ทวี สนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญ ชี้นำสู่ประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

ทวี สอดส่อง อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยย้ำถึงบทบาทของรัฐสภาในการริเริ่มกระบวนการและเน้นความสำคัญของการออกเสียงประชามติสามครั้งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมสะท้อนประสบการณ์การทำประชามติในอดีตและเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาภาคภูมิใจในการผลักดันประชาธิปไตยโดยตรง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของทั้ง ๓ ร่าง เพื่อจะนำไปสู่เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ทั้งนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ต้องมีการจัดให้ออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ ให้ประชาชนออกเสียง ประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการ เนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ครั้งที่ ๓ ภายหลัง รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวกันได้ ที่ผมอยากจะทบทวนคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันหลักพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย วันนี้พวกเรารัฐสภาจะทำภารกิจสำคัญ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าได้มาร่วมกันริเริ่มหรือแสดงความต้องการในการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้รัฐสภาในที่นี้โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่สภา ชุดที่ ๒๖ ไม่ใช่เป็นผู้จัดทำ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้วว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งถ้า ๔ เดือน มีการยุบสภา การเลือกตั้งของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ซึ่งเราไม่รู้ว่าคณะผู้ร่างจะไปเสร็จถึงตอนนั้นหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จะมี ประชาธิปไตยโดยตรง โดยจะทำประชามติ การทำประชามติก็คือการสอบถามเจ้าของ อำนาจอธิปไตยโดยตรง ซึ่งปกติต้องเป็นคำถามไม่ซับซ้อน หรือเป็นประเด็นในคำถาม ที่ไม่ควรจะให้เกิดความสับสน ซึ่งที่กังวลก็คือจะมีการพูดว่าจะมีการทำประชามติเรื่อง ความมั่นคง ซึ่งอันนี้มันเป็นคนละประเด็น ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราได้เคยผ่านทำประชามติ รัฐธรรมนูญมา ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ทำ ประชามติ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนบอกว่าดีที่สุดแต่ใช้ได้ ๙ ปี ปี ๒๕๔๙ ถูกยึดอำนาจ ฉบับที่ ๒ ปี ๒๕๕๐ ได้มีการทำประชามติ ซึ่งผลการทำมติ ๕๗.๘๑ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบ ๔๒.๑๙ เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติก็มีอายุเพียง ๖ ปีกว่า ๆ หรือ ๗ ปี พลเอก ประยุทธ์ ก็มาฉีกรัฐธรรมนูญ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในปี ๒๕๖๐ ก็ได้ทำ ประชามติ ซึ่งผลการทำประชามติพบว่า ๖๑.๓๕ เปอร์เซ็นต์เห็นชอบ ๓๘.๖๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จะมีการจัดทำใหม่ครั้งนี้ยังไม่มีใครมายึดอำนาจ เพื่อฉีกรัฐธรรมนูญ อันนี้ถือว่าประเทศไทยได้เดินทางมาพลวัตที่สำคัญอย่างยิ่ง ผมอยากให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เกิดความภูมิใจ ท่านประธานครับ ผมอยากไปทวนการทำประชามติ เมื่อปี ๒๕๕๙ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เดือนสิงหาคม พบว่าจังหวัดภาคใต้ ๕ จังหวัด มีผู้รับร่างรัฐธรรมนูญสูงสุด ผมจะอ่านคร่าว ๆ คือชุมพรเห็นชอบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นครศรีธรรมราชเห็นชอบ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ภูเก็ตเห็นชอบ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ สุราษฎร์ธานี เห็นชอบ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ระนองเห็นชอบ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แต่จังหวัดที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นภาคใต้คือจังหวัดปัตตานีท้ายสุดเห็นชอบแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เห็นชอบถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์เศษ อันดับ ๒ จังหวัดนราธิวาสเห็นชอบเพียง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ และอันดับ ๓ เป็นยโสธรและมุกดาหารไม่เห็นชอบ และอันดับ ๕ เป็นยะลา เกิดอะไรขึ้นกับการทำ ประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก่อนที่เราจะไปพูดถึงความจำเป็นต้องจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ผมได้พูดถึงการทำประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ใช้มา ๘ ปี ผ่านการเลือกตั้ง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ พรรคพลังประชารัฐ ไม่เสียหายนะครับ ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจ เป็นพรรคที่ได้อันดับ ๒ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ สามารถอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ๔ ปี อย่างเหมือนว่าไม่มีอะไรสะทกสะท้านเพราะว่าขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยน ผ่านที่ให้ สว. ชุดที่แล้วที่รับแต่งตั้งท่าน พลเอก ประยุทธ์ อยู่ต่อ ๕ ปี เราจะเห็นเรื่องที่ พรรคฝ่ายค้านยื่นต่อองค์กรอิสระมากมาย พอผลออกมาก็เต็มไปด้วยเสียงแซ่ซ้องแต่ พลเอก ประยุทธ์ ก็อยู่ได้ สุดท้ายเหลือเวลาไม่กี่วันท่านก็ยุบสภาเพราะต้องการเหตุให้ สส. มีเวลาย้ายพรรคได้เร็วขึ้นเพื่อจะให้มีการเลือกตั้ง ต่อมาการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ คือเมื่อ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ ก็เช่นกัน พรรคที่ได้อันดับหนึ่งคือพรรคอนาคตใหม่หรือ พรรคประชาชนขณะนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นอันดับ ๒ ได้เป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ เกิดวิกฤติที่ไม่สามารถจะหาคำตอบอะไรได้ พอมีคำถามก็ ๑๐๐ คำตอบ ก็พบว่ารัฐธรรมนูญ เลือกตั้งครั้งที่ ๒ วันนี้มาเป็นเวลา ๒ ปี มีนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ๓ คน ๒ คนแรกได้ถูก สว. ในที่นี้ สว. คนแรกเป็น สว. ชุดเก่า คนที่ ๒ เป็น สว. ชุดปัจจุบันได้ยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งให้สิ้นสุด ท่านประธานครับ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงคิดว่าได้มีการทำลายหลักประชาธิปไตยอย่างมาก เพราะทุกคนต้องการความเสี่ยงที่อยากจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยปรากฏการณ์ MOA ที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่แบบพิลึก โดยผู้ที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมากก็เจตนาที่ไม่ต้องการ ให้รัฐบาลนี้ไปบริหารประเทศ แต่ไปเพื่อแก้รัฐธรรมนูญวันนี้ เช่นกันครับ ฝ่ายรัฐบาลที่เป็น ปัจจุบันวันนี้มีการประชุม ครม. อยู่ข้างบนก็บุญหล่นทับได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็น รัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ผมจะขอบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลภายใต้อาณัติมอบหมายแล้วกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมอาจจะพูดอย่างเกรงใจนิด เนื่องจากว่ารัฐบาลมีคนเข้าใจว่า จะมีความสนิทกับ สว. ประมาณ ๑๓๘ คน หรือ ๒ ใน ๓ ของ ๒๐๐ คน ในการแก้ รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ เราจำเป็นจะต้องมีเสียง สว. ๑ ใน ๓ หรือ ๖๖ คน ดังนั้นวันนี้ จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ผมได้ยินเพื่อน สว. ว่าเราไม่ควรคืนทางตันไปให้ประชาชน แต่เรา อยากมอบมรดกที่ดีให้กลับไปสู่ประชาชน ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่า ๘ ปีที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรามี โครงสร้างที่ผมเรียกว่ามากเกินไป อันต่อมาก็น้อยเกินไป อันต่อมาก็ไม่มีเลย ที่มากเกินไป ก็หนีไม่พ้น ปกติรัฐธรรมนูญจะมีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และรัฐบาล แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีรัฐอิสระ ซึ่งที่มีมากเกินไปผมก็เรียนว่าวุฒิสภา องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการสูงเกินไป จนสามารถชี้ชะตากรรมของพรรคการเมืองหรือที่ประชาชนเลือกมาได้ ที่น้อยเกินไปคือ อำนาจของประชาชน อำนาจของพรรคการเมือง รัฐบาลเสียงข้างมากถูกจำกัดไม่สามารถ ที่จะผลักดันนโยบายที่ไปหาเสียงกับประชาชนได้ ความจริงนโยบายต้องเหนือสิ่งอื่นใด แต่ว่าไปหาเสียงแล้วก็ไม่สามารถทำได้ ที่ไม่มีเลยก็คือเราไม่มีกลไกการตรวจสอบกองทัพ องค์กรอิสระ หรือการปฏิรูปศาล ในหมวดปฏิรูปไม่พูดถึงศาลสักคำหนึ่ง