จุรินทร์ ยันสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญตั้ง สสร. แต่ไม่แตะหมวด 1-2

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือปัญหาความยากลำบากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้น โดยย้ำจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่แตะต้องหมวด ๑ และหมวด ๒ เพื่อรักษาหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเรียกร้องให้กระบวนการทั้งหมดสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมผลักดันให้รัฐธรรมนูญใหม่ส่งเสริมการมีคนดีเข้าสู่อำนาจตามหลักเกณฑ์มาตรา ๑๖๐ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ จริง ๆ สักประมาณ ๑๐ นาที บวกลบนิดหน่อยเท่านั้น เพื่อสะท้อนความเห็นในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของรัฐสภาแห่งนี้ ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความจริงตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้ บังคับใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน กินระยะเวลา ๘ ปีเศษ ได้มีความพยายาม ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ทั้งแก้รายมาตราแล้วก็แก้ทั้งฉบับ ปี ๒๕๖๔ โดยประมาณ กระผมและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับพรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๖ ฉบับ เช่น แก้มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญกระทำได้ง่ายขึ้น ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ประเทศและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าแก้มาตรา ๒๗๒ ยกเลิกอำนาจ วุฒิสมาชิกที่จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ รวมทั้งขยายสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ไปสู่สิทธิชุมชนและการกระจายอำนาจ เป็นต้น แต่ว่าในบรรดาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด ประสบความสำเร็จบังคับใช้เพียงร่างเดียวคือการแก้ไขรูปแบบการเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบที่ใช้อยู่จนถึงวันนี้ แล้วก็บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ให้แก้ยาก ที่บอกแก้ยากก็คือโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา หรือที่เรียกว่า รัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็แก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติม นอกจาก จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาแล้วยังจะต้องประกอบด้วยเสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๒๐ และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิกไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๓ รวมทั้งบางมาตรา ถ้าจะแก้ต้องไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนอีกด้วย อันนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การ แก้รัฐธรรมนูญกระทำได้ยากยิ่งสำหรับฉบับนี้

อย่างไรก็ตามถ้าท่านประธานได้ติดตามสถานการณ์ในทางการเมืองมาโดย ลำดับจะเห็นว่าหลายพรรคการเมืองได้กำหนดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายหาเสียง ความจริงพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดก็เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ความจริงถ้าจะเท้าความสั้น ๆ นิดเดียว ขอเรียนกับท่านประธาน ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่ไม่ให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะกาล ที่กำหนดเงื่อนไขไว้ในเรื่องของการดำเนินการที่จะให้ วุฒิสมาชิกสามารถที่จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนในขณะนั้นเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กระผมและพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ก่อนร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานคงจำได้ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าร่วมรัฐบาลตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้แปลว่าอยู่ ๆ ก็เข้าไป ร่วมรัฐบาล แต่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ ๓ ข้อครับว่าถ้ายอมรับเงื่อนไข ๓ ข้อของพรรค ประชาธิปัตย์ก็ยินดีที่จะเข้าร่วมรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เงื่อนไขข้อที่ ๑ ก็คือรัฐบาลต้องยึด ความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน เงื่อนไขข้อที่ ๒ ก็คือจะต้องนำนโยบาย ประกันรายได้เกษตรกรหรือเงินส่วนต่างที่จะช่วยเกษตรกรถ้าราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เช่น ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด เป็นต้น ไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาล เงื่อนไขข้อที่ ๓ ก็คือ สิ่งที่เรากำลังพูดกันเดี๋ยวนี้ครับ ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ยิ่งขึ้น โดย ขีดเส้นใต้ครับ ต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ นี่คือสิ่งที่ได้ดำเนินการมาเป็น เงื่อนไข และรัฐบาลชุดนั้นก็ยอมรับเงื่อนไขนี้ จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ในขณะนั้น

วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เหตุผลก็เป็นที่ทราบกันและเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าเพื่อสนองตอบต่อ MOA อันเป็น ข้อตกลงระหว่าง ๒ พรรคการเมืองที่ไปตกลงกัน แม้ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะมีความรู้สึก หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยทีเดียวเห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ รัฐธรรมนูญในปัจจุบัน แต่ว่าเมื่อประธานรัฐสภาและพรรคการเมืองได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาและมีการบรรจุระเบียบวาระแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ เพื่อแก้มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ วันนี้รัฐสภามีหน้าที่พิจารณา ๓ ร่างที่พวกเรากำลังพูดกัน ซึ่งเป็นร่างของ พรรคประชาชน ๑ ร่าง ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ร่างของพรรคภูมิใจไทยบวกกับ พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน เรามีหน้าที่พิจารณา ๓ ร่างนี้เท่านั้นนะครับ ซึ่งสำหรับกระผม ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าจุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน นั่นคือเห็นว่า การที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑ หมวด ๒ สำคัญอย่างไร สำคัญก็คือว่าหมวด ๑ ถ้าท่านประธานพลิกไปดูรัฐธรรมนูญจะเห็น ว่าหมวด ๑ เป็นบททั่วไปและมีด้วยกันแค่ ๕ มาตรา ที่สำคัญยิ่งที่ขออนุญาตนำมากราบเรียน ตรงนี้มี ๓ มาตรา สำคัญทั้ง ๕ มาตรา แต่ขอใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือมาตรา ๑ ระบุไว้ชัดเจนครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ตรงนี้ละครับที่ทำไมกระผม มีความเห็นว่าห้ามแตะหมวด ๑ รวมทั้งมาตรา ๒ ที่อยู่ในหมวด ๑ ประเทศไทยมีการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่ก็อีกมาตราหนึ่ง ที่อยู่ในหมวด ๑ ที่ห้ามแตะในจุดยืนของกระผม และมาตรา ๕ หลายท่านอาจจะไม่ได้มีใคร หยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมนี้บ่อยนัก ผมก็ขออนุญาตที่จะหยิบยกขึ้นมาพูด มันมีมาตรา ๕ ที่สำคัญอีกเช่นกันที่ระบุไว้ด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศ ไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ ในมาตรา ๕ วรรคท้าย หมวด ๑ ที่บอกว่าต้องห้ามแตะ มีปรากฏมาไม่ใช่เฉพาะ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่มีต่อเนื่องมาเท่าที่ผมค้นได้ทันเวลาที่จะมา อภิปราย มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๔๙๒ แล้วก็สืบเนื่องมาถึงปี ๒๕๑๑ สืบเนื่องมาถึง ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็มาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ เพียงแต่ปี ๒๕๕๐ ระบุไว้ในมาตรา ๗ แต่ฉบับนี้ระบุไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งจะเห็น ชัดเจนว่าเนื้อหาในมาตรา ๕ หมวด ๑ นี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมา โดยต่อเนื่องเป็นลำดับ ทั้งในมิติของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใด รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดหลักประชาธิปไตยคู่กับ องค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระผมเห็นว่าควรจะคงหมวด ๑ โดยมีมาตรา ๕ ปรากฏอยู่ในนั้นด้วยเอาไว้ และในการดำเนินการจัดตั้ง สสร. ในอนาคต ถ้าประสบความสำเร็จมีการยกร่างก็ไม่ควรไปแตะหมวด ๑ อย่างที่กราบเรียน และหมวด ๒ ล่ะครับ หมวด ๒ มีด้วยกัน ๑๙ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๖ ถึงมาตรา ๒๔ เป็นหมวด พระมหากษัตริย์ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกระผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงจุดยืนมาโดยลำดับว่า ถ้าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ หรือแปลง่าย ๆ ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ หมวด ๒ โดยเด็ดขาด อันนั้นเป็นความเห็นของ กระผมที่แสดงจุดยืนมาโดยลำดับ แต่ว่าเมื่อมาพิจารณา ๓ ร่าง ที่สภากำลังพิจารณาอยู่ใน ขณะนี้จะเห็นว่าทุกร่างมีหลักการใกล้เคียงกัน แตกต่างกันบ้างก็ในรายละเอียดไม่มาก หลักใหญ่ก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ กับแก้มาตรา ๒๕๖ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น แล้วก็เพิ่มหมวด ๑๕/๑ เพื่อเปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือน ๆ กัน แต่ที่เป็นข้อแตกต่างชัดเจนก็มีอยู่ด้วยกัน ๒ ข้อที่ ขอหยิบยกขึ้นมาในที่นี้ก็คือว่า ข้อ ๑ เรื่อง สสร. แต่ละร่างจะมีจำนวนและที่มาที่มีความ แตกต่างกัน เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทยมี ๑๕๑ คน ร่างพรรคประชาชนมี ๑๓๕ คน ร่างภูมิใจไทยกับพรรคร่วมมี ๙๙ คน เป็นต้น ข้อ ๒ ที่เป็นความแตกต่างก็คือว่าความ แตกต่างในเรื่องของ หมวด ๑ หมวด ๒ ที่มีทั้งร่างที่ห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ และมีทั้งร่าง ที่ไม่ได้มีข้อห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ไว้ ซึ่งก็ปรากฏชัดเจน แล้วก็สมาชิกจากแต่ละพรรคก็ ได้ดำเนินการอภิปรายไปแล้ว ก็สรุปแต่เพียงว่าสำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ขออภัยนะครับ ที่เอ่ยนาม ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหายอะไรเพราะว่าพูดไปตามข้อเท็จจริงที่ผมได้ศึกษามาจาก ร่างและไม่ได้ตำหนิอะไรท่านนะครับ ระบุว่าห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งอันนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันห้ามอยู่แล้ว ระบุไว้ในมาตรา ๒๕๕ บังคับใช้อยู่ แล้วว่าอันนี้ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ ไม่ห้ามไม่ได้ อันนี้ต้องห้ามโดยข้อบังคับของรัฐธรรมนูญ แต่ร่างนี้ ไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ระบุไว้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน สำหรับร่างของพรรคประชาชนก็ไม่มีเจตนาจะไปตำหนิอะไรท่านนะครับ และไม่พาดพิงให้ท่านเสียหาย ก็เช่นเดียวกันครับไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะหรือ ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ หมวด ๒ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย แต่ว่าร่างที่ ๓ คือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลระบุว่าการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ จะกระทำมิได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้หมวด ๑ หมวด ๒ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นตกไป เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ ๓ ร่างที่เราต้องพิจารณาตัดสินใจ

วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน ๒ ประเด็นหลัก ประเด็นที่ ๑ ก็คือ จะเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้างถ้าแยกลงมติ ถ้ารวมลงมติก็จะกลายเป็นว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา กับการลงมติ อีกเรื่องหนึ่งก็คือจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สองในขั้นเรียงลำดับมาตรา สำหรับกระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่ากระผมขอยืนยัน จุดที่เคยยึดมั่นมาโดยตลอด แล้วก็ขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะรวมทั้งหมดเป็น ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้ครับ เป็นประการสุดท้ายที่จะอภิปราย นั่นก็คือ ประการที่ ๑ กระผมพร้อม สนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้อง ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ประการที่ ๒ หากจะต้องลงมติว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการ พิจารณาวาระที่สอง กระผมก็ขออนุญาตท่านประธานว่าจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือต้องใช้ร่าง ที่ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงว่าถ้าเราไม่ใช้ร่างที่ห้ามแตะหมวด ๑ หมวด ๒ เป็นหลัก อาจจะกลายเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบปลายเปิด แล้วในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ได้ต่อไป ในอนาคต ประการที่ ๓ ก็คือว่า การยกร่างและการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะต้องไม่ขัดกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของ สสร. เพื่อจะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต และประการสุดท้ายก็คือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรที่จะมีเจตจำนงในการที่จะส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ที่ระบุไว้ว่าผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญ ๆ รวมทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิและคุณวุฒิตามที่กำหนดแล้วยังจะต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อีกด้วย เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับสามารถสนองตอบและคงมาตรฐานของ ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและตำแหน่งสำคัญ ๆ ของประเทศไว้ได้ต่อไปเพื่อประโยชน์ ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม ขอบคุณครับท่านประธานครับ