พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายสนับสนุนร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำฉบับใหม่ โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อบกพร่องลึกซึ้งที่ส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใส ปัญหาการเมือง ความล้มเหลวขององค์กรอิสระ และการถดถอยของประชาธิปไตย พร้อมเสนอกระบวนการยกร่างที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านกลไกสองส่วน ได้แก่ คณะกรรมาธิการยกร่างจากกลุ่มความคิดในรัฐสภาและสภาที่ปรึกษาจากการเลือกตั้งทางตรง เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยย้ำว่าการมีรัฐธรรมนูญที่ดีไม่ขัดกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน
เรียนประธานครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับ ไม่มีปัญหาครับ เข้าใจว่าทางสภาแห่งนี้ที่ผ่านมาก็มี หลายบรรทัดฐานนะครับ แต่เพื่อให้มีการนำเสนออย่างครบถ้วนตามที่เพื่อนสมาชิกได้ นำเสนอเข้ามาก็ยินดีที่จะอ่านหลักการและเหตุผลก่อนที่จะไปอธิบายความเพิ่มเติมนะครับ ท่านประธานครับ หลักการอย่างที่ผมเรียนของ ๓ ร่างมีความคล้ายกันคือการเดินหน้าสู่ การจัดทำรัฐธรรมนูฉบับใหม่ ญัตติที่ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนเสนอในวันนี้ เขียนไว้ชัดเจนว่าหลักการคือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และการเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เหตุผลเขียนไว้ว่า ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันมีปัญหา เรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับ คณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรมและมีบทบัญญัติ หลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖ โดยเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมญด้วยกลไก ที่มีความยึดโยงกับประชาชนและประชาชนมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ฉบับนี้
ต่อเนื่องจากที่ผมได้เรียนไว้ว่าหลักการที่สำคัญในวันนี้คือการเดินหน้าสู่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านใดก็ตามที่อาจจะถามกลับมาว่าแก้รัฐธรมนูญแล้ว ประเทศจะได้อะไร ผมอยากจะชวนมองในอีกมุมกลับว่าพอไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้วประเทศนี้ สูญเสียอะไรครับ เรามีตึก สตง. ถล่มลงมาใจกลางกรุงเมื่อ ๖ เดือนก่อน แต่ ณ วันนี้ยังไม่มี หน่วยงานรัฐที่แสดงความรับผิดชอบหรือต้องรับผิดชอบ เรามี กกต. ที่เอาผิดใครก็ไม่ค่อยจะได้ เสมือนกับว่าประเทศนี้ไม่มีการทุจริตเลือกตั้งหรือการซื้อเสียง เรามี ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถาม ว่ายืนอยู่ตรงข้ามกับความโปร่งใส อย่างเช่นในกรณีคดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน เรามีพรรค การเมืองที่ถูกยุบจากการเสนอร่างกฎหมาย นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต จากโพสต์เฟซบุ๊กสมัยเรียน เรามี สส. ที่ป้ายชื่อก็เขียนพรรคหนึ่ง แต่ในใจอาจจะเป็นอีก พรรคหนึ่ง เงินในบัญชีก็อาจจะมาจากอีกพรรคหนึ่ง เรามี สว. ที่โชคดีที่สุดในโลก Pack กันเข้ามาได้แม้โอกาสนั้นอาจจะน้อยกว่าการถูกหวยรางวัลที่ ๑ ๗๐ ครั้งติดต่อกัน เรามี ท้องถิ่นที่มีอำนาจและงบประมาณจำกัด จะออกแบบเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ สัดส่วนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่นั้นก็ไม่เพิ่มขึ้นตลอดเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เรามี เยาวชนนักเคลื่อนไหวที่หลายคนถูกปฏิเสธการประกันตัวแม้ไม่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการ หลบหนี เรามีนักวิชาการและสื่อที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนแต่ถูกทุนใหญ่หรือกลุ่ม ผู้มีอิทธิพลไล่ฟ้องปิดปากเพื่อพยายามจะขวางการตรวจสอบ แล้วเราก็มีโครงการขนาดใหญ่ ที่รับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แค่พอเป็นพิธี ปัญหาทั้งหมดที่ผมพูดมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์และมีสาเหตุบางส่วนมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบระบบการเมืองที่ไม่เกรงใจประชาชนและไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ แล้วพอระบบการเมืองเราเป็นเช่นนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันว่าตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บังคับใช้ ประเทศไทยและพี่น้องประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤติอย่างน้อย ๓ อย่าง ด้วยกันที่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในประเทศนี้
วิกฤติที่ ๑ คือวิกฤติเรื่องประชาธิปไตยถดถอย ย้อนไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่งเรื่องประชาธิปไตยอย่างน้อยในระดับภูมิภาค พี่น้องประชาชน จำนวนมากรู้สึกว่าคะแนนเสียงที่เขาหย่อนเข้าไปในหีบเลือกตั้งนั้นสามารถเปลี่ยนอนาคต เขาได้จริง ๆ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับทำให้สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ นั้นมีความ ยึดโยงกับประชาชนน้อยลง พี่น้องประชาชนเข้าคูหาเลือก สส. เข้าไปทำงานในสภา เลือกรัฐบาลไปทำงานในทำเนียบ แต่คนที่มาชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรแก้ได้ ไม่ได้ นโยบาย อะไรทำได้ ไม่ได้ บุคคลคนไหนเป็นรัฐมนตรีได้ ไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง สสร. แบบไหนมีได้ ไม่ได้ กลับเป็น ๙ คนที่นั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนไม่เคยให้ความเห็นชอบ
วิกฤติที่ ๒ คือวิกฤตินโยบายล้าหลัง เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วประเทศไทยก็ถูกมองว่า เป็นต้นตำรับของนโยบายที่ก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้าน นโยบายที่เป็นฉันทามติภายในประเทศ ที่เป็นที่ชื่นชมในเวทีนานาชาติ อย่างเช่น นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กลับไม่ช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีสมาธิ และแรงจูงใจในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน สมาธิบางส่วน ต้องเสียไปกับการรับมือกับคณะนักร้องมืออาชีพที่ถูกติดปีกโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บางครั้ง ก็ร้องแบบมีมูลแต่หลายครั้งก็ร้องแบบมั่วซั่ว แรงจูงใจในการผลักดันนโยบายให้สำเร็จ ก็ไม่ค่อยมีมากนัก เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลในยุคสมัยนี้กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จ ในการผลักดันนโยบาย กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน
ส่วนวิกฤติที่ ๓ คือวิกฤติทุจริตเรื้อรัง ตอนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถูกประกาศบังคับใช้ ผู้สนับสนุนหลายคนมีความภาคภูมิใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับ ปราบโกง แต่วันนี้ชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นไม่สามารถปราบโกงได้จริง ปราบได้เฉพาะคนที่อยากจะปราบ เมื่อเดือนที่แล้วประเทศเนปาลมีการประท้วงครั้งใหญ่ พี่น้องประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านประธานทราบไหมว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นทำให้คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยในดัชนีสากลนั้น ดิ่งแย่ลงมาเท่ากับประเทศเนปาลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐมนตรี สส. สว. จะทุจริตต่อหน้าที่ แค่ไหน กกต. สตง. จะเกียร์ว่างต่อการตรวจสอบการทุจริตแค่ไหน ประชาชนก็ไม่สามารถ เข้าชื่อถอดถอนได้เหมือนกับในอดีต ท่านประธานครับ ที่เล่าปัญหาทั้งหมดมานี้ผมไม่ได้ จะบอกว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นยาวิเศษ ผมไม่ได้บอกว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วปัญหา ทั้งหมดนี้จะหายไป ผมไม่ได้บอกว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วค้าขายจะดีขึ้นทันที คนโกง จะหมดประเทศ ไม่ได้บอกเช่นนั้น แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถนำพามาซึ่งระบบการเมืองที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนที่เป็นที่พึ่งของพี่น้อง ประชาชนได้ คำถามที่ตามมาคือว่าแล้วเราจะอยากติดอยู่ในกับดักของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กันไปทำไม หรือลึก ๆ แล้วเรามีความกลัวหรือความกังวลใจอะไรกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อพยายามจะคลาย