สหัสวัต สนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญ ชูประชาชนมีส่วนร่างผ่านการเลือก กก.ยกร่าง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน โดยเน้นกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมของคณะกรรมการยกร่าง และการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาเพื่อสะท้อนเสียงประชาชน พร้อมชี้แจงข้อกังวลว่าร่างดังกล่าวไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอมาโดย ๓ พรรคการเมืองในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมยินดีอย่างยิ่งครับที่ในที่สุด เราก็มีวันนี้สักทีครับ วันที่เราจะได้เริ่มต้นลั่นระฆังการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปัญหาของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผมคงไม่ต้องพูดแล้วครับเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้นอภิปรายวันนี้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้พูดไปแล้วครับ และทุกพรรคการเมืองก็ได้หาเสียงเอาไว้ว่าจะแก้ รัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันยุตินะครับ ผมคิดว่าเราได้ฉันทามติแล้วว่าเราต้องเดินหน้าไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเอาประเทศเรา หลุดพ้นจากวิกฤติทางการเมืองที่เราเผชิญมาอย่างยาวนานหลายสิบปี เพื่อให้ประเทศนี้ เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด ก็ตามที่ศาล รัฐธรรมนูญท่านได้เขียนไว้เต็มไปหมดครับในคำวินิจฉัยฉบับนี้ เขียนไว้อย่างชัดเจนครับว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง จะเห็นเลยว่าส่วนแตกต่างที่สำคัญคือที่มาที่ไปและสัดส่วนของสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคประชาชนครับ โดยสาเหตุหลักง่าย ๆ ครับ นี่คือร่างที่สะท้อนเสียงของประชาชนได้ดีที่สุด ซึ่งก็มาจากข้อจำกัดที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สร้างไว้นะครับ ซึ่งก็สร้างไว้โดยไม่มีใครถามครับ เหตุผลคือร่างฉบับนี้มีกลไกการได้มา ซึ่งคณะกรรมการยกร่าง โดยให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน แล้วให้สภาแห่งนี้เลือกให้เหลือ ๓๕ คน เป็นความยึดโยงระหว่างประชาชนและรัฐสภาตามที่ถูกจำกัดไว้ โดยการเลือก คณะกรรมการการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะให้ผู้ประสงค์ลงสมัครจัดทีมขึ้นมากแล้วก็ให้ ประชาชนเป็นผู้เลือก ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง การใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนั้น เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้สะท้อนร่างรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการสะท้อนอุดมการณ์ แนวคิดของประชาชนได้ดีที่สุดตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มบุคคลใดครับที่อยากเสนอตัว มาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็รวมตัวกันมา นำเสนอตัวเองต่อประชาชนว่าตัวเอง เป็นตัวแทนของอุดมการณ์แบบใด แต่ละคนสะท้อนเสียงคนกลุ่มไหนจะมาเพื่อผลักดันอะไร หาเสียงกันให้เต็มที่เลยครับ จากนั้นก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าอยากให้คนกลุ่มไหนมาร่าง รัฐธรรมนูญให้พวกเขา จะมาผลักดันสิทธิแรงงาน สิทธิสวัสดิการ ผลักดันสิทธิความ เสมอภาคทางเพศ หรือสิทธิในที่ดินทำกิน แก้ปัญหาการเมือง จะมาเพิ่มกลไกการตรวจสอบ องค์กรอิสระ จะมายกเลิก สว. หรือยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญหาเสียงกันเลยครับ แล้วให้ประชาชนเลือกว่าจะให้ตัวแทนของเขาเป็นคนกลุ่มไหน ส่วนในความกังวลเรื่อง ความทั่วถึง ร่างของพรรคประชาชนเองก็ได้ออกแบบกลไกของสภาที่ปรึกษาอีกจำนวน ๑๐๐ คน ที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นแบบแบ่งเขตจังหวัด คนกลุ่มนี้ ก็จะคอยเป็นตัวแทนรวบรวมความเห็นปัญหาเสียงสะท้อนของประชาชนไปนำเสนอ ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนในการ ร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด และนี่คือหัวใจของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย และสำหรับคนที่มีข้อกังวลเรื่องของร่างฉบับนี้ของพวกเราพรรคประชาชน ผมฟังมาทั้งวัน ก็พอจับใจความได้หลัก ๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นข้อกังวลจากเพื่อนสมาชิกฝั่ง สว. ครับ ที่ว่า ร่างของพวกเราอาจจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้นะครับว่ารัฐสภา ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แล้วก็มาหาว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือ ไม่ยอมอ่านคำวินิจฉัยฉบับนี้ ซึ่งผมขออธิบายเรื่องนี้ในอีก ๒ ประเด็นย่อย คือ ๑. รูปแบบ ที่พวกเราออกแบบมานี้คือการเลือกตั้งทางอ้อม เพราะมีการให้รัฐสภามาคัดอีกที แล้วส่วนที่ มีการเลือกตั้งทางตรงก็มาเป็นสภาที่ปรึกษาไม่ได้มีอำนาจในการร่าง เป็นแต่เพียงทำให้ คณะผู้ร่างทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง พวกท่านที่มาจากการเลือกกันเองวนไปวนมานี่ ก็อย่าคิดนะครับว่าการเลือกตั้งโดยอ้อม Model อื่นไม่ใช่การเลือกตั้งสิครับ การเลือกตั้ง โดยอ้อมมีหลายรูปแบบมาก ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เราเลือก สส. มาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ประเด็นย่อยที่ ๒ ผมอยากจะขอคำอธิบายตัวคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ที่ท่าน ๆ บอกว่าพวกผมไม่อ่าน อ่านไม่รู้ดูไม่เป็นไร ผมอยากจะชวนทุกท่านอ่านกันใหม่ สำหรับใครที่เรียนนิติศาสตร์มาเอาแบบ ๑๐๑ เลยครับ คงทราบดีว่าเวลาเราทำข้อสอบถ้า เราไปตอบสิ่งที่ไม่ได้ถาม เราอาจจะเสียคะแนน คำตอบข้อนั้นอาจจะผิดไปเลยก็ได้ หรือเรา อาจสอบตกเลยก็ได้ ตุลาการจำนวนมากท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ท่านก็ย่อมจะรู้ข้อนี้ดี แล้วถ้าเรากลับไปอ่านเราจะรู้เลยว่าข้อความที่ว่าไม่อาจให้เลือก สสร. ได้ไม่ได้อยู่ในคำถาม ที่สภายื่นไป แต่ตอบกลับมาเองแบบนี้ก็เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือเปล่า แล้วมากไปกว่านั้นถ้าเราเรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเราย่อมรู้ว่าอำนาจตุลาการเป็น อำนาจเชิงรับ คือใช้อำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีคนถามและตอบเท่าที่ถูกถาม ดังนั้นการที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตอบแบบนี้เป็นการขยายขอบเขตอำนาจตัวเองออกไปอีก เป็นการใช้ อำนาจเชิงรุก ซึ่งผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ และนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาอย่างไร และถ้ายังท่องกันอีกว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือผมอยากจะชวนพวกท่าน อ่านต่อครับว่าจริง ๆ แล้วศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยออกมาจาก ๗ ท่าน ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก ที่บอกว่าพวกผมไม่อ่านหนังสือ ท่านกลับไปอ่านคำวินิจฉัยรายบุคคลครับ ผม Print มาแล้ว ก็จะเห็นว่ามีเพียง ๓ จาก ๗ ท่านเท่านั้นที่พูดว่าประชาชนไม่มีอำนาจเลือก สสร. และ ๒ จาก ๓ ก็บอกอีกนะครับว่าที่ไม่มีอำนาจเลือกโดยตรงก็ด้วยข้อจำกัดของมาตรา ๒๕๖ ที่เรากำลังแก้กันอยู่วันนี้ครับ ซึ่งหมายความว่าถ้าเราแก้มาตราที่เรากำลังแก้กันอยู่นี้ให้ เลือกได้ ประชาชนก็จะเลือก สสร. โดยตรงได้ ดังนั้นถ้าดูในรายละเอียดจึงมีเพียงท่านเดียว เท่านั้นที่วินิจฉัยว่าไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมก็ว่าแปลกประหลาดมากคือท่านให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจสภามาทำหน้าที่นี้ ซึงปัญหาตรงนี้ก็เกิดว่าในคำวินิจฉัยตัวเต็มเอง ทั้งส่วนบุคคลเองหรือฉบับย่อเอง ในคำวินิจฉัยทั้งหมดก็จะมีคำคำหนึ่งอยู่ในคำวินิจฉัยคือ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ผมก็เลยแปลกใจว่าการคืนอำนาจสถาปนา ไปให้ประชาชนไปเลือกคนมาร่างรัฐธรรมนูญมันขัดหลักการตรงไหน คำวินิจฉัยทุกหน้า ก็เอาแต่พูดว่าอำนาจสถาปนาเป็นของประชาชน และท้ายที่สุดดันมาบอกว่าประชาชน เลือกไม่ได้ แบบนี้ผมงงครับ อยากจะถามคนที่เรียนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเลยครับว่านี่มัน คือคนกลุ่มหนึ่งกำลังยึดอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจากประชาชนไปเป็นของตัวเองหรือเปล่า ตั้งแต่ผมศึกษากฎหมายมาทั่วโลกเลยครับ ผมก็ไม่เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยไหนเลย ในโลกนี้จะมีปัญหาเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเท่านี้มาก่อน และที่มากไปกว่านั้น อย่างที่ผมกล่าวไว้มีเพียง ๓ ใน ๗ ที่บอกว่าทำไม่ได้ แล้ว ๒ ใน ๓ ก็บอกว่าที่ทำไม่ได้เพราะ มาตราที่เรากำลังแก้กันอยู่ คำถามที่ผมอยากจะถามคือทำไมเราถึงเอาเสียงโหวต ๓ จาก ๗ มาเขียนลงในคำวินิจฉัยตัวเต็มแล้วบอกว่าทำไม่ได้ คือถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเราใช้มาตรฐานนี้ ไหมครับ จะตัดสิทธิใคร ยุบพรรคไหน โหวต ๒ คน ๓ คน จาก ๗ คน ก็เอาตามนี้เลยครับ อย่างนี้หรือครับ ใครที่บอกว่าพวกผมไม่อ่านนี่กลับอ่านใหม่อีกทีครับ แล้วอย่าอ่านแค่ คำวินิจฉัยเลยกลับไปอ่านหนังสือรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์เบื้องต้นด้วยครับ สรุปสั้น ๆ ครับท่านประธาน ผมขอเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านรับร่างทั้งสาม ทั้งของ ๓ พรรคการเมืองในวันนี้ และให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ด้วยสาเหตุง่าย ๆ เพราะนี่เป็นร่างที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดและไม่ได้มีการใดเลยที่ขัดคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พวกท่านทุกคนคือนักการเมือง นักการเมืองมาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ได้เพราะระบอบประชาธิปไตย ในฐานะนักการเมืองท่านมี หน้าที่ในการยืนยันหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เรื่องง่าย ๆ อย่างอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ถ้าวันพรุ่งนี้พวกท่านไม่ยืนยันหลักการนี้เท่ากับ พวกท่านไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพครับ ขอบคุณครับ