จิตติพจน์ วิจารณ์รัฐธรรมนูญ-ชี้มาตรา 144 ขัดหลักประชาธิปไตย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ วิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่อ้างว่าจะปราบปรามการทุจริตและนำประเทศสู่ความเจริญ แต่กลับทำให้การทุจริตยังคงอยู่ ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณลดลง เศรษฐกิจขยายตัวช้า และหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลให้ประเทศสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะมาตรา 144 ที่จำกัดบทบาทของ ส.ส. และ ส.ว. ในการแทรกแซงงบประมาณ ซึ่งถือว่าขัดหลักประชาธิปไตยและทำให้การพัฒนาประเทศชะลอตัว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงคำพิพากษาศาลปกครองที่ระบุว่าประชาชนไม่สามารถเลือก สสร. โดยตรงได้ แต่ย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการประชาธิปไตยยังคงเป็นไปได้และไม่ขัดกฎหมาย

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการกล่าวอ้างกันมากว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีการกล่าวอ้างว่าการนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาใช้ จะทำให้ประเทศไทยเจริญเติบโต โชติช่วงชัชวาล แต่จากการที่มีการนำรัฐธรรมนูญฉบับ ดังกล่าวมาใช้เป็นเวลา ๘ ปี ท่านประธานก็คงเห็นเหมือนกับที่พวกเราเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมีปัญหามากมาย ในแง่ของการปราบทุจริต ท่านประธานก็คงเห็นว่าการทุจริต ไม่ได้น้อยลง มิหนำซ้ำดัชนีที่แสดงถึงความโปร่งใสของประเทศไทยก็ลดลงตามลำดับ ดังนั้น จึงกล่าวไม่ได้เลยว่าการทุจริตลดลง ทั้งในแง่ของการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต จาก ประสบการณ์ ๘ ปีที่ผ่านมาท่านประธานก็คงเห็นจีดีพีของเราเติบโตต่ำกว่าประเทศ ในภูมิภาคมากถ้าเทียบกับในอาเซียนปัจจุบันพวกเรารั้งท้าย หนี้สินของประชาชนเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ หนี้สาธารณะเกือบจะแตะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จึงกล่าวไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทำ ให้ประเทศไทยเราเจริญเติบโตอย่างรุ่งเรือง แล้วถ้าหากว่าเราดูในมิติของงบประมาณ หรือการคลัง ถ้าท่านประธานได้ติดตามก็คงจะทราบว่าก่อนที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ แต่เดิมพวกเราใส่งบประมาณเข้าไป ประมาณ ๑๖ บาท ก็จะได้ผลผลิตหรือ Output หรือพระราชบัญญัติมวลรวมออกมา ประมาณ ๑๐๐ บาท แต่พอมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาใช้ เราใส่ Input เข้าไป ต้องใส่เข้าไปถึง ๑๘ บาทจึงจะได้ Output ออกมา ๑๐๐ บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประสิทธิภาพงบประมาณของรัฐที่จะใช้ในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ด้อยค่าความมีประสิทธิภาพลงมาก ซึ่งผมคิดว่าปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของมันก็คือ โครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีการทำให้การดำเนินการในเรื่องนโยบายงบประมาณเป็นไป อย่างยากลำบาก เนื่องจากมีกรอบยุทธศาสตร์ถึง ๑,๐๐๐ หน้าเป็นตัวที่ควบคุมการใช้ งบประมาณ มีเงื่อนไขในเรื่องของการปฏิรูปประเทศซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ซับซ้อน เมื่อประกอบ กับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๔ ซึ่งพูดถึงเรื่องของการใช้ งบประมาณ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีการใช้จ่าย งบประมาณโดยที่คำนึงถึงความจำเป็นของสถานการณ์ ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง แต่อย่างใด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการ Copy ของปีที่แล้ว แล้วก็ Past มาใช้ในปีปัจจุบัน แล้วก็มี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เราจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูก ใช้ไปในการขุดลอกคูคลอง ถูกใช้ในการปรับปรุง ซ่อมแซมทางเท้า Footpath ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำให้สินทรัพย์ของประเทศเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ศักยภาพในการผลิต ไม่ได้ทำให้ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นแต่เพียงเปลี่ยนเพื่อทดแทน สินทรัพย์ที่ด้อยค่าลงไปเท่านั้น จึงมีประโยชน์ค่อนข้างน้อยแล้วก็ทำอะไรไม่ค่อยได้ ผลก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศ ที่เจริญกว่าเรา ประเทศคู่แข่งของเราไม่ว่าจะเป็นจีนหรือเวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโต ทางจีดีพีอยู่ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงก็เกิดมาจากปัญหาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เอื้อต่อการออกแบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างแท้จริง

การที่รัฐธรรมนูญล้วนมีการเขียนในมาตรา ๑๔๔ ค่อนข้างซับซ้อน แข็งตึง ผมขออนุญาตสรุปเพื่อให้เข้าใจง่าย จะไม่อ่านทั้งมาตรานะครับ มาตรานี้มีสาระสำคัญอยู่ ๔ อย่างครับ

ประการที่ ๑ จะเป็นเรื่องของการห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไป เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ จะไปเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจำนวนหรือรายการไม่ได้ ทำได้เฉพาะการลดและตัดทอนงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น แล้วก็ยังมีงบประมาณรายจ่าย บางส่วนที่ลดและตัดทอนไม่ได้ ได้แก่ ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ เงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย ต่าง ๆ เหล่านี้ตัดไม่ได้ และส่วนที่ ๒ ที่เป็นสาระสำคัญของมาตรา ๑๔๔ ก็คือประเด็นที่ว่า สส. สว. หรือกรรมาธิการจะเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่สามารถกระทำได้

