เปรมศักดิ์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญคืนอำนาจประชาชน-สร้างประชาธิปไตยแท้

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

เปรมศักดิ์ เพียยุระ อภิปรายเน้นย้ำเจตนารมณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเรียกร้องให้ใช้รัฐสภาระบอบสันติวิธีผลักดันการเปลี่ยนแปลง ทั้งเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและนำเสนอแบบจำลองรัฐธรรมนูญจากสามพรรคการเมืองเพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันการปฏิรูปเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เน้นความมั่นคงของประชาชนเหนือรัฐ เสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมถึงเรียกร้องกระบวนการคัดเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และย้ำว่ารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เครื่องมือของนักการเมือง เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นธรรมและเสริมพลังประชาธิปไตยให้ลูกหลาน

นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ก่อนอื่นขอประทานกราบเรียนท่านประธานว่า การอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมที่อนุญาต ๖ นาที พอดีท่าน สว. เศรณี อนิลบล ได้ทราบถึงเจตนาที่ผมอยากจะอธิบายขยายความ จึงยกเวลาของท่านให้ กระผมได้อธิบายเพิ่มเติม จึงขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานครับ วันนี้วันที่ ๑๔ ตุลาคม ผ่านพ้นมา ๕๒ ปี จากปี ๒๕๑๖ ปีนี้ ๒๕๖๘ ในอดีตนั้นเมื่อใดรัฐธรรมนูญไม่เป็น ประชาธิปไตย ประชาชนจะลุกขึ้นทวงคืน และถ้าหากว่าการทวงคืนนั้นมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะมีแต่ความสูญเสียและเป็นประวัติศาสตร์ที่เราไม่อยากจะซ้ำรอย วันนี้ ๕๒ ปีผ่านไป ผมไม่อยากให้ลูกหลานเราจะต้องต่อสู้ซ้ำรอยเหมือนในอดีต อยากจะให้เราใช้เวทีแห่งนี้คือ เวทีรัฐสภาเป็นเวทีแห่งสันติวิธี สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็น การสานต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลา อย่างแท้จริง ผมจึงขออภิปรายในเจตนารมณ์การ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชนและไม่ใช่เครื่องมือของผู้มี อำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ดังที่ทราบ เป็นมรดกของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีบทบัญญัติหลายมาตราที่ออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของฝ่ายที่ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผลก็คือเรามีสภาที่ประชาชนเลือกแต่บริหารไม่ได้เต็มที่เพราะมี องค์กรอื่น ๆ มาคานอำนาจ จึงทำให้การบริหารจัดการในปัญหาต่าง ๆ เป็นไปโดย กระท่อนกระแท่น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่ศรัทธาต่อระบบรัฐสภา ท่านประธานครับ ดังนั้นการที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้จึงควรจะต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก ประชาชน อย่างไรก็ตามก็ยังมีอุปสรรค เพราะผมเองได้เป็นคนยื่นญัตติแล้วก็ขอให้รัฐสภา ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตอบว่าไม่สามารถจะให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรงได้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ก็คงจะต้องมีรูปแบบที่สามารถ จะปรับให้เข้ากับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่ปรับให้เข้ากับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะเกิดปัญหาในบั้นปลายได้ เพราะฉะนั้นผมเทียบดู ๓ พรรคการเมืองที่ส่ง Model หรือ รูปแบบของการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นของพรรคประชาชนที่กำหนด Model เป็น ๒ คณะ คือคณะผู้ร่าง ๓๕ คน คณะผู้แทนหรือสภาที่ปรึกษา ๑๐๐ คน คณะของ พรรคเพื่อไทยกำหนด Model ให้โยงใยกับจังหวัด มีตัวแทนจังหวัด ๑๐๐ คน และตัวแทน วิชาชีพ ๑๕๑ คน หรือใน Model ของพรรคภูมิใจไทยซี่งใช้รูปแบบเดียวกับ สสร. ปี ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ รูปแบบ ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นรูปแบบที่เรารับได้เพื่อที่จะนำไปสู่การ พิจารณาให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง

ประเด็นต่อมาก็คือรัฐธรรมนูญต้องสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐ ที่ผ่านมานั้นรัฐธรรมนูญเน้นการปกป้องรัฐ ไม่ได้เน้นคุณภาพของ ประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนนั้นจะดีได้ก็ต้องมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองปากท้อง ความยุติธรรม โอกาสทางเศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน รับรองสิทธิ ทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะต้องเป็นสิทธิอันชอบธรรม ไม่ใช่เป็นความกรุณาของรัฐที่มาใช้รูปแบบสังคมสงเคราะห์ จะต้องมีรูปแบบการสร้าง ความยุติธรรมที่เท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติให้เป็น ๒ มาตรฐาน และรวมทั้งเปิดโอกาสให้มี การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลทุกระดับ นอกจากนั้นจะต้องให้ประชาชนมีสิทธิ ในการเข้าถึงการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยไม่ยากนัก และเปิดช่อง ให้ประชาชนถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุจริต ท่านประธานครับ ขณะนี้ องค์กรอิสระเราแต่งตั้งได้ แต่ว่าถอดถอนไม่ได้ องค์กรอิสระอยู่ถึง ๗ ปีบ้าง ๙ ปีบ้าง โดยไม่มี การตรวจสอบแม้จากสมาชิกรัฐสภาเองหรือประชาชน จึงทำให้องค์กรอิสระมีปัญหาต่อการ ใช้อำนาจอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่สำคัญการให้อำนาจคืนกับประชาชนนั้นจะต้อง ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างชัดเจนและ ยกเลิกการสืบทอดอำนาจที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นต้นว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมา จากตัวแทนกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง การฮั้วโดยทุจริตจะต้องปิดช่องและไม่ต้องมีอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบรู้สิ้นเพราะวุฒิสภาเป็นสารตั้งต้นขององค์กร อิสระ เมื่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ไม่เป็นอิสระก็ย่อมทำให้เกิดวงจรที่เกิดปัญหาต่อประชาชน ไม่รู้จบสิ้น องค์กรต่าง ๆ ที่มาจากตัวแทนอาชีพจะต้องมีสภาวิชาชีพที่ชัดเจนและยกเลิกการ สืบทอดอำนาจที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลแล้ว ๆ ท่านประธานครับ ข้อสำคัญคือกระบวนการ คัดเลือกกรรมาธิการยกร่าง ในกรณีที่ทั้ง ๓ พรรคการเมืองเสนอมานั้นเรามักจะไปเสนอ ตรงที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. แต่จริง ๆ ประเด็นที่จะต้องเสรีให้คนเหล่านี้ได้ ทำงานเต็มที่ก็คือกระบวนการคัดเลือกกรรมาธิการเพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระผมฝาก ไว้ด้วย ระยะเวลาที่ใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญและระยะเวลาเพื่อจัดทำประชามติ ครั้งที่ ๓ ก็ไม่ควรจะนานเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญที่เรามุ่งหวังตั้งใจว่าจะได้ ประโยชน์ในการทำครั้งนี้ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นเป็นความฝันที่ผม พยายามที่จะเห็นในเรื่องนี้ แต่ว่าจะได้เห็นหรือเปล่าผมก็ไม่อาจจะทราบได้ เนื่องจากว่า ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของตนเองได้ นั่นเป็นเพราะว่ากระผมมุ่งหวังตั้งแต่ก่อนสมัครสมาชิกวุฒิสภาว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแสดงเจตนารมณ์เสนอญัตติและทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ปรากฏ เป็นผล ปรากฏว่าท่านประธานครับ ผมก็อาสาเป็นกรรมาธิการเพื่อจะมาร่างในเรื่องของ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ปัญหาก็คือกระบวนการในวุฒิสภากลับปิดกั้นไม่ให้ผมมีโอกาสที่จะ เข้ามาร่วมในกระบวนการนี้ เพราะเบื้องต้นเรามีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย วิปของรัฐบาล วิปฝ่ายค้านและวิปวุฒิสภา ตกลงกันว่าจะให้ สส. นั้นมีกรรมาธิการ ๓๐ ท่าน สว. ๑๒ ท่าน ในส่วน สว. ก็ไปประชุมกัน ให้โควตากรรมาธิการพัฒนาการเมือง ๑ ท่าน อีก ๑๑ ท่าน ให้ไป จับสลากกัน ในวุฒิสภามีอยู่ ๒๑ กรรมาธิการ จึงมี ๒๐ กรรมาธิการต้องจับสลากให้เหลือ ๑๑ กรรมาธิการ ผมเองได้รับเลือกเป็นโควตาของกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรม ได้รับชื่อแล้ว ปรากฏว่าเมื่อจับสลากได้กรรมาธิการคณะนี้พอเห็นเป็นชื่อผมก็มีการเรียก ประชุมกรรมาธิการกฎหมายด่วน เรียกประชุมวันที่ ๙ ให้ประชุมวันที่ ๑๐ ทั้งที่เพิ่งประชุม เสร็จวันที่ ๘ ที่ผ่านมาที่มีชื่อผมเป็นกรรมาธิการกฎหมาย ปรากฏว่าวันที่ ๑๐ พลิกมติเป็น ไม่สมควรส่งใครเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว ทำให้ผมสงสัยว่ากรรมาธิการกฎหมายทำไมจะไม่ส่ง กรรมาธิการวิสามัญเข้าไปร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมจึงส่งหนังสือ ฉบับนี้ถึงท่านประธานวุฒิสภา ขอให้ทบทวนว่ากรรมาธิการที่จะมาเป็นตัวแทนในสายของ สว. นั้นอีก ๑๑ คน ทำไมถึงพลิกมติกลับไปกลับมาโดยขาดรูปแบบเพราะเรียกประชุม วันเดียวไม่ตรงตามข้อบังคับซึ่งต้องเรียกก่อนหน้า ๓ วัน ท่านประธานครับ วาระที่เรียก ประชุมอยู่ในมือของผมก็วาระเดิมครับ ประชุมกันวันที่ ๘ ก็วาระตามนี้ แล้วพอได้ กรรมาธิการเป็นชื่อผมก็ไปเปลี่ยน ตั้งกรรมาธิการใหม่แล้วบอกว่าไม่ส่งใครทั้งสิ้น ผมจึง ขอความยุติธรรมจากรัฐสภาแห่งนี้ว่าทำอย่างไรจะได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศชาติบ้านเมือง ผมจึงขอกราบเรียนว่าการที่มีคนกล่าวหาว่า สว. นั้นมีการฮั้วกัน ก่อนเลือกตั้ง อันนี้พี่น้องประชาชนและท่านทั้งหลายก็คงติดตามข่าว ผมเองฟังแล้วเห็นว่า กระบวนการอยู่ในเรื่องของความยุติธรรมในขั้นตอนสืบสวนสอบสวน แต่ปรากฏว่าพอเลือก กรรมาธิการ ได้เลือก สว. มาแล้วเลือกมาทำหน้าที่ในสภาแล้วก็กลับมีการฮั้วกันอีก กีดกัน ไม่ตัวผมซึ่งทำงานทางด้านกฎหมาย ทางด้านรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีโอกาสเข้ามาเป็น กรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะเรื่องอะไร ทั้ง ๆ ที่ผมมีเจตนาที่จะทำ เพื่อบ้านเมืองตลอด และในกรรมาธิการคณะอื่น ๆ ผมก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรครับ กรรมาธิการ เห็นชอบองค์กรอิสระผมก็ไม่เคยเรียกร้อง กฎหมายฉบับใด ๆ ที่ผมไม่ได้สนใจผมก็ไม่เรียกร้อง แต่เรื่องรัฐธรรมนูญผมเรียกร้อง เพราะผมถือว่าผมรู้เรื่องนี้ดี ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ผ่านเรื่องของกฎหมาย รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ซึ่งท่านประธานอยู่ร่วมสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะทราบ จนมาถึงวันนี้เหตุการ์ผ่านมาถึงขณะนี้ผมก็ยังไม่ทราบว่าผมจะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานให้ พี่น้องประชาชนในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ จึงขอกราบเรียนท่านประธาน เพื่อความเป็นธรรมในส่วนนี้ด้วยนะครับ

ท่านประธานครับ สุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ของ นักการเมือง ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ไม่ใช่ของรัฐบาลใด แต่เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์พรรคการเมืองใด แต่ตอบโจทย์ อนาคตของประเทศเพราะเรากำลังเขียนกติกาให้ลูกหลานของเรา ให้พวกเขาเติบโต ในประเทศที่เคารพเสียงของทุกคนและเชื่อมั่นในความยุติธรรม เชื่อมั่นในพลังของพี่น้อง ประชาชน ขอให้การอภิปรายรัฐธรรมนูญในวันนี้และพรุ่งนี้ไม่เพียงแต่การถกเถียงในสภา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับท่านประธาน