และองค์กรอัยการ ทั้งที่หน่วยงานพวกนี้ใช้งบประมาณปีละจำนวนมาก แต่กลับไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใส หรือความรับผิดชอบ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือทำให้ประเทศอยู่ภายใต้กติกาไม่สมดุลระหว่าง อำนาจของประชาชนกับอำนาจชนชั้นนำ ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องของชนชั้นนำ และองค์กรอิสระไม่ใช่เรื่องของประชาชน เสียงของประชาชน จะมีความหมายแต่วันเลือกตั้ง เสียงของตนไม่มีความหมาย มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องคุณภาพชีวิตด้านปัจจัย ๔ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ด้านสิทธิเสรีภาพ ด้านความเสมอภาค ความยุติธรรมและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ระหว่างเมืองกับชนบท ถ้าจะกล่าวเรื่อง อำนาจมากเกินไปเราจะมีคำหนึ่งคือมาตรฐานทางจริยธรรมที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมสูง สามารถที่จะตัดสิทธิ วันนี้ทราบว่ามีเพื่อนสมาชิกของพวกเราหลายคนก็ถูกตัดสิทธิไป ๖ คน แล้วก็สุดท้ายในปีกว่า ๆ ๒ ปีนี้นายกรัฐมนตรีก็โดน สว. ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตัดสิทธิไป ท่านประธานครับ เราจำเป็นต้องคืนความสมดุลให้กับประชาชน ซึ่งที่ผม อยากจะยกตัวอย่าง เนื่องจากว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นเราก็พบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิดขึ้นมาจะมีผลกระทบกับคุณภาพ ชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง ได้แก่ ผลกระทบทางด้านศาสนาซึ่งพี่น้องจังหวัดชายแดน ภาคใต้จะมีมิติที่ผูกพันกับวัฒนธรรมศาสนา ผลกระทบด้านการศึกษา ผลกระทบด้าน สาธารณสุข ผลกระทบด้านเกษตร ผลกระทบในด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น ผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจและผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง ผมยกตัวอย่าง ซึ่งอาจจะยกได้ ไม่หมด เช่นผลกระทบด้านการศึกษา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นเขียนไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ผมอยากให้จับคำว่าสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ ม. ๖ หรือ ปวช. ไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ไม่น้อยนะครับ ที่รัฐจะต้องจัดให้ อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่พบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเขียนว่ารัฐ ต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบภาคบังคับ ภาคบังคับคืออะไรครับ ภาคบังคับก็ ม. ๓ การศึกษาขั้นพื้นฐานก็ ม. ๖ อย่างน้อยการศึกษาต่ำไปอีก ๓ ปี ซึ่งเราก็จะพบว่าวันนี้ด้วยความไม่มีสิทธิเสมอกัน ด้วย ความไม่ทั่วถึง ด้วยความไม่มองในมิติเรื่องการศึกษา เราจึงพบว่าเรามีข้อมูลคน Dropout เพราะว่าไม่ถ้วนหน้าอยู่ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษาว่านอกระบบ ๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วที่เสี่ยงกับการจะออกอีก ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน รวมที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในเรือนจำ เราพบว่า เรือนจำปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๒๒๐,๐๐๐-๒๓๐,๐๐๐ คน มีการศึกษากว่าภาคบังคับเพราะรัฐบาลไม่เคยคำนึง เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เขียน เวลาหน่วยต่าง ๆ ก็จะไปให้มีการศึกษามากก็ไม่มี คนไม่มีการศึกษาก็คือต้องไปอยู่ในเรือนจำ นี่คือเรามา Check อายุ ๑๘ ปี ดังนั้นผมจึงคิดว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านเกษตร ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นั้นเขาจะเขียนเลยว่ารัฐต้องอุ้มชูเกษตรกรโดยเฉพาะในเรื่อง ผลผลิตต้องขายให้ได้ราคาสูง แต่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา ๗๓ เขาบอกให้เกษตรกรไป ขายในตลาด ตลาดคือยิ่งถูกยิ่งดี คุณกำลังผลักเกษตรกรให้ไปอยู่กับตลาด แล้วที่ซ้ำร้าย เจ็บปวดที่สุดเกษตรกรไม่มีที่ทำกินจำนวนมากแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เอื้อไปช่วย ที่สำคัญ ก็คือในช่วงมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มา ไปทวงคืนผืนป่า ๔๐,๐๐๐ กว่าคดี จากชุมชน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าชุมชน