วิทยา ชี้รัฐธรรมนูญเผด็จการ ต้องแก้ให้เป็นของประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

วิทยา แก้วภราดัย กล่าวถึงประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านการรัฐประหารและการร่างใหม่หลายครั้ง พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถือว่าเป็นของเผด็จการ โดยเน้นให้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสรีผ่านกระบวนการแก้ไขและทำประชามติ เพื่อก้าวสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมวิพากษ์องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. ที่มีปัญหาทั้งในด้านอำนาจและประสิทธิภาพ รวมถึงวิจารณ์ปัญหาการทุจริต การล้มเหลวทางเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนผ่านแรงงานที่ไม่ได้รับการดูแล และการเมืองที่เสื่อมถอยจากการตั้งรัฐบาลด้วยข้อต่อรองและพฤติกรรมนักการเมืองที่ผูกพันกับกลุ่มทุน จึงเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน โดยไม่แตะต้องหมวดที่เกี่ยวกับระบอบและสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อผลักดันการปฏิรูปที่แท้จริงและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียน เบื้องต้นผมได้รับการจัดสรรเวลาแล้วนะครับ เป็นเวลาของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และเวลา ที่ได้รับจัดสรรทั้งหมดสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ๓๐ นาที ผมจะมีผู้อภิปรายประมาณ ๓ ท่าน ก็จะบริหารเวลาไปอย่างนั้น เรียนท่านประธานครับ ถือว่าเป็นฤกษ์ดี เราเสนอการ แก้รัฐธรรมนูญแล้วสภาพิจารณาในวันที่ ๑๔ ตุลาคม เมื่อเช้าผมเดินทางไปร่วมรำลึก เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว ๕๒ ปี ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่มาเรียน กรุงเทพฯ แล้วก็มีโอกาสร่วมรณรงค์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ในการที่จะเผยแพร่ความรู้เรื่อง ประชาธิปไตย เพราะตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ ผมท่องชื่อนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ป. ๗ ไม่เคยเปลี่ยน นายกรัฐมนตรี พี่กับน้องผลัดกันเป็นอยู่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นปี ๒๕๑๗ พวกผมออกรณรงค์ ประชาธิปไตย แล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนสละเลือดเนื้อชีวิตโดยเยาวชนคนหนุ่มสาว รุ่นนั้นและรุ่นพวกผม รุ่นท่านประธานทำกันมาแล้วก็ได้รัฐบาลมา แล้วก็ได้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญมา แล้วก็ได้รัฐธรรมนูญมา เราประท้วงเพราะว่าเราเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แจกใบปลิวและถูกจับหมด ๑๓ คน แล้วก็ลุกลามไปถึงเหตุการณ์ที่ต้องเป็นการกวาดล้างกัน ครั้งใหญ่และยุติปัญหาได้โดยการได้นายกรัฐมนตรีจากการโปรดเกล้าฯ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนก็ถือว่า ๑๔ ตุลา กลายเป็น วันมหาปิติจากวันมหาวิปโยคเพราะประชาชนได้สิ่งที่เขาหวังแล้วคือประชาธิปไตย ก็หวังว่า ประชาธิปไตยมันเจริญก้าวหน้ามาตลอด แต่ประชาธิปไตยที่เราได้ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลามันไปได้สักพัก ๓ ปี ๔ ปีก็เกิดรัฐประหาร รัฐประหารรัฐธรรมนูญก็หายไป แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สักระยะหนึ่งก็โดนรัฐประหาร แล้วก็หายไป เราสลับกับรัฐประหารกับเขียนรัฐธรรมนูญเป็นฉบับ ๆ มาเรื่อยมาครับ ท่านประธานอยู่วงการการเมืองมานานมาก ท่านเจอรัฐธรรมนูญเกือบทุกรูปแบบแล้ว แล้วทุกครั้งในการทำรัฐธรรมนูญก็คือจะทำให้ดีกว่าเก่า สุดท้ายเราทำรัฐธรรมนูญครั้งแรก ที่สภานี้ร่วมกันแก้เพื่อเปิดช่องทำรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๓๘ ขออนุญาตเอ่ยนาม สมัยท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ท่านแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องให้สภาหาทาง ในการไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผลสุดท้ายก็ได้ สสร. ยุคแรกมาครับ แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จนกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการเสริมสร้างความ เข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาในระบบก่อนหน้านั้นพรรคการเมืองอ่อนแอ ครับ เดี๋ยวไปเดี๋ยวมาเดี๋ยวล้มเดี๋ยวหาย ล้มหายตายจากไปเกือบหมด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็งครับ สุดท้ายเราก็ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งยืนยาวครบ ๔ ปี เมื่อ การเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ เปลี่ยนการเลือกตั้งจากเขตละ ๓ คน มาเหลือเขตละ ๑ คน แล้วก็ จัดตั้งองค์กรต่าง ๆ ขึ้นมามากมายเดี๋ยวจะได้กล่าวถึงครับ ต่อมาหลังจากพรรคการเมือง เข้มแข็งมากเราก็เห็นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปในการเมืองครับ เลือกตั้งมาอยู่ ๑๒ พรรค อยู่ ๆ ก็รวมพรรค ยุบพรรค รวมพรรค ยุบพรรค รวมพรรค จนพรรคการเมืองพรรคเดียว รวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา เกินเลยไปถึงขั้นพรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เราพยายามแก้จากรัฐธรรมนูญที่พรรคการเมืองอ่อนแอมาสู่ พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมาก มากขนาดว่าฝ่ายค้านตรวจสอบนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ไปได้ สักพักก็ปฏิวัติ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากเขตคนเดียวก็แบ่งเขตเป็นเขตละ ๓ คนใหม่ เปลี่ยนใหม่ก็แบ่งเขตอีกที จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรากำลังใช้อยู่แล้วกำลังเอามา อภิปรายกัน ผมคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุผลของข้ออ้างเหมือนกันว่าเราได้รัฐธรรมนูญ มาจากเผด็จการ เราก็อยากได้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ได้ เปิดช่องเหมือนกับสมัยก่อนนะครับ สมัยก่อนก็ไม่เปิดช่อง มันมีแต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทำได้ ช่องทางทั้งหมดในการแก้รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ ๗-๘ ช่องทาง แต่ทั้ง ๗-๘ ช่องทาง ไม่สามารถที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ใช่เผด็จการได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดนตีหนักก็คือเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ แต่ผมกับท่านประธานรับประทานรัฐธรรมนูญ เผด็จการมาเยอะมากเลยครับ รัฐธรรมนูญพระราชทานก็รับประทานมาเยอะแล้วครับ เพราะฉะนั้นคราวนี้จะรับประทานรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนลองดูย้อนกลับไปเหมือน ปี ๒๕๔๐ ดูสักที แต่การทำประชามติเป็นเรื่องที่ถูกสอดแทรกมา ณ วันนี้ เพราะฉะนั้นการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งหมดทั้ง ๓ ร่างที่นำเสนอมาเป็นการเปิดประตูใหม่ไปสู่จักรวาลของการแก้ รัฐธรรมนูญโดยประชาชน ไม่ติดกรอบแล้วครับ แต่ว่าติดกรอบในรัฐธรรมนูญชุดเก่าเขาเขียน ว่าการจะแก้ไปกระทบกระทั่งเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ เรื่ององค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องทำ ประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องถูกทำประชามติ แต่ครั้งนี้ก็ได้พิเศษก็คือตั้งแต่เราจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดกฎหมายรัฐธรรมนูญเพิ่มมาอีก ๑ มาตรา แต่หลายวงเล็บ จะต้องทำประชามติเพื่อไปถามประชาชนก่อนว่าพร้อมที่จะให้ทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คราวนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับตัวผมเองแล้วก็ประชาชนก็คือ ทำไมเราถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับ ที่ใช้เป็นของเผด็จการ ดีไม่ดีก็เคยแก้มาแล้ว และก่อนหน้านี้ก็มีผู้ที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยู่ทั้งหมดร่วม ๑๐ ร่างในอดีตที่ผ่านมา ค้างอยู่ในสภาอีก ๗-๘ ร่าง แก้ได้ครับ แต่เที่ยวนี้คือ เปิดช่องเพื่อทำฉบับใหม่ทั้งฉบับ คราวนี้ก็หาเหตุผลว่าตั้งแต่เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มาถึงปัจจุบัน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังก็คือชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนจะดีขึ้น เราพัฒนา มาเป็นระยะครับท่านประธานครับ วันนี้สิทธิของประชาชนได้รับการค้ำประกัน เสรีภาพของ ประชาชนได้รับการรับรอง ประชาชนไม่ต้องถูกข่มเหงรังแก ไม่ถูกตรวจค้นเข้าบ้านโดยเวลา ข้ามคืนโดยไม่มีหมายศาลอะไรพวกนี้ เราคุ้มครองสิทธิประชาชนหมดแล้ว คราวนี้สิ่งที่เราได้ เพิ่มเติมมาก็คือองค์กรที่มีอำนาจ ทีนี้ผมมาพิจารณาดูนอกจากคำว่ารัฐธรรมนูญฉบับกลาง รัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะมีปัญหาที่ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอในนามของ ขออนุญาตเอ่ยนาม พรรคประชาชนครับ ว่าอดีตที่เราพยายามจะทำให้เป็นประชาธิปไตยสูง เราสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะครับ เราสร้างองค์กร กกต. กรรมการเลือกตั้ง มาทดแทน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเราบอกว่าเป็นกระทรวงที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจมากเกินไป กกต. เลยได้ อำนาจ ๒ อำนาจเลยครับ ๑. จัดการเลือกตั้ง ๒. กำกับการเลือกตั้ง และ ๓. วินิจฉัย การเลือกตั้งสุจริต ไม่สุจริต เราสร้าง กกต. ที่มีอำนาจตุลาการในตัว มาวันนี้ครับ ท่านประธาน ตั้งแต่มี กกต. มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จมากครับ สำเร็จถึงประชาชนพูดว่าเดี๋ยวนี้จะย้ายพรรคต่ำกว่า ๕๐ ก็ไม่เอากันแล้วครับ ต้องใช้เงิน ๕๐ ล้านบาท เพื่อการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งเขตคนเดียวครับ บางเขตนี่ทะเลาะกันในช่วง เลือกตั้งซ่อมนี่ไปถึง ๑๐๐ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้คนแบบรุ่นท่านประธาน รุ่นพวกผมที่เขามาจากบ้านนอกมาเป็นผู้แทน ท่านมาจากครูบ้านนอก ผมมาจากทนายบ้าน นอก จะไม่มีโอกาสขึ้นในแผ่นดินนี้เลยครับ นอกจากคุณจะไปเป็นลูกจ้างรับเงินเขามา ๓๐-๔๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท เพื่อไปเลือกตั้งแล้วเข้ามาเป็นผู้แทน คุณก็ไม่พ้นลูกจ้าง นายทุนหรอกครับ ระบบทุนมันครอบงำประชาชนและพรรคการเมืองทั้งหมด เพราะฉะนั้น องค์กรที่เพื่อนสมาชิกพูดถึง กกต. ล้มเหลวจริง ๆ ครับท่านประธาน

องค์กรที่ ๒ องค์กร ป.ป.ช. ผมคิดว่ามันก็เป็นปัญหาพอสมควร เห็นด้วยครับ ที่ต้องปรับเสียใหม่ ป.ป.ช. วันนี้มีอำนาจมากจนถึงข้าราชการบางคนแค่โดนชี้มูล ก็ต้องออก นักการเมืองเราในสภาชี้มูลก็ออก สุดท้ายศาลอาจจะยกฟ้อง กว่าจะได้ทุกอย่าง คืนมาเสียชื่อเสียงไปหมด

องค์กรที่ ๓ ครับท่านประธาน สตง. ก็ไม่ต้องเอ่ยซ้ำหรอกครับ ยังสืบไม่ได้ว่า ผิดที่ใครที่ทุจริตการสร้างตึก สตง. ซึ่งตัวเองมีหน้าที่ตรวจสอบคนทั้งประเทศ แต่คำตอบก็ยังไม่มี

องค์กรที่ ๔ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้ค่อนข้างจะมีอำนาจน้อยก็เลยปัญหาน้อย

องค์กรที่ ๕ ก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่จะเห็นอย่างหนึ่งครับก็คือ องค์กรไหนที่มีอำนาจมากก็จะมีพฤติกรรมที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนน้อยลงไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดครับ ประชาธิปไตยเราเดินมาถึงวันนี้ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอ รัฐธรรมนูญแต่ละคนครับ การทุจริตคอร์รัปชันลามไปมากมาย ถ้าเลือกตั้งมาจากการ ที่ประชาชนร่วมกับผู้สมัครร่วมกันทุจริตได้คนดีบ้างเลวบ้างขึ้นมา ขณะที่ได้เงินกัน ทั่วประเทศ แน่นอนครับคนที่ทุจริตมาจากการเลือกตั้งมันก็ต้องมาทุจริตในทางการเมือง เมื่อหัวส่ายหางก็กระดิก การทุจริตก็ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดินครับท่านประธาน เห็นด้วยครับถ้าจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป ปราบปรามการทุจริตให้จริงจัง ก็จะเป็นหนทางในการทำให้บ้านเมืองดีขึ้น สิ่งที่ตามมาแล้วก็ไม่มีการพูดบรรยาย ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับไว้เลย เราพูดถึงหมวดสิทธิเสรีภาพ พูดถึงองค์กรในระบอบ ประชาธิปไตย แต่การพูดถึงปัญหาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนมันพูดไปเบาบางมาก ครับในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ ๕๐ ปีของระบอบ ประชาธิปไตยยุคนี้นะครับก็คือเราเห็นแรงงานภาคเกษตรกรรมเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เกษตรกร เริ่มขายที่ขายทางและอพยพเปลี่ยนจากแรงงานเกษตรกลายเป็นแรงงานภาคผู้ใช้แรงงาน ภาคกรรมกร แรงงานภาคเกษตรถ่ายไปเป็นแรงงานภาคกรรมกรเกินมากกว่าความจำเป็น จนเดี๋ยวนี้ภาคการเกษตรเองต้องหาแรงงานจากต่างชาติมาชดเชย เพราะฉะนั้นคนจน ในชนบทอพยพเข้าเมืองมาสู่ภาคอุตสาหกรรมมาก เราล้มเหลวเรื่องการพัฒนา เราล้มเหลว เรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และที่สำคัญครับ เราเจอการยุบพรรครวมในยุคที่ ผ่านมา แต่ยุคนี้ผมก็แปลกใจครับ เราเจอระบบที่ปั่นป่วนในสภา ซึ่งผมกับพวกรุ่น ๆ พวกผม ไม่เคยเจอครับ ไม่เคยเจอวันที่พรรคใหญ่ตัดสินใจอุดหนุนบางพรรคขึ้นเป็นรัฐบาล และ ขณะเดียวกันที่ตัวเองก็ปฏิเสธในการที่จะเป็นรัฐบาล แต่มีข้ออย่างเดียวคือข้อเรียกร้องข้อนี้ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนฟังทีแรกเขาจะแก้กันทั้งเล่มเลยหรือเปล่า ไม่หรอกครับ แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้คือเปิดประตูไปสู่การทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อล้มรัฐธรรมนูญฉบับ เผด็จการ นี่คือข้อต่อรองทางการเมือง แล้วเราได้พรรค ๒ พรรคใหญ่ ๆ ๓-๔ พรรคที่ร่วมกัน เป็นรัฐบาล และผู้นำพรรคหนึ่งก็ไปเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้นำอีกพรรคหนึ่งก็มาเป็นผู้นำ ฝ่ายค้าน ผมก็ไม่เคยเจอในสารบบที่ผ่านมาทั้งหมด แล้ววันนี้พรรคเดียวกันแตกกระเซ็น กระซานไปคนละทิศคนละทางหมด ยิ่งแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำให้ระบบรัฐสภาเราเสื่อมความ น่าเชื่อถือมากขึ้นทุกวัน ๆ เดี๋ยวนี้เดินหน้าไปที่ไหนพี่น้องประชาชนนี่ ผมคิดว่าหลายคน อายที่จะบอกว่าเป็น สส. นะครับ เพราะเขารู้สึกว่านักการเมืองคือที่ระดมของคนชั่ว ตราบใด ที่เขียนรัฐธรรมนูญแล้วป้องกันไม่ให้คนชั่วเข้าสภาไม่ได้ครับ เขียนไปก็แค่นั้นละครับ ถูกปฏิวัติทุกทีก็เรื่องทุจริตคอร์รัปชันมาอันดับ ๑ จนมาถึงวันนี้เหมือนกันครับ ถามว่าปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันลดลงไปหรือไม่ การซื้อเสียงกลับทวีรุนแรงยิ่งขึ้น ท่านไปถามเลยนะครับ พรรคพวกลูกหลานเขามาถามผมจะไปสมัครผู้แทนผมก็ไปถามชาวบ้านดูสิครับว่าสมัคร ผู้แทนเป็นอย่างไร คำแรกที่ญาติพี่น้องบอกเขานะครับว่ามีเงินเท่าไร ถ้าบอกมีเท่านี้ บอกไม่ต้องมาคือวัดกันด้วยเงิน แม้นักการเมืองแก่ ๆ ที่นั่งอยู่ในสภา ไม่ว่า ขออนุญาต นะครับ รุ่นผู้อาวุโสสูงสุดที่นั่งเป็นหลักอยู่ในสภาวันนี้ รุ่นเหล่านั้นท่านมาจากนักการเมือง มือเปล่าแล้วก็สู้มาด้วยมือเปล่าทั้งหมด แต่วันนี้หมดแล้วครับ นักการเมืองกลายเป็นทายาท ของกลุ่มทุนทั้งหมด ผมก็มีปัญหาแค่ว่าถ้าจะไปแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ผมเรียนถามไว้ ตั้งแต่เริ่มรัฐบาลแถลงนโยบาย ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเขียนไปให้ชัดนะครับว่า ๑. ไม่ไปแตะ หมวด ๑ หมวด ๒ เพราะมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับ การแก้ไขเรื่อง เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้นถ้าร่างที่ร่างมาทั้งหมดเขียนไว้อย่างนี้ ชัดนะครับไปทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐไม่ได้ สถาบัน พระมหากษัตริย์จะกระทบกระเทือนไม่ได้ ถ้าไม่พิทักษ์รักษานี้ไว้ผมคิดว่าประชาชน ไปข้างหน้าเขาไม่ยอมให้แก้หรอกครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับวันนี้ก็คือ กว่าจะไปลงประชามติกันตามที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภา ผมเชื่อว่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ กับประชาชนอีกมากว่าฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไปถามว่าจะให้ แก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า แล้วต้องไปบอกประชาชนตรง ๆ ว่าที่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากเผด็จการ แล้วก็มีปัญหา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วถึงจะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ผมจะคอยดูครับว่า สุดท้าย ร่างของใครจะได้เป็นร่างหลักที่เป็นหลักประกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องนี้จะต้อง ไม่กระทบเรื่องอธิปไตยของชาติ ไม่กระทบเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่กระทบถึง เรื่องความสมดุลของระบอบประชาธิปไตย ขอขอบพระคุณครับท่านประธานครับ