พรชัย สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ชูประชาชนมีส่วนร่วมจริง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและความสมดุลของโครงสร้างอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้องค์กรอิสระมีอำนาจมากเกินไปจนกระทบต่อการบริหารของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และชี้ว่าการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมิใช่เพียงแรงผลักดันจากนักการเมือง แต่เกิดจากเสียงเรียกร้องของประชาชนจำนวนมากที่ต้องการรัฐธรรมนูญที่โปร่งใส มีความเป็นกลาง และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเรียกร้องให้พิจารณาทั้งสามร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สสร. เพื่อสร้างกระบวนการที่ประชาชนสามารถมีบทบาทโดยตรงในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา

ช่วยกรุณาขึ้น PowerPoint ได้เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาต อภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๒๕๖ ของ ทั้ง ๓ พรรคการเมืองครับ ท่านประธานครับ หากเราเปรียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นบ้าน ที่ประชาชนทุกคนอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้ก็คงเป็นบ้านพิศวงนะครับ เพราะแม้จะเป็นบ้าน หลังเดียวกันแต่ก็มีบางฝ่ายบอกว่าบ้านหลังนี้โครงสร้างบิดเบี้ยวตั้งแต่แรกต้องแก้ไขด้วยการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน ในขณะที่บางฝ่ายก็บอกว่าบ้านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หลังนี้ มีพระคุ้มครอง คนโกงอยู่ไม่ได้ ถือเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงที่มีแต่นักการเมืองโกง ๆ เท่านั้น ที่อยากจะแก้ วันนี้ผมจึงอยากจะมาลองคลี่ข้อเท็จจริงดูนะครับว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของ บ้านหลังนี้คืออะไร และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้มีอะไรบ้าง และความจริงที่อยู่ เบื้องหลังความเข้าใจผิดนั้นคืออะไร และปิดท้ายด้วยการวิเคราะห์โครงสร้าง สสร. หรือ บรรดาสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้านหลังใหม่ให้พวกเราอยู่ว่า พวกเขาควรจะประกอบไป ด้วยใครและมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างจึงจะออกแบบบ้านได้ถูกใจคนที่อยู่มากที่สุดครับ

ประเด็นแรก คือปัญหาเชิงโครงสร้าง บ้านหลังนี้มีชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมีปัญหาใหญ่ที่ฐานราก นั่นคือการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว ผิดหลักการถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง เรามีองค์กรอิสระซึ่งมีอำนาจล้นเหลือเป็นรูปในสไลด์นี้ จนสามารถชี้เป็นชี้ตายอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และแม้แต่กระบวนการยุติธรรมได้ องค์กรอิสระเหล่านี้ซึ่งที่มาขาดการยึดโยงกับประชาชน แต่กลับมีอำนาจเหนือองค์กรที่มา จากการเลือกตั้งของประชาชน เปรียบเสมือนเสาบ้านที่ ๔ ตามรูปในสไลด์นี้ ที่สูงเสียดฟ้า ทำให้บ้านโย้เย้ ไม่สมดุล ไม่มีเสถียรภาพครับ แล้วผลลัพธ์คืออะไรครับ คือรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งอยู่ในสภาพเป็ดง่อย โดนพันธนาการเหมือนรูปรถไฟในสไลด์นี้เลยครับ ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองต่อความ เปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างทันท่วงที เราติดหล่มอยู่กับภาวะชะงักงันทางการเมือง ที่ทุกก้าวย่างของการพัฒนาต้องหยุดชะงักด้วยกับดักทางกฎหมายที่องค์กรเหล่านี้วางไว้ นี่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถ่วงดุล แต่กลับถ่วงความเจริญของประเทศครับ

ประการที่ ๒ คือการทำลายมายาคติที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อปกป้องบ้านที่ใกล้ จะพังหลังนี้ไว้ มายาคติแรกคือนี่คือรัฐธรรมนูญปราบโกง ฟังดูดีครับท่านประธาน แต่ถ้าเกิดเรามองลึกลงไปจะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ทำให้การทุจริตลดลงเลย นอกจาก ดัชนี CPI ของไทยจะลดลงเรื่อย ๆ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว การทุจริตในบ้านหลังนี้เพียง เปลี่ยนการทุจริตเชิงนโยบายและการโกงอำนาจผ่านกลไกที่ซ่อนอยู่ในตัวบทกฎหมายเสียเอง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนการติดตั้งสัญญาณกันขโมยไว้ที่หน้าประตูบ้าน อย่างใหญ่โตครับ ดูเหมือนจะกันโจรได้แต่เปิดหน้าต่างทิ้งหลังบ้านไว้ให้โจรเข้ามาขนของได้ อย่างสะดวกสบาย กลไกตรวจสอบก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อย่างเช่น ป.ป.ช. และ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเครื่องมือที่ต้องถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางเสียเองครับ

มายาคติที่ ๒ ครับ มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ นี่คือ วาทกรรมที่ดูถูกเจตจำนงของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุดครับ ความจริงปรากฏชัดเจน ผ่านตัวเลขและสถิติบนจอภาพว่าประชาชนคือผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดและ ดังที่สุดมาโดยตลอด โครงการของ iLAW ปี๒๕๖๓ มีประชาชนร่วมเข้าชื่อมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ โครงการ Re-Solution ปี ๒๕๖๔ รวบรวมรายชื่อประชาชนได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ และล่าสุดปี ๒๕๖๖ มีความพยายามรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ รายชื่อเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกและฉบับเดียว ในประวัติศาสตร์ที่มีความพยายามแก้ไขโดยภาคประชาชนจำนวนมหาศาลและหลายครั้ง ขนาดนี้ จำนวนเหล่านี้ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองครับท่านประธาน แต่มันคือเสียงของ ประชาชนที่ตะโกนกองว่าพวกเขาไม่ต้องการบ้านหลังเก่าที่ผุพังโย้เย้ไร้สมดุลหลังนี้อีก ต่อไปแล้ว การเพิกเฉยต่อเสียงเหล่านี้คือการไม่เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอันเป็นของ ปวงชนชาวไทยครับ ในขณะที่นักการเมืองนั่นละที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจาก ตารางในสไลด์นี้นะครับ สถิติ ๘ ปีที่ผ่านมามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ผ่านให้ สภาแห่งนี้พิจารณาถึง ๒๖ ร่าง พิจารณากัน ๕ ยกในช่วงเวลาหลายปี แต่ตกไปถึง ๒๕ ร่าง เพราะนักการเมืองในสภาแห่งนี้ส่วนใหญ่ไม่โหวตให้ มีเพียงร่างแก้ไขระบบเลือกตั้งให้ใช้บัตร ๒ ใบร่างเดียวเท่านั้นที่ผ่านมา นี่ยังไม่นับเหตุตั้งกรรมาธิการมาพิจารณายื้อร่างประชามติ ซึ่งก็ยื้อกันมาข้ามปี วันนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ จะแก้ทั้งฉบับก็สภาล่ม ๒ รอบ มีการ Walkout กันวุ่นวาย พูดง่าย ๆ ก็คือถ้านักการเมืองอยากแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จริง มันคงแก้ได้ ตั้งแต่เมื่อ ๘ ปีที่แล้วแล้วครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมกล่าวมานะครับน่าจะสรุปเป็น ที่ประจักษ์ได้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ปราบโกงแต่อย่างใดและเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนอยากเข้าชื่อแก้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นักการเมืองนั่นละครับที่เป็นจระเข้ ขวางคลองไม่อยากแก้ครับ แต่ไม่เป็นอะไรนะครับ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงวันนี้วันที่ พรรคใหญ่ทั้ง ๓ พรรค พร้อมใจกันยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา

ผมจึงอยากจะพูดถึงประเด็นสุดท้ายก็คือการเปรียบเทียบพิมพ์เขียวจาก ๓ พรรคการเมือง ซึ่งแตกต่างกันในหัวใจสำคัญก็คือกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ครับ ผมขออนุญาตใช้ตารางเปรียบเทียบนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนใน ๔ มิติสำคัญ มิติแรก มิติความโปร่งใสยุติธรรม จะเห็นว่าร่างของพรรคประชาชนให้ความโปร่งใสสูงสุด เพราะ สสร. และสภาที่ปรึกษา ตั้งต้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ในขณะที่ร่างของ พรรคภูมิใจไทยที่ท่านผู้แทนบอกว่าเข้าใจง่ายที่สุดแล้วก็น่าสงสัยว่าสุดท้ายแล้วจะเสี่ยงต่อ การแทรกแซงจากรัฐสภาได้ง่ายที่สุดและเสี่ยงการจัดตั้งได้ง่ายที่สุดไม่ต่างจากการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ ในมิติการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่างของพรรคประชาชนให้ประชาชน เป็นผู้เล่นหลักตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยแทบจะตัดบทบาทของ ประชาชนออกไป เหลือเพียงการรอทำประชามติในตอนท้าย ในมิติคุณภาพและความเป็น ตัวแทน ร่างของพรรคประชาชนสร้างสมดุลระหว่างผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนพื้นที่ ส่วนร่าง ของพรรคเพื่อไทย ให้ความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ โดยที่สัดส่วนที่ยึดโยงกับประชาชน โดยตรงอาจจะน้อยลง และสุดท้ายมิติความโปร่งใสตรวจสอบได้ สสร. ในร่างของ พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เลือกตั้งพวกเขาเข้ามาโดยตรง ซึ่งแตกต่างจาก อีก ๒ ร่าง ที่ความรับผิดชอบ จะผูกกับรัฐสภาหรือองค์กรที่เสนอชื่อเป็นหลักครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้เรามีทางเลือก ๓ ทาง ทางเลือกที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดคือ ร่างของพรรคประชาชน ทางเลือกที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐสภานั่นคือร่างของพรรคภูมิใจไทย และทางเลือกที่เป็นการประนีประนอมคือร่างของพรรคเพื่อไทยครับ ในฐานะประชาชน คนหนึ่งผมเชื่อว่าการจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้มั่นคงและยั่งยืนได้ เจ้าของบ้านจะต้องมีสิทธิ เลือกสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้านให้ตัวเอง ซึ่งก็หมายความถึงกระบวนการการได้มาซึ่ง สสร. ที่โปร่งใส แล้วก็ยึดโยงกับประชาชน มากที่สุด ผมจึงขอวิงวอนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านและคณะกรรมาธิการร่วมของ ทั้ง ๒ สภาที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น อย่างน้อยในวันพรุ่งนี้โปรดลงมติ เพื่อเปิดประตูบานที่ กว้างที่สุดรับหลักการทั้ง ๓ ร่างนี้ให้ประชาชนได้มาเป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยกันอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับ