กัลยพัชร ชี้รัฐธรรมนูญฯ ลดสิทธิสุขภาพ ถกทบทวน-คืนการเข้าถึงบริการเท่าเทียม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

กัลยพัชร รจิตโรจน์ อภิปรายถึงความจำเป็นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยกประเด็นสาธารณสุขเป็นตัวอย่างสำคัญ ชี้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ลดทอนการรับรองสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมเมื่อเทียบกับฉบับปี 2540 ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านงบประมาณ คุณภาพบริการ และการเข้าถึงบริการระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงการตัดคำว่า "ทันต่อเหตุการณ์" ออกจากมาตราเกี่ยวกับการควบคุมโรค ทำให้การจัดการวิกฤติสุขภาพเช่นโควิด-19 เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ยังวิพากษ์การถดถอยของหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในระบบสุขภาพ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนรัฐธรรมนูญเพื่อคืนบทบาทให้รัฐรับผิดชอบต่อการดูแลสุขภาพอย่างทันท่วงทีและครอบคลุม ทั้งในมิติของผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องได้รับบริการดูแลระยะยาวอย่างมีศักดิ์ศรี

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในการอภิปราย ครั้งนี้ดิฉันจะกล่าวเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยจะขอยกตัวอย่างที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ในประเด็นของการสาธารณสุข เท่านั้นค่ะ จากจุดยืนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีส่วนร่วมกับการพิจารณาศึกษา หาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบสาธารณสุขในช่วงการทำงานรัฐสภาตลอดเวลา ที่ผ่านมา โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๔๐ เพื่อให้เห็นได้ ชัดขึ้น ดิฉันพบจุดอ่อน ๔ ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ลดทอนความสำคัญของสิทธิ ที่จะได้รับบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ รับรองสิทธิ ในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างเสมอกัน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๔๗ กลับถูกตัดออก เหลือเพียงข้อความว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข ของรัฐ ผลจากการตัดออกนี้ทำให้สังคมไม่ต้องกระตือรือร้นที่จะจัดบริการสาธารณสุขให้มี ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำในการจัดบริการสาธารณสุข มากกว่านั้นคือการยอมรับ ความไม่เท่าเทียมและไม่จำเป็นต้องลงมือแก้ปัญหาตามรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำ ในการรับบริการสาธารณสุขเกิดขึ้นในหลายมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณชดเชย การจัดบริการในระบบสุขภาพ สุขภาพ ๓ กองทุนที่มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างชัดเจนในคุณภาพ การบริการ แล้วก็ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เขตเทศบาล นอกเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำ ระหว่างเขตเมืองและเขตภูมิภาค เป็นต้น ความเหลื่อมล้ำในบริการสาธารณสุขปรากฏถ่างกว้าง มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะเป็นเพราะผลจากการตัดคำว่าเสมอกันออกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ตัดความสำคัญของความทันต่อ เหตุการณ์ในการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาตรา ๕๒ วรรคสาม รับรองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการป้องกันและขจัดโรคอันตรายโดยไม่คิด มูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ตัดคำว่าทันต่อเหตุการณ์ ออก เสียอย่างนั้นค่ะ ผลกระทบคือรัฐไม่ต้องควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงอย่างกระตือรือร้น ไม่ต้องลงทุนในระบบการเฝ้าระวังป้องกันโรคให้ได้มาตรฐาน ไม่ต้องพัฒนางานวิจัย และกำลังคนด้านการป้องกัน เฝ้าระวัง และควบคุมโรค เราได้เห็นผลจากความประมาท ครั้งนี้ชัดเจนจากวิกฤติโควิด ๒๐๑๙ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ

ประเด็นสำคัญมาก ๆ คือประเด็นที่ ๓ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ลดทอน การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณสุขด้วยตนเอง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาตรา ๕๒ วรรคสอง กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน มีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้ รวมทั้งมาตรา ๗๘ กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ ท้องถิ่นพึ่งและตัดสินใจพึ่งตนเองค่ะ แต่ข้อความนี้หายไปทั้งหมดเลยในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ส่งสัญญาณชัดเจนให้รัฐไม่ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้การถ่ายโอน รพ.สต. สู่ท้องถิ่นประสบอุปสรรคนานัปการอย่างที่ดิฉันได้เคยอภิปรายไป จนแม้ปัจจุบัน เวลาผ่านมาจากปี ๒๕๔๐ ถึง ๒๘ ปีแล้วประเทศไทยก็ยังถ่ายโอน รพ.สต. ไปได้เพียง ๕๓.๘๔ เปอร์เซ็นต์หรือครึ่งประเทศเท่านั้นค่ะ ส่วนท้องถิ่นที่ได้รับกิจการสาธารณสุขไป บริหารเองแล้วนั้นก็ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน แถมยังมีระเบียบมากมาย ที่ทำให้ทำงานได้ไม่คล่องตัว ส่งผลให้การบริการใกล้บ้านหรือปฐมภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ ไม่เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ นอกจากนี้การตัดคำว่า ต้องส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมด้วย เท่าที่จะกระทำได้ ยังลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาระบบ สาธารณสุขอีกด้วย ส่งผลให้ Board ของระบบสุขภาพต่าง ๆ มีสัดส่วนของคนที่ไม่ใช่วิชาชีพ สุขภาพน้อยมากหรือไม่มีเลย ขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ประชาชนหรือแม้แต่ผู้ป่วย ที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง เมื่อ Board ของระบบสุขภาพเป็นแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งอาจจะคำนึงถึงความเป็นเลิศด้านการรักษา ไม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในการ สร้างเสริม ป้องกัน ไม่สนใจที่จะเสริมพลังอำนาจของประชาชนและท้องถิ่น การที่รัฐธรรมนูญ ตัดข้อความ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเอกชน ก็เท่ากับลดทอนพลังอำนาจของประชาชน ในการดูแลสุขภาพของตนเองไปด้วย

และประเด็นที่ ๔ ยกตัวอย่างเป็นประเด็นสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง คือนิยาม สาธารณสุขของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ยังไปไม่ถึงการใช้ชีวิตอยู่กับโรค ในกรณีที่เป็น โรคเรื้อรังติดเตียงหรือระยะสุดท้าย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๕ วรรคสองระบุว่า บริการสาธารณสุขครอบคลุมเพียงการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ไม่แปลกที่ค่านิยมของความอยู่ดีมีสุขของคนไทย จะหมายถึงความไม่มีโรค ปลอดโรค หรือหายจากโรคเท่านั้น แต่ตอนนี้เราอยู่ในสังคมสูงวัย เต็มรูปแบบค่ะ ยากที่เราจะอยู่อย่างปลอดจากโรค แต่เป็นไปได้ที่เราจะอยู่กับโรคโดยมี คุณภาพชีวิตที่ดี เป็นไปได้ที่เราจะมีคุณภาพชีวิตที่แม้จะแก่ชรา เจ็บป่วยเรื้อรัง ป่วยระยะยาว หรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ซึ่งนิยามบริการสาธารณสุขนี้ยังไม่ครอบคลุมไปถึง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แนวคิดการสร้างสังคมที่รองรับการดูแลผู้สูงอายุการดูแลระยะยาว การดูแลประคับประคองเกิดขึ้นได้ยากยิ่งหากสิ่งนี้ไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็ขอสรุปว่า เราไม่ควรจะไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ประเด็นทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงประเด็นด้านสุขภาพและการสาธารณสุขที่ยังมีช่องโหว่อย่างชัดเจน ไม่สนับสนุน ความเท่าเทียม ความทันต่อเหตุการณ์ การกระจายอำนาจไม่ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วย ระยะยาว ระยะท้ายของชีวิตเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัญหาทั้งหมดนี้แก้ไขได้โดยการ มีรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนจะทำให้รัฐเห็นถึงปัญหาที่ครอบคลุมมากขึ้น และ ตอบโจทย์ของประชาชนมากขึ้นในการให้บริการสาธารณสุขโดยเฉพาะการบริการจาก ภาครัฐ ดิฉันจึงสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเห็นชอบ กับ Model สสร. ทั้ง ๓ ร่างจาก ๓ พรรค เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุดต่อสุขภาพประชาชน ชาวไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