นรเศรษฐ์ ชี้รัฐธรรมนูญฉีกขาดเพราะไม่ฟังเสียงประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร วิพากษ์ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยที่ถูกจัดทำโดยผู้มีอำนาจโดยไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและเสรีจากการควบคุมของรัฐ

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บนโลกใบนี้มีเพียง ๕ ประเทศเท่านั้นที่มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว มากกว่า ๒๐ ฉบับ และใน ๕ ประเทศนั้นไม่มีประเทศใดเลยครับที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไทยเราเองก็รวมอยู่ในรายชื่อนั้นด้วย คำถามก็คือว่าทำไมเราต้องมีรัฐธรรมนูญ มากมายขนาดนี้ เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งก็คือตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจรัฐไม่เคย เห็นหัวประชาชน และประชาชนเองก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดกติกา สูงสุดของประเทศ ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้เริ่มดังขึ้น คนกลุ่มน้อย ที่ครองอำนาจก็จะหาทางฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ด้วยมือของพวกพ้องตัวเอง แล้วบังคับ ให้ประชาชนต้องยอมรับโดยไม่มีสิทธิเลือก รัฐธรรมนูญของเราจึงกลายเป็นเครื่องมือของ ผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกติกาที่ร่วมกันร่างโดยประชาชนทั้งประเทศ หากเราย้อนกลับไป ช่วงปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาชนจำนวนมาก ออกมาเรียกร้องให้ยุติอำนาจเผด็จการทหาร กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานในทุกจังหวัด ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวงเสวนาและในหัวใจทุกดวงของคนไทย สุดท้ายกระแสเหล่านี้ ก็ผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญที่ประชาชนทั้งหลายเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่า สสร. แม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประชาชนจะไม่ได้เลือก สสร. โดยตรง แต่กระบวนการการรับฟัง ความคิดเห็นผ่านเวทีรับฟังในแต่ละจังหวัด และการได้รับการสนับสนุนด้วยการรณรงค์อย่าง กว้างขวางในสังคมก็ทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มันคือครั้งแรกที่คนไทยรู้สึกว่านี่คือรัฐธรรมนูญของเรา แม้จะไม่สมบูรณ์ แม้จะมีข้อบกพร่อง แต่มันก็เป็นก้าวสำคัญของประชาธิปไตยไทย แต่แล้วความหวังก็ถูกฉีกทิ้งลงในปี ๒๕๔๙ ครับ โดยคณะรัฐประหารที่ไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเติบโตสู่ประชาธิปไตยเต็มใบดังเช่น ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูก ขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติ แต่เพื่อพิจารณาให้ลึกจะพบว่าเป็น ประชามติที่ประชาชนไม่มีทางเลือก เพราะกระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมโดย คณะรัฐประหาร คมช. ไม่มีการอธิบายให้ประชาชนทราบว่าถ้าไม่รับร่างแล้วประเทศจะ เดินหน้าอย่างไร มีแต่เสียงประกาศให้รับ ๆ ไปก่อน มีแต่สื่อโฆษณาชวนเชื่อแล้วบีบบังคับให้ สังคมต้องจำยอม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถูกแต่งตั้งโดย คมช. ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกในเวลา ต่อมาที่การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ จะถูกเรียกว่าการรัฐประหารที่เสียของ เพราะแม้จะ พยายามควบคุมทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตื่นรู้ของประชาชนได้ จนในที่สุดเราก็ ได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นฉบับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็มีที่มาไม่ต่างจากเดิมครับ เพราะมันเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารและคณะกรรมการร่างก็ถูกแต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหารเอง แม้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ แต่ก็เป็นการทำประชามติ ภายใต้บรรยากาศของความกลัว และกระบวนการประชามตินั้นเต็มไปด้วยข้อครหามากมาย การจับกุมประชาชนที่ออกมาคัดค้าน การควบคุมสื่อ การห้ามจัดเวทีสาธารณะ และคำถาม พ่วงที่ทำให้การตัดสินใจของประชาชนบิดเบือน แต่ถึงอย่างนั้นต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยก็ยัง ไม่ตาย ประชาชนหลายล้านคนก็ยังออกมาบนท้องถนนตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เพื่อเรียกร้อง รัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ และนั่นเองก็คือแรงผลักดันที่สำคัญ ที่เรานำมาสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ จากประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๙๐ ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง ๒๐ ฉบับนะครับ แต่ไม่มี สักฉบับเดียวที่ประชาชนได้เลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เราถูกทำให้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญ คือเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ แต่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญก็คือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่กระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ปากท้อง ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นต่อจากวันนี้ครับเราทุกคนในสภาแห่งนี้ต้อง คิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความหมายจริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น การทำประชามติต้องไม่ใช่มีแค่บัตร มีแค่หีบ มีตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเท่านั้น ต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการรับรู้และ ตัดสินใจ มีพื้นที่ให้ถกเถียงและแสดงความคิดเห็นโดยไม่หวาดกลัว เช่นเดียวกับการเปิดรับ สมัครคนเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่กลายเป็นการมีส่วนร่วมทิพย์ เหมือนการ เลือกตั้ง สว. ที่ประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เลย ถ้าไม่เสียเงินมาลงสมัครเอง ท่านประธานครับ วันนี้เรามีโอกาสอีกครั้ง เพราะเรามีพรรคการเมืองถึง ๓ พรรคที่เสนอ ร่างแก้รัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา ขั้นตอนต่อจากนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการถกเถียงทางเทคนิค ข้อกฎหมายเท่านั้นแต่เป็นการเลือกเส้นทางอนาคตของประเทศ เราต้องร่วมกันทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เห็นหัวประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดพื้นที่ให้คน ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ ชนชั้นแรงงาน เกษตรกร หรือคนชายขอบ ได้ส่งเสียงในกติกา ที่จะกำหนดชีวิตของพวกเขาเองได้ เราต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสัญลักษณ์ของ การคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการร่างหรือการตกแต่ง กติกาเดิมเท่านั้น ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยบอกเราชัดเจนว่า แม้เราจะมีผู้มีอำนาจ ที่ฉีกรัฐธรรมนูญกี่ครั้ง แม้จะพยายามจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนมากเพียงใด แต่สุดท้ายประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็พร้อมจะลุกขึ้นสู่เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป เราอาจจะล้มลงหลายครั้งครับ แต่ทุกครั้งประชาชนก็จะลุกขึ้นใหม่เสมอ เพราะอำนาจ อธิปไตยไม่ได้อยู่ในมือของคณะใดแต่อยู่ในหัวใจของประชาชนทุกคน ขอให้เราจำไว้เสมอว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ของชนชั้นนำ แต่เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน และตราบใดที่ประชาชนไม่ยอมแพ้ ต้นกล้าแห่งประชาธิปไตยก็จะยังเติบโตอยู่ แม้จะอยู่ใน แผ่นดินที่ผู้มีอำนาจพยายามจะเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนถึงท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน การพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโหวตเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการโหวตเพื่อเปิด ประตูอนาคตให้ประชาชนคนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วม เราอาจจะเห็นต่างกันในรายละเอียด ของแต่ละร่าง แต่เราควรเห็นตรงกันว่าประเทศไทยสมควรที่จะได้รับรัฐธรรมนูญที่ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้สมาชิกทุกท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ฝ่ายไหน มีความเชื่อแบบใดให้โหวตรับหลักการของทั้ง ๓ ร่าง เพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาของ ชั้นกรรมาธิการ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันกลั่นกรอง ปรับปรุงและออกแบบอนาคต ของประเทศไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่การโหวตเพื่อคนใดคนหนึ่งเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการโหวต เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ขอให้พวกเราจงกล้าเปิดประตูบ้านนี้เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาส ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของตนเองอีกครั้ง ขอบคุณครับ