ณัฐวุฒิ ชี้แก้รัฐธรรมนูญไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล ยันเป็นเจตจำนงประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้แจงถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการริเริ่มกระบวนการนี้มาจากเจตจำนงของประชาชนและรัฐสภา ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้พิจารณารับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับอย่างเปิดกว้าง เพื่อเปิดทางสู่การมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมน่าจะเป็นคนจังหวัดอ่างทอง คนที่ ๒ ที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ แน่นอนว่าเวลาที่เราพูด แบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพี่น้องชาวจังหวัดอ่างทองทั้งหมดจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ เพราะว่ายังมีหลายเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ผมขอบพระคุณเป็นพิเศษต่อ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านทีเดียวที่ผมได้จดชื่อไว้ เช่น ท่านเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ท่านเอกชัยที่พูดเมื่อสักครู่ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณา เพราะว่าสิ่งที่ท่านกำลัง พูดนั้นท่านไม่ได้พูดแทนตัวท่านในฐานะตัวบุคคล แต่ท่านกำลังพูดในเชิงระบบว่าตกลงแล้ว เรื่องของรัฐธรรมนูญที่เราบังคับใช้มากว่า ๘ ปีนั้นมันควรถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันแล้ว หรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งที่ผมไม่อาจรับได้คือการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ลงรายละเอียดในเชิงเนื้อหาและกังวลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใต้อัตวินิจฉัยของท่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ผมต้องใช้โอกาสในสภาแห่งนี้ส่งเสียงไปยังพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการทำหน้าที่ของตัวแทนของท่านว่าการมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ไม่ใช่เพราะ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพันเฉพาะหน้า ๑๖ หน้า ๑๕ ที่มีเพื่อนสมาชิกบางท่าน อภิปรายนั้นก็ไม่ได้มีผลผูกพันต่อรัฐสภาแต่ประการใด ที่ผูกพันเฉพาะหน้า ๑๖ คืออะไรครับ คือเขาไม่ได้บอกว่าอำนาจในการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ เขาแค่ เขียนยืนยันในเบื้องต้นว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่ม สิ่งนั้นถูกเขียนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่พวกเราถือกันอยู่ และถ้าไปไกลกว่านั้นสิ่งนั้นคือเจตจำนงเบื้องต้นตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ปี ๒๔๗๕ ไม่ใช่หรือ ท่านไปค้น ๆ ดูในห้องสมุดรัฐสภาที่ชั้น ๙ ท่านก็จะเห็นว่า อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นเป็นอำนาจของประชาชนผู้ทรงอำนาจที่แท้จริง มิใช่ ศาลรัฐธรรมนูญ Constituent Power ตามที่ท่านพูดแต่ประการใด มี ๑ ถ้อยคำที่ผม อาจจำเป็นต้องยอมรับจากคำวินิจฉัยและต้องมาคุยกันว่าในเนื้อหาสาระของแต่ละร่างนั้น เราจะปรับอย่างไรครับ ก็คือเฉพาะประเด็นที่บอกว่าแต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ผมเชิญตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญมาถามในวิปฝ่ายค้าน ตกลงตรงนี้ มาอย่างไร มีใครถามไปหรือไม่ ท่านก็ยอมรับไม่ได้มีใครถามไปเลย มันอยู่ในสิ่งที่ท่านต้องตีความหรือไม่ ท่านก็ยอมรับว่ามันก็เป็นเพียงเฉพาะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน ไม่ใช่ทุกท่าน แต่บังเอิญว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านนั้น มีหลายท่านถึงต้องใส่คำนี้โดยตรงเข้าไปในคำผูกพันที่อยู่ภายใต้คำวินิจฉัย ผมยอมรับแค่นี้ และสิ่งที่พวกเรายอมรับแค่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นที่มาของการประชุมในวันนี้ เพราะแม้มี หรือไม่มีคำวินิจฉัยเราก็สามารถยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และวันนี้มีอยู่ทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ผมเชื่อมั่นในประสบการณ์ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านมีประสบการณ์ ท่านอดิศร เพียงเกษ วันนี้เอา ๑๔ ตุลาคม มาฉายให้พวกเราฟัง นั่นรุ่นเดียวกับพ่อแม่ผมเลย แม่ผมที่ต้องหนีข้ามสะพานปิ่นเกล้า ลุง ป้าที่ต้องหนีเข้าวัดบวรนิเวศเพราะถูกไล่ล่าจากทหาร ผมชื่นชมกับท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านเข้าใจและเห็นตรงกัน ถามว่าทำไมต้องเอ่ย ชื่อท่านเกียรติชาย ด้วยความเคารพยิ่งท่านพูดชัดเจนว่าท่านรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ร่าง เพราะนี่คือขั้นการพิจารณารับหลักการ รายละเอียดวางไว้ก่อน รายละเอียด ที่กังวลพวกผมมีคำตอบให้แต่ยังไม่ได้ส่งผลต่อการรับหลักการแต่ประการใด หลักการคือ อะไร หลักการร่างของท่านพริษฐ์บอกแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ พูดกันง่าย ๆ คือการ ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญ หลักการ ของท่านอนุทินก็บอกว่าแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างของท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่เคารพของพวกผมบอกว่าแก้ไข เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑๕ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ หลักการ แบบเดียวกันเลย เมื่อเช้าท่านประธานเอ่ยว่าเราจะลงมติกันเป็นแบบใด ท่านประธานบอกว่า ในขั้นรับหลักการพิจารณาลงมติทีละร่าง แยกร่างออกจากกัน ผมเกือบยกมือขึ้นถามว่าทำไม เราถึงไม่ใช้การรับร่างพร้อมกันเสียทีเดียวซึ่งทำได้ตามข้อบังคับ แต่ผมไม่ได้ถามเพราะผม เชื่อใจเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเกือบ ๗๐๐ คน ๖๙๐ คน วันนี้มาประชุม ๖๑๖ คน ผมเชื่อว่า พรุ่งนี้ท่านมาประชุมครบ ขาดเพื่อนสมาชิกผมท่านหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุ ท่านอยากมาแต่ พวกผมบอกไม่เป็นอะไร ผมเชื่อวุฒิภาวะของสมาชิกทั้งหมดว่าเขาเข้าใจว่านี่คือ ขั้นรับหลักการ มีข้อกังวลบางประการที่ผมจำเป็นต้องใช้เวทีแห่งนี้ในการชี้แจง เพื่อนสมาชิก บอกว่าอยากได้รัฐธรรมนูญที่เข้าใจง่าย ทำได้จริง ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้วร่างพรรคประชาชนมีปัญหาตรงไหน แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นผมคิดว่าเราจำเป็นต้อง เปิดประตูสู่การแก้ไข มาทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนสับสนเลย และจุดเน้นที่ แตกต่างคือตกลงแล้วเราอยากได้ร่างยึดโยงกับพี่น้องประชาชนแค่ไหน ท่านบอกเข้าใจง่าย ทำได้จริง ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมบอกไม่ใช่ ขอเปิดประตูสู่การแก้ไข ทำความเข้าใจได้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน สับสน ต้องยึดโยงต่อประชาชน ร่างของท่านพริษฐ์ ที่ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยในหน้า ๑๕ เลย เพราะที่มาที่ไปของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่ท้ายที่สุดมา ๗๐ คน เหลือ ๓๕ คนนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ที่มาที่ไป ของสภาที่ปรึกษาต่างหากที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเราจะไม่เชื่อพี่น้องประชาชน หรือว่าเขาจะเลือกคนที่ดีที่สุดมาเป็นสภาที่ปรึกษา เป็นผู้ให้ความเห็นต่อกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ในขณะเดียวกันหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาเขียนไว้ในมาตรา ๒๕๖/๑๙ เพื่อนสมาชิกอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น คืนนี้เอากลับไปนอนฝันดีได้เลย จะอ่านหรือ ไว้ใต้หมอนก็ได้ ตกใจตื่นมาเสียนี่ แหม เสียดายจัง รู้อย่างนี้อภิปรายเชียร์พรรคประชาชน ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม วันนี้วันมหาวิปโยคไปแล้ว ถามว่าคืออะไรครับ สภานี้บอก ๑. รับฟังความเห็น รวบรวมความเห็น ๒. จัดให้มีการเข้าถึง เผยแพร่เนื้อหาสาระ ๓. แจ้งสมาชิกต่าง ๆ ในกรณีแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ ที่มีการกำหนด บอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงและนำไปสู่การให้ประชาชนจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยตรงตรงไหน ไม่มีครับ ผมเอง ไม่รู้ว่าท่านใดเคยจำกันได้ไหม มีท่านที่เคยอยู่กันไหมครับ ผมเองเคยเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วท่านเชื่อไหมครับ หลายมาตราที่นำไปสู่การบัญญัติ เช่น การตั้งให้มีพนักงานสอบสวนหญิง มาจากเวทีเล็ก ๆ เลยครับที่พวกผมไปรับฟังความคิดเห็น ใส่มาเป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๖) ของปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวล ในท้ายที่สุดจะบอกว่าใครเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติ บ้านเมืองท่านไปหาตัวเขาครับ Scammer รัฐมนตรีบางคนที่อาจจะเกี่ยวข้อง แบบนั้น ต่างหากที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติ ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดีจริงพวกเขาไม่ควร มานั่งเป็นรัฐมนตรี ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดีจริง ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นใน ประเทศไทยได้อย่างไร แต่เราเห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่า Scammer ต่าง ๆ ที่มาเอาเงิน พี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย คุณลุง คุณป้า ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ชื่อเหล่านี้มี ในทะเบียนบ้านหมดนะครับ ไม่ได้มาเอ่ยกันส่งเดช แล้วก็มาหาว่าไม่รู้ว่าเป็นใคร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านตอบใจตัวท่านเองสิครับว่ามันตอบโจทย์หรือยัง และในเมื่อเรามีโอกาสวันนี้ ที่ดีที่สุดในการแก้ไข เรามีโอกาสที่จะทำแล้วทำไมถึงไม่ทำ หากจะถามว่าใครมาเซาะกร่อน บ่อนทำลายประเทศชาติ กลับไปดูกระจก แล้วกลับมาพร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจ คลายความ เป็นสมาชิกสภาใดออกไปให้หมดครับ ที่นี่คือตัวแทนประชาชน พวกผมได้รับการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ท่านได้รับกระบวนการต่าง ๆ สูตรอะไรพวกผมไม่ติดใจแล้วครับ แต่ร่วมกันได้ไหมในการรับหลักการของทั้ง ๓ ร่างต่อสภาแห่งนี้ และถ้าท่านได้กลับไปดู ทั้ง ๓ ร่าง มีโอกาสอ่านละเอียด ฝากด้วยได้ไหมครับ ขอให้เลือกร่างที่จะไม่ถูกครหาว่า จะมีการฮั้วที่มาที่ไปของคนยกร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมอีก และขอได้ไหมครับ ขอให้ยกร่างเอาร่างหลักที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตัวจริงในประเทศนี้เขามีโอกาสจะมีส่วนร่วมได้มากที่สุด ผมขอเพียงเท่านั้น ขอให้ท่านสบตา ในกระจกในคืนนี้ หลับฝันดีมาเจอกันพรุ่งนี้ครับ ขอบคุณครับ