ทรงยศ สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ประชาชนเห็นพ้องต้องแก้ไข

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

ทรงยศ รามสูต สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านร่างของพรรคการเมืองสามร่าง โดยเสนอให้ปรับวิธีการคัดเลือก สสร. เพื่อป้องกันการบล็อกโหวต และเรียกร้องให้แก้จุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญ เช่น องค์กรอิสระ จริยธรรมการเมือง และนิยามตำแหน่งฝ่ายค้าน-รัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดของประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จัดภายใต้สถานการณ์ควบคุมสื่อในช่วงรัฐประหาร

นายทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ร่าง ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขาบอกว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยก็ต้องใช้เสียง ๑ ใน ๕ ของ สส. ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน ๓ ร่างก็ ๓๐๐ กว่าคนซึ่งมาจากภาคประชาชน แสดงว่ารัฐธรรมนูญ มีปัญหา ทุกคนเห็นพ้องว่าต้องมีการแก้ไข และตอนเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ทุกพรรคก็ไปรณรงค์ เมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเราก็พยายามที่จะหาทางแก้ไขแต่ก็มีอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยของศาลตั้งแต่สภาชุดที่แล้วจนมาถึงชุดปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ที่บอกว่าประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างได้โดยตรงจึงเป็นที่มาของ การแก้ไขปรับปรุงร่างของทั้ง ๓ ร่างในวันนี้ หลีกเลี่ยงที่ว่าประชาชนจะเลือกมาโดยตรงก็คือ โดยอ้อม แต่ละพรรคก็มีการยื่นโดยการตั้ง สสร. เป็นตัวแทนจังหวัดในสัดส่วน ในจำนวนและ ที่มาที่แตกต่างกัน แต่ที่คล้ายกันก็คือนำมาให้รัฐสภาเป็นคนเลือกแล้วก็ไปร่างแล้วก็กลับมาสู่ สภาพิจารณาอีก ซึ่งใน ๓ ร่าง อันดับแรกในเรื่องของการคัดเลือก ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยคล้ายกันในการที่ให้รัฐสภาเป็นการเลือกว่าจากสมาชิกที่สมัครมา ให้เหลือเท่าไร ซึ่งตรงนี้เพื่อนสมาชิกก็เป็นห่วงว่ามันอาจจะมีการบล็อกโหวตหรือเปล่า ร่างของพรรคประชาชนก็เลยกำหนดให้มีการจับกลุ่มกันเป็นสัดส่วนเพื่อกระจายการบล็อก โหวต ความจริงผมมีแนวความคิดที่จะเสนอการป้องกันการบล็อกโหวตเสียงข้างมากเพียงแค่ เราให้สมาชิกรัฐสภาเวลาโหวตจำนวน สสร. ให้สามารถโหวตได้เพียงแค่ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ แค่นี้เราก็สามารถที่จะให้กระจายการบล็อกโหวตให้ไปได้มากที่สุดไม่ให้มันมีเกิดขึ้นมาก นอกจากนี้เมื่อ สสร. เขายกร่างเข้ามาแล้วผมเห็นด้วยกับร่างของพรรคเพื่อไทยได้นำกลับเข้า มาสู่รัฐสภา สส. เราก็จะมีโอกาสจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วก็ถ้าเสนอความเห็นให้ สสร. เขากลับไปแก้ไขใหม่ได้ เพราะผมเห็นว่าผู้แทนราษฎรของเรา รัฐสภาของเราทำงานกับ รัฐธรรมนูญ เราเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญอยู่มากมายเราควรจะรู้ ผมยกตัวอย่างให้ ๒-๓ ประเด็น อย่างเช่นเรื่ององค์กรอิสระที่เพื่อนสมาชิกพูดกันอยู่เสมอ ผมเห็นเรื่องของ ๒ มาตรฐาน ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน แต่ตัดสินแตกต่างกัน ผมสงสารเด็กที่เรียนกฎหมาย แล้วก็อันนี้เป็น คำพิพากษาถึงที่สุดฎีกาไม่ได้ ผมว่าต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะฎีกาในข้อกฎหมายโดยที่ประชุมใหญ่ ของศาลฎีกาได้ นักเรียนที่เขาเรียนกฎหมายเขาจะได้จับหลักได้ หรือประเด็นที่ ๒ ในเรื่อง ของจริยธรรมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) ที่มันร้ายแรงมันควรจะมีกรอบ ว่าอันไหนร้ายแรง ไม่ร้ายแรง แล้วก็ควรจะมีอายุความว่าการทำผิดจริยธรรมอาจทำแต่เมื่อไร ตามอายุความไหม หรือก่อนตั้งแต่สมัยทำงาน เรียนหนังสือในระดับประถมศึกษา หรือ อนุบาลหรือเปล่า หรือว่าจริยธรรมดูแต่ในประเทศไทยถ้ามีความผิดจริยธรรมต่างประเทศ นำมาคิดไว้หรือไม่ อันนี้ต้องมีคำนิยามให้ชัดเพื่อคนที่ถูกตั้งก็จะได้รู้ว่าตัวเองทำงานได้ไหม