ข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกหรือพี่น้องประชาชนที่อาจจะมีเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประการแรก บางคนอาจจะมีความกังวลว่ารัฐบาลเราจะสนใจแต่เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญไม่สนใจเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ทั้ง ๆ ที่ประชาชนนั้นไม่มีจะกินกันอยู่แล้ว ในมุมหนึ่งถ้า ครม. ชุดไหนจะไร้ประสิทธิภาพถึงขั้นไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญควบคู่กับ การแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาความมั่นคงได้ ผมว่าพี่น้องประชาชนก็อย่าให้เขาเป็น รัฐบาลเลยครับ แต่อีกมุมหนึ่งจะบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง พี่น้องประชาชนในระยะยาวก็คงจะไม่ใช่ ถ้ารัฐธรรมนูญทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนต้องเปลี่ยนกันทุก ๆ ปี แล้วนักลงทุนที่ไหนเขาจะอยาก ขนเงินมาลงทุนในไทย ยกเว้นกลุ่มทุนเทาที่อาจจะจ้องฉวยโอกาสจากจังหวะชุลมุนแบบนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปล่อยให้คนโกงนั้นยังคงหากินจากภาษีพี่น้องประชาชนไปได้เรื่อย ๆ แล้วประเทศเราจะเหลืองบประมาณ เหลือทรัพยากรส่วนไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาทำสวัสดิการ ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วถ้ารัฐธรรมนูญจะทำให้คนเข้ามาทำงานการเมืองได้ต้องพึ่งทุนใหญ่ ต้องพึ่งบ้านใหญ่ แล้วใครในสภาจะเป็นตัวแทนที่ผลักดันนโยบายที่เอาประชาชนเป็นใหญ่
ความกลัวที่ ๒ บางท่านอาจจะมีความกังวลว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการ แก้ปัญหาผิดจุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ผมก็ต้องเรียนกลับไป กับท่านประธานว่าผมเข้าใจดีว่านักการเมืองในประเทศเรามีหลายคนที่มีปัญหาจริง ๆ ไม่ปฏิเสธ แต่ประเทศเราได้นักการเมืองแบบไหนขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญเขียนเกี่ยวกับ นักการเมืองไว้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนให้ สส. สามารถย้ายพรรคกันกลางสภาได้เป็นว่าเล่น โดยที่ไม่เคยขออนุญาตพี่น้องประชาชน เราก็จะได้แต่ สส. ที่วัน ๆ คิดแต่จะรวมมุ้งเพื่อไป ต่อรองผลประโยชน์ หรือต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่เขียนให้ ระบบการได้มาซึ่ง สว. นั้นเป็นระบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เอื้อต่อการฮั้ว เราก็จะได้ นักการเมืองในวุฒิสภาที่เราตอบไม่ได้ว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไหนหรือว่า กลุ่มไหน
ประการที่ ๓ บางท่านอาจจะมีความกังวลใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเขียนออกมาแย่กว่าเดิม พี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ มีแต่นักการเมืองที่ได้ประโยชน์ ผมก็ต้องย้ำครับว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกเขียนออกมาแย่แค่ไหน แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นจะไม่มีทางถูกบังคับใช้ในประเทศไทยได้หากพี่น้องประชาชนไม่เห็นชอบ เพราะ ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะถูกบังคับใช้ได้ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน ผ่านการทำประชามติถึง ๒ ครั้งครับ
ประการสุดท้าย บางท่านอาจจะกังวลว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น อาจจะเสียเวลา ตรงไหน มาตราไหนเป็นปัญหาก็ไปแก้มาตรานั้น แก้เป็นรายมาตราจะดีกว่า หรือไม่ ผมก็ต้องเรียนกลับไปว่าบางปัญหานั้นเชื่อมโยงกับหลายมาตรา ถ้าจะแก้แค่ประเด็นเดียว ก็อาจจะต้องแก้เป็นหลายสิบมาตรา ยกตัวอย่าง เช่นหากสมมุติเรามองว่าประเทศเรา ควรจะมีระบบสภาเดี่ยวที่ไม่มีวุฒิสภา แค่ประเด็นเดียวผมไปนับดู ก็ต้องแก้อย่างน้อย ๘๑ มาตราด้วยกัน ดังนั้นหากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีปัญหา แทบจะทุกห้อง พื้นทรุด หลังคารั่ว ผนังแตก จริงอยู่จะแก้เป็นจุด ๆ ไปก็ทำได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากปัญหาต่าง ๆ ลามไปถึงเสาเข็ม ลามไปถึงจุดที่เชื่อมต่อระหว่างแต่ละห้อง เราอาจจะมอง ว่าความจริงแล้วการออกแบบบ้านหลังใหม่ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมนั้นอาจจะเรียบง่าย