เทวฤทธิ์ มณีฉาย อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชี้แนะให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเน้นบทบาทของรัฐสภาในการริเริ่มกระบวนการดังกล่าว พร้อมเสนอให้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการเลือก สสร. ผ่านประชามติควบคู่การเลือกตั้ง และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุปสรรคด้านกฎหมายและขั้นตอนการลงคะแนนเสียง เพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สามารถดำเนินไปได้อย่างทันเวลาและมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของทั้ง ๓ ร่าง ท่านประธานครับ เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางมาราธอนเลยทีเดียว ยาวนานเลยทีเดียว ตั้งแต่ที่เรามีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ๒๖ ฉบับ ผ่านเพียงแค่ ๑ ฉบับ และในจำนวนนั้นใน ๒๕ ฉบับ ที่ไม่ผ่าน ๑๑ ฉบับผ่านเสียงข้างมากของรัฐสภา แต่ไปติดล็อกที่เสียง สว. ๑ ใน ๓ มาโดย ตลอด จนมีประเด็นที่เรียกว่าถูกนิยาม ถูกขานนามว่า สว. ชุดที่แล้ว ต้องย้ำว่าชุดที่แล้วครับ ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยเนื้อนาบุญหรือแหล่งที่มาของ สว. ชุดนี้ ผมเชื่อมั่น เหลือเกินว่าเราจะเป็นกุญแจสำคัญและเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความพยายาม ผมต้องเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ไม่ใช่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่มีความพยายามที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่เรามีรัฐธรรมนูญมาจาก การรัฐประหารตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วครับ แต่แน่นอนว่าทั้ง ๓ ร่าง เนื้อหาในส่วนของหลักการ ผมคิดว่าไม่ได้ขัดกัน เพราะว่าไม่ได้ไปล็อกในส่วนของสิ่งที่มีประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่อง ของ สสร. ว่าจะมีที่มาที่ไปอย่างไร แน่นอนว่าเราอาจจะกังวลกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้แถมมากับเรื่องของคำวินิจฉัยล่าสุดว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ทั้ง ๓ ร่างก็พยายามที่จะหาทางอ้อมว่าจะทำอย่างไรให้สามารถที่จะไม่ผิดไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเราพยายามน้อยไปหรือเปล่า ผมต้อง เรียนอย่างนี้ว่าความเห็นแถมของรัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่ความเห็นแถม ยังไม่ใช้คำถาม ที่สภาส่งไปด้วยซ้ำไปนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าไปดูทั้งหมดเราก็จะเห็นได้ชัดว่าในส่วนของ คำวินิจฉัยกลางก็ระบุไว้ว่า ถ้าไปดูเปรียบเทียบทั้งย่อหน้าว่าทำไมถึงไม่อาจให้สามารถที่จะเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ถ้าหาก ไปดูมันสอดคล้องกับเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติ ว่าให้เปิดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องร่าง เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด ๑๕/๑ นะครับ
ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็เลยระบุว่ารัฐสภามีอำนาจในการริเริ่มหรือแสดง ความต้องการได้ ผมยังคิดว่าในส่วนนี้มันแสดงให้เห็นว่ารัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ดี หรือแม้กระทั่งให้อำนาจเอาคืนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมไปให้กับประชาชน ในการเลือก สสร. ก็ดี รัฐสภาทำได้เป็นเพียงแค่ผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ ดังนั้นรัฐสภา ไม่ได้สามารถที่จะดำเนินการกระทำโดยฝ่ายเดียว ผมยังคิดว่าเรายังเป็นผู้ริเริ่มหรือแสดง ความต้องการในการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ โดยมิได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ทีนี้ถ้าไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ล่าสุดทั้ง ๗ คน ที่มีคำวินิจฉัยมาล่าสุดมีเพียงแค่ ๒ คนที่พูดชัดเจนว่า สสร. ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่าง ได้โดยตรงได้ มีอีก ๑ ท่านเห็นพ้องกับทั้ง ๒ คน ที่เหลืออีก ๔ ท่านไม่มีความเห็นใดในเรื่องนี้ ดังนั้นผมยังคิดว่ารัฐธรรมนูญแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องสิ่งที่อยู่ในลายลักษณ์อักษรสำคัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ดุลอำนาจ การคัดง้างของอำนาจก็สำคัญ ไม่แพ้กันครับ ดังนั้นผมยังหวังว่าเมื่อเรารับร่างในหลักการที่ไม่ได้ปิดล็อกตรงส่วนนี้ว่าเรื่อง ของ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เราไม่ได้ล็อกตรงนี้ในเชิงหลักการ กรรมาธิการจะ พิจารณาเปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะเป็นผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม อย่างที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ทั้ง ๒ คำวินิจฉัยว่าเขาจะได้เลือกตั้ง สสร. โดยตรง ได้หรือไม่ ผมคิดว่าเราควรจะพยายามมากกว่านี้อีกสักนิดหนึ่งครับ ถึงกระนั้นขออนุญาต ฝากไปเลยแล้วกันครับ ถ้าหากว่ารัฐสภาหรือกรรมาธิการอาจจะไม่มั่นใจเพียงพอ มีคำถาม ที่ประชาชนล่ารายชื่อมาในปี ๒๕๖๖ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ เป็นคำถามที่ส่งไปยัง คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเปิดคำถามประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ คำถามนี้ยังค้างอยู่ที่ ครม. เป็นไปได้ไหมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเกิดขึ้นนี้ในการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือน มีนาคมถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ก็ถามประชาชนไปเลยว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมประสงค์ที่อยากจะเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง เข้าไปเป็นคำถามที่ ๓ ให้รู้กันไปเลยว่าในฐานะที่ผู้ประสงค์เป็นผู้ที่ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญดั้งเดิมว่าเขาต้องการเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่ ท่านประธานครับ ณ นาทีนี้ ผมได้ไปค้นในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษายังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ประชามติฉบับแก้ไข ที่เราปลดล็อก ไม่ว่าจะเป็น Double Majority ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งก็ดี หรือเรื่องอื่น ๆ ก็ดี ผมต้องเรียนถามผู้ที่เสนอร่างว่าถ้าหากเราจะต้องจัดทำ ประชามติภายใต้เงื่อนไขนี้มีประเด็นมีข้อกังวลอะไรบ้างที่ควรจะต้องพิจารณา แน่นอน Double Majority แล้วหรือว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น อาจจะไม่มีปัญหาเพราะว่าเราใช้การ จัดทำประชามติในวันที่มีการเลือกตั้ง แต่ถามว่าเราจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายใต้ พ.ร.บ. ประชามติฉบับเดิมได้หรือไม่ ผมต้องเรียนว่าแม้ว่า พ.ร.บ. ประชามติไม่ได้ ระบุไว้แต่ก็ไม่ได้ห้าม ผมต้องบอกอย่างนี้ว่าต้องยืนยันว่าเราสามารถจัดพร้อมกันได้ แต่ปัญหาคือความยืดหยุ่นของวันเวลาในการที่จะต้องมีมติ ครม. ในการจัดทำประชามติ เดิมทีเดียวที่มีการแก้ไขคือยืดหยุ่นขึ้นคือ ๖๐-๑๕๐ วัน ตอนนี้ก็คือกลับไปใช้ของเดิม ก็คือ ๙๐-๑๒๐ วัน นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่ารัฐสภาถ้าหากว่าจะทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในการแก้ไขเพิ่มเติมตัวนี้ตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ต้องมีมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ก่อนสิ้นปีนี้ไม่อย่างนั้นไม่ทัน ๙๐ วันแน่ ๆ อีกประการสำคัญก็คือเรื่องของการออกเสียงทาง ไปรษณีย์ ผมแน่ใจว่าทาง กกต. เองมีระเบียบในเรื่องของการจัดออกเสียงทางไปรษณีย์ พร้อมเพียงพอหรือไม่ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ มีผู้ที่ลงทะเบียน ออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตถึง ๒ ล้านกว่าคน ถ้าหากว่าเราจัดทำประชามติพร้อมกับ การเลือกตั้งคนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ไปใช้สิทธิก็ได้ ดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าหากว่าจะมีการจัดทำ ประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง การอำนวยสะดวกโดยเฉพาะการออกเสียงทางไปรษณีย์ โดยใช้การออกเสียงล่วงหน้านอกเขต ให้ประชาชนสามารถที่จะมีสิทธิในการออกเสียงตรงนี้ได้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ และ กกต. หรือรัฐบาลเองก็คงจะต้องมีความชัดเจนในส่วน ตรงนี้ ก็อยากจะฝากไว้เป็นประเด็น ขอบคุณท่านประธานครับ