กรวีร์ ปริศนานันทกุล เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับรูปแบบตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเสนอร่างของพรรคภูมิใจไทยที่ให้มี สสร. 99 คนมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้กระบวนการเข้าใจง่าย ทำได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนและความเสี่ยงต่อความขัดแย้งในร่างของพรรคการเมืองอื่น รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมืออย่างจริงใจ เคารพกติกา และยึดเจตนารมณ์ร่วมเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรลุผลสำเร็จได้จริง.
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตที่จะได้เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยในการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตที่จะเริ่มต้นด้วยการอ่านหลักการและเหตุผลตามร่างที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะได้เป็นผู้เสนอนะครับ
หลักการ ก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เหตุผล ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๖ ได้กำหนด หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงจำนวนคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภา ที่ให้เห็นชอบในการออกเสียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดไว้ยังไม่เหมาะสมกับ สัดส่วนของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด อันเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศ และสถานการณ์โลก จึงสมควรแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ประกอบกับให้ประชาชนซึ่งเป็น ผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญหลายภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น จนถึงการให้ความเห็น ดังนั้นจึงสมควรเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเบื้องแรกก่อนที่จะได้อภิปรายได้แสดง ความคิดเห็นของทางพรรคภูมิใจไทยแล้วก็เพื่อนสมาชิก ผมอยากจะขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกครับ จากทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่น ๆ ที่ร่วมกันกว่า ๑๒๔ รายชื่อ ลำพัง พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวไม่สามารถที่จะเสนอในการแก้ไขร่างรัฐํธรรมนูญได้ ก็ต้อง กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เห็นด้วยในหลักการและวิธีการที่จะนำไปสู่การปลดล็อก ประเทศไทย ปลดล็อกประชาธิปไตยและนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กับประเทศไทย ในท้ายที่สุด และเป็นโอกาสเหมาะโอกาสที่ดี วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๔ ตุลาคมครับ เมื่อเช้านี้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ไปร่วมรำลึกถึงความสำคัญซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวันประชาธิปไตย ของไทย เรากำลังเริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ทางประชาธิปไตยในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ผมคิดว่า นี่คือนิมิตหมายที่ดีที่พวกเรากำลังจะเดินพาประเทศไทยปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น ผลพวงมาจากการรัฐประหารในรอบที่ผ่านมา และจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ได้รับการ ยอมรับมากที่สุดจากพี่น้องคนไทยทั่วทั้งประเทศ และผมก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นความพยายามครั้งแรกของรัฐสภาที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเราติดขัด ประเด็นปัญหาหลายเรื่องหลายอย่างทั้งในแง่ของกฎหมาย ทั้งในเรื่องของการตีความ รัฐธรรมนูญ จนสุดท้ายวันนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดจากความพยายามหลายครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราใกล้กับคำว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เป็นที่สำเร็จได้ และผมก็เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองวันนี้เรามีร่างเสนอเข้ามาสู่สภาในการพิจารณา ๓ ร่าง ผมได้ศึกษาแล้วก็ดูรายละเอียดในไส้ใน