สรพัช ศรีปราชญ์ หารือถึงปัญหาสิทธิชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกจำกัดจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนขาดบทบาทในการมีส่วนร่วมตัดสินใจโครงการต่างๆ โดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมสนับสนุนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศร่วมกันอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอยเฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจตัวเลขจีดีพี แต่อยู่ในชีวิตจริงของชาวบ้านที่ราคาพืชผลตกต่ำ น้ำเพาะปลูกไม่มี ที่ดินถูกเวนคืนโดยไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่ และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นมาปกป้อง สิทธิของตัวเองสิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือระบบกฎหมายที่ไม่คุ้มครอง และรัฐธรรมนูญที่ไม่อยู่ข้างประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเรียนในสภาแห่งนี้ว่า ปัญหาหลายอย่างของประเทศมันเริ่มจากรัฐธรรมนูญกติกาสูงสุดที่กำหนดว่าใครมีอำนาจ และประชาชนมีสิทธิแค่ไหน ถ้ากติกาแบบนี้ไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่ารัฐบาลไหน เข้ามาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถูกเขียนขึ้นมาภายใต้ บรรยากาศที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และมีการระบุเรื่องสิทธิชุมชนไว้ในมาตรา ๔๓ แต่สิทธิ เหล่านั้นใช้จริงได้ยากมาก ในมาตรา ๔๓ สรุปได้ว่าบุคคลและชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมภูมิปัญญาศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และมีสิทธิในการ จัดการดูแลรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย ทางชีวภาพ ฟังดูดีมากครับ แต่หากไปอ่านต่อในบรรทัดท้ายกลับเขียนว่าตามที่กฎหมาย บัญญัติ ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้ายังไม่มีกฎหมายลูกสิทธิเหล่านี้ ก็ไม่สามารถใช้ได้จริง มันจึงกลายเป็นสิทธิที่มีแต่ในกระดาษ แต่ประชาชนไม่มีสิทธินั้น ในชีวิตจริงเลย นอกจากสิทธิของประชาชนแล้วรัฐธรรมนูญยังเขียนถึงหน้าที่ของรัฐไว้ด้วย โดยเฉพาะในมาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ ที่มีความสำคัญยิ่ง มาตรา ๕๗ มีใจความสำคัญว่า รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และมาตรา ๕๘ ยิ่งชัดเจนกว่านั้นครับ บอกว่าเมื่อใดที่รัฐจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง รัฐต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลและชุมชนมีสิทธิจัดการดูแล บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนได้โดยตรง จะเห็นความแตกต่าง ทันทีจากสิทธิโดยตรงของประชาชนกลายเป็นหน้าที่ที่รัฐอาจจะทำให้ถ้ามีกฎหมายรองรับ ประชาชนจากเจ้าของทรัพยากรก็กลายเป็นเพียงผู้รอรับความอนุเคราะห์จากรัฐเท่านั้น ในทางปฏิบัติมาตราเหล่านี้ส่งผลอย่างชัดเจนเพราะเมื่อรัฐออกโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า เขื่อน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ ประชาชนในพื้นที่ไม่มีช่องตามรัฐธรรมนูญ ที่จะยับยั้งหรือเสนอแนวทางของตนเองได้อย่างแท้จริง กลไกอย่างการจัดทำรายงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการรับฟังความคิดเห็นก็กลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่ผูกพันเสียงของชุมชน จึงกลายเป็น เสียงที่ได้ยินแต่ไม่ต้องรับฟัง ท่านประธานที่เคารพ ถ้ามาตราเหล่านี้ปฏิบัติได้จริงเราคง ไม่เห็นปัญหาโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เราคงไม่เห็นการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่ถามชาวบ้าน เราคงไม่เห็นชาวบ้านถูกดำเนินคดีเพียงลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ควรจะเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นพิธีกรรมหรอกตา มีการขนคนที่ไม่ใช่คนในพื้นที่มาเข้าร่วมประชุมบ้าง มีการกีดกันไม่ให้คนในชุมชนเข้ามาฟังอีก มีการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว หรือบางครั้ง ก็ทำประชาพิจารณ์หลังโครงการอนุมัติไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญ จะเขียนหน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจน แต่รัฐกลับละเลยไม่เคารพเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นเกราะคุ้มครองประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับกลายเป็นกงขังที่จำกัดพลังงานของประชาชน และเมื่อสิทธิถูกจำกัดหน้าที่ของรัฐ ไม่ถูกปฏิบัติผลลัพธ์ก็คือความทุกข์ ความเหลื่อมล้ำและความรู้สึกหมดหวังในหมู่ประชาชน ท่านประธานที่เคารพ บางคนอาจพูดว่าอย่ามัวแต่แก้รัฐธรรมนูญเลย มันไม่เกี่ยวกับปากท้อง ไปแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่ผมอยากอภิปรายชี้แจงตรงนี้ว่าประชาชนจะเอาเวลาไปคิด เรื่องปากท้องได้อย่างไรถ้าแม้แต่สิทธิในที่ทำกินยังถูกพรากไป จะสร้างชีวิตที่มั่นคงได้อย่างไร ถ้ารัฐยังไม่ทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของเขา จะให้ประชาชนไว้วางใจได้อย่างไร ถ้าการมี ส่วนร่วมยังคงเป็นภาพลวงตาในรายงานของหน่วยงานราชการเท่านั้น การแก้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาปากท้องอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้สิทธิชุมชนกลายเป็นสิทธิ แบบพึ่งรัฐมากกว่าสิทธิที่ชุมชนกำหนดเอง เราจึงจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อให้ รัฐธรรมนูญกลับมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้สิทธิและหน้าที่ผูกเชื่อมโยงกัน อย่างสมดุล รัฐต้องไม่เพียงให้สิทธิ แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธินั้นด้วย และประชาชน ต้องไม่เป็นเพียงผู้รับ แต่ต้องเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นผมขอ เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