ชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงบทบาทรัฐสภาและผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เกิดภายหลังรัฐประหารและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมเสนอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านประชามติสามขั้นตอนและจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจากผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและสร้างสมดุลในการใช้อำนาจรัฐ ย้ำว่าไม่มีเจตนาแก้ไขหมวดที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้เกิดการอภิปรายเพื่อปฏิรูปสถาบันการเมืองและยุตินิติสงครามที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่จะนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาในวันนี้ กระผมขออนุญาตที่จะนำเสนอตามข้อบังคับ ในเบื้องต้นก็คือการนำเสนอหลักการและเหตุผลของการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในครั้งนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖) (๒) แก้ไข เพิ่มเติมหมวด ๑๕ (เพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
เหตุผล โดยที่สนับสนุนแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้จัดทำ ขึ้นในช่วงที่ประเทศมิได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีรัฐสภาที่มา จากการแต่งตั้ง และประชาชนมิได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ทำให้ มีบทบัญญัติหลายประการขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ขาดความสมดุลในการใช้อำนาจและ การตรวจสอบการใช้อำนาจระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยกับองค์กรอิสระต่าง ๆ องค์กร ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหลายองค์กรมีที่มาไม่เหมาะสมและมีการใช้อำนาจที่ล้นเกิน ฝ่ายบริหารอยู่ในสภาพอ่อนแอไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและ มีเสถียรภาพ ประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ล้าหลัง ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตาม ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ ขณะที่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจทำได้ยาก ซึ่งปัญหาต่าง ๆ นี้เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ หลายหมวดหลายมาตรา ไม่อาจดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้ แม้จะ ได้มีความพยายามแก้ไขหลายครั้งแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นทางออกของประชาชนจึงสมควรให้มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อกำหนดกลไกที่ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงจำเป็นต้อง ตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอถือโอกาสนี้ในการอธิบาย ถึงเหตุผลความจำเป็นเพิ่มเติมต่อการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ก่อนอื่นกระผมตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐสภาแห่งนี้มาประชุมกัน ในวันนี้ โดยเหตุหนึ่งก็คือเกิดจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่อ้างกัน ไปแล้ว ที่แจกกันอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ว่าสามารถจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปได้ โดยตอบพวกเรามาว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้งโดยสรุป อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าการที่มาประชุมในวันนี้ส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากการที่มีการทำ MOA กันระหว่าง ๒ พรรคการเมือง MOA นี้ก็มีข้อสรุปง่าย ๆ ว่าให้พรรคการเมืองหนึ่งดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เงื่อนไขสำคัญก็คือว่าจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ความจริงแล้วสภาผู้แทนราษฎรของเราก็มีอายุ ๔ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จะสิ้นสุดปี ๒๕๗๐ ขณะนี้ก็อยู่กันมาได้ประมาณ ๒ ปีเศษ ในท้ายที่สุดก็หมายความว่าเราก็ตกลงกันจะยุบสภาหลังจากสภานี้เดินมาได้ ประมาณ ๒ ปีเศษ ๆ แน่นอนที่สุดผมก็ขออนุญาตกราบเรียนเป็นการเบื้องต้นว่าครั้งนี้เราก็ ลงทุนสูง ลงทุนสูงในประการแรกก็คือว่าเราลดอายุของสภาผู้แทนราษฎรของเราเองซึ่งควร จะอยู่ได้ถึง ๔ ปี เหลือถึง ๒ ปี ข้อ ๒ เราก็ผูกพันว่าเราจะต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยที่เราก็ยังไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดจะ ประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ที่สำคัญที่สุดเราจะต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้เสร็จ ภายใน ๔ เดือน เพราะถ้าทำไม่เสร็จถึงวาระที่สามภายใน ๔ เดือนนี้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมนั้นจะตกไปไม่ทันกับการยุบสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงตั้งความหวังว่าเราตั้งความหวังกัน ทั้ง ๓ พรรคการเมืองว่าอยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุน มหาศาลแล้วความสำเร็จก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อที่จัดทำฉบับใหม่ของ พรรคเพื่อไทยเราก็ดำเนินมาโดยตลอด เราถือได้ว่าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นพรรคหนึ่งที่มีความ พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ความจริงก็เรียนให้ทราบเบื้องต้นว่า ต้นแบบของเราก็คือการยึดถือเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในสมัยท่านอดีตนายกบรรหาร ศิลปอาชา ที่ทำมาแล้ว เราได้ยินคำว่า สสร. ในครั้งนั้น เรา ได้ยินคำว่ารัฐธรรมนูญของประชาชนในครั้งนั้น ผมเองนั้นก็เชื่อมั่น พรรคเพื่อไทยนั้น ก็เชื่อมั่นว่าอำนาจสูงสุดในการตรากฎหมายนั้นเป็นของรัฐสภา อำนาจสูงสุดในที่นี้ก็เป็นไป ตามสุภาษิตที่เราพูดกันติดปากถ้อยคำภาษาอังกฤษว่าเป็น Supremacy Of Parliament อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจสูงสุดของรัฐสภานั้นในการตรากฎหมายมี ผมได้นำเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาครั้งหนึ่ง ในขณะนั้นมีมาตรา ๒๙๑ ว่าด้วยการจัดทำเพิ่มเติมแก้ไข รัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเหมือนกับมาตรา ๒๕๖ ในปัจจุบันนี้ละครับ มาตรา ๒๙๑ เราก็ขอแก้ไข พอยื่นคำร้องขอแก้ไขต่อรัฐสภาก็มีสมาชิกรัฐสภาไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กระผมและพรรคพวกล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ที่ผมพูดคำนี้ขึ้นมาก็หมายความว่าเราเอาอำนาจของเราที่มีอยู่ เราชอบเอาอำนาจ ของเราที่มีอยู่นั้นไปยกให้องค์กรอื่น ๆ เข้ามาวินิจฉัย เป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่ว่าเอาอำนาจ นิติบัญญัติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในคดีนั้นเมื่อปี ๒๕๕๐ ผมเป็นทนายไปซักค้านเอง ในศาลรัฐธรรมนูญ โต้แย้งคัดค้าน ท้ายที่สุดซักไปซักมาจนทำให้ตุลาการท่านหนึ่งต้องขอ ออกจากหน้าที่ ขอไม่เป็นองค์คณะ และท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เรามีความพยายามที่จะแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และท้ายสุดไปถึงวาระที่สองแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะเข้าสู่วาระที่สาม ก็แน่นอนพวกเรากันเองนี่ละท้ายที่สุดก็ไปยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นที่ไปที่มาของคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ว่าเกิดจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เกิดจากการออกเสียงประชามติของพี่น้องประชาชน การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ต้องถามประชาชนเสียก่อนว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในที่สุดก็มีข้อสงสัยจากรัฐสภาแห่งนี้อีกเหมือนกันว่าการถามประชามตินั้นจะมีการถาม ประชาชนกี่ครั้งกันแน่ ท้ายที่สุดรัฐสภาแห่งนี้ก็ได้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่มา ของคำวินิจฉัย ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ตอบพวกเราว่าการถามประชามตินั้นให้ถาม ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ถามว่าวิธีการและเนื้อหาในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเห็นชอบหรือไม่ ครั้งที่ ๓ ก็คือภายหลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วให้ถามพี่น้องประชาชนว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ โดยสามารถที่จะถามคำถามครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ รวมกันไปพร้อมกันไปทีเดียวได้ เป็นที่ไปที่มาของการที่เรามาประชุมปรึกษาหารือ กันในวันนี้ และเป็นที่ไปที่มาของการที่เราพรรคการเมือง ๓ พรรค เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตามที่ปรากฏในที่ประชุมแห่งนี้
ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ร่างนี้มีหลักการทำนองเดียวกัน คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเพิ่มหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พูดง่าย ๆ คือเพิ่มหมวด ๑๕/๑ เป็นรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง ในแต่ละของพรรค เช่น ของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนนั้นมีการเพิ่มเติมแก้ไข มาตรา ๑๕๖ อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา แต่ของพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่มี แต่ไปแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เราได้มีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมาแล้ว หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ ถ้าคำถามว่าทำไมจะต้องไปแก้ทั้งฉบับ ก็แก้เป็นรายมาตรารายประเด็นไม่ได้หรือ ท้ายสุดก็ตอบได้ว่าเรามีความพยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายประเด็นมาแล้วหลายครั้งหลายหนแต่ทุกครั้งไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลสำคัญก็เพราะว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั้นเป็นไปด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ มีสำเร็จมาครั้งหนึ่ง ในครั้งหนึ่งนั้นก็คือว่าการที่ ร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้มี สส. ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ สส. เขต ประเภทที่ ๒ สส. แบบบัญชีรายชื่อ แต่มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว อันนี้ก็เป็นผลงานชิ้นโบแดงสำคัญของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นว่าเอาอะไรคิดก็ไม่ทราบ แล้วมีเจตนารมณ์ในการคิดอย่างไร ซึ่งในท้ายที่สุดก็ชัดเจนที่สุดในภายหลังว่าต้องการจะลดคะแนนเสียงของพรรคการเมือง ใหญ่ ๆ ลง เลยเหลือบัตรเลือกตั้งใบเดียว ครั้งนั้นสำเร็จ สำเร็จเพราะว่าทุกฝ่ายทุกคนเห็น ต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงหวังว่าความพยายามของพวกเรา ๓ พรรคการเมืองในขณะนี้ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นน่าจะประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็มุ่งหวังไปถึงความสำเร็จภายใน ๔ เดือนนี้ น่าจะมีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การทำประชามติเมื่อมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก็ต้องถามย้อนกันไปนิดหนึ่งเพื่อย้อนความทรงจำ ให้เห็นว่าถามว่าทำไมเราจำเป็นจะต้องแก้ไขเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันไม่ดีตรงไหน คำตอบก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรารับทราบกันดีว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ชุด ชุดแรก ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ไปเป็นประธาน ใช้เวลาไปประมาณ ๖-๘ เดือน ประมาณนั้น แต่ว่าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญนั้นผู้ยึดอำนาจเขาไม่เห็นชอบก็ตั้งกรรมาธิการยกร่าง ชุดใหม่ กรรมาธิการชุดใหม่ก็ให้ฉายารัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แล้วก็ มีบทบัญญัติว่าด้วยการปราบโกงกันเยอะแยะหมด เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้วก็พยายามจะใส่ไคล้ว่าใครที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แปลว่าคนนี้คิดจะปกป้อง คนโกง คิดจะปกป้องนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งความจริงก็เป็นการพูด ที่เกินกว่าเหตุ ผมเรียนท่านประธานว่าเราไม่ปฏิเสธที่จะเอาคนไม่ดีออกจากการเมือง แต่การ ที่จะมีรัฐธรรมนูญปราบโกงและการที่จะมีบทบัญญัติใด ๆ ก็ตามที่จะมีมาตรการต่อผู้ที่เป็น นักการเมืองเหล่านี้ บทบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงโทษนักการเมืองนั้น การลงโทษ บุคคลนั้นจะต้องมีความชัดเจนแน่นอน ไม่ใช่จะไปเกิดจากการตีความ เช่น ตีความกันว่า วิญญูชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าอันนี้ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นคุณต้องพ้นหน้าที่ การที่เราไปมอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ ๕ ต่อ ๔ ลงมติ ๖ ต่อ ๓ เอานายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่ง ผมคิดว่าสัดส่วนโดยเหตุโดยผลนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะ เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงประเด็นว่าพวกเราปฏิเสธการปราบ โกง เราปฏิเสธรัฐธรรมนูญที่มีมาตรการเหล่านี้ บางท่านก็ไปพูดว่าใครที่ไม่พร้อมจะให้ ถูกตรวจสอบก็ไปนอนเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านแล้วกันอย่ามาเป็นนักการเมืองเลย ซึ่งผม คิดว่าเป็นคำพูดที่เกินเลยไป รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการสืบทอดอำนาจให้แก่ คสช. ก็เป็น ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ลอยมาจากไหนก็ได้มาเป็น นายกรัฐมนตรี เพราะอะไรครับ เรื่องนี้วัตถุประสงค์ก็คือต้องการจะสืบอำนาจ ก็เขียน กฎหมายกันให้มันเลยเถิดไปว่าเอาละครับ หลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างไรไม่ต้องสนใจ
ท่านประธานครับ เราเข้าใจกันว่าในอดีตที่ผ่านมามีผู้นำพรรคการเมือง หลาย ๆ พรรค มีบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นผู้นำในทางประวัติศาสตร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็คิดขึ้นมาว่าอย่างนั้นต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยการครอบงำพรรคการเมือง แล้วก็เขียนบทบัญญัติว่าด้วยการครอบงำพรรคการเมืองขึ้น เอาไปร้องกัน มีบทบัญญัติถึง ขั้นยุบพรรคการเมืองนั้น ๆ เมื่อไม่นานมานี้พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคไปรวมกัน ที่บ้านหลังหนึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งไปเพื่อจะหารือกันว่า จะทำอย่างไรต่อไป ก็มีคนไปร้องว่าเป็นการครอบงำพรรคการเมืองทุกพรรคเลย ร้องไปที่ กกต. ท้ายที่สุด กกต. ก็วินิจฉัยมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าไม่เข้าองค์ประกอบของการครอบงำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เกิดนิติสงครามที่เราเข้าใจกันในขณะนี้ว่า ยื่นคำร้องต่อองค์กรนั้นองค์กรนี้กันเต็มไปหมดเพื่อให้เกิดปัญหา ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะปราบโกง เพราะฉะนั้นต้องตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดเป็นจำเลยในความผิด บางประเภท ท้ายสุดถ้าศาลพิพากษาว่ามีความผิด แม้จะถูกรอลงอาญาถ้าเป็นความผิดตาม มาตรา ๑๕๗ คนเหล่านั้นถูกเว้นวรรคทางการเมือง ถูกห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต ลง สส. ก็ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้ ปกติก็ ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี นี่ปาเข้าไปตลอดชีวิต ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญคนเหล่านั้นก็ถูกอเปหิ ออกไปจากพรรคการเมือง โดยไม่คำนึงเลยว่าองค์ประกอบของมาตรา ๑๕๗ ของประมวล กฎหมายอาญานั้นมันมีหลายองค์ประกอบ บางคนถูกรอลงอาญา ไม่ได้ไปจำคุกอะไรต่าง ๆ แต่ว่าข้อหามาตรา ๑๕๗ เขาถูกห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต เราจึงเห็นว่าโดยสรุปแล้ว เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ร่างของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอในวันนี้ เมื่อสักครู่นี้หลายท่านก็มีการนำร่าง ของพรรคเพื่อไทยไปวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร ผมขอใช้เวลานี้อธิบายให้ท่านประธานและ ที่ประชุมฟังพอสังเขปดังต่อไปนี้ เราคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘/๒๕๖๘ ชัดเจน ร่างของพรรคเพื่อไทย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้ดำเนินการตามหมวด ๑๕ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าการที่นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในครั้งนี้ก็ต้องดำเนินการตามหมวด ๑๕ หมวด ๑๕ ก็คือมาตรา ๒๕๖ ก็ต้องนำสู่รัฐสภา แห่งนี้ตามวาระ วาระที่หนึ่ง รัฐสภาแห่งนี้รับหลักการ ต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาเห็นด้วย ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ อะไรก็ว่ากันไปเป็น ๓ วาระ เหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงไม่ได้ไปแก้ มาตรา ๒๕๖ เหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เหตุที่ไม่แก้เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญพูดไว้ ชัดเจนว่าต้องดำเนินการตามหมวด ๑๕ ประการที่ ๒ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มแสดงความ ต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องให้ประชาชนเห็นชอบว่าสมควร มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นเป็นคนละขั้นตอนกับการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ การเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านประชามติ ประกาศใช้ลงพระปรมาภิไธยเสร็จสิ้น เรียบร้อยแล้วเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม นั่นละกระบวนการริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จึงจะเริ่มขึ้น เราเห็นว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นต้องทำประชามติ ๓ ครั้งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยบอกว่าครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ นั้นสามารถ กระทำรวมกันได้ พร้อมกันได้ เราก็คิดว่าก็แปลว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐสภา แห่งนี้สามารถพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกันไปในวันนี้ได้ จนท้ายสุดพอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ผ่านรัฐสภาเป็น ๓ วาระแล้วก็ต้องไปทำประชามติ โดยถาม พี่น้องประชาชนเป็น ๒ คำถามพร้อมกันไป คำถามที่ ๑ เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ คำถามที่ ๒ เห็นชอบกับวิธีการสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ นำเสนอหรือไม่ อันนี้ก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยยึดมั่นว่าเข้าใจว่า รัฐสภานั้นไม่มีอำนาจที่จะไปเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ไม่เห็นชอบให้ประชาชน เลือกได้โดยตรง เราจึงเข้าใจในคำวินิจฉัยส่วนนี้ แล้วก็ไม่มีการเลือกโดยตรง เพียงแต่ว่า เราคิดว่าการยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญพอสมควร ก็ให้ประชาชนเลือกมา ๓๐๐ คนในชั้นแรก แล้วให้รัฐสภามาเลือกให้เหลือ ๑๐๐ คนในชั้นที่ ๒ การเลือกเหลือ ๑๐๐ คน มีหลักประกันว่าอย่างน้อยต้องมีจังหวัดละ ๑ คน อันนี้ไม่ใช่ไปให้ ประชาชนเลือกโดยตรงเพราะเลือกมา ๓๐๐ คนนั้นก็ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็น สสร. หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งก็ ๕๑ คนมาจากการมีส่วนร่วมของภาคต่าง ๆ เช่น รัฐสภาเลือกมาเท่านั้นคน วุฒิสภาเลือกมาเท่านั้นคน สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาเท่านั้นคน เสร็จแล้วองค์กรทั้งหลาย องค์กรเอกชน สภาวิชาชีพทั้งหลาย ก็รวมตัวกันแล้วท้ายที่สุดก็เลือกมาแล้วท้ายที่สุด ให้รัฐสภาแต่งตั้ง ๕๑ คน เมื่อสักครู่มีคำถามว่ามาอย่างไร คำตอบก็คือต้องไปออกระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการได้มาซึ่งตัวแทนเหล่านี้ว่าจะได้มาอย่างไร ที่ประชุม อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ประชุมคณบดี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจะมีวิธีการเลือกอย่างไรก็ไปกำหนดในนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นมีการตั้งกรรมาธิการ จำนวน ๒๗ คน จากผู้มีวิชาชีพทั้งหลาย มีความเชี่ยวชาญทั้งหลาย ใครตั้ง ก็คือ สสร. ที่ได้มา ๑๕๐ คนเป็นคนตั้งมาจาก สสร. ส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ โดยสรุปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอำนาจหน้าที่ในการตรา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นของรัฐสภา จะไปมอบให้ใคร เป็นคนทำไม่ได้ เราจึงเห็นว่าเมื่อ สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วต้องเอากลับมาให้ รัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ รัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติมตรงนั้นตรงนี้ ซึ่ง สสร. ต้องไปทำ ในท้ายที่สุดถ้ารัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป เพื่อเป็นการยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ในการตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของรัฐสภา ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ความจริงผมก็คิดว่าจะมอบหมายให้ใครหลาย ๆ ท่านไปพูดในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่พรรคภูมิใจไทยก็เสนอขึ้นมา ยกประเด็นหมวด ๑ หมวด ๒ ขึ้นมา เหตุผลเพราะว่า ร่างของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยไม่มีตรงนี้แล้วจะคิดอย่างไร ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาจะแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่ในชั้นกรรมการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เราถกเถียงประเด็นนี้กันมาเพราะในอดีตเราก็เคยบอกว่าแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ไม่ได้ แล้วที่เสนอในครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่เหตุผลสำคัญ ที่เราคิดว่าเป็นเหตุผลที่เรารับฟังได้ก็คือว่าเรามีมาตรา ๒๕๕ เขียนไว้แล้วว่า การแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้ ผมคิดว่า มาตรา ๒๕๕ เป็นมาตราครอบคลุมแล้วว่าคุณจะไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เปลี่ยนแปลง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ สาระสำคัญมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าข้อสำคัญที่อยากเรียนให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบก็คือว่าเราไปค้นเหตุผล พบเหตุผล ในทางการร่างกฎหมาย ในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุผลที่สำคัญและน่าจะรับฟังได้ เหตุผลอะไรครับท่านประธาน เรามีมาตรา ๒๕๖ (๘) ที่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แล้วก็บอกว่าหมวด ๑ หมวด ๒ แก้ได้ แต่ถ้าจะแก้ต้องไปทำประชามติ นี่คือมาตรา ๒๕๖ (๘) ถ้าเราไปเขียนรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบอกว่าห้ามแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ก็แปลว่ากฎหมาย มันจะขัดกันเองระหว่างมาตรา ๒๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม กับมาตรา ๒๕๖ (๘) เดิม (๘) แก้ไขได้ เพียงแต่ไปทำประชามติ แต่มาตรา ๒๕๖ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมห้ามหมวด ๑ หมวด ๒ ท่านประธาน ยังมีเหตุผล มากไปกว่านั้น เหตุผลอะไรครับ ในอดีตที่ผ่านมาหมวด ๑ แก้กันมาแล้วหลายครั้ง เช่น เคยแก้หมวด ๑ ในเรื่องอำนาจอธิปไตย จากคำว่า มาจากปวงชนชาวไทย แก้เป็น เป็นของ ปวงชนชาวไทย เคยแก้มาแล้ว ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เองเมื่อคราวที่แล้ว ท่านจำได้ไหมครับ ไปค้นดูเลยครับ รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญของคุณมีชัย ผ่านประชามติ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงปรมาภิไธย ทั้ง ๆ ที่ผ่านประชามติแล้ว มีความคิดเห็น ว่าในกรณีพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักร เสด็จไปต่างประเทศ รัฐธรรมนูญเก่า บอกว่าต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในท้ายที่สุดก็บอกว่าจำเป็นด้วยหรือในขณะนี้ เช่นเสด็จไปประเทศข้างเคียง ๒ วัน เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก็เจริญก้าวหน้า ท้ายสุดเขาบอกว่า น่าจะต้องแก้นะอันนี้ ไม่อย่างนั้นต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอด ก็เลยเอากลับมา แก้ทั้ง ๆ ที่ผ่านประชามติแล้วว่าจะตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๑๖ ไปเปิดดูเลยครับ แก้หลังจากทำประชามติแล้ว ท่านประธาน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขาบอกว่าต่อไปนี้ไม่ควรจะมีวุฒิสมาชิกหรอก วุฒิสมาชิก ไม่จำเป็นหรอก มีสภาเดียวพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นท่านต้องไปแก้หมวด ๒ ในเรื่ององคมนตรี เพราะอะไรครับ เขาบอกว่าองคมนตรีห้ามเป็นวุฒิสภา ห้ามเป็นวุฒิสมาชิก เมื่อวุฒิสมาชิก ไม่มีแล้วก็ต้องแก้ นี่คือเหตุผลในการร่างกฎหมายที่คนร่าง คนเสนอเขาคิดว่าการไปห้ามไว้ น่าจะมีผลเสียกว่าการไม่ห้าม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเรียนว่าร่างของพรรคเพื่อไทยเมื่อยกร่างแล้ว กลับมารัฐสภา ถ้ารัฐสภาเห็นไม่ชอบ คุณไปแก้ในสาระสำคัญเราก็ไม่เห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพราะฉะนั้นโดยรวมถ้าเอาประเด็นนี้มาพูดกันผมก็อธิบาย เหตุผล เป็นเหตุผลในแง่ของหลักการแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปแก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่ในเหตุผลในการยกร่างกฎหมาย สิ่งนี้น่าจะดีกว่า ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลา อธิบายท่านประธานที่เคารพว่าร่างของพรรคเพื่อไทยสาระสำคัญเป็นอย่างไร และท้ายสุดผม หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของทั้ง ๓ พรรคการเมืองจะได้มีการพิจารณาในชั้นรับ หลักการ ผมเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรจะให้ความเห็นชอบ ส่วนรายละเอียดไปว่ากันในชั้น กรรมาธิการว่าควรจะเป็นอย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