พิสิษฐ์ ตั้งข้อสังเกตแก้รัฐธรรมนูญ เหตุเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ชี้แจงว่าสมาชิกวุฒิสภามิได้ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเคารพเจตจำนงของประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะของพรรคประชาชน อาจขัดหรือสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาล พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนาแฝงในการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติสำคัญ เช่น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การตั้งสภาที่ปรึกษายกร่างฯ และการลดบทบาทวุฒิสภา รวมถึงแสดงความกังวลต่อการตัดคุณสมบัติ "ซื่อสัตย์สุจริต" ออกจากรัฐธรรมนูญ พร้อมสนับสนุนร่างที่เคารพหลักธรรมภิบาลและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นอภิปรายแก้ไข รัฐธรรมนูญที่มีประเด็นสำคัญมาก ๆ หลายประเด็นซึ่งมีผลต่อการลงมติในวันพรุ่งนี้ ผมใน ฐานะสมาชิกวุฒิสภาขอเรียนและยืนยันในที่นี้ว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะ ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กระแสข่าวปั่นในโลก Social ต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง หากแต่สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ส่วนใหญ่เคารพเสียงของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำนวน มากถึง ๑๖ ล้านเสียง เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ และผมก็ต้องขอนำคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่มีใจความสำคัญดังนี้ แม้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นอำนาจที่ได้รับการมอบหมายที่ถูกจำกัดทั้งรูปแบบ กระบวนการและ เนื้อหา รัฐสภาต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่กระทำการนอกขอบ หน้าที่และอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้นหากผู้ที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล หรือพยายามตีความไปในทางอื่นอาจทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ล้มเหลว ซึ่งส่งผลให้สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และอาจนำไปสู่การใช้อำนาจนอกสภาคือมีผู้ร้องเรียนครับ ร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ วันนี้เรามาอภิปรายในเรื่องเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญแก้ไขทั้ง ๓ ร่าง ได้แก่ ร่างของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย แล้วก็ พรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้ง ๓ ร่างนี้ผมจะอภิปรายหลัก ๆ คือร่างของพรรคประชาชนเป็นหลัก เพราะเป็นร่างที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจนผมต้อง ตั้งชื่อร่างของท่านว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เพราะมันอาจจะไม่เคารพ และไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลายประเด็น ซึ่งผมกำหนดออกมาด้วยกัน เป็น ๖ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับท่านมีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ หมวด ๒ อย่างชัดเจน ดูจากตรงไหน โปรดสังเกตในมาตรา ๒๕๖/๒๖ (๒) ครับ มาตรา ๒๕๖/๒๖ (๒) บัญญัติของพรรคประชาชนว่า การให้มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมต้องถามท่านประธานในที่นี้เลยว่า วันนี้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องมีการให้ด้วย หรือครับ เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒ ระบุไว้ชัดเจนเลยว่าประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมต้องถามท่านว่าผมต้องร้องขอหรือกราบขอท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนไหมให้ต้องมี บทบัญญัติแบบนี้ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป อีกประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ในมาตรา ๖ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ ในทางใด ๆ มิได้ ผมต้องขอร้องและกราบขอร้องท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนด้วยไหม หรือ สสร. ด้วยไหมว่าขอให้มีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญ เพราะทำไมท่านไม่เขียนเป็น ข้อ ๑ ล่ะว่าการรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ท่านควรจะ เขียนในข้อ ๒ ของท่านว่ารับรองการมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เขียนแบบนี้มันมีเจตนาอย่างไร ผมคงต้องทบทวนความจำให้กับพรรคท่าน ว่าท่านคงไม่เข็ดใช่ไหม กับพรรคเดิมของท่านคือพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบพรรคเพราะอะไร ก็เพราะมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายเป็นเหตุให้สถาบันชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง เพราะเข้าข่ายลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการทำร้ายจิตใจของปวงชนชาวไทยที่มีความเคารพสถาบัน เพราะทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมความเป็นชาติที่ต้องคุ้มครองและรัฐต้องเป็นผู้เสียหาย ในคดีอาญา ท่านประธานที่เคารพ ผมคงต้องถามท่านพริษฐ์และพรรคประชาชนว่าเจตนา ของท่านนี่ท่านต้องการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ แบบที่ท่านเขียนใช่หรือไม่ และอีกประการหนึ่ง ที่ผมต้องตั้งคำถามคือท่านเตรียมหาชื่อพรรคใหม่ไว้แล้วหรือยัง เพราะท่านเขียนแบบนี้ขึ้นมา มันมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ บันทึกหลักการและเหตุผล ท่านก็อ้างว่าด้วยรัฐบาลปัจจุบัน มีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับ คณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม และมี บทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย แค่เริ่มต้นท่านก็กล่าวหา เสียงของประชาชนมากกว่า ๑๖ ล้านเสียงที่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้แล้วว่าเป็น ผู้ที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร ท่านเจตนาแบบนี้หรือไม่