รวดเร็วและสร้างความรู้สึกที่ดีกว่า ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทุกคนนั้นหวงแหนและมีส่วนร่วม ในการสร้างมันขึ้นมา ดังนั้นหากเพื่อนสมาชิกเห็นตรงกับผมว่าบ้านเรามีปัญหา เห็นตรงกับ ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาออกแบบบ้านหลังใหม่แล้วเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อนสมาชิกก็สามารถลงมติเห็นชอบรับหลักการทั้ง ๓ ร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างกันพอสมควรระหว่าง ๓ ร่าง ผมคิดว่าวันนี้และวันพรุ่งนี้เราสามารถ แสดงความเห็นได้เต็มที่ถึงมุมมองของแต่ละคน ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละร่าง แต่ผมต้องย้ำครับว่ารายละเอียดทั้งหมดนั้นเป็นรายละเอียดที่เราสามารถไปถกกันต่อได้ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วมาหาข้อสรุปในวาระที่สองในโอกาสถัดไป
อย่างไรก็ตามในฐานะผู้เสนอร่าง ผมก็จำเป็นครับที่ต้องเรียนว่าร่างของพรรค ประชาชนนั้นพยายามจะออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึด ๓ จุดแข็ง ด้วยกันครับ
จุดแข็งที่ ๑ คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้เรายืนยันว่า การมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด แม้เรายืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายนที่ผ่านมา ทั้งในเชิงกระบวนการที่ตอบเกินคำถาม และในเชิงเนื้อหาที่วินิจฉัยในลักษณะที่อาจจะขัดกับหลักการประชาธิปไตยและขัดกับ คำวินิจฉัยก่อน ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนั้นอาจจะทำ ให้การเสนอเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไปต่อได้ค่อนข้างยาก ในวันนี้ สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามทำคือการออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พยายามเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตราบใดที่ไม่ขัดกับ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อคำวินิจฉัยเขียนห้ามไว้ ว่าห้ามไม่ให้ประชาชนนั้นเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทางเราเลยออกแบบกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแบ่งออกเป็น ๒ องค์ประกอบด้วยกันครับ องค์ประกอบที่ ๑ คือคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ในการเขียนข้อความที่จะไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัย ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราก็เลยออกแบบให้ประชาชนนั้นสามารถเลือกผู้ร่าง ทางอ้อมได้ เลือกเข้ามา ๗๐ คน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ใช้ระบบแบบบัญชีรายชื่อ ก่อนที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้คัดเหลือ ๓๕ คน ส่วนองค์ประกอบที่ ๒ คือสภาที่ปรึกษาการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการรับฟังความเห็น รวบรวมความเห็นจากประชาชนและ ไปสะท้อนต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง ในเมื่อสภาที่ปรึกษานี้ไม่ได้มีหน้าที่ในการยกร่าง ไม่ได้เป็นผู้ร่าง และไม่มีอำนาจในการลงมติเกี่ยวกับตัวเนื้อหาโดยตรง เราเลยสามารถ ออกแบบให้ประชาชนนั้นเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางตรงได้โดยกำหนดให้มีทั้งหมด ๑๐๐ คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและมีตัวแทนจังหวัดละอย่างน้อย ๑ คน
จุดแข็งที่ ๒ คือการป้องกันการกินรวบหรือการผูกขาด ในเมื่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกติกาที่เราจะต้องใช้ในการอยู่ร่วมกัน ผมเห็นว่ากติกา ดังกล่าวอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มหากกระบวนการในการ ร่างกติกานั้นถูกผูกขาดไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้คำวินิจฉัยของศาลจะทำให้รัฐสภานั้นต้อง มามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากเราไปดูเนื้อหาของ ร่างพรรคประชาชนเราจะเห็นว่าพอรัฐสภาต้องคัดเลือกกรรมาธิการ ๓๕ คน จาก ๗๐ คน ที่ประชาชนเลือกมา เราไม่ได้ออกแบบให้การคัดเลือกนั้นใช้มติเสียงข้างมากของสมาชิก รัฐสภา เพราะหากเราไปกำหนดกติกาการคัดเลือกให้ใช้มติเสียงข้างมาก นั่นหมายความว่า