คนที่จะตั้งก็รู้ว่าตัวเองจะผิดไหม หรืออย่างเช่นนิยามอันหนึ่งที่เกิดปัญหามากในเรื่องของ ตำแหน่งของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีปัญหาเยอะเลย รัฐบาลไม่มีปัญหาหรอกเพราะว่าเป็น เสียงข้างน้อย แต่ฝ่ายค้านปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายอยู่ ๓ กลุ่ม ๓ ข้อกฎหมาย ยกตัวฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่ายที่ยกมือสนับสนุนรัฐบาล สนับสนุนนายกรัฐมนตรีแต่ไม่รับตำแหน่ง แต่เวลาประชุมก็ มีตัวตนแล้วก็โหวตทุกครั้ง อันนี้ไม่ว่าเพราะเขาอาจจะอ้างว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญ แต่ก็แปลกตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลกฎหมายที่สำคัญก็ไร้ตัวตน แต่อีกกลุ่มหนึ่งยิ่งแย่ ไปกันใหญ่คือโหวตสนับสนุน สส. ส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล แต่ปรากฏว่า สส. ในพรรคนี้ ก็ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่เขาลาออกเป็นบัญชีรายชื่อ ก็เลยทำให้ไม่มี สส. ไปเป็น รัฐมนตรี แล้วก็ไม่มีตำแหน่งเป็นประธานสภาหรือรองประธานสภา ไป ๆ มา ๆ ก็ดันเป็น ฝ่ายค้านอีก ก็เลยมากระทบพรรคเพื่อไทยของผมที่เป็นฝ่ายค้านน้องใหม่ แต่บังเอิญ พรรคเพื่อไทยของผมตอนเป็นรัฐบาลเราก็มี สส. ๒ ท่านไปเป็นรองประธานสภาก็ไม่เข้า เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ ว่าต้องไม่มีคนไปเป็นตำแหน่งในรัฐมนตรีหรือประธาน รองประธานสภา เห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญมันบิดเบี้ยวมันต้องมีการแก้ไข คราวนี้เราจะแก้ไข ต่าง ๆ รัฐธรรมนูญมันมีปัญหา คือตอนนั้นรัฐธรรมนูญคนเขาก็อ้างว่าฉบับนี้คน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ เห็นชอบจาก ๑๐ ล้านคน แต่อย่าลืมว่าตอนที่คน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ ที่เขา เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนทำประชามติ ประชามติฉบับนั้นมันมีปัญหาตอนที่เขาทำ เพราะอยู่ในช่วงปฏิวัติ คสช. คำสั่ง คสช. ที่ ๙๗/๒๕๕๗ และ ๑๐๓/๒๕๕๗ เขาควบคุมสื่อใน การเสนอข่าวบิดเบือนปล่อยข้างเดียว แล้วก็ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน ๕ คน ก็เลย มีปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ให้ชาวบ้านมาลง ประชามติ เช่นบอกว่าถ้าไม่รับร่างอาจจะร่างใหม่นะใช้เวลานานกว่าเดิม หรือจับจุดได้ว่า ชาวบ้านเขาอยากให้ คสช. ไปไว ๆ ก็บอกว่ารีบ ๆ รับไปเสียจะได้เลือกตั้ง สส. โดยเฉพาะ สาระสำคัญอันหนึ่งที่เขาไปพูดว่ารับ ๆ ไปก่อนแล้วก็ไปแก้เอาตรงไหนมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะว่าในรัฐธรรมนูญเขาซ่อนเอาไว้ในมาตรา ๒๕๖ (๘) ว่า สส. ในสภาแม้จะเสียงข้างมากเห็นด้วย ถ้า สว. ๑ ใน ๓ ไม่เห็นด้วย ๖๐ กว่าคนก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกับที่เราเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งแรก ครั้งที่ ๒ สส. ส่วนใหญ่ สมาชิกรัฐสภา มากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ สว. ๖๐ กว่าคนมีเสียงมากกว่า สส. ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันเป็น จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ แต่อันนี้ผมก็ชื่นชมว่า สส. คนภาคอีสานเราไม่รับร่างมากกว่า ของจังหวัดน่านบ้านผมนี่แพ้ไป ๕,๐๐๐ คราวนี้เราก็มาดูในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จุดสำคัญ ก่อนที่เราจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มได้มันมีกุญแจอยู่ ๔ ดอก ดอกแรกก็คือเรื่องของการทำ ประชามติ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ (๘) แล้วก็มาตรา ๒๕๕ เขาบอกว่า จะต้องทำประชามติ ซึ่งกุญแจดอกนี้พอพรรคเพื่อไทยเราเป็นรัฐบาลก็พยายามหาทางแก้ไข ซึ่งแต่เดิมในกฎหมายประชามติเดิมเขาใช้ว่าเสียงประชามติจะต้องครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ซึ่งมันไม่ใช่สากล พรรคเพื่อไทย แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายพรรคก็นำเสนอว่าควรจะ ใช้หลักสากลคือจะต้องมีมาใช้สิทธิเกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วก็จะต้องเป็น เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าในยกแรกลงมติเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ เสียง ๔๐๙ เสียงผ่านฉลุย แต่มันก็ไปพลาดท่าไปถึง สว. มีการแก้ไข มีการตกไป ก็เลยทำให้ กลับมาที่สภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญนี้เราต้องรอไว้ถึง ๑๘๐ วัน เราจะยืนยัน ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ทาง สส. เราที่เห็นชอบกฎหมายประชามตินี้ ก็ลงมติด้วย ๓๗๕ เสียงเห็นชอบในเรื่องประชามติอันนี้ มี ๘๐ เสียงที่งดออกเสียง ไม่ได้ว่า พรรคไหน พอดีพรรคท่านเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้คือกุญแจดอกแรกที่เราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ กุญแจดอกที่ ๒ ก็คือการยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมเชื่อว่าในวาระที่หนึ่ง ฟังเสียงแล้วทุกคนเห็นด้วย แต่ปัญหาก็คือในวาระที่สองอยากจะให้รีบแก้และนำเข้าสู่สภามาให้ทัน อย่าไปเพิ่มประเด็นที่ มันโต้แย้งกันมาก มันจะเถียงกันเยอะแล้วกลับมาไม่ทัน เพราะอะไร เพราะว่ามันจะส่งผล ต่อกุญแจดอกที่ ๓ เพราะกุญแจดอกที่ ๔ ผมเชื่อว่าถ้ากฎหมายนี้ผ่านเวลาร่างรัฐธรรมนูญนี่ ชาวบ้านอาจจะเลือก แต่ดอกที่ ๓ สำคัญตรงที่ว่าในกฎหมายประชามติเขาบอกเอาไว้ในเรื่อง ของการประชามติ มาตรา ๑๐ เขาบอกว่า ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ แล้วก็ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงนี้ ซึ่งไม่เร็วกว่า ๙๐ วันและไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประมุขรัฐสภา แล้วก็จะต้องมีการ แนบในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วยครับ ซึ่งตรงนี้ผมพะวงเพราะว่าถ้าเรา ไม่สามารถทำกฎหมายประชามตินี้ได้ทัน เราอาจจะไม่สามารถที่จะเลือกตั้งครั้งนี้เราจะมี เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปได้ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำประชามติครั้งนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์บอกว่าจะมี ๔ คำถาม บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ บัตรแก้ รัฐธรรมนูญใบหนึ่ง แล้วเรื่อง MOU MOU มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมกลัวว่าถ้าเราถาม มาก ถามโน่นทำนี่หรือให้ความรู้ไม่เพียงพอมันจะคล้าย ๆ กับตอนรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีคำถามอะไรที่ชี้ประเด็น ชี้นำทางการเมือง อันนี้ก็ฝากรัฐบาลไว้ แต่อย่างที่ผมบอก แล้วว่าปัญหาใหญ่ก็คือกุญแจดอกที่ ๓ ว่าทำอย่างไรที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้เสร็จ ให้ทันภายในกำหนด เพราะอย่าง Timeline ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภา ท่านบอกว่าท่านจะยุบสภาไม่เกินปลายเดือนมกราคม ซึ่งตามกฎหมายเลือกตั้งเขาบอกว่า ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นถ้า Timeline ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ประชามติ ไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ไม่เกิน ๑๒๐ วัน กระบวนการต่าง ๆ มันจะต้องเสร็จสิ้น เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายร่างแก้ไขฉบับนี้กลับเข้ามาสู่สภาไม่ทันต้นเดือน แล้วกลางเดือนผ่านวาระที่สอง รัฐธรรมนูญเขาบอกต้องรออีก ๑๕ วันนะครับ แล้วกว่าจะ ทำอะไรต่าง ๆ ถ้าเสร็จไม่ทันตอนเลือกตั้งเราอาจจะไม่ได้ลงประชามติอันนี้ ยิ่งนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะต้องยุบสภาภายในปลายเดือนแต่อาจจะยุบก่อนได้ ผมกลัวอย่างเดียวนะครับ ถ้ามันมีการยุบสภาต้นเดือนหรือเดือนธันวาคมเราอาจจะไม่ได้มีการลงประชามติในเรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราพูดในวันนี้ ผมและพรรคเพื่อไทยเราอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขได้จริงแล้วก็ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมไม่อยากเห็นข้ออ้างในการว่าอยากจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ขอบคุณครับ