ก่อแก้ว พิกุลทอง วิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย สืบทอดอำนาจ และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาประเทศ พร้อมย้ำถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญข้อจำกัดจากฝ่ายที่ได้ประโยชน์ และสนับสนุนร่างแก้ไขที่เน้นให้ สสร. เป็นกลาง เพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่ตามเจตนารมณ์ของประชาชน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน เราเคยมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน เป็นที่ยอมรับจาก คนทั่วทั้งประเทศว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ทำให้การเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมั่นคง ประกอบกับในยุคนั้นในปี ๒๕๔๔ เรามีผู้นำประเทศที่เก่งมากคือท่าน ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ ขับเคลื่อนประเทศ แก้ปัญหาจากวิกฤติต้มยำกุ้งจนคลี่คลายแล้วก็ทำให้ ประเทศไทยรุดหน้าไปด้วยความมั่นคง ด้วยความแข็งแรง เกิดความสุขและเกิดความหวัง จนทำให้สังคมชาวไทยและชาวโลกต่างชื่นชมยินดีเป็นอันมาก แต่น่าเสียดายในปี ๒๕๔๙ เกิดการยึดอำนาจขึ้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นทำลายอนาคตของประเทศ ทำลายความหวัง และหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความเจริญ หลังการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๔๙ พวกผมและสมาชิกพรรคเพื่อไทยจำนวนมากมาชุมนุมต่อต้านการยึดอำนาจและเรียกร้อง ให้คืนประชาธิปไตยแก่สังคมไทยโดยเร็ว จนพวกผมและหลาย ๆ ท่านต้องถูกดำเนินคดี บางคนก็ถึงขั้นถูกจำคุก ท่านประธานครับ ต่อมาเราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นผลผลิตของ คมช. เป็นผลไม้พิษที่ทำให้การเมืองอ่อนแอลง มีระบบตุลาการภิวัตน์ที่เข้มแข็งขึ้น จะเห็น ได้ว่าในช่วงนั้นคุณสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนเพียงแค่ว่าสอนทำกับข้าว ผ่านทีวีเท่านั้นเอง ดังนั้นพวกผมและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับการยึดอำนาจและรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการยึดอำนาจตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ พรรคเพื่อไทยพยายามขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มาจากการยึดอำนาจอย่างต่อเนื่องถึง ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๕ ตอนนั้นผมก็เป็น สส. อยู่ด้วย เราขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตบอกว่าต้องไป แก้รายมาตราเท่านั้น ในปี ๒๕๕๖ เราขอแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งโดยขอแก้ที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตอีกโดยอ้างเหตุผลอื่น เลยไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ จนปี ๒๕๕๗ มีการยึดอำนาจโดย คสช. ซึ่งเป็นการซ้ำเติม ปัญหาประเทศทำให้ประเทศตกต่ำมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจาก คสช. นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่พวกผมไม่ยอมรับตั้งแต่ต้น ในตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการรณรงค์ให้รับ ร่างรัฐธรรมนูญโดยฝั่ง คสช. และมีการรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญโดยฝั่ง ผู้รักประชาธิปไตย โดยเฉพาะพวกผมกลุ่ม นปช. หรือเสื้อแดง รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ต่างออกรณรงค์มาไม่ให้รับเพราะว่ามีปัญหามากมาย แต่ท่านประธานก็น่าจะจำได้ว่ากลุ่ม ผู้รณรงค์ให้รับร่างนั้นสามารถรณรงค์ได้อย่างเสรี แต่ผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างนั้นกลับถูกจับกุม ดำเนินคดี พวกผมเองถูกดำเนินคดีแล้วต้องขึ้นศาลทหารเป็นปี ๆ เป็นการรณรงค์เรื่อง รัฐธรรมนูญที่ไม่ Fair รณรงค์ฝ่ายเดียว นอกจากนี้เราเห็นปัญหามากมายจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นแท้จริงแล้วเป็น รัฐธรรมนูญที่โกงคนอื่น เป็นรัฐธรรมนูญที่เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. เท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่า ในปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งลำดับ ๑ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเป็น นายกรัฐมนตรีได้ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี ๒๕๖๖ พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็น ลำดับ ๑ ไม่สามารถแต่งตั้งรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่จะเห็นได้ชัดว่ามันเป็น รัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย เรามีการเขียนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น มาควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้ทำงานยาก ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของประเทศชาติด้วยความรวดเร็ว ว่องไวได้ เรามีการสร้าง เงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญที่ยากมาก แล้วแก้แต่ละครั้งบางครั้งต้องทำประชามติ ต้องใช้เงินถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะใช้เงินส่วนนี้ในการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน กลับต้องมาสิ้นเปลืองเงินโดยเปล่าประโยชน์ และโดยเฉพาะเรามาเพิ่มกำหนดหมวด จริยธรรมขึ้นมา ซึ่งเป็นการกำหนดนิยามที่กว้าง สามารถตีความได้กว้างขวาง หลากหลาย แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่าน มาตรฐานจริยธรรมที่ถูกกำหนดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อปัญหาให้เกิดกับประเทศอย่างใหญ่หลวง ท่านประธานก็ทราบดีว่า ๒ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ๒ ท่านถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยกำหนดมาตรฐานจริยธรรมด้วยความผิด เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ๒ ปีกว่าเรามีนายกรัฐมนตรี ๓ คน ทุกครั้งที่เปลี่ยน นายกรัฐมนตรีเราเสียเวลาประมาณ ๓-๔ เดือน ทำให้การบริหารประเทศไม่ต่อเนื่อง ไม่สามารถทำนโยบายอะไรที่มาแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยมีปัญหาภาระหนี้สินเยอะแยะ รายได้ตกต่ำลง ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ไม่สามารถทำได้เลย เดี๋ยว ๆ ก็เปลี่ยนรัฐบาล เดี๋ยว ๆ ก็เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี อย่าว่าแต่ การพัฒนาประเทศเลยครับ ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้เราต้องแข่งขันกับตลาดโลก เราต้องแข่งขัน กับประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่สามารถทำได้เลย จะเห็นได้ว่าตอนนี้การเจริญเติบโตของประเทศ ไทยน้อย ต่ำที่สุดในอาเซียน ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเขานำไทยไปไกลแล้วครับ อีกไม่นาน เราก็จะเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีอุปสรรคจากกฎหมายสูงสุดของ ประเทศคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจึงจำเป็นต้องให้แก้ไขครับ
ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และตั้งใจ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ในยุครัฐบาลที่สืบทอดอำนาจของ คสช. เมื่อปี ๒๕๖๒ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านก็พยายามยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ที่ให้การแก้ไขเป็นไปได้อย่างยากมาก อย่างเช่นว่าต้องใช้เสียง สว. ถึง ๑ ใน ๓ ซึ่งปัจจุบันมี สว. ๒๐๐ คน นั่นหมายถึงว่าต้องใช้เสียง สว. ถึง ๖๗ คนอย่างน้อย เราเลยแก้ไม่ได้เพราะ สว. ตอนนั้นมาจาก คสช. ทั้งหมดเลย ในยุคของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมาจากพรรคเพื่อไทย ตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็แถลงนโยบายว่า เราจะเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยก็มีการ เสนอแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้การทำประชามติเพื่อนำไปสู่ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยการปลดล็อกจากการใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นให้เหลือ ชั้นเดียว เพราะเราต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญนั้นสำเร็จ ซึ่งสุดท้ายกฎหมายเพิ่งผ่านสภาไปเมื่อเดือนกรกฎาคมนี้นะครับ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการ ประกาศใช้ ผมไม่มั่นใจว่าเกิดปัญหาหรือติดขัดอยู่ที่หน่วยงานใดนะครับ จะเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทยได้พยายามแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เมื่อต้นปีนี้เรากับพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจนพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อนำไปสู่การ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่น่าเสียดายในตอนนั้นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นไม่ต้องการที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้ง สว. จำนวน มากที่มีจุดยืนคล้าย ๆ กับพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นก็มีท่าทีไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่ายังไม่มี ความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใด ซึ่งเราจะมีบทเรียน ว่าในการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด สว. หลายคนถึงขั้น Walkout ไม่ร่วมประชุม เลยทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญชะงักงัน สุดท้ายรัฐสภาเลยจำเป็นต้องขอมติจากรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทำได้หรือไม่ ถ้าทำ ได้ต้องใช้การทำประชามติกี่ครั้งและในขั้นตอนใด สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีคำวินิจฉัยมา เมื่อเดือนที่แล้ว ๑๐ กันยายน ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้แต่ต้องทำประชามติ ถึง ๓ ครั้ง ในเมื่อมีความชัดเจน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จึงขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จนนำมาสู่การประชุมรัฐสภาในวันนี้ ดังนั้นผมจึงกราบเรียน ให้ท่านประธานได้เห็นว่าตลอดมาพรรคเพื่อไทยไม่เคยยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ แต่อย่างใดตั้งแต่วันที่มีการทำประชามติ และเราเองพยายามยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมา โดยตลอดด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่เคยดึงเหนี่ยวรั้งไว้ แต่ปัญหาคือว่าเราไม่ได้รับการ สนับสนุนจากกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่สำเร็จสักที วันนี้ถือว่าเป็นวันดีที่เรามีการร่วมแรงร่วมใจของ ๓ พรรคการเมืองยื่นเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเองจึงขอสนับสนุนทั้ง ๓ ร่างนะครับ แต่จะเห็นได้ว่าร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นไปตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ท่านแนะนำ ว่าต้องไม่ให้ สสร. นั้นมาจากประชาชนโดยตรง และ สสร. ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยนั้น มีความหลากหลาย ไม่มีพรรคการเมืองใดหรือคนกลุ่มใดสามารถควบคุม ชี้นำ บงการ การทำงานของ สสร. ได้ ซึ่ง สสร. แบบนี้จะเป็นกลางในการร่างรัฐธรรมนูญที่จะตอบโจทย์ ความต้องการของสังคมไทย เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็น ร่างหลักในการพิจารณาครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