ผมเชื่อในเจตนาบริสุทธิ์ของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ พรรคการเมืองครับ ที่เราอยากจะเห็นการปลดล็อกแล้วก็การหากุญแจที่จะเปิดบานประตู และนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้กับประเทศไทยได้จริง ๆ ในการแก้ไขครั้งนี้ของ พรรคภูมิใจไทยครับ ก็ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าเราทำตามเงื่อนไข MOA ที่ได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ที่เขาได้สนับสนุนให้ หัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นั้นได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี่คือข้อเท็จจริงครับ และหนึ่งในสาระสำคัญที่ได้มีการตกลงกันไว้ ๕ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยุบสภาภายใน ๔ เดือน ซึ่งท่านอนุทินก็ได้ประกาศชัดเจนในหลายเวที นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการทำประชามติเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญที่ได้วางแผนล่วงหน้า เอาไว้ว่าเราจะจัดทำเรื่องของประชามติพร้อม ๆ กับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในอีก ไม่กี่เดือนข้างหน้า และข้อ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เรามาพูดคุยกันในวันนี้ครับ นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทยนั้นจะต้องเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการ ในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม จะชอบหรือไม่ก็ตาม จะถูกใจ หรือไม่ก็ตาม นี่คือสิ่งที่พวกเราได้รับปาก นี่คือสิ่งที่เป็นข้อตกลงที่เราได้ให้คำมั่นสัญญากับ พรรคประชาชนและพี่น้องประชาชนเอาไว้ และพรรคภูมิใจไทยของพวกเราเมื่อเราพูด เมื่อเรารับปากไปแล้วเราต้องทำครับ นี่จึงเป็นที่มาที่พวกเราได้ร่างเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สู่รัฐสภา ในการเสนอแก้ไขครั้งนี้ผมต้องย้ำครับ ย้ำถึงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยที่เป็น จุดยืนเดิมมาตลอดในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และต้องตอกย้ำให้สังคมได้เข้าใจครับ บางคนบอกว่าพรรคภูมิใจไทยนั้นถ่วงรั้ง ขัดขวางไม่อยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาย้อนกลับไปดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยนี่ละครับ เป็นคนที่เสนอในการยกร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะเปิดทางไปสู่ สสร. แต่หลายครั้ง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ใจเราต้องการหรอกครับ ติดขัดตรงนั้น ติดขัดตรงนี้เกิดการตีความ เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายมากมาย แต่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นก็คือการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะเป็นกุญแจที่จะเปิดประตูนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นส่วนกติกาใหญ่ที่จะให้สังคมนั้นยอมรับจากทั่วทั้งประเทศ ผมก็เห็นเหมือนกันกับ ที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแล้วก็พรรคทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอยากจะเห็นครับ เราอยากจะเห็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ในร่างของพรรค ภูมิใจไทยที่เสนอตอนแรกเราก็เขียนไว้แบบนั้นครับ เขียนว่าอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้มี ส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกคนที่จะมาร่างกติกาใหญ่ของสังคมไทย แต่เราก็ต้องยอมรับครับ แล้วเราก็ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่ารัฐสภา มีอำนาจในการริเริ่มเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เมื่อติดล็อกคำวินิจฉัยแบบนี้เราจึงจำเป็นที่ต้องปรับร่างของ พวกเราเพื่อให้สอดรับกับคำวินิจฉัย แล้วก็ในการเขียนร่างของพวกเรานั้นเราตั้งใจที่จะทำให้ มันเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ๆ ไม่ทำให้เสียของ ไม่ทำให้เสียเวลา และไม่ทำให้มันเสียเปล่าด้วยการ ไปกระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่ในการเขียนที่มันสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นครับท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราอยากเห็นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในการสร้างกติกาใหม่ของสังคมนั้นเราอยากจะเห็นครับว่า กติกาใหม่ของสังคมนั้นมันจะเป็นการยุติความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ และเรา ไม่ปรารถนาที่อยากจะเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วมันนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองใหม่ แทนที่จะไปแก้ปัญหาเก่ากลับนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ที่มันจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเรา หากว่า เราไปแก้ไขบางหมวด บางข้อ บางเรื่องที่มันจะไปกระทบกับจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ ทั้งประเทศ ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงยืนหยัดในจุดยืนตรงนี้ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเรา เขียนไว้อย่างชัดเจนครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นจะกระทำมิได้ ในการแก้ไขครั้งนี้ของพรรค ภูมิใจไทยครับ เราจึงยึดหลักที่ว่า ๑. มันต้องเป็นกติกาที่เข้าใจง่าย ๒. ทำได้จริงครับ ๓. ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ และ ๔. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือจุดมุ่งหมายใหญ่ที่พวกเราอยากจะเห็นความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรา ตั้งใจที่จะทำให้ได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ขอให้ได้ทำครับ
ผมขออนุญาตที่จะไปลงในรายละเอียดของร่างของพรรคภาคภูมิใจไทยครับ สาระสำคัญของพวกเราก็คือไปเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมันง่ายเข้าใจได้ง่ายเพราะมันมีเพียงแค่ ๒๓ มาตราเท่านั้นครับท่านประธาน ก็คือ มาตรา ๒๕๖/๑ ไล่จนไปถึงมาตรา ๒๕๖/๒๓ การแก้ไขตรงนี้เราตั้งใจที่จะให้มันเป็นกุญแจ ที่สำคัญที่จะปลดล็อกบานประตูที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการปลดล็อก เพื่อที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศไทย เรายกร่างเพื่อจะให้มี สสร. ครับ สสร. ในร่างของพรรคภูมิใจไทยมี ๙๙ คน ๙๙ คนนี้มาจากการเลือกของพวกเราสมาชิกรัฐสภา ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ๗๐๐ คนนี่ละครับ ใน ๙๙ คนนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกคือมาจาก จังหวัดแต่ละจังหวัด ๗๗ จังหวัดก็ ๗๗ คนครับ เพื่อให้มันสะท้อนความต้องการของพี่น้อง ประชาชนที่มาจากในแต่ละจังหวัดทั่วทั้งประเทศ เสียดายครับ ในโครงสร้างเดิมเราตั้งใจที่จะ ให้มีการเลือกตั้งทั้ง ๗๗ จังหวัด เพื่อให้มีตัวแทนจังหวัดละ ๑ คน แต่มันจะไปขัดกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราจึงต้องปรับครับ เอาละถ้าอย่างนั้นถ้าเลือกโดยตรงไม่ได้ ก็เลือกโดยอ้อมครับ การเลือกโดยอ้อมที่จะมีความชอบธรรมมากที่สุดก็คือเลือกโดยผู้แทน ของประชาชนที่นั่งอยู่ในสภาที่เป็นองค์ประกอบของรัฐสภาตรงนี้ เลือกกันมาจากผู้สมัคร ทั่วประเทศเลือกให้เหลือ ๗๗ คนครับ ในส่วนที่ ๒ อีก ๒๒ คนนั่นก็คือจะมาจากผู้เชี่ยวชาญ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน ๗ คน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์อีก ๗ คน ผู้ที่มีประสบการณ์ทาง การเมือง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีประสบการณ์ในการ ร่างรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน รวมทั้งหมด ๙๙ คนครับ ๙๙ คนนี้เรียกว่าเป็น สสร. หรือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาชุดหนึ่ง คณะกรรมการยกร่างนี้มี ๔๕ คน ๔๕ คนประกอบไปด้วยสมาชิก สสร. ๓๐ คน แล้วก็เป็นคนนอกอีก ๑๕ คน เพื่อที่จะมา ยกร่างกติการัฐธรรมนูญ เมื่อยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเสนอร่างนี้สู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีมติในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เห็นชอบ ก็จะ นำมาเสนอสู่รัฐสภาที่เราประชุมกันอยู่ตรงนี้ละครับ เพื่อที่จะพิจารณาเหมือนกฎหมายทั่วไป ๓ วาระ หลังจากที่ผ่าน ๓ วาระไปเรียบร้อยแล้วก็จะเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้เองครับ ทั้งหมดท่านประธานจะเห็นว่ามันเป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กราบเรียน เอาไว้ครับ ๑. เข้าใจได้ง่าย ๒. ทำได้จริง ๓. ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และ ๔. ไม่ขัดต่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อทำประชามติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าประชามติผ่าน ก็นำไปสู่การทูลเกล้าฯ เพื่อถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย มันเข้าใจง่ายครับ และทั้งหมดนั้นคือร่างของพรรคภูมิใจไทยที่พวกเราตั้งใจอยากจะเห็นการ แก้ไขที่มันทำได้จริง และร่างแบบนี้ ท่านประธานฟังเอง เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อยู่กับการ เมืองไทยฟังมาเองอาจจะรู้สึกว่ามันคุ้น ๆ ครับ ใช่ครับ เพราะเราไปยกแบบการทำแล้วมัน สำเร็จในปี ๒๕๓๙ ที่เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดฉบับหนึ่งของ ประเทศไทย คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ทำในรูปแบบคล้าย ๆ แบบนี้ละครับ เราจะ ร่างกติกาใหม่ของประเทศบนเงื่อนไขเวลาที่มันมีข้อจำกัดของสภาชุดนี้อยู่อีกไม่กี่เดือนครับ เราจึงต้องมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเราเสนอต่อรัฐสภาชุดนี้มันจะทำได้จริง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ มามันทำได้จริงแน่ครับเพราะมันเคยทำมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา และนอกจากนั้นผมต้องใช้ เวลาในสภาแห่งนี้อีกสักเล็กน้อย เพื่อที่จะได้บอกถึงความกังวล บอกถึงหลักการในการลงมติ ของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อร่างทั้ง ๓ ร่างที่เสนอต่อสภาในวันนี้ ยังมีอีก ๒ ร่างครับ ร่างของ พรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคประชาชน ซึ่งพวกเราเองขอฟังก่อนครับว่าเหตุและผล รูปร่าง หน้าตาของ สสร. นั้นจะเป็นอย่างไร เราไม่ติดขัดเพราะเราเห็นตรงกันในเรื่องของการ รับหลักการว่ามันจะเป็นการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ในการเพิ่มหมวดขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในหลักการนี้ไม่ขัดข้องครับ แต่สิ่งที่เราเห็นต่างหลักการเราอาจจะเห็นตรงกัน แต่วิธีการนั้น ยังต่างกันอยู่ครับ ผมอ่านร่างของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนแล้วก็เกิดคำถาม คำถามแรกก็คือมันซับซ้อนเกินไปไหม คำถามที่ ๒ คือแล้วมันจะทำได้จริงไหม คำถามที่ ๓ คือมันจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ของสังคมไทยไหม และคำถามสุดท้ายคำถามที่สำคัญ ที่สุดครับ มันเสี่ยงต่อการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมใช้เวลาไปสั้น ๆ เพราะเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกของพรรคเพื่อไทยก็คงจะมาลงรายละเอียด ของพรรคเพื่อไทยจะ มี สสร. ทั้งหมด ๑๕๑ คน มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด ๑๐๐ คน และอีก ๕๑ คน มาจาก การเสนอชื่อผ่าน สส. สว. คณะรัฐมนตรีและองค์กรต่าง ๆ อีก ๕๑ คน ใน ๑๐๐ คนที่จะมา จากจังหวัดนั้นมาจากไหนครับท่านประธาน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จากผู้สมัครทั้งประเทศมาแบ่งเขตตามสัดส่วน เลือกให้ได้ ๓๐๐ คน เอา ๓๐๐ คนนี้มาใส่ ตะกร้า และเอา ๓๐๐ คนในตะกร้ามาสู่รัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ ๑๐๐ คน ดังนั้น หมายความว่าใน ๓๐๐ คนจากทั่วทั้งประเทศก็แบ่งตามจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่ จังหวัด อ่างทองบ้านผมเล็กหน่อยก็อาจจะมีเพียงแค่ ๑ คน จังหวัดกรุงเทพมหานครมากหน่อย ก็อาจจะมีได้ ๓ คน ๔ คนก็แล้วแต่ตามสัดส่วนไป นอกจากนั้นกลุ่มที่ ๒ ผู้เชี่ยวชาญ ๕๑ คน นี้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ มาจาก สส. มาจาก สว. มาจากคณะรัฐมนตรีและ มาจากองค์กรต่าง ๆ หลังจากที่รวมได้ ๑๕๑ คนแล้วก็ไปตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาครับ เมื่อตั้งคณะกรรมการยกร่างขึ้นมาก็มาเสนอต่อสภาเพื่อพิจารณาเห็นชอบ สภาตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องดีครับ และเป็นข้อคิดเห็นที่ดี คือสภาสามารถที่จะมีความคิดเห็นแล้วสามารถที่จะ แก้ไขสิ่งที่ สสร. เขาเสนอขึ้นมาได้ แล้ว สสร. มีสิทธิที่จะไปดูว่าสิ่งที่สภาแก้ไขนั้น เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็มีอีกขั้นตอนหนึ่งที่อย่างน้อยตัวแทนของพี่น้องประชาชนผ่านทาง รัฐสภาตรงนี้ได้มีโอกาสในการร่วมพิจารณาด้วย สุดท้ายถ้าผ่านก็นำไป คือการทำประชามติ คำถามแรกก็คือว่า การให้ประชาชนเลือกผู้แทนโดยตรงจากแต่ละจังหวัด ให้ได้ ๓๐๐ คน มาอยู่ในตะกร้านี่ ท่านอาจจะบอกว่ามันเป็นการเลือกขั้นต้น สุดท้ายคนที่เลือกคนที่จะไปทำ หน้าที่ สสร. คือรัฐสภา ดังนั้นไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ถ้ามองแบบนั้น ก็มองได้ครับ แต่ถ้ามองอีกทางหนึ่งมันสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะให้ใครบางคนได้นำไปยื่นในการ ตีความและมันก็จะเสียเวลา เสียของ เสียความพยายามของพวกเราทั้งหมด และนั่นคือสิ่งที่ ทางพรรคภูมิใจไทยไม่อยากจะให้เกิดขึ้นครับ
คำถามที่ ๒ ก็คือในการเลือกตัวแทนภาคองค์กรต่าง ๆ ๕๑ คน มีมาจาก ทั้งหมด ๑๔ กลุ่ม คำถามก็คือวิธีการในการทำนี่มันจะทำอย่างไร ใครที่จะเป็นตัวแทน โดยชอบธรรมขององค์กรต่าง ๆ ที่จะมีสิทธิในการเสนอชื่อ ใครที่จะเป็นสิทธิตัวแทนหนึ่ง องค์กรหนึ่ง บางทีอาจจะมี ๑ คน หรือ ๒ คนครับ วิธีการในการได้มาที่เราจะตอบคำถามกับ สังคมได้ว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ มันยุติธรรมหรือไม่ มันชอบธรรมหรือไม่ วิธีการที่ให้ได้มา ตรงนี้มันจะทำอย่างไร มันจะทำได้จริงหรือไม่ อันที่ ๓ ในร่างไม่ได้ระบุว่าจะไม่ไปแก้ไข หมวด ๑ และหมวด ๒ เพียงแต่บอกเอาไว้กว้าง ๆ ว่าการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงที่ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบ่งแยกดินแดนจะทำไม่ได้ ใด ๆ ก็แล้ว แต่มันไม่ได้ล็อกครับ หมายความว่าจะไปแก้บางส่วนในหมวด ๑ หมวด ๒ นี้ก็ยังสามารถที่จะทำได้อยู่ อันนี้คือ ข้อห่วงใยที่อยากจะฝากไปถึงครับ
ชุดต่อมาครับร่างของพรรคประชาชนครับ อันดับแรกครับ ผมต้องบอกก่อน เท่าที่อ่านดูแล้วถ้าเข้าใจไม่ผิดนะครับ ร่างนี้ไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ร่างนี้มีแต่ คณะกรรมการยกร่าง ๓๕ คน และสภาที่ปรึกษาอีก ๑๐๐ คน สภายกร่าง ๓๕ คนมาจาก ไหนครับ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศให้ได้ ๗๐ คน และเอา ๗๐ คนนี้มาใส่ตะกร้าแล้วมาเลือกกันต่อในรัฐสภาครับ ฟังดูก็สับสนพอสมควร ในการเลือก ๗๐ คนเลือกอย่างไรครับท่านประธาน เลือกเหมือนที่เราเลือก สส. บัญชีรายชื่อ ในรอบที่ผ่านมา เรียกง่าย ๆ ก็คือคนที่อยากสมัครต้องรวมกลุ่มกัน จับกลุ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อน กันขึ้นมา มีเลขในบัญชี ๑๗-๗๐ คน แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนเข้าคูหากาบัตรเหมือนกับ เลือกบัตร Party List ของพรรคการเมืองเลยครับ แล้วก็มาแบ่งสัดส่วนกันว่ากลุ่มไหน ที่จะได้สัดส่วนใน ๓๕ คนนี้ไปได้มากที่สุด ขออภัยครับ ๗๐ คนครับ เมื่อได้ ๗๐ คนตรงนี้ เอา ๗๐ คนนี้มาใส่ตะกร้าครับ แล้วผมบอกกับท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. และ สว. ครับ หลังจาก ที่ได้ ๗๐ คน การที่จะได้ ๓๕ คนนี้ท่านประธานทราบไหมครับทำอย่างไร ให้ สส. หรือ สว. รวมกลุ่มกันครับ กลุ่มหนึ่งให้ได้ ๒๐ คน หมายความว่าพรรคภูมิใจไทยผมก็ไปร่วมเพื่อนผม ๒๐ คน ผมก็มีสิทธิเลือกคณะกรรมการยกร่าง ๑ คน เมื่อคำนวณเป็นสูตรมาแล้วสภาเรามี ๗๐๐ คนครับ ก็จะจับได้ทั้งหมด ๒๐ คนต่อกลุ่ม เป็น ๓๕ กลุ่ม กลุ่มละ ๑ คนก็จะได้ คณะกรรมการยกร่างมา ๓๕ คน นี่ผมอ่าน ๓ รอบ ๔ รอบนะครับ เพื่อที่จะทำความเข้าใจ แล้วก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่ผมพูดไปนี้มันถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ตรงนี้ละครับที่มันน่าจะเกิดความสับสนมากพอสมควร นอกจากนั้นยังมีอีกส่วนหนึ่งคือสภา ที่ปรึกษาเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ๑๐๐ คนครับ จำนวนตรงนี้มาจากไหน ก็คิดตามจำนวนประชากรที่อยู่ตามแต่ละจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดเล็กอ่างทองบ้านผมก็ได้ไป น้อยหน่อย ๑ คน จังหวัดใหญ่กรุงเทพมหานครอาจจะได้ไปถึง ๔-๕ คน โคราชอาจจะได้ไป สัก ๓-๔ คน สภาที่ปรึกษาตรงนี้ ๑๐๐ คนจากทั่วทั้งประเทศไม่มีอำนาจนะครับ ไม่มีอำนาจ ในการเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจในการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีแต่อำนาจในการให้คำปรึกษา ให้ข้อคิดเห็น ลงไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน เอาความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชนมาอภิปรายในสภาเพื่อให้ ๓๕ คนที่เป็นคณะกรรมการยกร่างนั้นเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญขึ้นมา ตรงนี้เองครับที่ผมคิดว่ามันลักลั่นกันหรือไม่ อำนาจที่เราอยากจะให้ ประชาชนเขาเลือกตั้งมาโดยตรงและมีการเลือกตั้งโดยตรงมานั่งอยู่ ๑๐๐ คนในสภาแต่ ไม่มีอำนาจในการเขียนกฎหมายเลย อำนาจในการเขียนอยู่ที่ ๓๕ คนที่เป็นคณะกรรมการ ยกร่าง เขียนเสร็จเรียบร้อยมาผ่านที่รัฐสภาให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็เดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ทั้งหมดที่ผมพูดมาท่านประธานจะเห็นครับ ผมเชื่อว่าท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ตรงนี้คงจะรู้สึกแบบเดียวกับผม และมีคำถาม เหมือนกับผมว่าทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้ ทำไมมันถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้ และที่สำคัญครับ เท่าที่อาจดูและเท่าที่ผมไม่ได้อธิบายให้ฟังท่านประธานรู้สึกเหมือนผมไหมครับว่ามันสุ่มเสี่ยง เหลือเกิน มันมีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมาจากทั้ง ๒ ระบบครับ มันสุ่มเสี่ยง เหลือเกินที่มันจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญในร่างนี้ไม่ได้มีเขียน ล็อกเอาไว้ในเรื่องของการแก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ เช่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ที่ผมอธิบายความสรุปโดยย่อของ ทั้ง ๒ ร่าง จากพรรคเพื่อไทยและจากพรรคประชาชน ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ เราเห็นตรงกันในหลักการที่จะแก้ไขปลดล็อกและเปิดประตูเพื่อที่จะ นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทย หลักการ เหมือนกันครับ ที่ต่างกันก็คือวิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้นและผมต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ครับว่าถ้าหากว่าเราจะตีความและอ่านคำวินิจฉัย ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัยที่ตีความเอาประโยชน์เข้าข้างตัวเอง ตีเข้าข้างตัวเอง จนเกินไปนักมันสุ่มเสี่ยงครับ ที่จะทำให้ความพยายามของพวกเราในครั้งนี้มันต้องล้มเหลว อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมที่ผมเองและ พรรคภูมิใจไทยตกลงกันแล้วก็คุยกันว่าเราอาจจะรับในหลักการ แต่ในการพิจารณาร่างหลัก ที่จะหยิบยกขึ้นมาในการพิจารณานั้นเราอยากจะเห็นร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ในการพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมอยากเห็นการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ของทุกพรรคการเมืองด้วยความจริงใจ อย่าเพ้อฝันมากครับ และชวนทุกคนมามองโลกตาม ความเป็นจริง มันอาจจะขัดใจเราบ้างครับ มันอาจจะไม่ตรงกับใจหรอกครับ แต่ถ้าหากว่าเรา เคารพในกติกาในการเดินหน้าไปสู่การทำภารกิจชิ้นนี้ให้มันสำเร็จได้ ผมมั่นใจครับว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เล่ามาทั้งหมดนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญที่เราจะ เดินหน้าไปสู่ความฝันร่วมกันของพวกเราได้ ย้ำอีกครั้งถึงเรื่องของการทำให้เข้าใจง่าย ทำให้ได้จริง ไม่สร้างความขัดแย้งรอบใหม่และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมอยากเห็นจริง ๆ ครับ ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันทำได้ไม่ใช่เพียงแค่ได้ทำ ขอบคุณท่านประธานครับ