ท่านประธานครับ ในเรื่องเศรษฐกิจเมื่อเรามีวินัยการเงิน การคลังเข้ามาแล้วก็ยังมีการที่จะแถลงนโยบาย มียุทธศาสตร์ชาติ จึงทำให้เกิดการจะพัฒนาเศรษฐกิจก็ยาก เพราะวินัยการเงินการคลัง ยุทธศาสตร์ชาตินี่ เรื่องใช้กับคนไร้โอกาส คนไม่มีเงิน แต่คนที่เป็นข้าราชการ เป็นนายทุน เป็นผู้มีอำนาจ จะเดินพาเหรดไปในงบประมาณ เราจึงจะเห็นว่าตั้งงบประมาณที่เป็นงบปกติหรืองบรายจ่าย ประจำเพิ่มขึ้น ๆ จนภาษีทั้งหมดก็อยู่ในกองนี้ ส่วนงบในการลงทุนก็น้อยลง ๆ แล้วที่สำคัญ ทุกคนก็เดินไปเรื่องนี้คือมีระบบที่เรียกว่าเสือนอนกินหรือสัมปทาน ประทานโทษครับ ผมได้ ดูหลายบริษัท แต่ว่าเพื่อไม่ให้เป็นการหมิ่นประมาท แม้บริษัท ซิโน-ไทย ของท่าน นายกรัฐมนตรีก็สามารถมีสัญญากับรัฐ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือเมื่อไปเปิดดูสัญญา ย้อนหลัง คือระบบนี้จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจเราเติบโตได้ยาก นอกจากนี้ผมคิดว่าตัวอย่าง คงจะไม่ยกเพิ่ม แต่อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราเดินทางมาถึง อดีตเป็นบทเรียน แต่ปัจจุบัน และอนาคตเป็นความรับผิดชอบของเรา เราเดินทางมาถึงที่จะมีการทำประชามติ การทำ ประชามติครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นการทำประชามติที่จะไปสอบถามประชาชน ซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ อยากจะทำความเข้าใจทั้ง ๓ ร่าง ผมคิดว่าถ้ารับไปแล้วเดี๋ยวรอบแรกไปถามว่าจะมี รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่รอบที่ ๒ คือวาระที่หนึ่งที่เราจะมาดูกันทั้ง ๓ ร่างว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้สะดุดทางไปขัดกับคำวินิจฉัยของศาล จะทำอย่างไรที่ไม่ไปแตะหมวด ๑ หมวด ๒ แล้วก็จะทำอย่างไรที่จะให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาได้รู้ โดยเฉพาะในวาระที่สองนี้เขาให้ บอกวิธีการ เนื้อหาและกรอบ ทำให้กับประชาชนชัดเจน ดังนั้นความสำคัญที่สุดผมคิดว่า กรรมาธิการที่ตั้งนี่ไม่ควรใช้เวลาเกิน ๔๕ วัน แล้วก็พยายามทำเนื่องจากเราไม่รู้ว่าในเวลา ที่เหลือจะนานแค่ไหน แล้วทำร่างที่ ๒ ที่จะไปถามประชาชนซึ่งครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ รวมกัน ได้ อันนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก ท่านประธานครับ มีคำถามว่าวันนี้เราต้องการ รัฐธรรมนูญที่ดี รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่เราไปลอกเลียนเอาจากต่างประเทศมา วันนี้รัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเราลอกเลียนสิ่งดี ๆ มาจากต่างประเทศ แต่รัฐธรรมนูญที่ดีต้องสามารถตอบสนอง บริบทของคนไทย แล้วสามารถตอบรับความเป็นสากลได้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการ แบ่งปันทรัพยากรซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดเรื่องเศรษฐกิจเลย เราไม่ได้พูดถึงมิติทางเศรษฐกิจที่ประชาชนคนเล็กคน น้อยไม่มีทุน ไม่มีการดำเนินการ ซึ่งรัฐธรรมนูญในหลายประเทศเขาจะมีสิทธิมนุษยชน ทางด้านเศรษฐกิจ จะประกาศว่าไม่ให้ใครต้องมีความยากจน ไม่ให้ใครอยู่ได้ วันนี้อยากจะ เรียนเพื่อนสมาชิก วันนี้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเรายังไม่ได้ร่างและเรากำลังจะร่าง เช่นกันครับ เมื่อเรายังไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ยังไม่ได้เกิดและกำลังจะเกิด ซึ่งการจะเกิดได้อยู่ที่ พวกเราที่จะเปิดประตูแล้วไปเชื่อมต่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมกันแสดงความเห็นแล้วก็มา อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาชุดนี้จำนวนหนึ่งอาจจะกลับเข้ามา อีกจำนวนหนึ่งไม่ได้กลับ เข้ามา คงไม่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญที่ไปถึงวาระที่สาม แต่ผมเชื่อมั่นว่าระบบการเลือกตั้งที่จะ มีหลังจากนี้ ๔ เดือน หรือ ๓ เดือนกว่าที่จะเกิดขึ้นจะได้สมาชิกเข้ามา แล้วก็ผมก็คิดว่ารัฐบาลชุดหน้าก็ไม่ควรอยู่นาน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ควร ยุบสภาเพื่อให้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งเราได้อยู่ในภาวะที่เรียกร้องโหยหามานาน ผมจึง ขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่แก้ไขมาตรา ๒๕๖ แล้วเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ของทั้ง ๓ ร่าง ขอบพระคุณมากครับ