกด้านต้องคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมและไม่กระทบต่อมรดกภูมิปัญญาของ ท้องถิ่น โดยกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมก่อนที่จะดำเนินโครงการ พัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งมีกลไกป้องกันและส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
๓. การมีกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน ข้อเสนอ ควรบัญญัติให้ชุมชนมีสิทธิ ในการเข้าร่วมกระบวนการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะด้านวัฒนธรรม โดยกำหนดให้มีสภา ชุมชนด้านวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น
๔. การปกป้องการนำไปซึ่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เสนอให้บัญญัติให้รัฐ มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการนำทรัพย์สินทางวัฒนธรรมออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับ อนุญาต ควรจะสร้างระบบทะเบียนและคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และมีมาตรการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
๕. มาตรการทางด้านการเงินการคลัง ขอเสนอกำหนดให้รัฐต้องจัดสรร งบประมาณสนับสนุนการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างพอเพียง สร้างระบบภาษีส่งเสริม การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น
๖. มาตรการด้านการศึกษา ขอเสนอ บัญญัติให้รัฐต้องคุ้มครอง บูรณาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักสูตรในทุกระดับ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย
การกระจายอำนาจ ขอเสนอบัญญัติหลักการ เรื่อง การกระจายอำนาจด้าน วัฒนธรรมสู่ท้องถิ่น กำหนดสัดส่วนงบประมาณด้านวัฒนธรรมที่จะต้องกระจายสู่ท้องถิ่น อย่างชัดเจน และขอเรียนว่าควรที่จะต้องแก้ไขในเรื่องการสร้างกลไกบังคับในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อบทบัญญัติ รัฐจะต้องจัดสรร งบประมาณเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรม รัฐจะต้องให้กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทาง วัฒนธรรมภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
ประการต่อไป การสร้างกลไกติดตามและการประเมินผล ขอเพิ่มเติม ในหมวด ๖ โดยให้มีคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่มีหน้าที่อำนาจติดตามประเมินผล การดำเนินงานตามมาตรา ๕๗ มาตรา ๗๐ และรายงานผลต่อรัฐสภาทุกปี โดยองค์ประกอบ ของคณะกรรมการต้องมีผู้แทนชุมชน ท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ อย่างน้อย ๑ ใน ๓
ประการต่อไป การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องเพิ่ม บทบัญญัติให้ชุมชนมีสิทธิขอรับทรัพยากรและสนับสนุนจากรัฐ รวมทั้งมีสิทธิคัดค้าน ในโครงการหรือนโยบายที่กระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนด้านกฎหมายที่จะ ผลักดันผ่านกฎหมายลำดับรอง ซึ่งกฎหมายที่ควรผลักดันคือพระราชบัญญัติส่งเสริมและ คุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรม โดยกำหนดกลไกการแบ่งปัน ผลประโยชน์ กำหนดโทษสำหรับการละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม พระราชบัญญัติกองทุน ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรม เงินนอกงบประมาณ ให้รัฐมีหน้าที่จัดตั้งกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาของท้องถิ่น โดยการบริหารร่วมกับผู้แทนของชุมชน
ประการสุดท้าย พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดมรดกทาง วัฒนธรรม โดยกำหนดขั้นตอนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมและกำหนดกลไกการยับยั้ง โครงการที่กระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม จึงขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับคณะผู้นำท้องที่จากอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งนำโดย นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอบคุณครับ ที่มาเยี่ยมและฟังการประชุมในวันนี้ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ครับ
ช่วยกรุณาขึ้น PowerPoint ได้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาต อภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๒๕๖ ของ ทั้ง ๓ พรรคการเมืองครับ ท่านประธานครับ หากเราเปรียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นบ้าน ที่ประชาชนทุกคนอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้ก็คงเป็นบ้านพิศวงนะครับ เพราะแม้จะเป็นบ้าน หลังเดียวกันแต่ก็มีบางฝ่ายบอกว่าบ้านหลังนี้โครงสร้างบิดเบี้ยวตั้งแต่แรกต้องแก้ไขด้วยการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน ในขณะที่บางฝ่ายก็บอกว่าบ้านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หลังนี้ มีพระคุ้มครอง คนโกงอยู่ไม่ได้ ถือเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงที่มีแต่นักการเมืองโกง ๆ เท่านั้น ที่อยากจะแก้ วันนี้ผมจึงอยากจะมาลองคลี่ข้อเท็จจริงดูนะครับว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของ บ้านหลังนี้คืออะไร และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้มีอะไรบ้าง และความจริงที่อยู่ เบื้องหลังความเข้าใจผิดนั้นคืออะไร และปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์โครงสร้าง สสร. หรือ บรรดาสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้านหลังใหม่ให้พวกเราอยู่ว่า พวกเขาควรจะประกอบไป ด้วยใครและมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างจึงจะออกแบบบ้านได้ถูกใจคนที่อยู่มากที่สุดครับ
ประเด็นแรก คือปัญหาเชิงโครงสร้าง บ้านหลังนี้มีชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีปัญหาใหญ่ที่ฐานราก นั่นคือการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว ผิดหลักการถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง เรามีองค์กรอิสระซึ่งมีอำนาจล้นเหลือเป็นรูปในสไลด์นี้ จนสามารถชี้เป็นชี้ตายอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และแม้แต่กระบวนการยุติธรรมได้ องค์กรอิสระเหล่านี้ซึ่งที่มาขาดการยึดโยงกับประชาชน แต่กลับมีอำนาจเหนือองค์กรที่มา จากการเลือกตั้งของประชาชน เปรียบเสมือนเสาบ้านที่ ๔ ตามรูปในสไลด์นี้ ที่สูงเสียดฟ้า ทำให้บ้านโย้เย้ ไม่สมดุล ไม่มีเสถียรภาพครับ แล้วผลลัพธ์คืออะไรครับ คือรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งอยู่ในสภาพเป็ดง่อย โดนพันธนาการเหมือนรูปรถไฟในสไลด์นี้เลยครับ ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองต่อความ เปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างทันท่วงที เราติดหล่มอยู่กับภาวะชะงักงันทางการเมือง ที่ทุกก้าวย่างของการพัฒนาต้องหยุดชะงักด้วยกับดักทางกฎหมายที่องค์กรเหล่านี้วางไว้ นี่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถ่วงดุล แต่กลับถ่วงความเจริญของประเทศครับ
ประการที่ ๒ คือการทำลายมายาคติที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อปกป้องบ้านที่ใกล้ จะพังหลังนี้ไว้ มายาคติแรกคือนี่คือรัฐธรรมนูญปราบโกง ฟังดูดีครับท่านประธาน แต่ถ้าเกิดเรามองลึกลงไปจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ทำให้การทุจริตลดลงเลย นอกจาก ดัชนี CPI ของไทยจะลดลงเรื่อย ๆ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว การทุจริตในบ้านหลังนี้เพียง เปลี่ยนการทุจริตเชิงนโยบายและการโกงอำนาจผ่านกลไกที่ซ่อนอยู่ในตัวบทกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนการติดตั้งสัญญาณกันขโมยไว้ที่หน้าประตูบ้าน อย่างใหญ่โตครับ ดูเหมือนจะกันโจรได้แต่เปิดหน้าต่างทิ้งหลังบ้านไว้ให้โจรเข้ามาขนของได้ อย่างสะดวกสบาย กลไกตรวจสอบก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อย่างเช่น ป.ป.ช. และ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเครื่องมือที่ต้องถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางเสียเองครับ
มายาคติที่ ๒ ครับ มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ นี่คือ วาทกรรมที่ดูถูกเจตจำนงของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุดครับ ความจริงปรากฏชัดเจน ผ่านตัวเลขและสถิติบนจอภาพว่าประชาชนคือผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดและ ดังที่สุดมาโดยตลอด โครงการของ iLAW ปี๒๕๖๓ มีประชาชนร่วมเข้าชื่อมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ โครงการ Re-Solution ปี ๒๕๖๔ รวบรวมรายชื่อประชาชนได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ และล่าสุดปี ๒๕๖๖ มีความพยายามรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกและฉบับเดียว ในประวัติศาสตร์ที่มีความพยายามแก้ไขโดยภาคประชาชนจำนวนมหาศาลและหลายครั้ง ขนาดนี้ จำนวนเหล่านี้ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองครับท่านประธาน แต่มันคือเสียงของ ประชาชนที่ตะโกนกองว่าพวกเขาไม่ต้องการบ้านหลังเก่าที่ผุพังโย้เย้ไร้สมดุลหลังนี้อีก ต่อไปแล้ว การเพิกเฉยต่อเสียงเหล่านี้คือการไม่เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอันเป็นของ ปวงชนชาวไทยครับ ในขณะที่นักการเมืองนั่นละที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจาก ตารางในสไลด์นี้นะครับ สถิติ ๘ ปีที่ผ่านมามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ผ่านให้ สภาแห่งนี้พิจารณาถึง ๒๖ ร่าง พิจารณากัน ๕ ยกในช่วงเวลาหลายปี แต่ตกไปถึง ๒๕ ร่าง เพราะนักการเมืองในสภาแห่งนี้ส่วนใหญ่ไม่โหวตให้ มีเพียงร่างแก้ไขระบบเลือกตั้งให้ใช้บัตร ๒ ใบร่างเดียวเท่านั้นที่ผ่านมา นี่ยังไม่นับเหตุตั้งกรรมาธิการมาพิจารณายื้อร่างประชามติ ซึ่งก็ยื้อกันมาข้ามปี วันนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ จะแก้ทั้งฉบับก็สภาล่ม ๒ รอบ มีการ Walkout กันวุ่นวาย พูดง่าย ๆ ก็คือถ้านักการเมืองอยากแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จริง มันคงแก้ได้ ตั้งแต่เมื่อ ๘ ปีที่แล้วแล้วครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมกล่าวมานะครับน่าจะสรุปเป็น ที่ประจักษ์ได้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ปราบโกงแต่อย่างใดและเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนอยากเข้าชื่อแก้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นักการเมืองนั่นละครับที่เป็นจระเข้ ขวางคลองไม่อยากแก้ครับ แต่ไม่เป็นอะไรนะครับ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงวันนี้วันที่ พรรคใหญ่ทั้ง ๓ พรรค พร้อมใจกันยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา
ผมจึงอยากจะพูดถึงประเด็นสุดท้ายก็คือการเปรียบเทียบพิมพ์เขียวจาก ๓ พรรคการเมือง ซึ่งแตกต่างกันในหัวใจสำคัญก็คือกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ครับ ผมขออนุญาตใช้ตารางเปรียบเทียบนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนใน ๔ มิติสำคัญ มิติแรก มิติความโปร่งใสยุติธรรม จะเห็นว่าร่างของพรรคประชาชนให้ความโปร่งใสสูงสุด เพราะ สสร. และสภาที่ปรึกษา ตั้งต้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ในขณะที่ร่างของ พรรคภูมิใจไทยที่ท่านผู้แทนบอกว่าเข้าใจง่ายที่สุดแล้วก็น่าสงสัยว่าสุดท้ายแล้วจะเสี่ยงต่อ การแทรกแซงจากรัฐสภาได้ง่ายที่สุดและเสี่ยงการจัดตั้งได้ง่ายที่สุดไม่ต่างจากการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ ในมิติการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่างของพรรคประชาชนให้ประชาชน เป็นผู้เล่นหลักตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยแทบจะตัดบทบาทของ ประชาชนออกไป เหลือเพียงการรอทำประชามติในตอนท้าย ในมิติคุณภาพและความเป็น ตัวแทน ร่างของพรรคประชาชนสร้างสมดุลระหว่างผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนพื้นที่ ส่วนร่าง ของพรรคเพื่อไทย ให้ความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ โดยที่สัดส่วนที่ยึดโยงกับประชาชน โดยตรงอาจจะน้อยลง และสุดท้ายมิติความโปร่งใสตรวจสอบได้ สสร. ในร่างของ พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เลือกตั้งพวกเขาเข้ามาโดยตรง ซึ่งแตกต่างจาก อีก ๒ ร่าง ที่ความรับผิดชอบ จะผูกกับรัฐสภาหรือองค์กรที่เสนอชื่อเป็นหลักครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้เรามีทางเลือก ๓ ทาง ทางเลือกที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดคือ ร่างของพรรคประชาชน ทางเลือกที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐสภานั่นคือร่างของพรรคภูมิใจไทย และทางเลือกที่เป็นการประนีประนอมคือร่างของพรรคเพื่อไทยครับ ในฐานะประชาชน คนหนึ่งผมเชื่อว่าการจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้มั่นคงและยั่งยืนได้ เจ้าของบ้านจะต้องมีสิทธิ เลือกสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้านให้ตัวเอง ซึ่งก็หมายความถึงกระบวนการการได้มาซึ่ง สสร. ที่โปร่งใส แล้วก็ยึดโยงกับประชาชน มากที่สุด ผมจึงขอวิงวอนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านและคณะกรรมาธิการร่วมของ ทั้ง ๒ สภาที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น อย่างน้อยในวันพรุ่งนี้โปรดลงมติ เพื่อเปิดประตูบานที่ กว้างที่สุดรับหลักการทั้ง ๓ ร่างนี้ให้ประชาชนได้มาเป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยกันอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับคณะนิสิตและคณาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อำเภอเมือง ชลบุรี ครับ ซึ่งมาฟังการประชุมอยู่ชั้นบนขณะนี้ ขอบคุณ ที่มาเยี่ยมและฟังการประชุมวันนี้ครับ ต่อไปขอเชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของทั้ง ๓ ร่าง เพื่อจะนำไปสู่เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ทั้งนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ต้องมีการจัดให้ออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ ให้ประชาชนออกเสียง ประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการ เนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ครั้งที่ ๓ ภายหลัง รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวกันได้ ที่ผมอยากจะทบทวนคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันหลักพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย วันนี้พวกเรารัฐสภาจะทำภารกิจสำคัญ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าได้มาร่วมกันริเริ่มหรือแสดงความต้องการในการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้รัฐสภาในที่นี้โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่สภา ชุดที่ ๒๖ ไม่ใช่เป็นผู้จัดทำ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้วว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งถ้า ๔ เดือน มีการยุบสภา การเลือกตั้งของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ซึ่งเราไม่รู้ว่าคณะผู้ร่างจะไปเสร็จถึงตอนนั้นหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จะมี ประชาธิปไตยโดยตรง โดยจะทำประชามติ การทำประชามติก็คือการสอบถามเจ้าของ อำนาจอธิปไตยโดยตรง ซึ่งปกติต้องเป็นคำถามไม่ซับซ้อน หรือเป็นประเด็นในคำถาม ที่ไม่ควรจะให้เกิดความสับสน ซึ่งที่กังวลก็คือจะมีการพูดว่าจะมีการทำประชามติเรื่อง ความมั่นคง ซึ่งอันนี้มันเป็นคนละประเด็น ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราได้เคยผ่านทำประชามติ รัฐธรรมนูญมา ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ทำ ประชามติ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนบอกว่าดีที่สุดแต่ใช้ได้ ๙ ปี ปี ๒๕๔๙ ถูกยึดอำนาจ ฉบับที่ ๒ ปี ๒๕๕๐ ได้มีการทำประชามติ ซึ่งผลการทำมติ ๕๗.๘๑ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบ ๔๒.๑๙ เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติก็มีอายุเพียง ๖ ปีกว่า ๆ หรือ ๗ ปี พลเอก ประยุทธ์ ก็มาฉีกรัฐธรรมนูญ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในปี ๒๕๖๐ ก็ได้ทำ ประชามติ ซึ่งผลการทำประชามติพบว่า ๖๑.๓๕ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบ ๓๘.๖๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จะมีการจัดทำใหม่ครั้งนี้ยังไม่มีใครมายึดอำนาจ เพื่อฉีกรัฐธรรมนูญ อันนี้ถือว่าประเทศไทยได้เดินทางมาพลวัตที่สำคัญอย่างยิ่ง ผมอยากให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เกิดความภูมิใจ ท่านประธานครับ ผมอยากไปทวนการทำประชามติ เมื่อปี ๒๕๕๙ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เดือนสิงหาคม พบว่าจังหวัดภาคใต้ ๕ จังหวัด มีผู้รับร่างรัฐธรรมนูญสูงสุด ผมจะอ่านคร่าว ๆ คือชุมพรเห็นชอบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นครศรีธรรมราชเห็นชอบ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ภูเก็ตเห็นชอบ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ สุราษฎร์ธานี เห็นชอบ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ระนองเห็นชอบ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แต่จังหวัดที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นภาคใต้คือจังหวัดปัตตานีท้ายสุดเห็นชอบแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เห็นชอบถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์เศษ อันดับ ๒ จังหวัดนราธิวาสเห็นชอบเพียง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ และอันดับ ๓ เป็นยโสธรและมุกดาหารไม่เห็นชอบ และอันดับ ๕ เป็นยะลา เกิดอะไรขึ้นกับการทำ ประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก่อนที่เราจะไปพูดถึงความจำเป็นต้องจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ผมได้พูดถึงการทำประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ใช้มา ๘ ปี ผ่านการเลือกตั้ง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ พรรคพลังประชารัฐ ไม่เสียหายนะครับ ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจ เป็นพรรคที่ได้อันดับ ๒ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ สามารถอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ๔ ปี อย่างเหมือนว่าไม่มีอะไรสะทกสะท้านเพราะว่าขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยน ผ่านที่ให้ สว. ชุดที่แล้วที่รับแต่งตั้งท่าน พลเอก ประยุทธ์ อยู่ต่อ ๕ ปี เราจะเห็นเรื่องที่ พรรคฝ่ายค้านยื่นต่อองค์กรอิสระมากมาย พอผลออกมาก็เต็มไปด้วยเสียงแซ่ซ้องแต่ พลเอก ประยุทธ์ ก็อยู่ได้ สุดท้ายเหลือเวลาไม่กี่วันท่านก็ยุบสภาเพราะต้องการเหตุให้ สส. มีเวลาย้ายพรรคได้เร็วขึ้นเพื่อจะให้มีการเลือกตั้ง ต่อมาการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ คือเมื่อ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ ก็เช่นกัน พรรคที่ได้อันดับหนึ่งคือพรรคอนาคตใหม่หรือ พรรคประชาชนขณะนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นอันดับ ๒ ได้เป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ เกิดวิกฤติที่ไม่สามารถจะหาคำตอบอะไรได้ พอมีคำถามก็ ๑๐๐ คำตอบ ก็พบว่ารัฐธรรมนูญ เลือกตั้งครั้งที่ ๒ วันนี้มาเป็นเวลา ๒ ปี มีนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ๓ คน ๒ คนแรกได้ถูก สว. ในที่นี้ สว. คนแรกเป็น สว. ชุดเก่า คนที่ ๒ เป็น สว. ชุดปัจจุบันได้ยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งให้สิ้นสุด ท่านประธานครับ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงคิดว่าได้มีการทำลายหลักประชาธิปไตยอย่างมาก เพราะทุกคนต้องการความเสี่ยงที่อยากจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยปรากฏการณ์ MOA ที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่แบบพิลึก โดยผู้ที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมากก็เจตนาที่ไม่ต้องการ ให้รัฐบาลนี้ไปบริหารประเทศ แต่ไปเพื่อแก้รัฐธรรมนูญวันนี้ เช่นกันครับ ฝ่ายรัฐบาลที่เป็น ปัจจุบันวันนี้มีการประชุม ครม. อยู่ข้างบนก็บุญหล่นทับได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็น รัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ผมจะขอบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลภายใต้อาณัติมอบหมายแล้วกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมอาจจะพูดอย่างเกรงใจนิด เนื่องจากว่ารัฐบาลมีคนเข้าใจว่า จะมีความสนิทกับ สว. ประมาณ ๑๓๘ คน หรือ ๒ ใน ๓ ของ ๒๐๐ คน ในการแก้ รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ เราจำเป็นจะต้องมีเสียง สว. ๑ ใน ๓ หรือ ๖๖ คน ดังนั้นวันนี้ จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ผมได้ยินเพื่อน สว. ว่าเราไม่ควรคืนทางตันไปให้ประชาชน แต่เรา อยากมอบมรดกที่ดีให้กลับไปสู่ประชาชน ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่า ๘ ปีที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรามี โครงสร้างที่ผมเรียกว่ามากเกินไป อันต่อมาก็น้อยเกินไป อันต่อมาก็ไม่มีเลย ที่มากเกินไป ก็หนีไม่พ้น ปกติรัฐธรรมนูญจะมีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และรัฐบาล แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีรัฐอิสระ ซึ่งที่มีมากเกินไปผมก็เรียนว่าวุฒิสภา องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการสูงเกินไป จนสามารถชี้ชะตากรรมของพรรคการเมืองหรือที่ประชาชนเลือกมาได้ ที่น้อยเกินไปคือ อำนาจของประชาชน อำนาจของพรรคการเมือง รัฐบาลเสียงข้างมากถูกจำกัดไม่สามารถ ที่จะผลักดันนโยบายที่ไปหาเสียงกับประชาชนได้ ความจริงนโยบายต้องเหนือสิ่งอื่นใด แต่ว่าไปหาเสียงแล้วก็ไม่สามารถทำได้ ที่ไม่มีเลยก็คือเราไม่มีกลไกการตรวจสอบกองทัพ องค์กรอิสระ หรือการปฏิรูปศาล ในหมวดปฏิรูปไม่พูดถึงศาลสักคำหนึ่ง และองค์กรอัยการ ทั้งที่หน่วยงานพวกนี้ใช้งบประมาณปีละจำนวนมาก แต่กลับไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใส หรือความรับผิดชอบ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือทำให้ประเทศอยู่ภายใต้กติกาไม่สมดุลระหว่าง อำนาจของประชาชนกับอำนาจชนชั้นนำ ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องของชนชั้นนำ และองค์กรอิสระไม่ใช่เรื่องของประชาชน เสียงของประชาชน จะมีความหมายแต่วันเลือกตั้ง เสียงของตนไม่มีความหมาย มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องคุณภาพชีวิตด้านปัจจัย ๔ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ด้านสิทธิเสรีภาพ ด้านความเสมอภาค ความยุติธรรมและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ระหว่างเมืองกับชนบท ถ้าจะกล่าวเรื่อง อำนาจมากเกินไปเราจะมีคำหนึ่งคือมาตรฐานทางจริยธรรมที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมสูง สามารถที่จะตัดสิทธิ วันนี้ทราบว่ามีเพื่อนสมาชิกของพวกเราหลายคนก็ถูกตัดสิทธิไป ๖ คน แล้วก็สุดท้ายในปีกว่า ๆ ๒ ปีนี้นายกรัฐมนตรีก็โดน สว. ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตัดสิทธิไป ท่านประธานครับ เราจำเป็นต้องคืนความสมดุลให้กับประชาชน ซึ่งที่ผม อยากจะยกตัวอย่าง เนื่องจากว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นเราก็พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิดขึ้นมาจะมีผลกระทบกับคุณภาพ ชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง ได้แก่ ผลกระทบทางด้านศาสนาซึ่งพี่น้องจังหวัดชายแดน ภาคใต้จะมีมิติที่ผูกพันกับวัฒนธรรมศาสนา ผลกระทบด้านการศึกษา ผลกระทบด้าน สาธารณสุข ผลกระทบด้านเกษตร ผลกระทบในด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น ผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจและผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง ผมยกตัวอย่าง ซึ่งอาจจะยกได้ ไม่หมด เช่นผลกระทบด้านการศึกษา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นเขียนไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ผมอยากให้จับคำว่าสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ ม. ๖ หรือ ปวช. ไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ไม่น้อยนะครับ ที่รัฐจะต้องจัดให้ อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่พบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเขียนว่ารัฐ ต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบภาคบังคับ ภาคบังคับคืออะไรครับ ภาคบังคับก็ ม. ๓ การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ ม. ๖ อย่างน้อยการศึกษาต่ำไปอีก ๓ ปี ซึ่งเราก็จะพบว่าวันนี้ด้วยความไม่มีสิทธิเสมอกัน ด้วย ความไม่ทั่วถึง ด้วยความไม่มองในมิติเรื่องการศึกษา เราจึงพบว่าเรามีข้อมูลคน Dropout เพราะว่าไม่ถ้วนหน้าอยู่ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษาว่านอกระบบ ๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วที่เสี่ยงกับการจะออกอีก ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน รวมที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในเรือนจำ เราพบว่า เรือนจำปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๒๒๐,๐๐๐-๒๓๐,๐๐๐ คน มีการศึกษากว่าภาคบังคับเพราะรัฐบาลไม่เคยคำนึง เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เขียน เวลาหน่วยต่าง ๆ ก็จะไปให้มีการศึกษามากก็ไม่มี คนไม่มีการศึกษาก็คือต้องไปอยู่ในเรือนจำ นี่คือเรามา Check อายุ ๑๘ ปี ดังนั้นผมจึงคิดว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านเกษตร ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นั้นเขาจะเขียนเลยว่ารัฐต้องอุ้มชูเกษตรกรโดยเฉพาะในเรื่อง ผลผลิตต้องขายให้ได้ราคาสูง แต่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา ๗๓ เขาบอกให้เกษตรกรไป ขายในตลาด ตลาดคือยิ่งถูกยิ่งดี คุณกำลังผลักเกษตรกรให้ไปอยู่กับตลาด แล้วที่ซ้ำร้าย เจ็บปวดที่สุดเกษตรกรไม่มีที่ทำกินจำนวนมากแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เอื้อไปช่วย ที่สำคัญ ก็คือในช่วงมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มา ไปทวงคืนผืนป่า ๔๐,๐๐๐ กว่าคดี จากชุมชน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าชุมชน ท่านประธานครับ ในเรื่องเศรษฐกิจเมื่อเรามีวินัยการเงิน การคลังเข้ามาแล้วก็ยังมีการที่จะแถลงนโยบาย มียุทธศาสตร์ชาติ จึงทำให้เกิดการจะพัฒนาเศรษฐกิจก็ยาก เพราะวินัยการเงินการคลัง ยุทธศาสตร์ชาตินี่ เรื่องใช้กับคนไร้โอกาส คนไม่มีเงิน แต่คนที่เป็นข้าราชการ เป็นนายทุน เป็นผู้มีอำนาจ จะเดินพาเหรดไปในงบประมาณ เราจึงจะเห็นว่าตั้งงบประมาณที่เป็นงบปกติหรืองบรายจ่าย ประจำเพิ่มขึ้น ๆ จนภาษีทั้งหมดก็อยู่ในกองนี้ ส่วนงบในการลงทุนก็น้อยลง ๆ แล้วที่สำคัญ ทุกคนก็เดินไปเรื่องนี้คือมีระบบที่เรียกว่าเสือนอนกินหรือสัมปทาน ประทานโทษครับ ผมได้ ดูหลายบริษัท แต่ว่าเพื่อไม่ให้เป็นการหมิ่นประมาท แม้บริษัท ซิโน-ไทย ของท่าน นายกรัฐมนตรีก็สามารถมีสัญญากับรัฐ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือเมื่อไปเปิดดูสัญญา ย้อนหลัง คือระบบนี้จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจเราเติบโตได้ยาก นอกจากนี้ผมคิดว่าตัวอย่าง คงจะไม่ยกเพิ่ม แต่อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราเดินทางมาถึง อดีตเป็นบทเรียน แต่ปัจจุบัน และอนาคตเป็นความรับผิดชอบของเรา เราเดินทางมาถึงที่จะมีการทำประชามติ การทำ ประชามติครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นการทำประชามติที่จะไปสอบถามประชาชน ซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ อยากจะทำความเข้าใจทั้ง ๓ ร่าง ผมคิดว่าถ้ารับไปแล้วเดี๋ยวรอบแรกไปถามว่าจะมี รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่รอบที่ ๒ คือวาระที่หนึ่งที่เราจะมาดูกันทั้ง ๓ ร่างว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้สะดุดทางไปขัดกับคำวินิจฉัยของศาล จะทำอย่างไรที่ไม่ไปแตะหมวด ๑ หมวด ๒ แล้วก็จะทำอย่างไรที่จะให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาได้รู้ โดยเฉพาะในวาระที่สองนี้เขาให้ บอกวิธีการ เนื้อหาและกรอบ ทำให้กับประชาชนชัดเจน ดังนั้นความสำคัญที่สุดผมคิดว่า กรรมาธิการที่ตั้งนี่ไม่ควรใช้เวลาเกิน ๔๕ วัน แล้วก็พยายามทำเนื่องจากเราไม่รู้ว่าในเวลา ที่เหลือจะนานแค่ไหน แล้วทำร่างที่ ๒ ที่จะไปถามประชาชนซึ่งครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ รวมกัน ได้ อันนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก ท่านประธานครับ มีคำถามว่าวันนี้เราต้องการ รัฐธรรมนูญที่ดี รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่เราไปลอกเลียนเอาจากต่างประเทศมา วันนี้รัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเราลอกเลียนสิ่งดี ๆ มาจากต่างประเทศ แต่รัฐธรรมนูญที่ดีต้องสามารถตอบสนอง บริบทของคนไทย แล้วสามารถตอบรับความเป็นสากลได้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการ แบ่งปันทรัพยากรซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดเรื่องเศรษฐกิจเลย เราไม่ได้พูดถึงมิติทางเศรษฐกิจที่ประชาชนคนเล็กคน น้อยไม่มีทุน ไม่มีการดำเนินการ ซึ่งรัฐธรรมนูญในหลายประเทศเขาจะมีสิทธิมนุษยชน ทางด้านเศรษฐกิจ จะประกาศว่าไม่ให้ใครต้องมีความยากจน ไม่ให้ใครอยู่ได้ วันนี้อยากจะ เรียนเพื่อนสมาชิก วันนี้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเรายังไม่ได้ร่างและเรากำลังจะร่าง เช่นกันครับ เมื่อเรายังไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ยังไม่ได้เกิดและกำลังจะเกิด ซึ่งการจะเกิดได้อยู่ที่ พวกเราที่จะเปิดประตูแล้วไปเชื่อมต่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมกันแสดงความเห็นแล้วก็มา อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาชุดนี้จำนวนหนึ่งอาจจะกลับเข้ามา อีกจำนวนหนึ่งไม่ได้กลับ เข้ามา คงไม่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญที่ไปถึงวาระที่สาม แต่ผมเชื่อมั่นว่าระบบการเลือกตั้งที่จะ มีหลังจากนี้ ๔ เดือน หรือ ๓ เดือนกว่าที่จะเกิดขึ้นจะได้สมาชิกเข้ามา แล้วก็ผมก็คิดว่ารัฐบาลชุดหน้าก็ไม่ควรอยู่นาน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ควร ยุบสภาเพื่อให้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งเราได้อยู่ในภาวะที่เรียกร้องโหยหามานาน ผมจึง ขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่แก้ไขมาตรา ๒๕๖ แล้วเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของทั้ง ๓ ร่าง ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็จะเป็น ของวุฒิสภา ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกขอเชิญอาจารย์นันทนา นันทวโรภาส ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ย้อนหลังไปเมื่อ ๕๒ ปีที่แล้ว ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหล่าวีรชนผู้กล้าได้ ออกมาต่อสู้กับเผด็จการเรียกร้องรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ขอสดุดีวีรชนผู้แผ้วถาง สร้างประชาธิปไตยไว้ ณ รัฐสภาแห่งนี้ อนิจจามาถึงวันนี้เรายังยืนอยู่ที่เดิม เรายังต้องต่อสู้ เรียกร้องให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนเป็นผู้ร่าง ไม่ใช่ฉบับที่นิติบริกรยัดเยียดให้เราใช้มา อย่างขมขื่น ทั้งหมกเม็ด ซ่อนเงื่อน วางหมากกล เพื่อปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน หากดวงวิญญาณของวีรชน ๑๔ ตุลาคม ยังวนเวียนอยู่กับประชาธิปไตยของไทย ขอได้โปรด ปัดเป่าเหล่ามารร้าย ทายาทอสูร ซากเดนเผด็จการให้พ้นจากการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนนี้ด้วยเทอญ ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้เรามีร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การ พิจารณา ๓ ฉบับ หากเรายึดมั่นในหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เราก็ต้อง ให้สิทธิในการกำหนดกติกาบ้านเมืองแก่พวกเขา ดิฉันเห็นว่ามีเพียง ๒ ร่างที่เข้าหลักการนี้ คือร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งเปิดให้มีการเลือก สสร. จากประชาชน และให้รัฐสภาทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองในขั้นตอนสุดท้าย แม้ดิฉันจะมีเจตจำนงที่จะให้การ คัดเลือก สสร. มาจากประชาชนโดยตรง ไม่ต้องอ้อมกลับมาที่รัฐสภา แต่ก็ไม่มีร่างของ พรรคไหนที่กล้าหาญจะยกร่างเช่นนี้ จึงถือว่าร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ยึดโยงกับประชาชนเท่าที่จะเป็นไปได้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับร่างของ พรรคภูมิใจไทยที่เปิดให้ประชาชนสมัครมาเป็น สสร. แล้วให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก ทั้งหมดนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นร่างที่ประเมินประชาชนต่ำมาก ไม่เปิดให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมใด ๆ ทุกอย่างกำหนดด้วยเกมในรัฐสภา ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า สว. ที่กำลังพัวพัน ในคดีฮั้ว อั่งยี่ ฟอกเงิน มีมากกว่า ๑ ใน ๓ ของวุฒิสภา เมื่อรวมกับ สส. พรรครัฐบาลก็จะ กลายเป็นเสียงข้างมากที่จะกำหนดตัว สสร. ได้เกือบทั้งหมด เช่นนี้แล้วเราจะได้ สสร. สีน้ำเงิน รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงินหรือไม่ ในฐานะ สว. ดิฉันคงไม่อาจรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ไม่เห็นหัวประชาชนเช่นนี้ได้ ท่านประธานคะ แม้ดิฉันจะเห็นด้วยกับร่างของ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน แต่ดิฉันก็มีข้อเสนอแนะที่จะนำไปสู่กระบวนการในการ แปรญัตติให้ได้ สสร. และรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยสูงสุด
ประการแรก เราจะต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญของ ประชาชน ดังนั้นในร่างของ สส. พริษฐ์ ที่ใช้ชื่อว่าสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ตรงกับบทบาท ไม่มีพลัง ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เราควรใช้ชื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ชัด ๆ ไปเลยค่ะ
ประการที่ ๒ ในร่างของพรรคเพื่อไทย กำหนดสัดส่วนตัวแทนที่ประชาชน เลือกมามากถึง ๓ ต่อ ๑ คือ ประชาชนเลือกมา ๓๐๐ ให้รัฐสภาเลือกเหลือ ๑๐๐ ดิฉันคิดว่า ๒ ต่อ ๑ ก็จะทำให้เราเข้าใกล้เจตนารมณ์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ จะต้องมีการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อนำเอาความเห็นของประชาชนไปประกอบการพิจารณา ยกร่างให้มากที่สุดในทุกประเด็น และประการสำคัญที่สุดที่แม้ไม่ได้อยู่ในร่างแก้ไขทั้ง ๓ ร่างนี้ ก็คือเรื่องของคำถามประชามติ เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่อาจจะบิดเบือนเจตจำนงของ ผู้ลงประชามติได้ ดังตัวอย่างคำถามพ่วงในการทำประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ ที่สร้างความสับสนให้กับประชาชน ด้วยคำว่า ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับ การเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คำถามแบบสะตอ หมกเม็ด ซ่อนเงื่อน ชี้นำ เช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้ ในการทำประชามติครั้งนี้ คำถามควรจะตรงไปตรงมา เช่น ๑. ท่านเห็นด้วยที่จะให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ๒. ท่านเห็นด้วยที่จะให้มี สสร. ตามข้อเสนอของรัฐสภาหรือไม่ ดิฉันหวังว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเป็นวาระแห่งชาติ ขอย้ำนะคะ ชาตินี้ค่ะ ที่รัฐบาล จะมีความจริงใจในการที่จะผลักดันให้มีการทำประชามติอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย พิทักษ์สิทธิเสรีภาพ และอำนาจสูงสุดเป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณสุทนต์ กล้าการขาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม สุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุทัยธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอใช้โอกาสนี้อภิปรายในประเด็น ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเสนอเป็น เรื่องด่วนทั้ง ๓ ฉบับ โดยทั้ง ๓ ฉบับมีสาระสำคัญคือการแก้ไขเพิ่มเติมโครงสร้างของรัฐสภา และการเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งกระผมเห็นว่าไม่เหมาะสม ในหลักการ เนื้อหา และกาลเวลา เนื่องด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ควรจะถูกเสนอ เป็นเรื่องด่วน ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเขตขอบ เพื่อปกป้องประชาชน ซึ่งจะแก้ไขปรับปรุงต้องยึดหลักร่วมของทุกฝ่าย ต้องอาศัย กระบวนการที่รอบคอบ โปร่งใสและผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งการ เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่ประเทศชาติกำลังประสบภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติในขณะนี้ จึงไม่เหมาะสมในด้านหลักการ เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ มิใช่ต้องเร่งด่วนตามกระแส การเมืองหรือความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ประการที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๒๕๖ มีผลกระทบ โดยตรงต่อดุลอำนาจของรัฐสภาและเสถียรภาพของประเทศ มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันกำหนดเสียงเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในระดับสูง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญถูกแก้ไขได้โดยง่าย แต่ร่างแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับมีแนวทางที่จะ ลดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบและขยายกรณีการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของอำนาจรัฐโดยเฉพาะการลดบทบาทของวุฒิสภา รวมถึงเปิดช่อง ให้การเมืองภายในสภามีอิทธิพลต่อการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศมากเกินไป กระผม เห็นว่าการคงไว้ซึ่งหลักเกณฑ์เดิมตามมาตรา ๒๕๖ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสเถียรภาพ ของรัฐธรรมนูญและระบบรัฐสภาไทยไว้ได้
ประการที่ ๓ การเพิ่มมาตราในหมวด ๑๕/๑ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ยังไม่เหมาะสมในเวลานี้ แม้ผู้เสนอจะให้เหตุผลว่าเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ในความเป็นจริงหากพิจารณาเปรียบเทียบ ระหว่างการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจกับการเมือง เสียงของประชาชนคงอยากให้รัฐบาล มุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงใจ และเมื่อความเป็นอยู่ดีขึ้นคงไม่ยากที่ประชาชน จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและร่วมสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองหากเปิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเวลานี้ อาจสร้างความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความ เชื่อมั่นของประเทศโดยรวม
ประการที่ ๔ สถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันมีภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญกว่า ท่านประธานที่เคารพ ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความ มั่นคงในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าและค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความซับซ้อนทางด้านการค้า แรงงาน และความมั่นคงของชาติ ภารกิจเร่งด่วนที่รัฐสภาควรให้ความสำคัญก็คือการสนับสนุน นโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ฟื้นฟูรายได้ของประชาชน และเสริมความมั่นคง ของประเทศ มากกว่าเปิดการถกเถียงในประเด็นรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในเวลาที่ประชาชน กำลังเดือดร้อน
ประการที่ ๕ เป็นข้อเสนอแทนการแก้ไขทั้งฉบับ หากเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มีประเด็นที่ควรปรับปรุง กระผมเห็นว่ารัฐสภายังสามารถดำเนินการแก้ไขเป็นรายมาตรา ได้ตามกระบวนการปกติ โดยให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เฉพาะประเด็น เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน นักวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แนวทางนี้จะลดความขัดแย้งและยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของประเทศไว้ได้
ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญถึงแม้จะเป็นกฎหมายสำคัญสูงสุด ของประเทศและเป็นรากฐานแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ความเป็นประชาธิปไตยจะมั่นคง ยั่งยืนได้ต้องอาศัยความมั่นคงของรัฐภายใต้อธิปไตย เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และประชาชน ที่เข้มแข็ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และมีฉันทามติ ทุกภาคส่วน การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในเวลานี้ยังไม่เหมาะสม ทั้งในด้าน เวลา เนื้อหา และความจำเป็นของประเทศ กระผมจึงขอให้รัฐสภามุ่งเน้นการทำงานเพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความมั่นคงของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของรัฐ เป็นอันดับแรก จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียน เบื้องต้นผมได้รับการจัดสรรเวลาแล้วนะครับ เป็นเวลาของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และเวลา ที่ได้รับจัดสรรทั้งหมดสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ๓๐ นาที ผมจะมีผู้อภิปรายประมาณ ๓ ท่าน ก็จะบริหารเวลาไปอย่างนั้น เรียนท่านประธานครับ ถือว่าเป็นฤกษ์ดี เราเสนอการ แก้รัฐธรรมนูญแล้วสภาพิจารณาในวันที่ ๑๔ ตุลาคม เมื่อเช้าผมเดินทางไปร่วมรำลึก เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว ๕๒ ปี ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่มาเรียน กรุงเทพฯ แล้วก็มีโอกาสร่วมรณรงค์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ในการที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่อง ประชาธิปไตย เพราะตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ ผมท่องชื่อนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ป. ๗ ไม่เคยเปลี่ยน นายกรัฐมนตรี พี่กับน้องผลัดกันเป็นอยู่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นปี ๒๕๑๗ พวกผมออกรณรงค์ ประชาธิปไตย แล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนสละเลือดเนื้อชีวิตโดยเยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นนั้นและรุ่นพวกผม รุ่นท่านประธานทำกันมาแล้วก็ได้รัฐบาลมา แล้วก็ได้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญมา แล้วก็ได้รัฐธรรมนูญมา เราประท้วงเพราะว่าเราเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แจกใบปลิวและถูกจับหมด ๑๓ คน แล้วก็ลุกลามไปถึงเหตุการณ์ที่ต้องเป็นการกวาดล้างกัน ครั้งใหญ่และยุติปัญหาได้โดยการได้นายกรัฐมนตรีจากการโปรดเกล้าฯ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนก็ถือว่า ๑๔ ตุลา กลายเป็น วันมหาปิติจากวันมหาวิปโยคเพราะประชาชนได้สิ่งที่เขาหวังแล้วคือประชาธิปไตย ก็หวังว่า ประชาธิปไตยมันเจริญก้าวหน้ามาตลอด แต่ประชาธิปไตยที่เราได้ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลามันไปได้สักพัก ๓ ปี ๔ ปีก็เกิดรัฐประหาร รัฐประหารรัฐธรรมนูญก็หายไป แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สักระยะหนึ่งก็โดนรัฐประหาร แล้วก็หายไป เราสลับกับรัฐประหารกับเขียนรัฐธรรมนูญเป็นฉบับ ๆ มาเรื่อยมาครับ ท่านประธานอยู่วงการการเมืองมานานมาก ท่านเจอรัฐธรรมนูญเกือบทุกรูปแบบแล้ว แล้วทุกครั้งในการทำรัฐธรรมนูญก็คือจะทำให้ดีกว่าเก่า สุดท้ายเราทำรัฐธรรมนูญครั้งแรก ที่สภานี้ร่วมกันแก้เพื่อเปิดช่องทำรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๓๘ ขออนุญาตเอ่ยนาม สมัยท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ท่านแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องให้สภาหาทาง ในการไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผลสุดท้ายก็ได้ สสร. ยุคแรกมาครับ แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จนกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการเสริมสร้างความ เข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาในระบบก่อนหน้านั้นพรรคการเมืองอ่อนแอ ครับ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมาเดี๋ยวล้มเดี๋ยวหาย ล้มหายตายจากไปเกือบหมด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็งครับ สุดท้ายเราก็ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งยืนยาวครบ ๔ ปี เมื่อ การเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ เปลี่ยนการเลือกตั้งจากเขตละ ๓ คน มาเหลือเขตละ ๑ คน แล้วก็ จัดตั้งองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเดี๋ยวจะได้กล่าวถึงครับ ต่อมาหลังจากพรรคการเมือง เข้มแข็งมากเราก็เห็นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปในการเมืองครับ เลือกตั้งมาอยู่ ๑๒ พรรค อยู่ ๆ ก็รวมพรรค ยุบพรรค รวมพรรค ยุบพรรค รวมพรรค จนพรรคการเมืองพรรคเดียว รวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา เกินเลยไปถึงขั้นพรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เราพยายามแก้จากรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองอ่อนแอมาสู่ พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมาก มากขนาดว่าฝ่ายค้านตรวจสอบนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ไปได้ สักพักก็ปฏิวัติ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากเขตคนเดียวก็แบ่งเขตเป็นเขตละ ๓ คนใหม่ เปลี่ยนใหม่ก็แบ่งเขตอีกที จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรากำลังใช้อยู่แล้วกำลังเอามา อภิปรายกัน ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุผลของข้ออ้างเหมือนกันว่าเราได้รัฐธรรมนูญ มาจากเผด็จการ เราก็อยากได้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ได้ เปิดช่องเหมือนกับสมัยก่อนนะครับ สมัยก่อนก็ไม่เปิดช่อง มันมีแต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทำได้ ช่องทางทั้งหมดในการแก้รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ ๗-๘ ช่องทาง แต่ทั้ง ๗-๘ ช่องทาง ไม่สามารถที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ใช่เผด็จการได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดนตีหนักก็คือเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ แต่ผมกับท่านประธานรับประทานรัฐธรรมนูญ เผด็จการมาเยอะมากเลยครับ รัฐธรรมนูญพระราชทานก็รับประทานมาเยอะแล้วครับ เพราะฉะนั้นคราวนี้จะรับประทานรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนลองดูย้อนกลับไปเหมือน ปี ๒๕๔๐ ดูสักที แต่การทำประชามติเป็นเรื่องที่ถูกสอดแทรกมา ณ วันนี้ เพราะฉะนั้นการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งหมดทั้ง ๓ ร่างที่นำเสนอมาเป็นการเปิดประตูใหม่ไปสู่จักรวาลของการแก้ รัฐธรรมนูญโดยประชาชน ไม่ติดกรอบแล้วครับ แต่ว่าติดกรอบในรัฐธรรมนูญชุดเก่าเขาเขียน ว่าการจะแก้ไปกระทบกระทั่งเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ เรื่ององค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องทำ ประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องถูกทำประชามติ แต่ครั้งนี้ก็ได้พิเศษก็คือตั้งแต่เราจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดกฎหมายรัฐธรรมนูญเพิ่มมาอีก ๑ มาตรา แต่หลายวงเล็บ จะต้องทำประชามติเพื่อไปถามประชาชนก่อนว่าพร้อมที่จะให้ทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คราวนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับตัวผมเองแล้วก็ประชาชนก็คือ ทำไมเราถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับ ที่ใช้เป็นของเผด็จการ ดีไม่ดีก็เคยแก้มาแล้ว และก่อนหน้านี้ก็มีผู้ที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยู่ทั้งหมดร่วม ๑๐ ร่างในอดีตที่ผ่านมา ค้างอยู่ในสภาอีก ๗-๘ ร่าง แก้ได้ครับ แต่เที่ยวนี้คือ เปิดช่องเพื่อทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ คราวนี้ก็หาเหตุผลว่าตั้งแต่เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มาถึงปัจจุบัน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังก็คือชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนจะดีขึ้น เราพัฒนา มาเป็นระยะครับท่านประธานครับ วันนี้สิทธิของประชาชนได้รับการค้ำประกัน เสรีภาพของ ประชาชนได้รับการรับรอง ประชาชนไม่ต้องถูกข่มเหงรังแก ไม่ถูกตรวจค้นเข้าบ้านโดยเวลา ข้ามคืนโดยไม่มีหมายศาลอะไรพวกนี้ เราคุ้มครองสิทธิประชาชนหมดแล้ว คราวนี้สิ่งที่เราได้ เพิ่มเติมมาก็คือองค์กรที่มีอำนาจ ทีนี้ผมมาพิจารณาดูนอกจากคำว่ารัฐธรรมนูญฉบับกลาง รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะมีปัญหาที่ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอในนามของ ขออนุญาตเอ่ยนาม พรรคประชาชนครับ ว่าอดีตที่เราพยายามจะทำให้เป็นประชาธิปไตยสูง เราสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะครับ เราสร้างองค์กร กกต. กรรมการเลือกตั้ง มาทดแทน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเราบอกว่าเป็นกระทรวงที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจมากเกินไป กกต. เลยได้ อำนาจ ๒ อำนาจเลยครับ ๑. จัดการเลือกตั้ง ๒. กำกับการเลือกตั้ง และ ๓. วินิจฉัย การเลือกตั้งสุจริต ไม่สุจริต เราสร้าง กกต. ที่มีอำนาจตุลาการในตัว มาวันนี้ครับ ท่านประธาน ตั้งแต่มี กกต. มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จมากครับ สำเร็จถึงประชาชนพูดว่าเดี๋ยวนี้จะย้ายพรรคต่ำกว่า ๕๐ ก็ไม่เอากันแล้วครับ ต้องใช้เงิน ๕๐ ล้านบาท เพื่อการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งเขตคนเดียวครับ บางเขตนี่ทะเลาะกันในช่วง เลือกตั้งซ่อมนี่ไปถึง ๑๐๐ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้คนแบบรุ่นท่านประธาน รุ่นพวกผมที่เขามาจากบ้านนอกมาเป็นผู้แทน ท่านมาจากครูบ้านนอก ผมมาจากทนายบ้าน นอก จะไม่มีโอกาสขึ้นในแผ่นดินนี้เลยครับ นอกจากคุณจะไปเป็นลูกจ้างรับเงินเขามา ๓๐-๔๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท เพื่อไปเลือกตั้งแล้วเข้ามาเป็นผู้แทน คุณก็ไม่พ้นลูกจ้าง นายทุนหรอกครับ ระบบทุนมันครอบงำประชาชนและพรรคการเมืองทั้งหมด เพราะฉะนั้น องค์กรที่เพื่อนสมาชิกพูดถึง กกต. ล้มเหลวจริง ๆ ครับท่านประธาน
องค์กรที่ ๒ องค์กร ป.ป.ช. ผมคิดว่ามันก็เป็นปัญหาพอสมควร เห็นด้วยครับ ที่ต้องปรับเสียใหม่ ป.ป.ช. วันนี้มีอำนาจมากจนถึงข้าราชการบางคนแค่โดนชี้มูล ก็ต้องออก นักการเมืองเราในสภาชี้มูลก็ออก สุดท้ายศาลอาจจะยกฟ้อง กว่าจะได้ทุกอย่าง คืนมาเสียชื่อเสียงไปหมด
องค์กรที่ ๓ ครับท่านประธาน สตง. ก็ไม่ต้องเอ่ยซ้ำหรอกครับ ยังสืบไม่ได้ว่า ผิดที่ใครที่ทุจริตการสร้างตึก สตง. ซึ่งตัวเองมีหน้าที่ตรวจสอบคนทั้งประเทศ แต่คำตอบก็ยังไม่มี
องค์กรที่ ๔ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้ค่อนข้างจะมีอำนาจน้อยก็เลยปัญหาน้อย
องค์กรที่ ๕ ก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่จะเห็นอย่างหนึ่งครับก็คือ องค์กรไหนที่มีอำนาจมากก็จะมีพฤติกรรมที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนน้อยลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดครับ ประชาธิปไตยเราเดินมาถึงวันนี้ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอ รัฐธรรมนูญแต่ละคนครับ การทุจริตคอร์รัปชันลามไปมากมาย ถ้าเลือกตั้งมาจากการ ที่ประชาชนร่วมกับผู้สมัครร่วมกันทุจริตได้คนดีบ้างเลวบ้างขึ้นมา ขณะที่ได้เงินกัน ทั่วประเทศ แน่นอนครับคนที่ทุจริตมาจากการเลือกตั้งมันก็ต้องมาทุจริตในทางการเมือง เมื่อหัวส่ายหางก็กระดิก การทุจริตก็ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดินครับท่านประธาน เห็นด้วยครับถ้าจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป ปราบปรามการทุจริตให้จริงจัง ก็จะเป็นหนทางในการทำให้บ้านเมืองดีขึ้น สิ่งที่ตามมาแล้วก็ไม่มีการพูดบรรยาย ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับไว้เลย เราพูดถึงหมวดสิทธิเสรีภาพ พูดถึงองค์กรในระบอบ ประชาธิปไตย แต่การพูดถึงปัญหาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนมันพูดไปเบาบางมาก ครับในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ ๕๐ ปีของระบอบ ประชาธิปไตยยุคนี้นะครับก็คือเราเห็นแรงงานภาคเกษตรกรรมเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เกษตรกร เริ่มขายที่ขายทางและอพยพเปลี่ยนจากแรงงานเกษตรกลายเป็นแรงงานภาคผู้ใช้แรงงาน ภาคกรรมกร แรงงานภาคเกษตรถ่ายไปเป็นแรงงานภาคกรรมกรเกินมากกว่าความจำเป็น จนเดี๋ยวนี้ภาคการเกษตรเองต้องหาแรงงานจากต่างชาติมาชดเชย เพราะฉะนั้นคนจน ในชนบทอพยพเข้าเมืองมาสู่ภาคอุตสาหกรรมมาก เราล้มเหลวเรื่องการพัฒนา เราล้มเหลว เรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และที่สำคัญครับ เราเจอการยุบพรรครวมในยุคที่ ผ่านมา แต่ยุคนี้ผมก็แปลกใจครับ เราเจอระบบที่ปั่นป่วนในสภา ซึ่งผมกับพวกรุ่น ๆ พวกผม ไม่เคยเจอครับ ไม่เคยเจอวันที่พรรคใหญ่ตัดสินใจอุดหนุนบางพรรคขึ้นเป็นรัฐบาล และ ขณะเดียวกันที่ตัวเองก็ปฏิเสธในการที่จะเป็นรัฐบาล แต่มีข้ออย่างเดียวคือข้อเรียกร้องข้อนี้ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนฟังทีแรกเขาจะแก้กันทั้งเล่มเลยหรือเปล่า ไม่หรอกครับ แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้คือเปิดประตูไปสู่การทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับ เผด็จการ นี่คือข้อต่อรองทางการเมือง แล้วเราได้พรรค ๒ พรรคใหญ่ ๆ ๓-๔ พรรคที่ร่วมกัน เป็นรัฐบาล และผู้นำพรรคหนึ่งก็ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้นำอีกพรรคหนึ่งก็มาเป็นผู้นำ ฝ่ายค้าน ผมก็ไม่เคยเจอในสารบบที่ผ่านมาทั้งหมด แล้ววันนี้พรรคเดียวกันแตกกระเซ็น กระซานไปคนละทิศคนละทางหมด ยิ่งแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำให้ระบบรัฐสภาเราเสื่อมความ น่าเชื่อถือมากขึ้นทุกวัน ๆ เดี๋ยวนี้เดินหน้าไปที่ไหนพี่น้องประชาชนนี่ ผมคิดว่าหลายคน อายที่จะบอกว่าเป็น สส. นะครับ เพราะเขารู้สึกว่านักการเมืองคือที่ระดมของคนชั่ว ตราบใด ที่เขียนรัฐธรรมนูญแล้วป้องกันไม่ให้คนชั่วเข้าสภาไม่ได้ครับ เขียนไปก็แค่นั้นละครับ ถูกปฏิวัติทุกทีก็เรื่องทุจริตคอร์รัปชันมาอันดับ ๑ จนมาถึงวันนี้เหมือนกันครับ ถามว่าปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันลดลงไปหรือไม่ การซื้อเสียงกลับทวีรุนแรงยิ่งขึ้น ท่านไปถามเลยนะครับ พรรคพวกลูกหลานเขามาถามผมจะไปสมัครผู้แทนผมก็ไปถามชาวบ้านดูสิครับว่าสมัคร ผู้แทนเป็นอย่างไร คำแรกที่ญาติพี่น้องบอกเขานะครับว่ามีเงินเท่าไร ถ้าบอกมีเท่านี้ บอกไม่ต้องมาคือวัดกันด้วยเงิน แม้นักการเมืองแก่ ๆ ที่นั่งอยู่ในสภา ไม่ว่า ขออนุญาต นะครับ รุ่นผู้อาวุโสสูงสุดที่นั่งเป็นหลักอยู่ในสภาวันนี้ รุ่นเหล่านั้นท่านมาจากนักการเมือง มือเปล่าแล้วก็สู้มาด้วยมือเปล่าทั้งหมด แต่วันนี้หมดแล้วครับ นักการเมืองกลายเป็นทายาท ของกลุ่มทุนทั้งหมด ผมก็มีปัญหาแค่ว่าถ้าจะไปแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ผมเรียนถามไว้ ตั้งแต่เริ่มรัฐบาลแถลงนโยบาย ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเขียนไปให้ชัดนะครับว่า ๑. ไม่ไปแตะ หมวด ๑ หมวด ๒ เพราะมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับ การแก้ไขเรื่อง เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้นถ้าร่างที่ร่างมาทั้งหมดเขียนไว้อย่างนี้ ชัดนะครับไปทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐไม่ได้ สถาบัน พระมหากษัตริย์จะกระทบกระเทือนไม่ได้ ถ้าไม่พิทักษ์รักษานี้ไว้ผมคิดว่าประชาชน ไปข้างหน้าเขาไม่ยอมให้แก้หรอกครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับวันนี้ก็คือ กว่าจะไปลงประชามติกันตามที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภา ผมเชื่อว่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ กับประชาชนอีกมากว่าฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไปถามว่าจะให้ แก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า แล้วต้องไปบอกประชาชนตรง ๆ ว่าที่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากเผด็จการ แล้วก็มีปัญหา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วถึงจะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ผมจะคอยดูครับว่า สุดท้าย ร่างของใครจะได้เป็นร่างหลักที่เป็นหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องนี้จะต้อง ไม่กระทบเรื่องอธิปไตยของชาติ ไม่กระทบเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่กระทบถึง เรื่องความสมดุลของระบอบประชาธิปไตย ขอขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น สว. ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกคือท่านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บนโลกใบนี้มีเพียง ๕ ประเทศเท่านั้นที่มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว มากกว่า ๒๐ ฉบับ และใน ๕ ประเทศนั้นไม่มีประเทศใดเลยครับที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไทยเราเองก็รวมอยู่ในรายชื่อนั้นด้วย คำถามก็คือว่าทำไมเราต้องมีรัฐธรรมนูญ มากมายขนาดนี้ เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งก็คือตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจรัฐไม่เคย เห็นหัวประชาชน และประชาชนเองก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดกติกา สูงสุดของประเทศ ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้เริ่มดังขึ้น คนกลุ่มน้อย ที่ครองอำนาจก็จะหาทางฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ด้วยมือของพวกพ้องตัวเอง แล้วบังคับ ให้ประชาชนต้องยอมรับโดยไม่มีสิทธิเลือก รัฐธรรมนูญของเราจึงกลายเป็นเครื่องมือของ ผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกติกาที่ร่วมกันร่างโดยประชาชนทั้งประเทศ หากเราย้อนกลับไป ช่วงปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาชนจำนวนมาก ออกมาเรียกร้องให้ยุติอำนาจเผด็จการทหาร กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานในทุกจังหวัด ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวงเสวนาและในหัวใจทุกดวงของคนไทย สุดท้ายกระแสเหล่านี้ ก็ผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งหลายเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่า สสร. แม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประชาชนจะไม่ได้เลือก สสร. โดยตรง แต่กระบวนการการรับฟัง ความคิดเห็นผ่านเวทีรับฟังในแต่ละจังหวัด และการได้รับการสนับสนุนด้วยการรณรงค์อย่าง กว้างขวางในสังคมก็ทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มันคือครั้งแรกที่คนไทยรู้สึกว่านี่คือรัฐธรรมนูญของเรา แม้จะไม่สมบูรณ์ แม้จะมีข้อบกพร่อง แต่มันก็เป็นก้าวสำคัญของประชาธิปไตยไทย แต่แล้วความหวังก็ถูกฉีกทิ้งลงในปี ๒๕๔๙ ครับ โดยคณะรัฐประหารที่ไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเติบโตสู่ประชาธิปไตยเต็มใบดังเช่น ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูก ขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติ แต่เพื่อพิจารณาให้ลึกจะพบว่าเป็น ประชามติที่ประชาชนไม่มีทางเลือก เพราะกระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมโดย คณะรัฐประหาร คมช. ไม่มีการอธิบายให้ประชาชนทราบว่าถ้าไม่รับร่างแล้วประเทศจะ เดินหน้าอย่างไร มีแต่เสียงประกาศให้รับ ๆ ไปก่อน มีแต่สื่อโฆษณาชวนเชื่อแล้วบีบบังคับให้ สังคมต้องจำยอม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกแต่งตั้งโดย คมช. ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกในเวลา ต่อมาที่การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ จะถูกเรียกว่าการรัฐประหารที่เสียของ เพราะแม้จะ พยายามควบคุมทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตื่นรู้ของประชาชนได้ จนในที่สุดเราก็ ได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นฉบับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็มีที่มาไม่ต่างจากเดิมครับ เพราะมันเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารและคณะกรรมการร่างก็ถูกแต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหารเอง แม้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ แต่ก็เป็นการทำประชามติ ภายใต้บรรยากาศของความกลัว และกระบวนการประชามตินั้นเต็มไปด้วยข้อครหามากมาย การจับกุมประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การควบคุมสื่อ การห้ามจัดเวทีสาธารณะ และคำถาม พ่วงที่ทำให้การตัดสินใจของประชาชนบิดเบือน แต่ถึงอย่างนั้นต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยก็ยัง ไม่ตาย ประชาชนหลายล้านคนก็ยังออกมาบนท้องถนนตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เพื่อเรียกร้อง รัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ และนั่นเองก็คือแรงผลักดันที่สำคัญ ที่เรานำมาสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ จากประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๙๐ ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง ๒๐ ฉบับนะครับ แต่ไม่มี สักฉบับเดียวที่ประชาชนได้เลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เราถูกทำให้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญ คือเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ แต่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญก็คือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่กระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ปากท้อง ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นต่อจากวันนี้ครับเราทุกคนในสภาแห่งนี้ต้อง คิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความหมายจริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น การทำประชามติต้องไม่ใช่มีแค่บัตร มีแค่หีบ มีตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเท่านั้น ต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการรับรู้และ ตัดสินใจ มีพื้นที่ให้ถกเถียงและแสดงความคิดเห็นโดยไม่หวาดกลัว เช่นเดียวกับการเปิดรับ สมัครคนเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่กลายเป็นการมีส่วนร่วมทิพย์ เหมือนการ เลือกตั้ง สว. ที่ประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เลย ถ้าไม่เสียเงินมาลงสมัครเอง ท่านประธานครับ วันนี้เรามีโอกาสอีกครั้ง เพราะเรามีพรรคการเมืองถึง ๓ พรรคที่เสนอ ร่างแก้รัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา ขั้นตอนต่อจากนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการถกเถียงทางเทคนิค ข้อกฎหมายเท่านั้นแต่เป็นการเลือกเส้นทางอนาคตของประเทศ เราต้องร่วมกันทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เห็นหัวประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดพื้นที่ให้คน ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ ชนชั้นแรงงาน เกษตรกร หรือคนชายขอบ ได้ส่งเสียงในกติกา ที่จะกำหนดชีวิตของพวกเขาเองได้ เราต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสัญลักษณ์ของ การคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการร่างหรือการตกแต่ง กติกาเดิมเท่านั้น ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยบอกเราชัดเจนว่า แม้เราจะมีผู้มีอำนาจ ที่ฉีกรัฐธรรมนูญกี่ครั้ง แม้จะพยายามจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนมากเพียงใด แต่สุดท้ายประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็พร้อมจะลุกขึ้นสู่เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป เราอาจจะล้มลงหลายครั้งครับ แต่ทุกครั้งประชาชนก็จะลุกขึ้นใหม่เสมอ เพราะอำนาจ อธิปไตยไม่ได้อยู่ในมือของคณะใดแต่อยู่ในหัวใจของประชาชนทุกคน ขอให้เราจำไว้เสมอว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ของชนชั้นนำ แต่เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน และตราบใดที่ประชาชนไม่ยอมแพ้ ต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยก็จะยังเติบโตอยู่ แม้จะอยู่ใน แผ่นดินที่ผู้มีอำนาจพยายามจะเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนถึงท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน การพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโหวตเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการโหวตเพื่อเปิด ประตูอนาคตให้ประชาชนคนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วม เราอาจจะเห็นต่างกันในรายละเอียด ของแต่ละร่าง แต่เราควรเห็นตรงกันว่าประเทศไทยสมควรที่จะได้รับรัฐธรรมนูญที่ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้สมาชิกทุกท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ฝ่ายไหน มีความเชื่อแบบใดให้โหวตรับหลักการของทั้ง ๓ ร่าง เพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาของ ชั้นกรรมาธิการ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันกลั่นกรอง ปรับปรุงและออกแบบอนาคต ของประเทศไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่การโหวตเพื่อคนใดคนหนึ่งเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการโหวต เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ขอให้พวกเราจงกล้าเปิดประตูบ้านนี้เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาส ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของตนเองอีกครั้ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ก่อนอื่นขอประทานกราบเรียนท่านประธานว่า การอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมที่อนุญาต ๖ นาที พอดีท่าน สว. เศรณี อนิลบล ได้ทราบถึงเจตนาที่ผมอยากจะอธิบายขยายความ จึงยกเวลาของท่านให้ กระผมได้อธิบายเพิ่มเติม จึงขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานครับ วันนี้วันที่ ๑๔ ตุลาคม ผ่านพ้นมา ๕๒ ปี จากปี ๒๕๑๖ ปีนี้ ๒๕๖๘ ในอดีตนั้นเมื่อใดรัฐธรรมนูญไม่เป็น ประชาธิปไตย ประชาชนจะลุกขึ้นทวงคืน และถ้าหากว่าการทวงคืนนั้นมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะมีแต่ความสูญเสียและเป็นประวัติศาสตร์ที่เราไม่อยากจะซ้ำรอย วันนี้ ๕๒ ปีผ่านไป ผมไม่อยากให้ลูกหลานเราจะต้องต่อสู้ซ้ำรอยเหมือนในอดีต อยากจะให้เราใช้เวทีแห่งนี้คือ เวทีรัฐสภาเป็นเวทีแห่งสันติวิธี สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็น การสานต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลา อย่างแท้จริง ผมจึงขออภิปรายในเจตนารมณ์การ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชนและไม่ใช่เครื่องมือของผู้มี อำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ดังที่ทราบ เป็นมรดกของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีบทบัญญัติหลายมาตราที่ออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของฝ่ายที่ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผลก็คือเรามีสภาที่ประชาชนเลือกแต่บริหารไม่ได้เต็มที่เพราะมี องค์กรอื่น ๆ มาคานอำนาจ จึงทำให้การบริหารจัดการในปัญหาต่าง ๆ เป็นไปโดย กระท่อนกระแท่น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่ศรัทธาต่อระบบรัฐสภา ท่านประธานครับ ดังนั้นการที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้จึงควรจะต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก ประชาชน อย่างไรก็ตามก็ยังมีอุปสรรค เพราะผมเองได้เป็นคนยื่นญัตติแล้วก็ขอให้รัฐสภา ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตอบว่าไม่สามารถจะให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรงได้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ก็คงจะต้องมีรูปแบบที่สามารถ จะปรับให้เข้ากับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่ปรับให้เข้ากับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะเกิดปัญหาในบั้นปลายได้ เพราะฉะนั้นผมเทียบดู ๓ พรรคการเมืองที่ส่ง Model หรือ รูปแบบของการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นของพรรคประชาชนที่กำหนด Model เป็น ๒ คณะ คือคณะผู้ร่าง ๓๕ คน คณะผู้แทนหรือสภาที่ปรึกษา ๑๐๐ คน คณะของ พรรคเพื่อไทยกำหนด Model ให้โยงใยกับจังหวัด มีตัวแทนจังหวัด ๑๐๐ คน และตัวแทน วิชาชีพ ๑๕๑ คน หรือใน Model ของพรรคภูมิใจไทยซี่งใช้รูปแบบเดียวกับ สสร. ปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ รูปแบบ ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นรูปแบบที่เรารับได้เพื่อที่จะนำไปสู่การ พิจารณาให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง
ประเด็นต่อมาก็คือรัฐธรรมนูญต้องสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐ ที่ผ่านมานั้นรัฐธรรมนูญเน้นการปกป้องรัฐ ไม่ได้เน้นคุณภาพของ ประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนนั้นจะดีได้ก็ต้องมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองปากท้อง ความยุติธรรม โอกาสทางเศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน รับรองสิทธิ ทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะต้องเป็นสิทธิอันชอบธรรม ไม่ใช่เป็นความกรุณาของรัฐที่มาใช้รูปแบบสังคมสงเคราะห์ จะต้องมีรูปแบบการสร้าง ความยุติธรรมที่เท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติให้เป็น ๒ มาตรฐาน และรวมทั้งเปิดโอกาสให้มี การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลทุกระดับ นอกจากนั้นจะต้องให้ประชาชนมีสิทธิ ในการเข้าถึงการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยไม่ยากนัก และเปิดช่อง ให้ประชาชนถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุจริต ท่านประธานครับ ขณะนี้ องค์กรอิสระเราแต่งตั้งได้ แต่ว่าถอดถอนไม่ได้ องค์กรอิสระอยู่ถึง ๗ ปีบ้าง ๙ ปีบ้าง โดยไม่มี การตรวจสอบแม้จากสมาชิกรัฐสภาเองหรือประชาชน จึงทำให้องค์กรอิสระมีปัญหาต่อการ ใช้อำนาจอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่สำคัญการให้อำนาจคืนกับประชาชนนั้นจะต้อง ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างชัดเจนและ ยกเลิกการสืบทอดอำนาจที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นต้นว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมา จากตัวแทนกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง การฮั้วโดยทุจริตจะต้องปิดช่องและไม่ต้องมีอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบรู้สิ้นเพราะวุฒิสภาเป็นสารตั้งต้นขององค์กร อิสระ เมื่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ไม่เป็นอิสระก็ย่อมทำให้เกิดวงจรที่เกิดปัญหาต่อประชาชน ไม่รู้จบสิ้น องค์กรต่าง ๆ ที่มาจากตัวแทนอาชีพจะต้องมีสภาวิชาชีพที่ชัดเจนและยกเลิกการ สืบทอดอำนาจที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลแล้ว ๆ ท่านประธานครับ ข้อสำคัญคือกระบวนการ คัดเลือกกรรมาธิการยกร่าง ในกรณีที่ทั้ง ๓ พรรคการเมืองเสนอมานั้นเรามักจะไปเสนอ ตรงที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. แต่จริง ๆ ประเด็นที่จะต้องเสรีให้คนเหล่านี้ได้ ทำงานเต็มที่ก็คือกระบวนการคัดเลือกกรรมาธิการเพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระผมฝาก ไว้ด้วย ระยะเวลาที่ใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญและระยะเวลาเพื่อจัดทำประชามติ ครั้งที่ ๓ ก็ไม่ควรจะนานเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่เรามุ่งหวังตั้งใจว่าจะได้ ประโยชน์ในการทำครั้งนี้ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นเป็นความฝันที่ผม พยายามที่จะเห็นในเรื่องนี้ แต่ว่าจะได้เห็นหรือเปล่าผมก็ไม่อาจจะทราบได้ เนื่องจากว่า ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของตนเองได้ นั่นเป็นเพราะว่ากระผมมุ่งหวังตั้งแต่ก่อนสมัครสมาชิกวุฒิสภาว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแสดงเจตนารมณ์เสนอญัตติและทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ปรากฏ เป็นผล ปรากฏว่าท่านประธานครับ ผมก็อาสาเป็นกรรมาธิการเพื่อจะมาร่างในเรื่องของ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ปัญหาก็คือกระบวนการในวุฒิสภากลับปิดกั้นไม่ให้ผมมีโอกาสที่จะ เข้ามาร่วมในกระบวนการนี้ เพราะเบื้องต้นเรามีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย วิปของรัฐบาล วิปฝ่ายค้านและวิปวุฒิสภา ตกลงกันว่าจะให้ สส. นั้นมีกรรมาธิการ ๓๐ ท่าน สว. ๑๒ ท่าน ในส่วน สว. ก็ไปประชุมกัน ให้โควตากรรมาธิการพัฒนาการเมือง ๑ ท่าน อีก ๑๑ ท่าน ให้ไป จับสลากกัน ในวุฒิสภามีอยู่ ๒๑ กรรมาธิการ จึงมี ๒๐ กรรมาธิการต้องจับสลากให้เหลือ ๑๑ กรรมาธิการ ผมเองได้รับเลือกเป็นโควตาของกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม ได้รับชื่อแล้ว ปรากฏว่าเมื่อจับสลากได้กรรมาธิการคณะนี้พอเห็นเป็นชื่อผมก็มีการเรียก ประชุมกรรมาธิการกฎหมายด่วน เรียกประชุมวันที่ ๙ ให้ประชุมวันที่ ๑๐ ทั้งที่เพิ่งประชุม เสร็จวันที่ ๘ ที่ผ่านมาที่มีชื่อผมเป็นกรรมาธิการกฎหมาย ปรากฏว่าวันที่ ๑๐ พลิกมติเป็น ไม่สมควรส่งใครเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว ทำให้ผมสงสัยว่ากรรมาธิการกฎหมายทำไมจะไม่ส่ง กรรมาธิการวิสามัญเข้าไปร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมจึงส่งหนังสือ ฉบับนี้ถึงท่านประธานวุฒิสภา ขอให้ทบทวนว่ากรรมาธิการที่จะมาเป็นตัวแทนในสายของ สว. นั้นอีก ๑๑ คน ทำไมถึงพลิกมติกลับไปกลับมาโดยขาดรูปแบบเพราะเรียกประชุม วันเดียวไม่ตรงตามข้อบังคับซึ่งต้องเรียกก่อนหน้า ๓ วัน ท่านประธานครับ วาระที่เรียก ประชุมอยู่ในมือของผมก็วาระเดิมครับ ประชุมกันวันที่ ๘ ก็วาระตามนี้ แล้วพอได้ กรรมาธิการเป็นชื่อผมก็ไปเปลี่ยน ตั้งกรรมาธิการใหม่แล้วบอกว่าไม่ส่งใครทั้งสิ้น ผมจึง ขอความยุติธรรมจากรัฐสภาแห่งนี้ว่าทำอย่างไรจะได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศชาติบ้านเมือง ผมจึงขอกราบเรียนว่าการที่มีคนกล่าวหาว่า สว. นั้นมีการฮั้วกัน ก่อนเลือกตั้ง อันนี้พี่น้องประชาชนและท่านทั้งหลายก็คงติดตามข่าว ผมเองฟังแล้วเห็นว่า กระบวนการอยู่ในเรื่องของความยุติธรรมในขั้นตอนสืบสวนสอบสวน แต่ปรากฏว่าพอเลือก กรรมาธิการ ได้เลือก สว. มาแล้วเลือกมาทำหน้าที่ในสภาแล้วก็กลับมีการฮั้วกันอีก กีดกัน ไม่ตัวผมซึ่งทำงานทางด้านกฎหมาย ทางด้านรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีโอกาสเข้ามาเป็น กรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะเรื่องอะไร ทั้ง ๆ ที่ผมมีเจตนาที่จะทำ เพื่อบ้านเมืองตลอด และในกรรมาธิการคณะอื่น ๆ ผมก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรครับ กรรมาธิการ เห็นชอบองค์กรอิสระผมก็ไม่เคยเรียกร้อง กฎหมายฉบับใด ๆ ที่ผมไม่ได้สนใจผมก็ไม่เรียกร้อง แต่เรื่องรัฐธรรมนูญผมเรียกร้อง เพราะผมถือว่าผมรู้เรื่องนี้ดี ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ผ่านเรื่องของกฎหมาย รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ซึ่งท่านประธานอยู่ร่วมสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะทราบ จนมาถึงวันนี้เหตุการ์ผ่านมาถึงขณะนี้ผมก็ยังไม่ทราบว่าผมจะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานให้ พี่น้องประชาชนในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ จึงขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อความเป็นธรรมในส่วนนี้ด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ สุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ของ นักการเมือง ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ไม่ใช่ของรัฐบาลใด แต่เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์พรรคการเมืองใด แต่ตอบโจทย์ อนาคตของประเทศเพราะเรากำลังเขียนกติกาให้ลูกหลานของเรา ให้พวกเขาเติบโต ในประเทศที่เคารพเสียงของทุกคนและเชื่อมั่นในความยุติธรรม เชื่อมั่นในพลังของพี่น้อง ประชาชน ขอให้การอภิปรายรัฐธรรมนูญในวันนี้และพรุ่งนี้ไม่เพียงแต่การถกเถียงในสภา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเชตวัน เตือประโคน ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้น การอภิปรายด้วยคำถามที่อาจารย์ท่านหนึ่งถามในการอบรมหลักสูตรที่ท่านประธานรัฐสภา เซ็นอนุมัติให้ผมไปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบริหารขั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและ กฎหมายมหาชน อาจารย์ถามว่าถ้าเปิดอ่านรัฐธรรมนูญเราควรที่จะไปดูหมวดใด ไปดูมาตราใด ก่อนเป็นลำดับแรก หลายคนก็ตอบมาเยอะแยะมากมายหลายคำตอบ แต่อาจารย์ท่าน ก็เฉลยมาว่ามาตราแรกที่เราควรจะไปดู หมวดแรกที่เราควรจะไปดูคือบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๙ ที่สรุปสั้น ๆ ได้ว่าการกระทำใดของ คสช. ถูกทั้งหมด นี่คือตลกร้ายนะครับ และไม่น่าเชื่อว่าจากวันนั้นจนวันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยใช้ชีวิตอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาแล้วกว่า ๘ ปี ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ปัญหาข้อที่ ๑ ร่างโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมได้เลย ปัญหาข้อที่ ๒ ทางด้านซ้ายมือ ร่างโดยฝ่ายรัฐประหาร คือ คสช. จิ้มมา เชิญมา ซึ่งครั้งแรกร่างแล้วไม่พอใจ เขาอยากอยู่ยาวก็ต้องไปหาผู้ร่างคนใหม่ให้มาทำงานให้ได้อย่างที่ต้องการ ข้อที่ ๓ ร่างโดยที่ มีเนื้อหาวางกลไกในการสืบทอดอำนาจอย่างหน้าไม่อาย อย่างที่มีคนเคยพูดออกมาว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ Design มาเพื่อพวกเรา นี่คือ ๘ ปี สำหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ถ้ามอง ไปไกลกว่านั้นนับถอยหลังไปอีกตัวเลขที่เราจะได้คือกว่า ๑๑ ปีของรัฐประหาร พฤษภาคม ๒๕๕๗ มองไปไกลกว่านั้น ถอยกลับไปอีกตัวเลขที่เราจะได้คือกว่า ๑๙ ปีของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เกือบ ๒ ทศวรรษที่เราอยู่ในวังวนความขัดแย้งที่ไม่จบไม่สิ้นนี้ รัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นเจตจำนงของประชาชน เป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันของ ประชาชนกลับถูกใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองสำหรับฝ่ายตน และถูกใช้เพื่อทำลาย ฝ่ายตรงข้าม ทำลายกันและกันอย่างที่เราทุกคนได้เห็น มีพี่น้องประชาชนต้องติดคุก ติดตาราง มีพรรคการเมืองถูกยุบ มีนักการเมืองถูกตัดสิทธิ บางคน ๑๐ ปี บางคนตลอดชีวิต เกือบ ๒ ทศวรรษ ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้วเรายังอยู่ในวังวนนี้ และนี่คือเหตุผล ที่เราจะต้องมาร่วมกัน มาพูดคุยกัน เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านประธานครับ ในการอยู่ร่วมกันของคนตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Power Relation หรือ การใช้อำนาจระหว่างกัน ดังนั้นจะอยู่ด้วยกันได้มันก็ต้องมีข้อตกลงร่วมกัน และรัฐธรรมนูญ นี่ละที่เป็นข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม นี่คือสถานะของรัฐธรรมนูญที่เราร่ำเราเรียนมา ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด ในฐานะที่ กำหนดสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน ในฐานะที่จัดตั้งสถาบันทางการเมืองที่สำคัญต่าง ๆ ในฐานะที่ควบคุมการใช้อำนาจรัฐและองค์กรอื่น ๆ ในรัฐ ถามว่าถ้าต้องการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับควรต้องเป็นอำนาจของใครครับ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดใช่หรือไม่ ดังนั้นวันนี้เราจะมาร่วมกันแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดประตูไปสู่การมีสมาชิก รัฐสภา หรือ สสร. ที่ประชาชนเขาจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่พูดอย่าง ถูกต้องที่สุดนะครับ พูดอย่างถูกต้องที่สุดด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจมากำหนดวิธีการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบที่พวกเราพยายามจะทำ ตามที่ศาลสั่งกันอยู่นี้นะครับ เพราะศักดิ์อำนาจไม่เท่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ กำเนิดเกิดมาจากรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าจะมาสั่งประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เหนือกว่ารัฐธรรมนูญสิครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นอำนาจอธิปไตยเสียเองสิครับ มันไม่น่าจะใช่อย่างนั้น อย่างไรก็ตาม ท่านประธานนี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราก็ต้องพยายามร่วมกันทำในวันนี้เพื่อให้มันพอไป กันได้ เพื่อที่จะเปลี่ยนผ่านก้าวแรกให้ได้ เพื่อที่จะไขกุญแจดอกแรกไปสู่ประตูบานต่อ ๆ ไป ที่น่าจะเข้ารูปเข้ารอยกว่านี้ ท่านประธานครับ นับตั้งแต่เป็นประชาธิปไตยประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญอยู่ ๓ ฉบับที่จัดทำโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีเนื้อหาและ มีเป้าหมายที่เป็นประชาธิปไตย ขอสไลด์ครับ ๑. รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๘๙ ร่างขึ้น หลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในช่วงรัฐบาลพลเรือนที่มี ปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ๒. รัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์กระบวนการประชาชน ได้รับชัยชนะใน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือวันนี้เมื่อ ๕๒ ปีที่แล้วในช่วงรัฐบาลพลเรือนเช่นกัน ครับ ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และร่างฉบับที่ ๓ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์กระบวนการประชาชนได้รับชัยชนะในพฤษภาคม ๒๕๓๕ ในช่วง รัฐบาลพลเรือน บรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นช่วงรัฐบาลพลเรือนด้วยนะครับ จะได้จารึกชื่อไว้ใน ประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีเนื้อหา ที่มีเป้าหมายที่เป็นประชาธิปไตยครับ ผมลองเปรียบเทียบชื่อของท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านที่มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ กับชื่อของท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบันนะครับ คุณอนุทินจะทำให้ประชาชนปรีดีปรีเปรมด้วยการ ไขกุญแจเพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ สัญญา คุณอนุทินจะพา ประชาชนเดินไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามสัญญาได้หรือไม่ บรรหารคุณอนุทิน จะบรรหารประเทศหรือบริหารประเทศให้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ อย่าให้ ประชาชนไม่ปรีดีครับ อย่าต้องกลายเป็นคนผิดสัญญา และอย่าให้ต้องถูกตราหน้าว่าบริหาร ประเทศไม่จำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นครับ อนุทินที่แปลว่าบันทึกเรื่องราว ก็จะเป็นการบันทึก เรื่องราวที่เป็นความด่างพร้อยในชีวิตของท่าน ท่านประธานครับ วันนี้ผมหวังว่าพวกเรา สมาชิกรัฐสภาจะร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดประตูไปสู่การมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำ บันทึกไว้ในอนุทินนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ครับ
เรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ระยอง เขตอำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จากพรรคประชาชน วันนี้ผมมีโอกาสได้มา อภิปรายเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ในวาระครบรอบ ๕๒ ปี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ คือสายธารการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่บอกเราว่างาช้างไม่เคยงอก ออกจากปากสุนัขฉันใด ประชาธิปไตยก็ไม่เคยได้มาจากการร้องขอ เราจึงต้องมาร่วมกัน ต่อสู้กันต่อไป ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ คือกฎหมายอันสูงสุดของ ประเทศ แต่เราทุกคนในห้องนี้ต่างรู้กันดีว่ามันไม่ได้สร้างประชาธิปไตย มันสร้างกรงขัง ประชาธิปไตยให้อยู่ในกรอบที่แคบที่สุด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือโซ่ตรวนที่ถ่วงความเจริญ ของประเทศ ประชาธิปไตยต้องยืนอยู่บนสามเหลี่ยมอำนาจที่สมดุล บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับทำให้สามเหลี่ยมนั้นเสียสมดุล อำนาจตุลาการและองค์กร อิสระอยู่เหนือฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองซึ่งมาจากประชาชนถูกควบคุมโดยคนที่ประชาชน ไม่เคยเลือก นี่ไม่ใช่การถ่วงดุลครับ แต่เป็นการกดดุลจนระบบทั้งระบบเอนเอียงไปอยู่ในมือ ของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง เมื่ออำนาจไม่สมดุลความ ยุติธรรมก็ไม่เกิด เมื่อความยุติธรรมไม่เกิดประชาธิปไตยก็ไม่อาจงอกงามได้ เราจึงต้องกล้า พูดอย่างตรงไปตรงมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองประชาชน แต่คุ้มครองอำนาจของ คนแค่ไม่กี่คน เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นปัญหาใหญ่ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้อย่างสวยหรูว่าประชาชนมีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของชุมชน แต่ในความเป็นจริง การมีส่วนร่วมกลับกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทำให้เสร็จ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทำแบบ ขอไปที ประชาชนไม่มีสิทธิตัดสินใจ มีแต่สิทธิถูกแจ้งให้ทราบ หลายเวทีเลือกปฏิบัติ กีดกัน ผู้เห็นต่าง ผมไปเห็นมากับตาตัวเอง ตัวอย่างเช่นการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของโรงไฟฟ้า ขยะอุตสาหกรรมที่ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี มีการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ เห็นด้วยกับโครงการเข้าไปนั่งอย่างสบายในที่ประชุม แต่ใช้ชายชุดดำมากีดกัน ขัดขวาง ประชาชนผู้เห็นต่าง แม้แต่ผู้แทนราษฎรยังถูกกีดกัน ประชาธิปไตยแบบนี้ที่ให้ประชาชน แค่ฟังแต่ไม่ให้พูด ไม่ให้ตัดสินใจแล้วยังกีดกันผู้เห็นต่าง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงครับ คนไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแค่ผู้ชมในระบอบประชาธิปไตยแต่เราต้องการเป็นเจ้าของเวที เราต้องการมีเสียงในการกำหนดอนาคตของตนเอง ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือโซ่ตรวนถ่วงความเจริญ คือกรงขังประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องช่วยกันปลดเปลื้องโซ่ตรวน นี้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ฟื้นชีวิต ฟื้นเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน เราจึง จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อปรับดุลอำนาจ ๓ ฝ่ายให้สมดุล กำหนดบทบาทหน้าที่ องค์กรอิสระใหม่ สร้างกลไกตรวจสอบย้อนกลับต่อองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ เพื่อให้ ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อประชาชน รัฐธรรมนูญต้องส่งเสริมอำนาจฝ่ายบริหารในการพัฒนา ประเทศ ส่งเสริมการทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปากท้องดี ให้การเมืองดี ให้ประเทศนี้ มีอนาคต ส่งเสริมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบระเบียบที่ล้าหลัง ถ่วงความเจริญไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน จัดวางอำนาจหน้าที่ฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่ ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างรับผิดชอบ ไม่ให้มีอำนาจล้นเกิน รัฐธรรมนูญต้องทำให้สิทธิของชุมชน นั้นในการมีส่วนร่วมที่มีผลจริง ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิตัดสินใจขั้นสุดท้ายต่อโครงการ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อชีวิตของเรา ไม่ใช่แค่รับฟังแต่ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะ ร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง ท่านประธานครับ ประชาชนคือผู้ทรงอำนาจสูงสุด ประชาชน คือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจวินิจฉัยตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ใช้อำนาจตามที่ประชาชนอนุญาตให้ใช้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจมากำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพราะศักดิ์อำนาจมันไม่เท่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญแต่กลับมาสั่งคนที่ใช้อำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญ แบบนี้เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญบังอาจสถาปนาตัวเองเป็นอำนาจสูงสุด ของประเทศนี้ กำลังใช้อำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติของสภาแห่งนี้ ใช้อำนาจเหนือฝ่ายบริหาร สถาปนา ตัวเองเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแทนประชาชนใช่หรือไม่ แต่เราจำเป็นต้องมายื่น ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องมาอภิปรายกันในวันนี้ก็เพื่อให้มันพอไปกันได้ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เขียนให้อำนาจมันบิดเบี้ยว ทำแบบนี้เพื่อเปลี่ยนผ่านก้าวแรก ไปให้ได้ เราจึงต้องเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมีส่วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนไม่ได้เขียนไม่มีวันเป็นของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ใส่พานตั้งอยู่บนหิ้ง แต่คือสัญญาแห่งศักดิ์ศรีระหว่างรัฐกับประชาชน และตราบใดที่สัญญานี้ไม่เท่าเทียม ประเทศไทยจะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง วันนี้ เราไม่ได้เรียกร้องเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราจะทำเพื่อให้ลูกหลานของเรามีประเทศที่เขา เชื่อได้ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนจริง ๆ รัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่โซ่ตรวน ต้องเป็น สะพาน เป็นสะพานที่จะพาประเทศไทยเดินข้ามหุบเหวนรกนี้ไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพื่อให้การเมืองดี ให้สังคมดี ให้ปากท้องดี ให้ประเทศไทยก้าวหน้า ก้าวไกล สู่อนาคตใหม่ ของประชาชน ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปท่านพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นอภิปรายแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มีประเด็นสำคัญมาก ๆ หลายประเด็นซึ่งมีผลต่อการลงมติในวันพรุ่งนี้ ผมใน ฐานะสมาชิกวุฒิสภาขอเรียนและยืนยันในที่นี้ว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะ ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กระแสข่าวปั่นในโลก Social ต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง หากแต่สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ส่วนใหญ่เคารพเสียงของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำนวน มากถึง ๑๖ ล้านเสียง เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ และผมก็ต้องขอนำคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่มีใจความสำคัญดังนี้ แม้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นอำนาจที่ได้รับการมอบหมายที่ถูกจำกัดทั้งรูปแบบ กระบวนการและ เนื้อหา รัฐสภาต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่กระทำการนอกขอบ หน้าที่และอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นหากผู้ที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล หรือพยายามตีความไปในทางอื่นอาจทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ล้มเหลว ซึ่งส่งผลให้สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และอาจนำไปสู่การใช้อำนาจนอกสภาคือมีผู้ร้องเรียนครับ ร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ วันนี้เรามาอภิปรายในเรื่องเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญแก้ไขทั้ง ๓ ร่าง ได้แก่ ร่างของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย แล้วก็ พรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้ง ๓ ร่างนี้ผมจะอภิปรายหลัก ๆ คือร่างของพรรคประชาชนเป็นหลัก เพราะเป็นร่างที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจนผมต้อง ตั้งชื่อร่างของท่านว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เพราะมันอาจจะไม่เคารพ และไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลายประเด็น ซึ่งผมกำหนดออกมาด้วยกัน เป็น ๖ ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับท่านมีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ หมวด ๒ อย่างชัดเจน ดูจากตรงไหน โปรดสังเกตในมาตรา ๒๕๖/๒๖ (๒) ครับ มาตรา ๒๕๖/๒๖ (๒) บัญญัติของพรรคประชาชนว่า การให้มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมต้องถามท่านประธานในที่นี้เลยว่า วันนี้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องมีการให้ด้วย หรือครับ เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒ ระบุไว้ชัดเจนเลยว่าประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมต้องถามท่านว่าผมต้องร้องขอหรือกราบขอท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนไหมให้ต้องมี บทบัญญัติแบบนี้ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป อีกประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ในมาตรา ๖ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ ในทางใด ๆ มิได้ ผมต้องขอร้องและกราบขอร้องท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนด้วยไหม หรือ สสร. ด้วยไหมว่าขอให้มีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญ เพราะทำไมท่านไม่เขียนเป็น ข้อ ๑ ล่ะว่าการรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ท่านควรจะ เขียนในข้อ ๒ ของท่านว่ารับรองการมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เขียนแบบนี้มันมีเจตนาอย่างไร ผมคงต้องทบทวนความจำให้กับพรรคท่าน ว่าท่านคงไม่เข็ดใช่ไหม กับพรรคเดิมของท่านคือพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบพรรคเพราะอะไร ก็เพราะมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายเป็นเหตุให้สถาบันชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง เพราะเข้าข่ายลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการทำร้ายจิตใจของปวงชนชาวไทยที่มีความเคารพสถาบัน เพราะทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมความเป็นชาติที่ต้องคุ้มครองและรัฐต้องเป็นผู้เสียหาย ในคดีอาญา ท่านประธานที่เคารพ ผมคงต้องถามท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนว่าเจตนา ของท่านนี่ท่านต้องการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ แบบที่ท่านเขียนใช่หรือไม่ และอีกประการหนึ่ง ที่ผมต้องตั้งคำถามคือท่านเตรียมหาชื่อพรรคใหม่ไว้แล้วหรือยัง เพราะท่านเขียนแบบนี้ขึ้นมา มันมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ บันทึกหลักการและเหตุผล ท่านก็อ้างว่าด้วยรัฐบาลปัจจุบัน มีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับ คณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม และมี บทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย แค่เริ่มต้นท่านก็กล่าวหา เสียงของประชาชนมากกว่า ๑๖ ล้านเสียงที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้แล้วว่าเป็น ผู้ที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร ท่านเจตนาแบบนี้หรือไม่
ประการที่ ๓ การที่ท่านเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ท่านบัญญัติไว้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๕๖/๒ และการวางหลักเกณฑ์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามฉันทามติของ ประชาชนหรือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามมาตรา ๒๕๖/๒๖ (๙) ผมถาม ว่าท่านได้อ่านคำวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๕๖๘ ละเอียดหรือยัง เพราะท่านวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วมี ผลผูกพันกับทุกองค์กรด้วยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ท่านกำลังจะทำให้เป็นเหตุให้มีผู้มาร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและตีความว่ามันขัด หรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และผมก็ยังต้องฝากไปถึงกับร่างของ ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ด้วยว่าตามมาตรา ๒๕๖/๖ ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการ รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบัญญัติแบบนี้ก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกัน ที่จะเข้าข่ายขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๔ คือสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่เข้าใจว่าจะมีไว้ทำไม ในเมื่ออะไรครับ ในเมื่อทุกวันนี้ร่างกฎหมายทั่วไปที่ผ่านสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภานี่ก็ไม่เห็นมีใครต้องมาตั้งกรรมาธิการปรึกษายกร่างแยกออกมาอีกคณะหนึ่งเลย เพราะอำนาจหน้าที่นี้ในคณะที่พิจารณากฎหมายนี้สามารถตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ได้ อยู่แล้ว และอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑๙ ตาม (๑) ถึง (๓) สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติได้อยู่แล้ว ไม่เห็นมีความ จำเป็นใด ๆ ต้องมาตั้งให้เปลืองงบประมาณเลย ท่านมีเจตนาแอบแฝงอย่างไร
ประเด็นที่ ๕ คุณสมบัติของกรรมการยกร่างและสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ทำไมท่านถึงไม่เอามาตรา ๙๘ (๕) แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งอยู่ระหว่างการถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการ ชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๖๖๐ มาบัญญัติไว้ ในคุณสมบัติต้องห้ามของท่าน ท่านกำลังจะให้สิทธิกับผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาลงสมัคร ผมเลยต้องถามท่านว่าท่านกำลังเปิดโอกาสให้ใครบางคนเข้ามาเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ หรือท่านกำลังหางานทำให้กับผู้มีบารมีนอกพรรคหรือผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกท่าน เข้ามาทำงานเป็นกรรมาธิการยกร่างธรรมนูญ
ประการสุดท้าย ในการออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านแค่บัญญัติไว้ว่าจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ตามมาตรา ๒๕๖/๒๘ ท่านไม่ทราบหรือว่าประเทศไทยมีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๒๐๐ ๒๐๐ ไม่ถึงครึ่งของ ๕๐๐ ด้วยซ้ำ หากเสียงของ สส. รวมกันเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถผ่านรัฐธรรมนูญได้แล้ว ท่านลอง กลับไปคิดดูว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจจริงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะว่าร่างกฎหมายทั่วไป ต้องพิจารณาถึง ๓ วาระ แต่พอร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาวาระเดียวแล้วผ่านเลย ผมต้องบอก ท่านประธานว่าทุกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ลดอำนาจและตัดอำนาจในการออกเสียง ให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา แต่อย่างไรก็ดีกระผมยินดีที่จะลดอำนาจบางส่วนเพื่อเป็น ประโยชน์ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเคารพและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด
สุดท้ายนี้ กระผมหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่พวกท่านคงไม่เอาคำ ๒ คำนี้ ออกจากรัฐธรรมนูญ นั่นคือคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงออกจากรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นคำที่พวกท่านกลัวมาก ๆ แล้วผม ก็คงไม่ต้องการให้ช่วยให้ใครหรือประชาชนคงไม่ต้องการรัฐมนตรีที่มีคำนี้ ดังนั้นสุดท้าย ผมขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคารพและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กระผมหวังว่าข้อเสนอแนะรวมทั้งคำถาม ทั้งหมดจะได้รับคำตอบ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน เราเคยมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน เป็นที่ยอมรับจาก คนทั่วทั้งประเทศว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ทำให้การเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมั่นคง ประกอบกับในยุคนั้นในปี ๒๕๔๔ เรามีผู้นำประเทศที่เก่งมากคือท่าน ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ ขับเคลื่อนประเทศ แก้ปัญหาจากวิกฤติต้มยำกุ้งจนคลี่คลายแล้วก็ทำให้ ประเทศไทยรุดหน้าไปด้วยความมั่นคง ด้วยความแข็งแรง เกิดความสุขและเกิดความหวัง จนทำให้สังคมชาวไทยและชาวโลกต่างชื่นชมยินดีเป็นอันมาก แต่น่าเสียดายในปี ๒๕๔๙ เกิดการยึดอำนาจขึ้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นทำลายอนาคตของประเทศ ทำลายความหวัง และหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความเจริญ หลังการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๔๙ พวกผมและสมาชิกพรรคเพื่อไทยจำนวนมากมาชุมนุมต่อต้านการยึดอำนาจและเรียกร้อง ให้คืนประชาธิปไตยแก่สังคมไทยโดยเร็ว จนพวกผมและหลาย ๆ ท่านต้องถูกดำเนินคดี บางคนก็ถึงขั้นถูกจำคุก ท่านประธานครับ ต่อมาเราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นผลผลิตของ คมช. เป็นผลไม้พิษที่ทำให้การเมืองอ่อนแอลง มีระบบตุลาการภิวัตน์ที่เข้มแข็งขึ้น จะเห็น ได้ว่าในช่วงนั้นคุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนเพียงแค่ว่าสอนทำกับข้าว ผ่านทีวีเท่านั้นเอง ดังนั้นพวกผมและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับการยึดอำนาจและรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการยึดอำนาจตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ พรรคเพื่อไทยพยายามขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มาจากการยึดอำนาจอย่างต่อเนื่องถึง ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๕ ตอนนั้นผมก็เป็น สส. อยู่ด้วย เราขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตบอกว่าต้องไป แก้รายมาตราเท่านั้น ในปี ๒๕๕๖ เราขอแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งโดยขอแก้ที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตอีกโดยอ้างเหตุผลอื่น เลยไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จนปี ๒๕๕๗ มีการยึดอำนาจโดย คสช. ซึ่งเป็นการซ้ำเติม ปัญหาประเทศทำให้ประเทศตกต่ำมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจาก คสช. นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่พวกผมไม่ยอมรับตั้งแต่ต้น ในตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการรณรงค์ให้รับ ร่างรัฐธรรมนูญโดยฝั่ง คสช. และมีการรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญโดยฝั่ง ผู้รักประชาธิปไตย โดยเฉพาะพวกผมกลุ่ม นปช. หรือเสื้อแดง รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ต่างออกรณรงค์มาไม่ให้รับเพราะว่ามีปัญหามากมาย แต่ท่านประธานก็น่าจะจำได้ว่ากลุ่ม ผู้รณรงค์ให้รับร่างนั้นสามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี แต่ผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างนั้นกลับถูกจับกุม ดำเนินคดี พวกผมเองถูกดำเนินคดีแล้วต้องขึ้นศาลทหารเป็นปี ๆ เป็นการรณรงค์เรื่อง รัฐธรรมนูญที่ไม่ Fair รณรงค์ฝ่ายเดียว นอกจากนี้เราเห็นปัญหามากมายจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นแท้จริงแล้วเป็น รัฐธรรมนูญที่โกงคนอื่น เป็นรัฐธรรมนูญที่เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. เท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่า ในปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งลำดับ ๑ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเป็น นายกรัฐมนตรีได้ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี ๒๕๖๖ พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็น ลำดับ ๑ ไม่สามารถแต่งตั้งรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่จะเห็นได้ชัดว่ามันเป็น รัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย เรามีการเขียนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น มาควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้ทำงานยาก ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของประเทศชาติด้วยความรวดเร็ว ว่องไวได้ เรามีการสร้าง เงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญที่ยากมาก แล้วแก้แต่ละครั้งบางครั้งต้องทำประชามติ ต้องใช้เงินถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะใช้เงินส่วนนี้ในการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน กลับต้องมาสิ้นเปลืองเงินโดยเปล่าประโยชน์ และโดยเฉพาะเรามาเพิ่มกำหนดหมวด จริยธรรมขึ้นมา ซึ่งเป็นการกำหนดนิยามที่กว้าง สามารถตีความได้กว้างขวาง หลากหลาย แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่าน มาตรฐานจริยธรรมที่ถูกกำหนดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อปัญหาให้เกิดกับประเทศอย่างใหญ่หลวง ท่านประธานก็ทราบดีว่า ๒ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ๒ ท่านถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยกำหนดมาตรฐานจริยธรรมด้วยความผิด เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ๒ ปีกว่าเรามีนายกรัฐมนตรี ๓ คน ทุกครั้งที่เปลี่ยน นายกรัฐมนตรีเราเสียเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน ทำให้การบริหารประเทศไม่ต่อเนื่อง ไม่สามารถทำนโยบายอะไรที่มาแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยมีปัญหาภาระหนี้สินเยอะแยะ รายได้ตกต่ำลง ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ไม่สามารถทำได้เลย เดี๋ยว ๆ ก็เปลี่ยนรัฐบาล เดี๋ยว ๆ ก็เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ การพัฒนาประเทศเลยครับ ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้เราต้องแข่งขันกับตลาดโลก เราต้องแข่งขัน กับประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่สามารถทำได้เลย จะเห็นได้ว่าตอนนี้การเจริญเติบโตของประเทศ ไทยน้อย ต่ำที่สุดในอาเซียน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเขานำไทยไปไกลแล้วครับ อีกไม่นาน เราก็จะเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีอุปสรรคจากกฎหมายสูงสุดของ ประเทศคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจึงจำเป็นต้องให้แก้ไขครับ
ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และตั้งใจ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ในยุครัฐบาลที่สืบทอดอำนาจของ คสช. เมื่อปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านก็พยายามยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ที่ให้การแก้ไขเป็นไปได้อย่างยากมาก อย่างเช่นว่าต้องใช้เสียง สว. ถึง ๑ ใน ๓ ซึ่งปัจจุบันมี สว. ๒๐๐ คน นั่นหมายถึงว่าต้องใช้เสียง สว. ถึง ๖๗ คนอย่างน้อย เราเลยแก้ไม่ได้เพราะ สว. ตอนนั้นมาจาก คสช. ทั้งหมดเลย ในยุคของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมาจากพรรคเพื่อไทย ตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็แถลงนโยบายว่า เราจะเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยก็มีการ เสนอแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้การทำประชามติเพื่อนำไปสู่ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยการปลดล็อกจากการใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นให้เหลือ ชั้นเดียว เพราะเราต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญนั้นสำเร็จ ซึ่งสุดท้ายกฎหมายเพิ่งผ่านสภาไปเมื่อเดือนกรกฎาคมนี้นะครับ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการ ประกาศใช้ ผมไม่มั่นใจว่าเกิดปัญหาหรือติดขัดอยู่ที่หน่วยงานใดนะครับ จะเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทยได้พยายามแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เมื่อต้นปีนี้เรากับพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจนพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อนำไปสู่การ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่น่าเสียดายในตอนนั้นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นไม่ต้องการที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้ง สว. จำนวน มากที่มีจุดยืนคล้าย ๆ กับพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นก็มีท่าทีไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่ายังไม่มี ความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใด ซึ่งเราจะมีบทเรียน ว่าในการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด สว. หลายคนถึงขั้น Walkout ไม่ร่วมประชุม เลยทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญชะงักงัน สุดท้ายรัฐสภาเลยจำเป็นต้องขอมติจากรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้หรือไม่ ถ้าทำ ได้ต้องใช้การทำประชามติกี่ครั้งและในขั้นตอนใด สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีคำวินิจฉัยมา เมื่อเดือนที่แล้ว ๑๐ กันยายน ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้แต่ต้องทำประชามติ ถึง ๓ ครั้ง ในเมื่อมีความชัดเจน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จึงขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จนนำมาสู่การประชุมรัฐสภาในวันนี้ ดังนั้นผมจึงกราบเรียน ให้ท่านประธานได้เห็นว่าตลอดมาพรรคเพื่อไทยไม่เคยยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ แต่อย่างใดตั้งแต่วันที่มีการทำประชามติ และเราเองพยายามยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมา โดยตลอดด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่เคยดึงเหนี่ยวรั้งไว้ แต่ปัญหาคือว่าเราไม่ได้รับการ สนับสนุนจากกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่สำเร็จสักที วันนี้ถือว่าเป็นวันดีที่เรามีการร่วมแรงร่วมใจของ ๓ พรรคการเมืองยื่นเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเองจึงขอสนับสนุนทั้ง ๓ ร่างนะครับ แต่จะเห็นได้ว่าร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นไปตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ท่านแนะนำ ว่าต้องไม่ให้ สสร. นั้นมาจากประชาชนโดยตรง และ สสร. ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยนั้น มีความหลากหลาย ไม่มีพรรคการเมืองใดหรือคนกลุ่มใดสามารถควบคุม ชี้นำ บงการ การทำงานของ สสร. ได้ ซึ่ง สสร. แบบนี้จะเป็นกลางในการร่างรัฐธรรมนูญที่จะตอบโจทย์ ความต้องการของสังคมไทย เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็น ร่างหลักในการพิจารณาครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ
ท่านพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่รักทุกท่านครับ กระผม ทันตแพทย์พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดภูเก็ต กลุ่มอุตสาหกรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอเพิ่มเติมเรื่องการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อสะท้อนมุมมองเชิงหลักการต่อประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งต่อทิศทางการปกครองและอนาคตของ ประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดกรอบแห่งอำนาจรัฐ ระบบการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน การพิจารณาว่าควรแก้ไขหรือไม่แก้ไขจึงไม่ใช่ เพียงการชี้ขาดในทางการเมือง แต่คือการตัดสินใจในทางนโยบายที่มีผลกระทบโดยตรง ต่อชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
ประการแรก รัฐธรรมนูญคือเครื่องมือของประชาชน มิใช่เครื่องมือของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง การแก้รัฐธรรมนูญจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการซึ่งดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของ นักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ดังนั้นรัฐธรรมนูญต้องเป็น หลักประกันในสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของประชาชน ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดและภูมิภาคใดของประเทศ
ประการที่ ๒ ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงซับซ้อนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งภาวะค่าครองชีพที่สูง หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ ภาคเกษตรและภาคแรงงานที่ยัง ขาดความมั่นคงทางรายได้ ร่วมถึงการชะลอตัวของการลงทุนจากภาคเอกชนทั้ง ในและต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการ ช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาเช่นนี้จึงต้องถาม อย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่เรากำลังทำนี้จะตอบโจทย์ประชาชนหรือไม่ จะช่วยให้ ระบบเศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ และจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นฐานของการ พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุงโครงสร้าง การเมืองให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ลดการทับซ้อนของอำนาจและเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริงก็ถือเป็นการปฏิรูป เชิงโครงสร้างที่จำเป็นและสมควรสนับสนุน เพราะระบบการเมืองที่เข้มแข็งคือรากฐาน ของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่ในทางกลับกันครับ หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงการต่อรอง ทางการเมืองหรือเป็นประเด็นที่สร้างความแตกแยกในสังคม ขาดการรับฟังความคิดเห็น จากทุกภาคส่วน ย่อมไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และอาจซ้ำเติมบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ที่กำลังเปราะบางอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก ในภาวะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังต่อสู้ กับภาระหนี้สิน ราคาสินค้าจำเป็นที่สูงขึ้น และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ลดลง การอภิปราย เรื่องรัฐธรรมนูญควรตั้งอยู่บนฐานของความสมดุลระหว่างการเมืองกับปากท้องของ ประชาชน รัฐบาล รัฐสภาต้องมองภาพรวมของประเทศอย่างรอบด้าน ไม่เร่งรีบในเรื่องที่อาจ สร้างความแตกแยก แต่ต้องไม่ละเลยในเรื่องที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาว การที่รัฐธรรมนูญที่ดีไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเขียนใหม่เสมอไป แต่อาจจะเกิดจาก การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพและศักยภาพ และปรับปรุงเฉพาะประเด็น ที่จำเป็นจริง ๆ อย่างตรงจุด และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา แก้ไขปัญหาเล่นพรรค เล่นพวกและคอร์รัปชันทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม คุณธรรม และความยุติธรรม
สุดท้ายนี้ไม่ว่าประเทศไทยจะมีมติให้แก้ไข หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประชาชน เพื่อสร้าง ระบบการเมืองที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และเพื่อให้ประเทศสามารถ เดินหน้าสู่อนาคตด้วยเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ทางสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะต้องนำไปสู่การบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการดำเนินชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ในนามของรัฐสภายินดีต้อนรับ ประธานสภาเมืองแทจอน เขตจุงกู และสหภาพแรงงานเกาหลี จากสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน ๕ ท่าน เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ครับ ท่านต่อไปเชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้อภิปรายในประเด็น ที่สำคัญที่สุดอีก ๑ ประเด็นของประเทศ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่เป็น รากฐานของปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยตลอดหลายปี ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ วันนี้คนไทยทั้งประเทศตั้งคำถามว่าในเมื่อรัฐบาลมีเวลาเหลือ เพียงแค่ ๔ เดือน ก่อนครบกำหนดยุบสภา เหตุใดจึงไม่ใช้เวลานี้ในการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาความยากจน ปัญหาชายแดน หรือปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับเลือกที่จะใช้เวลานี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาที่คนไทยเผชิญทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ทางกฎหมาย ท้ายที่สุดต้นเหตุของทุกปัญหาอยู่ที่กติกา และกติกาที่สำคัญของบ้านเมืองนี้นั่น ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไม่สมบูรณ์และมีปัญหาซ่อนอยู่หลายเรื่อง แต่จนถึงวันนี้ ครับยังไม่มีใครออกมาบอกกับประชาชนอย่างชัดเจนเลยครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมุ่ง ไปในทิศทางใด เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและประชาชนได้ประโยชน์ อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนคนไทยเกิดคำถามครับว่า จะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม จะแก้ตรงไหน และพวกเขาจะได้อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจ ความเบื่อหน่ายของพี่น้องประชาชน ที่มีต่อการเมือง และเขาก็ไม่เข้าใจครับว่ารัฐสภาของเรากำลังทำอะไรอยู่ ผมเองและ พรรคไทยสร้างไทยเรามีข้อเสนอที่อาจจะเป็นทางออกที่เป็นรูปธรรมสามารถทำได้จริง ภายในอายุของสภาชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องนำเรียนก่อนครับผมไม่ค่อย มั่นใจครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความราบรื่น และทันในระยะเวลา เพียงแค่ ๔ เดือน ดังนั้นหากไม่สามารถบรรจุเนื้อหาที่ผมจะอธิบายเข้าไปในร่างหลักได้ ผมอยากใคร่ขอให้มีการพิจารณาอีก ๑ แนวทางครับ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รายมาตรา ที่ไม่ต้องรอทั้งฉบับครับ ไม่ต้องรอตั้งสภาร่างใหม่แต่ตอบโจทย์ประชาชนได้ทันที โดยมีทั้งหมด ๕ ข้อหลักดังนี้ครับ
ข้อที่ ๑ ท่านประธานครับ ผมและพรรคไทยสร้างไทยขอเสนอให้บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเลยครับว่า กฎหมายใดหรือขั้นตอนในการอนุญาตใด ๆ ที่เป็น อุปสรรคต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชน หรือขัดขวางการแข่งขันทางธุรกิจถือว่า เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่าวันนี้ครับกฎหมายจำนวนมากกลายเป็นเครื่องมือผูกขาด ของกลุ่มทุนใหญ่ ทำให้ธุรกิจรายเล็ก ๆ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ข้อดีของ การแก้ไขรายมาตราข้อนี้จะทำให้กฎหมายทุกฉบับที่มีอยู่แล้วและที่จะออกใหม่ในอนาคต ต้องผ่านการตรวจสอบว่าเป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ถ้าไม่ก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญโดย อัตโนมัติครับ นี่คือการคืนสิทธิในการทำมาหากินประกอบธุรกิจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน
ประเด็นที่ ๒ เราขอเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยระบุว่าการขับสมาชิก ออกจากพรรคนี่ต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของกรรมการบริหารพรรค และถือเป็นการสิ้นสุดสภาพของสมาชิกผู้นั้นทั้งในสมาชิกพรรคและสมาชิกรัฐสภา นี่เป็น การสร้างหลักประกันว่าพรรคการเมืองจะไม่ถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คน และป้องกันไม่ให้เกิด ผลการต่อรองผลประโยชน์เพื่อแลกตำแหน่งทางการเมือง เมื่อมติของพรรคต้องมาจาก เสียงส่วนใหญ่ของกรรมการบริหารพรรคหรือสมาชิกภายในพรรคก็จะทำให้ระบบ พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น
ประเด็นที่ ๓ เราขอเสนอให้การตรวจสอบองค์กรอิสระ สามารถกระทำได้ โดยพี่น้องประชาชนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อยื่นถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระได้ โดยผ่านกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรยื่นผ่านท่านประธาน ก็ดีก็คือหน่วยงานเหล่านี้จะ ไม่สามารถตรวจสอบกันเองได้อีกต่อไปครับ แต่จะต้องยึดโยงกับประชาชนถือเป็นการสร้าง ความโปร่งใสที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร อิสระมากขึ้น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง สตง. หรือ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจ สูงมากในทางการเมือง แต่ประชาชนกลับไม่มีช่องทางในการตรวจสอบโดยตรงจนทำให้ ภาพลักษณ์ขององค์กรเหล่านี้ถูกมองเป็นภาพลบ
ประเด็นที่ ๔ คือเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีที่มา จาก สส. ที่มีอยู่ในสภาได้โดยตรง ข้อดีก็คือจะไม่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยครับ ไม่มีการต่อรอง ข้ามพรรคเพื่อตั้งนายกรัฐมนตรี และที่สำคัญครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเกิดทางตันด้วย กรณีแบบนี้อีก
และประเด็นสุดท้าย เราขอเสนอให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าคำสั่งหรือ ประกาศของ คสช. ใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ เพราะหากเราต้องการฟื้นฟู หลักนิติรัฐอย่างแท้จริง เราต้องกล้าที่จะทบทวนและกล้าล้างผลพวงของอำนาจนอกระบบ ทั้งหมด เพื่อให้โครงสร้างของประชาธิปไตยกลับมายืนอยู่บนหลักนิติธรรม ซึ่งจะทำให้ ประโยชน์เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอย้ำอีกครั้งว่าใน ๕ ข้อเสนอนี้ บางท่าน อาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ควรนำไปพูดในชั้นกรรมาธิการ แต่ในเมื่อร่างหลักไม่มีเรื่องเหล่านี้ ตั้งแต่ต้น การจะเพิ่มเติมหรือเสนอเข้าไปภายหลังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากสภาเปิดใจ พิจารณาแนวทางที่ผมได้เสนอนี้จะสามารถดำเนินการได้จริง ซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศจะไม่ตั้งคำถามกับนักการเมืองอย่างพวกเราว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำกันทำไม และผมเชื่อว่าเขาจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ และท้ายที่สุด หากกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันเวลา เกิดเหตุการณ์ยุบสภาก่อน ประชาชนจะย้อนกลับมาถามพวกเราครับ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าแก้ไม่ทัน ทำไมไม่ใช้เวลาไป แก้ปัญหาที่สำคัญก่อน แล้วสุดท้ายเราก็ต้องมาใช้กติกาเดิมในการเลือกตั้ง คำถามนี้ละครับ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยหมดศรัทธาต่อการแก้รัฐธรรมนูญครั้งต่อไปนี้ ดังนั้น พวกเราเห็นควรว่าควรแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฉพาะ ๕ ข้อ แบบรายมาตรา ไม่ต้องยืดเยื้อครับ ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะเป็นการแก้ที่ทำได้จริงภายในระยะเวลาอันสั้น และเป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทันที ท้ายที่สุดครับ เสียงของผมและพรรคไทยสร้างไทยเรา อาจจะดังไม่พอ แต่ขอยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือเรื่อง ของสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน และพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่อยากเห็นประเทศเดินไป ข้างหน้า และเมื่อวันนั้นมาถึงประชาชนจะเห็นว่าพวกเรามีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา ให้กับพวกเขา ทำให้เขามีศักดิ์ศรี มีสิทธิ มีเสียงและมีโอกาสในชีวิตมากขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้ ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ
ท่านศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญคือรากฐาน ของประเทศ เป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดการปกครอง และเป็นหลักประกันสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน หากเราต้องอยู่ในสังคมที่กติกาพื้นฐานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจะมีความมั่นคงในชีวิตได้อย่างไร เสถียรภาพของรัฐธรรมนูญไทยคือหัวใจสำคัญของ การพัฒนาความมั่นคงในสังคม ประเทศมหาอำนาจหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๘๗ จนปัจจุบัน ๒๓๘ ปียังใช้ ฉบับเดียว ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีก็เช่นเดียวกัน มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยนัก ทำให้เกิดเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการพัฒนา แต่สำหรับประเทศไทยเราเพิ่งมี รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในระยะเพียง ๙๓ ปี ไทยเรามีรัฐธรรมนูญถึง ๒๐ ฉบับ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒๓ ครั้ง การเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้นำมาซึ่งความ ไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกฎกีฬา กฎของกีฬาฟุตบอล หากเปลี่ยนกติกาหลัก อยู่ตลอดเวลา ทั้งนักกีฬา กรรมการและผู้ชมก็จะสับสน ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เช่นเดียวกัน กับขณะนี้ประเทศไทยเราเรียนตำรามาจากฉบับเดียวกัน แต่เราไม่รู้ว่าจะเป็นคนดี จะเป็นคน ที่กระทำถูกตามกฎระเบียบ กฎหมาย ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ท้ายที่สุดต้องไปถามองค์กร อิสระเพื่อขอคำตอบ อันนี้ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่เราก็จะเห็นว่าบริษัท ใหญ่ ๆ ที่เป็นสากลก็จะไม่มีการเปลี่ยนธรรมนูญขององค์กร ก็จะใช้หลักเกณฑ์ที่คงที่เพื่อให้ เกิดการบริหารที่ต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันควรมีกติกาหลักที่มั่นคง แม้จะมีการปรับ รายละเอียดให้เหมาะกับยุคสมัย การรักษาเสถียรภาพของรัฐธรรมนูญเป็นการสร้างความ มั่นคงบนพื้นฐานของความชัดเจน เพื่อให้ประเทศได้เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ คำถามใหม่ สำหรับรัฐสภาวันนี้ แทนที่จะถามว่าเราควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้บางส่วนหรือทั้งฉบับ หรือจะเลือกฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ หรือฉบับที่ ๓ เราก็จะเกิดถามเช่นนี้ตลอดไป ผมถึงอยาก ฝากคำถามใหม่กับรัฐสภาแห่งนี้ว่าวันนี้เรามาถามใหม่ ถามว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญ ที่มีเสถียรภาพได้อย่างไร เมื่อใดที่เราจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย และมีความมั่นคงเพียงพอที่จะไม่ต้องเขียนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าอีกต่อไป เพื่อให้ประเทศ ของเรามีเสถียรภาพทางกติกาบ้านเมืองเหมือนกับหลายประเทศที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนาน มิใช่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นการทำลายความมั่นใจของประชาชน และความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองไทย ขอบคุณครับ
ท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยจะไม่ใช่หมดเต็ม เวลา ๑๐ นาทีในการอภิปรายรับหลักการทั้ง ๓ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านประธานไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมผมต้อง ใช้เวลาแค่เล็กน้อยเท่านั้น ผมคงไม่ใช้เวลาเต็มที่ วันนี้ครับท่านประธานเราเห็นกันดีครับว่า ทุกท่านที่มีการอภิปรายตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันมี Consensus ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเราปี ๒๕๖๐ มีปัญหา ผมเองนั้นเป็นนักการเมืองป้ายแดง มือใหม่ เข้ามาปี ๒๕๖๖ เห็นผลการเลือกตั้งมาก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีปัญหาที่ทำให้ พรรคการเมืองที่ได้เป็นที่ ๑ ไม่สามารถจะเป็นผู้นำรัฐบาลได้ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ท่านไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนที่ ๓๐ ได้ เนื่องจากว่ามีปัญหาของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีคนที่ผ่านมา ๒ ท่าน ท่านเศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านอีกทีหนึ่ง ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช่หรือไม่ที่ทำให้องค์กรอิสระหรืออำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ในประเทศไทยในนามของกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ เราไม่ได้พูดถึงหลาย ๆ เรื่อง ท่านประธาน ผมเป็นคนทำงานชายแดน ณ ปัจจุบันนี้มาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการตีความ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำ MOU ที่เกี่ยวข้องกับประเทศ ไทยกับประเทศกัมพูชาที่เรามีปัญหากันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ สรุปว่าจะต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอ ในการยกเลิกตัว MOU หรือว่าจะต้องไปทำประชามติหรือว่าทางรัฐสภาของเรามีหน้าที่ ในการพิจารณาตรวจสอบ มาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ ชัดเจนครับท่านประธานว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มีผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทย รัฐสภาเรามีอำนาจในการ ตรวจสอบ แต่สุดท้ายรัฐบาลของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ณ ปัจจุบันนี้ก็มีนโยบายออกมาบอก ว่าจะให้ทำประชามติในเรื่องการยกเลิก MOU กับประเทศกัมพูชา ปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๔ นี่ละครับคือปัญหาครับท่านประธาน ที่ทำให้พวกเรามานั่งกันอยู่ทุกวันนี้ วันนี้ทั้ง ๓ ฝ่าย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา มาอยู่ด้วยกันในรัฐสภาของเราวันนี้ เพราะฉะนั้นผมคง จะต้องเห็นชอบในหลักการทั้ง ๓ ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทยและ พรรคภูมิใจไทย จริง ๆ แล้วเพราะว่ามีเจตจำนงร่วมกันครับท่านประธาน คือการสร้าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน ถึงแม้ว่ากระบวนการหรือทางเดินที่เรียกว่า Process และเงื่อนไข Condition ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันของทั้ง ๓ พรรคการเมือง ๓ ร่าง ที่ออกมาให้กับพวกเรา แต่มีเจตจำนงร่วมกันคือการนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันเป็น ก้าวแรกครับท่านประธานของการคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน และผมหวังว่า เป็นพรรคฝ่ายค้านเป็นพรรคเดียวเป็นคนเดียวนี่ก็ไม่อยากเห็นการช่วงชิงอำนาจทางด้าน การเมืองในการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับออกมา แล้วบอกว่าใครจะสามารถเลือก สสร. เข้ามาได้ จริง ๆ แล้วเจตจำนงของรัฐธรรมนูญเราต้องให้พี่น้องประชาชนเป็นคนร่าง รัฐธรรมนูญ จริง ๆ มันต้องเป็นการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่เพราะว่ารัฐธรรมนูญเรา มีปัญหา นั่นละองค์กรอิสระมีอำนาจมากเหลือเกิน วันนี้เราต้องมานั่งพูดคุยกันว่าจะเอา เงื่อนไขอะไร จะต้องนำกระบวนการไหน จะต้องนำ Process ไหน จะเอา สสร. มาอย่างไร เลือกมา ๓๐๐ คน พิจารณาในรัฐสภาเหลือ ๑๐๐ คน มีการแต่งตั้ง ๑๐๐ คนข้างนอก มีการเลือกตั้ง อะไรเยอะแยะมากมาย นั่นมันคือปัญหาพวกเรา เราจำเป็นครับท่านประธาน ต้องนำรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนคืนอำนาจให้กับพวกเขา ผมอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การ อภิปรายเพื่อจะเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ผมเลือกครับ ผมเลือกพี่น้องประชาชน ที่ต้องการรัฐธรรมนูญที่พวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมและร่างด้วยมือของพวกเขาเอง ต้องยอมรับ ครับท่านประธาน วิกฤติทางการเมืองในประเทศไทยจริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าประเทศไทยเรา ขาดรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ เราไม่เคยขาดครับ เรามีตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงประชาธิปไตยเต็มใบ ครึ่งใบ กึ่งใบ หรือไม่เคยมีประชาธิปไตยเลย มีการฉีกรัฐธรรมนูญเราก็มีการร่างขึ้นมาใหม่ เราไม่ขาด รัฐธรรมนูญ สิ่งที่เราขาดครับท่านประธาน เรื่องเดียวที่เราไม่มี เราขาดซึ่งความไว้วางใจ ในกติกา กติกาที่ผมพูดอยู่กติกากลางของชาติของเราที่เป็นสัญญาทางสังคมที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญของประเทศไทย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ ที่เรากำลังมีใช้อยู่นี้คือกติกาของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่กติกาทางสังคม เป็นกติกากลางของ ประเทศเรา กติกาของผู้มีอำนาจที่พยายามสืบทอดอำนาจให้กับพวกเขาในการเข้ามาสู่สภา ของพวกเราเหล่านี้ เราเห็นครับ ตอนที่ผมเข้ามาปี ๒๕๖๖ ยังมีการสืบทอดอำนาจอยู่ ยังมีเครื่องมืออยู่โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมเรียนไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๖ ที่เกิดขึ้น มันน่าเศร้าจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมฝากไปถึงครับ ผมเชื่อมั่นว่า รัฐสภาของเราอย่างไรก็ตามเห็นชอบในหลักการ ๓ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด จะมีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาเกิดขึ้น ผมต้องขอฝากไปถึง กรรมาธิการว่าต้องสร้างความมั่นใจว่าประชาธิปไตยต้องสร้างได้จริงและมีอยู่จริง ประชาชน ต้องมีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของไม่ใช่เพียงผู้ถูกปกครองภายใต้กติกาที่ไม่เคยสอบถาม ความเห็นแต่อย่างใด ดังนั้นผมขอเรียนฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการร่วมจัดตั้งขึ้น ในหลักการ ๓ เสาหลักทางสังคม และ ๔ แนวทางของการสร้างสัญญาทางสังคมใหม่ และอยู่ได้จริงแล้ว หลักการ ๓ เสาหลักทางสังคมนี้คือ ๑. ประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน อย่างแท้จริง People Center Democracy ขอให้พี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ การเลือกผู้แทนที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญนั้นต้องมีประชาชนเป็นหลักทำให้ได้ อันนั้นคือ หลักแรก
หลักที่ ๒ ความเป็นธรรมทางสังคมและความเท่าเทียม Social Justice and Equality ขอให้มีเถอะความเท่าเทียมกัน ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเรายังไม่มีการขจัด การเลือกปฏิบัติในรัฐธรรมนูญ ขอให้คณะกรรมาธิการร่วมทั้ง ๒ สภานี้มีการพิจารณาเลือก ในเรื่องเกี่ยวกับการขจัดการเลือกปฏิบัติเข้าไปอยู่ในตัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีขึ้น
หลักการสำคัญหลักสุดท้ายที่เป็นหลักฐานทางสังคมก็คือหลักการกระจาย อำนาจและการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน Decentralization and Participation คงจะเป็น ๓ หลักการนี้ที่จะฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการที่จะมีการ จัดตั้งขึ้นแล้วนำไปใช้ และ ๔ แนวทางของการสร้างสัญญาทางสังคมใหม่และอยู่ได้จริง ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของครับท่านประธาน แนวทางแรก เปิดโอกาสให้ทุกภูมิภาคและทุกกลุ่มมีส่วนร่วมได้จริง ๆ แนวทางที่ ๒ รับฟัง เสียงจากผู้ที่มักถูกละเลยจากกระบวนการทางด้านการเมือง พี่น้องชายขอบครับ ท่านประธาน ยังมีผู้พิการ ยังมีหลาย ๆ คนที่ไม่ได้เคยถูกเข้ามาร่วมในกระบวนการสร้าง การเมืองโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางสังคมพวกเราในการสร้างกติกาสังคมของชาติ เป็นส่วนกลาง แนวทางที่ ๓ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรจะเป็น กระดูกสันหลังของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในประเทศไทยซึ่งเคยเห็นแต่ไม่เคยได้ยินและไม่เคย ได้ใช้ในประเทศไทยในการปรับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แนวทางที่ ๔ สร้าง กลไกตรวจสอบและการสร้างความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างแท้จริง อย่าปล่อยปละละเลย อย่าทำให้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วทำให้การเมืองของไทย มันบิด ๆ เบี้ยว ๆ เพราะฉะนั้น ๓ หลักการนี้บวกกับ ๔ แนวทาง ขอฝากท่านประธาน ไปถึงกรรมาธิการร่วมที่จะมีการจัดตั้งขึ้นในระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
สรุปครับท่านประธาน กรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นก็คงจะไม่ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำ ให้ประชาชนรู้สึกถึงความอ้างว้าง โดดเดี่ยวและไม่มีส่วนร่วม ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความ เป็นเจ้าของของกติกากลางทางสังคมใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ประชาชนรู้สึกซาบซึ้งถึง อำนาจที่แท้จริงของพวกเราผ่านกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เราเรียกว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยของเราไม่ได้หมดสิ้นไปในวันที่ประชาชนเข้าไปเลือกตั้งในคูหา ประชาธิปไตยของเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้งหากประชาชนผู้มีอำนาจที่แท้จริงของ ประเทศรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของของประเทศ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสิทธิกร ธงยศ ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสิทธิกร ธงยศ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ มา รัฐธรรมนูญของเราใช้มาทั้งหมดอยู่ ๒๐ ฉบับ ใน ๒๐ ฉบับ เป็นฉบับสุดท้ายที่ได้ร่างขึ้นและ บังคับใช้นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั่นก็คือ ๘ ปีแล้วที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งหลายท่านก็ได้อภิปรายมาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาจากการปฏิวัติ เกิดจากการปฏิวัติ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง หลายต่อหลายท่าน ก็ได้อภิปรายมาว่าเป็นผลไม้พิษก็ดี เป็นผลพวงจากการปฏิวัติก็ดี จนกระทั่งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็ร่างรัฐธรรมนูญส่งให้ประชาชนพิจารณาเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ผลการลงประชามติ ปรากฏว่าประชาชนได้ลงคะแนนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ จำนวน ๑๖.๘ ล้านคน คิดเป็น ๖๑.๓๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่เห็นชอบจำนวน ๑๐.๕ ล้านคน เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ ๓๘.๖ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนค่อนข้างที่จะห่างกันพอสมควร ห่างกัน เกือบ ๖ ล้านคน ก่อนการที่จะลงประชามติหลายต่อหลายท่านนะครับ มีนักการเมืองที่โดน ผลพวงมาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็ได้รณรงค์ว่าไม่ต้องให้รับร่างนี้ เพราะมาจากทหาร มาจากการปฏิวัติก็ดี แต่สุดท้ายมติประชาชนก็ให้ความเห็นชอบ ทั้งหมดตามที่ผมเรียนก็คือ ๑๖ ล้านคน ฉะนั้นหลักระบอบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญก็คือการยอมรับเสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญของเราก็เลยใช้มาถึงปัจจุบัน พอมาถึงวันนี้หลายต่อหลายท่านก็ได้เสนอแนะมา ว่าร่างนี้มันเป็นผลพวงจากทหารจากการปฏิวัติ ทำให้นักการเมืองหลายท่านโดนรัฐธรรมนูญนี้ เล่นงาน ไม่ว่าจะเป็นนายกหลายต่อหลายท่าน หรือว่าผู้นำพรรคการเมืองหลายท่านก็โดน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เล่นงานกัน จึงเกิดแนวคิดว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นที่มาของ วันนี้ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่เราจะพิจารณาให้แก้ไขเพิ่มเติมมีทั้งหมด ๓ ร่าง
ร่างแรก ก็คือร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งมีอยู่ ๒ อย่าง ๑. สภาที่ปรึกษา การยกร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน มาจากจังหวัดแต่ละจังหวัดสัดส่วนแตกต่างกัน ทั้งหมดอยู่ ๑๐๐ คน และ ๒. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด ๓๕ คน โดยจัดกลุ่มกัน จัดทีมกัน ระหว่าง ๑๗-๗๐ คน ใน ๗๐ คนนี้ก็เป็นบัญชีรายชื่อตามที่ท่านพริษฐ์ได้แจ้งมา หลังจากนั้น ก็ให้ทางรัฐสภาเป็นคนเห็นชอบเหลืออยู่ ๓๕ คน นี่คือร่างของท่านพริษฐ์
ส่วนร่างที่ ๒ ก็คือร่างของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็แบ่งเป็น ๑. สภา ร่างรัฐธรรมนูญ ๙๙ คน มาจากจังหวัดแต่ละจังหวัด ผู้สมัครจะกี่คนก็แล้วแต่ ๗๗ คนเป็น รายจังหวัด ก็ส่งรายชื่อทั้งหมดให้กับสมาชิกรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเหลือจังหวัดละ ๑ คน นั่นก็คือ ๗๗ คน และส่วนที่ ๒ ก็คือสมาชิกที่มาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์อีก ๒๒ คน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ ๒. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๔๕ คน ๔๕ คนนี้มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญก็คือ ๙๙ คนนั่นละครับ คัดเลือกเหลือ ๔๕ คน นี่คือร่างของท่านอนุทิน
และส่วนร่างที่ ๓ เป็นร่างของอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ท่านอาจารย์บอกว่า ๑. ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด ๑๕๐ คน แบ่งเป็นจำนวนกลุ่มเหลือ ๑๐๐ คน และข้อที่ ๒ ก็คือ กรรมาธิการยกร่างอีก ๒๗ คน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า การเชื่อมโยงมีส่วนคล้ายกันก็คือมีพรรคภูมิใจไทยกับท่านอาจารย์ชูศักดิ์ เพราะมีการ เชื่อมโยงกันระหว่างสภาร่างกับคณะกรรมาธิการ ของท่านอนุทินก็เช่นเดียวกัน แต่ของ ท่านพริษฐ์ สภาที่ปรึกษานี้ก็เหมือนกับยักษ์ไม่มีกระบองได้ให้คำปรึกษาอย่างเดียว แต่กรรมาธิการที่จะยกร่างมีแค่ ๓๕ คน ฉะนั้นจำนวนของกรรมาธิการทั้ง ๓ ร่าง ของ ท่านพริษฐ์ มี ๓๕ คน อันนี้ก็คือยกร่างจริง ๆ เป็นคนพิจารณาจริงมี ๓๕ คน ของท่านอนุทิน ๔๕ คน แล้วก็ท่านชูศักดิ์ก็คือ ๒๗ คน ฉะนั้นอยากจะให้กรรมาธิการที่จะรับเรื่องเข้าไปสู่ใน วาระที่สองได้นำเหตุผลต่าง ๆ ของสมาชิกได้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะว่าเราจะ ดำเนินการลงคะแนนหลังจากที่นายกประกาศยุบสภาและเลือกตั้งอีก ๒ เดือน นั่นคือความ คาดหวังของประเทศไทยของเรา ขอบคุณมากครับ
ท่านต่อไปท่านปรีติ เจริญศิลป์ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งผมเห็นว่าในรายละเอียด ในรัฐธรรมนูญนี้มีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขโดยด่วนเลยครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พูดไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ซึ่งเราใช้กันมามากกว่า ๘ ปีแล้วครับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มี ป.ป.ช. คตง. เกี่ยวข้องหลัก แต่ในหมวดของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตมีการระบุไว้เพียง ๖ มาตรา ในเล่มนี้ครับ ผมก็ยังไม่คิดว่า ๖ มาตรานี้ จะเป็นทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงได้อย่างไร ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ข้อมูลจาก ป.ป.ช. รายงานผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perception Index (CPI) ปี ๒๕๖๗ ที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติกว่า ๑๘๐ ประเทศจัดลำดับมา ซึ่งดัชนีตัวนี้ จะมีความสำคัญมากที่นักลงทุนจากต่างชาติจะนำมาดูเพื่อประเมินความเสี่ยงในการที่คิดว่า จะไปลงทุนในประเทศไหน อย่างไร ปรากฏว่าอันดับ ๑ ของโลกคือประเทศเดนมาร์กที่มี ความโปร่งใสมากที่สุดมี ๙๐ คะแนน อันดับ ๒ ฟินแลนด์ ๘๘ คะแนน อันดับ ๓ ประเทศ ใกล้เคียงเรา สิงคโปร์ ๘๔ คะแนน แต่ดูในอาเซียนมี ๑๐ ประเทศ ประเทศไทยอยู่อันดับ ๕ เราดีกว่าฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา พม่า แค่นั้นเอง ส่วนบรูไนไม่มี Rate ด้วยครับ นี่หรือรัฐธรรมนูญที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของประเทศไทย ถัดมาครับ ดัชนี CPI เราตกต่ำมาต่อเนื่อง ผมชี้ให้เห็นเมื่อปี ๒๕๖๐ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญปราบโกงนี้ดัชนีเราคะแนนเราจาก ๓๘ ลดเหลือ ๓๔ ในปี ๒๕๖๗ แสดงให้เห็น ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้มีการปราบโกงอย่างที่มีการกล่าวอ้างจริง ๆ ข้อมูลจาก ป.ป.ช. ยังชี้ให้เห็นอีกเมื่อปี ๒๕๖๖ มีเรื่องร้องเรียนในการทุจริตกว่า ๓,๘๖๘ เรื่อง และมากขึ้นในทุก ๆ ปี หน่วยงาน อปท. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากที่สุด ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ท่านลองดูสิครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากจริง ๆ และมูลค่าในการร้องเรียนที่ว่ามีความเสียหายรวมกัน กว่า ๒.๖ หมื่นล้านบาท นี่แค่ปีเดียว การทุจริตมีมากมายในประเทศไทยไม่มีการลดลงเลย หน้าถัดไปครับ มันจึงเกิดคำถามว่าทำไมรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย การทุจริตยังเพิ่มขึ้นมากมายกว่าที่คิดในทุกปี ผมเห็นข้อบกพร่อง ๕ ประการในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน อย่างแรกคือภารกิจผิดครับ ต้องบอกก่อนว่า ภารกิจของ ป.ป.ช. ปัจจุบันผมลองไปอ่านดูใน ๖ มาตรา สรุปมาให้สั้น ๆ ว่า ป.ป.ช. ดูเรื่อง การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง อีกเรื่องหนึ่งที่ แปลกใจมาตรวจสอบเรื่องมาตรฐานจริยธรรมครับ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คะแนน ปราบทุจริตของประเทศไทยยังล้มเหลวอย่างต่อเนื่องครับ เรื่องสุดท้ายนี้มาตรฐานจริยธรรม ว่าร้ายแรงหรือไม่ ผิดอย่างไร มันเป็นขอบเขตที่กว้างมาก ไม่ชัดเจน ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับหลักสากลเลยครับ แต่ ป.ป.ช. มาโฟกัสงานด้านนี้เยอะมากครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องการผูกขาดอำนาจ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับปราบโกง นี้ให้ ป.ป.ช. มีอำนาจผูกขาดในการดูเรื่องการทุจริตทั้งหมดเลยครับ ใน พ.ร.ป. ป.ป.ช. คือกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ ป.ป.ช. มีอำนาจล้นฟ้าในการสอบสวนเอง หรือจะ ให้ ป.ป.ท. สอบสวน หรือตำรวจก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการสอบสวนเสร็จแล้ว ป.ป.ช. มีสิทธิเรียกมากลับสอบสวนใหม่เองก็ได้ ระบุไว้ใน พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ ลองไปเปิดดูได้
เรื่องถัดไป ความบกพร่องอันหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือเรื่องของ ความล่าช้าในการพิจารณา ขั้นตอนมีจำนวนมากไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลาในรัฐธรรมนูญ ไว้เลย ตั้งแต่มีการร้องเรียนเรื่องทุจริต ไม่มีกรอบเวลาในการรับเรื่องเพื่อไต่สวน หลังจาก ป.ป.ช. รับไต่สวนเสร็จแล้วก็มีการขยายเวลาได้อีก ป.ป.ช. ต้องไต่สวนให้เสร็จภายใน ๒ ปี ต่อได้อีก ๑ ปี และยังมีมาตราในวรรคสุดท้าย ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา ๔๘ ซึ่งสามารถขยายเวลาได้อีก ไม่มีกำหนด นั่นหมายความว่าไม่มีการกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน นี่แค่ขั้นตอนของ ส่วน ป.ป.ช. ยังไม่รวมกรณีที่อัยการเห็นไม่ตรงกับ ป.ป.ช. อีกนะครับ แล้วกว่าจะถึงศาล บางคดีกว่าจะจบสิ้น ตั้งแต่ทุจริตมา ๑๐ ปี ๑๕ ปีครับ หลักฐานหายไปหมดแล้ว ผู้ต้องหา เสียชีวิตไปแล้วก็มี นี่หรือครับรัฐธรรมนูญที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง
ถัดไปครับ ความไม่มีมาตรฐานคือขาดมาตรฐานในการเปิดเผยข้อมูล ทุกท่าน ทราบครับ ข้อมูลกรณีนาฬิกาเพื่อนเป็นอย่างไรครับ ต้องฟ้องถึงศาลปกครองให้เปิดเผย แล้วเปิดเผยก็ไม่ครบอีก ปกปิดบางอย่าง เลขาธิการ ป.ป.ช. เคยมาที่สภาแห่งนี้มารายงาน ความคืบหน้าการดำเนินงานประจำปี ผมเคยถามเลขาธิการ ป.ป.ช. ว่าทำไมไม่เคยเปิดเผย ข้อมูลการชี้มูลการทุจริต เลขาธิการ ป.ป.ช. คนเก่านะครับเคยบอกว่าเปิดเผยแล้วทาง เว็บไซต์ด้วย ผมไป Check ดูเปิดเผยจริงแต่ไม่ทุกกรณี เลือกเปิดเผยบางเฉพาะกรณีครับ บางกรณีก็ไม่เปิดเผย จะมาอ้างเหตุผล PDPA กฎหมายอะไรก็ตามครับ แต่มันควรต้อง เปิดเผยให้มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติแล้วก็ขาดมาตรฐานแบบนี้ครับ
ข้อสุดท้าย เรื่องการเลือกปฏิบัติ ผมขอบอกอย่างนี้ว่ามาตรา ๒๓๕ ในรัฐธรรมนูญเขากำหนดไว้ว่ากระบวนการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง เมื่อ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงในกรณีที่ไม่ใช่มาตรฐานจริยธรรม มีมติแล้วว่ามีความผิดต้องส่งสำนวน ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อศาล ประทับรับฟ้องแล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา ทุกคนเห็นว่า ดีแน่นอนครับ แต่สุดท้ายมันมีประโยคบางประโยคที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เว้นวรรคอีก ก็ถือว่า เว้นแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่ง เป็นอย่างอื่น นั่นหมายความว่าเกิดมาตรฐานใหม่ขึ้นมาว่าศาลมีสิทธิที่จะให้ใครหยุดปฏิบัติ หน้าที่หรือไม่ก็ได้ ที่ผ่านมาคดีใหญ่ ๆ ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ครับ แต่คดีเล็ก ๆ หรือ นายกท้องถิ่นลอยนวลเยอะมากที่ไม่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ครับ ถูกฟ้องศาลคดีอาญาทุจริต แล้วยังทำงานต่อก็มีครับ สุดท้ายนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ปราบโกงอย่างที่ มีการกล่าวอ้างกันมาตั้งแต่ต้น เราควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้โดยเร็วและหวังว่ารัฐสภาแห่งนี้ จะต้องรับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด ขอบพระคุณครับ
ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของทั้ง ๓ ร่าง ท่านประธานครับ เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางมาราธอนเลยทีเดียว ยาวนานเลยทีเดียว ตั้งแต่ที่เรามีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ๒๖ ฉบับ ผ่านเพียงแค่ ๑ ฉบับ และในจำนวนนั้นใน ๒๕ ฉบับ ที่ไม่ผ่าน ๑๑ ฉบับผ่านเสียงข้างมากของรัฐสภา แต่ไปติดล็อกที่เสียง สว. ๑ ใน ๓ มาโดย ตลอด จนมีประเด็นที่เรียกว่าถูกนิยาม ถูกขานนามว่า สว. ชุดที่แล้ว ต้องย้ำว่าชุดที่แล้วครับ ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยเนื้อนาบุญหรือแหล่งที่มาของ สว. ชุดนี้ ผมเชื่อมั่น เหลือเกินว่าเราจะเป็นกุญแจสำคัญและเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความพยายาม ผมต้องเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่มีความพยายามที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่เรามีรัฐธรรมนูญมาจาก การรัฐประหารตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วครับ แต่แน่นอนว่าทั้ง ๓ ร่าง เนื้อหาในส่วนของหลักการ ผมคิดว่าไม่ได้ขัดกัน เพราะว่าไม่ได้ไปล็อกในส่วนของสิ่งที่มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่อง ของ สสร. ว่าจะมีที่มาที่ไปอย่างไร แน่นอนว่าเราอาจจะกังวลกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้แถมมากับเรื่องของคำวินิจฉัยล่าสุดว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ทั้ง ๓ ร่างก็พยายามที่จะหาทางอ้อมว่าจะทำอย่างไรให้สามารถที่จะไม่ผิดไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเราพยายามน้อยไปหรือเปล่า ผมต้อง เรียนอย่างนี้ว่าความเห็นแถมของรัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่ความเห็นแถม ยังไม่ใช้คำถาม ที่สภาส่งไปด้วยซ้ำไปนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าไปดูทั้งหมดเราก็จะเห็นได้ชัดว่าในส่วนของ คำวินิจฉัยกลางก็ระบุไว้ว่า ถ้าไปดูเปรียบเทียบทั้งย่อหน้าว่าทำไมถึงไม่อาจให้สามารถที่จะเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ถ้าหาก ไปดูมันสอดคล้องกับเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติ ว่าให้เปิดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องร่าง เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด ๑๕/๑ นะครับ
ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็เลยระบุว่ารัฐสภามีอำนาจในการริเริ่มหรือแสดง ความต้องการได้ ผมยังคิดว่าในส่วนนี้มันแสดงให้เห็นว่ารัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ดี หรือแม้กระทั่งให้อำนาจเอาคืนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมไปให้กับประชาชน ในการเลือก สสร. ก็ดี รัฐสภาทำได้เป็นเพียงแค่ผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ ดังนั้นรัฐสภา ไม่ได้สามารถที่จะดำเนินการกระทำโดยฝ่ายเดียว ผมยังคิดว่าเรายังเป็นผู้ริเริ่มหรือแสดง ความต้องการในการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ โดยมิได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ทีนี้ถ้าไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ล่าสุดทั้ง ๗ คน ที่มีคำวินิจฉัยมาล่าสุดมีเพียงแค่ ๒ คนที่พูดชัดเจนว่า สสร. ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่าง ได้โดยตรงได้ มีอีก ๑ ท่านเห็นพ้องกับทั้ง ๒ คน ที่เหลืออีก ๔ ท่านไม่มีความเห็นใดในเรื่องนี้ ดังนั้นผมยังคิดว่ารัฐธรรมนูญแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องสิ่งที่อยู่ในลายลักษณ์อักษรสำคัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ดุลอำนาจ การคัดง้างของอำนาจก็สำคัญ ไม่แพ้กันครับ ดังนั้นผมยังหวังว่าเมื่อเรารับร่างในหลักการที่ไม่ได้ปิดล็อกตรงส่วนนี้ว่าเรื่อง ของ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เราไม่ได้ล็อกตรงนี้ในเชิงหลักการ กรรมาธิการจะ พิจารณาเปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะเป็นผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม อย่างที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ทั้ง ๒ คำวินิจฉัยว่าเขาจะได้เลือกตั้ง สสร. โดยตรง ได้หรือไม่ ผมคิดว่าเราควรจะพยายามมากกว่านี้อีกสักนิดหนึ่งครับ ถึงกระนั้นขออนุญาต ฝากไปเลยแล้วกันครับ ถ้าหากว่ารัฐสภาหรือกรรมาธิการอาจจะไม่มั่นใจเพียงพอ มีคำถาม ที่ประชาชนล่ารายชื่อมาในปี ๒๕๖๖ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ เป็นคำถามที่ส่งไปยัง คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเปิดคำถามประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ คำถามนี้ยังค้างอยู่ที่ ครม. เป็นไปได้ไหมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้นนี้ในการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือน มีนาคมถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ก็ถามประชาชนไปเลยว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมประสงค์ที่อยากจะเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง เข้าไปเป็นคำถามที่ ๓ ให้รู้กันไปเลยว่าในฐานะที่ผู้ประสงค์เป็นผู้ที่ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญดั้งเดิมว่าเขาต้องการเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่ ท่านประธานครับ ณ นาทีนี้ ผมได้ไปค้นในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษายังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ประชามติฉบับแก้ไข ที่เราปลดล็อก ไม่ว่าจะเป็น Double Majority ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งก็ดี หรือเรื่องอื่น ๆ ก็ดี ผมต้องเรียนถามผู้ที่เสนอร่างว่าถ้าหากเราจะต้องจัดทำ ประชามติภายใต้เงื่อนไขนี้มีประเด็นมีข้อกังวลอะไรบ้างที่ควรจะต้องพิจารณา แน่นอน Double Majority แล้วหรือว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น อาจจะไม่มีปัญหาเพราะว่าเราใช้การ จัดทำประชามติในวันที่มีการเลือกตั้ง แต่ถามว่าเราจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายใต้ พ.ร.บ. ประชามติฉบับเดิมได้หรือไม่ ผมต้องเรียนว่าแม้ว่า พ.ร.บ. ประชามติไม่ได้ ระบุไว้แต่ก็ไม่ได้ห้าม ผมต้องบอกอย่างนี้ว่าต้องยืนยันว่าเราสามารถจัดพร้อมกันได้ แต่ปัญหาคือความยืดหยุ่นของวันเวลาในการที่จะต้องมีมติ ครม. ในการจัดทำประชามติ เดิมทีเดียวที่มีการแก้ไขคือยืดหยุ่นขึ้นคือ ๖๐-๑๕๐ วัน ตอนนี้ก็คือกลับไปใช้ของเดิม ก็คือ ๙๐-๑๒๐ วัน นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่ารัฐสภาถ้าหากว่าจะทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในการแก้ไขเพิ่มเติมตัวนี้ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ต้องมีมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ก่อนสิ้นปีนี้ไม่อย่างนั้นไม่ทัน ๙๐ วันแน่ ๆ อีกประการสำคัญก็คือเรื่องของการออกเสียงทาง ไปรษณีย์ ผมแน่ใจว่าทาง กกต. เองมีระเบียบในเรื่องของการจัดออกเสียงทางไปรษณีย์ พร้อมเพียงพอหรือไม่ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ มีผู้ที่ลงทะเบียน ออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตถึง ๒ ล้านกว่าคน ถ้าหากว่าเราจัดทำประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งคนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ไปใช้สิทธิก็ได้ ดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าหากว่าจะมีการจัดทำ ประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง การอำนวยสะดวกโดยเฉพาะการออกเสียงทางไปรษณีย์ โดยใช้การออกเสียงล่วงหน้านอกเขต ให้ประชาชนสามารถที่จะมีสิทธิในการออกเสียงตรงนี้ได้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ และ กกต. หรือรัฐบาลเองก็คงจะต้องมีความชัดเจนในส่วน ตรงนี้ ก็อยากจะฝากไว้เป็นประเด็น ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญนางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๕๖ หลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย พี่น้องประชาชน สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านคะ หลายครั้งที่เราพูดถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยเราจะได้ยินคำว่าประชาธิปไตยกินได้ โดยเฉพาะจากการหาเสียงของพรรคไทยรักไทยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพูดถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามว่าแล้วรัฐธรรมนูญกินได้ไหม เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยากค่ะ บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของ นักกฎหมาย เป็นเรื่องของนักการเมือง เป็นเรื่องของการปกครอง จะเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน จะเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเราอย่างไร แต่วันนี้ดิฉันขอยืนยันต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ และต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องที่สุดกับปากท้องและคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญคือ Blueprint คือพิมพ์เขียวที่กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย ที่สำคัญกำหนดชีวิตความเป็นอยู่สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และโอกาสของพวกเราทุกคน ท่านประธานคะ ดิฉันจะโยงให้เห็นภาพใหญ่ว่าความเข้มแข็ง และเสถียรภาพของรัฐบาลคือสะพานที่เชื่อมกติกาของประเทศซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญกับเงิน ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนไว้ด้วยกัน ด้วยกลไกที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา เมื่อกติกาดีเรา ก็ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจากการเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพรัฐบาลก็สามารถวาง นโยบายเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อนโยบายต่อเนื่องความเชื่อมั่น ก็เกิดขึ้น ทั้งต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ การจ้างงาน การสร้างธุรกิจใหม่ ๆ เศรษฐกิจก็เติบโต พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เรามาดูกันต่อ ว่าเรื่องบังเอิญหรือมันคือผลลัพธ์ของกติกาที่ดี เมื่อเราเชื่อว่าตัวเลขไม่เคยโกหก เศรษฐกิจ ไทยโตแค่ไหน เปรียบเทียบ GDP growth เฉลี่ยของรัฐบาลจากการเลือกตั้งใน ๓ ยุค รัฐธรรมนูญ ดิฉันจะพาไปค่ะ เรามาดูตัวเลขเชิงประจักษ์ดังนี้นะคะ ยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลังการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ เราได้รัฐบาลที่เข้มแข็งที่สุดทำให้จีดีพีทะยานขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ จนมาลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบภัยพิบัติสึนามิ ในปี ๒๕๔๗ และปี ๒๕๔๘ เศรษฐกิจโตเฉลี่ย ๕.๕๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี นี่คือยุคทองที่พี่น้องรากหญ้า ได้ลืมตาอ้าปาก มีศักดิ์ศรีในการได้รับการบริการทั้งการศึกษาและสาธารณสุขจากภาครัฐ แต่พอมายุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรากลับได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย มี ความขัดแย้งทางการเมืองสูง เศรษฐกิจผันผวนโตเฉลี่ยเพียง ๓.๔๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านเศรษฐกิจเติบโตแซงเรา ในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางวิกฤติการเมืองที่ทุกคน ทราบดี ล่าสุดยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นอย่างไรล่ะคะ รัฐบาลผสมเปราะบางต้องรับมือ กับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคม แม้กระทั่งเรื่อง Post COVID-19 ภาคการท่องเที่ยว หยุดชะงัก สงครามการค้าของโลก รวมทั้งที่สำคัญบทบาทการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เศรษฐกิจโตเฉลี่ยติดลบ ๐.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะบริหารจนขึ้นมาเป็นบวก ตั้งแต่ปีแรกก็ตาม ท่านประธานคะ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บังเอิญมันบอกเราอย่างชัดเจนว่า เสถียรภาพของรัฐบาลคือหัวใจของเศรษฐกิจปากท้อง และรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องออกแบบ ให้ภาคการเมืองให้ตัวแทนภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง แล้วทำไมผลลัพธ์ต่างกันขนาดนี้ ทำไมรัฐธรรมนูญเมื่อแก้ไขปรับปรุงมาแล้วกลับไม่ส่งผลดี เราต้องย้อนกลับไปที่ต้นตอหรือ ต้นเหตุของปัญหา คือใครคะ คนเขียนกติกา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผู้ร่างส่วนใหญ่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อำนาจจึงมาจากประชาชน เจตนารมณ์เพื่อสร้าง รัฐบาลที่แข็งแรง พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมารับใช้ประชาชน เราจึงได้ยินคำว่า พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันการเมืองบ่อยมากในช่วงเวลานั้น แต่พอถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ ผู้ร่างมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารที่มาไม่ได้ยึดโยงกับ ประชาชน จึงต้องทำประชามติเพื่อสร้างความชอบธรรม การทำประชามติในปี ๒๕๕๐ กับ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในบริบทที่มีการใช้อำนาจรัฐ นำสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่สอดคล้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงต้องตั้งคำถามว่าเป็นความชอบธรรม ที่ปลายทางใช่หรือไม่ ต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างตั้งแต่ ต้นทาง นี่คือปรัชญาที่เปลี่ยนไปจากอำนาจของประชาชนกลายเป็นอำนาจของผู้มีอำนาจ ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านและพี่น้องประชาชน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน อย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มันคือ Blueprint ของคุณภาพชีวิตพี่น้อง ประชาชนที่สถาปนิกออกแบบโครงสร้างบ้านของเรา กำหนดว่าบ้านหลังนี้จะแข็งแรงพอรับ พายุเศรษฐกิจและแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่ ที่สำคัญเกี่ยวโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของ พี่น้องประชาชนและอนาคตประเทศไทยของลูกหลานของพวกเราทุกคน ถึงเวลาแล้วที่ ควรจะได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ดิฉันอภิปรายวันนี้ก็คงได้สะท้อนตัวเลขบางตัวเลขไปถึงกับพี่น้องประชาชน เมื่อพิจารณา จาก ๓ ร่างแล้วจะเห็นได้ว่าทุกร่างตอนนี้ก็คือพยายามจะเลี่ยงให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เรียกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น สสร. หรือคณะกรรมาธิการยกร่างก็ตาม เพราะเกรงว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อพิจารณาความยึดโยงกับ ประชาชนแล้วดิฉันยังเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เนื่องจาก สสร. ที่มามีทั้งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยอ้อมและจากองค์กรหน่วยงาน ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจที่จะยึดโยงรัฐธรรมนูญกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านประภาส ปิ่นตบแต่ง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม ๑๗ ประชาสังคมและองค์กร สาธารณประโยชน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเพื่อรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ และการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ท่านประธานครับ ผมคาดเดาว่า การรับหลักการทั้ง ๓ ร่างนี้ก็น่าจะเป็นฉันทานุมัติร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งนี้เพื่อที่ เราจะได้เดินก้าวแรกนำไปสู่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. แม้เราจะมีความเห็น ที่แตกต่างในด้านรูปแบบของ สสร. ที่ปรากฏอยู่ในแต่ละร่างนะครับ
ในแง่ของหลักการและความจำเป็นที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ ต้องกล่าวว่าขาดความชอบธรรมอย่างมาก เนื่องจากมีที่มาหรือ กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก ที่สำคัญก็คือการ ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เชื่อมโยงกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการ ที่สำคัญ ทำให้กลายเป็นจุดบอดที่สำคัญ แล้วก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนการ ใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผมเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕/๑ และมาตรา ๒๖๕ เพื่อเปิดทางไปสู่การได้มาซึ่ง สสร. ก็ควรจะต้องคำนึงถึงการ เชื่อมโยงกับประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยให้มากที่สุด หรือควรจะต้องคำนึงถึง การออกแบบที่ต้องให้ประชาชนนั้นอยู่ในวงขอบของเวทีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพียงแค่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเห็นว่าประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งก็คือองค์ประกอบของ สสร. ควรจะ เปิดกว้างเพื่อโอบรับความคิดที่หลากหลายของผู้คนในสังคมให้เข้ามาอย่างรอบด้านมากที่สุด ผมจึงเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดการออกแบบ สสร. ควรให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง และอย่างน้อยที่สุดก็คือผ่านการรับรองของรัฐสภา และไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา ให้ได้มาโดยผ่านการคัดสรรโดยสมาชิกรัฐสภาแต่เพียงอย่างเดียวหรือขั้นตอนเดียวนะครับ ในส่วนของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้านปัญหา ด้านเนื้อหา และบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกก็ได้กล่าวถึงปัญหา เนื้อหา และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับมิติในเชิง โครงสร้างสถาบันทางการเมือง ตลอดจนปัญหาองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้มากแล้ว ผมก็จะขอพูดจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับภาคประชาชน เมื่อมองจากมิติของ ภาคประชาชนคงกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าถ้าการเมืองภาคประชาชนคือการมุ่งลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้สร้างการเมืองภาคประชาชน แต่ในทางตรงกันข้ามเป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชนมากกว่า จนกระทั่งมี ผู้ที่กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นความตกต่ำ ถดถอยของการเมืองภาคประชาชน อย่างที่สุด เมื่อพิจารณาผ่านบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ สิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ก็จะเห็นความตกต่ำนี้ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่ม บทบัญญัติหมวดหน้าที่ของรัฐ และการย้ายบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนให้อยู่ใน หมวดหน้าที่ของรัฐ ฟังดูก็จะดูดีนะครับ แต่ว่าการย้ายสิทธิของประชาชนไว้ที่หมวดหน้าที่ ของรัฐ และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิให้กับประชาชน ซึ่งหัวหน้าคณะ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เปรียบผู้ตรวจการแผ่นดินเปรียบเสมือนพระมาลัยที่มาแก้ไขปัญหา ทุกข์เข็ญให้กับประชาชน แต่ว่าผลของการย้ายสิทธิของประชาชนไปอยู่ในหมวดหน้าที่ ของรัฐมันได้ก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญคือการขาดกลไกการบังคับหรือกลไกเชิงสถาบัน เพื่อทำหน้าที่รองรับสิทธิหรือการใช้สิทธิของประชาชน เช่น ถ้าอยู่ในหมวดสิทธิก็จะนำมาสู่ประเด็นสำคัญก็คือให้มีกลไกที่จะรองรับการใช้สิทธิของ ประชาชน เช่น มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ ถ้าอยู่ในหมวดเกี่ยวกับสิทธิก็อาจจะมีองค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นกลไกในการ บังคับใช้เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าว ฉะนั้นในแง่นี้การย้ายสิทธิของประชาชนให้อยู่ ในหมวดหน้าที่ของรัฐเป็นตัวอย่างที่สำคัญที่เราจะต้องมีการทบทวน ซึ่งรวมไปถึงประเด็น เรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งจำเป็นจะต้องมีกฎหมายกลางการมีส่วนร่วม ของประชาชนเพื่อจะเป็นหลักประกันในการปกป้องคุ้มครองหรือพิทักษ์สิทธิให้เกิดขึ้นจริง ในแง่ของปัญหาความตกต่ำถดถอยของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิการมีส่วนร่วม ของประชาชนก็จะเห็นได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของสิทธิในการถอดถอนผู้บริหารระดับสูงหรือ การมีส่วนร่วมของประชาชนใช้อำนาจโดยตรงก็จะเหลือเพียงเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช. เท่านั้น นะครับ แล้วหมวดเกี่ยวกับสิทธิประชาชนในหลาย ๆ ประเด็นก็หายไป เช่น สิทธิในการ ดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในที่อยู่อาศัยในฐานะที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เหล่านี้ก็เป็น ตัวอย่างปัญหาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มาจากประสบการณ์ของคนจน คนด้อยโอกาส ด้อยอำนาจ เพราะขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการชีวิตสาธารณะต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ควรจะพิจารณาให้บรรจุเนื้อหาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผมขอเวลาสรุปว่าเวทีแห่งรัฐสภานี้จะเป็น พื้นที่กลางที่จะก่อให้เกิดการปรึกษาหารือสามารถที่จะเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เพื่อให้เข้ามาสู่พื้นที่การ อภิปรายถกเถียงการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างแท้จริง ผมคาดหวังเช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรม ขอบพระคุณครับ
ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขออภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่วันนี้ ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาได้พิจารณาร่วมกันในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ แล้วก็เพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ท่านประธานครับ เรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่ามันเหมือนกับสุภาษิตไทยโบราณว่า สองคนโยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็น โคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย คือจริง ๆ แล้วเรื่องนี้อยู่ที่มุมมอง และทัศนคติในการมองเรื่องเดียวกัน คนแรกก็อาจจะมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาในการ บริหารประเทศ หรือไม่ใช่ปัญหาในการพัฒนาประเทศ แต่อยู่ที่คนคือเราผ่านรัฐธรรมนูญ มาหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ แต่ประเทศเราหลายท่านไม่ว่า จะเป็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในที่นี้ก็ดีหรือพี่น้องสื่อมวลชนก็ดี พี่น้องประชาชนที่ได้ ติดตามความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมืองก็จะเห็นว่าประเทศชาติเราก็ไม่ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเรา จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญที่เราคิดว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการกำเนิดเกิดขึ้นขององค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มากมายหลายองค์กรก็ตาม แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเราดีขึ้น เราก็ยังวนเวียนอยู่กับ การบริหารประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็กลับมาเลือกตั้งวนเวียนกันไปอยู่อย่างนี้ ซึ่งก็เป็นความจริง กับอีกคนหนึ่งก็มองว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือตัวสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหา ของประเทศนั้นสำเร็จได้ต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดี มีรัฐธรรมนูญสมบูรณ์ แต่เราก็หาจุดสมดุลไม่ได้ท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สุด เลิศเลอที่สุดนั้นมันคือรัฐธรรมนูญแบบไหนที่จะทำให้ประเทศเราเดินหน้าไปได้ ฉะนั้น สุภาษิตโบราณที่ผมได้เรียนท่านประธานบอกว่า สองคนเดินตามช่อง คนหนึ่งมองเห็น โคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย นั้นมันเป็นสุภาษิตที่มันใช้กับ รัฐธรรมนูญในการพิจารณาวันนี้ได้จริง ๆ เพราะว่าผมเองนั้นก็ไม่ได้หาเสียงมาตั้งแต่ สมัยที่แล้วว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกของผมที่อยู่ในพรรค รวมไทยสร้างชาติหลาย ๆ คนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันนี้ เงื่อนไขการเมืองของประเทศมันมาอยู่จุดนี้ครับ จุดที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ประเทศมันเดินหน้าไปได้ พวกเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะกระทำไม่ได้เลย การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้นะครับ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราก็พิจารณาตามสถานการณ์ของบ้านเมือง สถานการณ์ของโลก ความเป็นไปที่แท้จริง ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ครับเพราะว่าก็มีพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองบางฝ่ายการเมืองที่ยังมีความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เรามีเงื่อนไข อยู่ ๒ อย่างครับท่านประธานที่จะต้องมาพิจารณาในการโหวตว่าจะรับหลักการของร่างไหน ซึ่งวันนี้เสนอเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาทั้งหมด ๓ ร่าง ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย ร่างของพรรคประชาชน แล้วก็ร่างของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เงื่อนไข ๒ เรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนั่นก็คือ
เรื่องแรกก็คือการไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ เป็นหลักการสำคัญที่ผมเองแล้วก็สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติหลาย ๆ คนเลย ซึ่งเรา ยืนยันมาตลอดเลยว่าหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญเราไม่อยากให้มีการแก้ไข ก็คือพูดง่าย ๆ เลยคือห้ามแก้ไขโดยเด็ดขาด ถ้ามีการแก้ไขเราก็จะไม่รับหลักการ ฉะนั้น ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะอภิปรายต่อไปก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าอยากจะรอฟังคำชี้แจง ของพรรคหรือสมาชิกพรรคที่ยื่นอีก ๒ พรรค ก็คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ว่าท่านมีหลักประกันอะไรที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ไปแก้หมวด ๑ และหมวด ๒ แต่ผม อ่านของพรรคภูมิใจไทยที่มีท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นผู้ยื่น มีการกำหนดชัดเจนในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖/๑๓ ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป อันนี้คือความชัดเจนของร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ยื่นร่าง ก็อยากจะฟังว่าพรรคประชาชน แล้วก็ พรรคเพื่อไทยท่านมีหลักประกันอะไรในร่างของท่านที่จะไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วพวกกระผมที่รอพิจารณาว่าจะโหวตรับหลักการของ ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ของพรรคประชาชนหรือไม่ก็คือรอฟังคำชี้แจงของท่าน แล้วพรุ่งนี้พวกกระผมจะรอการตัดสินใจในการโหวตที่จะรับหรือไม่รับอีก ๒ ร่าง แต่ร่างของ พรรคภูมิใจไทยนั้นเรารับแน่นอน เพราะนี่คือหลักประกันที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ จากพรรคภูมิใจไทยให้หลักประกันแก่รัฐสภาแห่งนี้ พี่น้องประชาชน ว่าจะไม่มีการแตะ หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน อันนี้ที่ผมจะอภิปรายเป็นเรื่องที่ผมจะสนับสนุน ให้ร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลักในการพิจารณาในการแก้ไข ซึ่ง ๓ ร่างหลักนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็อาจจะต้องมีการโหวตเพื่อตัดสินว่าจะใช้ร่างของพรรคใดเป็นร่างหลัก แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า ผมนี่ที่จะอภิปรายเห็นว่าจะต้องใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่าเราต้องเคารพคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาแก้ไขอย่างเคร่งครัด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ย้ำถึง ๓ ครั้ง ถ้าท่านประธานไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หน้าที่ ๑๔ และหน้าที่ ๑๕ ศาล รัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงไหน ในวรรคหนึ่ง ในวรรคสองก็ย้ำอีกครับเป็นครั้งที่ ๒ ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ท่านประธาน มาดูหน้าที่ ๑๕ ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ตอนที่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ นี้มีคำวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง แล้วเราก็ได้รับทราบว่าต้องทำ ๓ ครั้ง แต่เราก็จะทำ ครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ พร้อมกันในการเลือกตั้งทั่วไป ในหน้าที่ ๑๕ ในวรรคหนึ่ง บรรทัดที่ ๔ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยครับท่านประธานครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องขอความเห็นชอบจากประชาชนในรูปแบบ ขั้นตอนและกระบวนการในการจัดทำและหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์และรายละเอียดชัดเจนเพียงพอทั้งในส่วนรูปแบบขั้นตอน กระบวนการในการจัดทำ และหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ทำความเข้าใจรูปแบบขั้นตอน กระบวนการของการจัดทำและหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญได้อย่าง ถ่องแท้ โดยจะต้องไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อันนี้ท่านเน้น ๓ ครั้งด้วยกัน เมื่อมีการเน้น ๓ ครั้ง อันนี้คือเงื่อนตายของการพิจารณาว่า จะเอาร่างใดมาเป็นร่างหลักในการพิจารณา ท่านประธานดูของพรรคภูมิใจไทยครับ พรรคภูมิใจไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดก็คือ ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน มาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ๒๒ คน มาจาก ๓ สาขาวิชาชีพ รวมกันเป็น ทั้งหมด ๙๙ คน คณะกรรมการยกร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีคณะกรรมการยกร่างทั้งหมด ๔๕ คน มาจาก สสร. ๓๐ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๕ คน รวมเป็นทั้งหมด ๔๕ คน สภาร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละจังหวัดนั้นให้ผู้ที่ต้องการเป็น สสร. นั้น ไปสมัครแต่ละจังหวัด แล้วให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้เลือก แสดงว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน อันนี้ชัดเจนครับว่าร่างของ พรรคภูมิใจไทยนั้นที่มีท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยื่นเสนอเข้ามาพิจารณานั้น ไม่ขัดหรือไม่แย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ชัดเจนครับท่านประธาน ท่านประธานมาดูร่างของพรรคประชาชนครับ มีการให้ตั้งสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คนครับ โดยให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ให้มี คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือกโดยตรง ๗๐ คน โดยให้ประเทศเป็นเขต เลือกตั้ง ส่วนสภาที่ปรึกษาในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๑๐๐ คน ก็ให้หารไปแล้วก็เฉลี่ยตาม จังหวัดไป ท่านประธานครับ ๗๐ คน เสร็จแล้วมาให้สภานี้เลือกเหลือ ๓๕ โดยให้มี สส. สว. จับกลุ่ม ๗๐๐ คน สส. สว. จับกลุ่ม ทั้งหมดกลุ่มละ ๒๐ คน เลือกแล้วก็เสนอกันมากลุ่มละ ๑ คน เสนอก่อนได้ก่อน ท่านประธานครับ ให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาห้ามนะครับ ห้ามไม่ให้รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง นี่คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไปให้เลือกมา ๗๐ คน แล้วให้สภาตัดออก ๓๕ คน เลือกมา ๓๕ คน ท่านอาจจะมองว่าเป็นการเลือกโดยอ้อม ก็คือประชาชนเลือกมาแล้ว ๗๐ คน รัฐสภามาเลือกให้เหลือ ๓๕ คน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็คือประชาชนเลือกตรงมาแล้ว ๗๐ คน แต่สภาไปตัดออก ๓๕ คน เหลือ ๓๕ คน ผมมองว่าอันนี้คือผิดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนครับท่านประธาน อันนี้เราจะรับร่างก็อึดอัดใจเหมือนกันครับ ท่านผู้แทนจากพรรคประชาชน แต่ไม่เป็นอะไรครับถ้าท่านยอมใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทย เป็นร่างหลัก ท่านก็ไปแก้ในชั้นของกรรมาธิการ ท่านก็ตัดอันนี้ใช้หลักการของพรรค ภูมิใจไทยมันก็ไม่ผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้อาจจะรับได้ เพื่อเอามาแก้ไขใน ชั้นกรรมาธิการ ทีนี้ร่างของพรรคประชาชนก็มีปัญหาอีกท่านประธาน มีสภาที่ปรึกษา การยกร่าง แล้วถามว่าสภาที่ปรึกษาการยกร่างนี่ถ้าไปใช้สภาที่ปรึกษาการยกร่างแล้วมาจาก ประชาชน แล้วคณะกรรมการยกร่างที่ท่านเลือกมา ๓๕ คนไม่ฟังล่ะครับ ไม่เอาตามสภา ที่ปรึกษาแล้วมันจะวุ่นวายหรือไม่ครับ รัฐธรรมนูญออกมาก็จะเป็นที่โจษขาน เป็นที่ ด่างพร้อยอีกว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ฟังสภาที่ท่านตั้งขึ้นมา ก็คือสภาที่ปรึกษา การยกร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก ๑๐๐ คน แล้วถ้า คณะกรรมการยกร่างอยู่ใต้อาณัติของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนอีก ๑๐๐ คน ก็จะเป็นปัญหาอีกครับ แล้วมีคนไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญก็จะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด อันนี้ก็คือร่างของพรรคประชาชน
ส่วนที่ ๓ ร่างของพรรคเพื่อไทย ให้มี สสร. ๑๐๐ คน โดยให้ สสร. เลือกตาม จังหวัดมา ๓๐๐ คน แล้วให้รัฐสภาเราเลือกเหลือ ๑๐๐ คน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญตามสาขา กลุ่มอาชีพมีทั้งหมด ๑๓ กลุ่มอาชีพ ไม่ว่าจะมาจากสภาผู้แทนราษฎร สว. เสนอก็ดี ครม. เสนอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด สมาคม อบจ. เทศบาลท้องถิ่น ที่ประชุม อธิการบดี ที่ประชุมคณบดีนิติศาสตร์ สมาคมวิชาชีพกฎหมาย สภานักศึกษามหาวิทยาลัย ทุกแห่ง สภาอุตสาหกรรมหอการค้า สมาคมสื่อ สภาสื่อ แพทยสภา ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ พยาบาลวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข เอ็นจีโอ ทั้งหมด ๕๑ คน รวมกันเป็น ๑๕๑ แล้วก็มี คณะกรรมการยกร่างอีก ๒๗ คน มาจาก สสร. ๑๔ คน ผู้เชี่ยวชาญ ๑๓ คน อันนี้ก็คล้าย ๆ กับพรรคประชาชนครับท่านประธาน ก็เลือกตรงมาจากพี่น้องประชาชน แล้วรัฐสภาเรา ก็คัดเหลือ ๑๐๐ คน เป็น สสร. ที่มาจากสัดส่วนการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน ก็บอกว่าเลือกโดยอ้อม ก็หมิ่นเหม่ครับ อันนี้ดีหน่อย อันนั้นของพรรคประชาชน ๑ ต่อ ๑ แต่อันนี้ยังเป็น ๑ ต่อ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอภิปรายมาถึงเหตุผลว่าทำไม เราต้องใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าเอาอีก ๒ ร่างเป็นร่างหลัก ผมว่าหมิ่นเหม่ต่อการที่รัฐสภาแห่งนี้จะขัดต่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายต่อสภา ของเรา ถ้ามีผู้ไปยื่นร้องว่าสภาของเรากระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีทั้ง ยื่นจริยธรรม ยื่นร้อง ซึ่งก็มีผู้ร้องอยู่แล้ว ฉะนั้นผมอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกแห่งนี้ ๒ เรื่อง ด้วยกันที่ผมรอก็คือเรื่องแรก ผมจะโหวตรับอีก ๒ ร่างหรือไม่ก็คือความชัดเจนในการที่จะ ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญของอีก ๒ ร่าง ว่าถ้าใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลักแล้วก็ เอาวิธีการในการตั้ง สสร. และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก ในการพิจารณาการแก้ไขครั้งนี้ก็จะได้ไม่ต้องไปหมิ่นเหม่ต่อการขัดคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในการแก้ไขได้พิจารณาประเด็นที่ ผมได้ตั้งข้อสังเกต เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ครับ จึงขออนุญาตนำกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านปรเมษฐ์ จินา เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในบทบาทของสมาชิกรัฐสภานะครับ ขออนุญาตร่วมแลกเปลี่ยน ด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วในส่วนของพรรคก็เหมือนที่ท่านอัครเดชได้นำเรียนว่าจุดยืนของ พวกเราก็ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ แล้วก็ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ แต่ก็ ขอแสดงความคิดเห็นในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งครับ สืบเนื่องจากว่า เหมือนผมก็มาจากเบ้าหลอมของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ในการที่จะให้ตีเบ้าหลอม ที่กำหนดตัวเองมาก็คิดหนักนะครับ แต่ในเมื่อหลาย ๆ ท่าน แล้วก็กระแสสังคมบางส่วน ก็มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาจากมดลูกของคณะรัฐประหารบ้าง หรือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ องค์กรอิสระที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ในเรื่องของการ ดำเนินงานก็ยังมี Dubble standard เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะไม่มีจุดที่สามารถที่จะหลบหลีก ในการแก้ได้ก็ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ อยากจะให้พวกเราก็มองไปถึงว่าปัจจุบันหลายท่านก็สะท้อนแล้วว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่อยู่ที่ ตัวรัฐธรรมนูญแต่อยู่ที่ในส่วนของคนในเรื่องของการบริหารจัดการ ยกตัวอย่างเราเห็นว่า ในเรื่องของการแก้ปัญหาภัยสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติด ถามว่าทำไมช่วง เดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาพอเราเอาจริงเอาจังในเรื่องของการแก้ปัญหาให้เด็ดขาดเราก็สามารถ ทำได้ ถามว่ารัฐธรรมนูญนี้มาตั้งแต่เมื่อไร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ หรือว่าในส่วนของการที่ สังคมบอกว่ามันเป็นเรื่องของการ Dubble standard เพราะว่าถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นกับ พรรคนี้ก็จะตัดสินอย่างหนึ่ง แต่พอเกิดขึ้นกับอีกพรรคหนึ่งก็จะตัดสินอีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อ ปัญหามันเกิดขึ้นก็เกิดข้อสงสัยในสังคม ถ้าจำเป็นที่จะต้องแก้ก็คงจะมองประเด็นต่าง ๆ ซึ่งถ้าดูในทั้ง ๓ ร่างแล้วก็พบว่ามันตั้งแต่เริ่มต้น เพราะว่าแต่ละร่างที่เสนอมาก็พยายามที่จะ ช่วงชิงความได้เปรียบ เหมือนกับว่าเราเริ่มตั้งแต่ในเรื่องของกระดุมเม็ดแรกแล้วว่าตั้งใจที่จะ ใช้กฎกติกาให้มันได้เปรียบในส่วนของตัวเอง ยกตัวอย่างพรรคที่ Predict แล้วคิดว่าสังคม น่าจะใช้เสียง Popular ก็คือเสียงทั้งประเทศมาเป็นตัวตัดสินก็จะพยายามโยง จะพยายาม ตั้งกติกา จะพยายามร่าง ทับ ๑ ทับ ๒ ทับ ๓ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ในส่วนของ Popular Vote นะครับ ในส่วนของพรรคที่เขา Predict ว่าเขาน่าจะคุมเสียงได้ในสภาหรือว่าในสภาสูง เขาก็อยากจะให้รัฐสภาเป็นคนเลือก อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการกำหนดกติกา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบันเรื่องที่ชาวบ้านสะท้อนแล้วก็เสนอผมมาเขาบอกว่าทำไม ต้องไปแก้ให้มันเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำไมไม่เอาฉบับปี ๒๕๔๐ มาเป็นฐาน แล้วก็ มาตราไหนที่คิดว่ามันไม่เข้ากับยุคปัจจุบัน เพราะว่าผ่านมาแล้ว ๒๘ ปีก็เอามาตรานั้นมาทำ การแก้ไข ถามว่าปี ๒๕๖๐ กำหนดเงื่อนไขกติกาไว้เยอะแยะมากมายว่าทำการแก้นี้จะต้อง ย้อนกลับไปถามประชามติอีก ๒-๓ ครั้ง มันก็สามารถที่จะปลดล็อกได้ แต่ว่าทำอย่างไร ให้เราสามารถเอามาดูแต่ละมาตรา ถามว่าปี ๒๕๖๐ แก้ไขได้ไหม ก็แก้ไขได้รายมาตราเรา เคยแก้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมา ๒ ใบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด จำนวน สส. จากเขต ๓๕๐ มาเป็น ๔๐๐ จากบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ ลดมาเหลือ ๑๐๐ อันนั้น ก็สามารถแก้ได้อยู่แล้วนะครับ อันนี้เรามาดูนะครับ แต่ว่ามันก็คงจะผ่านกระบวนการขั้นตอน นั้นมาแล้วด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและเราเห็นว่ามีหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาฉบับก่อน ๆ ฉบับนี้เราก็ได้เห็นสิ่งที่แปลก ๆ เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ในเรื่องของช่องว่าง ที่แต่ละพรรค แต่ละคน แต่ละส่วนได้อาศัยช่องว่างในการที่ทำให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเอง เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ผมก็มองว่าวันนี้แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจำเป็นต้องแก้ก็คงจะต้องดูว่าเรา แก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยได้หรือไม่ เหมือนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นะครับ ถ้ามี ๔ เรื่อง ในเรื่องของภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านความมั่นคง แล้วก็ภัยด้าน สิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้มันเกิดการต่อเนื่องระยะยาว ผมขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงาน แค่ ๔ เดือนก็พยายามที่จะปั้นผลงานให้เห็นชัดเจนจับต้องได้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร เรากำหนดในรัฐธรรมนูญที่จะร่างนี้ให้มันฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วก็ใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องนำไปใช้ ใครไม่ใช่ก็จะต้องมีบทลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจริยธรรมหรือว่า ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ อันนั้นก็สามารถที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ถ้าจำเป็นที่จะต้อง แก้ไขก็เป็นประมาณนั้นนะครับ
ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งนะครับว่าเราศึกษาแล้วตำราเขาก็กำหนดมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรว่ามนุษย์เราสามารถที่จะยืนอยู่ได้บนโลก ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ก็คือในเรื่องของแก้วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย ผมเคยพูดอยู่เสมอนะครับ หลัก ๆ ก็คือในเรื่อง ของแก้ปัญหาโง่จนเจ็บนะครับ ในเรื่องของการแก้โง่แก้การศึกษา ทำอย่างไรระบุให้มัน ชัดเจนไปเลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็จะต้องกำหนดให้ชัด วันนี้เรามาดูว่าระบบ การศึกษาของไทยเป็นอย่างไร ไม่มีใครเอาจริงเอาจัง ผมโชคดีว่าได้ไปศึกษากับ คณะกรรมาธิการสามัญทั้ง ๑๕ ชุด ก็พยายามดูว่าแต่ละคณะเขาลงไปดำเนินการประชุมแล้ว เรียกส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้ว สรุปเป็นรายงานการศึกษาแล้ว ทำไมไม่เอามาใช้ สิ่งดี ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ เช่นยกตัวอย่างในเรื่องของอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เขาวางพื้นฐานไว้อย่างดี ศึกษาทั่วโลก ทุกประเทศที่มีการศึกษาที่สามารถที่จะเป็นตัวอย่าง ได้เอามาถอดบทเรียน แล้วก็ให้ทางฝ่ายบริหารได้นำไปใช้นะครับ แต่ว่าเราไม่มีการนำมาใช้ อันนี้คือพื้นฐานง่าย ๆ ที่จะทำอย่างไรให้ในเรื่องของการโง่ ก็คงจะเสริมในเรื่องของการศึกษา วางระบบกันใหม่ให้มันชัดเจนแล้วก็ตอบโจทย์ว่าศึกษามาแล้วไม่ว่างงาน วันนี้เรายังใช้ กระดาษใบหนึ่งก็คือในเรื่องของใบปริญญามาเป็นตัวกำหนด เราไม่ได้ใช้ทักษะ เราไม่ได้ใช้ ความสามารถที่จะมาทำงานในองค์กรนั้น ๆ นะครับ ในเรื่องของแก้เจ็บก็เช่นกัน ในเรื่องของ สุขภาพ ทำอย่างไร ณ วันนี้โรงพยาบาลคนไข้ก็เยอะล้น ปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่าย สปสช. กับโรงพยาบาลที่มาเป็นคู่สัญญา หรือว่าในเรื่องของการสร้างสุขภาพให้คนเป็นคนสุขภาพดี ก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด อันนี้ก็คงจะต้องมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ สุดท้ายในเรื่อง ของแก้จนครับ ในเรื่องของรายได้ ทำอย่างไรเราสามารถที่จะให้คนของเรามีรายได้ที่ชัดเจน และทำอย่างไรเราสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นนะครับ วันนี้เรามีธุรกิจเทา ๆ แล้วก็เรามีธุรกิจ ออนไลน์ที่มันไม่สามารถที่จะทำให้การเก็บภาษีเข้าระบบ ต้องมีการปรับปรุงกันครั้งยิ่งใหญ่ อันนี้ผมมองว่าถ้าระบุแก้โง่ แก้จน แก้เจ็บ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกเราตั้งใจที่จะแก้ไขตรงนี้ ได้ผมก็ว่าจะเป็นการดีมาก ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ท่านอัจฉรพรรณ หอมรส เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสตรีจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นวาระสำคัญ ของประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กฎหมายสูงสุด แต่คือสัญญาทางสังคมที่จะกำหนดว่า เราจะอยู่รวมกันได้อย่างไร และจะพาประเทศไปในทิศทางใด ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ แต่ต้องเป็นของประชาชนทุกคน อย่างจริง วันนี้เรามี ๓ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการคืนอำนาจให้กับประชาชน แตกต่างกันในแนวทางและระดับการมีส่วนร่วม ร่างของท่านพริษฐ์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ให้ประชาชนเลือก สสร. ทั่วประเทศ มีความชอบธรรมสูงแต่ใช้งบประมาณมาก และอาจ ขาดสมดุลทางเทคนิค ร่างของท่านอนุทินค่ะ กราบขออภัยที่เอ่ยนามท่านเช่นกัน ผสมผสาน ระหว่างอำนาจประชาชนกับรัฐสภา โดยกำหนดให้มีตัวแทนทุกจังหวัดพร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก หลากหลายสาขาและวางหลักประกันไม่ให้แก้หมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๑๕ เพื่อคงไว้ ความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของประเทศ ส่วนร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ค่ะ กราบขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เปิดกว้างที่สุดเลย ให้มีตัวแทนจากกลุ่มทุกจังหวัดตามส่วนของ ประชากรในทุกภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างฉันทามติของคนทั้งสังคม ดิฉันในฐานะผู้มาจาก ภาคประชาสังคมด้านสตรี ขอเรียนว่าดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้รัฐธรรมนูญเพราะ กติกาของประเทศควรเป็นของทุกคน เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับที่ก้าวไปด้วยกัน ดิฉันขอเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ๙ ประการดังนี้ค่ะ
ประการที่ ๑ ควรผสมเจตนารมณ์ของทั้ง ๓ ร่างเข้าด้วยกัน โดยรักษา หลักประกันหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๑๕ ไว้มั่นคง เสริมสร้างความหลากหลายของ ตัวแทนและผู้เชี่ยวชาญให้ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการอย่างแท้จริง เมื่อมีทั้งความ ชอบธรรม มีทั้งเสถียรภาพและการมีส่วนร่วมรัฐธรรมนูญนี้ก็จะอยู่ได้ยาวนานค่ะ
ประการที่ ๒ กำหนดคุณสมบัติผู้เป็น สสร. ให้ชัดเจน ต้องมีภูมิลำเนาหรือ ทำงานอยู่ในพื้นที่นั้นจริง เพื่อให้เสียงของแต่ละจังหวัดเป็นเสียงแท้ของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เสียงที่ถูกยืมสิทธิมาแทน
ประการที่ ๓ ควรเร่งรัดกระบวนการให้กระชับมีกรอบเวลาที่แน่นอน ไม่ลอย และยืดเยื้อประเทศก็จะเสียโอกาสตั้งแต่การเลือก สสร. การประชุม การลงประชามติ ควรกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเห็นความต่อเนื่องและโปร่งใส
ประการที่ ๔ คณะกรรมการยกร่างควรมีกำหนดที่เหมาะสมและมีผู้เชี่ยวชาญ ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การคลัง การบริหาร หรือเศรษฐกิจ เพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญมีคุณภาพและลดปัญหาการตีความในอนาคต
ประการที่ ๕ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เสนอ สสร. ควรได้มามากกว่าจำนวนที่จะ ได้รับเลือกและให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก เพื่อให้เกิดทั้งความโปร่งใสและความหลากหลาย
ประการที่ ๖ ควรมีหลักประกันด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะ ด้านงบประมาณ เศรษฐกิจและผลกระทบทางสังคม เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีรากฐาน ที่มั่นคงและนำไปใช้ได้จริง
ประการที่ ๗ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะท้อนเสียงของทุกคนควรกำหนด ให้ผู้หญิงมีไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ รวมทั้งตัวแทนของเยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพราะประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ได้หากมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประการที่ ๘ ควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูลได้ทุกขั้นตอนผ่านเว็บไซต์ สื่อสาธารณะและเวทีชุมชนเพื่อให้ทุกคนได้ติดตาม ตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นได้จริง
ประการที่ ๙ ประการสุดท้าย การออกเสียงประชามติต้องอยู่บนข้อมูล ที่ถูกต้อง เข้าใจง่ายและรอบด้าน รัฐบาลและรัฐสภาควรสร้างความรู้ความเข้าใจในทุกพื้นที่ ตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนถึงภาคประชาชนเพื่อให้การ ลงประชามติครั้งนี้มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่แค่ฉบับที่เขียนได้สวยแต่คือฉบับที่ประชาชนเชื่อมั่นเพราะคือสัญญาทางสังคมที่สร้าง ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ดิฉันเชื่อว่าหากเราประสานจุดแข็งของทั้ง ๓ ร่าง ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการและให้รัฐสภาทำหน้าที่ถ่วงดุลอย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยถึงจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้ไม่ใช่เพียงการเขียน กฎหมายใหม่ แต่คือการเขียนของอนาคตของประเทศไทยไปด้วยกัน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ ครับ เชิญครับ
เรียนประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ท้ายบ้าน บางเมือง บางปรง บางด้วน พรรคประชาชน วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วย กลไกการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เสนอโดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ เพราะ ดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญคือสัญญาประชาคมที่เกิดขึ้นระหว่าง ประชาชนกับอำนาจรัฐ และหากสัญญานี้ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงของประชาชนก็ไม่อาจเรียก ได้ว่าประเทศนี้ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหลักการพื้นฐานง่าย ๆ ที่สำคัญที่สุดที่เราต้องร่วมกันปกป้องก็คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กว่า ๘ ปีที่ผ่าน มาที่เราอยู่ร่วมกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผลพวงจากคณะรัฐประหารที่ออกแบบมาให้อำนาจ รัฐลอยตัวอยู่เหนือประชาชน เราทุกคนต่างเห็นตรงกันแล้วค่ะว่ามันไม่ได้สร้างเสถียรภาพ ทางการเมืองแต่กลับทำให้การเมืองขาดประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใสไม่สร้างความเชื่อมั่น ในระบบตรวจสอบทำให้กลไกรัฐขาดความรับผิดชอบและไม่ตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชน เกิดการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลตามแรงจูงใจทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศ เพราะปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงฉบับนี้ก็คือ ระบบตรวจสอบถ่วงดุลหลักอย่างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระนั้นถูกออกแบบมาให้ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โครงสร้างอำนาจถูกออกแบบให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถกำหนดชะตากรรม ของอำนาจที่มาจากประชาชน และที่สำคัญสามารถกำหนดชะตากรรมของประชาชนคน ทั้งประเทศได้ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างให้ทุกท่านเห็นภาพชัด ๆ ง่าย ๆ ในระยะเวลาเพียง ๒ ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง ๓ คน ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีใครในระบบการเมืองนี้ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบว่าการที่ รัฐบาลอยู่ได้ไม่นานขาดเสถียรภาพมันส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร นโยบายต่าง ๆ ที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ก็ขาดความต่อเนื่อง ฝ่ายราชการก็เกิดความสับสน ในแนวทางการปฏิบัติ เกิดความติดขัดล่าช้าในวิธีการงบประมาณ นักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งก็ขาดสมาธิในการทำงานบริหารประเทศเพราะต้องมานั่งกังวลว่าจะโดน นิติศาสตร์สงครามเล่นงาน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือยุบพรรคได้ตลอดเวลา ท่านประธานคะ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง อบจ. ที่ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่แม้ ประชาชนทั่วประเทศจะส่งเสียงสะท้อนคัดค้านว่าไม่สะดวกไปใช้สิทธิ คนสมุทรปราการ ร้องเรียนดิฉันมาเป็นจำนวนมากเพราะเขาทำงานโรงงานหยุดวันอาทิตย์วันเดียว ผลออกมา คือมีผู้ใช้สิทธิเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงกว่าครั้งก่อนถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่มีใครต้อง มาแสดงความรับผิดชอบ กกต. ถูกตั้งคำถามก็ไม่มีคำตอบ ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้งท้องถิ่นส่งผล อย่างมากต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ สำคัญต่อการพัฒนาสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน แต่ก็เป็น กกต. เองที่สร้างอุปสรรคในการมี ส่วนร่วมของทุกคนมิหนำซ้ำยังขาดความน่าเชื่อถือในการบริหารการเลือกตั้ง ย้อนไป ปี ๒๕๖๒ ที่มีการปรับสูตรคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อ หลังการเลือกตั้งจนกระทบต่อจำนวน เก้าอี้ของ สส. ในรัฐสภาหรือจะเป็นการจัดการเลือกตั้ง สว. ที่ขาดความโปร่งใสอย่างชัดเจน ก็เป็น กกต. เองที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งเกิดวิกฤติศรัทธาในระบบผู้แทน หรือจะเป็นองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลหลักด้านการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน อย่าง ป.ป.ช. สตง. ที่ถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความเท่าเทียม การปฏิบัติตน ๒ มาตรฐาน คดีของผู้มีอำนาจ ไม่คิดจะแตะ ล่าสุดก็มีเหตุการณ์ที่ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นในคลิปแล้วว่าประธาน ป.ป.ช. ไปเข้าพบประธานรัฐสภาเป็นการส่วนตัวจนเกิดคำถามถึงความเป็นอิสระขององค์กร ตรวจสอบสูงสุด หรือแม้แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินขณะที่ตรวจสอบการใช้เงินของ ภาครัฐทุกบาททุกสตางค์เข้มงวดทุกระเบียบนิ้วแต่เหตุการณ์สำนักงานตึกตัวเองถล่มจนมี ผู้เสียชีวิตหลาย ๑๐ ราย ก็เป็นการเปิดแผลให้เราได้เห็นถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ค้านต่อสายตา สาธารณะขององค์กรเอง แล้วเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่ได้มีใครในหน่วยงานต้องแสดงความ รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อคำวินิจฉัยทางการเมือง มีค่าน้ำหนักเท่ากับการยกเลิกเสียงเลือกตั้ง ประชาธิปไตยของเรากำลังถูกถอนราก องค์กรอิสระที่ไม่อิสระไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบแต่กลายเป็นเครื่องมือสืบทอด อำนาจของคนบางกลุ่ม หากเราย้อนกลับไปถึงบทบาทหน้าที่ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและ องค์กรอิสระนั้นล้วนเกิดมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยเจตจำนงสำคัญที่ต้องการให้ รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาลและหลักประกันสิทธิ เสรีภาพของประชาชน จึงได้มีการออกแบบกลไกต่าง ๆ ออกมามากมาย ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์สิทธิของประชาชนตามหลักประกันที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ออกแบบกลไก กกต. ป.ป.ช. สตง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการ แผ่นดิน ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐเพื่อลดการผูกขาดอำนาจ ทางการเมือง ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วก็คิดว่า หากเรามีตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง จะสามารถทำให้การเมืองไทยพัฒนาต่อยอดไปได้ ก็เลยออกแบบกลไกการได้มาซึ่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบที่ถอยห่างจากอำนาจทางการเมือง แต่เชื่อมโยงกับประชาชน ผ่าน สว. สมาชิกวุฒิสภา
รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นปีแรกที่มีการวางโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญ อย่างจริงจัง จะเห็นว่าตุลาการมีที่มาจาก ๓ สาย มาจากสายที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาจาก ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด แล้วมาจากผู้เชี่ยวชาญสายวิชาการที่จะมี การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาแล้วเสนอให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ความเห็นชอบ ต่อมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โครงสร้าง ยังคงคล้าย ๆ เดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๒ เรื่อง ก็คือ เพิ่มเติมตัวแทนองค์กรอิสระ เข้ามาในคณะกรรมการสรรหา และเปลี่ยนจากวุฒิสภาผู้ให้ความเห็นชอบที่เป็นคนที่มาจาก ประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี ๒๕๖๐ มีการเพิ่มสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสายราชการเข้าไป เป็น ๔ สาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันถูกตัดขาดออกไปจากอำนาจของประชาชนโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจในการคัดเลือกตุลาการต้องความเห็นชอบของวุฒิสภาทั้งหมดที่มาจากการ แต่งตั้ง คสช. ๒๕๐ คน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนแม้แต่คนเดียว จากโครงสร้างที่ เปลี่ยนไปทั้งหมดนี้จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าอำนาจในการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมศูนย์อยู่ที่วุฒิสภา ความยึดโยงกับประชาชนลดลงทุกครั้งจากการมีรัฐประหาร จากเดิม วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือกลายเป็นว่าครึ่งหนึ่งเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่ง สรรหา สุดท้ายถูกแต่งตั้งทั้งหมดโดยคณะรัฐประหาร แม้ในปัจจุบันเราจะมี สว. ชุดใหม่ แต่วิธีการเลือกก็ยังไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนอยู่ดี แต่เป็นการเลือกกันเองในหมู่ผู้สมัคร เท่านั้น องค์กรอิสระอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน สุดท้ายปลายน้ำแล้วกระบวนการสรรหาก็ต้องจบที่ สว. เหมือนกันทั้งหมด เราเห็นปัญหา ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรอิสระมีอำนาจสูงมาก ชี้ผิดชี้ถูกให้คุณให้โทษได้ตามอำเภอใจ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราเลยต้องมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ถึงมีกลไกการตรวจสอบ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถอดกลไกการตรวจสอบ ถอดถอนจาก สส. และประชาชนออกไป นี่คือปัญหา สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดถึงกรรมการ ที่ว่าท่านได้รับอำนาจมาจากใครท่านจะใช้อำนาจรับใช้คนนั้น ผลของมันก็คือเราได้เห็นการ ตีความกฎหมายที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางประชาธิปไตย เราเห็นการยุบพรรคการเมืองที่ผ่าน การเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนหลายสิบล้านคน เห็นการตัดสิทธิผู้แทนของประชาชน โดยประชาชนไม่มีอำนาจ ไม่มีช่องทางใด ๆ ในการตรวจสอบถ่วงดุลกลับเลย หรืออย่างกรณี ล่าสุดเราเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมากำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เขียนไว้ด้วยว่ารัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งเป็นการให้ ความเห็นเพิ่มเติมเอง ไม่ใช่การตอบคำถามที่เกิดข้อขัดแย้งในรัฐสภาด้วยซ้ำ เกิดเป็นข้อสงสัย ว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังใช้อำนาจล้นเกินหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับอำนาจมาจาก รัฐธรรมนูญ แต่กลับมาสั่งผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ก็คือประชาชนเสียเอง ดิฉันจึงไม่แปลกใจที่ประชาชนมีคำถามกันอย่างแพร่หลายว่าเรา มีศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้คุ้มครองรัฐธรรมนูญหรือเพื่อคุ้มครองอำนาจของใคร สิ่งที่ทรงอำนาจ จริง ๆ แล้วคือศาลรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญกันแน่ เพราะมันเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ในการตัดสินชี้ขาดทางการเมืองแล้วยังมีผลผูกพันทุกองค์กร เผชิญหน้าโดยตรงกับอำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่กลับขาดความชอบธรรมทาง ประชาธิปไตยเพราะไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับประชาชนเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมา ออกแบบการเมืองใหม่ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยกัน เพื่อพาเราทุกคนก้าวออก จากกลุ่มดำทางการเมืองนี้ที่เราต้องยอมรับร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่หลาย ๆ ท่าน เรียกกันว่าเป็นฉบับปราบโกง เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่สามารถเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อสร้างนิติรัฐ นิติธรรม ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ ตามเจตจำนงแรกเริ่มในการก่อตั้งขึ้นมา ดิฉันจึงอยากขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ โหวตรับร่างหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนที่จะเป็นประตูไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการออกแบบกลไกให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน ยึดโยงจากประชาชนได้มากที่สุดบนข้อจำกัดที่เรามี เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจ ทำให้ ทุกองค์กรตอบสนองต่อประชาชน ไม่ใช่อยู่เหนือประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญคือข้อตกลง ร่วมกันของทุกคน เป็นบ้านที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ประชาชนต้องรู้สึกถึงความเป็น เจ้าของเพื่อให้เราทุกคนร่วมกันปกป้องรักษาและยืนหยัดในคุณค่าอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ
ท่านรัชนีกร ทองทิพย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดพังงา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ นั้นก็จะเป็นการแก้ไขในหมวด ๑๕ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ใน (๘) รัฐธรรมนูญกำหนดให้จะต้องมีการทำประชามติ ถามความคิดเห็นจากประชาชน ต้องใช้งบประมาณชาติเพิ่มเติมอีก ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติหรือการตั้ง สสร. บางร่าง ต้องใช้เวลาถึง ๙ เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเสียเงินประจำตำแหน่ง แล้วก็ ผลตอบแทนอย่างอื่นให้กับ สสร. อีก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. ด้วย ดิฉันเชื่อว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่ต่างจากที่เรามีอยู่สักเท่าไร เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ผ่าน การแก้ไขปัญหามาจากฉบับก่อน ๆ เช่นกัน คำถามคือทำไมเราต้องเสียงบประมาณชาติในการ จัดทำอีกหลายพันล้านบาท ถ้าเป็นเงินของท่าน เป็นเงินของบิดามารดาของท่าน ดิฉันเชื่อว่า ท่านจะไม่ทำเช่นนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สามารถแก้ไขได้ ผู้ร่างเขาก็แค่ล็อกในส่วนที่สำคัญ ไว้ใน (๘) ที่ต้องทำประชามติ ๕ ข้อ ก็คือข้อ ๑ การแก้ไข หมวด ๑ บททั่วไป รูปแบบรัฐ ระบอบปกครองอำนาจอธิปไตย ๒. ก็คือเรื่องของการแก้ไขหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ๓. ก็คือการแก้ไขหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือว่าวิธีการขั้นตอนการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั่นเอง ๔. ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติหรือว่าลักษณะต้องห้ามของ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ๕. ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่แล้วก็การปฏิบัติตามหน้าที่ของศาลหรือว่าองค์กรอิสระ ถ้าการแก้ไขของ สสร. ที่ตั้งขึ้นทำการแก้ไขที่ไปแก้ไขในหมวด ๒ ของพระมหากษัตริย์หรือว่า อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระก็จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ประท้วง คัดค้าน ความไม่สงบก็เกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกแน่นอนเหมือนที่เราเคยอยู่บนความขัดแย้งร่วมกัน มากว่า ๒๐ ปีแล้วนะคะ จริง ๆ แล้วประชาชนเบื่อมากกับเรื่องการเมืองเก่า ๆ ที่ไม่เคยคิด ที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเลย การดำเนินการส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง ประเทศชาติเราย่ำอยู่กับที่ประชาชนก็เลยหันหา คนรุ่นใหม่ แต่สุดท้าย ท้ายสุดก็เข้ามาเพื่อมุ่งแก้รัฐธรรมนูญและมาตรา ๑๑๒ ใช่ไหมคะ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนอีกเช่นเคย สส. สว. เองไม่ได้มีหน้าที่ด้าน นิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว เรามีหน้าที่บทบาทภารกิจหลักที่สำคัญก็คือ ๑. หน้าที่ด้าน นิติบัญญัติ ๒. หน้าที่ในการให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ ๓. ก็คือเรื่องของอำนาจหน้าที่ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐-๑๕๕ การที่ท่าน ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ท่าน สส. อาจจะขาดไป ก็คือการติดตามเป้าหมายภารกิจ ตุลาคมเดือนนี้เป็นเดือนที่เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ท่านทราบแล้วหรือยังว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายในการผลิตผลไม้สด ข้าว ยางพารา ไก่สด มันสำปะหลัง กุ้งสด กี่ตัน กี่ล้านตัน เป้าหมายเหมาะสมหรือเปล่า สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะพี่น้องแรงงานของเราอยู่ในภาคเกษตรถึง ๓๑ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ พบก็คือพี่น้องจนลงทุกปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน เพื่อให้บรรลุเรื่องของเป้าหมายการผลิต แล้วก็กระทรวงอื่น ๆ ก็ต้องมีเป้าหมายดัชนีชี้วัด เช่นกัน ถ้านักการเมืองยังไม่ได้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอันนี้ก็คงเป็น เวรกรรมของประเทศไทยแล้วค่ะ
จากหลักการและเหตุผลของท่าน ดิฉันขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ประชาชนว่าขอให้พิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญนี้ให้ดี เพราะไม่ได้แก้ไขเพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน แต่แก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเท่านั้น ที่สำคัญคือท่านกำลังใช้เงิน ภาษีของประชาชนอีกหลายพันล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจ แบบแสนสาหัส ควรหรือเปล่าคะที่จะทำหรือว่าควรนำเงินส่วนนี้มาช่วยเหลือประชาชน ดีกว่าไหม โดยหลักการและเหตุผลของท่านก็คือต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะท่านอ้างว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญจัดทำในระหว่างการยึดอำนาจด้วยอคติแบบนี้เราต้องไปเสียเงินอีก หลายพันล้านบาทเพื่อให้สามารถตีตรา ประทับตราได้ว่าเป็นฉบับที่มาจากประชาชนหรือคะ ดิฉันถามหน่อย ในวันที่พี่น้องประชาชนฝ่าย นปช. กับ กปปส. ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ประชาชนล้มตาย แผ่นดินลุกเป็นไฟ เศรษฐกิจพัง ท่านไปอยู่ที่ไหน ทหารเขาเข้ามาแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาบางส่วนของประเทศที่หมักหมมมายาวนาน ต้องใช้เวลา ในการแก้ปัญหาโดยการเขียนบทเฉพาะกาลไว้อย่างแยบยล ซึ่งทหารเขาก็แก้ปัญหาไปได้ ในระดับหนึ่งนะคะ สิ่งนี้ทำให้ประชาชนชาวไทยรู้ว่าในเวลาที่ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ บ้านเมืองเจริญรุดหน้าขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางด้านการเงินการคลัง เงินสำรองระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน ความสามัคคีของคนในชาติ การผ่านวิกฤติ ต่าง ๆ อย่างเช่นสถานการณ์โควิด-๑๙ หรือเรื่องความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก พอนักการเมืองอาชีพกลับมาเท่านั้นละค่ะบ้านเมืองก็ต้องวุ่นวายอีกครั้ง มีบางท่านกล่าวว่า ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่เสรี ไม่เป็นธรรม ท่านดูถูกประชาชนมากเลย ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านทราบไหมว่าประชาชนเห็นชอบถึง ๑๖.๘ ล้านเสียง ท่านว่า จำนวน ๑๖.๘ ล้านเสียงเขาไม่มีความคิดกันเลยหรือคะ ดิฉันก็เป็นหนึ่งใน ๑๖.๘ ล้านเสียง ในวันนั้น สิ่งที่ท่านต้องการหลัก ๆ เท่าที่ดิฉันคาดการณ์ได้ก็คือการแก้ไขที่มาของ สว. และการตัดองค์กรอิสระออก เพราะท่านเชื่อว่าองค์กรอิสระมีอำนาจมาก ตัดสินพวกท่านมา หลายคดี โยนบาปให้กับ สสร. เป็นผู้ดำเนินการ อันนี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน อีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นว่า สส. กับ สว. ไม่ควรมีที่มาจากรากฐานเดียวกัน เหมือนสภา ผัวเมียเหมือนที่ผ่านมาเพราะไม่เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล ในส่วนของการเลือกองค์กรอิสระ ของ สว. นั้น ท่านพูดโจมตี สว. เพียงเพื่อต้องการด้อยค่า สว. ว่าในการสรรหาผู้ดำรงองค์กร อิสระนั้น ในด่านแรกคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้นำฝ่าย ค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการจากองค์กรอิสระ คัดเลือกบุคคลมา สว. เรามีหน้าที่เพียงทำเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าวเท่านั้น แล้วก็รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน อันจำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้น พิจารณาเลือกคนที่ดีที่สุดตามหลักเสียงข้างมาก ถ้าด่านแรก ไม่เลือกมา สว. ก็พิจารณาไม่ได้ค่ะ ถ้าท่านไม่เชื่อถือประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรของท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเลยหรือคะ พูดด้อยค่า เสียว่าจนทำให้องค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือไปเลย ตราบใดที่นักการเมืองยังขาดจิตสำนึก ทางการเมือง องค์กรอิสระยังมีความจำเป็นอย่างมากค่ะ เพราะที่องค์กรอิสระตัดสินมา ทุกคดีมีเหตุผลสมควรเหมาะสมแล้ว ถ้าท่านไม่ทำผิด ถ้าท่านทำตามกฎ ทำตามหลักเกณฑ์ ท่านจะกลัวอะไร การตั้ง สสร. ดิฉันคิดว่าไม่จำเป็นเพราะเป็นการสิ้นเหลืองงบประมาณ การแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องถามผู้ใช้รัฐธรรมนูญก็คือ สส. สว. ว่ารัฐธรรมนูญถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ ท่านใช้รัฐธรรมนูญมา ๗-๘ ปี ยังไม่รู้อีกหรือคะว่าข้อไหนควรแก้ ข้อไหนไม่ควรแก้ อย่าโยนบาป อย่าผลักภาระให้กับ สสร. ท่านอ้างว่าไม่มีเวลาคิดว่าจะแก้ข้อไหนเพราะ ท่านต้องแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ก็อยากถามท่านว่า ๗-๘ ปีที่ผ่านมาท่านไม่ได้คิด อีกหรือคะว่าแก้ข้อไหนบ้างในเมื่อท่านอยากแก้เอง จากที่ดิฉันอภิปรายมาทั้งหมดจะเห็นได้ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องไปตั้ง สสร. หรือทำประชามติให้สิ้นเปลือง งบประมาณชาติแต่อย่างใด สามารถแก้ไขได้ด้วยเหตุผลความจำเป็นรายมาตรา เพราะเป็น การสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติโดยไม่จำเป็น ท่านประธานคะ ประเทศเราไม่ได้รวยนะคะ ประชาชนยากลำบาก ขณะที่นักการเมืองบางคนรวยขึ้น ๆ ถึงวันนี้ดิฉันรู้แล้วค่ะว่าทำไม ประเทศไทยถึงไม่เจริญสักที ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอดิศร เพียงเกษ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภา และพี่น้องประชาชนที่กำลังติดตามรับชมการถ่ายทอดการประชุม รัฐสภาที่เคารพอย่างสูงทุกท่าน กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญในชีวิตของกระผมที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรได้พบเห็นหลายครั้ง ในขณะที่เป็นนักเรียน นักศึกษาก็ได้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวที่สำคัญ รวมทั้งท่านประธาน ด้วย คือเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ตอนนั้นผมอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ปีที่ ๔ ก่อนที่จะอภิปรายอะไรต่อไปผมขอเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาได้โปรด สงบนิ่งไว้อาลัยแก่วีรชนคน ๑๔ ตุลาที่เสียสละชีวิตไปสักนิดหนึ่งครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
วันนี้ครบรอบ ๕๒ ปี ของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ตอนนั้นเราอายุ ๒๐ ปีต้น ๆ ปัจจุบันนี้เราเหลือ ๒๐ ปี ปลาย ๆ จะจากโลกนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่ละยุคแต่ละสมัย อาจจะใช้วิธีการไม่เหมือนกัน นั่นปี ๒๕๑๖ มีวีรชน ถัดมาปี ๒๕๑๙ เป็นดอกผลอยู่ได้ ถูกปราบปราม ปี ๒๕๓๕ ก็เกิดพฤษภาทมิฬ เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีต้องมาจากผู้แทนราษฎร ล้มเสียหาย ตายเสียจาก จากประสบการณ์ทางการเมืองของผม ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอยู่ที่มาตรา ๓ มาตรา ๓ บัญญัติไว้เกือบทุกฉบับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ถกเถียงกันอยู่ ระหว่างเป็นของปวงชนชาวไทยหรือมาจากปวงชนชาวไทย ได้อำนาจและมาจากไม่ต้องไป ง้อประชาชนอีก ในที่สุดก็ลงเอยอยู่ที่ปวงชนชาวไทย นั่นก็หมายถึงว่าอำนาจอธิปไตย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ท่านทั้งหลายรู้ ประชาชนรู้ นิติบัญญัติ คือ สส. กับ สว. สส. เลือกคนที่ท่านรัก เลือกพรรคที่ท่านชอบ จะให้รอบคอบ ต้องเลือกทั้งคนและพรรค มีปัญหานิดหน่อยอยู่ที่ สว. เพราะเพื่อนก็อภิปรายว่า สส. กับ สว. ไม่ควรมาจากที่มาอันเดียวกัน ซึ่งตรงข้ามกับความคิดผม ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญให้ สว. มาจากการเลือกตั้งแบบเดียวกับผู้แทนราษฎร สภาแห่งนี้ต้องมาจากที่มาอันเดียวกันถึงจะมา อยู่อันเดียวกันได้ ประชาชนต้องเป็นคนเริ่มต้นให้ นิติบัญญัติ บริหาร กว่าจะได้นายกรัฐมนตรี มาจากผู้แทนราษฎรล้มตาย มีอำนาจเดียวที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน โดยตรงคือตุลาการ ผู้พิพากษา แน่นอนครับมีผู้พิพากษา ตุลาการ หลายอำนาจ มีศาล หมวด ๑๐ มีหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ผมไม่ก้าวก่าย แต่วันนี้ เห็นความยิ่งใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานเห็นไหม พอผมมาแต่เช้า ๆ นี่ผมเห็น เอกสารฉบับนี้วางอยู่ต่อหน้าผม จะเป็นคำขู่ของประธานหรือเปล่าก็ไม่ทราบโดยเจตนา ท่านเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไว้ให้ผมอ่านเลย เด็กทั้งหลายอภิปรายในต่อไปนี้ เด็ก ๆ อนุบาลสมาชิกรัฐสภาจะออกนอกลู่นอกทางคำวินิจฉัยนี้ไม่ได้ นี่คืออะไร อำนาจอธิปไตยมา จากปวงชนชาวไทยไหมครับ ผมพูดนี่เพื่อให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนำไปแก้ไข ความเหมาะสม ความคงอยู่ สถานะความคงอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญผูกพัน ทุกองค์กร ผมถูกตัดสิทธิในทางการเมือง พรรคไทยรักไทย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสื้อครุย ก็ไม่ได้ใส่ รัฐประหารตั้งขึ้นมา ความเป็นจริงเป็นคณะกรรมการวินิจฉัยความขัดแย้ง ในรัฐธรรมนูญ ท่านถีบตัวเป็นศาลเป็นหมวดหนึ่งเลย ใหญ่กว่าศาลปกติเสียอีก ผมจึงคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาต้องแก้ไขกันมาก ต้องยอมรับ บางคนก็บอกว่า เอ๊ะ องค์กรอิสระ ต่าง ๆ ใหญ่โต เป็นการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยอย่างบังอาจหรือเปล่า เราเป็นผู้ใช้อำนาจ อธิปไตยแต่โดนอำนาจอื่นเอามือมาซุก เอามือมาแทรก จะแปรญัตติ จะอภิปรายในสภา ทำได้ ไม่ได้ ต้องไปพึ่งบริการขององค์กรอื่น มันใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายวันนี้เพื่อต้องการให้รัฐธรรมนูญมีการแก้ไข ๓ ร่าง ถ้าถือเขาถือเราไปไม่ได้หรอกครับ มาถกเถียงว่าจะเอาใครเป็นร่างหลัก มันก็มีร่างอยู่คล้าย ๆ กัน เป็นเพียงแต่ว่า สสร. จะให้คนจังหวัดนั้นเลือกมาให้สมาชิกรัฐสภาเลือกหรือเปล่า ถ้าให้สมาชิกรัฐสภาเลือกนี่เขากลัวเป็น สว. สีนํ้าเงิน นี่พูดตรงไป ท่านประธานอย่าโกรธผม เอาหลักเอาร่างที่เหมาะสมเพื่อให้แก้ไขได้ อย่าให้เสียเวลา อย่างน้อยก็เป็นผลงานของ พวกเราที่เป็นคนรุ่นปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ผมให้ทุกฝ่ายไม่ว่า สว. สส. รัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้ำ หรือฝ่ายอะไรต่าง ๆ ร่วมมือกันแก้ไขเถอะครับ ผมเห็นใจ ผมเข้าใจสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน รักชาติบ้านเมืองไม่ต่างกัน เรามาถกมาเถียง มาพูดจากันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีเรื่อง หนึ่งสังคมลืมเขาไปเสียแล้ว ผมจำเป็นต้องพูด มีอนุสาวรีย์ที่เรียกว่าอนุสาวรีย์พิทักษ์ รัฐธรรมนูญอยู่หลักสี่ อนุสาวรีย์ปราบกบฏก็เรียก อนุสาวรีย์เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงทหาร ตำรวจ เสียชีวิต ๑๗ คนก็เรียก อยู่หน้า สน. บางเขน เขตทหารทั้งนั้น เห็นไหมครับ เป็นโบราณสถาน กรมศิลปากรขึ้นเป็นโบราณสถานเมื่อปี ๒๕๖๑ อยู่เฉย ๆ หายไป เห็นไหมครับ ปัจจุบันนี้หาไม่เจอ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถามจิตวิญญาณของสมาชิกรัฐสภาหน่อย ท่านเห็นแล้วน้ำตาไหลไหมครับ นี่สัญลักษณ์อะไร นี่คือพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ขนาดมีแท่ง มีโบราณสถาน มีออกแบบอย่างนี้ทนโท่กลางกรุงเทพมหานครเขายังขโมยไปได้ วันนี้จึง ขอประกาศ ขอเรียกร้อง ขอคืนเถอะครับ เอาไปซุกไปซ่อนที่ไหนก็เอามาโผล่ให้คนรุ่นหลัง ได้เห็นว่านี่มีความสำคัญ เขาเสียสละชีวิต เขาปราบกบฏ เอากลับคืนมาครับ จึงขอให้กําลังใจ สสร. ที่จะเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้นะครับ สมัยก่อนรัฐธรรมนูญอธิบายยาก เปลี่ยนแปลงการปกครองบ่อย ๆ พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ก็ไม่รู้ จะตอบว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร ท่านก็ตอบว่ารัฐธรรมนูญก็คือลูกชายพระยาพหลพลพยุหเสนา นั่นล่ะ รัฐธรรมนูญต้องแก้ไข เศรษฐกิจต้องแก้ไข การเมืองต้องมั่นคง ถ้าการเมืองไม่มั่นคง เศรษฐกิจไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญ เราเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เห็นว่าประชาธิปไตยมีความสำคัญกินได้จนเติบโตมาจนปัจจุบันนี้ การเมืองมีขึ้นมีลง มีหักเหลี่ยมกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่หัวใจรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กติกาต้อง เป็นกลาง หากจะมีศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นกลางมี ล ลิง นะครับ ไม่ใช่เป็นกาง ก สระอา ง งู กางออก กางออก ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะปรากฏเป็นจริง เป็นของขวัญ ท่านไปตกลงกัน พวกผมก็ต้องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งชีวิตแก้รัฐธรรมนูญอยู่นี่ละ จะสำเร็จหรือไม่ ก็อาศัยรัฐสภาแห่งนี้เข้าใจกัน อย่าโทษกันไปเลยครับ ทุกคนมีที่มาต่างกัน ผมประกอบอาชีพ เป็นทนายความ จบกฎหมาย ท่านเป็นทันตแพทย์ คุณเป็นหมอ คุณเป็นวิศวกร คุณเป็น เกษตร มีสาขาอาชีพต่าง ๆ มองประชาธิปไตยอาจจะเหมือนกันต่างกัน นี่คือความงาม ของระบอบประชาธิปไตย ขอสดุดีวีรชนทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ขอให้วิญญาณของท่านจงไปสู่สรวงสวรรค์ ให้ประเทศไทยมีความเจริญในระบอบ ประชาธิปไตยสืบต่อไป เพื่อชาติบ้านเมืองจะได้เจริญรุดหน้า ทัดเทียมอารยประเทศต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วมโครงการอบรมบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนสู่พลังชุมชนท้องถิ่น รุ่นที่ ๕ จากสำนักงานสวนป่ามุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้เข้าฟัง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ต่อไปท่าน พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตอภิปรายให้ข้อสังเกตร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับที่สมาชิกได้เสนอในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ ก่อนอื่นผมมีความ แปลกใจมากว่าวันนี้เป็นการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญหรือมีการประชุมเพื่ออภิปราย ไม่ไว้วางใจ สว. ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับว่าทำไมเราถึงไม่มีวุฒิภาวะ โตกันถึงขนาดนี้ยังไม่รู้ เลยครับวันนี้ทำอะไรกัน ทำไมต้องแขวะ ผมไม่เข้าใจว่า สว. ไปเหยียบหัวแม่ตีน สส. เมื่อไร ทำไมถึงไม่รู้จักผู้ใหญ่ ไม่รู้จักเด็ก อันนี้ต้องขอต่อว่า ถ้าสุภาษิตไทยเขาบอกว่ารำไม่ดีแล้ว โทษปี่โทษกลอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ของปี ๒๕๖๐ มันดีอยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าท่านคิดจะแก้นี่ ท่านก็ไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านอย่าไปเบี่ยงเบน พูดจาเฉไฉแล้วไปกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้อยู่ในห้องนี้ ท่านก็ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วบางท่าน ก็บอกว่าไม่สามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้ ท่านเข้าใจผิดครับ ท่านอ่านกฎหมายไม่รู้ ท่านดูไม่เป็น ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบหรือไม่ชอบของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง เวลาพูดว่าคนอื่นว่าดี ขอให้เลิกนิสัยอย่างนี้นะครับประเทศชาติจะได้เจริญ เอาเรื่องส่วนตัวมาพูดในสภาไม่ควรอย่างยิ่ง เอาให้ได้สาระ ผมมี ๖ นาที ผมเสียไปแล้ว ๓ นาที มีการไม่เคารพเวลา เช้านัด ๙ โมง ก็มา ๐๙.๔๕ นาฬิกา พูดไม่ตามเวลาที่กำหนด ก็เกินเวลา พอเกินเวลากลางคืนเลิกกันเที่ยงคืน ผมถามว่าท่านทำตรงนี้ได้ประโยชน์อะไร มันบั่นทอนสุขภาพคนแก่ครับ ผมจะขอให้ข้อสังเกตสัก ๒-๓ ประเด็น เกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้
ประเด็นแรก ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักการ หรือความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรี และเป็นธรรม ท่านพูดได้อย่างไรครับ ท่านเข้ามาในกติกานี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีทุกอย่าง ให้ท่าน ไม่เสรีอย่างไรครับ มีการทำประชามติ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ตามกระบวนการ ท่านต่างหากที่ไม่ค่อยเคารพกฎหมาย เมื่อสักครู่บอกว่ามีมาตรา ๓ อำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แล้ววรรคสองท่านไม่อ่านหรือครับ มาตรา ๓ วรรคสอง ท่านไม่ดูหรือครับ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ หน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายโดยหลักนิติธรรม เห็นไหมครับท่านไม่อ่าน แล้วท่านก็ไปสอน คนอื่น ผมไม่อยากจะบอกว่าที่เราเป็นมาทุกวันนี้เพราะว่าไปโทษคนอื่น ไปโทษรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นปัญหาครับ แต่ที่เป็นปัญหาคือคนครับ และคนที่เป็นปัญหาคือ คนโกงครับ ยืนยันครับ ปีที่แล้วผมก็อภิปรายอย่างนี้ครับ องค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระมีความกล้าหาญ องค์อิสระไม่เคยใช้อำนาจเกินเลย องค์กร อิสระทำตามกระบวนการรัฐธรรมนูญทุกอย่าง องค์กรอิสระที่ท่านบอกว่าใช้อำนาจล้นเกิน ล้นเกิน มันไม่ใช่หรอกครับ ที่ล้นเกินคือท่านต่างหาก ท่านเห็นไหมครับมีฝ่ายบริหารพยายาม แทรกแซงก้าวก่ายเข้ามาในองค์กรอิสระ ครอบงำองค์กรอิสระ พอครอบงำไม่ได้ พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าให้คุณถอยออกไป อย่ามาทำตรงนี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คุณก็โกรธโวยวาย ฟูมฟักฟูมฟายเพราะลูกโป่งหลุดมือไป ทำอย่างนี้ได้อย่างไร สุภาษิตไทย เขาบอกว่า โทษท่านอื่นเพี้ยงเมล็ดงา ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ แล้วที่เป็นปัญหาทุกวันเพราะอะไรครับ ท่านบอกว่า ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ ตรวจได้ครับ ที่มีประชาชนกลุ่มหนึ่งไปตรวจสอบเรื่องการ บริหารโทษ แล้วโทษก็กลับมาบังคับตามกฎหมาย อันนี้ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไหม ผมไม่อยากจะพูดให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อองค์กรนิติบัญญัติ สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตฝาก ข้อคิดให้แก่เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในโลกที่เต็มไปด้วยคนดีแต่พูด มีเพียงไม่กี่คนที่ลงมือทำจริง คำพูดอาจสร้างภาพลักษณ์ชั่วครู่ แต่การกระทำต่างหากที่สร้างความเชื่อถือที่ยั่งยืน ความเก่ง ที่แท้จริงไม่ได้วัดจากคำพูด หากอยู่ที่ความสามารถในการปฏิบัติ คนเก่งจริงไม่จำเป็นต้อง ปรากฏตัว เพราะผลงานย่อมเป็นเสียงพูดที่ดังกว่าที่สุด อย่าหลงใหลกับความรู้ที่ไม่เคย ก่อประโยชน์ หรือภาคภูมิใจกับความพยายามที่ไร้ผลสำเร็จ เพราะในสนามชีวิตจริงผู้ชนะคือ ผู้ที่ทำสำเร็จแบบเงียบ ๆ และคนรู้มากอาจแพ้คนชำนาญ และคนทำมากอาจแพ้คนที่ทำ สำเร็จ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรของชาวรังสิต คลองหลวง สวนพริกไทย จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้ เราทุกคนต่างรู้ดีว่าความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แต่มันคือการออกแบบอย่างจงใจเพื่อสกัดกั้นและบั่นทอน อำนาจของประชาชนครับ ท่านประธานครับ กกต. ก็เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ใน อำนาจหลักคืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ดังนั้นกฎหมายกำกับดูแล กกต. จึงต้องอยู่ในชั้นรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนในประเทศไทยทราบดีว่า กกต. ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาการทำงานมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าความทรงจำในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ยังคงแจ่มชัด ในความรู้สึกของพวกเราทุกคนครับ ในวันที่ กกต. ได้นำวิธีการคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ สุดพิสดารมาใช้จนทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยที่ไม่มีใครรู้จักได้มีที่นั่งในสภาทั้ง ๆ ที่คะแนนเสียง ที่ประชาชนมอบให้ยังไม่ถึงเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ กกต. ได้นำวิธีการคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อโดยอ้างอิงจากคำอธิบายของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนมาใช้ในการคำนวณครั้งนี้ ทำให้มี พรรคการเมืองที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์จำนวน สส. ต่อราษฎร ๑ คน ได้รับเลือกตั้งมากถึง ๑๐ พรรค และทำให้บางพรรคมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าจำนวน สส. พึงมี ที่คำนวณได้ก่อนที่ กกต. จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ผลคือทำให้เกิดการพลิกขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล จากตอนแรกที่คำนวณกันแล้วว่าจะเกิน ๒๕๐ เสียง ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ รวมเสียงกับพรรคอนาคตใหม่และอีกหลาย ๆ พรรค แต่พอ กกต. คำนวณใหม่ออกมาแล้วกลับได้น้อยกว่า ๒๕๐ เสียง ก็เลยได้พรรคเล็ก ไปรวมกันแล้วเกิดรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ขึ้นมา สุดท้าย กกต. ก็บ่ายเบี่ยงไม่เปิดเผยสูตรคำนวณ นั้นออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ เห็นไหมครับว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างไม่รัดกุมจนทำให้ เกิดช่องว่างในการตีความจนเปลี่ยนคั่วการจัดตั้งรัฐบาลจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ทรยศเสียงของประชาชนและทำให้ประเทศไทยที่ผ่านมาเสียหายมากขนาดไหนครับ
นอกจากเรื่องสูตรการคำนวณแล้วเรายังเห็นความบกพร่องของ กกต. อยู่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำงานที่ไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับการลงคะแนน เสียงที่เข้มงวดจนกลายเป็นสาเหตุของบัตรเสียจำนวนมหาศาล ท่านประธานครับ กกต. กำหนดวิธีการลงคะแนนเสียง การทำเครื่องหมายที่ถูกต้องคือการทำเครื่องหมายกากบาท และต้องทำในช่องหลังเบอร์ผู้สมัครเท่านั้น และจำนวนกากบาทไม่เกินที่กำหนดครับ บางคน ที่เข้าไปลงคะแนนเสียงไม่เข้าใจกาพลาดแล้วก็พลาดไปเลยทำให้เกิดบัตรเสียจำนวนมากมาย มหาศาล ๑ ล้านใบ ๒ ล้านใบของบัตรเสียไม่ใช่จำนวนที่น้อย ๆ นะครับท่านประธาน
แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการตรากฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติประกอบเพื่อให้ กกต. สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเสียงโดยวิธีการอื่น ที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งได้ เช่น เครื่องลงคะแนน หรือระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ แต่ กกต. ก็ไม่ใช้และปล่อยให้มีบัตรเสียอยู่เป็นจำนวนมากในทุกการเลือกตั้งครับ
ในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งล่าสุด ปี ๒๕๖๘ กกต. ก็ได้ทำสิ่งที่ทำให้ประชาชน ทั้งประเทศงงครับ นั่นคือการกำหนดให้วันเลือกตั้งเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานปกติของ ประชาชนในหลายภาคส่วนครับ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ เพียง ๕๘.๔๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงตั้ง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๓ คิดเป็นจำนวนคนประมาณ ๑.๒ ล้านคน ปัญหานี้เกิดจากการที่ กกต. กลัวว่าจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและ นับคะแนนได้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ๔๕ วัน ซึ่งทราบอยู่แล้วล่วงหน้าถึง ๔ ปีว่า จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว และทำไมไม่หาวิธีการรับมือครับ แต่ที่น่าเจ็บปวด ไปกว่านั้นคือบทบาทในการป้องกันและปราบปรามทุจริตการเลือกตั้งที่ กกต. ดูเหมือน จะไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง
ในแต่ละการเลือกตั้งเราได้ยินข่าวต่าง ๆ เรื่องการซื้อเสียงและการใช้กลไก ของรัฐอย่างโจ่งแจ้ง แต่สุดท้ายแล้ว กกต. กลับเอาผิดใครไม่ได้ ราวกับว่าประเทศนี้ไม่มีการ ทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนรู้เห็นและสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ท่านประธานครับ เหตุใด กกต. จึงสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ตอบสนองหรือไม่เกรงใจ ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ ปัญหาทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไปในข้างต้นไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด ของตัวบุคคล แต่มาจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เป็นเสมือนเชื้อร้าย กัดกินประชาธิปไตยครับ เริ่มตั้งแต่ที่มาอันบิดเบี้ยวของ กกต. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มอบ อำนาจผูกขาดให้ สว. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน กลับมีอำนาจ เด็ดขาดในการชี้ขาดตัวบุคคล ๗ คนที่จะมาเป็น กกต. และยังสร้างกลไกที่ทำให้ สว. สามารถ เขี่ยคนออกได้อย่างง่ายดาย หาก Candidate คนใดถูกปัดตกไปแล้วก็จะหมดสิทธิเข้ารับการ คัดสรรอีกต่อไปครับ เมื่ออำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ สว. ทั้งหมด แล้วเราจะมี คณะกรรมการสรรหาไว้ทำไมครับ กลไกเช่นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กกต. ไม่ได้มี ความเป็นอิสระอย่างแท้จริงเพราะใครที่สามารถควบคุม สว. ได้ก็ย่อมสามารถควบคุมการ เลือก กกต. ได้ ใช่หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้ สว. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ให้ความเห็นชอบและ มีกลไกถ่วงดุลที่ชัดเจนกว่ามาก เหตุใดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถึงให้ สว. ที่มีความยึดโยงกับ ประชาชนน้อยลง แต่กลับมีอำนาจในการผูกขาดมากขึ้นชี้ขาดว่าใครจะเป็น กกต. นี่คือการ ลดทอนอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและอำนาจของประชาชนอย่างชัดเจนครับ นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ประชาชนยังมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน กกต. ได้หากมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ตัดกลไกถอดถอน ที่เชื่อมโยงกับประชาชนนี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ให้ ป.ป.ช. ฟ้องเท่านั้น ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ถูกแต่งตั้ง โดย สว. อีก อันนี้ผมขอตอบคำถามผู้อภิปรายท่านที่แล้วนะครับ ท่านประธานครับ ดังนั้น เมื่อประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและไม่มีอำนาจในการถอดถอน กกต. ไม่ว่า กกต. จะตัดสินใจเรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนหรือปล่อยให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งขึ้น อย่างโจ่งแจ้งเพียงใด กกต. ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือรับผิดชอบต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย เพราะอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งพวกเขาไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากกลไกที่ถูก ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้นำเสนอไม่ว่าจะเป็นปัญหา การทำงานที่บกพร่องในทุกมิติ ปัญหาเรื่องที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน และการขาด กลไกการถอดถอนโดยประชาชน ล้วนสะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้สร้างองค์กร อิสระที่ไม่เป็นอิสระจากอำนาจที่มองไม่เห็นและไม่สามารถอยู่ภายใต้การควบคุมของ ประชาชนได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อปัญหาทั้งหมดเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนการแก้รายมาตรา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ ไปพร้อมกัน เพื่อให้เราได้ กกต. ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงและออกแบบการเลือกตั้ง ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ผมจึงขออภิปรายสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยวิธีการที่มีความยึดโยงกับ ประชาชนและคืนอำนาจให้กับประชาชนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณมานะ มหาสุวีระชัย
ท่านประธานที่เคารพ ผม มานะ มหาสุวีระชัย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากศรีสะเกษ นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาของรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือมีความ ขัดแย้งกับหลักการสำคัญของตัวเอง กล่าวคืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารไม่ได้เป็น อิสระต่อกันจริง จึงไม่สามารถตรวจสอบกันได้จริง ผมขอเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี โดยตรง พร้อมกับการสถาปนาอำนาจใหม่เป็นอำนาจที่ ๔ ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนเช่นกันเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยตรง ระบอบประชาธิปไตยเกิดจากการ หาสมดุลใหม่ในการใช้อำนาจของผู้ปกครองรัฐ ไม่ให้กลายเป็นทรราชโดยง่ายซึ่งมีมานับพันปี แต่ในปัจจุบันทั่วทุกมุมโลกต่างเผชิญปัญหาท่วมประเทศเหมือน ๆ กัน เนื่องจากความฉ้อฉล ของอำนาจรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะไม่มีดิจิทัลเทคโนโลยีที่ใช่อยู่ในสมการของการทำงาน ขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องสังคายนารัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ สำคัญว่าจะสังคายนาเรื่องอะไร อย่างไร ท่านประธานครับ เสียดายที่ผมจับฉลากเข้าไปเป็นกรรมาธิการไม่ได้ ผมจึงขอฝาก ๔ ประเด็นสำคัญให้กรรมาธิการนำไปพิจารณาดังนี้ครับ
๑. อำนาจสูงสุด ยังขอยืนยันว่าเป็นของประชาชน ซึ่งต้องไม่ใช่เป็นแค่ ตัวหนังสือที่เขียนลอกต่อ ๆ กันมา แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้อำนาจของตนได้ง่าย ผ่านระบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกคะแนนเสียง เพื่อให้ ประชาชนสามารถลงคะแนนเลือกตั้งทำประชามติหรือลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ ทางออนไลน์ พูดสั้น ๆ คือทำให้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ปลายนิ้วของทุกคน
๒. การใช้อำนาจรัฐ รัฐธรรมนูญปัจจุบันสถาปนาอำนาจสูงสุดผ่าน ๓ อำนาจ รัฐ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ปัญหาคืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน ซึ่งแก้ไขได้โดยให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง พร้อมกับ ออกแบบโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติสามารถ ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อลดปัญหาในสนามเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยกระสุน ส่วนการฉ้อฉล ของอำนาจรัฐ สามารถแก้ไขโดยการสถาปนาอำนาจที่ ๔ ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน โดยตรง ให้เข้ามาบริหารและกำกับดูแลองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ เช่น สตง. และ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ผมพยายามสังเคราะห์คำตอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ปัญหา ความไร้ประสิทธิภาพของอำนาจรัฐตั้งแต่เข้ามาเป็น สส. ครั้งแรก เมื่อ ๓๓ ปีที่แล้ว และขณะนี้มีคำตอบที่สามารถตั้งเป็นตุ๊กตาให้พัฒนาต่อได้แล้ว แต่เสียดายไม่มีเวลาพอที่จะ อธิบายรายละเอียดในวันนี้ ผมจึงขอแตะเพียงหลักการสำคัญพอสังเขปดังนี้ เนื่องจากอำนาจ สูงสุดเป็นของประชาชน การใช้อำนาจรัฐใด ๆ จะต้องยึดโยงกับประชาชนไม่ทางตรงก็ ทางอ้อมเสมอ อำนาจต้องมาพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ การใช้อำนาจอย่าง มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในยุค Digital Transformation ที่โลกกำลังก้าว เดินไป องค์กรอิสระมีผลงานเป็นที่กังขาต่อประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งองค์กรอิสระ ไม่มีอะไรยึดโยงกับประชาชน ดังนั้น จึงไม่ควรมีองค์กรอิสระในรูปแบบเดิมอีกต่อไป รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ ปัญหาคือมันเป็นเครื่องมือแอนะล็อก ที่คิดได้ เขียนได้แต่ทำไม่ค่อยได้ ปัญหาทั้งมวลที่พวกเราเผชิญอยู่ในขณะนี้สามารถแก้ไขได้ โดยการสร้างเครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนสามารถใช้ได้ง่าย ปลอดภัย โปร่งใส ด้วยความรวดเร็วและประหยัด การออกแบบโครงสร้างใหม่ของอำนาจ สูงสุดพร้อมกับการสร้างเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา เศรษฐกิจสังคมและการเมืองให้มีเสถียรภาพมั่นคงและยั่งยืน ระบอบประชาธิปไตยทางตรง จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงและเป็นที่นิยมทั่วโลก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการปรับสมดุล ใหม่ของอำนาจทั้ง ๔ ให้มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรม และค่านิยมของสังคมแต่ละประเทศ ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยทางอ้อมที่เราใช้อยู่ ในปัจจุบันเริ่มไม่สามารถปิดบังปัญหาที่มีในแทบทุกประเทศทั่วโลก ผมพร้อมที่จะไปพบ ท่านประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อขยายความในสิ่งที่ได้นำเสนอในวันนี้
๓. รัฐธรรมนูญต้องเน้นย้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ต้อง ไม่ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของอื่น ๆ จึงควรมีการกำหนดกลไกที่ชัดเจนเพื่อหาสมดุลของเรื่องนี้ เพราะนี่คือจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน
๔. รัฐธรรมนูญต้องเป็นกฎหมายที่สั้น กระชับ และใช้ภาษาที่ประชาชนทั่วไป เข้าใจได้ทันที ต้องลดการตีความที่สับสน เพื่อป้องกันนิติสงครามที่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดย ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ ประเทศไทยควรมีรัฐธรรมนูญที่เป็นเข็มทิศของชาติที่ทุกคนอ่านแล้ว เข้าใจตรงกัน ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านร่วมกันสนับสนุนการสังคายนา รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพื่อวางรากฐานอำนาจอธิปไตยที่ใช้ได้จริง มีความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับ ทุกคน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ ครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้กระผมขออภิปรายในวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความหวัง และอนาคตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนและประเทศของเราครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศที่วางโครงสร้าง กรอบกติกา และระเบียบการปกครองของ ประเทศ รัฐธรรมนูญถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในชาติ ทั้งรูปแบบของรัฐ การใช้อำนาจ อธิปไตย และที่สำคัญคือการรับรองสิทธิเสรีภาพ รวมถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน หากรัฐธรรมนูญของเราดี มีความยึดโยงกับประชาชน มีการถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้มีการปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะ นำมาซึ่งความสงบสุข ความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของประเทศตามมา อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดและปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งที่มาและ เนื้อหาบางประการที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอยู่หลายประการ โดยขอยกตัวอย่างบางประการ ดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีที่มาที่เชื่อมโยงกับคณะ รัฐประหาร มีกระบวนการจัดทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยครับ อีกทั้งการทำประชามติ ในขณะนั้นได้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เปิดให้มีการรณรงค์อย่างเท่าเทียม โดยฝ่ายที่แสดงออกไม่เห็นด้วยก็ถูกจำกัดสิทธิในการรณรงค์และจัดกิจกรรมได้อย่างเข้มงวด
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหาในเรื่องความได้สัดส่วนของการ ถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยอย่างเหมาะสม เรามีองค์กรอิสระ มีกลไกวุฒิสภาที่ขาดความยึดโยง กับประชาชน โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลที่ให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ ถือเป็นกลไกที่บิดเบือนเจตนารมณ์และขัดต่อหลักประชาธิปไตย และแม้ในปัจจุบัน บทเฉพาะกาลจะสิ้นสุดลงไปแล้ว และอำนาจของ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะหมดลง ไปแล้วครับ แต่การได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในปัจจุบัน ก็ยังมีวิธีการเลือก กันเองที่ซับซ้อน ขัดต่อหลักการผู้แทนปวงชนแล้ว แล้วยังเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงเพื่อสร้าง อำนาจทางการเมืองอย่างที่เกิดข้อครหาอยู่ในปัจจุบัน
ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการลดทอนสิทธิของประชาชน บางประการครับ และเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของรัฐแทน ซึ่งถูกมองว่าการคุ้มครองสิทธินั้นอ่อนแอ ลง ผมขอยกตัวอย่าง เช่น สิทธิของประชาชนเพื่อดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งหายไปครับ โดยในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้รับรองสิทธิของประชาชนในการ ดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยไว้อย่างชัดเจนครับ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้กลับไม่ได้รับรองสิทธินี้ไว้โดยตรง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนและกำหนดให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วม บริหารจัดการและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแทนที่
ประการที่ ๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาวที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ โดยใช้เป็นกรอบหลัก ในการจัดทำแผนงานและจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องในทิศทางเดียวกันครับ อย่างไร ก็ตามกรอบที่ล็อกไว้เช่นนี้ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอาจขาดความ ยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีของโลกได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อมั่นเสมอว่าประเทศไทย จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ นั่นก็คือ ประชาชน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยผม เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างครอบคลุม ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิในการเข้าถึงเศรษฐกิจ สิทธิในการได้รับการบริการ สาธารณสุข สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิของผู้ด้อยโอกาสและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเน้นย้ำให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายตามเจตจำนงของ ประชาชนได้อย่างคล่องตัวและต้องเน้นการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีให้มีความเข้มแข็งและสามารถจัดการตนเองได้ วันนี้เราต้อง ทำให้การป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งจากนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และ องค์กรอิสระนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รัฐธรรมนูญต้องมีการปรับปรุงการ ถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยอย่างเหมาะสม ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และ องค์กรอิสระ โดยต้องยึดโยงกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยส่วนตัวผมเองแล้วเห็นว่า ในอนาคตวุฒิสภาควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้เป็นผู้แทนที่มา จากประชาชนโดยตรง โดยสรุปแล้วผมเห็นว่าการแก้ไขและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นต้องอยู่บนกรอบที่คงความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข มุ่งเพิ่มการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและออกแบบให้การบริหาร ราชการแผ่นดินมีความโปร่งใส เป็นธรรม ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และป้องกันการ ทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเรา เคยให้ความเห็นว่าควรให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตามภายหลังมีคำวินิจฉัยของ ศาลธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นแนวทางที่จำเป็นต้องนำมาปรับเปลี่ยนกระบวนการ
โดยประการที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือ แสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ประเด็นนี้ทำให้รัฐสภาของเราอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการได้มา ซึ่ง สสร. ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย
ประการที่ ๒ คือมีคำวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้มีการ ออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง หรือ ๓ เรื่อง คือ ๑. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ๒. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าควรมีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ๓. ภายหลังรัฐสภาจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเสร็จแล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ให้การออกเสียงประชามติเรื่องที่ ๑ และเรื่องที่ ๒ อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้วันนี้ผมจึงเห็นด้วยในหลักการของ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะเป็นการ กำหนดอำนาจของรัฐสภา กำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสิ่งที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาในแต่ละร่างที่เข้าพิจารณาพร้อมกันนี้คือประเด็น ความแตกต่างของผู้ที่มาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ แต่ละฉบับมีความแตกต่างในเรื่องกระบวนการ ได้มา จำนวนและอำนาจหน้าที่ ซึ่งแต่ละร่างก็ได้พยายามปรับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยปรับให้เป็นการเลือกแบบทางอ้อมแทน ทั้งให้มีการสมัครเข้ามา ผ่านกระบวนการต่าง ๆ และให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกในขั้นสุดท้ายครับ
นอกจากนี้อีกประเด็นที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก็คือกรอบ การจัดทำรัฐธรรมนูญว่าควรมีขอบเขตอย่างไร มีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นใดบ้าง อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งทั้ง ๓ ร่างนี้ยังมีความแตกต่างอยู่ในรายละเอียดพอสมควรครับ โดยมีทั้ง ข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันก็คือการเดินหน้าจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมขอฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้นมาได้พิจารณา อย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องกรอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะต้องไม่เป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และอีกเรื่องคือกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำรัฐธรรมนูญนั้น ต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ได้มากที่สุด ให้มีความโปร่งใส ยุติธรรม และป้องกันการผูกขาดจากกลุ่มอำนาจใดเพื่อ ให้ได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่หลากหลายและเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงท้ายนี้ผมขอใช้โอกาสนี้ด้วยที่จะกล่าวถึงการทำประชามติ รัฐธรรมนูญที่จะจัดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงนี้ โดยผมขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงและเปิดให้มีการรณรงค์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้การตัดสินใจ ของประชาชนในเรื่องของการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นไปอย่าง มีคุณภาพและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน สุดท้ายนี้ผมขอเน้นย้ำว่าการลงมติ รับหลักการในวาระนี้คือการแสดงเจตจำนงของผมในการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเสาหลัก ของประเทศ เพื่อสร้างกรอบกติกาที่จะนำพาประเทศของเราไปสู่การพัฒนาที่ยึดประโยชน์ สูงสุดของผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นที่ตั้งนั่นก็คือปวงชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เพื่อให้พี่น้องประชาชน คนไทยทั้งชาติได้เห็นทั้งข้อดีข้อเสีย จุดเด่นและจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาว่าอะไร คือสิ่งที่เราควรรักษาไว้และอะไรคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องแก้ไขให้ดีกว่าเดิม ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญคือหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด ที่กำหนดทั้งสิทธิ หน้าที่และอำนาจของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและ ฝ่ายตุลาการ ที่ผ่านมาประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้วมากกว่า ๒๐ ฉบับ มีทั้งช่วงเวลา ที่รุ่งเรืองและช่วงเวลาที่ราบเรียบ บางฉบับเน้นเสถียรภาพทางการเมืองแต่ขาดการ มีส่วนร่วมของประชาชน บางฉบับเปิดกว้างให้เสรีภาพเต็มที่แต่กลไกการตรวจสอบ กลับอ่อนแอลง บางฉบับเกิดจากเสียงปืนและยึดอำนาจ ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้จึงควรมุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ ความมั่นคง ของรัฐกับศักดิ์ศรีของประชาชน และต้องทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกศรัทธา รู้สึกเป็นเจ้าของ ว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นของเราทุก ๆ คน ตามที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้อภิปรายไปแล้วนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นของผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราก็กำลังพิจารณาร่างอยู่นี้ควรสะท้อนถึง อัตลักษณ์ของความเป็นไทย เช่น การเคารพสถาบันหลักของชาติ การเคารพพ่อแม่ บรรพบุรุษ และธำรงความสงบสุขและความเป็นชุมชนที่เกื้อกูลกัน หากรัฐธรรมนูญไทย สามารถสะท้อนคุณค่าเหล่านี้ได้ ประเทศต่าง ๆ ในโลกจะมองเห็นว่าประเทศไทยไม่ลอก แบบใครมา แต่ในขณะเดียวกันต้องมีมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับได้คือโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมเชื่อมั่นว่าหากเราทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้เป็นฉบับที่รวมใจคนไทยทั้งชาติได้อย่างแท้จริง ประเทศไทยเราจะก้าวไปข้างหน้า อย่างมั่นคง มีศักดิ์ศรีและเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก นี่คือภารกิจที่เราทุกคนต้องร่วมกันเพื่อให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของความหวัง ความศรัทธาและความสามัคคีของชาติไทย และคนไทยทั้งแผ่นดิน ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ
เรียนท่านประธาน ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนจะขอร่วมอภิปรายในวาระร่างแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องขอ ออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีเจตนาจะด้อยค่าเฉพาะเจาะจงรายบุคคลนะครับ แล้วก็อยากจะวิงวอน ให้ท่าน สว. ทำใจร่ม ๆ ครับ ทนฟังผมหน่อย ทนฟัง Feedback จากผู้แทนประชาชน ผมเองก็ต้องปรับอารมณ์เหมือนกันนะครับก่อนจะอภิปราย เพราะเดี๋ยวพอผมพูดเสร็จ เพื่อน ๆ สมาชิกก็มาแลกเปลี่ยนกันได้ พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือว่า สส. อย่างผมด่าได้ครับ ท่านก็เลือกผมมาเหมือนกัน บางส่วนของท่านก็เลือกผมมา เลือกพรรคผม ท่านสามารถจะ วิจารณ์ผมได้ แล้วก็อย่าเพิ่งประท้วงนะครับ เดี๋ยวมันจะเป็นข่าวนะครับ รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนกติกาในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม การจัดสรรอำนาจตกลงกัน ว่าใครจะได้อะไร เมื่อไร อย่างไร การจัดสรรทรัพยากรของประชาชนทั้งประเทศซึ่งเป็น หน้าที่ของพวกเราที่นั่งกันอยู่ในห้องนี้ ๗๐๐ คน สมาชิกรัฐสภาตัวแทนปวงชนชาวไทย ผู้แทนราษฎรอย่างพวกผมเป็นแบบเขตก็จะเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ สส. แบบบัญชีรายชื่อก็จะ เป็นตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มผลประโยชน์ ก็จะมีกลุ่มแรงงานชาติ ชาติพันธุ์ ผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ยกตัวอย่างนะครับ ขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เมื่อพูดถึง สว. ประชาชน นึกถึงอะไร ท่านรู้หรือไม่ชาวบ้านเขาพูดถึงท่านว่าอย่างไร ภาพจำของ สว. เขาแทบไม่มีพูด ถึงคำว่าวุฒิเลยนะครับ เมื่อก่อนสมัยก่อนเขายังเรียกนะวุฒิ แต่ปัจจุบัน สว. อย่าให้ผมพูด วงเล็บสระอะ เดี๋ยวจะโดนประท้วง หน้าต่อไปท่านลองไป Search ใน Google ก็ได้ครับ ค้นหา ผมไม่ได้สร้างข่าวนี้ขึ้นมาเอง ท่านประธาน หรือท่าน สว. ลองพิมพ์คำว่าข่าว สว. ปุ๊บ มันจะมีพวกภาพเหล่านี้มาเต็มเลยนะครับ Sexual Harassment คุกคามทางเพศ กร่าง ใช้ วุฒิการศึกษาปลอม
(พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
โดนคดีอาญา ทุจริต เลือกตั้ง ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซุกบัญชีจงใจไม่ยื่นขณะดำรงตำแหน่ง
เดี๋ยวขอโทษครับคุณภัณฑิล มีประท้วงข้างหลังครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเพิ่งอภิปรายเมื่อสักครู่ว่าวันนี้เรามาอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ สว. แล้วกระบวนการตรวจสอบ สว. ก็อยู่ในขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น น้องท่านนี้ไม่ควรจะสามหาวนะครับ บอกแล้วว่าท่านคิดได้อย่างไร ผมไม่ได้ว่าร่างอะไร ท่านเลย แล้วที่ท่านพูดนี่
ท่านประท้วงด้วย ข้อบังคับไหนครับ
ที่ท่านพูดท่านก็เห็นอยู่ แล้วไม่ต้องถาม ผมประท้วงว่าท่านประธานต้องควบคุมให้
คือผมกำลังอภิปรายที่มา เป็นแบบนี้เพราะ สว. มันมีปัญหาอย่างไรครับ มันก็เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ
สว. มีปัญหาก็ไม่ได้ มีปัญหากับ
เดี๋ยวครับทั้งสองท่านนะครับ เดี๋ยวให้ประธานได้วินิจฉัยนะครับ เขาประท้วงเรื่องว่าไปอภิปราย สว. นะครับ ได้ครับ ผมรับฟัง คุณภัณฑิลครับ
พาดพิงบ้างหน้าแรก แต่หลังจากนี้ไปก็อาจ
เดี๋ยวคุณภัณฑิลครับฟังผม นิดหนึ่ง ผมคิดว่าเรื่องเลือก สว. เลือก สส. ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญก็ว่าไปตามรัฐธรรมนูญ แต่จะไประบุเรื่องคนนั้นคนนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นปัญหา
โอเคครับ ผมก็ไม่ได้พุ่ง เป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
คือความคิดเห็นแตกต่างกัน ได้ แต่ขอให้อยู่ในเรื่องรัฐธรรมนูญเราจะไปแก้อย่างไร แต่ท่านจะไปพูดถึงว่าเลือกผ่านมาดี ไม่ดีนั้นเป็นความคิดเห็น ผมเข้าใจ แล้ว สว. ก็เข้าใจ ขอให้อยู่ในรัฐธรรมนูญว่าท่านจะแก้ วิธีเลือก สว. อย่างไร อันใหม่ เลือก สส. อย่างไร เลือกองค์กรอิสระอย่างไร ขอให้อยู่ใน ประเด็นอย่างนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานกำชับเลยว่าอย่าพูดแบบนี้อีก เพราะวันนี้ เราพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่มาพูดก้าวก่ายในเรื่องโน้นเรื่องนี้ คุณก็ไปว่าวาระรายมาตรา กันไปนะครับ ให้รู้บ้างว่านี่คือวาระที่ทำอะไร ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมขอความกรุณานะครับ
รับทราบครับ ผมก็เป็น ตัวแทนประชาชน
คืออย่างนี้ครับ การแก้ไขจะ สำเร็จได้มันต้องร่วมมือทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นการอภิปรายขอให้คำนึงว่าเรามาเพื่อที่จะแก้ รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราทำให้มันเกิดไม่เป็นไปตาม แล้วก็อาจจะเป็นปัญหาและอุปสรรค ผมคิด ว่าก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องขอความกรุณาว่าอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับ ตัวรัฐธรรมนูญจริง ๆ กับวิธีเลือกเขาไปทำอย่างไรนั้นมันเป็นวิธีซึ่งเป็นความคิดเห็นหรือทำ ไม่ดี แต่เอาตัวรัฐธรรมนูญว่าต่อไปจะเลือกอย่างไรนะครับ ผมขอเป็นประเด็นอย่างนี้นะครับ คุณภัณฑิลครับ เชิญต่อเลยครับ
ก็ยืนยันครับ ผมก็ไม่ได้ มีเจตนาจะพาดพิงนะครับ หน้าต่อไปได้เลย ข้ามหน้าที่เป็นภาพจาก Google มานะครับ ผมก็จะขอสะท้อนอีก ๑ ประเด็นว่าผลโพลจากการสำรวจมันเป็นอย่างไร คืออันนี้ผมก็ ไม่ได้คิดเอง สวนดุสิตโพลเขาไปทำสำรวจมาว่าคนคิดอย่างไรถึง สว. เขาบอกว่ากรณีการฮั้ว สว. มันส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาล เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนตน ส่งผลทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองยิ่งเสื่อมเสีย อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนทำ แบบสอบถามขึ้นมาเองนะครับ มันอยู่ในอินเตอร์เน็ต แล้วมันก็อยู่ในโพลของวิชาการเขาทำ กันมา ต่อครับ เดี๋ยวจะโดนประท้วงอีกนะครับ ประชาชนได้อะไรจากการมี สว. ครับ สว. เราเอาเงินภาษีจ่ายเงินเดือน ผลตอบแทนต่าง ๆ ให้ท่าน ๒,๐๐๐ กว่าล้าน เพื่อทำหน้าที่ กลั่นกรองกฎหมาย วาระดำรงตำแหน่ง ๕ ปี รับผิดกับใคร คือถ้าเผื่อผมจะไปตรวจสอบนี่ตรวจสอบอย่างไร เพราะท่านอำนาจเยอะมาก สว. มีหน้าที่ เลือกใครบ้างครับ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำหน้าที่วินิจฉัย ถอดถอนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ๕ คน อย่างที่เพื่อนสมาชิกผมได้อภิปรายไป ยุบไปแล้ว ๑๐๗ พรรค ในรอบเกือบ ๓๐ ปี ป.ป.ช. เคยมีอะไรที่เป็นที่ประจักษ์บ้างว่าจับโกงได้ จับทุจริตได้ กกต. ยังไม่พูดถึงเลือกตั้งเละตุ้มเป๊ะไปหมด ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ตึกล่มไป กสม. อัยการสูงสุด ตุลาการ ศาลปกครอง ปปง. เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ยังมีตำแหน่งข้าราชการระดับสูงอีกมากมาย เยอะมากสำคัญมาก ๆ สว. และหน้าต่อไป อย่าเพิ่งประท้วงนะครับ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของกรรมาธิการสอบประวัติ ถูกกล่าวหาคดีโกงเลือก สว. แล้วก็วนกันอยู่อย่างนี้ คนที่ได้รับเป็นกรรมาธิการก็อยู่กระจุก อยู่กลุ่มเดียว และแถมกลุ่มนั้นก็ยังถูกกล่าวหา มันก็ต้องพิจารณาตามกระบวนการของ กกต. แล้วก็ DSI นะครับ โอเค แล้วก็ผลงานชิ้นโบน้ำเงินของ สว. ชุดปัจจุบันนี้ก็คือให้ความ เห็นชอบวิศวกรโยธา อดีตอธิบดีกรมทางหลวงเป็นตุลาการศาลธรรมนูญครับ อันนี้คือสิ่งแรก ที่ท่านทำ ลืมไปก่อนหน้านี้ท่านสอยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊งไป ต่อครับ เดี๋ยวจะโดนประท้วง ความจริงส่วนกลางพรรคก็ไม่อยากให้ผมพูดเยอะ เพราะว่าเดี๋ยวจะได้รอมชอมกัน จะได้คุย กันถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างที่ท่านประธานพูด ปัญหานี้มันมีคืออำนาจมันเยอะ แต่ที่มามันไม่ได้ สัดส่วน ไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็ต้องขอย้อนนิดหนึ่ง ขอย้อนตัวพีระมิดชนชั้นนิดหนึ่งว่า สมาชิกรัฐสภามันมาอย่างไร คือมันเป็นตัวแทนเป็นระบบ แล้วมันก็มีตัวแทนของฐานันดร ต่าง ๆ อันนี้ก็ย้อนถึงประวัติศาสตร์ ขุนนาง พระ ขุนศึก เจ้าของที่ดิน นายทุน พ่อค้า จะมีตัวแทนเพื่อเข้าไปปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง เมื่อกาลเวลาผ่านไปหัวหน้าเผ่า ยุคศักดินาผ่านไปเราก็เข้าสู่รูปแบบรัฐสมัยใหม่ก็เกิดการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักคนเท่ากัน ๑ คน ๑ สิทธิ ๑ เสียง และในไทยผมก็อยากถามจริง ๆ ว่า สว. เป็นตัวแทนของคนกลุ่มใด ในพีระมิดชั้นนี้ ท่านมีนะครับ อย่างในอังกฤษก็จะแต่งชุดเป็นพระบ้าง เป็นขุนนางบ้างเข้าไป เพราะที่มาเขาเป็นแบบนั้น ของเรามันก็มีความยึดโยงกับหลายกลุ่มการเมือง กับกลุ่มชนชั้น นำที่ปกครองประเทศ แต่ตอนนี้มันก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป คือท่านก็บอกว่าท่านเป็นตัวแทนของ กลุ่มอาชีพ ระบบการได้มาซึ่ง สว. มันพิสดารมาก Thailand Only ประเทศไทยเท่านั้น คิดเป็นลีกส์ เลือกกันเอง เลือกไขว้ ผมว่ามันเป็นนวัตกรรมที่ต้องไปจดสิทธิบัตรเลยครับ แบ่งกลุ่มกันเอง เลือกกันเอง ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ ยิ่งเราไม่ต้องพูดถึง พ.ร.ป. ประกอบได้มาซึ่ง สว. มันคลุมเครือ และยิ่งแบบเดี๋ยวมันจะลงรายละเอียดเกินไป ต้องเสียค่าสมัคร ๒,๕๐๐ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัญหาคุณสมบัติ มันไม่ได้สะท้อนกลุ่มอาชีพเป็นตัวแทนกลุ่มของประชาชน คือมันถูก Over Represent คือ พูดตามตรงว่าคนรุ่นใหม่หรือคนที่อายุต่ำว่า ๔๐ เขาบอกว่าทำไมเขามีที่น้อยจัง ทำไม สว. ได้ ตั้ง ๒๐๐ คน ยกให้เลยเป็นโควตา มันมากเกินสัดส่วนประชากรจริง ๆ ครับ สว. ชุดนี้ Represent อะไร คนแก่หรือผู้สูงอายุ ผมไม่แน่ใจ
เดี๋ยวผมขอนิดหนึ่ง คืออย่างนี้นะครับ ผมไม่อยากไปลงเรื่องของส่วนบุคคล ท่านอาจจะพิจารณาว่าที่มาที่ไป สว. ซึ่งผมเป็น สส. ทางฝ่ายโน้นถ้าเขาไปบอกว่าใครเลือก สส. สส. เป็นอย่างไร มันก็สามารถจะ แสดงความคิดเห็นได้ มันไม่สามารถจะไปบอกว่าใครดีหรือไม่ดี วิธีการ แต่ผมอยากให้พูดถึง เรื่องว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร
ใช่ครับ อันนี้ผมกำลัง พูดถึงว่าที่มา แล้วก็หลักการมันมีปัญหา
แต่ว่าถ้าที่มาแบบนี้ เดี๋ยวถ้า เกิดเขาพูดว่า สส. เป็นอย่างไรเขาก็พูดได้
เขาพูดไปแล้วครับ โอเคเข้าใจท่านประธาน ผมเคารพครับ
คืออย่างนี้นะครับ เรากำลัง จะเดินไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเราบอกว่าไม่ดี แต่ถ้าเรามัวแต่ว่า สส. ก็ว่า สว. แล้ว สว. ก็ว่า สส. แล้วประเด็นที่เราต้องการสูงสุดของประชาชนขณะนี้คือแก้รัฐธรรมนูญ ผมอยาก ขอให้ช่วยกันหน่อยครับ
โอเคในมาตรา ๑๐๘ (๓) ก็ระบุว่า สว. ต้องความเชี่ยวชาญ แต่ก็ไปเจอเป็นครูไปสมัครกลุ่มประชาสังคม ทำสวน ปลูกพืชไร่แต่ไปสมัครกลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ ทำนา ทำไร่ ทำสวน จริง ๆ ก็ไปอยู่ใน เกษตรกรรม กรรมการกีฬา สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
ขอโทษครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ครับ ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ พูดจาวนเวียนซ้ำซากครับ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยครับ
คุณภัณฑิลครับ เราเดินหน้า ไปเรื่องแก้รัฐธรรมนูญดีกว่าครับ
ได้ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ (๓) ระบุว่า สว. ต้องมีความเชี่ยวชาญ ผมกำลังจะเข้าเรื่องกลุ่มอาชีพ มันก็เกี่ยวโดยตรงที่ผมบอกว่ายังไม่นับกลุ่มอื่น ๆ SMEs กิจการอื่นที่มีความซับซ้อน ผมกำลัง พูดว่าเรื่องกลุ่มมันมีปัญหาครับ กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ มันก็ไม่เชิงอาชีพ ซ้ำร้ายหลายกลุ่ม สว. ก็ไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว แล้ว สว. นอกเหนือจากเรื่องอาชีพ มีสัดส่วนค่อนข้างสูง เพียงแค่บางจังหวัด ก็ถูกตั้งคำถามว่าบางจังหวัดมันมีครบอาชีพหลากหลายมากกว่า บางจังหวัดหรือครับอย่างมีนัยสำคัญ ๑๓ จังหวัดนี้ไม่มี สว. นะครับ ยิ่งในมิติอายุ สว. ยิ่งมีความเป็นตัวแทนประชาชนน้อยกว่าสากลและความเป็นจริง เหมือนแอบไม่เป็นธรรม ต่อคนอายุน้อยกว่า ๔๐ ปีอย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ ที่มีตัวแทนอยู่ในรัฐสภาเพียงแค่ ร้อยละ ๑๑ คือเทียบกันประชากรไทยอายุเกิน ๖๐ ปีมี ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ๔๐-๖๐ ปีมี ๔๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ต่ำกว่า ๔๐ ปีมี ๕๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเผื่อดู สส. มันจะค่อนข้าง Represent มันจะมีความเป็นตัวแทนค่อนข้างดี แต่ สว. หน้าจอมันเป็นระบบโควตามันก็ จะเกิน ๔๐ ไป แต่พอรวมกันแล้วรัฐสภาไทยก็มี ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เทียบค่าเฉลี่ยทั่วโลกคือมัน Under อันนี้คือผมเลยบอกว่ามันมีความเป็น ตัวแทนประชาชนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่มันควรจะเป็น สภาสูงหรือวุฒิสภาไม่ได้มีความหมายแค่ วัยวุฒิหรืออายุแต่มันควรมีความหมายถึงบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล จากข้อมูล เกณฑ์อายุขั้นต่ำของ สว. มันผันแปรตรงข้ามกับรายได้ของประชากร คือในต่างประเทศ ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเจริญแล้ว เกณฑ์อายุขั้นต่ำวุฒิสมาชิกทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ ๒๙ ปี เท่านั้นเอง สรุปถ้าจะให้มี สว. ควรให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เมื่อสักครู่ผมพูด ไปแล้วประเทศอื่นเขาก็มีเกณฑ์อายุที่มันค่อนข้างให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ บุคลากรทาง การเมืองที่จะเข้ามาเป็น สว. บางประเทศ ๑๘ ปีก็เป็น สว. ได้ อินโดนีเซีย ๒๑ ปี ก็ไล่มา ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ ๒๙ ปี เปรียบเทียบรูปแบบ สว. รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา สว. ๑๓ ชุด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพียงแค่ ๓ ครั้ง แถมบางครั้งก็เป็นระบบผสม สรรหากับเลือกตั้ง ผสมกัน ประเด็น สว. ต้องเป็นอิสระ ก็มีความกลัวอยู่ว่าเอาไว้ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจจาก การเลือกตั้ง อันนี้แอบขำนะครับ พูดอยู่นั่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ต้องเป็นกลาง กลัว สว. จะเป็นนักการเมือง เลว โกง แล้วเป็นอย่างไรครับผลลัพธ์ตอนนี้ ไม่มีพรรคแต่ก็ กินรวบอยู่ดี ไม่มีระบบสัดส่วนโควตา ละเลยเสียงส่วนน้อย เพื่อนสมาชิก สว. มา Feedback ให้ผมฟังหลังไมค์ว่าท่านก็ยึดกันไปหมดเลย คนที่เขามีอยู่กัน ๒๐-๓๐ เสียง เขาก็ไม่มีเสียง ทำอะไรไม่ได้เลย นี่หรือครับเคารพเสียงส่วนน้อย มนุษย์ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็มีจุดยืนที่คล้าย ๆ กันไม่ได้หรือครับ ที่จะสามารถรวมกันเป็นกลุ่มก้อนซึ่งเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานในการรวมตัว หรือภาษาการเมืองก็คือพรรคนั่นเอง ทำไม สว. จะมีพรรคไม่ได้
เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขอ ประท้วงค่ะ ดิฉันคิดว่าวันนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเข้ามาพิจารณาในร่าง รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ซึ่งสิ่งที่ท่านกำลังพูดอภิปรายอยู่นี้ไม่ได้เกี่ยวเลยนะคะท่านประธาน
ท่านประธานครับ นนท์ ผมยืนขึ้นยกมือ
ประท้วงทีละคนครับ เชิญครับ
ดิฉันคิดว่าที่กำลังพูดอยู่นี้ไม่ได้ เกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเลยนะคะ ขอให้ท่านประธานใช้ดุลพินิจด้วยค่ะ วันนี้ ท่านประธานไม่แข็งเลยนะคะ
ก็พยายามจะทำให้ดีที่สุด คุณภัณฑิลครับ ท่านต้องเข้าใจว่าวันนี้เราต้องการอะไร ผมจึงอยากจะบอกว่าเราจะไปบอก ว่า สว. ไม่ดี
ไม่ใช่ครับ ผมกำลัง บอกว่า สว. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้
ไม่ใช่ว่า สส. จะดีหมดทุกคน
ท่านประธาน ครับ ผมยืนขึ้นยกมือพ้นศีรษะครับ ตามข้อบังคับครับ
ได้ครับ ผมวินิจฉัยก่อนครับ ผมวินิจฉัยให้จบ แล้วเมื่อทางโน้นวินิจฉัยผมบอกว่าคุณภัณฑิลจะหยุดอย่างไร เดี๋ยวผมจะชี้ ที่ท่าน ถ้าผมไม่ชี้ที่ท่านเดี๋ยวท่านประท้วงผมได้ รอสักครู่หนึ่งครับ คุณภัณฑิลครับ ผมขอ ความกรุณาจากคุณว่ายุติได้แล้วว่า สว. ไม่ดีอะไรอย่างไร เพราะว่ามันกระทบหลายคน ท่านก็ต้องเข้าใจ ท่านเป็น สส. ผมเป็น สส. ถ้าเขาพูดว่า สส. ไม่ดี มันมีหลายประการที่ดี และไม่ดีเราก็เสียหาย เพราะฉะนั้นอย่าไปพูดถึงเลยครับ เอาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร เลือก สว. ใหม่อย่างไร สส. อย่างไร อันนั้นจะมีประโยชน์มากกว่า วันนี้เราพูดไปเหมือนกับ ที่เขาว่าเรากำลังอภิปราย สว. นะครับ ท่านต้องเข้าใจนะครับ ผมก็เป็น สส. เหมือนกัน เดี๋ยว เขามาว่าทางนี้อีกก็เดือดร้อนกันทั่ว มีผู้ประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกรัฐสภา อยากให้ท่านประธานควบคุมการประชุม ข้อ ๔ ครับ คือผู้ประท้วงจากวุฒิสภาหลายท่านลุกขึ้นประท้วงโดยกดไมค์ ไม่ได้ทำตาม ขนบธรรมเนียมของที่ประชุมเลย ไม่พูดข้อบังคับเลย เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ไปวินิจฉัย โดยที่เขาทำผิดระเบียบการประชุม ผมอยากให้ท่านประธานควบคุมแล้วก็ผมไม่อยากให้ใคร ตำหนิท่านประธานว่าท่านประธานไม่แข็งครับ ขอบคุณครับ
แข็งไม่แข็งมันพิสูจน์กันไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่อยากทำคือว่าให้อยู่ในวาระนะครับ คุณภัณฑิลครับถ้าหากว่าท่านยังพูดในประเด็น ว่า สว. อย่างนั้นอย่างนี้อะไรมันเป็นซ้ำซาก ผมจะให้หยุดนะครับ เอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ
ก็ไม่ได้ซ้ำนะครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) กำหนดไว้ว่า สว. ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแค่นั้นเอง มันก็เป็นที่เราจะต้องไปถกเถียงกันต่อ แนวคิดต้องมีสภาพี่เลี้ยง สภาที่ปรึกษาเพราะไม่ไว้ใจ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นชาวบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไร พวกเรา สส. เป็นตัวแทนชาวบ้านถือเป็น เกียรติเป็นอาชีพที่เดียวที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนมีแค่ ๕๐๐ คน หลายครั้งใน ประวัติศาสตร์ สว. มีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายบริหารแล้วมาบอกว่า สว. เป็นอิสระจากการเมือง วันนี้ผมว่ามันก็ไม่ค่อยจริงเท่าไร ย้อนไป ๑๐ รัฐธรรมนูญเป็นสภา เดี่ยวเพราะมาจากการรัฐประหารก็แปลกดีเหมือนกันไม่ต้องมาทุรนทุรายว่าทำไมต้องมี ๒ สภา มันจะมีสภาเดี่ยวไม่ได้ จริง ๆ เรามีสภาเดี่ยวมาค่อนข้างเยอะ เปรียบเทียบกับ ต่างประเทศ อันนี้เชิงข้อมูลแล้วครับ มากกว่าครึ่งประเทศบนโลกใบนี้ ใช้สภาเดี่ยว ระบบ ๒ สภาส่วนใหญ่เขาใช้กับรูปแบบสหพันธรัฐ สัดส่วน สส. ต่อ สว. อาจสูง ๑๐ ต่อ ๑ ในหลาย ประเทศ สว. มีนิดเดียว สส. มีเยอะ ในอดีตจำนวน สว. ที่เหมาะสมก็ถกเถียงกันเยอะว่าจะ อยู่ที่จำนวนต่อจำนวนประชาชน ๒๐๐ เป็นภาระงบประมาณหรือเปล่า ขอบเขตอำนาจ เพื่อถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่ยึดโยงกับสภามันจะ Balance หรือเปล่า แล้วในอดีตวุฒิสภาก็ Range มีตั้งแต่ ๘๐ สูงสุดจนถึง ๓๐๐ เฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕๐ ซึ่งก็สามารถเอาไปถกเถียงกันต่อได้ ในชั้นกรรมาธิการ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียง สว. ถึง ๑ ใน ๓ ก็ต้องขอกราบประทานอภัยที่ผมอาจจะวิจารณ์เยอะ แต่จริง ๆ ก็เพื่อเจตนาที่ดีหรือจะลด แก้อำนาจตัวเอง แต่มันเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยว่าอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชนหรือไม่ ก็ขอวิงวอนให้ท่านวุฒิสมาชิกช่วยกรุณาผ่านวาระทั้ง ๓ ร่าง ในวาระที่หนึ่งเพื่ออย่างน้อยเข้าไปหาทางออกร่วมกัน เห็นแก่สังคมส่วนรวมว่าจะส่งต่อมรดก อย่างไรให้กับลูกหลาน อย่าให้เขามาว่าเราทีหลังว่าเราเป็นพ่อแม่ผู้ใหญ่อย่างไรที่ไม่ยอม ปล่อยวาง ยึดติดกับอดีต ละทิ้งความรับผิดชอบ สร้างภาระให้กับอนาคต ในเมื่อเรามีโอกาส ที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงเพื่อคนรุ่นต่อไปด้วยกัน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ สมาชิก วุฒิสภา กลุ่ม ๘ สิ่งแวดล้อมและพลังงานสีเขียว ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมเรียกร้อง ให้พวกเรามีความสามัคคีกันนะครับ เรากำลังทำวาระร่วมกัน วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายเพื่อแสดงจุดยืน ส่วนตัวของผมเองจะรับร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ด้วยเหตุผลที่ผมจะกล่าวดังต่อไปนี้ครับ
ประการที่ ๑ ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญของไทยที่ดีควรยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญที่ยั่งยืนและได้รับการยอมรับจากนานาชาติควรมาจากอำนาจของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การที่เรายังคงใช้รัฐธรรมนูญที่สืบเนื่องจากอำนาจนอกระบบ ย่อมเป็น อุปสรรคต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไม่มากก็น้อยนะครับ
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนตัวผมคิดว่า ออกแบบมาค่อนข้างดี มีส่วนดีอยู่มาก ๆ เลยในการที่จะป้องกันการใช้อำนาจของ นักการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ คานอำนาจด้วยองค์กรอิสระ ซึ่งผลลัพธ์ที่ผ่านมาอาจจะ มีประเด็นในเรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองไม่ค่อยแน่นอน เนื่องจากกลไก ที่กำหนดไว้ทำให้รัฐบาลค่อนข้างจะอ่อนแอ มีลักษณะที่เป็นรัฐบาลผสมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อย่างที่ท่านก็ได้เห็นอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังยึดโยงกับกลไกยุทธศาสตร์ชาติที่อาจจะ ไม่ทันสมัยกับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันเป็นต้น ที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขทำได้ยากมาก มีหลายขั้นตอนถูกร่างขึ้นยากมากที่จะแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราใช้อยู่ยังถูกร่างขึ้นในช่วงที่ ประเทศมิได้มีกลไกประชาธิปไตยอย่างปกติ ผมก็เลยคิดว่าความพยายามในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็สมควรที่จะต้องสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้ง สสร. ในรูปแบบ ซึ่งถูกเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นกำแพงที่จะทำให้เราไม่สามารถ จะแก้รัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ
ประการที่ ๓ โจทย์จากศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก การเดินหน้าแก้ไขครั้งนี้ควรอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วางบรรทัดฐาน ไว้อย่างเคร่งครัด อย่างที่ท่านเอามาวางไว้ที่หน้าบัลลังก์นี้ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือ แสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องผ่านการทำประชามติ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ทำพร้อมกันได้ และสุดท้ายต้องทำครั้งที่ ๓ ซึ่งแปลว่าเราแก้ครั้งนี้แล้ว มันจะแก้หรือไม่ขึ้นกับประชาชนจะลงมติ เพราะฉะนั้นเรายังไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะได้แก้จริง หรือเปล่าแต่เราควรจะแก้เพื่อให้มันสามารถแก้ได้เท่านั้นเอง รัฐสภายังไม่สามารถที่จะ เรียกว่ารัฐสภาไม่อาจที่จะให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง อันนี้ก็เป็นโจทย์ สำคัญที่เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน อย่ามีความเสี่ยงใด ๆ เพราะฉะนั้นตัวร่างทั้ง ๓ ฉบับ ผมคิดว่ามีข้อดี ข้อเสียหลาย ๆ อย่างอยู่ในตัวของมัน แต่ว่าทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน คือมีการแก้ไขเพื่อให้เราสามารถแก้ทั้งฉบับได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๕๖ มาตรา ๒๕๖ หรือเพิ่มหมวด ๑๕/๑ เข้ามา ผมลองพิจารณาดูในตัวร่างทั้ง ๓ ฉบับ ๓ ฉบับก็มีจุดเด่น แตกต่างกันไปก็เอาจุดเด่นมาพูดแล้วกัน ของร่างพรรคประชาชนผมมองว่ามุ่งเน้น ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและกลไกสภาที่ปรึกษา การยกร่างที่ยึดโยงกับจังหวัด ร่างพรรคเพื่อไทยผมมองว่ามุ่งแก้ไขบทบัญญัติที่ขาดความสมดุลและที่เป็นปัญหาต่อ หลักประชาธิปไตย ส่วนร่างของพรรคภูมิใจไทยผมมองว่ามีส่วนดีคือมุ่งแก้ไขอุปสรรคเรื่อง ของจำนวนเสียงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ ที่แต่เดิมทำได้ยากมากก็จะทำได้ ง่าย นอกจากนั้นมีจุดเด่นก็คือว่ากำหนดชัดเจนเลยในหมวด ๑ หมวด ๒ จะไม่มีการแก้ไข ซึ่งลดความเสี่ยงอย่างมากต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมหวังว่าทั้ง ๓ ร่าง จะผ่านเข้า พิจารณาในวาระที่สอง ถึงแม้ว่าเราจะถกเถียงกันมามากมาย ผมคิดว่าเราน่าจะลงตัวว่า รับเถอะครับ เอาไปพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งผมขอฝากว่าคณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้น ขอให้มีความสามัคคีแล้วก็ถกเถียงกันด้วยความที่จะเอามายำแล้วลงตัวกันได้ ไม่ใช่ว่าถกเถียง กันไปแล้วจบไม่ลง ประการที่ ๑ ขอให้เร่งรัด หากลไกที่สมดุลในการสรรหา สสร. หาจุด ลงตัวที่สมดุลยึดโยง แต่ผมคิดว่าต้องยึดโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้ว่าจะถูกกำหนด ว่าห้ามโดยตรง เพราะฉะนั้นตัวนี้จำเป็นจะต้องพยายามแก้ให้มีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามา สุดท้ายผมขอเป็นหนึ่งใน สว. ที่จะผ่านร่างนี้ และคิดว่าร่างนี้จะผ่านได้ต้องผ่าน สว. ๖๗ เสียง แล้วผมก็จะรอหลังจากที่คณะกรรมาธิการผ่านวาระที่สองและวาระที่สามมาแล้ว ผมจะขออนุญาตที่จะผ่านในวาระที่สามด้วย อยากจะเห็นการสถาปนาอนาคตรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ปูอัด ไชยามพวาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะเด็กคนหนึ่ง ที่รณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ก่อนเป็นผู้แทนราษฎร วันนี้เป็นวาระที่ผมอยาก ให้พี่น้องประชาชนนั้นจับตา เพราะว่าเป็นวาระในการจุดเริ่มต้นที่ประชาชนจะมีโอกาสบ้าง ไม่มากก็น้อยในการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พี่น้องประชาชนและท่านประธานครับ วันนี้หลายท่านอาจจะยังคงถามอยู่ว่ารัฐธรรมนูญทำไมเรายังต้องแก้ไข ผมยกเรื่องที่ใกล้ตัว ที่สุดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สิทธิเข้าถึงการศึกษานั้นเขียนเป็นปี ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่เขียนจบ ที่ ม. ๖ เห็นไหมท่านประธานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ของนักการเมือง รัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ของพรรคการเมืองใดด้วย ไม่ใช่ของ ฝ่ายใดแต่คือของประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง วันนี้สิ่งที่เรากำลังพูด แต่เรากำลังพูดถึงคุณค่าของพลเมืองไทยว่าเราจะให้ประชาชนได้เขียนกติกาของตัวเอง อย่างไรได้บ้าง ท่านประธาน ประชาชนไม่ได้อยากทะเลาะแต่พี่น้องอยากเห็นบ้านเมือง ไปข้างหน้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนจำนวนมากเหนื่อยกับการขัดแย้งจริง ๆ เหนื่อยกับการเมืองที่เล่นกันเอง แต่ก็ยังคงหวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีกติกาที่ทุกฝ่ายนั้น ยอมรับกันได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องร่างของใครบางคนหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ แต่ผมตั้งใจจะลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องความหวังของพี่น้องประชาชนที่อยากจะเห็น ประเทศนี้กลับมามีอนาคตอีกครั้งหนึ่ง ผมเข้าใจดีครับท่านประธานว่าแต่ละร่างนั้นมีจุดแข็ง มีจุดต่าง บางร่างก็เปิดกว้าง บางร่างก็ระมัดระวัง และบางร่างก็พยายามประนีประนอม ทุกฝ่าย แต่ทั้งหมดสะท้อนสิ่งเดียวกันคือเสียงเรียกร้องให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง ที่ดีขึ้น ผมจึงอยากให้วันนี้ให้พวกเราทุกคนข้ามเส้นทางการเมือง แล้วมองไปที่อนาคตของ พี่น้องประชาชน ไม่ว่าท้ายที่สุดสภาจะเห็นชอบร่างไหน แต่สิ่งสำคัญกว่าการโหวตคือเราจะ ทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาศรัทธาในรัฐสภาของเราได้อย่างไร ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเริ่มจากเจตนาที่ดี ถ้าเราเริ่มต้นเขียนรัฐธรรมนูญใหม่จริง ๆ ผมขอให้เริ่ม จากความบริสุทธิ์ใจของพวกเรา ไม่ใช่เขียนเพื่อรักษาอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อสร้าง ระบบที่ให้คนเก่งให้คนดีได้มีโอกาสมาทำงานเพื่อประเทศนี้ รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ได้จำเป็นต้อง สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกแต่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของจริง ๆ
สุดท้ายนี้ท่านประธาน รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นใดแผ่นหนึ่ง แต่คือความหวัง ความไว้วางใจของคนทั้งประเทศนี้ วันนี้ผมขอฝากความหวังนี้ไว้กับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าไม่ว่าผลการโหวตจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะยังคงรักษาเจตนารมณ์ ของประชาชนที่ฝากความหวังไว้กับเราที่รัฐสภา แล้วขอให้สภาแห่งนี้ครับ ในสิ่งที่เรากำลัง ดำรงอยู่ตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ ยุคของพวกผม หรือลูก ๆ หลาน ๆ ของทุกท่านได้ภาคภูมิใจในวันข้างหน้าว่าเราพยายามทำงานทุกอย่างเพื่อ ประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการกล่าวอ้างกันมากว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีการกล่าวอ้างว่าการนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาใช้ จะทำให้ประเทศไทยเจริญเติบโต โชติช่วงชัชวาล แต่จากการที่มีการนำรัฐธรรมนูญฉบับ ดังกล่าวมาใช้เป็นเวลา ๘ ปี ท่านประธานก็คงเห็นเหมือนกับที่พวกเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมีปัญหามากมาย ในแง่ของการปราบทุจริต ท่านประธานก็คงเห็นว่าการทุจริต ไม่ได้น้อยลง มิหนำซ้ำดัชนีที่แสดงถึงความโปร่งใสของประเทศไทยก็ลดลงตามลำดับ ดังนั้น จึงกล่าวไม่ได้เลยว่าการทุจริตลดลง ทั้งในแง่ของการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต จาก ประสบการณ์ ๘ ปีที่ผ่านมาท่านประธานก็คงเห็นจีดีพีของเราเติบโตต่ำกว่าประเทศ ในภูมิภาคมากถ้าเทียบกับในอาเซียนปัจจุบันพวกเรารั้งท้าย หนี้สินของประชาชนเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ หนี้สาธารณะเกือบจะแตะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จึงกล่าวไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทำ ให้ประเทศไทยเราเจริญเติบโตอย่างรุ่งเรือง แล้วถ้าหากว่าเราดูในมิติของงบประมาณ หรือการคลัง ถ้าท่านประธานได้ติดตามก็คงจะทราบว่าก่อนที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ แต่เดิมพวกเราใส่งบประมาณเข้าไป ประมาณ ๑๖ บาท ก็จะได้ผลผลิตหรือ Output หรือพระราชบัญญัติมวลรวมออกมา ประมาณ ๑๐๐ บาท แต่พอมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาใช้ เราใส่ Input เข้าไป ต้องใส่เข้าไปถึง ๑๘ บาทจึงจะได้ Output ออกมา ๑๐๐ บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประสิทธิภาพงบประมาณของรัฐที่จะใช้ในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ด้อยค่าความมีประสิทธิภาพลงมาก ซึ่งผมคิดว่าปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของมันก็คือ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีการทำให้การดำเนินการในเรื่องนโยบายงบประมาณเป็นไป อย่างยากลำบาก เนื่องจากมีกรอบยุทธศาสตร์ถึง ๑,๐๐๐ หน้าเป็นตัวที่ควบคุมการใช้ งบประมาณ มีเงื่อนไขในเรื่องของการปฏิรูปประเทศซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน เมื่อประกอบ กับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๔ ซึ่งพูดถึงเรื่องของการใช้ งบประมาณ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีการใช้จ่าย งบประมาณโดยที่คำนึงถึงความจำเป็นของสถานการณ์ ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง แต่อย่างใด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการ Copy ของปีที่แล้ว แล้วก็ Past มาใช้ในปีปัจจุบัน แล้วก็มี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เราจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูก ใช้ไปในการขุดลอกคูคลอง ถูกใช้ในการปรับปรุง ซ่อมแซมทางเท้า Footpath ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำให้สินทรัพย์ของประเทศเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ศักยภาพในการผลิต ไม่ได้ทำให้ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นแต่เพียงเปลี่ยนเพื่อทดแทน สินทรัพย์ที่ด้อยค่าลงไปเท่านั้น จึงมีประโยชน์ค่อนข้างน้อยแล้วก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ ผลก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศ ที่เจริญกว่าเรา ประเทศคู่แข่งของเราไม่ว่าจะเป็นจีนหรือเวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโต ทางจีดีพีอยู่ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงก็เกิดมาจากปัญหาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เอื้อต่อการออกแบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างแท้จริง
การที่รัฐธรรมนูญล้วนมีการเขียนในมาตรา ๑๔๔ ค่อนข้างซับซ้อน แข็งตึง ผมขออนุญาตสรุปเพื่อให้เข้าใจง่าย จะไม่อ่านทั้งมาตรานะครับ มาตรานี้มีสาระสำคัญอยู่ ๔ อย่างครับ
ประการที่ ๑ จะเป็นเรื่องของการห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไป เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ จะไปเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจำนวนหรือรายการไม่ได้ ทำได้เฉพาะการลดและตัดทอนงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น แล้วก็ยังมีงบประมาณรายจ่าย บางส่วนที่ลดและตัดทอนไม่ได้ ได้แก่ ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย ต่าง ๆ เหล่านี้ตัดไม่ได้ และส่วนที่ ๒ ที่เป็นสาระสำคัญของมาตรา ๑๔๔ ก็คือประเด็นที่ว่า สส. สว. หรือกรรมาธิการจะเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่สามารถกระทำได้
ประเด็นที่ ๓ ถ้าหากว่ามีความผิดพลาดหรือมีการกระทำผิดตามมาตรานี้ จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งมีทางส่ง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็คือ สส. สว. ๑ ใน ๑๐ ส่งไป อีกทางหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐผ่าน ป.ป.ช. แล้วก็สู่ศาลรัฐธรรมนูญ
และประเด็นที่ ๔ สาระสำคัญก็คือถ้ามีการกระทำผิดจริงจะต้องยกเลิก การกระทำที่ผิดนั้นต้องมีการชดใช้ค่าเสียหาย แล้วก็จะมีเรื่องของการถอดถอนออกจาก ตำแหน่ง แล้วมีการตัดสิทธิของ สส. หรือ สว. ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมทั้ง คณะรัฐมนตรีถ้าหากว่ากระทำผิดก็จะโดนถอดถอนและโดนตัดสิทธิการเลือกตั้งด้วย ซึ่งดูเผิน ๆ มาตรานี้เหมือนจะเป็นมาตราที่ดีสามารถที่จะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณของเรา สามารถที่จะเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่อย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านประธาน การกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งถ้าจะพูดกันก็คงเหมือนกับการที่เราสร้างบ้าน แล้วเราก็บอกว่าในการสร้างบ้านนั้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคนที่อยู่อาศัยในบ้าน ไม่สามารถที่จะไปให้ข้อคิดเห็นว่าบ้านควรจะเป็นอย่างไร การจะสร้างโรงงานโดยเจ้าของ โรงงาน วิศวกร และคนงานที่จะใช้โรงงานไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นว่าโรงงานควรจะเป็น อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันงบประมาณที่ออกมาคนใช้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการออกแบบ งบประมาณก็เลยออกมาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์ในการที่จะ พัฒนาประเทศเท่าไร แทนที่จะมีโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟรางคู่จากกรุงเทพฯ ผ่าน นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เสร็จโดยเร็วก็ไม่มี แทนที่จะมี โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล มี Digital Wallet มี Digital Government สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ไม่เกิดขึ้นครับ เป็นสาเหตุที่ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของเราลดลง จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไข และถ้าหากว่าเราดูเปรียบเทียบในมิติของต่างประเทศอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ข้อความ ทำนองเดียวกันกับมาตรา ๑๔๔ ไม่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นเพียงแต่ระบุว่าถ้าหากว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประสงค์จะใช้ งบประมาณเพิ่มเติมจะเพิ่มงบประมาณไปเพิ่มรายจ่ายสามารถกระทำได้แต่ต้องไม่ทำให้ ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น และจะต้องแสดงถึงแหล่งที่มาของรายได้เพื่อมาชดเชย การขาดดุลนั้น เพียงเท่านั้นเองครับท่านประธาน และถ้าหากว่ามีการกระทำผิดก็ใช้ มาตรการทางการเมืองคือใช้การถอดถอนในรัฐสภาใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของสมาชิก หรือถ้ามี การกระทำผิดทุจริตคอร์รัปชันก็ใช้มาตรการทางกฎหมายอาญาดำเนินการไป ก็ปรากฏว่า มาตรการที่อารยประเทศใช้กลับได้ผลดีกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง ปี ๒๕๖๐ จึงมีความจำเป็น ที่เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เช่นนั้นระบบการคลัง ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็คงไม่สามารถกลับฟื้นขึ้นมาได้ และอีกส่วนหนึ่งผมขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นก็คือเรื่อง ของคำพิพากษาของศาลปกครอง ฉบับที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่มีข้อความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ผมเชื่อว่าส่วนนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญครับ เนื่องจากตัวท่านประธานเองในฐานะผู้ร้องก็ไม่ได้มีการทำคำร้อง ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าขอให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยว่าประชาชนจะสามารถเลือก สสร. โดยตรง ได้หรือไม่ ทั้งพยานที่มาให้ปากคำผมก็อ่านมีอยู่ ๑๖ หน้า พยานทั้ง ๕-๖ คน ไม่มีท่านใดเลย ที่มีการให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าประชาชนจะเลือก สสร. โดยตรงไม่ได้ ประกอบกับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการอ้างอิงถึงข้อกฎหมายที่อ้างอิงว่าที่มาที่ไปของคำว่าประชาชนเลือก สสร. โดยตรงไม่ได้มาจากไหน ดังนั้นโดยหลักการของคำพิพากษาต้องถือว่าการที่ประชาชน เลือก สสร. โดยตรงไม่ได้ มิใช่คำพิพากษา มิใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เป็นแต่ เพียงความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญที่เมื่อพิจารณาจากมาตรา ๒๕๖ ก่อนที่จะมีการแก้ไข ก็ระบุแต่เพียงว่าการแก้ไขต้องทำอย่างไร ไม่ได้บอกว่าประชาชนเลือก สสร. ได้ แต่ถ้าหากว่า มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ อนุญาตให้ประชาชนเลือก สสร. ได้ และผ่านการพิจารณาโดยการ ทำประชามติถูกต้อง การที่ สสร. อาจจะมาจากการเลือกของประชาชนโดยตรงก็ไม่ผิด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการ ของระบอบประชาธิปไตยที่ว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทยและอำนาจดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้รองรับไว้ในมาตรา ๓ เพราะฉะนั้นร่างทั้ง ๓ ร่างที่เพื่อนสมาชิก ส่งเข้ามาไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะรับไว้ เพื่อพิจารณาเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นเลยครับก็คง จะต้องฝากบอกท่าน สส. ที่กล่าวถึง สว. เรา ก็ต้องบอกว่า สว. ไม่ได้แย่ทุกคนนะครับ ก็ขออนุญาตอย่าเหมารวมทั้งองค์กรนะครับ ก็คงต้องฝากต่อไปในค่ำคืนนี้เช่นเดียวกันว่า เรื่องนี้เองก็เป็นเรื่องที่ให้เกียรติซึ่งกันและกันนะครับ เรามาถึงในส่วนเรื่องของการแก้ไข ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม แล้วก็ประโยชน์สูงสุดในรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ สิ่งที่เราประเมินของทั้ง ๓ พรรค ไม่ว่าจะเป็นของทางท่านพริษฐ์ ท่านอนุทิน แล้วก็ ท่านชูศักดิ์ จะขอเปรียบเทียบเบื้องต้นว่าแนวทางของแต่ละร่างนี้มีจุดดีจุดเสียแตกต่างกันไป ข้อดีผมเริ่มมาจากของทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ข้อดีคือเป็นกลางและความชัดเจน กลไกเรียบง่าย และอำนวยความสะดวกให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในอนาคต ได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียคือความชอบธรรมต่ำ สสร. มาจากการเลือกของรัฐเกือบทั้งหมด ก็จะถูกครอบงำได้ในอนาคตเช่นเดียวกัน ส่วนของท่านชูศักดิ์เอง ข้อดีคือความชอบธรรมสูง มีการทำประชามติจากประชาชนก่อนเข้ามา จะสามารถทันยุคทันสมัยได้มากยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียคือความซับซ้อนทำให้ล่าช้านั่นเอง ก็คงจะต้องมาดูในตัวเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้ง ๓ ร่าง เปรียบเทียบ สุดท้ายร่างของท่านพริษฐ์ ก็เป็นร่างที่ดีในทางด้านประชาธิปไตยสูงสุดว่า มีการเลือกมาจากประชาชนก็เป็นที่พึ่งพาในส่วนของทางประชาชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่ข้อเสียคือในการเลือกตั้งทั้งหมดโดยจะเห็นได้ชัดว่ามันจะทำให้มีระบอบบ้านใหญ่และ การเมืองพรรคใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากการเลือกที่มาของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ก็คงจะต้อง ฝากทางกรรมาธิการที่จะเข้ามาศึกษาทั้ง ๓ ร่าง ก็คงจะต้องเลือกข้อดี จุดดีจุดเสียของแต่ละ ร่างแล้วเอามาปรับแก้ใช้กันต่อ ๆ ไป โดยหลักการเบื้องต้นก็คิดว่าหลาย ๆ ท่านเองทั้งทางฝั่ง สส. และ สว. เองก็อาจจะรับร่างในครั้งนี้ไปก่อน และหลังจากนั้นเองก็อาจจะมาประเมินอีก ครั้งหนึ่งว่าหลังจากที่กรรมาธิการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ต้องบอกสิ่งหนึ่งว่าการที่มาเป็นวุฒิสภาเอง ณ ปัจจุบัน แต่ละท่านเองก็มีความรู้ ความสามารถของแต่ละท่านในการเข้ามา สิ่งหนึ่งในการเลือกที่เข้ามาในเรื่องกรรมาธิการ ทุกท่านมีความสนใจหมด ตัวผมเองก็มีความสนใจในการที่จะเข้าร่วมแต่ก็ไม่ได้รับเลือกครับ เพราะว่าหัวเดียวนะครับมาร่วมอยู่คนเดียวอาจจะยากลำบากในการที่เข้าไปมีส่วนร่วม ในครั้งนี้ แต่อีกสิ่งหนึ่งการแก้รัฐธรรมนูญนี้เราลองดูว่าจากที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำ MOA ร่วมกับพรรคประชาชนนั้นไว้แล้วนะครับว่าอยู่ไม่เกิน ๔ เดือน ซึ่ง ๔ เดือนเองก็คงประมาณวันที่ ๓๑ มกราคม ก็คงต้องฝากประชาชนลองช่วยกันดูครับว่า เจตนาความตั้งใจแต่ละพรรคการเมืองเองว่าท่านต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ หรือแค่ทำปาหี่ไปวัน ๆ ทำให้เห็นว่าฉันทำแล้วนะตามข้อตกลงแล้วสุดท้ายก็ไม่ทัน ก็คง ไม่อยากให้เห็นบริบทภาพลักษณ์แบบนั้นนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องบอกว่าหลาย ๆ ประเทศมีการเปรียบเทียบกันมากมายนะครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น ประเทศที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุดได้แก่ประเทศโดมินิกัน แล้วก็ประเทศอเมริกาเองมี รัฐธรรมนูญแค่เพียง ๑ ฉบับ สิ่งที่ผมจะพูดถึงนะครับว่ารัฐธรรมนูญเองถ้าเกิดว่าเกิดการได้ แก้ในครั้งนี้เกิดขึ้นนะครับ จริง ๆ แล้วเราควรจะต้องเน้นกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ มากยิ่งขึ้นและไม่ควรล็อก ปิดช่องจนไม่สามารถขยับแก้ไขอะไรได้ หรือสร้างกฎหมายอะไร เข้ามามีส่วนร่วมได้ เราอาจจะต้องมองระยะยาวครับว่ารัฐธรรมนูญครั้งนี้เราอาจจะสามารถ ใช้ได้ในระยะยาว ไม่ใช่สุดท้ายแล้ววันนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สุดท้ายแล้วท่านเชื่อไหมครับว่าก็จะต้องถูกฉีก รัฐธรรมนูญนั้นทิ้งอีก แล้วก็ต้องมีการแก้ไขกันเกิดขึ้นอีกเช่นเดียวกันนะครับ แต่ก็คงต้องฝาก นะครับสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่าง ๆ หรือรัฐธรรมนูญที่เรามีมา ทั้งหมดเอง ข้อนี้สำคัญนะครับในฐานะเป็นคนการศึกษา ตามหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา ๕๔ ท่านทราบไหมครับว่าตัวนี้เขียนมานาน แล้วครับว่ารัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ท่านทราบไหมครับว่าเรื่องนี้ สิ่งที่ผมได้พูดแล้วถ่ายทอดมาโดยตลอดว่ามันไม่เคยเป็นความจริงเลยครับว่าในระบบการ เมืองไทยหรือระบบการศึกษาไทยเองก็ตามไม่สามารถจัดการศึกษาให้กับเด็กได้อย่าง มีประสิทธิภาพ คงต้องฝากสำหรับท่านที่จะเข้าไปดูแลเรื่องนี้ว่าเราลองมองเห็นไหมครับว่า การศึกษาเองเป็นส่วนสำคัญในการที่พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาชาตินะครับ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ว่าที่จะทำให้องค์กรการศึกษาของเราเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเหมือนองค์กรศาล หรืออัยการ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ ถ้าองค์กรการศึกษาที่อยู่ภายใต้นักการเมืองแล้วมันดี ป่านนี้การศึกษาไทยมั่นคงดีแล้วนะครับ วันนี้ ณ ปัจจุบันเองถ้าครูหรือนักการศึกษาใด อยากขึ้นสู่ตำแหน่งที่ดี ท่านต้องวิ่งเลียแข่งเลียขาไม่ใช่แค่ผลงานนะครับ ผลงานก็เป็น ส่วนหนึ่ง ผมเลยมองว่าจริง ๆ แล้วทำไมการศึกษาไทยต้องถูก นักการเมืองแบบพวกเราครอบงำ มันก็ไม่ควรนะครับ การศึกษาเองจริง ๆ แล้วต้องมีบริบท ของตัวเอง พัฒนาด้วยตัวเองนะครับ เลือกคนดีคนมีความสามารถแล้วเชื่อว่าการศึกษาไทย จะดีขึ้นอย่างแน่นอนนะครับ คงต้องฝากทางท่านประธานนะครับ สุดท้ายการศึกษาเองมัน เป็นสิ่งสำคัญนะครับ รัฐธรรมนูญก็ตามในการที่เราจะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ก็คงต้อง ฝากครับว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษา ทางด้านการให้ความรู้กับผู้คน มันคือการเปิดโอกาสการสร้างพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างประเทศให้ยั่งยืนต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน เรียนประธานรัฐสภาค่ะ ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ผู้แทนจากชาวเชียงใหม่ และในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้ดิฉันขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งจะเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่ะ สำหรับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นผลผลิตและเป็นมรดกจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อปี ๒๕๕๗ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาอย่างมากค่ะ และหนึ่งในนั้นก็คือปัญหาในเรื่องของ การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความจริงจัง และจริงใจในการกระจายอำนาจแม้แต่น้อยค่ะ โดยเฉพาะในหมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครอง ส่วนท้องถิ่น รบกวนขอสไลด์ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่นดิฉัน อยากจะชวนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาในห้องประชุมแห่งนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่ทาง บ้านกลับมาที่จังหวัดของเรา กลับมาที่ท้องถิ่นของเรา กลับมาที่บ้านของเราว่า เรายังมีถนน ที่ยังเป็นหลุมเป็นบ่อพอถึงตอนกลางคืนถนนทั้งเส้นยังยากต่อการสัญจรเพราะแสงสว่าง ไม่เพียงพอ มีทางเท้าที่เดินไม่ได้ใช่หรือไม่ เรายังมีน้ำท่วมที่จะท่วมอยู่ทุกปีเพราะขาดการ บริหารจัดการน้ำที่ดีและมีคุณภาพ และมีท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยเศษขยะดินโคลน ไม่สามารถระบายน้ำได้หากฝนตกหนัก ๆ และยังมีน้ำท่วมขังใช่หรือไม่ เรามีน้ำประปาหรือ แหล่งน้ำที่ไม่สะอาดและไม่เพียงพอแม้แต่จะซักเสื้อผ้าก็ยังจะซักไม่ได้ หรือเมื่อถึงฤดูแล้งก็ ไม่เพียงพอที่จะใช้ใช่หรือไม่ เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่แม้แต่ที่จะสามารถกำหนด เส้นทางระบบขนส่งสาธารณะเองเพื่อตอบโจทย์คนอยู่และคนมาเยือนใช่หรือไม่ เรามีอากาศ ที่ไม่สะอาดที่เกิดจากการปล่อยมลพิษจากการเผาทางการเกษตรใช่หรือไม่ เรายังมีหลักสูตร การศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์กับบริบทแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด และไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ในแต่ละจังหวัดใช่หรือไม่ เรามีลูกหลานที่จบการศึกษาที่บ้านของเราใกล้บ้านของเราแต่ยัง ต้องดิ้นรนเข้าไปทำงานยังเมืองหลวงหรือกรุงเทพมหานครแห่งนี้เพื่อให้ได้ค่าแรงที่สูงขึ้น และค่าแรงเหล่านั้นที่อยู่ในบ้านของเขาไม่ได้สอดคล้องกับรายได้หรือว่าค่าครองชีพของเขา ใช่หรือไม่ เรามีการจ้างงานเพิ่มในพื้นที่เพิ่มงานเพียงแค่รอนโยบายจากรัฐบาลกลางใช่หรือไม่ หากเรามีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในบ้านของเรา การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ โดยเฉพาะ หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นอย่าง อบจ. เทศบาล อบต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมากที่สุดและมี ผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นค่ะ เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ดิฉันได้ กล่าวไปและปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ได้ซ้ำซาก และแก้ไขไม่ได้เกือบทศวรรษหรือปัญหาที่มี หลาย ๆ หน่วยงานมานั่งอยู่กองบนโต๊ะประชุม แล้วมีหลากหลายหน่วยงานค่อยพิจารณา แล้วแก้ไขปัญหาไม่ได้สักที การที่ให้รัฐบาลส่วนกลางหรือข้าราชการส่วนภูมิภาคมาแก้ไข สถานการณ์หรือปัญหาแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป มิอาจจะหยั่งรู้ได้หมดว่าการแก้ไข สถานการณ์หรือปัญหาของทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียดและครอบคลุมเพราะไม่ใช่คนในพื้นที่เอง จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และล่าสุดได้มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่า จากผู้ตรวจไปเป็นผู้ว่า จากผู้ว่ามาเป็นอธิบดี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้ไม่สามารถที่จะเกิดความต่อเนื่อง ในการทำงานได้อย่างแน่นอน และเมื่อมาเปิดดูในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับปี ๒๕๖๐ ดิฉันอยากจะอธิบายผ่าน ๔ องค์ประกอบ เพื่อที่จะสนับสนุนให้เกิดการกระจายอำนาจ ในเรื่องของงาน เงิน คน และอำนาจ
ในส่วนแรก ในส่วนของงานในส่วนของการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็น หน้าที่หลักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจำกัดอำนาจในมาตรา ๒๕๐ ความว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ กิจกรรม สาธารณประโยชน์ และสนับสนุนการจัดการศึกษา แต่มีหมายเหตุไว้ หมายเหตุนั้นไม่ได้ จำกัดหรือว่าไม่ได้บอกว่าการจัดทำบริการสาธารณะนี่ท้องถิ่นสามารถทำได้ทั้งหมด ท้องถิ่น หลาย ๆ ที่จึงไม่กล้าที่จะตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่เป็นโครงการใหม่ ๆ หรือเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ ให้กับพี่น้องประชาชน ข้อเสนอแนะ ควรเขียนไปเลยว่าท้องถิ่นทำอะไรได้บ้าง ทำอะไร ไม่ได้บ้าง หรือแม้จะเขียนเป็น Negative list ก็ได้ให้ตีความง่าย ๆ ท้องถิ่นจะได้จัดทำบริการ สาธารณะที่มีคุณภาพให้กับพี่น้องประชาชน
ในส่วนที่ ๒ ในส่วนของเงินหรืองบประมาณ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้มี บทบัญญัติถึงแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ เพียงแต่บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องดำเนินการให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ของตนเองโดยจัดระบบภาษีและจัดสรรภาษีที่เหมาะสม เพียงเท่านั้น ควรระบุเป็นตัวเลขหรือเป็นตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมไปเลยเราจะได้ ทำให้ถึงเป้าหมาย เพื่อให้มีเงินงบประมาณที่เพียงพอในการจัดทำบริการสาธารณะที่มี คุณภาพ ภารกิจ และโครงการใหม่ ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน
ในส่วนที่ ๓ ในส่วนของคนหรือว่าการบริหารงานบุคคลในประเด็นของ การแต่งตั้งผู้บริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในมาตรา ๒๕๒ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ระบุไว้ ว่าสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของ สภาท้องถิ่น หรือในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วว่าการที่สมาชิกสภาผู้บริหารท้องถิ่นจริง ๆ แล้วต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่หรือคะ หากเป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ และนอกจากนี้สภาผู้บริหารท้องถิ่น ต้องมาจากการเลือกตั้งแล้ว การคัดสรร การคัดเลือกคนในพื้นที่ควรเป็นลำดับต้น ๆ เมื่อ อปท. มีงาน มีเงิน ก็ต้องการคนที่จะมาทำงานมากขึ้นจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ อีกด้วยนะคะ
ส่วนสุดท้ายส่วนของอำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับปี ๒๕๖๐ ไม่มีคำว่า กระจายอำนาจปรากฏอยู่เลย มีเพียงแค่คำว่ากระจายหน้าที่และอำนาจ ซึ่งไม่เท่ากับการ กระจายอำนาจ มีการลดบทบาทของท้องถิ่นลง โดยเอาคำว่ารัฐต้องให้ความเป็นอิสระ แก่ท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนออกไป เปลี่ยนเป็น ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเองในมาตรา ๒๔๙ ซึ่งเปรียบเสมือนการที่รัฐส่วนกลางให้จัดการปกครอง แต่ไม่ได้ให้อิสระเป็นการเพิ่มอำนาจ รัฐส่วนกลางและลดอำนาจท้องถิ่นอย่างชัดเจน ด้วยเหตุต่าง ๆ ที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมด ในอนาคตเราอาจจะมีการเปิดประตู แล้วก็ส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจมากยิ่งขึ้นค่ะ แล้วถ้ามากไปกว่านั้นอาจจะมีการทำประชามติยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หรือว่าตลอดจน เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าจะได้ให้คน ในพื้นที่มาแก้ไขปัญหาและมีงบประมาณเป็นของตัวเองในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมม ซ้ำซาก แก้ไขปัญหาไม่ได้สักทีให้มันหมดสิ้นไปค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นเหตุจำเป็นที่จะต้อง มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ครับ
เรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิก ผม สุนทร พฤกษพิพัฒน์ วันนี้ก็จะขอมามีส่วนร่วมในการอภิปราย สิ่งที่สำคัญ มาก ๆ ผมขอสไลด์ขึ้นเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้พูด กันไปเยอะแล้วว่าจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งผมก็จะขอสรุปไปโดยเร็ว ๆ ว่าทำไม ถึงควรจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน แน่นอนครับรัฐธรรมนูญเดิมนี่มันมีปัญหา มาก ๆ บางคนก็บอกว่าทำไมไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน จริง ๆ แล้วปากท้องที่ดีกับ รัฐธรรมนูญที่ดีมันสามารถมีไปได้พร้อม ๆ กัน จากการศึกษาทั่วโลกก็วิจัยออกมาแล้วว่า ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญ หรือมีประชาธิปไตยที่ดีก็จะมีเศรษฐกิจที่ดีกว่า แล้วข้อที่เป็นปัญหา ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมว่านักวิชาการ หรือว่าจากในสื่อต่าง ๆ นี้ก็ทำให้เห็นอยู่แล้วว่า มันมีปัญหามาก ๆ ไม่ว่าจากการที่เปลี่ยนคำว่า สิทธิของประชาชน กลายเป็นคำว่าหน้าที่ของ รัฐ คือสิทธิของประชาชนนี่มันสำคัญกว่านะครับ หรืออย่างเรื่ององค์กรอิสระมาจากไหน อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญมาก ๆ เลยที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือที่ให้เห็นเป็น รูปธรรมเลยก็คือว่า เพื่อนสมาชิกก็เคยบอกไว้แล้วว่ามีการยุบพรรค เฉพาะพรรคใหญ่ ๆ มาแล้ว ๗ พรรค โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๖๐ เราก็ยุบพรรคกันมาเรื่อย ๆ พรรค การเมืองซึ่งเป็นกลไกที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดถูกทำลายโดยองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกทำลายไป ถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วถึง ๖ คน มันก็เป็นข้อสงสัย ผมคิดว่าทุกคนพอมันเห็นว่านายกรัฐมนตรีอยู่ ๆ ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ มัน ต้องคิดแล้วว่า เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น นี่มันก็เป็นเพราะว่าองค์กรอิสระที่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต่อไปครับ ตรงนี้เป็นจุดที่ผมรู้สึกติดใจมากเลย เราเคยต่อสู้กันมาว่าอยากให้นายก มาจากการเป็น สส. เพื่อที่จะยึดโยงกบประชาชน แต่ทำไปทำมาไม่รู้อย่างไร ตอนนี้นายก มาจากไหนก็ได้ ไม่ต้องเป็น สส. ก็ได้ ถ้าอย่างนี้วันดีคืนดีมีนายแมวอ้วนรวยมากเลยอยากจะมาเซ้งพรรค ไปคุยกับเถ้าแก่พรรค บอกว่าขอเซ้งพรรคหน่อย เถ้าแก่ก็ขายพรรคไป และนายแมวอ้วนก็มาเป็นนายกได้ หรือว่า อาจจะเป็นรัฐมนตรีได้ หรือต่อไปมีนายแมวดำมาเฟียก็มาขอเซ้งพรรค่แล้วก็ได้เป็นรัฐมนตรี หรือได้เป็นนายกก็ได้ เพราะฉะนั้นจุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะต้องแก้ไขครับ
เรื่องที่มาขององค์กรอิสระ ที่มาของ สว. อันนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเรา ควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขนะครับ แน่นอนครับคือการเมืองที่มีเสถียรภาพมันย่อมทำให้ เศรษฐกิจดีขึ้น ถ้าเผื่อไม่มีเสถียรภาพมันย่อมทำให้ขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ นักลงทุน ต่างชาติใครเขาจะกล้ามาลงทุนในประเทศที่บอกว่าเดี๋ยว ๆ นายกก็ถูกไล่ออกไปอีกแล้ว เดี๋ยว ๆ ก็เป็นอะไรไปอีกแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ นี่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในรอบ ๓๐ ปีเลยนะครับที่ผู้แทน ปวงชนชาวไทยเราจะได้ร่วมกันเริ่มกฎหมายสูงสุดของประเทศ หลังจากที่กฎหมายสูงสุดของ ประเทศเรามีแต่การถูกฉีกทิ้งโดยยึดอำนาจมาอีกแล้ว เดี๋ยว ๆ ก็มาฉีกรัฐธรรมนูญของ ประเทศเราแล้วก็เขียนขึ้นใหม่ตามใจเขา ถ้ารัฐประหารมันดีป่านนี้ประเทศเราคงเป็น มหาอำนาจไปแล้วเพราะว่ามันเยอะเหลือเกิน แต่มันไม่ใช่นะครับ นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ ท่านจะสามารถทำให้เห็นว่าเสียงของประชาชน ดังและดีกว่าเสียงปืนนะครับ ผมจึงอยาก วิงวอนไปถึงผู้มีอำนาจ รวมถึงเทวดาฟ้าดินเลย อะไรก็ตามที่จะช่วยดลบันดาลใจให้พวก ท่านแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเราเพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจมีความสง่างาม ก็คือว่าไม่ใช่การใช้อำนาจของเขากดขี่ผู้อื่น แต่เป็นการมอบอำนาจที่เขามีให้กับผู้อื่น นี่คือ สิ่งที่ผู้มีอำนาจจริง ๆ เขาทำได้นะครับ มอบอำนาจให้กับประชาชน มอบอำนาจให้กับ ตัวแทนของประชาชน หากท่านทำเพื่อปวงชนของชาวไทยท่านก็จะได้รับเสียงแซ่ซ้องชื่นชม จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ากฎหมายสูงสุดที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งเกิดมาในสมัยของท่านนะครับ แต่กลับกัน ถ้าท่านทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนตน ท่านก็จะได้รับแต่คำสาปแช่ง คำก่นด่า จารึกในประวัติศาสตร์นะครับ สุดท้ายครับ ผมจึงอยากฝากธรรมะคุ้มครองโลกนะครับ นั่นก็ คือหิริโอตัปปะ ความละอายเกรงกลัวต่อบาปนะครับ ในยุคสมัยนี้มันเหมือนบางทีกฎหมาย อาจจะทำอะไรท่านไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมทำงานเสมอ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณธีระชัย แสนแก้ว ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาต ร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนวาระรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดทาง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ด้วยเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่สุดนับตั้งแต่พวกเราต้อง ทนใช้รัฐธรรมนูญมานานถึง ๘ ปีแล้วครับ พรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมี สส. ๓ อันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย แล้วก็พรรคภูมิใจไทย ต่างคิด เหมือนกันว่าในระยะเวลาที่สภาผู้แทนของเราที่เหลืออยู่ไม่กี่เดือนนี้เราจะต้องร่วมไม้ร่วมมือ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อเปิดทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้ววันนี้ครับ เราจะได้รู้ เราจะได้เห็นว่าใครจะเป็นตัวถ่วงประชาธิปไตย เราจะได้เห็นว่าใครมันกล้าขัดขวางเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายของกระผมในครั้งนี้ยังเป็นการอภิปรายยืนยันกับ พี่น้องประชาชนเหมือนเดิมครับ เหมือนกับที่กระผมเคยยืนยันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เราจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้คลอดจากกากเดนเผด็จการ แล้วพี่น้องประชาชนของเราต้องมีกฎหมายสูงสุดที่ให้การ เคารพสิทธิเสรีภาพและเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด กระผม อภิปรายเพื่อที่จะเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕-๖ ครั้ง ครั้งนี้เป็น ครั้งที่ ๗ ครับ ตั้งแต่รายงาน สสร. ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญที่เคยเสนอโดยพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ พ.ร.บ. ประชามติ ๒-๓ ครั้ง กลับไปกลับมานะครับ แม้แต่ญัตติที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญ กระผมอภิปรายเรียกร้องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จะให้ ผมอภิปรายกี่ครั้ง จะให้ผมขึ้นเวทีปราศรัยนอกสภาก็ได้ครับ ผมก็ยังจะยืนยันเหมือนเดิมครับ เราจะต้องเลิกใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เสียทีครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เต็มไปด้วย กติกาบิด ๆ เบี้ยว ๆ ความเป็นประชาธิปไตยแอบแฝงไปด้วยอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย บอกว่าปราบเผด็จการ ปากเป็นประชาธิปไตย ใจเป็นเผด็จการครับพวกนี้อำนาจมืดยัง ไม่หมดสิ้นไปจากพวกรัฐประหารครับ เพราะคณะผู้ยกร่างคลอดออกมาจากพวกเผด็จการ หัวหน้าคณะผู้ยกร่างก็ท่านผู้เฒ่าผมขาวครับ บอกตรง ๆ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ นี่ละครับ ไม่ได้ เสียหายครับ ผมขอเอ่ยชื่อ เพราะว่าคนที่เสียหายคือพี่น้องประชาชนที่เสียโอกาสที่สุดคือ พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ นี่ละครับคือผู้เสียหาย แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีกลไก ที่ทำให้ประชาธิปไตยต้องอ่อนแอ รัฐบาลที่เกิดขึ้นเป็นแค่รัฐบาลผสมถูกทำลายได้ง่ายโดย องค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรอิสระ ที่มีอำนาจล้นเหลือ เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามมาตรา ๒๐๐-๒๑๔ ครับ โดยเฉพาะ มาตรา ๒๐๐ ที่บัญญัติถึงที่มาอันแปลกประหลาดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้เราได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เรียนจบวิศวะครับ ผมไม่ได้กล่าวหาว่า คนจบวิศวะไม่ดี แต่เพียงแต่ว่าความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเอาคนจบวิศวะมาพิจารณา เรื่องกฎหมายมาตัดสินนักการเมืองประชาธิปไตยในประเทศนี้มันเป็นอย่างไรครับ มันผิดเพี้ยนมันถอยหลังเข้าคลอง คนจบวิศวะต้องไปเป็นอธิบดีกรมทางหลวงครับ กระผม อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๒๑๐ ที่บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดังนี้ ๑. พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญตามกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ๒. พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และ คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระ ข้อ ๓ หน้าที่อำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เห็นไหมละครับท่านประธานที่เคารพ อำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินมากมายขนาดไหนแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังบอกอีกนะครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด มีผลผูกพันทุกองค์กร คือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจไปทางไหนทุกองค์กรไม่เว้นแม้แต่ สภาผู้แทนราษฎรของเราที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง เกือบ ๗๐ ล้าน คนต้องยอมตามศาลรัฐธรรมนูญ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ยืนยันอำนาจนอกระบบนอกระบบ เขารักกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย อำนาจพวกนี้ผูกพันกับอำนาจเผด็จการมาโดยตลอดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านลองนึกย้อนหลังศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพิ่งจะมาใช้อำนาจ เลอะเทอะเดี๋ยวนี้นะครับ หรือเพิ่งจะตัดสินใจคดีการเมืองเข้าสู่วิกฤติในปีสองปีเท่านั้นเอง แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจขัดขวางหลักประชาธิปไตยมาโดยตลอด ท่านจำได้ไหมครับ ท่านประธาน อย่างเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ สังคมได้ยินรู้จักคำว่าตุลาการภิวัตน์ ไหมครับ อันนั้นครั้งแรกครับท่านประธาน คือศาลมีคำวินิจฉัยการเลือกเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองพิพากษาให้ถอดถอนการเลือกตั้งคราวนั้น เป็นโมฆะ และได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน ๖๐ วัน แต่ภายใน ๖๐ วันไม่ได้มีการ เลือกตั้งทหารกลับมายึดอำนาจนะครับท่านประธาน และเป็นจุดเกิดเหตุแห่งความขัดแย้งมา ๒๐ ปีแล้วมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีของเราที่พี่น้องประชาชน หลาย ๑๐ ล้านคนเลือกตั้งเข้ามานั้นจบชีวิตบนทางการเมืองเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้าง ๆ คู ๆ ใช้นิติสงครามไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ประหารชีวิต นักการเมืองซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาไม่ต่ำกว่า ๕-๖ คนแล้วครับ ๕ คน ยกตัวอย่างก็ได้ ท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านเศรษฐา หรือแม้กระทั่งแพทองธาร ชินวัตร ก็โดนกันหมดท่านครับ อย่างท่านสมัคร สุนทรเวช ไปออกรายการชิมไปบ่นไปเท่านั้นเอง ทำกับข้าวออกทีวีถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ออกจาก นายกรัฐมนตรี ท่านยิ่งลักษณ์โดนประหารเพราะย้ายข้าราชการประจำ แม้แต่ตัวกระผมเอง ธีระชัย แสนแก้ว และท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ขณะนั้นยังถูกศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตัดสินยุบพรรคถอนสิทธิการเมือง ๕ ปี ซึ่งไม่ได้เกี่ยว อะไรเลย ไม่เกี่ยวเลยกับการกระทำความผิด แล้วยังมีเพื่อน ๆ พี่น้องนักการเมืองถูกตัดสิทธิ ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คน รุ่นพี่ของผมก็กำลังเป็นนายกเดี๋ยวนี้ ๑๑๑ ครับ ผมจำได้ และอีกหลาย ท่าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคสีแดง สีส้ม สีชมพู เหมาเข่งกันหมดครับท่านประธาน กระผมเข้าใจ หัวอกกันดี เพราะมันคือความวิบัติของประเทศที่ให้อำนาจนอกระบบมากจนเกินไปมาใช้ นิติสงครามประหัตประหารพวกเราซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนครับท่านประธาน แล้วจะมีเลือกตั้งมาทำไมถ้ามันทำให้คน ๙ คนตัดสินอย่างนี้ แล้วประเทศไหนบ้างครับ ท่านประธานลองคิดดูว่ามีประเทศไหนบ้างบริหาร ๒ ปี เราเปลี่ยนนายกไปตั้ง ๓ คน คนที่ ๓ กำลังรออยู่จน ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญทำให้การเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติครับ จะไม่มีนายก ก็ไม่ได้ ถ้าจะมีนายกก็ต้องตั้งคำถามว่ายอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วจะนำพา ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้นหรือเปล่าประธาน โดยเฉพาะท่านเศรษฐา แพทองธาร ก็โดนฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง อย่างท่านเศรษฐาเงินเดือนก็ไม่ได้รับ ท่านไม่รับ ท่านรับท่านก็บริจาค ทำงานก็ไม่มีวันหยุด ศาลรัฐธรรมนูญก็หาว่าฝ่าฝืนจริยธรรมเพียงแต่ ตั้งที่ปรึกษาที่ศาลมองว่าไม่เหมาะสมเท่านั้น ผมขอถามจริง ๆ เถอะครับว่ามันเกี่ยวอะไรกับ ท่านเศรษฐาว่าไม่มีจริยธรรม มันงุนงงไปหมด คนมันตรรกะวิบัติกันไปหมดแล้วครับคนทั้ง ประเทศเขาก็รู้ เขาก็ทราบ กระผมขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายก ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เถอะครับว่าท่านมีความรู้สึกหวั่นไหวบ้างหรือเปล่ากับแนวความคิดนิติสงคราม ของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านรู้สึกเริ่มกลัวบ้างไหม นายกโดนไป ๒ แล้ว คนที่ ๓ คือท่าน ท่าน แต่งตั้งรองนายก ท่านแต่งตั้งรัฐมนตรี มีข่าวไม่ดีบ้างอยู่ในตรงนั้นท่านก็ตั้งขึ้นมา ถ้าวันหนึ่งมี คนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญล่ะครับ แล้วประเด็นเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงล่ะครับ เราจะไม่ถูกประหารทางการเมืองหรือครับ ตายแล้ว ๒ คน คนที่ ๓ กำลังมาครับ หรือท่านนายกรัฐมนตรีรอลุ้นเผื่อ Fluke เผื่อ Fluke แบบไหนครับ รัฐธรรมนูญเคยตีความ ที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศประหลาดใจ เคยตีความว่านายกรัฐมนตรีคนเก่า คนเคยเป็น นายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๖ ระยะเวลารวมกันเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ครบ ๘ ปี ผมถามเด็กอนุบาลอยู่บ้านผมอำเภอกุมภวาปี ให้ลบดูสิว่าเอาเลข ๒๕๖๖ ลบด้วย ๒๕๕๗ เด็กมันก็บอกว่าอย่างไรก็ ๙ ไม่ได้ ๘ แน่นอน นี่ละก็รอลุ้นกันไป เห็นไหมละครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้อำนาจกับองค์กรอิสระมีเพียง ๙ คน ครบ ๙ คนนี้ไม่ได้มี ความสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชนแม้แต่นิดเดียว ไม่มีอะไรมา Guarantee ได้เลยว่าดุลยพินิจ ของ ๙ ท่านนี้ ไม่ได้ว่า ๙ ท่านนะ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดหลักอะไรบ้าง ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมเลยว่าจะต้องวินิจฉัยต่าง ๆ ปณิธาน พูดง่าย ๆ ครับ โดยองค์กรยื่น เรื่องพิจารณาไม่มีทางเดาได้เลยว่าผลจะออกมาไปในทิศทางใดเพราะเป็นองค์กรที่พี่น้อง ประชาชนเรียกว่าศาลการเมืองครับ ท่านประธานครับ เวลามันไปแล้วผมก็เลยบอกว่า พวกเราในห้องประชุมอย่างนี้ และท่าน สว. ผู้ทรงเกียรติ จะยอมให้คณะนี้เดินต่อไปหรือไม่ อย่างไร ถ้าเป็นผมถ้ามีโอกาสผมจะยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องมีให้องค์กรอิสระในนี้เลย เพราะว่าไม่ตรงไปตรงมา ไม่เที่ยงธรรมที่ทำงานผ่านมานั้น แล้วตุลาการท่านบางทีก็เมตตา อย่างเราไปให้ตีความว่าอย่างที่ท่านประธานบอกว่าตีความบอกว่า สสร. จะเลือกมาจาก ประชาชนโดยตรงไม่ได้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอกราบเรียนกับ ท่านว่าสุดท้ายเวลามันจะหมดแล้ว ยังมีอีกเยอะ เพื่อน ๆ ของผมพรรคเพื่อไทยเรายืนยันมา ตลอดว่าเราจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนและหลาย ๆ พรรคด้วยกัน แต่กระผมจะไม่ร้องขอหรือเรียกร้องจากสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ไม่เรียกร้อง จะต้องโหวตรับหลักการ เพราะว่าเรารับหลักการอยู่แล้ว ผมก็อยากจะให้ทุกท่านทั้ง ๓ พรรค ผมนี่รับหลักการตรงนี้อยู่แล้วทั้ง ๓ พรรคเสนอมา พรรคภูมิใจไทยก็อยากจะเสนอเป็น ร่างหลัก อันนี้ผมก็เป็นห่วงถือว่าเป็นร่างรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยผมว่าเป็นร่างทรงดีกว่า แต่ว่าเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านที่อยู่ข้าง ๆ ผม ฝ่ายค้ำนี่นะครับ ที่ได้มีการทำ MOU ไป สัญญาอะไรกันไว้ว่าเราจะต้องโหวตตีเช็คเปล่าให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังจะโหวตแบบ ไหน ณ วันนี้ผมขอร้องเพื่อน แล้วเอามาเปลี่ยนความหวังของพวกท่าน เปลี่ยนความหวังว่า ณ วันนี้เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเราจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทันแล้วก็ยุบสภา ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคกล้าธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมขออนุญาตเป็น ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ตลอดจนถึงสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือที่เราเรียกว่า สสร. ในอนาคตครับ ผมไม่ติดขัดครับ แต่ผมก็ ไม่ทราบเหมือนกันว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือผู้นำไปใช้มีปัญหา ฉบับแรก ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๒๐ แล้วกำลังจะมีฉบับที่ ๒๑ เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมเป็นกังวล ๒๐ ฉบับแล้วที่เราได้แก้ไขปัญหา คำถามมีอยู่ว่าเกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ทำไม เราไม่แก้เผื่อไปถึงอนาคตครับ เศรษฐกิจของโลกเราก็เปลี่ยนแปลงไว บริบททางการเมือง และสังคมเราก็เปลี่ยนแปลงไว ทำไมเราไม่แก้เผื่ออนาคตไปด้วย ตรงนี้ผมฝากท่านประธาน ไปถึงท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็ สสร. ในอนาคตด้วยว่าในขณะที่เยาวชนอายุ ๑๐-๑๕ ปี เขาจะสามารถใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๑ ได้จนถึงอายุ ๓๐ หรือ ๔๐ ปี หรือไม่ อย่างไร ฝากไปถึงกรรมาธิการวิสามัญ และ สสร. ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบใดที่ตรงใจพี่น้องประชาชนมากที่สุด ฝากถึงกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะ สสร. เราจะแบ่งแบบใดครับ เด็กทารกจะได้ประโยชน์ จากรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร ๐-๖ ปี วัยรุ่น ๑๐-๑๕ ปีจะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไร วัยทำงานจะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร วัยผู้สูงอายุจะได้ ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญอย่างไร หรือถ้าเราแบ่งเป็นอาชีพ อาชีพพ่อค้า อาชีพองค์กรอิสระ อาชีพแรงงานอิสระ อาชีพแรงงาน อาชีพข้าราชการ อาชีพที่กองทัพหรือเป็นข้าราชการ จะได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร ผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่มันอยู่ที่คน นำไปใช้หรือไม่อย่างไรครับ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดแล้ว สิ่งที่ได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชนทุกเพศทุกวัยและทุกอาชีพไม่ใช่หรือครับ ตรงนี้เองผมถึง อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการวิสามัญหรือแม้กระทั่งสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าการแก้ไขควรให้คำนึงถึงผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุด ใช่ครับ เป็นพี่น้องประชาชน แต่จะแบ่งแบบใดล่ะครับ จำแนกแบบใดว่าวัยใดควรได้รับความ เท่าเทียม ผลประโยชน์เท่าเทียมกันมากที่สุดทุกอาชีพ ทุกเพศทุกวัยครับ
เรื่องต่อไปครับ ที่มาขององค์กรอิสระ ผมยกตัวอย่างเช่นทุกครั้งที่มีการตัดสิน จากองค์กรอิสระใด ๆ ก็ตามจะมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ท่านประธานทราบไหมว่า สาเหตุอะไร ฝากท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็ สสร. ในอนาคต ด้วยว่าเพราะมันไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือกครับ ทำอย่างไรที่ องค์กรอิสระจะได้การยอมรับจากพี่น้องของประชาชน คือพี่น้องประชาชนมีสิทธิในการ ที่ตัดสินใจไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมในการคัดเลือกองค์กรอิสระในประเทศไทย ผมฝาก เรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปสู่กรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็ สสร. ด้วยครับ ทีนี้เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ร่างแล้วพี่น้องประชาชนจะเข้าใจอย่างไรว่าเขาได้อะไรในอนาคตที่ต้องมีการทำ ประชามตินะครับ ประชามตินี้ประเด็นต่อไปของผม พี่น้องประชาชนจะเข้าใจอย่างไรว่า เขาแก้แล้วเขาได้อะไร ล่าสุดทำประชามติ ปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนผมเชื่อว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศไม่เข้าใจครับ ฝากท่านประธานในการที่จะทำประชามติในอนาคต ด้วยว่าขณะที่ สสร. ทำ จะเป็นขั้นตอนทำประชาสัมพันธ์หรือการจะต้องทำประชามติ ทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนเข้าใจให้มากที่สุดครับ
ส่วนเรื่องสุดท้าย อันนี้ผมไม่พูดไม่ได้ ทุกครั้งที่มีการทำประชามติ ทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องมีการใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีพี่น้องประชาชน ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๖๐๐ ล้านบาทที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ในขณะที่เรา กำลังทำประชามติเราใช้เงิน ๑,๖๐๐ ล้านบาท พี่น้องที่น้ำท่วมยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ตั้งแต่ รุ่นไหนต่อรุ่นไหน ในอนาคตจะมีธรรมชาติมหันตภัยอีกในอนาคต เงินเหล่านี้ งบประมาณ เหล่านี้สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทุกภาค เพราะฉะนั้นการทำประชามติใช้ งบประมาณแผ่นดิน ใช้งบประมาณจากภาษีพี่น้องประชาชน เราต้องได้รับการยอมรับกับ รัฐธรรมนูญนั้นจากพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดถึงจะคุ้มค่าการใช้งบประมาณแผ่นดินครับ
และสุดท้ายนี้ ผมไม่ติดขัดกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามพรรคกล้าธรรม แต่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญในการร่าง รวมถึงสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตว่า ผมบอกอย่างเดียวว่าแก้อย่างไรไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แล้วแก้อย่างไร เอาง่าย ๆ เลยครับ ให้ประชาชนมีกินมีใช้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเอกชัย เรืองรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์เอกชัย เรืองรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ อธิปไตยด้านข้อมูลข่าวสาร จุดตั้งต้นของรัฐธรรมนูญ แห่งศตวรรษที่ ๒๑ วันนี้กระผมขอใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของแนวความคิด อธิปไตยด้านข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ใช่เพียงหลักประกันสิทธิเสรีภาพ แต่คือรากฐานของ ประชาธิปไตยดิจิทัลในโลกยุคใหม่ ในยุคที่ข้อมูลเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของโลก แม้พลังงานหรือน้ำมัน ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนมิใช่สิ่งที่รัฐ เอกชน โดยเฉพาะเอกชน ที่ Server ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยเข้าถึงโดยไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องเป็นทรัพย์สินที่ควร ปกป้องอย่างที่สุดครับ ผมขออนุญาตพูดถึงมุมมองในประเด็นของอธิปไตยด้านข้อมูล ส่วนบุคคลที่อยากยกระดับเพื่อเข้าสู่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ปัจจุบันด้วย สภาพแวดล้อมบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปก็ขออนุญาตฝากท่าน สส. ท่าน สว. คณะกรรมาธิการ วิสามัญ และ สสร. ในอนาคตนะครับ ผมขออนุญาตชี้ประเด็นสั้น ๆ นะครับ ทุกวันนี้ตั้งแต่ เช้าตื่นขึ้นมาเราหยิบมือถือขึ้นมาใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ข้อมูลกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราใช้เรา ซื้อถูกส่งออกนอกประเทศอยู่ในแพลตฟอร์มและ Server ต่างประเทศทั้งสิ้นนะครับ ผมขอ ชี้ให้เห็นในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนี้ มีระบบ Automation ต่าง ๆ สิ่งที่ เกิดขึ้นแล้ววันนี้รถยนต์ทันสมัยหลายรุ่นเราใช้ เราขับ เราพูด เราคุยในรถ ท่านทราบไหม ครับข้อมูลต่าง ๆ เราถูกส่งไปต่างประเทศตลอดเวลา และในอนาคตที่จะเกิดขึ้น จะมีหุ่นยนต์แม่บ้านไม่เกิน ๑๐ ปีมาอยู่ในบ้านเรา คอยรับใช้ คอยแก้ปัญหา คอยจัดการ ทุกสิ่งให้เรา แต่ท่านเชื่อไหมครับทุกสิ่งที่เราทำในบ้านผ่านกล้อง ผ่านสายตาของ Robot ต่าง ๆ จนแม้แต่วันนี้กล้องวงจรปิดต่าง ๆ ระบบความปลอดภัยที่ติดอยู่ในบ้านถูกส่งออกนอก ราชอาณาจักรไทยเข้าใน Server ต่างประเทศทั้งสิ้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญจำเป็น หลายท่านบอกผมว่าเรามีกฎหมาย PDPA แล้ว แต่ขอย้ำนะครับกฎหมาย PDPA ครอบคลุม เพียงแค่ราชอาณาจักรไทย แต่ข้อมูลเราทั้งหมดถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรไทยทั้งสิ้น ซึ่งกฎหมายเราไม่ครอบคลุม สิ่งที่เราต้องการและสิ่งที่เราควรทำในอนาคตคือการที่เราควร จะระบุชัดเจนว่าข้อมูลสำคัญ ข้อมูลสำคัญนะครับต่าง ๆ ต้องถูกจัดเก็บและประมวลผล ภายในประเทศไทยเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ ปัจจุบันแพลตฟอร์มสำคัญ หลายแพลตฟอร์ม ผมในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการแพลตฟอร์มมาก่อน เราขอเชิญ หลายแพลตฟอร์มมาให้ข้อมูล ท่านเชื่อไหมครับไม่เคยครับ ไม่เคยให้ความร่วมมือแม้แต่สัก แพลตฟอร์มนะครับ อันนี้เป็นปัญหามาก ผมว่าอนาคตน่าเป็นห่วง เอาเฉพาะแพลตฟอร์มซื้อ ขายของออนไลน์ก็มีมูลค่าสูงถึง ๒.๖ ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ยังไม่นับรวมถึงแพลตฟอร์ม Social Media ที่เราจ่ายค่าโฆษณาต่าง ๆ ออกนอกประเทศมูลค่ามหาศาล ซึ่งเราไม่มีข้อมูล เก็บไว้นะครับเท่าไร ข้อมูลอันนี้ขอเป็นจุดตั้งต้นของรัฐธรรมนูญแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่ถ้าเรา ไม่มีการจัดทำเราจะเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ไม่ได้ ในอนาคตมีเรื่องของเอไอนะครับ เอไอ เป็นทั้งสิ่งที่ดี แต่ปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าประเทศไทยใช้เอไอค่อนข้างมาก แล้วเราให้ข้อมูล ความคิดความเห็นของเราเข้าไปในเอไอมาก ซึ่งเอไอก็อาจจะชี้นำและบิดเบือนความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรมเราได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีการควบคุมกฎหมายตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายไป ในบางประเทศ มีสิ่งที่เรียกว่า Data Localization เพื่อควบคุมข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ต้องถูกจัดเก็บและ ประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งอันนี้เป็นอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งเราได้สูญเสียอธิปไตย ทางด้านแพลตฟอร์มไปแล้ว แต่ข้อมูลอันสำคัญภายในประเทศจะต้องอยู่และประมวลผล ภายในประเทศไทย
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอให้แง่คิดและ Comment ๓ เรื่อง ในโลก ยุคใหม่ข้อมูลคือทรัพย์สินและความเป็นส่วนตัวถือเป็นอิสรภาพ รัฐธรรมนูญทีไร้หลักประกัน ด้านข้อมูลส่วนบุคคลก็เปรียบเสมือนป้อมปราการที่ไร้กำแพง เราจึงต้องเร่งเติมเต็มช่องว่างนี้ ก่อนที่เสรีภาพจะหลุดลอยไปกับเทคโนโลยี เรื่องที่ ๒ เมื่อใดที่ประชาชนมีอำนาจ เหนือข้อมูลของตัวเอง เมื่อนั้นประชาธิปไตยจึงจะสมบูรณ์ สุดท้าย อธิปไตยของชาติเริ่มต้น ที่อธิปไตยของปัจเจกชน และข้อมูลคือสนามรบใหม่ที่เราต้องไม่ยอมจำนน ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมน่าจะเป็นคนจังหวัดอ่างทอง คนที่ ๒ ที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ แน่นอนว่าเวลาที่เราพูด แบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพี่น้องชาวจังหวัดอ่างทองทั้งหมดจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ เพราะว่ายังมีหลายเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ผมขอบพระคุณเป็นพิเศษต่อ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านทีเดียวที่ผมได้จดชื่อไว้ เช่น ท่านเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ท่านเอกชัยที่พูดเมื่อสักครู่ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณา เพราะว่าสิ่งที่ท่านกำลัง พูดนั้นท่านไม่ได้พูดแทนตัวท่านในฐานะตัวบุคคล แต่ท่านกำลังพูดในเชิงระบบว่าตกลงแล้ว เรื่องของรัฐธรรมนูญที่เราบังคับใช้มากว่า ๘ ปีนั้นมันควรถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันแล้ว หรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งที่ผมไม่อาจรับได้คือการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ลงรายละเอียดในเชิงเนื้อหาและกังวลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใต้อัตวินิจฉัยของท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ผมต้องใช้โอกาสในสภาแห่งนี้ส่งเสียงไปยังพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการทำหน้าที่ของตัวแทนของท่านว่าการมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ไม่ใช่เพราะ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพันเฉพาะหน้า ๑๖ หน้า ๑๕ ที่มีเพื่อนสมาชิกบางท่าน อภิปรายนั้นก็ไม่ได้มีผลผูกพันต่อรัฐสภาแต่ประการใด ที่ผูกพันเฉพาะหน้า ๑๖ คืออะไรครับ คือเขาไม่ได้บอกว่าอำนาจในการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ เขาแค่ เขียนยืนยันในเบื้องต้นว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่ม สิ่งนั้นถูกเขียนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่พวกเราถือกันอยู่ และถ้าไปไกลกว่านั้นสิ่งนั้นคือเจตจำนงเบื้องต้นตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ ไม่ใช่หรือ ท่านไปค้น ๆ ดูในห้องสมุดรัฐสภาที่ชั้น ๙ ท่านก็จะเห็นว่า อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นเป็นอำนาจของประชาชนผู้ทรงอำนาจที่แท้จริง มิใช่ ศาลรัฐธรรมนูญ Constituent Power ตามที่ท่านพูดแต่ประการใด มี ๑ ถ้อยคำที่ผม อาจจำเป็นต้องยอมรับจากคำวินิจฉัยและต้องมาคุยกันว่าในเนื้อหาสาระของแต่ละร่างนั้น เราจะปรับอย่างไรครับ ก็คือเฉพาะประเด็นที่บอกว่าแต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ผมเชิญตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญมาถามในวิปฝ่ายค้าน ตกลงตรงนี้ มาอย่างไร มีใครถามไปหรือไม่ ท่านก็ยอมรับไม่ได้มีใครถามไปเลย มันอยู่ในสิ่งที่ท่านต้องตีความหรือไม่ ท่านก็ยอมรับว่ามันก็เป็นเพียงเฉพาะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ไม่ใช่ทุกท่าน แต่บังเอิญว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านนั้น มีหลายท่านถึงต้องใส่คำนี้โดยตรงเข้าไปในคำผูกพันที่อยู่ภายใต้คำวินิจฉัย ผมยอมรับแค่นี้ และสิ่งที่พวกเรายอมรับแค่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นที่มาของการประชุมในวันนี้ เพราะแม้มี หรือไม่มีคำวินิจฉัยเราก็สามารถยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และวันนี้มีอยู่ทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ผมเชื่อมั่นในประสบการณ์ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านมีประสบการณ์ ท่านอดิศร เพียงเกษ วันนี้เอา ๑๔ ตุลาคม มาฉายให้พวกเราฟัง นั่นรุ่นเดียวกับพ่อแม่ผมเลย แม่ผมที่ต้องหนีข้ามสะพานปิ่นเกล้า ลุง ป้าที่ต้องหนีเข้าวัดบวรนิเวศเพราะถูกไล่ล่าจากทหาร ผมชื่นชมกับท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านเข้าใจและเห็นตรงกัน ถามว่าทำไมต้องเอ่ย ชื่อท่านเกียรติชาย ด้วยความเคารพยิ่งท่านพูดชัดเจนว่าท่านรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ร่าง เพราะนี่คือขั้นการพิจารณารับหลักการ รายละเอียดวางไว้ก่อน รายละเอียด ที่กังวลพวกผมมีคำตอบให้แต่ยังไม่ได้ส่งผลต่อการรับหลักการแต่ประการใด หลักการคือ อะไร หลักการร่างของท่านพริษฐ์บอกแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ พูดกันง่าย ๆ คือการ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญ หลักการ ของท่านอนุทินก็บอกว่าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่เคารพของพวกผมบอกว่าแก้ไข เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑๕ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ หลักการ แบบเดียวกันเลย เมื่อเช้าท่านประธานเอ่ยว่าเราจะลงมติกันเป็นแบบใด ท่านประธานบอกว่า ในขั้นรับหลักการพิจารณาลงมติทีละร่าง แยกร่างออกจากกัน ผมเกือบยกมือขึ้นถามว่าทำไม เราถึงไม่ใช้การรับร่างพร้อมกันเสียทีเดียวซึ่งทำได้ตามข้อบังคับ แต่ผมไม่ได้ถามเพราะผม เชื่อใจเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเกือบ ๗๐๐ คน ๖๙๐ คน วันนี้มาประชุม ๖๑๖ คน ผมเชื่อว่า พรุ่งนี้ท่านมาประชุมครบ ขาดเพื่อนสมาชิกผมท่านหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุ ท่านอยากมาแต่ พวกผมบอกไม่เป็นอะไร ผมเชื่อวุฒิภาวะของสมาชิกทั้งหมดว่าเขาเข้าใจว่านี่คือ ขั้นรับหลักการ มีข้อกังวลบางประการที่ผมจำเป็นต้องใช้เวทีแห่งนี้ในการชี้แจง เพื่อนสมาชิก บอกว่าอยากได้รัฐธรรมนูญที่เข้าใจง่าย ทำได้จริง ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วร่างพรรคประชาชนมีปัญหาตรงไหน แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นผมคิดว่าเราจำเป็นต้อง เปิดประตูสู่การแก้ไข มาทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนสับสนเลย และจุดเน้นที่ แตกต่างคือตกลงแล้วเราอยากได้ร่างยึดโยงกับพี่น้องประชาชนแค่ไหน ท่านบอกเข้าใจง่าย ทำได้จริง ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมบอกไม่ใช่ ขอเปิดประตูสู่การแก้ไข ทำความเข้าใจได้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน สับสน ต้องยึดโยงต่อประชาชน ร่างของท่านพริษฐ์ ที่ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยในหน้า ๑๕ เลย เพราะที่มาที่ไปของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่ท้ายที่สุดมา ๗๐ คน เหลือ ๓๕ คนนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ที่มาที่ไป ของสภาที่ปรึกษาต่างหากที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเราจะไม่เชื่อพี่น้องประชาชน หรือว่าเขาจะเลือกคนที่ดีที่สุดมาเป็นสภาที่ปรึกษา เป็นผู้ให้ความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาเขียนไว้ในมาตรา ๒๕๖/๑๙ เพื่อนสมาชิกอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น คืนนี้เอากลับไปนอนฝันดีได้เลย จะอ่านหรือ ไว้ใต้หมอนก็ได้ ตกใจตื่นมาเสียนี่ แหม เสียดายจัง รู้อย่างนี้อภิปรายเชียร์พรรคประชาชน ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม วันนี้วันมหาวิปโยคไปแล้ว ถามว่าคืออะไรครับ สภานี้บอก ๑. รับฟังความเห็น รวบรวมความเห็น ๒. จัดให้มีการเข้าถึง เผยแพร่เนื้อหาสาระ ๓. แจ้งสมาชิกต่าง ๆ ในกรณีแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ ที่มีการกำหนด บอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงและนำไปสู่การให้ประชาชนจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยตรงตรงไหน ไม่มีครับ ผมเอง ไม่รู้ว่าท่านใดเคยจำกันได้ไหม มีท่านที่เคยอยู่กันไหมครับ ผมเองเคยเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วท่านเชื่อไหมครับ หลายมาตราที่นำไปสู่การบัญญัติ เช่น การตั้งให้มีพนักงานสอบสวนหญิง มาจากเวทีเล็ก ๆ เลยครับที่พวกผมไปรับฟังความคิดเห็น ใส่มาเป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๖) ของปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวล ในท้ายที่สุดจะบอกว่าใครเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติ บ้านเมืองท่านไปหาตัวเขาครับ Scammer รัฐมนตรีบางคนที่อาจจะเกี่ยวข้อง แบบนั้น ต่างหากที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติ ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดีจริงพวกเขาไม่ควร มานั่งเป็นรัฐมนตรี ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดีจริง ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นใน ประเทศไทยได้อย่างไร แต่เราเห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่า Scammer ต่าง ๆ ที่มาเอาเงิน พี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย คุณลุง คุณป้า ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ชื่อเหล่านี้มี ในทะเบียนบ้านหมดนะครับ ไม่ได้มาเอ่ยกันส่งเดช แล้วก็มาหาว่าไม่รู้ว่าเป็นใคร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านตอบใจตัวท่านเองสิครับว่ามันตอบโจทย์หรือยัง และในเมื่อเรามีโอกาสวันนี้ ที่ดีที่สุดในการแก้ไข เรามีโอกาสที่จะทำแล้วทำไมถึงไม่ทำ หากจะถามว่าใครมาเซาะกร่อน บ่อนทำลายประเทศชาติ กลับไปดูกระจก แล้วกลับมาพร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจ คลายความ เป็นสมาชิกสภาใดออกไปให้หมดครับ ที่นี่คือตัวแทนประชาชน พวกผมได้รับการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ท่านได้รับกระบวนการต่าง ๆ สูตรอะไรพวกผมไม่ติดใจแล้วครับ แต่ร่วมกันได้ไหมในการรับหลักการของทั้ง ๓ ร่างต่อสภาแห่งนี้ และถ้าท่านได้กลับไปดู ทั้ง ๓ ร่าง มีโอกาสอ่านละเอียด ฝากด้วยได้ไหมครับ ขอให้เลือกร่างที่จะไม่ถูกครหาว่า จะมีการฮั้วที่มาที่ไปของคนยกร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมอีก และขอได้ไหมครับ ขอให้ยกร่างเอาร่างหลักที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตัวจริงในประเทศนี้เขามีโอกาสจะมีส่วนร่วมได้มากที่สุด ผมขอเพียงเท่านั้น ขอให้ท่านสบตา ในกระจกในคืนนี้ หลับฝันดีมาเจอกันพรุ่งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณชูชีพ เอื้อการณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างถือเป็นเจตจำนงร่วมกันในการเปิดทางให้ประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม การเปิดทางเช่นนี้เป็นก้าวสำคัญในการคืน อำนาจให้กับประชาชนและเสริมความชอบธรรมในการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ สิ่งที่ต้องพิจารณาจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องไม่ทำลายหลักนิติธรรม และสถาบันหลักของชาติครับ หลังจากที่มีโอกาสได้ตรวจร่างทั้ง ๓ ร่างแล้วผมมีข้อสังเกต เพื่อให้กระบวนการนี้บรรลุเป้าหมายโดยไม่ทำลายหลักนิติธรรมและความมั่นคงของสถาบัน ใน ๓-๔ ประเด็นด้วยกันครับ
ประเด็นแรก ที่มาของ สสร. ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคเพื่อไทยก็ดี พรรคประชาชนก็ดี ส่วนหนึ่งกำหนดให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง สอดคล้องกับหลัก ประชาธิปไตย ซึ่งจะให้ความชอบธรรมสูงสุดทางประชาธิปไตย นั่นคือข้อดี ส่วนร่างของ พรรคภูมิใจไทยเปิดช่องให้มีการแต่งตั้งบางส่วน กลไกทางอ้อมนะครับ อาจทำให้ความ ชอบธรรมอาจถูกลิดรอนได้ แต่ข้อเสนอนี้ก็มีข้อดีเป็นการสร้างทางออกทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิดจากคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการตัดสินใจจึงอยู่ระหว่างความชอบธรรมสูงสุดทางประชาธิปไตย กับการสร้างทางออกทางกฎหมายเพื่อความราบรื่นในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับการ พิจารณาอย่างรอบคอบครับ
ประเด็นต่อมาในส่วนขององค์กรอิสระระบบการตรวจสอบ การจัดการกับ ปัญหาคอร์รัปชันถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ทั้ง ๓ ร่างยังไม่เห็นความชัดเจนอย่างเพียงพอ ที่จะทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาขององค์กรอิสระอิสระอย่างแท้จริงหรือไม่ ระบบการตรวจสอบต้องโปร่งใส เป็นกลาง มีประสิทธิภาพ และมีระบบถ่วงดุลที่ดี ที่สำคัญ ต้องปราศจากการครอบงำทางการเมืองครับ ระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย ต้องไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยทุกท่าน ทราบดีว่าเป็นการบ่อนทำลายสร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์ตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ต้องได้รับ การแก้ไขปูรากฐานไหมครับ ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันถือเป็นปัญหาใหญ่และปัญหาหลัก ของชาติ ต้องมีความชัดเจนว่าจะออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไรให้สามารถจัดการปัญหา คอร์รัปชันให้สิ้นซากเสียที ปัญหาคอร์รัปชันที่ผ่านมาทุกท่านทราบดีมีการคอร์รัปชัน ในทุกระดับของสังคม การคอร์รัปชันหรือปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมาไม่ว่า Call Center Scammer หรือปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาทุจริตต่าง ๆ เกิดจากการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ รู้เห็นด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ ที่ผ่านมาเรามีหน่วยงานจัดการกับคอร์รัปชันมากมาย หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ปปง. ป.ป.ช. ดีเอสไอ ตำรวจ สตง. แต่ดัชนี CPI ที่เพื่อนสมาชิกนำเสนอของประเทศไทยกลับถดถอยลง เราใช้งบประมาณจำนวนมากจัดการ กับคอร์รัปชัน งบประมาณจำนวนมากเพื่อมีบุคลากรในหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปัญหาคอร์รัปชันบ้านเราน่าตกใจครับ ไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น เราจะปล่อยให้ประเทศ ไทยเราติดกับดักของคอร์รัปชันต่อไปใช่ไหมครับ
ประการที่ ๓ ในส่วนของประเด็นประชามติการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีความชอบธรรม ต้องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทุกขั้นตอนโดยผ่านการลงประชามติครับ เพราะอำนาจอธิปไตยของประชาชน ประชาชน จึงเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ดังนั้นประชาชนจึงต้องมีส่วนเลือกผู้ยกร่างด้วยตัวเอง ผลของการทำประชามติที่โปร่งใสจะเป็นรากฐานในระบบประชาธิปไตย
ประการที่ ๔ การรักษาหลักการพื้นฐานและความมั่นคงแห่งรัฐ ทั้งหมวด ๑ ก็ดีรูปแบบการปกครอง หมวด ๒ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นด้วยว่าต้องไม่ถูกแก้ไข หรือแตะต้องนะครับ แต่ควรชัดเจนว่าการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่กระทบหลักการ พื้นฐานเพื่อคงไว้ซึ่งเอกภาพความมั่นคงและความสงบสุขในชาติร่วมกันครับ ข้อเสนอที่สำคัญ โดยสรุปที่มาของ สสร. ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง สนับสนุนให้ ประชาชนร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญภายใต้หลักการพื้นฐานความมั่นคงแห่งรัฐ ถือเป็นการ คืนอำนาจให้ประชาชนให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก่อร่างสร้างกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระต้องอิสระจากฝ่ายการเมือง การออกแบบรัฐธรรมนูญต้องมั่นใจว่าจะจัดการ ปัญหาคอร์รัปชันได้ การทำประชามติควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนทั้งก่อนร่าง และหลังร่างครับ ก่อนทำประชามติที่ผ่านมาเราเป็นปัญหา ขอให้รับ ๆ ไปเถอะ ปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นมันสร้างบาดแผลไว้แล้ว เรานักประชาธิปไตยด้วยกันทั้งหมดควรให้ประชาชน ต้องสร้างการมีส่วนร่วมด้วยการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นสำคัญ ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างทั่วถึงครับ ไม่ใช่ทำเป็นเพียงพิธีกรรมเช่นที่ผ่านมาครับ จำเป็นต้องกำหนดกรอบเวลาและเป้าหมายของร่างให้ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้อภิปรายเพื่อชี้ว่าร่างของใครถูกหรือผิดครับ แต่เป้าหมายประเทศ ต้องเดินหน้าอย่างมั่นคง รัฐธรรมนูญต้องยึดโยงประชาชนและเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาการฉีกรัฐธรรมนูญด้วยการปฏิวัติทำได้ง่ายมาก แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีทาง ประชาธิปไตยกลับกลายเป็นเรื่องยากอย่างนั้นหรือครับ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ เราต้อง ช่วยกันแก้ให้ผ่านไปให้ได้ ช่วยกันรับร่างทั้ง ๓ ร่างนะครับ แล้วไปพิจารณากันต่อไปนะครับ รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านเอกพร รักความสุข เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเอกพร รักความสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้พวกเราสมาชิกรัฐสภา ได้มีความคิดเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม สิ่งที่ปรากฏในที่ประชุม แห่งนี้เป็นการเปิดประตูให้มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่ได้ลงรายละเอียดสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ของพรรคเพื่อไทยนั้นได้ย้ำประเด็นถึง อำนาจของรัฐสภา ซึ่งในวันนี้กระผมใคร่ขออภิปรายใน ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือคุณภาพ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ และประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในตลอดเวลา ๘ ปีที่ผ่านมา เราจะ พบปัญหาในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายที่ล่าช้า การทำงานที่มีสภาพเป็น คอขวดของการพิจารณากฎหมาย และในประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการยับยั้งกฎหมาย ทั้ง ๓ ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคในระบบรัฐสภาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญ และมีความใส่ใจ ถ้าหากผมจะยกตัวอย่างข้อมูลการพิจารณากฎหมายของต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ได้ใช้เวลาพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งอยู่ในระหว่าง ๑๕๐ วัน ถึง ๑๘๐ วัน ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นใช้เวลามากกว่านั้นนิดหนึ่งคือ ๒๐๐ วันถึง ๒๕๐ วัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าเมื่อพิจารณาจากข้อมูลของรัฐสภาไทย เราใช้เวลาพิจารณา กฎหมายฉบับหนึ่งไม่น้อยกว่า ๔๑๔ วัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่มากกว่าหลาย ๆ ประเทศ ความล่าช้าในการออกกฎหมายจึงส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ควรจะทำและ ควรจะเป็นที่ประชาชนจะได้รับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนหลากหลายอาชีพ อยากเห็น กฎหมายฉบับสำคัญ ๆ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ นอกจากนี้แล้วพอไปตรวจสอบ การใช้เงินในการออกกฎหมายของสภาของไทย งบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่เราเริ่มใช้ตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคมนี้ มอบให้รัฐสภาเป็นเงินไม่น้อยกว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเอาสถิติการออก กฎหมายของรัฐสภาไทยโดยเฉลี่ยปีหนึ่งเราจะออกกฎหมายได้ประมาณ ๓๕ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเอาจำนวนเงินที่ใช้ในการออกกฎหมายกับผลลัพธ์ที่รัฐสภา ได้ดำเนินการออกกฎหมายไปแต่ละฉบับนั้นพบว่าเราต้องเสียเงินในการออกกฎหมาย ฉบับหนึ่งไม่น้อยกว่า ๒๖๒ ล้านบาท ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ นอกจากล่าช้าแล้วยังใช้ เงินเยอะ ในขณะที่ประเทศอื่นใช้เงินประมาณ ๕๐-๖๐ ล้านบาทต่อฉบับ ท่านประธานครับ ปัญหาความล่าช้าในการออกกฎหมายของสภาไทยนั้นจะต้องย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ และวิธีการคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีการประชุมถึง ๕๐๑ ครั้ง แล้วได้ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๖๐ ฉบับที่เราใช้อยู่ในเวลานี้ สิ่งที่ผมเห็นความแปลกประหลาด อยู่นิดหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เขียน มาตรา ๗๗ อธิบายชัดเจนครับ ว่าประเทศนี้สภาจะต้องออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น และได้บอกวิธีการว่าก่อนการ ตรากฎหมายทุกฉบับจะต้องมีการนำกฎหมายเหล่านั้นไปรับฟังความเห็นจากพี่น้อง ประชาชน และบอกผลกระทบต่าง ๆ ฟังแล้วดูดีมากครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ทำ มาตลอดเวลา ๘ ปีกลับกลายเป็นว่าเป็นการทำให้ครบขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือรับฟังพอเป็นพิธีเท่านั้น เมื่อช่วงบ่ายนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ก็มีการสอบถามเกี่ยวกับการบังคับใช้ มาตรา ๗๗ ในการรับฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชน แต่ในกระบวนการออกกฎหมายของสภานั้นเราดูแลเฉพาะตอนต้นในการเสนอร่างกฎหมาย แต่ในระหว่างการทำงานของคณะกรรมาธิการ อาจจะต้องตรวจสอบมากกว่านั้น และการที่ ผู้ร่างกฎหมาย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญพูดว่าประเทศไทยควรจะออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นนั้น กลับกลายเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ทำให้เกิดกฎหมายล่าช้า นอกจากนั้นกฎหมายที่ผ่าน สภาผู้แทนราษฎรในชุดที่ ๒๖ คือชุดของพวกเรานี้เราจะได้ยินชื่อกฎหมายเพียงไม่กี่ฉบับ เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมรสเท่าเทียม การแก้ไข กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ ๒ การควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ การคุ้มครองส่งเสริมชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วกฎหมายฉบับอื่น ๆ ล่ะครับ พี่น้องประชาชนก็สงสัยว่าการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรนั้นติดขัดอย่างไร วันนี้อยาก เห็นประเด็นเหล่านี้ในการสร้างสภาให้มีความเข้มแข็งให้สภามีคุณภาพในการทำงาน อย่างเต็มที่ โดยสรุปแล้วนะครับ การตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีเจตนาของ ผู้ยกร่างแปลก ๆ หลายเรื่องที่ปฏิบัติมาแล้ว ๘ ปีจำเป็นจะต้องทบทวน ความเห็นของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปรายไปในหลายแง่มุมนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราควรสนับสนุนให้มีการ ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดนหลักการแล้วเห็นเหมือนกันทั้ง ๓ ร่าง แต่สิ่งที่เป็นรายละเอียด ในการลงเนื้อกฎหมายต้องเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ซึ่งขึ้นอยู่กับ คณะกรรมาธิการจะไปพิจารณา
ในประเด็นที่ ๒ ผมเองมีความในใจที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันนี้ แตกต่างจากในอดีตที่ผมเคยอยู่ในสภา แห่งนี้ วันนี้ไม่ค่อยคึกคักเท่าไรครับ อาจจะเป็นเพราะว่าหลักการทั้ง ๓ ร่างเหมือนกัน แต่คำว่าคึกคักนั้นลองนึกภาพในอดีตช่วงเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สมาชิกรัฐสภาทุกคน ต่างกุลีกุจอจะเสนอความเห็นให้มีหลักการสำคัญในการปกครองประเทศเพื่อไม่ให้กลับไปสู่ ความขัดแย้งนั้นหรือในช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราสนับสนุนตัวแทนของภาคประชาชน ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญและเราให้ฉายาดังกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นเรื่องที่ น่าภูมิใจมาก ต่อมามีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรดีไปกว่านั้น พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เกิดจากการยึดอำนาจ ในที่สุดก็ถูกฉีกอีก และจนกระทั่ง มีกฎหมายสำคัญของประเทศเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานว่า ได้เวลาแล้วที่ประเทศนี้จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย เราไม่ควรมีฉบับที่ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ อยากให้ดูตัวอย่างของประเทศหนึ่งในโลกนี้ครับคือประเทศอินเดีย ประเทศอินเดียนั้นมีประชากร ๑,๔๐๐ ล้านคน รัฐธรรมนูญของอินเดียนั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินการในปี ๒๔๙๓ มีเนื้อหา ๓๙๕ มาตรา มีจำนวนคำทั้งหมด ๑๑๗,๓๖๙ คำ ถ้าคณะกรรมาธิการจะเอาประเด็นของประเทศอินเดียมาเป็นตัวอย่างก็น่าจะดี เพราะเขา เป็นตัวอย่างที่มีประสบการณ์สูงสุด ประเทศนี้เคยเสียดินแดน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งกลายเป็น บังคลาเทศ อีกส่วนหนึ่งกลายเป็นปากีสถาน บทเรียนของอินเดียจึงทำให้เขามีรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวใช้มายาวนานจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ผมเองอยู่นอกสภาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ผมเบื่อหน่ายกับนักกฎหมายประเภทชอบเล่านิทาน ผมเบื่อกับคนที่ตั้งตัวเองเป็นคนดีแล้ว อธิบายรัฐธรรมนูญเป็นฉาก ๆ ผมเบื่อกับสิ่งที่มีการบอกว่าเราต้องให้คนเก่งที่สุดในประเทศนี้ มาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราก็ได้ฉบับพิสดาร เกิดปัญหาในการปกครองบ้านเมือง ดังนั้น ถ้าอินเดียสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวแล้วไม่เคยมีการยึดอำนาจได้ ทำไมประเทศไทยจะทำ ไม่ได้ สุดท้ายนี้มีการบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นฉบับปราบโกง ทันทีที่เกิดตึก สตง. ถล่ม ห่างจากดินแดนพม่า ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ตึกนี้ตึกเดียวถล่มในกรุงเทพมหานคร ถึงวันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดการกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ท้าทายและ หวังว่าเราจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทย อย่างแท้จริง ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านอังคณา นีละไพจิตร เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ เราคงยอมรับ กันแล้วนะคะว่าเหตุที่มีการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็มาจากการคัดเลือกของคนไม่กี่คน จึงอาจพูดได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดการยึดโยงกับประชาชน ท่านประธานคงทราบดีว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้รัฐเข้มแข็งในขณะที่ประชาชนอ่อนแอ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารผ่านคำสั่ง คสช. ฉบับต่าง ๆ ที่มีผลผูกพันต่อวิถีชีวิตของประชาชนจนถึงทุกวันนี้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะ ผ่านการทำประชามติในปี ๒๕๕๙ แต่ท่านประธานคงจำได้นะคะ ในช่วงการทำประชามติ ภายใต้รัฐบาล คสช. ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการ แสดงออกอย่างมาก นอกจากนั้นผู้ที่ออกมารณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหลายคน ถูกดำเนินคดีหรือถูกคุกคามโดยกฎหมาย ที่ผ่านมาประชาชนพยายามที่จะขอแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งการเข้าชื่อ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา ท่านประธานคงจำได้นะคะ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ วันที่ร่าง รัฐธรรมนูญของประชาชนถูกบรรจุเข้าในวาระการประชุมของรัฐสภามีประชาชนจำนวนมาก มารอรับฟังการพิจารณาบริเวณหน้ารัฐสภา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่าการรวมตัวกัน ของประชาชนเป็นการชุมนุมที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจึงมีการสลายการชุมนุม ทั้งที่ประชาชนยังไม่ได้เริ่มชุมนุม มีการฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีใส่ประชาชนโดยไม่มีการ เจรจาหรือการผ่อนปรน วันนั้นประชาชนหลายคนถูกจับกุม ถูกดำเนินคดีและมีหลายคน รวมถึงเด็ก ๆ หรือผู้สูงอายุได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมที่เกินจำเป็นและ ไม่ได้สัดส่วน น่าเสียดายว่าวันนี้แล้วก็พรุ่งนี้ที่เราจะพิจารณาการร่างรัฐธรรมนูญที่มีแค่ ๓ ฉบับ ในขณะที่รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่เราจะพิจารณามาจากพรรคการเมือง แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนไม่สามารถที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ ดังนั้นความพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่กรรมาธิการ วิสามัญที่จะตั้งขึ้นจะต้องให้ความสำคัญ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันเห็นว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องยืนบน หลักการที่สำคัญคือการยึดโยงกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถ ที่จะเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมในการร่างได้ ประการที่ ๒ คือเปิดกว้างในการโอบรับความคิดเห็น ที่แตกต่างหลากหลาย ประการที่ ๓ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในตลอดกระบวนการของการ จัดทำรัฐธรรมนูญ และสุดท้าย กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต้องทำงานอย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใด ๆ
ท่านประธานคะ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่จะทำให้ทุกคนพอใจในทุกข้อบท หรือทุกมาตรา แต่รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถ อยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานความเท่าเทียมในสิทธิเสรีภาพ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของบุคคลทุกคน อีกประการหนึ่งที่ดิฉันขอเน้นย้ำคือรัฐธรรมนูญต้องคืนสิทธิเสรีภาพให้ ประชาชน และสร้างหลักประกันเรื่องรัฐสวัสดิการให้บุคคลทุกคนโดยถ้วนหน้าและเท่าเทียม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคืนสิทธิชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมให้แก่ผู้ที่ตั้งถิ่นฐานใน ชุมชนมาช้านาน ดิฉันเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นหนทางที่นำพาประเทศไทยออกจาก ความขัดแย้งและความหวาดกลัว และเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การ อยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย บนพื้นฐานการเคารพในศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนและสร้างเสถียรภาพทาง การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาการถอดถอนรัฐบาลออกจากอำนาจแบบที่ คาดเดาไม่ได้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของสังคมไทยและการเมืองไทย ทำให้ความขัดแย้ง ในสังคมร้าวลึกมากขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สุดท้ายค่ะ ท่านประธาน ดิฉันเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างภายใต้บรรยากาศ ที่เป็นประชาธิปไตย และรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลพลเรือน ที่เคารพในความเป็นพหุวัฒนธรรม จะเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและยั่งยืน และจะทำให้สังคมไทยแข็งแรงขึ้น มีความอดทน อดกลั้นในการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ เชิญครับ
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมลุกขึ้นมาวันนี้ก็เพื่อที่จะอภิปรายเหตุผลที่ควรจะรับหลักการ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เราบอกว่ารัฐธรรมนูญกินได้ หรือรัฐธรรมนูญเกี่ยวอะไรกับปากท้องของประชาชนที่จำเป็นจะต้องแก้กันอยู่ในวันนี้ ปรับปรุงวันนี้เพื่อแก้ไขในบางมาตรา เพิ่มหมวดของรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ว่าด้วยการจัดทำ ขึ้นมาใหม่ ในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้บัญญัติแต่เพียงเรื่องของปัญหาการเมือง เป็นเรื่องของปากท้องของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่ผมอยากจะนำเรียนว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไปสู่การแก้ไขและทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพราะเหตุว่าระบบการศึกษาที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขและมีบทบัญญัติ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญนี้มีความบกพร่องอยู่จนไม่สามารถที่จะ ปฏิรูปการศึกษาได้ในระยะเวลาที่ล่วงเลยไปนะครับ ท่านประธานครับ กฎหมายสูงสุด ของประเทศก็คือ รัฐธรรมนูญนี้เป็นแม่บทที่จะกำหนดหลักการทั่วไป สิทธิเสรีภาพอื่น ๆ เยอะแยะมากมาย หน้าที่ของปวงชน หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและการปฏิรูป ประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ในประเทศที่เจริญที่มีขีดความสามารถในการ แข่งขันได้นั้นย่อมเกิดจากประเทศที่มีการศึกษาที่ดี การศึกษาจะดีได้ก็ต้องเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวชี้ทิศทางของการพัฒนา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ขณะนี้ ดูเหมือนให้ความสำคัญมากกับการศึกษาของชาติ แต่พอไปดูในสาระบัญญัติแล้วไม่ได้เป็น เช่นนั้น หรือหลายคนอาจจะบอกว่ามันไม่ตรงปก ในรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งที่เป็นคำปรารภก็ได้ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าปัญหาต่าง ๆ ของประเทศนี้จะต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษา แล้วก็การบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม สาระที่กำหนดไว้ในหมวด ๑ บททั่วไป ในมาตรา ๔ เขาบอกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง ผมเรียนว่าปวงชนชาวไทยยัง ไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอในเรื่องของการได้รับบริการของรัฐด้านการศึกษานะครับ หมวด ๓ เรื่อง สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จะเห็นว่ามาตรา ๔๗ นี้เขาระบุว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ ท่านประธานทราบไหมครับว่าในรัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติว่าบุคคลย่อมได้รับสิทธิในการรับ บริการการศึกษาของรัฐนะครับ เพราะฉะนั้นในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนกำหนดไว้ชัดเจน ว่าบุคคลมีหน้าที่ที่จะต้องเข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ แต่ท่านไปดูหน้าที่ ของรัฐนะครับ มาตรา ๕๔ กำหนดเพียงว่าให้ดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็น เวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนถึงการศึกษา ภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ครับ อย่างไรก็ตามมีคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ออกคำสั่งว่าให้เพิ่มจาก ๑๒ ปี เป็น ๑๕ ปี ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มีเจตนาที่จะไม่จัดการศึกษาเอง แล้วก็จะให้เรียนฟรีเพียง ม. ๓ ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งตรงนี้เองรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ได้ยากจะทำอย่างไรเมื่อบริบทหรือสภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจ สังคม วิทยาการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป การศึกษาภาคบังคับอาจจะต้องเพิ่มขึ้น วันนี้มี การเรียกร้องอยากจะให้มีการเรียนฟรีจนถึงประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงบ้าง ถึงปริญญาตรีบ้าง แต่รัฐธรรมนูญท่านเขียนไว้อย่างนี้ว่าเรียนฟรีแค่ ๑๒ ปี ซึ่งนับจากวัยเรียนถึงการศึกษา ภาคบังคับ แต่ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้น นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอาศัยอำนาจของ รัฏฐาธิปัตย์ตามมาตรา ๔๔ แต่วันนี้มันไม่มีแล้ว ผมจึงสนับสนุนว่ารัฐธรรมนูญจึงควรที่จะ สามารถปรับแก้ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ยังต้องแก้ในมาตราต่าง ๆ ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ในหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๙ เพียงเขียนไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมด้านวิจัยและ วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ทราบไหมครับว่ามันไม่มีบทบัญญัติที่ให้รัฐพึงจัดการศึกษาไว้ใน แนวนโยบายแห่งรัฐ นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังให้ความสำคัญกับการศึกษา ยังน้อยอยู่ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มีการบัญญัติไว้ในหมวด ๑๖ ว่าด้วยการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งปฏิรูปหลายด้าน ซึ่งด้านที่ ๕ คือด้านการศึกษา วันนี้ต้องบอกว่าการปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นจำนวนมาก และที่สำคัญ คือมันหมดอายุ หมดสภาพบังคับแล้วเราจะเดินต่ออย่างไร วันนี้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศด้านการศึกษาอยู่ไหนก็ไม่รู้ ยังมีกฎหมายอื่น ๆ อีกมากมายเรียกว่าไปไม่เป็นนะครับ หลายมาตราที่เกี่ยวกับการศึกษา โดยเฉพาะหมวด ปฏิรูปนี้มันหมดสภาพบังคับไปแล้วเนื่องจากกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินการพัฒนาให้เป็นไป ตามนี้ภายใน ๕ ปี ท่านประธานครับ ผลจากการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต่อการศึกษา ผมอยากสรุปอย่างนี้ว่ามันเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งขึ้น เรียนฟรีไม่มีจริง การปฏิรูปล้มเหลว หมดสภาพบังคับ คุณภาพการศึกษาตกต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี นักเรียน ครูและบุคลากรจำนวนมากถูกทอดทิ้ง ครูและบุคลากรถูกจ้างเป็นแบบจ้างเหมาบริการ ได้รับการคุ้มครองต่ำกว่าแรงงานภาคเอกชน ชาวบ้านต้องทำผ้าป่าจ้างครู ผู้สำเร็จการศึกษา ยังไม่เป็นที่พอใจ ยังตกงาน ยังค้างหนี้ กยศ. จำนวนมากนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วจึงเป็น เหตุผลที่จำเป็นจะต้องเร่งรัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ตามที่ผมเรียนเหตุผลที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการครับ ดังนั้นจึงขอให้ท่านสมาชิก รัฐสภาทุกท่านกรุณาได้โปรดลงมติรับหลักการทั้ง ๓ ร่างที่เสนอวันนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านกัลยา ใหญ่ประสาน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน กัลยา ใหญ่ประสาน วุฒิสมาชิก หมายเลข ๘ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความเห็นสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นรัฐธรรมนูญโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และประชาชนทุกชั้นชนเป็นเจ้าของโดยแท้จริง ท่านผู้มีเกียรติ ท่านยังจำได้ไหม ยังจำได้ไหม จัดการเมื่อวันที่ ๑๔ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ยังจำได้ไหม เหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ยังจำได้ไหม รอยเลือดและฝันร้าย วีรชนคนหนุ่มสาวของเราได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา ตายไปขณะชู ๒ มือ อันว่างเปล่าเพื่อเรียกร้องหาสันติภาพ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรมของสังคม ขอให้เราหยุดคิดพิจารณาให้รอบคอบและเหมาะสม ร่วมกันผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ของ การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของไทยให้มั่นคง สถาพร และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าให้บุคคล คณะบุคคลใดเข้ามาปล้นสิทธิเสียงของพี่น้อง ประชาชนและควรเน้นย้ำให้ครอบคลุมสิทธิเสียงของผู้ยากไร้ กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ พี่น้องชาติพันธุ์ทุกกลุ่มให้พวกเขาได้มีตัวแทนที่เป็นปากเสียงรักษาผลประโยชน์ ในทุกกระบวนการขั้นตอนและกระจายอำนาจการจัดการตนเองของผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน ในทุกบริบทของพื้นที่ ตลอดจนให้ประชาชนสามารถตรวจสอบถอดถอนองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ไม่ชอบธรรม สร้างความเหลื่อมล้ำและขาดความยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชน ท่านผู้มีเกียรติ เพื่อตอกย้ำสำนึกหน้าที่การเป็นพลเมืองที่มีจิตใจรับใช้ประชาชน คำนึงถึง ความชอบธรรม คุณธรรมความดีงามที่เรามีวีรชนในอดีตดังในเหตุการณ์เดือนตุลาคม ในปี ๒๕๑๖ และปี ๒๕๑๙ เป็นต้น มาเชิดชูเตือนใจเราทุกคนที่มาทำหน้าที่สำคัญรับใช้ ประเทศชาติและประชาชน ณ ที่แห่งนี้ ดิฉันขอนำบทกวีของคุณวิสา คัญทัพ กล่าวถึง ณ โอกาสนี้ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้า สีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายเพื่อ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเรา ๓ ท่าน ได้เสนอหลักการและเหตุผลและอภิปรายประกอบกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ไปแล้ว ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทั้งหมด อยู่ ๕ ประเด็น เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากทุกท่านให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ฉบับนี้
ประเด็นแรกสุดครับ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในวาระนี้เป็นวาระรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประเด็นที่พิจารณาเป็นหลักคือจะรับหลักการหรือไม่ ถ้ารับหลักการจะรับรวมทั้ง ๓ ร่าง หรือรับแยกไปทีละร่าง ท่านประธานครับ ในความเห็นของกระผมด้วยความเคารพท่านประธานและฟังมาตลอด ต้องขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าจะเกิดจากซีกใด ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ตัวแทนของพรรคประชาชน หลายท่านได้อภิปรายสนับสนุนพร้อมที่จะรับหลักการทั้ง ๓ ร่าง แต่มีบางท่านอาจจะมี ข้อกังวล มีข้อห่วงใยอยู่ ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน เป็นความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในความเห็นต่าง ผมเองก็จะถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานว่าทำไมเราต้องช่วยกันที่จะพิจารณาในการรับร่างนี้ ท่านประธานครับ การใช้ เหตุผลที่จะไม่รับร่างมีสมาชิกบางท่าน บางคน ตั้งประเด็นที่สำคัญไว้ ซึ่งผมอภิปรายเป็น ประเด็นที่ ๒
ประเด็นแรก กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าเห็นควร รับหลักการและรับรวมครับ หมายความว่าท่านสมาชิก ๑ ท่านลุกขึ้นมาก็ขานเลยว่า รับหลักการแค่นี้จบ โดยที่ท่านประธานตั้งประเด็นเลยครับว่าเราจะพิจารณาลงมติรวม เว้น แต่มีสมาชิกมีความเห็นค้านและเสนอญัตติว่าขอให้รับแยก ตรงนั้นเองก็ต้องมาหามติ เสียงส่วนใหญ่ที่นี่ว่าจะรวมหรือแยก แต่ผมมั่นใจว่าเท่าที่ฟังเสียงน่าจะเป็นการรับรวมก็จะทำ ให้เกิดการประหยัดเวลาในการลงมติ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานคือข้อห่วงใยเพื่อนสมาชิกเรื่อง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะบางท่านตั้งประเด็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของ พรรคเพื่อไทย ของพรรคประชาชนสุ่มเสี่ยงต่อการขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่ท่านอยากจะรอฟังคำชี้แจง เป็นประเด็นที่ท่านอยากจะดูเหตุผลประกอบว่า จะตัดสินใจรับหรือไม่รับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในร่างของ พรรคเพื่อไทย ประเด็นที่ท่านมีข้อกังวลว่าจะขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ที่ศาลรัฐธรรมนูญเองมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่รัฐสภาอาจไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้อยคำสำคัญครับ ผู้ร่าง รัฐธรรมนูญโดยตรง ท่านประธานครับ ในร่างของพรรคเพื่อไทยเราคำนึงถึงเรื่องนี้ เราคำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการยกร่างของพรรคเพื่อไทยเพราะเรามี ข้อกังวลครับ โอกาสที่เราจะได้ช่วยกันแก้ไขมีอยู่แล้วถ้าเราทำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเราจะ มีปัญหา เพราะฉะนั้นเราเน้นความสำคัญตรงนี้ครับ ในร่างของพรรคเพื่อไทยที่เพื่อนสมาชิก กังวลโดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐบาล หรือ สสร. ร่างของพรรค เพื่อไทยใช้ สสร. เป็นผู้ยกร่าง เราให้ความสำคัญกับความเป็นสภา ที่มาส่วนหนึ่งมาจาก พี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง แน่นอนครับเพื่อนสมาชิกบอกว่าเป็นเลือกตั้งทางตรง แต่เลือกตั้งทางตรงนั้นในร่างของพรรคเพื่อไทยบอกเป็นการเลือกตั้งทางตรงไม่ได้เลือกตั้ง สสร. นะครับ ในมาตรา ๒๕๖/๖ เราเขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานฟัง คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ที่สมควรได้รับการเสนอ ชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร. ๓๐๐ คน แล้วมาให้รัฐสภาเราคัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คน รัฐสภามีหน้าที่เลือก สสร. เพราะฉะนั้นประเด็น คำว่า สสร. จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐสภาเป็นผู้เลือกเท่านั้น เพราะฉะนั้นข้อกังวลตรงนี้เองเราเขียนไว้ ชัดเจน เราไม่ได้ให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรงแต่เลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็น สสร. ท่านประธานครับ ประเด็นนี้น่าจะเป็นข้อที่คลายกังวลได้ มีสมาชิกบางท่านตั้ง ข้อสังเกตว่าในมาตรานี้เขียนบอกว่าให้ไปตราพระราชกฤษฎีกาจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สสร. นั่นคือชื่อพระราชกฤษฎีกาครับ แต่การเลือกตั้งเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ ท่านประธานครับ ข้อห่วงใยประเด็นที่ ๒ ที่อาจจะทำให้เพื่อนสมาชิกไม่รับร่างนี้หรือไม่รับหลักการก็คือไม่บัญญัติข้อห้ามการแก้ไข หมวด ๑ หมวด ๒ เอาไว้ในตัวร่างในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ได้อภิปรายถึงเหตุถึงผลไปแล้ว ผมเพียงแต่มาขยายความ ให้ท่านประธานเห็นว่าสิ่งที่เรากังวลถ้าเราบัญญัตินี้ไปซึ่งฝากถึงกรรมาธิการเลยนะครับ ฝากให้กรรมาธิการไปช่วยดูว่าถ้าสมมุติเราบัญญัติเรื่องนี้ลงไปในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลงไป เช่น ร่างของภูมิใจไทย มาตรา ๒๕๖/๑๓ เอามาตรา ๒๕๕ มาใส่แก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐไม่ได้ และแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑ หมวด ๒ ไม่ได้ ถ้าเขียนอย่างนี้ลงไปฝากท่านกรรมาธิการไปช่วยดูครับ สิ่งที่เรา กังวลมากในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำรัฐธรรมนูญมันจะมีข้อความ ที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในหมวดเดียวกัน ท่านจะไปทำอย่างไรให้มันไม่ขัดแย้งกัน อันนี้เราไม่ติดใจ เพราะอะไรครับ มาตรา ๒๕๖ (๘) รัฐธรรมนูญปัจจุบันปี ๒๕๖๐ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าจะมี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เมื่อแก้ไขต้องไปทำประชามติ ความหมายคืออะไรครับท่านประธาน แก้ไขได้ แต่ต้องไปทำ ประชามติ แต่ขณะที่พอแก้ไขเพิ่มเติมเสร็จสมมุติผ่านวาระที่สามไปแล้วมันจะมีข้อห้าม ยกตัวอย่างของพรรคภูมิใจไทยคือมาตรา ๒๕๖/๑๓ ห้ามแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ กฎหมาย ฉบับเดียวกัน หมวดเดียวกัน มาตราเดียวกัน ขัดแย้งกันตีความอย่างไร บังคับใช้อย่างไร อันนี้คือเป็นประเด็นที่เราจะเป็นห่วง ผมก็เลยมีข้อเสนอว่าถ้าท่านเป็นข้อกังวลจริง ในชั้นกรรมาธิการเรา เราสามารถปรับแก้ เราช่วยเหลือกันได้ ทำง่ายมากครับ เพียงแต่ บัญญัติเพิ่มเติมเท่านั้นเองว่าให้นำบทบัญญัติหมวด ๑ หมวด ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาบัญญัติไว้ด้วยแค่นี้ก็ไม่ขัดไม่แย้งกับ (๘) ของมาตรา ๒๕๖ ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ กรรมาธิการต้องไปช่วยดูครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานในการ พิจารณาวันนี้หลังจากที่มีรับหลักการแล้ว ที่มีพูดกันมากที่สุดคือเราจะใช้ร่างไหน เป็นหลักในการพิจารณา เพราะรับหลักการรวมไปแล้วต้องมีร่างหลัก หลายท่านก็เสนอ ร่างของภูมิใจไทย ร่างของพรรคประชาชน ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน รับร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดเข้าข้างตนเอง เราคิดบนพื้นฐานความรอบคอบ คิดบนพื้นฐานของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ความง่าย เป็นไปได้ ไม่เกิดข้อขัดแย้ง และทำได้จริง ท่านประธานครับ เราเลยเสนอว่าถ้าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลักในการพิจารณาในการเอาร่างอีก ๒ ร่างมาผสมเข้าไป เป็นร่างของกรรมาธิการจะทำได้ง่ายมาก เพราะเนื้อหามันครอบคลุม เพราะหลักการที่รับมา ของเราครอบคลุม เว้นแต่เราไม่แก้ มาตรา ๒๕๖ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ เหตุผลที่เรา เชื่อว่าร่างพรรคเพื่อไทยจะเป็นร่างหลักได้ที่ดี
เรื่องที่ ๑ แน่นอนครับ เราสะท้อนของความเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อจำกัดตรงนั้น แต่เราพยายามเขียน เราให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งภาคพื้นที่มาแต่ละจังหวัดอย่างน้อย ๑ คน ใน ๑๐๐ คนต้องมีอย่างน้อย ๑ คนตามสัดส่วน และมาจากทุกองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เสนอตัวแทนเข้ามาตามหลักเกณฑ์วิธีการ และรัฐสภาเป็นผู้เลือก มันจะกระจายการมีส่วนร่วมไปยังพี่น้องประชาชนในฐานะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์มีสิทธิตามที่เราเขียนไว้ตรงนี้ได้เลย อันนี้คือเหตุผลเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ว่าการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านไปทำนองนั้นนะครับ เพราะท่านให้เหตุผลบอกว่าการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันคือการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมซึ่งมาจากการทำประชามติ เพราะฉะนั้นต้องไปทำประชามติ ไม่เถียงเลยครับตรงนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทย ยืนยันก็คือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการสร้างกระบวนการให้มีช่องทาง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น เราเลยเพิ่มบทบัญญัติของการริเริ่มไว้ครับ เมื่อผ่านประชามติถามพี่น้องประชาชนและ เห็นชอบว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว มาตรา ๒๕๖/๑ ของพรรคเพื่อไทยบอกว่า รัฐสภา สส. สว. หรือ สส. สว. ร่วมกัน ภาคประชาชน ครม. ตามจำนวนที่เรากำหนดสามารถ เสนอญัตติริเริ่มให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เข้าสู่สภาพิจารณาเห็นชอบ ถ้ามีมติว่า จะริเริ่มก็เข้าสู่กระบวนการของการจัดตั้ง สสร. ขึ้นมาดำเนินการได้เลย เราเน้นตรงนี้นะครับ เพื่อให้เห็นว่านี่คือกระบวนการ นี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่เรามีความต่างจากร่างอื่น ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เราคำนึงถึงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก บอกว่าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องดำเนินการตาม หมวด ๑๕ หมวด ๑๕ คืออะไรครับ คือหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มี ๒ มาตรา มาตรา ๒๕๕ กับมาตรา ๒๕๖ เราเองได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ร่างเดิมเรามีการแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เราเอาออกทันทีครับ เพื่อจะตัด กระบวนการตรงนี้ไม่ให้ยุ่งยากซับซ้อน เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องไปดำเนินการตาม หมวด ๑๕ นะ เราก็เลยใช้มาตรา ๒๕๖ ที่มีอยู่ในปัจจุบันของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นตัวกำหนดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีหมวด ๑๕/๑ ขึ้นมาในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็แตกต่างจากร่างอื่น ๆ เราคำนึงถึงเรื่องนั้น เราเลยไม่แก้ มาตรา ๒๕๖ ครับ การแก้มาตรา ๒๕๖ ไม่ว่าจะเป็นการลดเรื่องจำนวนเสียงของสมาชิก วุฒิสภาหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นปัญหายุ่งยากกว่ากระบวนการเหล่านั้นจะเสร็จ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้วกรณีที่ต้องมาผ่านรัฐสภาพิจารณา ๓ วาระอีก ก็มีประเด็นต้องใช้ เวลาอีกมาก
เรื่องที่ ๔ สิ่งที่ร่างของพรรคเพื่อไทยเราให้ความสำคัญของความเป็นสภาร่าง สภาร่างรัฐธรรมนูญในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา องค์กรเป็นกลไกที่เข้าไปจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ดีที่สุด เพราะอะไรครับ เขามีคณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ เข้าไปรับฟัง ความคิดเห็นตามแต่ละสาขา ตามแต่ละประเด็นได้ครอบคลุมและกว้างขวางมาก และเขา เป็นตัวจริงลงไปครับ อาจจะมีคนอื่นเข้ามาเสริม การที่มีตัวจริงลงไปตรงนี้ไม่มีผลต่อการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เขาจะให้ความเห็นชอบ
เรื่องที่ ๕ สุดท้ายครับ เรื่องของร่างพรรคเพื่อไทยที่เราเสนอเป็นร่างหลัก คือเรื่องการพิจารณาของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการ ที่จะให้ความเห็นชอบในการพิจารณาร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เป็นอำนาจ ของรัฐสภาเพราะฉะนั้นเมื่อผ่าน สสร. แล้ว ร่างของเราเลยให้สภาเป็นผู้พิจารณาครับ แต่การ พิจารณาของร่างพรรคเพื่อไทย เราไม่ได้ไปยึดโยงการพิจารณาเหมือนกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามปกติ เพราะเราให้เกียรติกับ สสร. ในนามตัวแทนเราไปทำร่างมา เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำที่เป็นหน้าที่ของรัฐสภาคือให้ความเห็นชอบหรือไม่ เรื่องที่ ๑ นะครับ ถ้าความเห็นชอบผ่านไปทำประชามติได้เลย แต่ถ้ามีข้อทักท้วง มีข้อพิจารณาว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติมก็ส่งไปให้ สสร. พิจารณาว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอ ของรัฐสภาหรือไม่ ถ้า สสร. เขายืนยัน ๒ ใน ๓ ว่าไม่แก้ก็ส่งกลับมาให้เราพิจารณาว่า จะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็ส่งทำประชามติ ถ้าไม่เห็นชอบตกครับ นี่คือสิ่งที่เรา ต้องยึดโยงกับหน้าที่และอำนาจของแต่ละส่วน อันนี้คือข้อที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ ถ้าสมมุติว่านำเอาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านรัฐสภาแล้วไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มา ยกตัวอย่างร่างของพรรคภูมิใจไทยใช้เวลา ๓๖๐ วันนะครับ ๓๖๐ วันคือ ๑ ปี ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อร่างเสร็จเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา ๓ วาระ เริ่มตั้งแต่วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม เหมือนกับการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวันนี้ ถ้ามีการปรับแก้มาตรา ๒๕๖ ใหม่ก็เป็นไปตาม มาตรา ๒๕๖ ใหม่ ซึ่งตรงนั้นจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ท่านประธานคิดดูครับ จะทันไหม ผมไม่แน่ใจแม้มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว เกิดมีเหตุการณ์อะไร โอกาสที่จะได้ รัฐธรรมนูญใหม่เป็นไปได้ยากมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องความสำคัญว่า ถ้าร่างเพื่อไทยได้เป็นร่างหลักในการพิจารณาแล้วจะทำให้กรรมาธิการพิจารณาได้สะดวก และที่สำคัญยังเปิดช่องว่ากรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันตกไปเรายังเปิดโอกาส ในมาตรา ๒๕๖/๒๑ ของเราเอง มาตราสุดท้าย สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอญัตติให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีกในเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ เช่น สสร. ชุดเดิมต้องไม่มาเป็น สสร. อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามเปิดช่องไว้ทั้งหมดครับ เวลาผมมีน้อยแต่สิ่งที่จำเป็นต้องพูดกับ ท่านประธาน ถ้าไม่พูดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมมีความกังวลเป็นอย่าสูงยิ่ง เรื่องของกระบวนการ การพิจารณาจนถึงการทำประชามติ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเราและกรรมาธิการไม่ได้จัดทำผังเวลา วัน น. เวลา ว. ไว้นะครับ โอกาสที่จะทำประชามติ ณ วันเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปไม่ได้ครับ เอาเป็นว่านายกรัฐมนตรียุบสภาวันที่ ๓๑ มกราคม เลือกตั้งไม่วันที่ ๒๒ มีนาคม ก็วันที่ ๒๙ กกต. สามารถกำหนดได้ ๒ วันนี้ โดยจากตรงนี้แล้วสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา เราต้องทำวันพรุ่งนี้ลงมติรับหลักการ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ซึ่งช่วงนั้น ปิดสมัยประชุมด้วย กรรมาธิการต้องเร่งทำวาระที่สองรายมาตราให้จบ ต้องจบวันที่ ๑๕ เลยครับ ถ้าไม่จบวันที่ ๑๕ มีปัญหาแน่นอน และสิ่งที่ผมกราบเรียนคือว่าท่านประธานรัฐสภา หรือพวกราสมาชิกเองต้องเสนอให้มีการเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่สาม เปิดวิสามัญเลยครับ วาระที่สอง วาระที่สามของในรัฐสภารายมาตรา ถ้าเปิดได้เปิดวันที่ ๑๗ ครับ เปิดวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน วิสามัญ ไปถึงวันที่ ๙ ธันวาคม เอาวาระที่สอง วาระที่สามเข้าวันที่ ๑๘-๑๙ ถ้าจบวันที่ ๑๙ นับไปอีก ๑๕ วันครับ ๑๕ วัน เพื่อไปโหวตวาระที่สามซึ่งดูแล้วเหมาะสมที่สุดคือโหวตวันที่ ๘ ธันวาคม เราโหวตวาระที่สาม ในสมัยวิสามัญ วันที่ ๙ ก็ปิดสมัยวิสามัญ วันที่ ๑๒ เราเปิดสามัญ ถ้าทำอย่างนี้ทันครับ และเหตุผลจำเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อไปนำสู่การวางแผน การปฏิบัติงานตามวัน เวลา น. ที่กำหนด คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นอย่างสูงยิ่ง ถ้าเราไม่ปฏิบัติเราจะพลาดตรงนี้ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังนิดหนึ่ง มันเป็น สาระสำคัญ การทำประชามติครั้งที่ ๑ หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประโยคทองอยู่ตรงนี้ครับ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ความหมายคืออะไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าครั้งที่ ๑ ไปถามว่าประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสภาต้องร้องขอ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๘ ธันวาคม ที่เรามีการลงมติในวาระที่สาม ถ้าผ่านนะครับเราจะได้คำถามที่ ๒ เรื่องของวิธีการและ เนื้อหาที่จะไปถามประชาชนตามที่เรายกร่างมา และสิ่งหนึ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน รัฐสภา แห่งนี้ต้องเสนอญัตติ อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเราเสนอ ญัตติเป็นการทั่วไป เสนอญัตติให้รัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบว่าให้ส่ง ครม. ทำประชามติ คำถามที่ ๑ ไปพร้อมกับคำถามที่ ๒ เลย ที่เราทำหลัก อันนี้คือคำถามที่ ๒ แต่เราจะทิ้งคำถามที่ ๑ ไม่ได้เพราะบอกว่ารัฐสภาต้องร้องขอ เพราะฉะนั้นรัฐสภาต้องมีมติ พอมีมติแล้วเราจะได้ ๒ คำถาม ส่งคำถามที่ ๒ และคำถามที่ ๑ พ่วงไปให้ ครม. ถ้าส่งได้ เวลาที่ผมคำนวณไว้คร่าว ๆ วันที่ ๑๒ ธันวาคม ส่งแจ้งนายกรัฐมนตรีและกรรมการ การเลือกตั้ง ทำไม ๑๒ ธันวาคมครับ เพราะสิ่งที่เราเป็นกังวลเราต้องทำประชามติ การทำประชามติยึดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา ๙ (๑) ที่ว่าด้วยการทำเรื่องรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา ๑๐ ถ้า พ.ร.บ. ประชามติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมา อันนี้เงื่อนไขคลายเวลา ๖๐-๑๕๐ วัน แต่ถ้าไม่คลายมา มาตรา ๑๐ บอกว่า ๙๐-๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้นมันมีความ จำเป็น เพราะนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคมเป็นต้นไป ๙๐ วัน เราเผื่อถึงวันที่ ๒๒ มีนาคม มันจะเข้าสู่กระบวนการสามารถทำประชามติได้ในวันเลือกตั้งทั่วไป ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานฝากเป็นข้อสังเกตแล้วก็ให้ทางที่ประชุมบันทึกไว้เพื่อจัดทำ วัน น. เวลา ว. ให้ ชัดเจนตามนี้ ถ้าคลาดเคลื่อนจากนี้เราจะมีปัญหา ความเป็นจริง ความต้องการรัฐธรรมนูญ ของเราจะเป็นไปไม่ได้เพราะมันไปทำประชามติไม่ได้ สุดท้ายครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผม อภิปรายมาทั้งหมดเพียงมุ่งหวังฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ช่วยรับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ โดยพิจารณารวมทั้งหมด รับมติรวมทั้งหมดและ ตั้งกรรมาธิการใช้ร่างพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลัก และสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ทางแก้ไขตรงนี้ จริงจังจริงใจหรือไม่ ฝากกรรมาธิการไปต่อสู้ให้ได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สะท้อนที่บอกถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมาจากพวกใดพวกหนึ่งที่หวังจะ ที่ผมเคยอภิปรายไว้ตรงนี้ต้องขออนุญาตใช้อีกครั้งหนึ่ง ที่หวังว่าจะกินรวบประเทศ ตรงนี้เราต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดในชั้นกรรมาธิการและฝากไปยัง พี่น้องประชาชนต้องเฝ้าติดตาม ๑ เดือนในชั้นกรรมาธิการท่านต้องติดตามเลย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีลักษณะบ่งชี้ว่าจะได้ สสร. ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็น การเฉพาะและเข้าข่ายที่จะกินรวบ เราต้องต่อสู้ในนามพี่น้องประชาชนเพื่อให้ข้อมูลและ ถ้าไม่สำเร็จ ตั้งธงรณรงค์บอกกับพี่น้องประชาชนว่าประชามติเราจะไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกและ พี่น้องประชาชนด้วยความขอบคุณยิ่งครับ
ท่าน นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนในเรื่องของการที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหรือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้ง ๓ ฉบับ ที่เสนอมาโดยท่านตัวแทนของ ๓ พรรคการเมือง ผมขออนุญาตฉายแผ่นสไลด์ขึ้นจอด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เรียนท่านประธานครับ เรื่องของรัฐธรรมนูญนี้จริง ๆ เราก็เรียนมาตั้งแต่อายุไม่มากว่ารัฐธรรมนูญจะต้องมาจาก ประชาชน เพื่อประชาชน และสำหรับประชาชน คือ From the people By the people แล้วก็ For the people เพื่อประโยชน์รวมนั้นเป็นของประชาชน ในหลักการทั้ง ๓ ประการนั้น ผมว่าในส่วนของที่เสนอมาทั้ง ๓ ร่างนั้นก็ชัดเจนว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนด้วย มีส่วนที่เกี่ยวข้องจากภาคของการเลือกตั้งกันเองด้วย และสุดท้ายก็ยังไม่ขัดต่อคำแนะนำของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ตัดสินไปแล้ว ถึงแม้เราจะไม่มีโอกาสได้เลือกตั้งโดยตรงตาม อุดมคติ ซึ่ง สสร. นั้นผมเองก็อยากที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงเช่นเดียวกัน แต่ในเมื่อ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ววิธีการคงจะต้องเป็นไปตามนี้ จากประชาชนก็อาจจะประชาชน โดยทางอ้อม มาจากเสียงประชาชนโดยการรับฟังความคิดเห็นผ่านกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาซึ่งมีอยู่แล้ว ซึ่งถ้ารัฐบาลหรือรัฐธรรมนูญมาจากสิ่งเหล่านี้แล้วเราจะเห็นว่าจะอยู่ได้ ยาวนาน แต่ถ้าไม่ทำตามนี้เราก็มีอายุขัยชัดเจนของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทุก ๑๐ ปี ทุก ๑๐ ปีเองไม่เกิน ปีนี้ก็เป็นปีที่จะปีที่ ๑๐ อยู่แล้วกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ก็จะครบ ๑๐ ปีเช่นเดียวกัน ลองนับดูครับ ปี ๒๕๔๐ ไปปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๐ ไปปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๐ ไปปี ๒๕๗๐ จะได้ฉบับใหม่อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะอายุ ยืนยาวไปแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ยืนหยัดตามหลักการที่ว่านี้ก็จะอยู่ประเดี๋ยวประด๋าว ชั่ว ๑๐ ปี ก็หมดอายุแล้ว นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าเลย หลักการใน รัฐธรรมนูญผมก็ดูในรายละเอียดแล้วก็เขียนเยอะแยะไปหมด ถ้าเป็นตำราทางคณิตศาสตร์ เขียนเยอะขนาดนี้ผมให้ตกเลย ฟังดูแล้วหลายต่อหลายท่าน ท่านก็ พูดแล้วยังฟังไม่เข้าใจ เราอาจจะโง่ก็ได้ ผมอาจจะไม่มีความรู้เพียงพอในบางเรื่องซึ่งเขียน อธิบายเรื่องซึ่งควรจะเขียนสั้น ๆ เขียนยาวหลายบรรทัด หลายมาตรา ผมขออนุญาต สรุปย่อย ๆ ดังนี้ หลักรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องนั้น ๑. ต้องเน้นในเรื่องของความเสมอภาค ความเสมอภาคที่ว่านี้สื่อมวลชนหลายประเทศได้ลงความคิดเห็นเหมือนกันหมดว่า ประเทศไทยนั้นเราไม่มีความเสมอภาคทางการดำรงชีวิต สิทธิหรือเงินทองทั้งหลายที่มีอยู่ ในประเทศไทย ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือคนแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนในชาติถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มีทรัพย์สินอยู่แค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์สินในประเทศเรา นี่คืออะไร นี่คือความไม่เสมอภาคในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่อง ของการดำรงชีวิต ในเรื่องของโอกาสในการศึกษา ซึ่งโอกาสในการศึกษา ท่านประธานครับ สมัยพวกเรายังเด็กพวกเราก็รุ่น Baby Boomer โอกาสในการศึกษามีมากกว่าทุกวันนี้ มหาศาล แต่ขณะเดียวกันทุกวันนี้โอกาสในการศึกษาต้องมีสตางค์ ประชากรเกิดน้อย เพราะอะไร เพราะโอกาสในการศึกษา พ่อแม่แทบจะไม่มีให้ สิ่งเหล่านี้คือเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่นับไปถึงอีก ๒ ประเด็นคือเสรีภาพ เสรีภาพในระบบข้อมูล ข่าวสาร เสรีภาพในการประกอบอาชีพ และเสรีภาพในเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งเสรีภาพในการ แสดงออกของความคิดเห็น บางคนมีความคิดเห็นที่ดีเสนอออกไปถูกข่มขู่คุกคามก็มี สิทธิเสรีภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศนี้ จำเป็นจะต้องเพิ่ม สิทธิเสรีภาพให้มากขึ้น โดยให้ประชาชนนั้นมีสิทธิเสรีภาพทางความคิด สิทธิเสรีภาพในเรื่อง ของการตีพิมพ์ สิทธิเสรีภาพในการที่จะแสวงหาอาชีพที่เหมาะสมต่อยุคสมัย
สุดท้าย เรื่องของสิ่งที่ควรจะมีในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คืออำนาจสูงสุดเป็นของ ประชาชน อำนาจสูงสุดที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่ง รัฐบาลบางทีถูกเลือกมาโดย ประชากร ๑๐ ล้านคน ๒๐ ล้านคน ถูกถอดถอนภายใต้ประชากรหรือประชาชนเพียง ๘-๙ คน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดปกติในสังคมโลก ในสังคมประเทศประชาธิปไตยอำนาจทั้งหลาย ต้องมาจากประชาชน ดังนั้นผมขออนุญาตเน้นย้ำสุดท้ายเลยนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องจัดทำโดยประชาชน เพื่อประชาชน และหาหนทางใดก็ได้เพื่อให้เกิดความมีส่วนร่วม ของประชาชนที่ว่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านกัลยพัชร รจิตโรจน์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในการอภิปราย ครั้งนี้ดิฉันจะกล่าวเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยจะขอยกตัวอย่างที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ในประเด็นของการสาธารณสุข เท่านั้นค่ะ จากจุดยืนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีส่วนร่วมกับการพิจารณาศึกษา หาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบสาธารณสุขในช่วงการทำงานรัฐสภาตลอดเวลา ที่ผ่านมา โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๔๐ เพื่อให้เห็นได้ ชัดขึ้น ดิฉันพบจุดอ่อน ๔ ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ลดทอนความสำคัญของสิทธิ ที่จะได้รับบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รับรองสิทธิ ในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างเสมอกัน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๔๗ กลับถูกตัดออก เหลือเพียงข้อความว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข ของรัฐ ผลจากการตัดออกนี้ทำให้สังคมไม่ต้องกระตือรือร้นที่จะจัดบริการสาธารณสุขให้มี ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดบริการสาธารณสุข มากกว่านั้นคือการยอมรับ ความไม่เท่าเทียมและไม่จำเป็นต้องลงมือแก้ปัญหาตามรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำ ในการรับบริการสาธารณสุขเกิดขึ้นในหลายมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณชดเชย การจัดบริการในระบบสุขภาพ สุขภาพ ๓ กองทุนที่มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างชัดเจนในคุณภาพ การบริการ แล้วก็ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เขตเทศบาล นอกเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำ ระหว่างเขตเมืองและเขตภูมิภาค เป็นต้น ความเหลื่อมล้ำในบริการสาธารณสุขปรากฏถ่างกว้าง มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะเป็นเพราะผลจากการตัดคำว่าเสมอกันออกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ตัดความสำคัญของความทันต่อ เหตุการณ์ในการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาตรา ๕๒ วรรคสาม รับรองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการป้องกันและขจัดโรคอันตรายโดยไม่คิด มูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ตัดคำว่าทันต่อเหตุการณ์ ออก เสียอย่างนั้นค่ะ ผลกระทบคือรัฐไม่ต้องควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงอย่างกระตือรือร้น ไม่ต้องลงทุนในระบบการเฝ้าระวังป้องกันโรคให้ได้มาตรฐาน ไม่ต้องพัฒนางานวิจัย และกำลังคนด้านการป้องกัน เฝ้าระวัง และควบคุมโรค เราได้เห็นผลจากความประมาท ครั้งนี้ชัดเจนจากวิกฤติโควิด ๒๐๑๙ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ
ประเด็นสำคัญมาก ๆ คือประเด็นที่ ๓ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ลดทอน การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณสุขด้วยตนเอง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาตรา ๕๒ วรรคสอง กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน มีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้ รวมทั้งมาตรา ๗๘ กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ ท้องถิ่นพึ่งและตัดสินใจพึ่งตนเองค่ะ แต่ข้อความนี้หายไปทั้งหมดเลยในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ส่งสัญญาณชัดเจนให้รัฐไม่ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้การถ่ายโอน รพ.สต. สู่ท้องถิ่นประสบอุปสรรคนานัปการอย่างที่ดิฉันได้เคยอภิปรายไป จนแม้ปัจจุบัน เวลาผ่านมาจากปี ๒๕๔๐ ถึง ๒๘ ปีแล้วประเทศไทยก็ยังถ่ายโอน รพ.สต. ไปได้เพียง ๕๓.๘๔ เปอร์เซ็นต์หรือครึ่งประเทศเท่านั้นค่ะ ส่วนท้องถิ่นที่ได้รับกิจการสาธารณสุขไป บริหารเองแล้วนั้นก็ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน แถมยังมีระเบียบมากมาย ที่ทำให้ทำงานได้ไม่คล่องตัว ส่งผลให้การบริการใกล้บ้านหรือปฐมภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ ไม่เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ นอกจากนี้การตัดคำว่า ต้องส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมด้วย เท่าที่จะกระทำได้ ยังลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาระบบ สาธารณสุขอีกด้วย ส่งผลให้ Board ของระบบสุขภาพต่าง ๆ มีสัดส่วนของคนที่ไม่ใช่วิชาชีพ สุขภาพน้อยมากหรือไม่มีเลย ขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ประชาชนหรือแม้แต่ผู้ป่วย ที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง เมื่อ Board ของระบบสุขภาพเป็นแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งอาจจะคำนึงถึงความเป็นเลิศด้านการรักษา ไม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในการ สร้างเสริม ป้องกัน ไม่สนใจที่จะเสริมพลังอำนาจของประชาชนและท้องถิ่น การที่รัฐธรรมนูญ ตัดข้อความ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเอกชน ก็เท่ากับลดทอนพลังอำนาจของประชาชน ในการดูแลสุขภาพของตนเองไปด้วย
และประเด็นที่ ๔ ยกตัวอย่างเป็นประเด็นสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง คือนิยาม สาธารณสุขของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ยังไปไม่ถึงการใช้ชีวิตอยู่กับโรค ในกรณีที่เป็น โรคเรื้อรังติดเตียงหรือระยะสุดท้าย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๕ วรรคสองระบุว่า บริการสาธารณสุขครอบคลุมเพียงการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ไม่แปลกที่ค่านิยมของความอยู่ดีมีสุขของคนไทย จะหมายถึงความไม่มีโรค ปลอดโรค หรือหายจากโรคเท่านั้น แต่ตอนนี้เราอยู่ในสังคมสูงวัย เต็มรูปแบบค่ะ ยากที่เราจะอยู่อย่างปลอดจากโรค แต่เป็นไปได้ที่เราจะอยู่กับโรคโดยมี คุณภาพชีวิตที่ดี เป็นไปได้ที่เราจะมีคุณภาพชีวิตที่แม้จะแก่ชรา เจ็บป่วยเรื้อรัง ป่วยระยะยาว หรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ซึ่งนิยามบริการสาธารณสุขนี้ยังไม่ครอบคลุมไปถึง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แนวคิดการสร้างสังคมที่รองรับการดูแลผู้สูงอายุการดูแลระยะยาว การดูแลประคับประคองเกิดขึ้นได้ยากยิ่งหากสิ่งนี้ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็ขอสรุปว่า เราไม่ควรจะไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ประเด็นทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงประเด็นด้านสุขภาพและการสาธารณสุขที่ยังมีช่องโหว่อย่างชัดเจน ไม่สนับสนุน ความเท่าเทียม ความทันต่อเหตุการณ์ การกระจายอำนาจไม่ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วย ระยะยาว ระยะท้ายของชีวิตเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัญหาทั้งหมดนี้แก้ไขได้โดยการ มีรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนจะทำให้รัฐเห็นถึงปัญหาที่ครอบคลุมมากขึ้น และ ตอบโจทย์ของประชาชนมากขึ้นในการให้บริการสาธารณสุขโดยเฉพาะการบริการจาก ภาครัฐ ดิฉันจึงสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเห็นชอบ กับ Model สสร. ทั้ง ๓ ร่างจาก ๓ พรรค เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุดต่อสุขภาพประชาชน ชาวไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านจำลอง อนันตสุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ชีวิตผมผ่านการทำงานอาชีพสื่อมวลชนมากว่า ๓๕ ปี เห็นการปฏิวัติรัฐประหาร มาหลายรูปแบบ ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ ส่วนใหญ่การแก้ไขรัฐธรรมนูญล้วนมาจาก การปฏิวัติทั้งสิ้น ยกเว้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ได้มาจากประชาชนจาก สสร. ในปี ๒๕๓๙ อย่างไรก็ตามในเมื่อรัฐสภาชุดนี้มีความประสงค์ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งได้ยึดอำนาจมาในปี ๒๕๕๗ และได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ และมีผลในการ บังคับใช้ผ่านมาแล้วกว่า ๘ ปี รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีทั้งหมด ๑๖ หมวด ๒๗๙ มาตรา เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เสริมสร้างความเข้มแข็งในระบอบคุณธรรมจริยธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ปวงชนชาวไทย และยังมีกลไกในการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ที่สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งในทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีการออกเสียงประชามติในความเห็นชอบแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาเช่นกันด้วย แต่ในเมื่อ รัฐสภาแห่งนี้โดยพรรคการเมืองประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย มีมติเห็นชอบในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ผมขอตั้งข้อสังเกตดังนี้
๑. การตั้ง สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องได้บุคคลที่มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ และทักษะเรื่องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
๒. พี่น้องประชาชนคนไทยคือคนไทยที่มีสัญชาติไทย เชื้อชาติไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่ากำหนดสิทธิของบุคคลในการสรรหาคัดเลือก เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
๓. ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุม และกำหนดขอบเขตในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
สุดท้ายนี้กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพว่า ในสภาวะปัจจุบันเราจำเป็นต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ถ้าจะแก้ไขควรจะแก้ไข เฉพาะจุดที่มีปัญหานะครับ ผมขอรบกวนรัฐสภาแห่งนี้แค่นี้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ อดีตผ่านไปเอามาไม่ได้นะครับ แต่เอาไปเป็นบทเรียน อนาคตก็ยังมาไม่ถึง มีแต่ความหวัง เอาปัจจุบันดีที่สุดนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๕๖ และเพิ่มเติมรัฐสภาต้องมีการประชุมร่วมกัน และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ทั้ง ๓ ร่างนี้หลักการเหมือนกันและคล้าย ๆ กัน เพราะฉะนั้นสนับสนุนทั้ง ๓ ร่างนะครับ ท่านประธานครับ อดีตเมื่อเช้านี้นี้นะครับ ผมไปที่อนุสาวรีย์ ๑๔ ตุลา ได้ร่วมรำลึกถึงวีรชน คนกล้าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญเหมือนกันเลยนะครับ แล้วเป็นวันที่นิสิตนักศึกษา ประชาชนลุกฮือขึ้นมาครับ พวกเหล่านี้เขารักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เบื่อเผด็จการครับ ขับไล่รัฐบาลทหาร โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ผมเป็นกรรมการในนั้นด้วย มีผู้ชุมนุมถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน ชุมนุมโดยสันติวิธี สุดท้ายรัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง เหตุการณ์บานปลาย หมดความชอบธรรม จอมพล ถนอม ต้องลาออก และเดินทางออกนอกประเทศ มีผู้เสียชีวิต ไป ๗๗ คน บาดเจ็บ ๘๕๘ คน เป็นสิ่งสำคัญทางการเมืองไทยนะครับ มีความหมายถึง การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย ต่อจากยุคแรกที่คณะราษฎรได้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไม่มีสี ไม่มีพวก ปี ๒๕๔๖ สภาแห่งนี้ได้มีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ ๑๔ ตุลาคมเป็นวันประชาธิปไตยของประเทศไทย เพราะฉะนั้นคนเดือนตุลาคมมีอุดมการณ์ ประชาธิปไตย คือเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ มีสิทธิเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ท่านประธานครับ หลังจาก๑๔ ตุลาคมแล้วประเทศไทยก็มีปฏิวัติ รัฐประหารมาตลอดบ่อยมาก มีการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อสืบทอด อำนาจจนคนเบื่ออีกแล้วครับ เบื่ออย่างไรครับ มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๓๕ เรียกร้องให้มี การปรับปรุงระบบการเมือง เรียกร้องให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องยกย่องท่านบรรหาร ศิลปอาชา ที่ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปบ้านเมือง นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๖ ปี ๒๕๓๙ ให้มี สสร. ซึ่งมีลักษณะ ๒ อย่าง คือตัวแทนจังหวัดก็เหมือนเลือกจาก ทั่ว ๆ ไปส่งมา ๑๐ คน และรัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละ ๑ คน และตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่งมาจากสถาบันอุดมศึกษา สสร. ปี ๒๕๔๐ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีการรับฟัง เป็นไปอย่างกว้างขวาง และมีการประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งร่างพรรคเพื่อไทย มีลักษณะคล้ายกันมากเลยนะครับ เพราะว่ามี สสร. จังหวัด เช่นเดียวกัน ๑๐๐ คน เลือกมา ๓๐๐ คน แล้วก็รัฐสภาเลือก ๑๐๐ คน แล้วก็คัดสรรจากองค์กรต่าง ๆ ๕๑ คน รวมเป็น ๑๕๑ คน ถูกต้องแล้วนะครับ นี่ล่ะครับคือความเหมือนของร่างพรรคเพื่อไทยที่อยู่กับปัจจุบัน เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รัฐธรรมนูญได้โดยตรง อันนี้เป็นการเลือกทางอ้อม ถูกต้องเป็นอย่างที่อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านหมอชลน่านว่าไว้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหาเยอะแยะผมไม่พูด มากนะครับ เอาเป็นว่า บั่นทอน ลดสิทธิของประชาชน จากเป็นเจ้าของสิทธิ มาเป็นผู้รับผล แค่นั้นเอง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของรัฐ มันทำลายหลักการพื้นฐาน ทำลายหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ โดยให้มี Candidate ๓ คน เป็นนายกคนนอก ซึ่งไม่ทำลายหลักการ Accountability ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วยังมีวุฒิสภานะครับ ผมขออนุญาตพูดพาดพิงนิดหนึ่งนะครับ ไม่ได้มา จากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เลือกกันเองเป็นกลุ่ม จนทำให้เกิดปัญหาอาจจะมี สว. สีน้ำเงินฮั้วกันนะครับ ขออภัยด้วยนะครับ และ สว. นี้มีอำนาจมากครับ คือการให้ความ เห็นชอบต่อบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองในองค์กรอิสระ โดยเฉพาะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ แก้ยากมาก ๆ แก้ยากอย่างไรครับ ในวาระที่หนึ่ง วาระที่สามนี่ต้องมี สว. ร่วมด้วย ๑ ใน ๓ คือ ๖๗ คน อาจจะแก้ไม่ได้เลย อีกอันหนึ่งก็คือมาตรฐานทางจริยธรรมนี่เอามาควบคุมการบริหาร ทำให้มีลักษณะร้ายแรง ท่านประธานครับ เรามี พ.ร.บ. ประชามติ ซึ่งถูกยับยั้งไป ๑๘๐ วัน ก็พร้อมที่จะมีการ ลงประชามติ ซึ่งเป็น Simple Majority นะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อนาคตก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งบอกว่าการทำประชามติมี ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ อาจจะรวมเป็น ครั้งเดียว แล้วจะไปเลือกในวันที่ลงเลือก สส. นะครับ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามครับ ผมฝากไปยัง กมธ. และผู้ที่จะเป็น สสร. นะครับว่ารัฐธรรมนูญที่พึงประสงค์ในอนาคต เป็นอย่างไร เป็นเพียงความหวัง คือ ๑. อย่าเริ่มด้วยความหวังจบด้วยข้อจำกัดคือดีแต่เขียน ดีแต่พูดทำยาก เช่น การกระจายอำนาจ ระบบปฐมภูมิทางการแพทย์ ระบบปฏิรูปการศึกษา แม้กระทั่งเรื่อง Digital Economy อันที่ ๒ อย่าใช้ความกลัวเป็นหลักการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เช่น กลัวนักการเมืองจะมีอำนาจไป กลัวประชาชนจะใช้สิทธิผิดวิธี ความกลัว กลายเป็นกติกา ๓. อย่าให้องค์กรอิสระอิสระจากการตรวจสอบ มีอำนาจจนไม่มีใครท้วงได้ ควรมีการตรวจสอบบนลงล่างและย้อนกลับขึ้นไป ๔. หยุดใช้คำว่าจริยธรรมมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองเลือกปฏิบัติเพราะเป็นนามธรรม ขอให้มีหิริโอตตัปปะบ้าง ๕. อยู่บนพื้นฐาน ความเชื่อและศรัทธาในประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ไม่ใช่ผู้ขออนุญาตคือเห็นหัวประชาชน ด้วย ๖. แยกการถ่วงดุลของ ๓ อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ใช่ให้ศาลที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์มาตัดสินให้นายกหลุดจากตำแหน่ง ควรจะใช้มาตรการ ทางรัฐธรรมนูญก็คือมีการถอดถอนในสภาผู้แทนราษฎร หรือให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ผ่านการเลือกตั้ง สุดท้ายเราต้องการรัฐธรรมนูญที่สามารถพูดได้ เข้าใจได้ชัดเจนโดยไม่ต้องมี การตีความมาก ดังนั้นผมขอเรียกร้องไปยังท่านสมาชิกรัฐสภานะครับช่วยสนับสนุน รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง และขอให้ช่วยกันเลือกร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลักนะครับ เพื่อจะให้พวกเราได้มีโอกาสเขียนอนาคตของคนไทยทุกคนและก้าวข้ามความขัดแย้ง นำสังคมไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีความสุข ลูกหลานมีอนาคตและต่างชาติก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นขอให้กำลังใจทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่าน พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ผม พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายแสดง ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่จะมีการแก้ไข ซึ่งนำเสนอโดยท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันวันนี้ถือได้ว่าสังคมได้มองเห็นว่ากลไกการตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ บทบัญญัติ แห่งกฎหมายไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ขาดการเชื่อมโยงจากประชาชนซึ่งเป็น เจ้าของอำนาจที่แท้จริง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งด่วนในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๕๖ โดยมี การแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อมาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะ เปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมกันแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมมีประเด็นอยู่ ๖ ประเด็นที่จะพูดถึงโดยใช้เวลาอาจจะเร็ว ๆ หน่อยนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่แท้จริงแล้วหน่วยการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์ทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจสูงสุดที่แท้จริงคือเป็นของ ประชาชน ประเทศที่ใช้ระบบเช่นเดียวกับเรามีสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สเปน สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่มีความ มั่นคงเจริญรุ่งเรือง มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เพราะประชาชนมีสิทธิมีเสียง มีส่วนร่วมในการ กำหนดอนาคตของประเทศ นี่คือสิ่งที่มองเห็นแล้วว่าสิ่งนี้เราใช้อยู่ก็ไม่ผิด
ประเด็นที่ ๒ ประชาชนกับรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแต่ใช้อำนาจโดย ทางอ้อมผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ในการออก กฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของประเทศ เป็นสัญญาประชาคม เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศระหว่างรัฐกับประชาชน ที่จะกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ในการรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประเด็นที่ ๓ มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ วรรคสอง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ หน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญกฎหมายหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุก ของประชาชนโดยรวม นั่นหมายถึงว่าทุกองค์กรต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ทำหน้าที่ เพื่อประชาชนที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรโดยเฉพาะองค์กร อิสระบางองค์กรกลับขาดความเป็นกลาง ขาดการตรวจสอบ นี่คือผลพวงของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ก็เป็นจุดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน กลับคืนมา
ในประเด็นที่ ๔ อำนาจของประชาชนต่อรัฐธรรมนูญที่แท้จริง รัฐธรรมนูญ ที่ดีต้องมาจากประชาชน ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จริงในเรื่องนี้ท่านประธานครับ เช่นเดียวกัน นะครับ ไม่ใช่มาตัดอำนาจของประชาชน ท่านควรให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิก ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. โดยตรง เพื่อร่างรัฐธรรมนูญสูงสุด ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพื่อตนเอง และต้องสามารถที่จะ ตรวจสอบได้ คนที่เขาเลือกเข้ามาก็ต้องแสดงความคิดเห็นได้ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ ต้องมี สิทธิมีเสียงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอย่างเสรี
ประเด็นที่ ๕ ประเทศไทยไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง กว่า ๙๐ ปีนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ ประเทศไทย ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. ด้วยตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็มาจากผู้มีอำนาจ มาจากคณะบุคคลที่แต่งตั้งขึ้น ประเทศไทยมัน จะไปถึงไหนล่ะท่านประธาน เราไปได้แค่นี้หรือท่านประธาน ขณะที่โลกหมุนเวียนไปสู่ยุค ดิจิทัล เราจะอยู่ในอาเซียน เราจะอยู่ในกลุ่มประเทศล่าง ๆ ท้าย ๆ หรือครับ เราก็เห็นว่า ประเทศที่มีปัญหาคุยไม่รู้เรื่อง นั่นละครับนั่นคือไม่มีการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยเลย วันนี้พี่น้องประชาชนตื่นรู้ สื่อสารได้อย่างเสรี ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะคืนสิทธิให้กับ ประชาชนเป็นผู้เขียนอนาคตของประเทศด้วยมือของตัวเอง
ประเด็นสุดท้ายครับ ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ ผมเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งทั้ง ๓ ฉบับ ทั้งที่โดยท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ โดยเฉพาะร่างที่มี การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพราะนี่คือก้าวแรก ของการคืนอำนาจให้กับเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ขอให้เรามองเรื่องนี้ด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ต้องกลัว อย่ากลัวว่าประชาชนจะเลือกคนไม่ดี คนไม่เก่ง เพราะประชาชนเขารู้ดีเขาเป็นเจ้าของประเทศว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ในส่วนนี้ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งกับร่างของท่านพริษฐ์ ตรงที่ว่าเพราะสอดคล้องกับแนวทางของระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ใช้วิธีการผ่านทางตัวแทนทั้งผู้ยกร่างและที่ปรึกษา แล้วให้รัฐสภาคัดเลือกเพื่อทำหน้าที่ ออกกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการบริหารประเทศ โดยไม่ต้องแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและไม่ต้องกังวล ถึงเรื่องที่จะไม่ได้ผู้มีความรู้ความสามารถจากการเลือกตั้งมาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยกับ ร่างของท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะ ที่จะใช้เวลา ๑๘๐ วันนับตั้งแต่ วันประชุมครั้งแรก สำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยกับการจัดทำกรอบร่างที่อยู่ใน ระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา เห็นด้วยกับเรื่องของการจัดทำ ร่างการแก้ไขเพิ่มเติมการการคุ้มครองเสรีภาพ สถาบันการเมือง การยึดโยงประชาชน มีกลไกขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและประพฤติมิชอบ และเห็นด้วยของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามหลักการ ใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งกรณีของท่านพริษฐ์ กรณีร่างรัฐธรรมนูญ ตกไปขอให้จัดทำร่างอีกได้ เห็นด้วยนะครับ เพราะว่าทำให้มีโอกาสในการที่จะเสนอญัตติ ต่อสภาได้ดีกว่า เพราะใช้สมาชิก ๑ ใน ๕ ของสภาผู้แทนราษฎร และ ๑ ใน ๕ ของสมาชิก วุฒิสภา ท่านประธานครับ เราต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด อย่ากังวลและดูถูกประชาชนว่าเขาจะไม่ใช้วิจารณญาณในการที่จะคัดเลือกตัวแทน ที่มีความรู้ความสามารถมาร่างรัฐธรรมนูญแทนเขา โดยเฉพาะเรื่องของการติดล็อกที่ต้อง ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ไม่สามารถเลือก สสร. ได้โดยตรง ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรจะมีคำถามถึงประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการทำประชามติว่าประชาชนต้องการเลือก สสร. โดยตรง ที่ไม่ต้องผ่านการเลือกโดยรัฐสภาในครั้งถัดไปด้วยหรือไม่ ผมขอกล่าวโดยสรุปนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการเสริมสร้าง ฟื้นฟู ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ให้กลับมามั่นคง แข็งแรง เข้มแข็งและเป็นที่ศรัทธาของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง กฎหมายที่ดีไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรแต่อยู่ที่ หัวใจของผู้มีอำนาจว่าจะยึดโยงประชาชนเป็นศูนย์กลางจริงหรือไม่ครับท่านประธาน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรับฟังเสียงพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญของ ตนเอง เพื่ออนาคตของลูกหลาน เพื่อประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรมและก้าวข้างหน้าต่อไป อย่างมั่นคง เห็นด้วยทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านเซีย จำปาทอง ครับ
เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับวันนี้ผม ขอร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ และ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ ท่านประธานครับ ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้ เพื่อชนชั้นนั้น คำพูดนี้ เป็นจริงที่สุดครับ เพราะที่ผ่านมาล้วนเป็นเช่นนั้น รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เป็นมรดกของ คสช. ด้วย มรดก คสช. ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ละครับท่านประธาน ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าคนจำนวน ๒๑ คนที่ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีแต่ข้าราชการชั้นสูง ทหาร นักกฎหมาย นักวิชาการ ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนและชนขั้นสูง ทั้งนั้น พวกเขามาจากการแต่งตั้งของ คสช. ครับ ไม่มีตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องชาติพันธุ์ หรือคนทำงานอย่างพวกผมแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้กระบวนการ รับฟังข้อเสนอแนะจากคนทำงานก็ไม่มีด้วยเช่นกัน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่มีเนื้อหา ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานเลย แต่กลับมีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำเป็นหลัก ท่านประธานครับ ที่เลวร้ายกว่านั้นประชาชนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ออกมาทำกิจกรรมรณรงค์โหวตไม่รับร่างฉบับนี้กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมคุมขัง ปิดปากผู้เห็นต่างอีกด้วย กลุ่มคนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ถูกจับกุมด้วยข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง การทำรัฐประหารของคณะรัฐประหารเพราะไปทำกิจกรรมรณรงค์ Vote No ไม่รับกับ อนาคตที่ไม่ได้เลือก เขาไปทำกิจกรรมที่เคหะบางพลี สมุทรปราการ ท่านประธานครับ แบบนี้มันจะยุติธรรมได้อย่างไร แล้วก็เมื่อมีการเขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่มีตัวแทนของ พี่น้องแรงงานเข้ามามีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ออกมาแบบไม่มีเนื้อหาที่เป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องคนทำงานเลย ไม่ยึดโยงกับการคุ้มครองสิทธิที่เป็นธรรมให้แก่คนทำงาน และซ้ำร้ายกว่านั้นสิทธิบางประการที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ก็หายไปด้วย ไม่มีอะไรครับ มีบางเรื่องที่หายไป ซึ่งผมจะแยกประเด็นและรายละเอียดให้ท่านประธาน และพี่น้องสมาชิกได้รับทราบดังรายละเอียดต่อไปนี้
ประเด็นแรกครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๔ บัญญัติไว้ว่า รัฐพึง ส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำเหมาะสมกับศักยภาพและวัย และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน ให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ท่านประธานครับ เมื่อย้อนไป เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ จะพบว่าประเด็นการคุ้มครองแรงงาน เด็กและแรงงานหญิงหายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะอะไรครับ เพราะ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีสัดส่วนของผู้หญิงเป็นกรรมการเพียงแค่คนเดียว แถมเขายังไม่เข้าใจ หรือแสดงให้เห็นว่าเขามีจุดยืนเคียงข้างเด็กและผู้หญิงแต่อย่างใด
ประเด็นต่อมา รัฐพึงจัดให้แรงงานได้รับรายได้ สวัสดิการ ประกันสังคมและ สิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ เรื่องสวัสดิการและการประกันสังคมอาจมี เนื้อหาไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือเรื่องค่าตอบแทนครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๘๖ บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมให้แรงงานได้รับค่าตอบแทน ที่เป็นธรรม ในฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘๔ (๗) บัญญัติไว้ว่ารัฐต้องคุ้มครองให้ผู้ทำงาน ที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันกลับไม่บัญญัติไว้ กลับบัญญัติไว้เพียงว่าให้เหมาะสมแก่การดำรงชีพเท่านั้น เรื่องนี้มันแตกต่างกันอย่างลิบลับครับท่านประธาน จากรายได้ที่เป็นธรรมกลายเป็น ให้เหมาะสมกับการดำรงชีพ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำลังจะบอกกับพวกเราว่าถ้าคุณเป็นแรงงานคุณต้องทำงานดิ้นรนรับจ้างไปตลอดชีวิต อย่าได้คิดฝันว่าจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ หากคนงานคนใดคิดแบบนั้นจะเจอข้อกล่าวหา เซาะกร่อนบ่อนทำลายหรือล้มล้างการปกครองได้ ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องสิทธิ การรวมตัวเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หายไป พวกเรารู้ดีครับว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ คนทำงานในประเทศนี้เป็นแรงงานที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันไม่ได้พูดถึงสิทธิของพี่น้องแรงงาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กำหนดสิทธิในการ รวมตัวมีอย่างน้อย ๗ ประเภท โดยบัญญัติไว้ว่าบุคคลมีเสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคม สหภาพแรงงาน สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะ ขณะที่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติเพิ่มเติมให้องค์กรพัฒนาเอกชน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๔๒ กลับตัดออก และบัญญัติให้เหลือเพียง ๖ ประเภทเท่านั้น เสรีภาพในการ รวมกลุ่มของเกษตรกร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงองค์การเอกชนหายไปครับ ประเด็นสิทธิการรวมตัวชนชั้นนำเขากลัวการรวมกลุ่มและการต่อรองของภาคประชาชน จึงไม่อยากให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มกันเช่นในปัจจุบันนี้ครับ ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้คือสิทธิแรงงานที่ถูกทำให้หายไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนคนใช้แรงงาน เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญถูกบัญญัติไว้อย่างไร กฎหมายลำดับรองลงมาย่อมต้องปรับ ให้สอดคล้องกันตามไปด้วย ดังสุภาษิตที่ว่าต้นไม้พิษย่อมออกลูกเป็นผลไม้พิษ ดังนั้นผม จึงขอสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของพรรคประชาชน เพื่อให้ประชาชน ได้มีโอกาสใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และยังสามารถเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกภายหลัง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานคนทำงานเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องชาติพันธุ์และ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสกลุ่มอื่น ๆ ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการส่งตัวแทนเข้าไปนำเสนอสาระสำคัญ อันเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดอนาคตของพวกเขาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
คุณวีระยุทธ สร้อยทอง เชิญครับ
เรียนประธานรัฐสภา วีระยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้คือหมุดหมายสำคัญไม่ใช่แค่วาระการ ประชุมครับท่านประธาน แต่คือวาระแห่งการร่วมกันหาทางออกเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นที่ทราบอย่างกว้างขวางครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหาเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างที่มาด้วยความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คือต้นตอของวงจรปัญหาซ้ำซาก ความขัดแย้งทางการเมือง การบริหารประเทศที่ ขาดเสถียรภาพ และการขาดดุลแห่งอำนาจ ดังนั้นการแก้ไขเพื่อเปิดทางสู่ฉบับใหม่ที่กลไก ยึดโยงกับประชาชน จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นหนทางเดียวที่จะนำประเทศออกจากวงจร วิกฤติครั้งนี้ วันนี้เรามีร่างแก้ไขถึง ๓ ร่าง แต่ต้องมีหลักการที่ต้องเร่งดำเนินการ ๓ ประการ เปรียบเสมือนกุญแจ ๓ ดอก ที่จะไขไปสู่ประตูอำนาจสถาปนาของประชาชน ๑. ปลดล็อก ตัวล็อกมาตรา ๒๕๖ กุญแจดอกแรกคือการปลดล็อกอุปสรรคที่ถูกติดตั้งไว้ในมาตรา ๒๕๖ เราต้องยอมรับว่ามาตรา ๒๕๖ ในปัจจุบันมีเงื่อนไขสำคัญที่เปรียบเสมือนตัวล็อกการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขที่กำหนดให้วุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ต้องเห็นชอบ เงื่อนไขนี้ เป็นไปได้ยากที่จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขไม่ใช่เป็นแค่การแก้ตัวเลข แต่คือการลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคและตัดเงื่อนไขที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงออกจาก กระบวนการความเห็นชอบ คืนอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับ กติกาสูงสุดของประเทศให้แก่สมาชิกที่มาจากประชาชนโดยตรงอย่างแท้จริง ๒. สภาทาง กฎหมายด้วยหมวด ๑๕/๑ การปลดล็อกมาตรา ๒๕๖ เพียงอย่างเดียวไม่พอครับ เราต้องการความมั่นคงทางกฎหมายจึงต้องนำมาสู่กุญแจดอกที่ ๒ คือการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ เพื่อเพิ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน การเพิ่มหมวดนี้คือการนิยามที่มา ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ วิธีการทำงานและขั้นตอนที่ชัดเจน หากเราไม่มีสภาทางกฎหมายที่ มั่นคง เราเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกตีความว่าเป็นการข้ามขั้นตอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย หมวด ๑๕/๑ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความถูกต้องและให้กระบวนการเดินหน้าโดยราบรื่น ๓. คืนอำนาจสถาปนาให้ประชาชน กุญแจดอกสุดท้ายคือการยืนยันเจตนารมณ์ของ ประชาชนในการสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กฎหมายทั่วไปแต่เป็นกฎหมาย สูงสุดที่ต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย การให้ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในขั้นตอนการเลือก สสร. หรือมีอำนาจตัดสินใจผ่าน ประชามติคือการคืนอำนาจให้เจ้าของอำนาจสูงสุดของรัฐ หากเราไม่ก้าวข้ามอุปสรรคโดย โครงสร้างเดิมยากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความเห็นชอบ ท่านประธานครับ เรากำลัง พูดถึงการสร้างกติกาสูงสุดของประเทศ เราปลดล็อกประตูแล้วเราสร้างสภาแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังผลิตซ้ำรอยด้วยการเลือกช่างมาสร้างบ้านโดยวิธีที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง และประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับ หากรัฐสภาเลือก สสร. จะทำให้ สสร. ขาดความ เป็นกลางและอิสระจากพรรคการเมืองอย่างยิ่ง เพราะ ๑. กลไกการครอบงำ พรรคการเมือง และพันธมิตรในรัฐสภาจะผลักดันเฉพาะคนที่ตนเกี่ยวข้องหรือกลุ่มอำนาจเดิม ๒. หนี้บุญคุณ สสร. จะติดหนี้บุญคุณต่อพรรคที่เลือกเข้ามาไม่ใช่ประชาชน ๓. ขาดความ หลากหลาย ได้เพียงตัวแทนของพรรคกลุ่มทุนไม่ใช่ตัวแทนของภาคประชาชนที่แท้จริง นี่คือการให้ผู้เล่นในสนามเลือกกรรมการผู้ตัดสินที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้เล่นที่มีอำนาจอยู่แล้ว ท่านประธานครับ แม้ว่าการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องผ่านการ ลงประชามติของประชาชนเพื่อสอบถามถึงเจตจำนงในการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลงประชามติจึงเป็นเพียงการมีส่วนร่วมในเชิงหลักการเพื่อเปิดประตูสู่กระบวนการ เท่านั้น แต่ผมขอเน้นย้ำว่าการมีส่วนร่วมที่มีความหมายอย่างแท้จริงจะต้องเกิดขึ้นในขั้นตอน การยกร่าง มิฉะนั้นการผ่านประชามติไปแล้วก็ไร้ความหมายหากผู้ยกร่างขาดอาณัติจาก ประชาชนโดยตรง นี่จึงเป็นข้อกังวลต่อร่างที่มิได้กำหนดให้สมาชิก สสร. มาจากการ มีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายครับท่านประธาน ถึงเวลาที่เราต้องถอดสลักรัฐธรรมนูญ ที่รั้งประเทศไว้ การแก้มาตรา ๒๕๖ คือเราได้ปลดล็อกประตูแรก แต่หากยังใช้ สสร. ทางอ้อมก็เท่ากับเรากำลังใช้ช่างเก่าที่มีอาณัติไม่เต็มใบมาซ่อมบ้านให้ประชาชนทั้งประเทศ เราถูกศาลรัฐธรรมนูญกำกับให้ทำประชามติเพื่อเปิดทางแล้ว นั่นคือการขออนุญาตจาก เจ้าของบ้าน แต่การเลือกช่างคือสิทธิของเจ้าของบ้านที่จะต้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ผมขอ เรียกร้องให้ท่านเลือกหลักการที่เน้น สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชน เพราะนี่คือการลงทุนที่ คุ้มค่าที่สุดในระบบประชาธิปไตย อย่าให้เราต้อง Copy ความไม่ชอบธรรมด้วยการลดสเปก อำนาจประชาชน ขอให้พวกเราช่วยกันโหวตให้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญถูกส่งมอบให้ ประชาชนผู้ทรงสิทธิอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ
ท่านทรงยศ รามสูต ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่าง ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขาบอกว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยก็ต้องใช้เสียง ๑ ใน ๕ ของ สส. ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน ๓ ร่างก็ ๓๐๐ กว่าคนซึ่งมาจากภาคประชาชน แสดงว่ารัฐธรรมนูญ มีปัญหา ทุกคนเห็นพ้องว่าต้องมีการแก้ไข และตอนเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ทุกพรรคก็ไปรณรงค์ เมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเราก็พยายามที่จะหาทางแก้ไขแต่ก็มีอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยของศาลตั้งแต่สภาชุดที่แล้วจนมาถึงชุดปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ที่บอกว่าประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างได้โดยตรงจึงเป็นที่มาของ การแก้ไขปรับปรุงร่างของทั้ง ๓ ร่างในวันนี้ หลีกเลี่ยงที่ว่าประชาชนจะเลือกมาโดยตรงก็คือ โดยอ้อม แต่ละพรรคก็มีการยื่นโดยการตั้ง สสร. เป็นตัวแทนจังหวัดในสัดส่วน ในจำนวนและ ที่มาที่แตกต่างกัน แต่ที่คล้ายกันก็คือนำมาให้รัฐสภาเป็นคนเลือกแล้วก็ไปร่างแล้วก็กลับมาสู่ สภาพิจารณาอีก ซึ่งใน ๓ ร่าง อันดับแรกในเรื่องของการคัดเลือก ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยคล้ายกันในการที่ให้รัฐสภาเป็นการเลือกว่าจากสมาชิกที่สมัครมา ให้เหลือเท่าไร ซึ่งตรงนี้เพื่อนสมาชิกก็เป็นห่วงว่ามันอาจจะมีการบล็อกโหวตหรือเปล่า ร่างของพรรคประชาชนก็เลยกำหนดให้มีการจับกลุ่มกันเป็นสัดส่วนเพื่อกระจายการบล็อก โหวต ความจริงผมมีแนวความคิดที่จะเสนอการป้องกันการบล็อกโหวตเสียงข้างมากเพียงแค่ เราให้สมาชิกรัฐสภาเวลาโหวตจำนวน สสร. ให้สามารถโหวตได้เพียงแค่ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ แค่นี้เราก็สามารถที่จะให้กระจายการบล็อกโหวตให้ไปได้มากที่สุดไม่ให้มันมีเกิดขึ้นมาก นอกจากนี้เมื่อ สสร. เขายกร่างเข้ามาแล้วผมเห็นด้วยกับร่างของพรรคเพื่อไทยได้นำกลับเข้า มาสู่รัฐสภา สส. เราก็จะมีโอกาสจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วก็ถ้าเสนอความเห็นให้ สสร. เขากลับไปแก้ไขใหม่ได้ เพราะผมเห็นว่าผู้แทนราษฎรของเรา รัฐสภาของเราทำงานกับ รัฐธรรมนูญ เราเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญอยู่มากมายเราควรจะรู้ ผมยกตัวอย่างให้ ๒-๓ ประเด็น อย่างเช่นเรื่ององค์กรอิสระที่เพื่อนสมาชิกพูดกันอยู่เสมอ ผมเห็นเรื่องของ ๒ มาตรฐาน ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน แต่ตัดสินแตกต่างกัน ผมสงสารเด็กที่เรียนกฎหมาย แล้วก็อันนี้เป็น คำพิพากษาถึงที่สุดฎีกาไม่ได้ ผมว่าต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะฎีกาในข้อกฎหมายโดยที่ประชุมใหญ่ ของศาลฎีกาได้ นักเรียนที่เขาเรียนกฎหมายเขาจะได้จับหลักได้ หรือประเด็นที่ ๒ ในเรื่อง ของจริยธรรมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) ที่มันร้ายแรงมันควรจะมีกรอบ ว่าอันไหนร้ายแรง ไม่ร้ายแรง แล้วก็ควรจะมีอายุความว่าการทำผิดจริยธรรมอาจทำแต่เมื่อไร ตามอายุความไหม หรือก่อนตั้งแต่สมัยทำงาน เรียนหนังสือในระดับประถมศึกษา หรือ อนุบาลหรือเปล่า หรือว่าจริยธรรมดูแต่ในประเทศไทยถ้ามีความผิดจริยธรรมต่างประเทศ นำมาคิดไว้หรือไม่ อันนี้ต้องมีคำนิยามให้ชัดเพื่อคนที่ถูกตั้งก็จะได้รู้ว่าตัวเองทำงานได้ไหม คนที่จะตั้งก็รู้ว่าตัวเองจะผิดไหม หรืออย่างเช่นนิยามอันหนึ่งที่เกิดปัญหามากในเรื่องของ ตำแหน่งของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีปัญหาเยอะเลย รัฐบาลไม่มีปัญหาหรอกเพราะว่าเป็น เสียงข้างน้อย แต่ฝ่ายค้านปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายอยู่ ๓ กลุ่ม ๓ ข้อกฎหมาย ยกตัวฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่ายที่ยกมือสนับสนุนรัฐบาล สนับสนุนนายกรัฐมนตรีแต่ไม่รับตำแหน่ง แต่เวลาประชุมก็ มีตัวตนแล้วก็โหวตทุกครั้ง อันนี้ไม่ว่าเพราะเขาอาจจะอ้างว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญ แต่ก็แปลกตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลกฎหมายที่สำคัญก็ไร้ตัวตน แต่อีกกลุ่มหนึ่งยิ่งแย่ ไปกันใหญ่คือโหวตสนับสนุน สส. ส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล แต่ปรากฏว่า สส. ในพรรคนี้ ก็ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่เขาลาออกเป็นบัญชีรายชื่อ ก็เลยทำให้ไม่มี สส. ไปเป็น รัฐมนตรี แล้วก็ไม่มีตำแหน่งเป็นประธานสภาหรือรองประธานสภา ไป ๆ มา ๆ ก็ดันเป็น ฝ่ายค้านอีก ก็เลยมากระทบพรรคเพื่อไทยของผมที่เป็นฝ่ายค้านน้องใหม่ แต่บังเอิญ พรรคเพื่อไทยของผมตอนเป็นรัฐบาลเราก็มี สส. ๒ ท่านไปเป็นรองประธานสภาก็ไม่เข้า เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ ว่าต้องไม่มีคนไปเป็นตำแหน่งในรัฐมนตรีหรือประธาน รองประธานสภา เห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญมันบิดเบี้ยวมันต้องมีการแก้ไข คราวนี้เราจะแก้ไข ต่าง ๆ รัฐธรรมนูญมันมีปัญหา คือตอนนั้นรัฐธรรมนูญคนเขาก็อ้างว่าฉบับนี้คน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ เห็นชอบจาก ๑๐ ล้านคน แต่อย่าลืมว่าตอนที่คน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ ที่เขา เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนทำประชามติ ประชามติฉบับนั้นมันมีปัญหาตอนที่เขาทำ เพราะอยู่ในช่วงปฏิวัติ คสช. คำสั่ง คสช. ที่ ๙๗/๒๕๕๗ และ ๑๐๓/๒๕๕๗ เขาควบคุมสื่อใน การเสนอข่าวบิดเบือนปล่อยข้างเดียว แล้วก็ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน ๕ คน ก็เลย มีปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ให้ชาวบ้านมาลง ประชามติ เช่นบอกว่าถ้าไม่รับร่างอาจจะร่างใหม่นะใช้เวลานานกว่าเดิม หรือจับจุดได้ว่า ชาวบ้านเขาอยากให้ คสช. ไปไว ๆ ก็บอกว่ารีบ ๆ รับไปเสียจะได้เลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะ สาระสำคัญอันหนึ่งที่เขาไปพูดว่ารับ ๆ ไปก่อนแล้วก็ไปแก้เอาตรงไหนมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะว่าในรัฐธรรมนูญเขาซ่อนเอาไว้ในมาตรา ๒๕๖ (๘) ว่า สส. ในสภาแม้จะเสียงข้างมากเห็นด้วย ถ้า สว. ๑ ใน ๓ ไม่เห็นด้วย ๖๐ กว่าคนก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกับที่เราเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ครั้งที่ ๒ สส. ส่วนใหญ่ สมาชิกรัฐสภา มากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ สว. ๖๐ กว่าคนมีเสียงมากกว่า สส. ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันเป็น จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ แต่อันนี้ผมก็ชื่นชมว่า สส. คนภาคอีสานเราไม่รับร่างมากกว่า ของจังหวัดน่านบ้านผมนี่แพ้ไป ๕,๐๐๐ คราวนี้เราก็มาดูในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จุดสำคัญ ก่อนที่เราจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มได้มันมีกุญแจอยู่ ๔ ดอก ดอกแรกก็คือเรื่องของการทำ ประชามติ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วก็มาตรา ๒๕๕ เขาบอกว่า จะต้องทำประชามติ ซึ่งกุญแจดอกนี้พอพรรคเพื่อไทยเราเป็นรัฐบาลก็พยายามหาทางแก้ไข ซึ่งแต่เดิมในกฎหมายประชามติเดิมเขาใช้ว่าเสียงประชามติจะต้องครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ซึ่งมันไม่ใช่สากล พรรคเพื่อไทย แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายพรรคก็นำเสนอว่าควรจะ ใช้หลักสากลคือจะต้องมีมาใช้สิทธิเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วก็จะต้องเป็น เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าในยกแรกลงมติเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ เสียง ๔๐๙ เสียงผ่านฉลุย แต่มันก็ไปพลาดท่าไปถึง สว. มีการแก้ไข มีการตกไป ก็เลยทำให้ กลับมาที่สภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญนี้เราต้องรอไว้ถึง ๑๘๐ วัน เราจะยืนยัน ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ทาง สส. เราที่เห็นชอบกฎหมายประชามตินี้ ก็ลงมติด้วย ๓๗๕ เสียงเห็นชอบในเรื่องประชามติอันนี้ มี ๘๐ เสียงที่งดออกเสียง ไม่ได้ว่า พรรคไหน พอดีพรรคท่านเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้คือกุญแจดอกแรกที่เราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ กุญแจดอกที่ ๒ ก็คือการยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมเชื่อว่าในวาระที่หนึ่ง ฟังเสียงแล้วทุกคนเห็นด้วย แต่ปัญหาก็คือในวาระที่สองอยากจะให้รีบแก้และนำเข้าสู่สภามาให้ทัน อย่าไปเพิ่มประเด็นที่ มันโต้แย้งกันมาก มันจะเถียงกันเยอะแล้วกลับมาไม่ทัน เพราะอะไร เพราะว่ามันจะส่งผล ต่อกุญแจดอกที่ ๓ เพราะกุญแจดอกที่ ๔ ผมเชื่อว่าถ้ากฎหมายนี้ผ่านเวลาร่างรัฐธรรมนูญนี่ ชาวบ้านอาจจะเลือก แต่ดอกที่ ๓ สำคัญตรงที่ว่าในกฎหมายประชามติเขาบอกเอาไว้ในเรื่อง ของการประชามติ มาตรา ๑๐ เขาบอกว่า ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ แล้วก็ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ ซึ่งไม่เร็วกว่า ๙๐ วันและไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประมุขรัฐสภา แล้วก็จะต้องมีการ แนบในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วยครับ ซึ่งตรงนี้ผมพะวงเพราะว่าถ้าเรา ไม่สามารถทำกฎหมายประชามตินี้ได้ทัน เราอาจจะไม่สามารถที่จะเลือกตั้งครั้งนี้เราจะมี เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปได้ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำประชามติครั้งนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์บอกว่าจะมี ๔ คำถาม บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ บัตรแก้ รัฐธรรมนูญใบหนึ่ง แล้วเรื่อง MOU MOU มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมกลัวว่าถ้าเราถาม มาก ถามโน่นทำนี่หรือให้ความรู้ไม่เพียงพอมันจะคล้าย ๆ กับตอนรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีคำถามอะไรที่ชี้ประเด็น ชี้นำทางการเมือง อันนี้ก็ฝากรัฐบาลไว้ แต่อย่างที่ผมบอก แล้วว่าปัญหาใหญ่ก็คือกุญแจดอกที่ ๓ ว่าทำอย่างไรที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้เสร็จ ให้ทันภายในกำหนด เพราะอย่าง Timeline ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภา ท่านบอกว่าท่านจะยุบสภาไม่เกินปลายเดือนมกราคม ซึ่งตามกฎหมายเลือกตั้งเขาบอกว่า ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นถ้า Timeline ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ประชามติ ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ไม่เกิน ๑๒๐ วัน กระบวนการต่าง ๆ มันจะต้องเสร็จสิ้น เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายร่างแก้ไขฉบับนี้กลับเข้ามาสู่สภาไม่ทันต้นเดือน แล้วกลางเดือนผ่านวาระที่สอง รัฐธรรมนูญเขาบอกต้องรออีก ๑๕ วันนะครับ แล้วกว่าจะ ทำอะไรต่าง ๆ ถ้าเสร็จไม่ทันตอนเลือกตั้งเราอาจจะไม่ได้ลงประชามติอันนี้ ยิ่งนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะต้องยุบสภาภายในปลายเดือนแต่อาจจะยุบก่อนได้ ผมกลัวอย่างเดียวนะครับ ถ้ามันมีการยุบสภาต้นเดือนหรือเดือนธันวาคมเราอาจจะไม่ได้มีการลงประชามติในเรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราพูดในวันนี้ ผมและพรรคเพื่อไทยเราอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขได้จริงแล้วก็ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมไม่อยากเห็นข้ออ้างในการว่าอยากจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ขอบคุณครับ
ท่านขวัญชัย แสนหิรัณย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ กระผม ขวัญชัย แสนหิรัณย์ สมาชิกวุฒิสภาจาก จังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... โดยแยกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่จะขอตั้งข้อสังเกตหลาย ๆ อย่างดังนี้นะครับ เรื่องสาเหตุของการที่เราจะต้องทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาเหตุสำคัญเลยก็คือว่าผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นตรงกันว่าที่มาเกิดจากการรัฐประหารที่มาไม่ชอบธรรม นั่นคือ ประเด็นหนึ่ง ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ในการทำงาน ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตามมาในห้วงระยะเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เป็นจำเลย เป็นข้อที่เป็นกระสุนตกไปนะครับ แต่ในส่วนตัวผมรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ตัวผมเองผมไม่ได้รับร่างประชามติ ไม่ได้รับร่างเพราะคิดว่าที่มาไม่ค่อยถูกต้อง โดยที่ไม่มีการรณรงค์ใด ๆ ทั้งสิ้นก็ถือว่ามีทัศนคติด้านลบตรงนั้นไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น แต่เมื่อรัฐธรรมนูญได้บังคับใช้มาผลก็เห็นชัดว่ามีข้อจำกัดโดยเฉพาะเรื่องของบทเฉพาะกาล ที่การทำหน้าที่ของวุฒิสภาในชุดที่แล้วเกิดการผูกมัดการลงคะแนนต่าง ๆ ทำให้ทุกอย่าง ขับเคลื่อนได้ช้า แต่ต่อเมื่อบทเฉพาะกาลมันสิ้นสุดลงเข้าสู่ภาวะปกติก็ยังไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาอะไร ใด ๆ ที่บังคับใช้ ในทิศทางตรงกันข้ามกลับแสดงผลที่ทำให้ความสับสนวุ่นวายและความ ขัดแย้งของสังคมคลี่คลายไปในทางที่ดีในหลาย ๆ ประเด็นอย่างที่เกิดขึ้นมา ทั้งในเรื่องของ การที่นักการเมืองบางส่วนอาจจะประพฤติมิชอบในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงข้อขัดแย้งระหว่าง ประเทศ อันนี้ก็ไม่ขอกล่าวถึงในเวลานี้นะครับ
ต่อไปก็คือว่าหลังจากที่ที่ประชุมอาจจะมีแนวนโยบายในการที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยการทำประชามติ โดยการที่จะสรุปว่ามี สสร. มาจาก วิธีใดบ้าง ก็ต้องเกิดการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ บางมาตราที่จะก่อให้เกิดผลในการที่จะ สามารถแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรา คิดว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญจากประชาชนได้ ตรงส่วนนี้ผมขอแยกเป็น ๒ ประเด็นนะครับ เรื่อง การเลือกที่มาของ สสร. ในร่างของท่านพริษฐ์ โอเคว่าการใช้ สสร. อาจจะไม่ตรงนัก อาจจะ เป็นกรรมาธิการยกร่างนะครับ ตรงนี้ผมมองว่าการที่เลือกกันเป็นคณะละ ๗๐ คน โดยการ เลือกตั้งของประชาชนออกเสียงมา แล้วก็การให้รัฐสภามาคัดออกเหลือ ๓๕ คนก็ยังเป็นการ เลือกตั้งอยู่ดีนะครับ ต้องมานั่งตีความว่าเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม มันก็จะเกิดการโต้เถียงกัน ในอนาคต ซึ่งมันจะแตกต่างจากร่างของท่านอนุทินและร่างของทางอาจารย์ชูศักดิ์ ที่เป็น การเลือก สสร. โดยการที่ตั้งมาจากจังหวัด ตัวแทนจังหวัด โดยการที่นำรายชื่อเข้ามาให้ รัฐสภาพิจารณา ซึ่งก็น่าจะเป็น Model คล้าย ๆ กับการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ซึ่งคิดว่าตรงนี้ข้อขัดแย้งต่าง ๆ ก็ยังสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ เพราะว่าเป็นตัวอย่าง ที่เคยเกิดขึ้นจริงแล้ว แล้วก็ทำมาแล้ว ทีนี้ในส่วนของเนื้อหาที่ผมค่อนข้างจะให้ความสำคัญ มากในเรื่องของเนื้อหาภายในร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละท่านทั้ง ๓ ท่าน ทั้ง ๓ ร่าง โดยขอกล่าวถึงของท่านพริษฐ์ก่อน ในมาตรา ๒๕๖/๒๖ ผมคิดว่าเนื้อหาสำคัญในข้อ (๑) และ (๒) ยังไม่ชัดเจนพอครับ ขออนุญาตเปิดในร่างของท่านพริษฐ์นะครับ มาตรา ๒๕๖/๒๖ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและรัฐสภาจัดทำและให้ความ เห็นชอบจะต้องมีเนื้อหาที่สำคัญดังต่อไปนี้ด้วย ใน (๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ (๒) คือการให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อ่านดูเผิน ๆ ก็จะดูได้ว่าให้ความสำคัญเช่นเดียวกับหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ ยังไม่มีหลักประกันมากพอ เท่ากับความชัดเจนของร่างของท่านอนุทินและพรรคภูมิใจไทยที่ระบุได้ชัดเจนใน มาตรา ๒๕๖/๑๓ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ รวมถึง การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะกระทำไม่ได้ อันนี้มันก็เป็นความ ชัดเจนเลยที่จะต้องไม่มีการถกเถียงใด ๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้น อันนี้ผมขอสนับสนุนร่างของ พรรคภูมิใจไทยของท่านอนุทินนะครับในส่วนของประเด็นหลัก ๆ ที่ได้กล่าวมา ทีนี้ประเด็น ที่สำคัญกว่านี้ก็คือการจัดทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เราไม่สามารถจะ ตอบได้หรอกครับว่าประชาชนเขาเห็นด้วยกับการเลือกที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่กระนั้นก็ตามประชาชนยังต้องการทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี่จะทำให้ชีวิตเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร แค่ไหน เพราะฉะนั้น การดำเนินงานของรัฐสภาในครั้งนี้ก็เป็นการเตรียมการไว้เพื่อรองรับการที่ประชาชน ออกเสียงลงประชามติเกิดเห็นชอบขึ้นมาในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วผมก็อยากจะให้ เนื้อหาต่าง ๆ ในเรื่องหลัก ๆ ของหมวด ๑ และหมวด ๒ ได้ยังคงเดิมไว้อยู่ เพื่อให้ความ ขัดแย้งในสังคมมันลดน้อยลงไปเพราะว่าทุกวันนี้ก็มีแต่ความขัดแย้งในหลาย ๆ เรื่อง ตลอดเวลา ก็อยากจะให้ข้อคิดเห็นบางประการที่สำคัญนี้กับที่ประชุม ขอบพระคุณมากครับ
ท่านอรัญ พันธุมจินดา เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อรัญ พันธุมจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในการพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับของรัฐสภาในวันนี้ ผมขอพูดถึงคำถามของพี่น้องประชาชน ๓ คำถาม ที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คำถามแรกแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แก้ไข รัฐธรรมนูญประชาชนได้อะไร คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่สำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้แทนประชาชนที่กำลังพิจารณาร่างแก้ไขกันอยู่ ณ ขณะนี้ ขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างสถาบันทางการเมือง กำหนดความสัมพันธ์ ขององค์กรของรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร กำหนดองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการที่รัฐธรรมนูญกำหนดมีบทบัญญัติเอาไว้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ มีข้อกำหนดที่เป็นข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีข้อจำกัดในการพิจารณาและ ตรากฎหมายงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน มีข้อจำกัด ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรที่จะต้องมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขข้อจำกัดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เมื่อเราได้คำตอบ แล้วว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพื่ออะไร ก็เพื่อกำจัดข้อกำหนดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายตุลาการให้มีความเหมาะสม คำถามต่อไปคือแก้อย่างไร แก้เป็นรายมาตราได้หรือไม่ อย่างที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวถึงว่าควรแก้เป็นรายมาตรา ไม่ควรแก้ทั้งฉบับ ขอนำเรียนอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเชื่อมโยงผูกพันกันหลายมาตรา รัฐธรรมนูญเป็นแม่บทของระบบ กฎหมายภายในประเทศ ฉะนั้นในการแก้ไข ๑ ประเด็น ก็จะมีความเชื่อมโยงผูกพันกับ มาตราอื่น ๆ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีความเชื่อมโยงผูกพันกับกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบกฎหมายของไทยด้วย ฉะนั้นในการแก้ไข เรื่องโครงสร้างของสถาบันทางการเมือง แก้ไขกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ ขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐในรัฐธรรมนูญ จึงควรจะต้องจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ๆ ไม่ควร จะแก้ไขโดยใช้ระบบการแก้ไขแบบปะผุรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อเห็นว่าควรจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว คำถามต่อไปของพี่น้องประชาชนก็คือ ใครควรเป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ คำตอบชัดเจนครับเรื่องนี้ อำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยเป็นของพี่น้องประชาชน ดังนั้นจึงควรให้พี่น้อง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้มากที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ของทั้ง ๓ พรรคการเมืองที่มีการพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ มีเป้าหมายเดียวกันก็คือ การให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อนำไปสู่ การทำประชามติต่อไปในอนาคต มีเพียงรายละเอียดเท่านั้นที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งในประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการที่รัฐสภาจะตั้งขึ้นมาก็จะนำไปพิจารณาในรายละเอียด ต่อไป สุดท้ายครับ ผมขอให้ทุกพรรคการเมืองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะมีสัดส่วนของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก็ตาม ขอบพระคุณครับ
ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์อลงกต วรกี ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์อลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ กลุ่มอื่น ๆ จังหวัดอุทัยธานี ขอเปิดดูสไลด์ได้เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การแก้รัฐธรรมนูญ ผมก็ไปถามทั้งประชาชน ถามทั้งสื่อมวลชน ถามนักวิชาการว่าการแก้ไขหรือการยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันตอบโจทย์ปัญหาของประเทศชาติ ตอบโจทย์ความต้องการ ของประชาชนหรือไม่ อย่างไร สิ่งที่พูดกันมากในสภา การฮั้ว สว. ผิดกฎหมายหรือเปล่า พูดกันทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นวาระอะไรก็แล้วแต่ การฮั้ว สว. ที่ต้องถามก็คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาฮั้ว สว. มีการสืบสวนสอบสวนเสมอภาคไหมกับ สว. ทุกคน ๒๐๐ คน และ สว. สำรอง หน่วยงานที่มีการดำเนินการสอบสวน มีความเป็นธรรมาภิบาล หรือเปล่า ทำไมต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนหลังจากที่ สว. Walk out จากสภาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มีการประชุมกันครั้งแรก ปัญหาดังกล่าวเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปีไหนที่ทำให้ เกิดหน่วยงานนั้น ๆ ขึ้นมาแล้วถูกการเมืองแทรกแซง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อหน่วยงาน นั้นเกิดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญและมีการแทรกแซง กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ หน่วยงานนี้มีความเป็นกลางหรือเปล่า โดยที่ควรควบรวมไปกับ ป.ป.ช. หรือสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเพื่อให้ปลอดจากการเมืองและบุคคลใดก็ตามที่เป็นศัตรูของพรรครัฐบาลต้อง แน่ใจว่าไม่ถูกแทรกแซงทางการเมืองโดยกระบวนการสอบสวนต่อไป ที่สำคัญครับ พูดถึงการ ฮั้ว พูดกันจังครับ อยากกลับมาแบบเดิมกฎหมายรัฐธรรมนูญ เอา สว. ครบทุกจังหวัดดีไหม แบบปี ๒๕๔๐ ได้ครับ อย่าลืมนะครับ ถ้าเอามี สว. ทุกจังหวัด อย่างไรการเมืองก็แทรกแซง มีสภาผัว มีสภาสามี มีสภาภรรยา เอาแบบเดิมไหมครับ แล้วก็เกิด จุด จุด จุด ครับ ปี ๒๕๕๐ มี สว. ๗๖ คน มาจากการเลือกตั้ง สว. อีกกลุ่มหนึ่ง ๗๐ คน มาจากการสรรหากลุ่มอาชีพ ทะเลาะกันว่าฉันมาจากประชาชนกับฉันเชี่ยวชาญ สุดท้ายก็ จุด จุด จุด ได้ครับ แก้รัฐธรรมนูญ พึงระวังว่าจะกลับไปสู่วัฏจักรทางการเมืองแบบเดิม ๆ ว่าจะมีสภาสามีภรรยา หรือสภาแบบปี ๒๕๕๐ หรือเอาแบบปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มี ๕๐ คนมาจากการเลือกตั้ง แล้วอีก ๒๐๐ คนมาจากใคร มันก็ไปของมันตามกระบวนการ มีบทความบทความหนึ่ง ออกโดยสถาบันพระปกเกล้า เขาบอกว่า สว. ๑๕๓ คนนี้มีพฤติกรรมรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ออกเสียงตามนโยบายของผู้นำหรือโผของพรรคการเมือง นาม สว. ดังกล่าวเรียกว่า สว. พรรคน้ำเงิน เพียงแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบมาแสดงว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรเพื่อให้ หายความสงสัย หน่วยงานไหนที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่เคยแถลงอย่างชัดเจนว่าผิดหรือไม่ผิด มีการเสนอโดยนักวิชาการคนนี้ การปล่อยให้มีการเลือก สว. สามารถมีพรรคการเมือง สนับสนุนได้ แต่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ บทความนี้ โดยท่าน รองศาสตราจารย์นิยม รัฐอมฤต บทความนี้ลงในวารสารพระปกเกล้า บทความนี้เพิ่งลงมาเมื่อ ประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ นี้เอง ต้องถามว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญสามารถจะ แก้ปัญหา หรือสามารถสร้างความชอบธรรม หรือสามารถอธิบายเรื่องการเลือก สว. เอาแบบ ไหน อย่าให้เกิดจุด จุด จุดอีกนะครับ คิดดี ๆ ก่อนจะมีการแก้กฎหมายในเรื่องที่มาของ สว.
ข้อ ๒ นี่คือประชาชนถาม ยาเสพติดยังแพร่ระบาดเหมือนเดิม มีผู้ติดยาเสพติด มากมายครับ บางคนติดสมองเสื่อม เป็นทั้งอาชญากร กฎหมายลงโทษมีครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมามักจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพแบบตะวันตก จนเดี๋ยวนี้คนไปอยู่ ในเรือนจำ แยกไม่ออกระหว่างบ้านกับเรือนจำต่างกันอย่างไร ควรจะทบทวนเรื่องของสิทธิ เสรีภาพมากกว่าเดิมไหม การลงโทษควรจะรุนแรงมากกว่าเดิมไหม ในบางประเทศ ประหารชีวิตยังมีอยู่ หลักสิทธิมนุษยชนยังควรใช้อยู่ไหมกับการก่ออาชญากรรมบางประเภท ที่รุนแรงและเป็นที่น่าหวาดกลัวของสังคม และกรณีผู้กระทำผิดยาเสพติด เรายังควรคง ปัญหานี้ไว้หรือไม่
ต่อมาครับ สิทธิเสรีภาพ กับสิทธิมนุษยชน กับประโยชน์ชาติ ท่านจะเอาอะไร มาก่อน กฎหมายรัฐธรรมนูญเคยพูดบ้างไหมครับ ท่านพูดแต่สิทธิเสรีภาพ วินัยอยู่ไหนครับ คนไทย หน้าที่พลเมืองอยู่ไหน ความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ไหน ผมไม่เคยเห็นมีการพูดถึง เรื่องแบบนี้เลยในกฎหมายรัฐธรรมนูญ บางคนขนาดไปปล้ำชาวต่างชาติ โดนดำเนินคดีแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย ยังมีสิทธิเสรีภาพอยู่
ต่อเลยครับ กฎหมายบอกไหมเวลามีเพลงชาติให้ยืนเคารพ ท่านไปดูเลยครับ สังคมเด็กสมัยนี้เป็นอย่างไร ทั้งเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี ยืนกันบ้างไหมครับ
ข้อ ๕ เกษตรกรมีศักดิ์ศรีหรือเปล่าครับ พยายามจะมีกฎหมายโน้นกฎหมายนี้ ออกมา สุดท้ายรัฐชี้นำครับ ให้ทำอย่างไรครับ ให้ปลูกนั่นปลูกนี่ สุดท้ายราคาตก กฎหมาย รัฐธรรมนูญพยายามจะให้เกษตรกรมีศักดิ์ศรีบ้างไหม ให้เขายืนด้วยตัวเอง ให้เขาพัฒนา ตัวเองได้ เคยส่งเสริมเรื่องนี้ไหม โดยเฉพาะผ่านสภาเกษตรกรและสหกรณ์ เคยหรือเปล่า กรณีนี้รัฐธรรมนูญไม่เคยพูดเลย คุยแต่เรื่องอะไรครับ การเมือง การเมือง การเมือง เศรษฐกิจมีไหม เกษตรกรมีหรือเปล่า
ต่อครับ ระบบราชการ อำนาจมันล้นฟ้าเหลือเกิน ผมก็เป็นอดีตข้าราชการ แต่ผมก็รับไม่ได้ อำนาจล้นฟ้าขนาดไหนครับ งบประมาณร้อยละ ๘๐ เป็นอะไรครับ ค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เบี้ยประชุม อบรม สัมมนา ปีละ ๓ ล้านล้านบาท งบลงทุนเหลือแค่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณแบบนี้ แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญแก้อะไรได้บ้างครับ ให้ระบบราชการมันลดขนาดลงหน่อยครับ อย่าให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ ให้เขาเดินด้วยตัวเอง ให้เกษตรกรเดินด้วยตัวเอง ระบบเศรษฐกิจเดินด้วยตัวเองได้ครับ
ต่อครับ Soft Power ยิ่งหนักเลย ๗,๐๐๐ ล้านบาท ประเมินไม่ได้เลย ใครออกนโยบายนี้ก็ไม่รู้ครับ ตัวเลขประเมินแต่ละครั้ง ผมเป็นประธานงบประมาณ ไม่สามารถแสดงตัวเลขที่เป็นผลสัมฤทธิ์ได้เลยแม้แต่โครงการเดียว ซ้ำซ้อนกับงานปกติ กฎหมายออกมา ดูตามข้อ ๔ แล้วกัน เอกชนมารับงานไม่เป็นมาตรฐานครับ
ต่อมาครับ ฝากท่าน สส. เวลาท่านส่งกฎหมายมายัง สว. นี่นะครับ กฎหมาย ที่ท่านมีอยู่มักจะสอดไส้กองทุนหมุนเวียนเสมอ สว. รับด้วยความกล้ำกลืน เห็นชอบด้วย ความกล้ำกลืน อยากสะอื้นเดี๋ยวก็หาว่าแกล้งสะอื้นอีกครับ งบประมาณที่ผ่านมาทั้งหมด ดูดเงินไปปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกำไรเข้าไปที่กองทุนหมุนเวียนมันจะสอดไส้ในแต่ละ พ.ร.บ. เสมอของการแก้ปัญหาหน่วยงานนะครับ
ต่อครับ เงินเหลือคืนไม่ได้ กฎหมายห้ามเอาไว้ ไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินที่เหลือไปทำอะไรครับ ซื้อตึก ดูงานต่างประเทศ ป.ป.ช. สตง. ตรวจไม่ได้ครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญแก้ให้ผมได้ไหมครับ ให้มีอำนาจตรวจสอบกองทุนหมุนเวียนครับ
ต่อครับ ประเมินผลระบบราชการ ตัวเลขอย่าพูดกัน ถ้าพูดภาษาฝรั่งเศส เดี๋ยวก็เป็นระบบตอละลิเย่ หรือระบบโกหกทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นขอให้มีการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญที่มันตอบโจทย์พวกนี้ทั้งหมดด้วยครับ ถ้ามันตอบโจทย์ได้ไม่มีปัญหา
สุดท้ายประชามติ ต้องมีการลงประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่มีคำถามเกิดขึ้นมาคือการประชุมของคณะ สส. และ สว. คณะนี้ การประชุมคณะนี้ เป็นการประชุมก่อนประชามติว่าชาวบ้านจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ที่เป็นข้อกฎหมาย น่าสนใจก็คือว่าการเห็นชอบของ สส. และ สว. มาก่อนการทำประชามติมันใช่หรือไม่ เราทำ ข้ามขั้นตอนหรือเปล่า จึงเป็นข้อคิดเห็นที่ฝากไว้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสรพัช ศรีปราชญ์ ครับ
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอยเฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจตัวเลขจีดีพี แต่อยู่ในชีวิตจริงของชาวบ้านที่ราคาพืชผลตกต่ำ น้ำเพาะปลูกไม่มี ที่ดินถูกเวนคืนโดยไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่ และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นมาปกป้อง สิทธิของตัวเองสิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือระบบกฎหมายที่ไม่คุ้มครอง และรัฐธรรมนูญที่ไม่อยู่ข้างประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเรียนในสภาแห่งนี้ว่า ปัญหาหลายอย่างของประเทศมันเริ่มจากรัฐธรรมนูญกติกาสูงสุดที่กำหนดว่าใครมีอำนาจ และประชาชนมีสิทธิแค่ไหน ถ้ากติกาแบบนี้ไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่ารัฐบาลไหน เข้ามาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถูกเขียนขึ้นมาภายใต้ บรรยากาศที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และมีการระบุเรื่องสิทธิชุมชนไว้ในมาตรา ๔๓ แต่สิทธิ เหล่านั้นใช้จริงได้ยากมาก ในมาตรา ๔๓ สรุปได้ว่าบุคคลและชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมภูมิปัญญาศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และมีสิทธิในการ จัดการดูแลรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย ทางชีวภาพ ฟังดูดีมากครับ แต่หากไปอ่านต่อในบรรทัดท้ายกลับเขียนว่าตามที่กฎหมาย บัญญัติ ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้ายังไม่มีกฎหมายลูกสิทธิเหล่านี้ ก็ไม่สามารถใช้ได้จริง มันจึงกลายเป็นสิทธิที่มีแต่ในกระดาษ แต่ประชาชนไม่มีสิทธินั้น ในชีวิตจริงเลย นอกจากสิทธิของประชาชนแล้วรัฐธรรมนูญยังเขียนถึงหน้าที่ของรัฐไว้ด้วย โดยเฉพาะในมาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ ที่มีความสำคัญยิ่ง มาตรา ๕๗ มีใจความสำคัญว่า รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และมาตรา ๕๘ ยิ่งชัดเจนกว่านั้นครับ บอกว่าเมื่อใดที่รัฐจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง รัฐต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลและชุมชนมีสิทธิจัดการดูแล บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนได้โดยตรง จะเห็นความแตกต่าง ทันทีจากสิทธิโดยตรงของประชาชนกลายเป็นหน้าที่ที่รัฐอาจจะทำให้ถ้ามีกฎหมายรองรับ ประชาชนจากเจ้าของทรัพยากรก็กลายเป็นเพียงผู้รอรับความอนุเคราะห์จากรัฐเท่านั้น ในทางปฏิบัติมาตราเหล่านี้ส่งผลอย่างชัดเจนเพราะเมื่อรัฐออกโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า เขื่อน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประชาชนในพื้นที่ไม่มีช่องตามรัฐธรรมนูญ ที่จะยับยั้งหรือเสนอแนวทางของตนเองได้อย่างแท้จริง กลไกอย่างการจัดทำรายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการรับฟังความคิดเห็นก็กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่ผูกพันเสียงของชุมชน จึงกลายเป็น เสียงที่ได้ยินแต่ไม่ต้องรับฟัง ท่านประธานที่เคารพ ถ้ามาตราเหล่านี้ปฏิบัติได้จริงเราคง ไม่เห็นปัญหาโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เราคงไม่เห็นการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่ถามชาวบ้าน เราคงไม่เห็นชาวบ้านถูกดำเนินคดีเพียงลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ควรจะเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นพิธีกรรมหรอกตา มีการขนคนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่มาเข้าร่วมประชุมบ้าง มีการกีดกันไม่ให้คนในชุมชนเข้ามาฟังอีก มีการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว หรือบางครั้ง ก็ทำประชาพิจารณ์หลังโครงการอนุมัติไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญ จะเขียนหน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจน แต่รัฐกลับละเลยไม่เคารพเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นเกราะคุ้มครองประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับกลายเป็นกงขังที่จำกัดพลังงานของประชาชน และเมื่อสิทธิถูกจำกัดหน้าที่ของรัฐ ไม่ถูกปฏิบัติผลลัพธ์ก็คือความทุกข์ ความเหลื่อมล้ำและความรู้สึกหมดหวังในหมู่ประชาชน ท่านประธานที่เคารพ บางคนอาจพูดว่าอย่ามัวแต่แก้รัฐธรรมนูญเลย มันไม่เกี่ยวกับปากท้อง ไปแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่ผมอยากอภิปรายชี้แจงตรงนี้ว่าประชาชนจะเอาเวลาไปคิด เรื่องปากท้องได้อย่างไรถ้าแม้แต่สิทธิในที่ทำกินยังถูกพรากไป จะสร้างชีวิตที่มั่นคงได้อย่างไร ถ้ารัฐยังไม่ทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของเขา จะให้ประชาชนไว้วางใจได้อย่างไร ถ้าการมี ส่วนร่วมยังคงเป็นภาพลวงตาในรายงานของหน่วยงานราชการเท่านั้น การแก้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาปากท้องอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้สิทธิชุมชนกลายเป็นสิทธิ แบบพึ่งรัฐมากกว่าสิทธิที่ชุมชนกำหนดเอง เราจึงจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อให้ รัฐธรรมนูญกลับมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้สิทธิและหน้าที่ผูกเชื่อมโยงกัน อย่างสมดุล รัฐต้องไม่เพียงให้สิทธิ แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธินั้นด้วย และประชาชน ต้องไม่เป็นเพียงผู้รับ แต่ต้องเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นผมขอ เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ
ท่านนพดล พริ้งสกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นพดล พริ้งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัด สุราษฎร์ธานี กลุ่ม ๑๓ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม วันนี้ผมขอ มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งเน้นเรื่องของความมั่นคงเศรษฐกิจของ ประเทศชาติและการอยู่ดีกินดีของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ขอให้แก้ไขปรับปรุง ๒ มาตรา ที่เห็นว่าควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนะครับ มาตรา ๖๐ รัฐต้องรักษาไว้ ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิด ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะ รวมตลอดถึงการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์จาก คลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็น อิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้ เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้มีการแสวงหา ประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น ป้องกัน มิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้หรือปิดกั้นการรับรู้ ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่ม บุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอด ทั้งการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และขอยกเลิกมาตรา ๒๗๔ ให้คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นองค์กรตามมาตรา ๖๐ วรรคสาม และให้คณะรัฐมนตรี ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญนี้ และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตาม มาตรา ๒๗๔ ได้กำหนดให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ เหตุผลที่ผมสนับสนุนเรื่องนี้นะครับ สมควรแก้ไขให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ หรือ กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเหมือนกับองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญทั้ง ๖ องค์กร พร้อมยกเลิก พ.ร.บ. กสทช. แล้วออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ พรป. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เนื่องจาก พ.ร.บ. กสทช. ปัจจุบัน มีประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายโดย ขาดอำนาจและกลไกในการถอดถอนกรรมการ กสทช. หากพบว่าขาดคุณสมบัติกระทำ ความผิดกฎหมายหรือขาดจริยธรรม ดังเช่นเกิดปัญหาในขณะนี้นอกจากนี้คณะกรรมการ กสทช. เป็นองค์กรกลุ่มอำนาจการกำกับดูแลควรเป็นคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ เหมือน เช่นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๖ แห่ง แต่ พ.ร.บ. มีความคลุมเครือในประเด็นนี้จึงทำ ให้ผู้มีอำนาจใน กสทช. ใช้อำนาจเผด็จการ ไม่ยึดถือมติของคณะกรรมการ กสทช. เป็น สำคัญครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณศนิวาร บัวบาน ครับ
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เมื่อช่วงต้นปีมีคนส่ง ภาพนี้มาให้ดิฉัน คุณพ่อของน้องอยู่จังหวัดแพร่ ส่งภาพกระดาษทิชชูที่เต็มไปด้วยเลือดกับ ดาวของลูกสาวมาให้ดูบอกว่าลูกสาวแพ้ฝุ่นหนักมาก แล้วก็ไม่ใช่ปีนี้ปีเดียวนะคะ ลูกสาวเขา เลือดกำดาวไหลช่วงฤดูฝุ่นทุกปี น้องเป็นแค่ ๑ ตัวอย่างนะคะจากเด็กหลาย ๆ คนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 ดิฉันเห็นภาพแล้วก็รู้สึกจุกอกค่ะท่านประธาน แล้วก็ ไม่ใช่แค่มลพิษทางอากาศเท่านั้นนะคะที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ ไหนจะน้ำเน่าเสีย กลิ่นเหม็น จากภูเขาขยะ สมุทรปราการ อยุธยา ไฟไหม้กองขยะทุกปี สส. สมุทรปราการก็นั่งข้างดิฉัน อยู่นี่นะคะ นอกจากนั้นยังมีสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม Microplastics จากอาหาร ที่ปนเปื้อนแค่ประชาชนทำมาหากินแต่ละวันก็ยากลำบากจะแย่อยู่แล้วค่ะ นี่จะต้องมาเผชิญ ความเสี่ยงกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าอยู่ในโลกที่สามอีก ท่านประธานที่เคารพคะ น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับ ตามมติที่สมัชชาใหญ่ แห่งสหประชาชาติเห็นชอบ และประกาศว่าการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดดีต่อสุขภาพและ ยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชนสากล รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ สไลด์ต่อไปได้เลยค่ะ
ในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ได้ให้สิทธิของบุคคลในการ ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย แต่เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน สิทธิ ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ถูกตัดทอนหายไป เหลือเพียงการรับรองสิทธิในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามวิธีการที่กฎหมาย บัญญัติ ขีดเส้นใต้ตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัตินะคะ คือจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายลูกมา รองรับเลย ดังนั้น สิทธิของบุคคลในมาตรานี้ก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่ดี ในเมื่อไม่มีการรับรองสิทธิ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิในการดำรงชีวิต ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนเท่าที่ควร เมื่อเกิดปัญหาหรือคดีเกี่ยวกับผลกระทบ แล้วก็ การปนเปื้อนมลพิษทางสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่นพิษ กลิ่นขยะ น้ำมันรั่ว โรงไฟฟ้า ขยะ สารเคมีรั่วไหล ไฟไหม้บ่อขยะ ผลกระทบจากเหมืองหรือแม้แต่ภาวะโลกร้อน การฟ้องร้องดำเนินคดีต่าง ๆ เพื่อปกป้องแล้วก็เรียกร้องการเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิใน สิ่งแวดล้อมที่ดีจึงไม่สามารถทำได้ค่ะ เพราะไม่ได้จัดว่าเป็นสิทธิของปวงชนชาวไทย นี่คือ ความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย บางท่านอาจตั้งคำถามว่าไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญจะได้หรือไม่ เพราะว่าเราก็มี กฎหมายอื่นที่มีอยู่แล้วที่สามารถใช้ได้เช่นกัน อย่างเช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือแม้แต่ พ.ร.บ การสาธารณสุข ท่านประธานที่เคารพคะ กฎหมาย เหล่านี้กำหนดหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ได้ให้สิทธิประชาชนในการเรียกร้องความเสียหายจากรัฐได้ แต่ถ้าเกิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ ก็จะทำให้คดีความสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดำเนินการได้ง่ายขึ้น ประชาชน ชุมชน ก็สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้โดยตรง แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องคุ้มครองให้สิทธิในชีวิต แล้วก็ร่างกายของประชาชนต้องดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุขในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ แล้วก็ยั่งยืน ดังเช่นคดีมาบตาพุด ประชาชนได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง โดยอ้างว่าหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ ที่รับรองสิทธิ ในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน และผู้ฟ้องคดีก็ได้รับการยืนยันว่าเป็น ผู้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่มลพิษทางดิน น้ำ อากาศ เท่านั้นที่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์กันได้ แต่เรายังจะต้องประสบพบเจอกับภาวะ โลกร้อน โลกรวน ที่หลายแหล่งก็มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อสองเดือนที่แล้ว ICJ หรือที่เราเรียกกันว่าศาลโลก ได้ชี้ว่าการกระทำของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ได้รับ ผลกระทบสามารถฟ้องเรียกเงินชดเชยได้ โดยใช้หลักการผู้ปล่อยมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย คือขนาดศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยังให้ความสำคัญกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีขนาดนี้ แล้วทำไมรัฐไทยจึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ล่ะคะ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ความเจ็บปวดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้มีแค่สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่โดนทอดทิ้งไป แต่ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ยังถูกเพิกเฉย แล้วก็กลไกรัฐต่าง ๆ ที่บิดเบี้ยวอีกด้วย ดังนั้นจึงมีความ จำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนมาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่เพื่อกลุ่มก้อนทาง การเมืองแต่เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนที่แท้จริง รวมถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่สามารถย้ายบ้านหนีมลภาวะที่เป็นพิษไปไหนได้ แต่รัฐสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชนได้ เพราะสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงใหม่ เขต ๓ สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ด พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะมีคำถามตัวโต ๆ กลับมายัง พวกเราจากพี่น้องประชาชนว่า พวกนักการเมืองจะมุ่งแก้รัฐธรรมนูญกันไปทำไม ทำไม ไม่แก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน ซึ่งวันนี้สมาชิกหลายท่านก็พูดถึงเรื่องนี้ จริงอยู่ครับเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็น ก่อนหน้านี้ผมก็คงตั้งคำถามแบบเดียวกัน แต่ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาที่ได้มาทำงานตรงนี้ ได้เห็น การทำงานของรัฐบาล ได้เห็นการทำงานของข้าราชการ ได้เห็นการจัดสรรงบประมาณ สำหรับผมตอนนี้มันชัดนะครับว่ารัฐธรรมนูญและปากท้องเกี่ยวข้องกันโดยตรง เกี่ยวข้อง กันอย่างไร ผมอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ โดยปกติแล้วพี่น้องประชาชนเลือกพรรคการเมือง เลือกรัฐบาลจากนโยบายที่เขานำเสนอ นโยบายนั้นก็ต้องเป็นนโยบายที่คิดมาแล้วว่า แก้ปัญหาประเทศ แก้ปัญหาประชาชนได้จริง เมื่อได้รับการเลือกเข้ามาก็ต้องพยายามทำ นโยบายนั้นให้เป็นจริง ผ่านการออกกฎหมาย ผ่านอำนาจสั่งการ ผ่านการใช้งบประมาณ ซึ่งถ้าทำได้ก็ได้รับเลือกเข้ามาใหม่ ถ้าทำไม่ได้ประชาชนก็ไม่เลือกเข้ามาใหม่ การเมืองมันควร จะเรียบง่ายแบบนี้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับที่เราใช้อยู่นี้มันทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่ง่าย เพราะว่ามันมียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมาล็อกคอการทำงานของรัฐบาล ล็อกคอการทำงานของ ข้าราชการ แล้วล็อกวิธีการจัดสรรงบประมาณอยู่ ล็อกไว้อย่างไรบ้างผมจะชี้ให้เห็น
ล็อกที่ ๑ ล็อกการทำงานของรัฐบาล รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๒ บอกไว้ว่า รัฐบาลที่จะเข้าบริหารต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยที่นโยบายนั้นต้องสอดคล้องกับ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ เขียนไว้แบบนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ต่อให้ รัฐบาลหรือพรรคการเมืองนั้นนำเสนอนโยบายที่ดี นำเสนอนโยบายที่เป็นที่ยอมรับจาก ประชาชน แต่ถ้าหากว่านโยบายนั้นมันไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ก็หมายความว่า ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำแล้วก็เท่ากับผิดรัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นล็อกที่ ๑ ที่ทำให้ฝ่ายการเมือง บริหารนโยบายได้ยาก ไม่มีอิสระในการทำนโยบาย
ล็อกที่ ๒ นอกจากจะห้ามทำเกินยุทธศาสตร์ชาติ ล็อกที่ ๒ บอกไว้ว่าต้องทำ ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติบอกไว้แล้วด้วย ในมาตรา ๒๖ ของ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ. นี้ งอกมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๕ นะครับ บอกไว้ว่าหากหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานนั้นก็อาจโดน ป.ป.ช. สอบได้ เห็นไหมครับท่านประธานตีกรอบไว้ แบบนี้ รัฐบาล หน่วยงานรัฐไม่มีใครกล้าทำเกินกรอบ พอถูกตีกรอบไว้แบบนี้สิ่งที่เขาทำ เขาก็ทำแบบ Play Safe ทำงานที่ถูกระบุไว้แล้วในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะทำเพียงแค่นี้ละ ไม่มีใครมาว่าอะไร แล้วก็ไม่โดนคดี มันก็ปิดกั้นที่เราจะทะเยอทะยานทำเรื่องที่จะแก้ปัญหา ได้มากขึ้น
ล็อกที่ ๓ ครับ ยุทธศาสตร์ชาติก็ล็อกการจัดสรรงบประมาณไว้อีก รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๒ บอกไว้ว่า การจัดทำงบประมาณแผ่นดินต้องสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่านโยบายหรือโครงการใด ๆ ที่ดูแล้วจำเป็นมาก ๆ จำเป็นที่ต้องได้รับงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ถ้ามันไม่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติครับ แม้แต่บาทเดียวก็ไม่มีสิทธิได้จากงบประมาณ และในขณะเดียวกัน ต่อให้มีนโยบายหรือโครงการใด ๆ ที่มันไม่ตอบโจทย์แล้วมันตกยุคไปแล้ว แต่ยุทธศาสตร์ชาติ บอกว่าต้องทำอยู่ นโยบายนั้นโครงการนั้นก็จะได้รับงบไปแบบ Automatic ก็คือต้องทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ทำต่อไปแบบนี้ กลายเป็นว่างบประมาณแผ่นดินเราที่มีจำกัดถูกระบุให้ทำ ทุกเรื่อง ไม่ทำเรื่องใดก็ไม่ได้ กระจายไปแบบเบี้ยหัวแตก กลายเป็นว่าเราทำทุกเรื่อง แต่เรา ทำได้ไม่สุดสักเรื่อง ประเทศไทยเราตั้งแต่มียุทธศาสตร์ชาติมาเราใช้งบประมาณ ๗ ปีงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๖ ล้านล้านบาทไปแล้วนะครับ ผลของมันเราดูได้ ง่าย ๆ จีดีพีของประเทศไทย ณ ปัจจุบันโตต่ำในภูมิภาคเป็นเชิงประจักษ์ มันไม่มีใครเถียงได้ และเรายังต้องอยู่กับยุทธศาสตร์ชาตินี้ไปจนครบ ๒๐ ปี ซึ่งถ้าคำนวณในหัวไว ๆ จนครบ ๒๐ ปีเราจะใช้งบประมาณแผ่นดินรวม ๆ ๖๐ ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย ลองคิดดูถ้าเรา ยังดำเนินแบบนี้ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร เพื่อสรุปผ่านท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนเลยว่า ทำไมเราต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน แล้วถึงจะแก้ปากท้องได้ดี เพราะยุทธศาสตร์ชาติที่ระบุในรัฐธรรมนูญปัจจุบันล็อกคอการทำงานของรัฐบาล ล็อกคอ การทำงานของข้าราชการและล็อกการจัดสรรงบประมาณไว้ รัฐบาล พรรคการเมือง ไม่สามารถนำเสนอสิ่งใดที่เหลื่อมล้ำเกินยุทธศาสตร์ชาติได้เพราะมันจะผิด ข้าราชการ หน่วยงานไม่กล้าทำนอกกรอบ ไม่กล้าทะเยอทะยานต้องทำตามที่ระบุไว้เท่านั้น ถ้าไม่ทำตาม ก็ผิด งบประมาณแผ่นดินเช่นกันครับจะโยกไปทำเรื่องอื่นก็ไม่ได้ จะไปโปะตรงนั้นก็ไม่ได้ จะตัดอันนี้ทิ้งไม่ได้เพราะยุทธศาสตร์ชาติบอกว่าให้ทำ มันก็เป็นที่มา ของวลีครับ ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ผมว่านี่คือที่มาที่แท้จริงของมัน ข้อเสนอของผมในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจำเป็นต้องยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติครับ และให้เรื่องของนโยบายเป็น เรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องคิดและนำเสนอให้กับประชาชน ซึ่งถ้าคิด มาดี ประชาชนก็เลือก ถ้าเลือกมาแล้วทำได้ดีประชาชนเลือกต่อ ถ้าทำไม่ได้ประชาชน ก็ไม่เลือก มันควรที่จะเรียบง่ายแบบนี้ ไม่ใช่ว่าถูกล็อกด้วยยุทธศาสตร์ชาติแบบนี้ พรรคประชาชนเรามีแนวคิดที่จะบริหารประเทศแบบ Mission Based ไม่ใช่ Ministry Based หมายความว่าอะไรครับ เราจะเอาโจทย์สำคัญของประเทศเป็นตัวตั้งแล้วดึง หน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์นั้น ไม่ใช่ทำงานแบบแยก กระทรวงกันเป็นไซโลแบบทุกวันนี้ ซึ่งถ้าเราไม่แก้ยุทธศาสตร์ชาติเราไม่มีทางทำเรื่องนี้ได้ ยุทธศาสตร์ชาติกรอบทุกหน่วยงานให้ทำตามหน้าที่ของตัวเอง เราไม่สามารถที่จะดึงเขา มาร่วมกันอย่างง่ายดายแบบนั้นได้ ถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญไม่ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ การแก้ปัญหาปากท้อง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแทบทุกวัน ความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอด การแก้โจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องใช้ทรัพยากรมากนะครับ งาน เงิน คน เรา ต้องใช้แบบพุ่งเป้า เราทำไม่ได้เลยครับเพราะเราไม่มีอิสระในการทำ ดังนั้นผมจึงเห็นชอบ ที่จะเปิดทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไปยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติเพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหา ปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสหัสวัต คุ้มคง ครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอมาโดย ๓ พรรคการเมืองในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมยินดีอย่างยิ่งครับที่ในที่สุด เราก็มีวันนี้สักทีครับ วันที่เราจะได้เริ่มต้นลั่นระฆังการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปัญหาของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผมคงไม่ต้องพูดแล้วครับเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นอภิปรายวันนี้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้พูดไปแล้วครับ และทุกพรรคการเมืองก็ได้หาเสียงเอาไว้ว่าจะแก้ รัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันยุตินะครับ ผมคิดว่าเราได้ฉันทามติแล้วว่าเราต้องเดินหน้าไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเอาประเทศเรา หลุดพ้นจากวิกฤติทางการเมืองที่เราเผชิญมาอย่างยาวนานหลายสิบปี เพื่อให้ประเทศนี้ เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ก็ตามที่ศาล รัฐธรรมนูญท่านได้เขียนไว้เต็มไปหมดครับในคำวินิจฉัยฉบับนี้ เขียนไว้อย่างชัดเจนครับว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง จะเห็นเลยว่าส่วนแตกต่างที่สำคัญคือที่มาที่ไปและสัดส่วนของสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคประชาชนครับ โดยสาเหตุหลักง่าย ๆ ครับ นี่คือร่างที่สะท้อนเสียงของประชาชนได้ดีที่สุด ซึ่งก็มาจากข้อจำกัดที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สร้างไว้นะครับ ซึ่งก็สร้างไว้โดยไม่มีใครถามครับ เหตุผลคือร่างฉบับนี้มีกลไกการได้มา ซึ่งคณะกรรมการยกร่าง โดยให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน แล้วให้สภาแห่งนี้เลือกให้เหลือ ๓๕ คน เป็นความยึดโยงระหว่างประชาชนและรัฐสภาตามที่ถูกจำกัดไว้ โดยการเลือก คณะกรรมการการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะให้ผู้ประสงค์ลงสมัครจัดทีมขึ้นมากแล้วก็ให้ ประชาชนเป็นผู้เลือก ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้น เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้สะท้อนร่างรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการสะท้อนอุดมการณ์ แนวคิดของประชาชนได้ดีที่สุดตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มบุคคลใดครับที่อยากเสนอตัว มาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็รวมตัวกันมา นำเสนอตัวเองต่อประชาชนว่าตัวเอง เป็นตัวแทนของอุดมการณ์แบบใด แต่ละคนสะท้อนเสียงคนกลุ่มไหนจะมาเพื่อผลักดันอะไร หาเสียงกันให้เต็มที่เลยครับ จากนั้นก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าอยากให้คนกลุ่มไหนมาร่าง รัฐธรรมนูญให้พวกเขา จะมาผลักดันสิทธิแรงงาน สิทธิสวัสดิการ ผลักดันสิทธิความ เสมอภาคทางเพศ หรือสิทธิในที่ดินทำกิน แก้ปัญหาการเมือง จะมาเพิ่มกลไกการตรวจสอบ องค์กรอิสระ จะมายกเลิก สว. หรือยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญหาเสียงกันเลยครับ แล้วให้ประชาชนเลือกว่าจะให้ตัวแทนของเขาเป็นคนกลุ่มไหน ส่วนในความกังวลเรื่อง ความทั่วถึง ร่างของพรรคประชาชนเองก็ได้ออกแบบกลไกของสภาที่ปรึกษาอีกจำนวน ๑๐๐ คน ที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นแบบแบ่งเขตจังหวัด คนกลุ่มนี้ ก็จะคอยเป็นตัวแทนรวบรวมความเห็นปัญหาเสียงสะท้อนของประชาชนไปนำเสนอ ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนในการ ร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด และนี่คือหัวใจของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย และสำหรับคนที่มีข้อกังวลเรื่องของร่างฉบับนี้ของพวกเราพรรคประชาชน ผมฟังมาทั้งวัน ก็พอจับใจความได้หลัก ๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นข้อกังวลจากเพื่อนสมาชิกฝั่ง สว. ครับ ที่ว่า ร่างของพวกเราอาจจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้นะครับว่ารัฐสภา ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แล้วก็มาหาว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือ ไม่ยอมอ่านคำวินิจฉัยฉบับนี้ ซึ่งผมขออธิบายเรื่องนี้ในอีก ๒ ประเด็นย่อย คือ ๑. รูปแบบ ที่พวกเราออกแบบมานี้คือการเลือกตั้งทางอ้อม เพราะมีการให้รัฐสภามาคัดอีกที แล้วส่วนที่ มีการเลือกตั้งทางตรงก็มาเป็นสภาที่ปรึกษาไม่ได้มีอำนาจในการร่าง เป็นแต่เพียงทำให้ คณะผู้ร่างทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง พวกท่านที่มาจากการเลือกกันเองวนไปวนมานี่ ก็อย่าคิดนะครับว่าการเลือกตั้งโดยอ้อม Model อื่นไม่ใช่การเลือกตั้งสิครับ การเลือกตั้ง โดยอ้อมมีหลายรูปแบบมาก ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เราเลือก สส. มาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ประเด็นย่อยที่ ๒ ผมอยากจะขอคำอธิบายตัวคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ที่ท่าน ๆ บอกว่าพวกผมไม่อ่าน อ่านไม่รู้ดูไม่เป็นไร ผมอยากจะชวนทุกท่านอ่านกันใหม่ สำหรับใครที่เรียนนิติศาสตร์มาเอาแบบ ๑๐๑ เลยครับ คงทราบดีว่าเวลาเราทำข้อสอบถ้า เราไปตอบสิ่งที่ไม่ได้ถาม เราอาจจะเสียคะแนน คำตอบข้อนั้นอาจจะผิดไปเลยก็ได้ หรือเรา อาจสอบตกเลยก็ได้ ตุลาการจำนวนมากท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ท่านก็ย่อมจะรู้ข้อนี้ดี แล้วถ้าเรากลับไปอ่านเราจะรู้เลยว่าข้อความที่ว่าไม่อาจให้เลือก สสร. ได้ไม่ได้อยู่ในคำถาม ที่สภายื่นไป แต่ตอบกลับมาเองแบบนี้ก็เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือเปล่า แล้วมากไปกว่านั้นถ้าเราเรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเราย่อมรู้ว่าอำนาจตุลาการเป็น อำนาจเชิงรับ คือใช้อำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีคนถามและตอบเท่าที่ถูกถาม ดังนั้นการที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตอบแบบนี้เป็นการขยายขอบเขตอำนาจตัวเองออกไปอีก เป็นการใช้ อำนาจเชิงรุก ซึ่งผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ และนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาอย่างไร และถ้ายังท่องกันอีกว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือผมอยากจะชวนพวกท่าน อ่านต่อครับว่าจริง ๆ แล้วศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยออกมาจาก ๗ ท่าน ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก ที่บอกว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือ ท่านกลับไปอ่านคำวินิจฉัยรายบุคคลครับ ผม Print มาแล้ว ก็จะเห็นว่ามีเพียง ๓ จาก ๗ ท่านเท่านั้นที่พูดว่าประชาชนไม่มีอำนาจเลือก สสร. และ ๒ จาก ๓ ก็บอกอีกนะครับว่าที่ไม่มีอำนาจเลือกโดยตรงก็ด้วยข้อจำกัดของมาตรา ๒๕๖ ที่เรากำลังแก้กันอยู่วันนี้ครับ ซึ่งหมายความว่าถ้าเราแก้มาตราที่เรากำลังแก้กันอยู่นี้ให้ เลือกได้ ประชาชนก็จะเลือก สสร. โดยตรงได้ ดังนั้นถ้าดูในรายละเอียดจึงมีเพียงท่านเดียว เท่านั้นที่วินิจฉัยว่าไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมก็ว่าแปลกประหลาดมากคือท่านให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจสภามาทำหน้าที่นี้ ซึงปัญหาตรงนี้ก็เกิดว่าในคำวินิจฉัยตัวเต็มเอง ทั้งส่วนบุคคลเองหรือฉบับย่อเอง ในคำวินิจฉัยทั้งหมดก็จะมีคำคำหนึ่งอยู่ในคำวินิจฉัยคือ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ผมก็เลยแปลกใจว่าการคืนอำนาจสถาปนา ไปให้ประชาชนไปเลือกคนมาร่างรัฐธรรมนูญมันขัดหลักการตรงไหน คำวินิจฉัยทุกหน้า ก็เอาแต่พูดว่าอำนาจสถาปนาเป็นของประชาชน และท้ายที่สุดดันมาบอกว่าประชาชน เลือกไม่ได้ แบบนี้ผมงงครับ อยากจะถามคนที่เรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเลยครับว่านี่มัน คือคนกลุ่มหนึ่งกำลังยึดอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจากประชาชนไปเป็นของตัวเองหรือเปล่า ตั้งแต่ผมศึกษากฎหมายมาทั่วโลกเลยครับ ผมก็ไม่เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยไหนเลย ในโลกนี้จะมีปัญหาเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเท่านี้มาก่อน และที่มากไปกว่านั้น อย่างที่ผมกล่าวไว้มีเพียง ๓ ใน ๗ ที่บอกว่าทำไม่ได้ แล้ว ๒ ใน ๓ ก็บอกว่าที่ทำไม่ได้เพราะ มาตราที่เรากำลังแก้กันอยู่ คำถามที่ผมอยากจะถามคือทำไมเราถึงเอาเสียงโหวต ๓ จาก ๗ มาเขียนลงในคำวินิจฉัยตัวเต็มแล้วบอกว่าทำไม่ได้ คือถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเราใช้มาตรฐานนี้ ไหมครับ จะตัดสิทธิใคร ยุบพรรคไหน โหวต ๒ คน ๓ คน จาก ๗ คน ก็เอาตามนี้เลยครับ อย่างนี้หรือครับ ใครที่บอกว่าพวกผมไม่อ่านนี่กลับอ่านใหม่อีกทีครับ แล้วอย่าอ่านแค่ คำวินิจฉัยเลยกลับไปอ่านหนังสือรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์เบื้องต้นด้วยครับ สรุปสั้น ๆ ครับท่านประธาน ผมขอเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านรับร่างทั้งสาม ทั้งของ ๓ พรรคการเมืองในวันนี้ และให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ด้วยสาเหตุง่าย ๆ เพราะนี่เป็นร่างที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดและไม่ได้มีการใดเลยที่ขัดคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พวกท่านทุกคนคือนักการเมือง นักการเมืองมาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ได้เพราะระบอบประชาธิปไตย ในฐานะนักการเมืองท่านมี หน้าที่ในการยืนยันหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เรื่องง่าย ๆ อย่างอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ถ้าวันพรุ่งนี้พวกท่านไม่ยืนยันหลักการนี้เท่ากับ พวกท่านไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขออนุญาต ร่วมอภิปรายว่าทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ อ.เอท ขอมาใน Model Law L A W Law แปลว่ากฎหมาย มาเริ่มที่ L ตัวแรก L ตัวแรกคือคำว่า Liability แปลว่า ความรับผิดชอบใครจะมารับผิดชอบกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อ.เอท ขอใช้คำว่าวิกฤติ ๓ ก ก ตัวแรกคือประเทศไทยยังก้าวไม่ทันประเทศอื่นเขานี่คือ วิกฤติตัวที่ ๑ วิกฤติตัวที่ ๒ คือทำไมประเทศไทยยังก้าวย่ำอยู่กับพื้นที่ และวิกฤติตัวที่ ๓ คือ ทำไมประเทศไทยยังคงก้าวถอยหลังใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อวิกฤติ ๓ ก มันนำไปสู่ความ เจ็บช้ำด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา ถามว่ามาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ใช่หรือไม่ มาจากการทำรัฐประหารใช่หรือไม่ มาจาก คสช. ใช่หรือไม่ อ.เอท คิดว่าประชาชนที่กำลังดูอยู่มีคำตอบแล้วว่าทำไมถึงต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญนายกจะรับผิดชอบได้ไหม ท่านลองไปคิดดู ๒ ปีที่ผ่านมาถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไปแล้วถึง ๒ ท่านจากศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าเกี่ยวข้องกับประชาชนไหม ท่านลองไปคิดดู สุดท้ายเราจะให้นายกที่เป็นทั้งคนในและคนนอกเข้ามาดูแล เขายังไม่มีเสถียรภาพในการ ที่จะมาดูแลประเทศเลยแล้วคนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างไร นี่คือความ เจ็บปวดด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจนครับท่านประธาน
ต่อมาคือตัว A A คือ Authority แปลว่า อำนาจอำนาจควรจะเป็นของใคร คำตอบในมาตรา ๓ เล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยก็คือ อำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศต้องเป็นของคนไทยทุกคนผ่านการเลือกตั้ง แต่ดูทรงแล้ว จะกลายเป็นอำนาจการเผด็จการที่มาจากอำนาจนิยมหรือเผด็จการอำนาจนิยมซึ่งคนเหล่านี้ จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเหมือนพิธีการสุดท้ายแล้วก็จะวนกลับไป ที่รัฐประหารใช่หรือไม่ สรุปอำนาจที่แท้จริงก็ไม่ได้เป็นของประชาชน และยังมีอีก ๑ อำนาจ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็คือ อันนี้ขออนุญาตไม่ได้เป็นการพาดพิงก็คือมาจากที่มาของวุฒิสภา ซึ่งเท่าที่ผ่านมาวุฒิสภาคือสารตั้งต้นขององค์กรอิสระใช่หรือไม่ คราวที่แล้วหรือชุดที่แล้ว ไม่ต้องปฏิเสธว่ามีความเกี่ยวพันเกี่ยวข้องอย่างไรกับรัฐประหาร มาชุดนี้ก็ยังคงมีความ เกี่ยวข้องกับการที่ไปฮั้ว สว. ก็หวังว่ากระบวนการที่เป็นกระบวนการยุติธรรมจะจัดการเรื่อง นี้ได้อย่างเด็ดขาดคืนความยุติธรรมให้กับกระบวนการยุติธรรมได้แล้ว
ต่อมาตัวสุดท้ายคือ W อ.เอท ขอใช้คำ Win-Win คือชัยชนะ สุดท้ายแล้ว ชัยชนะเป็นของประชาชนจริงหรือไม่ คำตอบเราลองไปดูเรื่องของสิทธิ เพื่อน ๆ อ.เอท พูดมากมายเหลือเกินว่าสิทธิของรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังไม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แล้วประชาชนจะมีชัยชนะได้อย่างไร ตัวอย่างเช่นถ้าพูดเรื่องการศึกษา รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ บอกเรียนถึง ม. ๖ พอปี ๒๕๖๐ แค่ ม. ๔ ม. ๓ ก็พอ ไปดูเรื่องสาธารณสุข ทุกคนต้องเข้าถึง และเท่าเทียมกันได้ในระบบการดูแลรักษาสาธารณสุข แต่พอปี ๒๕๖๐ บอกว่าต้องยากไร้นะ ถึงจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม ไปดูเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุที่เกิน ๖๐ ปี รายได้ ไม่ทั่วถึงเขาก็จะได้รับการดูแลจากภาครัฐ แต่พอมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บอกว่ายากจน ไม่พอต้องยากไร้ คนจนคนแก่ต้องยากไร้ด้วย ก็เหมือนกับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้ ประชาชนยากไร้ ต้องการให้ประชาชนจน เจ็บ แล้วเจ๊ง ถึงจะเข้ามาดูแลใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ อ.เอท อยากที่จะสะท้อนให้เห็นว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไร และสุดท้ายคนที่ Win-Win หรือคนที่ ชนะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากองค์กรอิสระที่มีความเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา หรือเปล่า เป็น กกต. หรือเปล่า เป็น สตง. ไหม ปปง. ไหม ป.ป.ช. ไหม นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด แล้วว่าทำไมประชาชนยังเจ็บยังจน และเรื่องของ ๓ ก ที่ อ.เอทบอกไปเมื่อสักครู่นี้คือ ก้าวไม่ทันชาวบ้าน ก้าวล้าหลังกว่าเขา แล้วสุดท้ายก็ก้าวไม่ทันเขา แล้วยังก้าวถอยหลัง อีกต่างหาก นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดโยงกับประชาชนหรือยึดโยง กับใครกันแน่
สุดท้ายนี้ อ.เอทอยากที่จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขฉบับใหม่ต้องทำ ๓ ข ได้แล้ว ๓ ข คืออะไร คือ ๑. ต้องเข้าใจในความต้องการของพี่น้องประชาชน ๒. ต้องเข้าถึงสิทธิของประชาชนขั้นพื้นฐานได้สักที และ ๓. ให้เขาได้เข้าร่วม ในการที่จะแก้กฎหมายของเขา เชื่อเหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง Respec
ต่อไปขอเชิญคุณธิษะณา ชุณหะวัน ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ขอสไลด์ขึ้นด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอสดุดีวีรชน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๑ ค่ะ คือวันที่ประชาชนและนักศึกษาเยาวชนจำนวนมากลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และการต่อสู้นั้นจบลงด้วยชีวิตของหลายคน แต่ได้เปิดประตูประเทศให้เข้าสู่เสรีภาพ และสิทธิของพลเรือนค่ะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยจะพูดถึงความเป็นจริงของรัฐธรรมนูญไทยและ ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ ดิฉันมองว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นสัญญาประชาคมหรือ Social Contract ระหว่าง ประชาชนกับรัฐ แต่สิ่งที่เราต้องถามตัวเองคือรัฐธรรมนูญของไทยในวันนี้ทำหน้าที่นั้นได้จริง หรือไม่ มีนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบชื่อดัง หรือ คาร์ล โลเวนสไตน์ (Karl Loewenstein) เคยกล่าวไว้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อมันมีพลังควบคุม อำนาจทางการเมืองได้อย่างแท้จริง คือสิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้ถูกนำมาใช้ ในเชิงปฏิบัติ และนี่คือคำถามที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอสไลด์ที่ ๒ ด้วยค่ะ ทฤษฎีของโลเวนสไตน์ (Loewenstein) มีรัฐธรรมนูญอยู่ ๓ แบบ และบทเรียน สำหรับประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันอยากคุยเรื่องรัฐธรรมนูญที่เราได้ยิน บ่อยมาก แต่ในชีวิตจริงกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวจนเหมือนอยู่คนละประเทศกับสิ่งที่เขียน ไว้ในเล่มนี้ ท่านคะ นักรัฐศาสตร์คาร์ล โลเวนสไตน์ (Karl Loewenstein) ยังกล่าวไว้ว่า รัฐธรรมนูญมีอยู่ ๓ ประเภท
๑. คือ Normative Constitution ค่ะ Normative Constitution คือ รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้อย่างไรก็ปฏิบัติในเชิงภาคปฏิบัติอย่างเป็นจริงเป็นจัง อย่างเช่น รัฐธรรมนูญในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็เคารพกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ตามนั้น ไม่ได้มีใครที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ กล่าวคือรัฐธรรมนูญมีประสิทธิผลในเชิงภาคปฏิบัติ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิและสิทธินั้นมีอยู่จริงค่ะ ไม่ต้องขออนุญาต ใครก่อนที่จะใช้สิทธินั้นค่ะ
แบบที่ ๒ คือ Nominal Constitution คือ Dead Letter หรืออักษรที่ตาย ไปแล้ว คือมีรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ไม่สามารถที่จะทำได้จริง ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง จะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นส่วนมากหรือว่าประเทศที่สาม ซึ่งไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ตัวอย่างเช่นในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าสิทธิในการเข้าถึงในการศึกษา อย่างถ้วนหน้า แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีงบประมาณจัดสรรพอ แล้วยังมีเด็กนักเรียนจำนวนมาก ที่ตกหล่นจากการศึกษา นี่เรียกว่า Nominal Constitution เหมือนโปสเตอร์ Campaign ที่สวยหรูแต่ไม่มีงบ เขียนไว้ว่ามีสิทธิเสรีภาพมีครบ แต่พอใช้จริงกลับถูกบอกว่ายังไม่ถึงเวลา
และแบบสุดท้ายคือแบบ Semantic Constitution หรือแบบเผด็จการ เต็มรูปแบบ หรือแบบ Absolute Power เช่น ระบอบเผด็จการทหาร อย่าง คสช. ที่ผ่านมา หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อีกแบบหนึ่งคือระบอบที่ประเทศไทยกำลังใช้อยู่ ในปัจจุบันนี้คือ Hybrid Constitution มีการเลือกตั้งค่ะ แต่ยังมีองค์กรอิสระและสภาสูง ที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอยู่ ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญลูกผสมหรือกึ่งผสมเผด็จการ ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มตัว เป็นรัฐธรรมนูญที่จัดฉากสวย ๆ ผักชีโรยหน้า ให้คนยืนโพสต์ ถ่ายรูปให้ต่างประเทศเห็นว่าเราเข้าคูหามีประชาธิปไตยแล้ว แต่พอเปิดกล้องจริง อำนาจจริงกลับไปอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกว่า ๒๐ ฉบับ เยอะจนคนรุ่นใหม่จำเลขไม่ได้แล้วค่ะ จำได้อย่างหนึ่งก็คือเปลี่ยนกี่ฉบับก็มี ผู้มีอำนาจจริงอยู่เพียงแค่คนเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน เราเขียนสิทธิเสรีภาพไว้เต็มหน้ากระดาษ เอาไว้ใช้สิทธิเสรีภาพกลับต้องขอดูใบอนุญาตจากอำนาจที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่จริง หรือที่เราเรียกว่ารัฐซ้อนรัฐ เราเรียกว่าอำนาจเป็นของประชาชน แต่พอประชาชนเลือกคน ของตัวเองมาได้เสียงมากกว่า ๑๔ ล้านเสียง กลับมีใครบางคน ไม่ได้มีใครบางคนค่ะ มีแค่ ๙ คนที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร บอกว่ามีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง ต้องยุบพรรคนี้ รัฐธรรมนูญแบบนี้ โลเวนสไตน์ (Loewenstein) หรือว่านักวิชาการ เรียกว่า รัฐธรรมนูญจัดฉาก ฉากหน้าเอาไว้แต่งให้หน้าบ้านดูดีแต่พอเปิดประตูเข้าไปข้างในปุ๊บ มีคนอื่นนั่งอยู่บนโซฟาแทนที่จะเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านควรจะเป็นประชาชน ผู้ถืออำนาจอธิปไตยสูงสุดในประเทศนี้ รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของคณะใดคณะหนึ่ง กลุ่มอำนาจใด กลุ่มอำนาจหนึ่ง กลุ่มราชวงศ์ใดกลุ่มราชวงศ์หนึ่ง หรือนามสกุลใดนามสกุลหนึ่ง ควรจะเป็น ของเราทุกคนที่เสียภาษีอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนหรือชนชั้นสูง รัฐธรรมนูญ ไม่ควรเป็นเอกสารตกแต่งของระบอบใด แต่เป็นคำมั่นสัญญาของรัฐกับประชาชนว่าอำนาจ สูงสุดและอธิปไตยจะเป็นของประชาชน เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนดิฉันขอเปรียบเทียบ ประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Democracy อย่างประเทศไทย แต่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่สามารถใช้ได้จริง เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ในประเทศได้อย่างแท้จริง ๑. ฝรั่งเศสภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๑๙๕๘ จากรัฐที่เคยล้ม รัฐบาลบ่อยกลายเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพด้วยระบบ Semi-Presidential System ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภา ผลคือเกิด การสมดุลระหว่าง Legitimacy และ Accountability ๒. คือประเทศอินเดีย หลังจากได้รับ เอกราชรัฐธรรมนูญ ปี ๑๙๕๐ ถูกออกแบบให้ Flexible in Past But Registe In Principle คือแก้ไขได้ในบางประเด็นแต่ยังคงไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยที่เป็นพื้นฐานมากว่า ๗๐ ปีแล้วโดยที่ไม่ถูกฉีก และ ๓. คือแอฟริกาใต้ในยุค Apartheid ใช้รัฐธรรมนูญเพื่อ Reach Consensus Society หรือสร้างฉันทามติทางใหม่ของสังคม Constitution Consensus พวกเขาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนในชาติ หรือทุกสีผิวทุกเชื้อชาติในชาติ และเมื่อลองมาเทียบกับไทยเราจะเห็นว่าไทยมีลักษณะที่เป็น Hybrid Constitution คือผสมระหว่างรัฐสภาและราชาธิปไตย และอำนาจนอกระบบ เข้าด้วยกัน แต่ยังไม่สามารถสร้างสมดุลเฉกเช่นเดียวกันกับฝรั่งเศสหรืออินเดียได้ ดิฉันจึงขอเรียกว่า Hybridge Without Harmony หรือผสมแต่ไม่กลมกลืน เมื่อเราเปรียบเทียบดัชนีการให้ คะแนนรัฐธรรมนูญระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นในอาเซียน การประเมินดัชนี ประชาธิปไตยของ Economic Intelligence Unit ประเทศไทย ยังอยู่ในระดับ Hybridge Regime หรือระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม เหตุที่ไทยจัดอยู่ในระบอบเผด็จการ อำนาจนิยมเลือกตั้งเพราะผลวิจัยจาก Economic Intelligence Unit ซึ่งคำนวณดัชนีความ เป็นประชาธิปไตยจากองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ๑. เสรีภาพของพลเรือน ๒. กระบวนการ เลือกตั้งและการแบ่งขั้วทางการเมือง ๓. ศักยภาพในการทำงานของรัฐบาลและการดำเนิน ตามนโยบาย ๔. วัฒนธรรมทางการเมือง และ ๕. การมีส่วนร่วมทางการเมือง หากจัด เรียงลำดับประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีจีดีพีต่อประชากรคาดการณ์ในรูปตัวเงินในเงินดอลลาร์ สหรัฐจากมากไปน้อย เข้าใจง่าย ๆ ว่ารายได้ต่อหัวและมาเปรียบเทียบกับดัชนีความเป็น ประชาธิปไตย ท่านประธานจะเห็นได้ว่ามีเพียงประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่รายได้ต่อหัว สูงกว่าประเทศไทย ซึ่งคะแนนของมาเลเซียความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ ๗.๑๑ สูงกว่าไทย อยู่ที่ ๖.๒๗ ขณะที่สิงคโปร์คะแนน ๖.๑๘ น้อยกว่าไทยเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีรายได้ต่อหัว สูงกว่ามากค่ะ ดิฉันจึงอยากให้พิจารณาในองค์ประกอบย่อยด้วย โดยการคำนวณคะแนน โดยรวมที่เกิดจากคะแนนดัชนีทั้ง ๕ ข้อที่ดิฉันเอ่อยไปก่อนหน้านี้แบบค่าเฉลี่ยคณิตศาสตร์ ธรรมดาคือบวกแล้วหารด้วย ๕ ดังนั้นเรามาดูกันในแต่ละองค์ประกอบย่อยของไทยและ สิงคโปร์จะมีตัวอย่างหลายคำถาม แต่ละดัชนีจากพระปกเกล้าเราจะพบว่ากระบวนการ เลือกตั้งและความหลากหลายหรือพหุนิยมของไทยเราได้ ๖.๕ คะแนนสูงกว่าสิงคโปร์ ๕.๓๓ จะมีตัวอย่างคำถามว่าการเลือกตั้งระดับเทศบาลมีความเป็นอิสระหรือยุติธรรมหรือไม่ แล้วมันสะท้อนอะไรในผลเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันสะท้อนที่ประชาชน พูดกันอย่างกว้างขวางว่าเลือกคุณทิม พิธา เป็นเพียงพิธี และมีอิสระที่จะเลือกพรรคใด ให้มีคะแนนสูงสุดก็ได้ แต่พรรคที่คะแนนได้สูงสุดก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ดี ภายใต้รัฐบาลของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ๒. ดัชนีการทำงานหรือหน้าที่ของรัฐบาล หรือ Functioning of Government ของรัฐบาลไทย เราได้แค่ ๕ เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่ถึงแม้ว่า Civil และ Liberty หรือสิทธิของพลเรือนจะได้ต่ำเท่ากับของเรา แต่เขาได้ Functioning of Government หรือศักยภาพในการทำงานได้สูงถึง ๗.๑๔ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ล็อกว่ารัฐบาลที่ชนะจากการเลือกตั้ง หากไม่ปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติก็นับว่าเป็นการทุจริตและมาพิจารณาที่ดัชนีของกลุ่มหน้าที่ของรัฐบาลจะมี คำถามว่าการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติถือเป็นองค์กรสูงสุดทางการเมือง มีอำนาจสูงกว่า อำนาจการปกครองอื่นหรือไม่ เราเห็นว่าภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เปลี่ยนตัว นายกรัฐมนตรีที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งไปแล้วถึง ๓ ครั้ง โดยอำนาจตุลาการรัฐบาลไม่ สามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ เพราะกลัวองค์กรอิสระอย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญจะ ลงโทษให้พ้นจากตำแหน่ง และดัชนีที่ ๓ คือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็สะท้อนไปในแนว เดียวกันคือเลือกคุณทิม พิธา เป็นพิธี ประชาธิปไตย ๕ วินาทีในคูหา เลือกได้แต่ สส. แต่ ประชาชนเลือกรัฐบาลไม่ได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านกินระยะเวลาเกินกว่า ๑ ทศวรรษ ซึ่งอาจ เรียกได้ว่าทศวรรษที่สูญหายไปคะแนนไทย ๘.๓๓ สูงกว่าสิงคโปร์ถึง ๔.๔๔ เท่าตัว สิ่งที่ ประชาชนคาดหวังนโยบายจากรัฐบาลที่ตัวเองเลือกก็ไม่ได้ทำ ดัชนีที่ ๑ คือทำไม่ได้ นี่คือ ปัญหาของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ดัชนีที่ ๔ คือวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยเราได้คะแนน ๕.๖๓ มีวัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าสิงคโปร์อีกนะคะ สิงคโปร์ได้คะแนน ๗.๕ อาจเป็นเพราะประเด็นการยอมรับเสียงข้างมากของประชาชนหรือนโยบายตามเสียงข้างมาก ของประชาชนไม่ได้ถูกนำมาใช้ในประเทศเรา และดัชนีที่ ๕ คือเสรีภาพของพลเรือน ของไทยได้ ๕.๘๘ ซึ่งก็น้อยกว่าทุก ๆ ประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แม้ว่าประเทศ ในสิงคโปร์จะมีการวิจารณ์รัฐบาลได้น้อยกว่าไทย แต่เสรีภาพในการเลือกรัฐบาลของไทย น้อยกว่าสิงคโปร์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐
โดยสรุปจากดัชนีทั้ง ๕ จะเห็นว่าประเทศไทยจะไต่ระดับหรือก้าวกระโดด ก็ตาม ไม่ใช่แค่ให้การเลือกตั้งเป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เสียงส่วนใหญ่ที่เลือกนโยบายจาก พรรคการเมืองก็ต้องได้รับการนำไปปฏิบัติโดยพรรคการเมืองนั้นเป็นแกนนำจัดตั้ง รัฐบาล โดยหากนำนโยบายที่หาเสียงไว้จะไม่มีความผิด แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับทำ ตรงกันข้ามกันหมดเลยค่ะ จึงเป็นเหตุผลให้ควรจัดตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ ขอสไลด์ที่ ๕ จากที่ ดิฉันกล่าวไปเราถูกจัดให้เป็น For Democracy หรือประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่มีความ บกพร่องจากที่ดิฉันกล่าวไปก่อนหน้านี้ ดิฉันได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน ของสิงคโปร์จะเห็นได้ว่ามี Functioning of Government หรือศักยภาพการทำงานตาม นโยบาย ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนถึง ๗.๑๔ เปอร์เซ็นต์ และจากที่ดิฉันกล่าว ไปไทยเราได้เพียง ๕ เต็ม ๑๐ คะแนน ถ้าข้อมูลนี้จะได้เห็นว่านอกจากเสรีภาพของพลเรือน ของประเทศเราจะจำกัดแล้ว แต่การทำงานของรัฐบาลของเราก็ยังอยู่ในจุดต่ำด้วย อยู่ในเกณฑ์ต่ำเกินกว่ามาตรฐานโดยการวิจัยของ Economic Intelligent ซึ่งมันก็คือภาพ สะท้อนที่เราได้เห็นจากในบ้านของเรา ในสมัยนี้เรามีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง ๓ คน ซึ่งสาเหตุก็มาจากการโดนตัดสิทธิจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยดิฉันไม่ขอเอ่ยถึงความผิดต่อกรณี ที่ตัดสิทธินายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ดิฉันมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นคือเรื่องกระบวนการ ตรวจสอบถ่วงดุลของอำนาจที่ฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติสามารถโต้กลับประเด็นการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เพราะในเหตุการณ์แบบเดียวกัน อดีตสมาชิก สส. โดยเฉพาะ สส. จากพรรคก้าวไกลหรืออดีตพรรคก้าวไกลที่ถูกตัดสิทธิและยุบพรรคไปหลายครั้งหลายครา ยุบกันเป็นผักเป็นปลา โดยศาลรัฐธรรมนูญก็ดูเหมือนจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินชี้ขาด ฟากฝั่งการเมือง เปรียบเสมือนอาญาสิทธิ์ มิอาจโต้แย้งได้ว่าการยุบหรือการตัดสิทธิหรือกรณี วินิจฉัยอื่น ๆ มีความเหมาะสมหรือไม่ หากเราทบทวนและพิจารณาการถ่วงดุลอำนาจ ของบ้านเรา ฝ่ายบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ หลักการและประเด็นที่สำคัญที่ดิฉันมองว่า ขาดไม่ได้เลยคือโครงสร้างอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลกัน เพราะสิ่งนี้จะช่วยกำหนด ทิศทางประชาธิปไตยไทยได้ในอนาคตอย่างแท้จริงและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลและต้องไม่ให้มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือ องค์กรอิสระเป็นศูนย์รวมอำนาจที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะวิป และสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ขอกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้งฟากรัฐบาล ฝ่ายค้าน แล้วก็ทางสมาชิกวุฒิสภาที่ได้บริหาร จัดการเวลาร่วมกันเป็นอย่างดี ตอนแรกเราตั้งเป้าว่าจะจบประมาณ ๒๓.๐๐ นาฬิกา หรือ ๕ ทุ่ม ตอนนี้เราสามารถทำได้จบก่อนเวลาพอสมควร ก็ต้องขอกล่าวขอบคุณ ผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน แล้วก็พรุ่งนี้ตอน ๙ โมงเช้า เดี๋ยวเราจะเริ่มกัน อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็คาดหวังว่าพวกเราทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในการบริหารจัดการเวลาให้พรุ่งนี้ ควบคุมให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาเท่าที่เรามี แล้วก็พยายามเดินหน้าไปสู่การจบการอภิปราย และการลงมติได้ภายในเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา ก็อยากจะฝากไปถึงทุกภาคส่วน ให้ร่วมกันทำให้ได้ดีเหมือนที่วันนี้ร่วมกันทำมา ก็ขอกล่าวขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอขอบคุณท่านสมาชิก รัฐสภาทุกท่านที่ดำเนินการประชุมจนกระทั่งขณะนี้เวลา ๓ ทุ่ม ๔๔ นาทีแล้ว ผมเห็นว่า เราประชุมมาพอสมควรและสามารถจะเลิกได้ก่อนเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขออนุญาต พักการประชุมครับ พรุ่งนี้ประชุมต่อเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาตรง ขอบคุณครับ
พักประชุมเวลา ๒๑.๔๔ นาฬิกา