ประการที่ ๓ การที่ท่านเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ท่านบัญญัติไว้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๕๖/๒ และการวางหลักเกณฑ์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามฉันทามติของ ประชาชนหรือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามมาตรา ๒๕๖/๒๖ (๙) ผมถาม ว่าท่านได้อ่านคำวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๕๖๘ ละเอียดหรือยัง เพราะท่านวินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วมี ผลผูกพันกับทุกองค์กรด้วยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ท่านกำลังจะทำให้เป็นเหตุให้มีผู้มาร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและตีความว่ามันขัด หรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และผมก็ยังต้องฝากไปถึงกับร่างของ ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ด้วยว่าตามมาตรา ๒๕๖/๖ ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการ รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบัญญัติแบบนี้ก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกัน ที่จะเข้าข่ายขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๔ คือสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ ผมไม่เข้าใจว่าจะมีไว้ทำไม ในเมื่ออะไรครับ ในเมื่อทุกวันนี้ร่างกฎหมายทั่วไปที่ผ่านสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภานี่ก็ไม่เห็นมีใครต้องมาตั้งกรรมาธิการปรึกษายกร่างแยกออกมาอีกคณะหนึ่งเลย เพราะอำนาจหน้าที่นี้ในคณะที่พิจารณากฎหมายนี้สามารถตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ได้ อยู่แล้ว และอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖/๑๙ ตาม (๑) ถึง (๓) สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติได้อยู่แล้ว ไม่เห็นมีความ จำเป็นใด ๆ ต้องมาตั้งให้เปลืองงบประมาณเลย ท่านมีเจตนาแอบแฝงอย่างไร

ประเด็นที่ ๕ คุณสมบัติของกรรมการยกร่างและสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ทำไมท่านถึงไม่เอามาตรา ๙๘ (๕) แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งอยู่ระหว่างการถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการ ชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๖๖๐ มาบัญญัติไว้ ในคุณสมบัติต้องห้ามของท่าน ท่านกำลังจะให้สิทธิกับผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาลงสมัคร ผมเลยต้องถามท่านว่าท่านกำลังเปิดโอกาสให้ใครบางคนเข้ามาเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ หรือท่านกำลังหางานทำให้กับผู้มีบารมีนอกพรรคหรือผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกท่าน เข้ามาทำงานเป็นกรรมาธิการยกร่างธรรมนูญ

ประการสุดท้าย ในการออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านแค่บัญญัติไว้ว่าจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ตามมาตรา ๒๕๖/๒๘ ท่านไม่ทราบหรือว่าประเทศไทยมีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๒๐๐ ๒๐๐ ไม่ถึงครึ่งของ ๕๐๐ ด้วยซ้ำ หากเสียงของ สส. รวมกันเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถผ่านรัฐธรรมนูญได้แล้ว ท่านลอง กลับไปคิดดูว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจจริงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะว่าร่างกฎหมายทั่วไป ต้องพิจารณาถึง ๓ วาระ แต่พอร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาวาระเดียวแล้วผ่านเลย ผมต้องบอก ท่านประธานว่าทุกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ลดอำนาจและตัดอำนาจในการออกเสียง ให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา แต่อย่างไรก็ดีกระผมยินดีที่จะลดอำนาจบางส่วนเพื่อเป็น ประโยชน์ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเคารพและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

สุดท้ายนี้ กระผมหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่พวกท่านคงไม่เอาคำ ๒ คำนี้ ออกจากรัฐธรรมนูญ นั่นคือคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงออกจากรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นคำที่พวกท่านกลัวมาก ๆ แล้วผม ก็คงไม่ต้องการให้ช่วยให้ใครหรือประชาชนคงไม่ต้องการรัฐมนตรีที่มีคำนี้ ดังนั้นสุดท้าย ผมขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคารพและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กระผมหวังว่าข้อเสนอแนะรวมทั้งคำถาม ทั้งหมดจะได้รับคำตอบ ขอบคุณครับท่านประธาน