สักวันหนึ่งหากพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. ๒๐๐ คน และมี สว. ที่คิดคล้ายเขาอีก ๑๖๐ คน รวมกันเป็น ๓๖๐ คน ซึ่งเป็นเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ๓๖๐ คนกลุ่มนั้นจะสามารถ Pack กัน และผูกขาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าใครบ้างที่จะมานั่งอยู่ใน คณะกรรมาธิการยกร่าง ดังนั้นเพื่อป้องกันการผูกขาดเราจึงออกแบบให้การคัดเลือกนั้น ใช้วิธีการเสนอชื่อตามสัดส่วนของกลุ่มทางความคิดต่าง ๆ ในรัฐสภา ถ้าพูดง่าย ๆ คือ พอสมาชิกรัฐสภามี ๗๐๐ คน คณะกรรมาธิการยกร่างมี ๓๕ คน ๗๐๐ หาร ๓๕ เท่ากับ ๒๐ เราก็เลยกำหนดไว้ให้ สส. สว. รวมตัวกัน ๒๐ คน เพื่อมีสิทธิเสนอคัดเลือกกรรมาธิการ ๑ คน พอเป็นแบบนี้ก็จะไม่มีกลุ่มใดที่ผูกขาดการตั้งหรือการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่าง และคณะกรรมาธิการยกร่างก็จะมีตัวแทนที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางความคิดที่มีอยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้และมีอยู่ในสังคม
ส่วนจุดแข็งสุดท้าย ข้อที่ ๓ คือเราพยายามจะกำหนดกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน ผมเข้าใจดีว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะเขียนอย่างไร มันเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ยกร่าง และ สสร. ต้องไปถกกันในอนาคต แต่ผมก็เข้าใจพี่น้องประชาชนหลายคนที่เขารู้สึก ว่าเขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าเขาควรจะเห็นด้วยกับการริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ หากเขาไม่เห็นภาพว่าฉบับใหม่นั้นจะหน้าตาดีกว่าฉบับปัจจุบันอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ พวกเราพรรคประชาชนเลยเพิ่มเข้าไปในตัวร่างอยู่ในมาตรา ๒๕๖/๒๖ คือกรอบเนื้อหา ทั้งหมด ๙ ข้อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นควรจะยึดหลักการพื้นฐานอะไร และกำหนดทิศทาง เนื้อหาไปในทางไหน ๒ ข้อแรกเป็นการระบุชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องไม่เป็น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว แล้วจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบ การปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็หวังว่า จะคลายความกังวลของเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้หลายคน ส่วน ๗ ข้อหลังเป็น การพูดถึงประเด็นที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วเราคิดว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นควรจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน การออกแบบสถาบันทางการเมืองให้มีความยึดโยงกับประชาชน การยกระดับกลไกในการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน รวมไปถึงการรองรับระบบราชการและนโยบาย ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้คือสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ผมและ เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนได้เสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ผมทิ้งท้ายว่าอะไรก็ตามที่เป็น รายละเอียดที่อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันผมจะติดตามรับฟังคำอภิปรายของทุกท่าน และเพื่อนสมาชิกของผมจากพรรคประชาชนจะใช้เวทีในการชี้แจงทุกข้อที่เราสามารถ ตอบได้ทันที แล้วจะนำเอาความเห็นอื่น ๆ เข้าไปดำเนินการต่อในการแลกเปลี่ยนในชั้น คณะกรรมาธิการ แต่ทิ้งท้ายแบบนี้ครับ หลักการสำคัญที่เราต้องตัดสินใจร่วมกันในวันนี้คือ เราต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผมย้ำนะครับว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญก็เปรียบเสมือนกับอากาศครับ เป็นอะไรที่ อาจจะล่องหน อาจจะดูจับต้องได้ยากแต่ส่งผลกระทบต่อเราในทุกวินาที ถ้ารัฐธรรมนูญและ อากาศดีบริสุทธิ์ แน่นอนไม่ใช่ว่าการค้าขายจะดีขึ้นทันทีครับ ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันที แต่ถ้ารัฐธรรมนูญและอากาศเป็นพิษมันจะกระทบแน่นอนต่อสุขภาพของพวกเราในการ ทำมาหากินและศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับโลก ทั้งหมดนี้ก็เป็นการนำเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน