ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่จากประชาชนโดยตรง และเน้นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลขึ้นอยู่กับกติกาที่ดีจากการมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๕๖ หลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย พี่น้องประชาชน สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านคะ หลายครั้งที่เราพูดถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยเราจะได้ยินคำว่าประชาธิปไตยกินได้ โดยเฉพาะจากการหาเสียงของพรรคไทยรักไทยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพูดถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามว่าแล้วรัฐธรรมนูญกินได้ไหม เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายแต่ตอบยากค่ะ บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของ นักกฎหมาย เป็นเรื่องของนักการเมือง เป็นเรื่องของการปกครอง จะเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน จะเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเราอย่างไร แต่วันนี้ดิฉันขอยืนยันต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ และต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องที่สุดกับปากท้องและคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญคือ Blueprint คือพิมพ์เขียวที่กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย ที่สำคัญกำหนดชีวิตความเป็นอยู่สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และโอกาสของพวกเราทุกคน ท่านประธานคะ ดิฉันจะโยงให้เห็นภาพใหญ่ว่าความเข้มแข็ง และเสถียรภาพของรัฐบาลคือสะพานที่เชื่อมกติกาของประเทศซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญกับเงิน ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนไว้ด้วยกัน ด้วยกลไกที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา เมื่อกติกาดีเรา ก็ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจากการเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพรัฐบาลก็สามารถวาง นโยบายเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อนโยบายต่อเนื่องความเชื่อมั่น ก็เกิดขึ้น ทั้งต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ การจ้างงาน การสร้างธุรกิจใหม่ ๆ เศรษฐกิจก็เติบโต พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เรามาดูกันต่อ ว่าเรื่องบังเอิญหรือมันคือผลลัพธ์ของกติกาที่ดี เมื่อเราเชื่อว่าตัวเลขไม่เคยโกหก เศรษฐกิจ ไทยโตแค่ไหน เปรียบเทียบ GDP growth เฉลี่ยของรัฐบาลจากการเลือกตั้งใน ๓ ยุค รัฐธรรมนูญ ดิฉันจะพาไปค่ะ เรามาดูตัวเลขเชิงประจักษ์ดังนี้นะคะ ยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลังการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ เราได้รัฐบาลที่เข้มแข็งที่สุดทำให้จีดีพีทะยานขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ จนมาลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบภัยพิบัติสึนามิ ในปี ๒๕๔๗ และปี ๒๕๔๘ เศรษฐกิจโตเฉลี่ย ๕.๕๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี นี่คือยุคทองที่พี่น้องรากหญ้า ได้ลืมตาอ้าปาก มีศักดิ์ศรีในการได้รับการบริการทั้งการศึกษาและสาธารณสุขจากภาครัฐ แต่พอมายุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรากลับได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย มี ความขัดแย้งทางการเมืองสูง เศรษฐกิจผันผวนโตเฉลี่ยเพียง ๓.๔๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านเศรษฐกิจเติบโตแซงเรา ในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางวิกฤติการเมืองที่ทุกคน ทราบดี ล่าสุดยุครัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นอย่างไรล่ะคะ รัฐบาลผสมเปราะบางต้องรับมือ กับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคม แม้กระทั่งเรื่อง Post COVID-19 ภาคการท่องเที่ยว หยุดชะงัก สงครามการค้าของโลก รวมทั้งที่สำคัญบทบาทการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เศรษฐกิจโตเฉลี่ยติดลบ ๐.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะบริหารจนขึ้นมาเป็นบวก ตั้งแต่ปีแรกก็ตาม ท่านประธานคะ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บังเอิญมันบอกเราอย่างชัดเจนว่า เสถียรภาพของรัฐบาลคือหัวใจของเศรษฐกิจปากท้อง และรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องออกแบบ ให้ภาคการเมืองให้ตัวแทนภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง แล้วทำไมผลลัพธ์ต่างกันขนาดนี้ ทำไมรัฐธรรมนูญเมื่อแก้ไขปรับปรุงมาแล้วกลับไม่ส่งผลดี เราต้องย้อนกลับไปที่ต้นตอหรือ ต้นเหตุของปัญหา คือใครคะ คนเขียนกติกา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผู้ร่างส่วนใหญ่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อำนาจจึงมาจากประชาชน เจตนารมณ์เพื่อสร้าง รัฐบาลที่แข็งแรง พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมารับใช้ประชาชน เราจึงได้ยินคำว่า พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันการเมืองบ่อยมากในช่วงเวลานั้น แต่พอถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ ผู้ร่างมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารที่มาไม่ได้ยึดโยงกับ ประชาชน จึงต้องทำประชามติเพื่อสร้างความชอบธรรม การทำประชามติในปี ๒๕๕๐ กับ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในบริบทที่มีการใช้อำนาจรัฐ นำสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่สอดคล้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงต้องตั้งคำถามว่าเป็นความชอบธรรม ที่ปลายทางใช่หรือไม่ ต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างตั้งแต่ ต้นทาง นี่คือปรัชญาที่เปลี่ยนไปจากอำนาจของประชาชนกลายเป็นอำนาจของผู้มีอำนาจ ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านและพี่น้องประชาชน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน อย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มันคือ Blueprint ของคุณภาพชีวิตพี่น้อง ประชาชนที่สถาปนิกออกแบบโครงสร้างบ้านของเรา กำหนดว่าบ้านหลังนี้จะแข็งแรงพอรับ พายุเศรษฐกิจและแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่ ที่สำคัญเกี่ยวโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของ พี่น้องประชาชนและอนาคตประเทศไทยของลูกหลานของพวกเราทุกคน ถึงเวลาแล้วที่ ควรจะได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ดิฉันอภิปรายวันนี้ก็คงได้สะท้อนตัวเลขบางตัวเลขไปถึงกับพี่น้องประชาชน เมื่อพิจารณา จาก ๓ ร่างแล้วจะเห็นได้ว่าทุกร่างตอนนี้ก็คือพยายามจะเลี่ยงให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เรียกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น สสร. หรือคณะกรรมาธิการยกร่างก็ตาม เพราะเกรงว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อพิจารณาความยึดโยงกับ ประชาชนแล้วดิฉันยังเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เนื่องจาก สสร. ที่มามีทั้งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยอ้อมและจากองค์กรหน่วยงาน ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจที่จะยึดโยงรัฐธรรมนูญกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศค่ะ ขอบคุณค่ะ