ประเด็นที่ ๓ ถ้าหากว่ามีความผิดพลาดหรือมีการกระทำผิดตามมาตรานี้ จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งมีทางส่ง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็คือ สส. สว. ๑ ใน ๑๐ ส่งไป อีกทางหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐผ่าน ป.ป.ช. แล้วก็สู่ศาลรัฐธรรมนูญ

และประเด็นที่ ๔ สาระสำคัญก็คือถ้ามีการกระทำผิดจริงจะต้องยกเลิก การกระทำที่ผิดนั้นต้องมีการชดใช้ค่าเสียหาย แล้วก็จะมีเรื่องของการถอดถอนออกจาก ตำแหน่ง แล้วมีการตัดสิทธิของ สส. หรือ สว. ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมทั้ง คณะรัฐมนตรีถ้าหากว่ากระทำผิดก็จะโดนถอดถอนและโดนตัดสิทธิการเลือกตั้งด้วย ซึ่งดูเผิน ๆ มาตรานี้เหมือนจะเป็นมาตราที่ดีสามารถที่จะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณของเรา สามารถที่จะเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่อย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านประธาน การกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งถ้าจะพูดกันก็คงเหมือนกับการที่เราสร้างบ้าน แล้วเราก็บอกว่าในการสร้างบ้านนั้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคนที่อยู่อาศัยในบ้าน ไม่สามารถที่จะไปให้ข้อคิดเห็นว่าบ้านควรจะเป็นอย่างไร การจะสร้างโรงงานโดยเจ้าของ โรงงาน วิศวกร และคนงานที่จะใช้โรงงานไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นว่าโรงงานควรจะเป็น อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันงบประมาณที่ออกมาคนใช้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการออกแบบ งบประมาณก็เลยออกมาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์ในการที่จะ พัฒนาประเทศเท่าไร แทนที่จะมีโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟรางคู่จากกรุงเทพฯ ผ่าน นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เสร็จโดยเร็วก็ไม่มี แทนที่จะมี โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล มี Digital Wallet มี Digital Government สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ไม่เกิดขึ้นครับ เป็นสาเหตุที่ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของเราลดลง จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไข และถ้าหากว่าเราดูเปรียบเทียบในมิติของต่างประเทศอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ข้อความ ทำนองเดียวกันกับมาตรา ๑๔๔ ไม่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นเพียงแต่ระบุว่าถ้าหากว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประสงค์จะใช้ งบประมาณเพิ่มเติมจะเพิ่มงบประมาณไปเพิ่มรายจ่ายสามารถกระทำได้แต่ต้องไม่ทำให้ ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น และจะต้องแสดงถึงแหล่งที่มาของรายได้เพื่อมาชดเชย การขาดดุลนั้น เพียงเท่านั้นเองครับท่านประธาน และถ้าหากว่ามีการกระทำผิดก็ใช้ มาตรการทางการเมืองคือใช้การถอดถอนในรัฐสภาใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของสมาชิก หรือถ้ามี การกระทำผิดทุจริตคอร์รัปชันก็ใช้มาตรการทางกฎหมายอาญาดำเนินการไป ก็ปรากฏว่า มาตรการที่อารยประเทศใช้กลับได้ผลดีกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง ปี ๒๕๖๐ จึงมีความจำเป็น ที่เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เช่นนั้นระบบการคลัง ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็คงไม่สามารถกลับฟื้นขึ้นมาได้ และอีกส่วนหนึ่งผมขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นก็คือเรื่อง ของคำพิพากษาของศาลปกครอง ฉบับที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่มีข้อความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ผมเชื่อว่าส่วนนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญครับ เนื่องจากตัวท่านประธานเองในฐานะผู้ร้องก็ไม่ได้มีการทำคำร้อง ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าขอให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยว่าประชาชนจะสามารถเลือก สสร. โดยตรง ได้หรือไม่ ทั้งพยานที่มาให้ปากคำผมก็อ่านมีอยู่ ๑๖ หน้า พยานทั้ง ๕-๖ คน ไม่มีท่านใดเลย ที่มีการให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าประชาชนจะเลือก สสร. โดยตรงไม่ได้ ประกอบกับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการอ้างอิงถึงข้อกฎหมายที่อ้างอิงว่าที่มาที่ไปของคำว่าประชาชนเลือก สสร. โดยตรงไม่ได้มาจากไหน ดังนั้นโดยหลักการของคำพิพากษาต้องถือว่าการที่ประชาชน เลือก สสร. โดยตรงไม่ได้ มิใช่คำพิพากษา มิใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เป็นแต่ เพียงความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญที่เมื่อพิจารณาจากมาตรา ๒๕๖ ก่อนที่จะมีการแก้ไข ก็ระบุแต่เพียงว่าการแก้ไขต้องทำอย่างไร ไม่ได้บอกว่าประชาชนเลือก สสร. ได้ แต่ถ้าหากว่า มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ อนุญาตให้ประชาชนเลือก สสร. ได้ และผ่านการพิจารณาโดยการ ทำประชามติถูกต้อง การที่ สสร. อาจจะมาจากการเลือกของประชาชนโดยตรงก็ไม่ผิด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการ ของระบอบประชาธิปไตยที่ว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทยและอำนาจดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้รองรับไว้ในมาตรา ๓ เพราะฉะนั้นร่างทั้ง ๓ ร่างที่เพื่อนสมาชิก ส่งเข้ามาไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะรับไว้ เพื่อพิจารณาเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน