รัชนีกร ทองทิพย์ หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยแสดงความกังวลต่อความจำเป็นในการใช้งบประมาณสูงและเสี่ยงต่อความขัดแย้ง พร้อมเสนอให้เน้นการตรวจสอบรัฐบาลและสนับสนุนเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากกว่าการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมคัดค้านการตั้ง สสร. เหตุเป็นภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น และชี้ว่าควรแก้ไขทีละมาตราผ่านกระบวนการเดิมเพื่อรักษาเสถียรภาพขององค์กรอิสระและสถาบันที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดพังงา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ นั้นก็จะเป็นการแก้ไขในหมวด ๑๕ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ใน (๘) รัฐธรรมนูญกำหนดให้จะต้องมีการทำประชามติ ถามความคิดเห็นจากประชาชน ต้องใช้งบประมาณชาติเพิ่มเติมอีก ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติหรือการตั้ง สสร. บางร่าง ต้องใช้เวลาถึง ๙ เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเสียเงินประจำตำแหน่ง แล้วก็ ผลตอบแทนอย่างอื่นให้กับ สสร. อีก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. ด้วย ดิฉันเชื่อว่า รัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่ต่างจากที่เรามีอยู่สักเท่าไร เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ผ่าน การแก้ไขปัญหามาจากฉบับก่อน ๆ เช่นกัน คำถามคือทำไมเราต้องเสียงบประมาณชาติในการ จัดทำอีกหลายพันล้านบาท ถ้าเป็นเงินของท่าน เป็นเงินของบิดามารดาของท่าน ดิฉันเชื่อว่า ท่านจะไม่ทำเช่นนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สามารถแก้ไขได้ ผู้ร่างเขาก็แค่ล็อกในส่วนที่สำคัญ ไว้ใน (๘) ที่ต้องทำประชามติ ๕ ข้อ ก็คือข้อ ๑ การแก้ไข หมวด ๑ บททั่วไป รูปแบบรัฐ ระบอบปกครองอำนาจอธิปไตย ๒. ก็คือเรื่องของการแก้ไขหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ๓. ก็คือการแก้ไขหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือว่าวิธีการขั้นตอนการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั่นเอง ๔. ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติหรือว่าลักษณะต้องห้ามของ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ๕. ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่แล้วก็การปฏิบัติตามหน้าที่ของศาลหรือว่าองค์กรอิสระ ถ้าการแก้ไขของ สสร. ที่ตั้งขึ้นทำการแก้ไขที่ไปแก้ไขในหมวด ๒ ของพระมหากษัตริย์หรือว่า อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระก็จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ประท้วง คัดค้าน ความไม่สงบก็เกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกแน่นอนเหมือนที่เราเคยอยู่บนความขัดแย้งร่วมกัน มากว่า ๒๐ ปีแล้วนะคะ จริง ๆ แล้วประชาชนเบื่อมากกับเรื่องการเมืองเก่า ๆ ที่ไม่เคยคิด ที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเลย การดำเนินการส่วนใหญ่ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง ประเทศชาติเราย่ำอยู่กับที่ประชาชนก็เลยหันหา คนรุ่นใหม่ แต่สุดท้าย ท้ายสุดก็เข้ามาเพื่อมุ่งแก้รัฐธรรมนูญและมาตรา ๑๑๒ ใช่ไหมคะ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนอีกเช่นเคย สส. สว. เองไม่ได้มีหน้าที่ด้าน นิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว เรามีหน้าที่บทบาทภารกิจหลักที่สำคัญก็คือ ๑. หน้าที่ด้าน นิติบัญญัติ ๒. หน้าที่ในการให้ความเห็นชอบในเรื่องต่าง ๆ ๓. ก็คือเรื่องของอำนาจหน้าที่ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐-๑๕๕ การที่ท่าน ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ท่าน สส. อาจจะขาดไป ก็คือการติดตามเป้าหมายภารกิจ ตุลาคมเดือนนี้เป็นเดือนที่เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ท่านทราบแล้วหรือยังว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายในการผลิตผลไม้สด ข้าว ยางพารา ไก่สด มันสำปะหลัง กุ้งสด กี่ตัน กี่ล้านตัน เป้าหมายเหมาะสมหรือเปล่า สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะพี่น้องแรงงานของเราอยู่ในภาคเกษตรถึง ๓๑ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ พบก็คือพี่น้องจนลงทุกปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน เพื่อให้บรรลุเรื่องของเป้าหมายการผลิต แล้วก็กระทรวงอื่น ๆ ก็ต้องมีเป้าหมายดัชนีชี้วัด เช่นกัน ถ้านักการเมืองยังไม่ได้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ มุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญอันนี้ก็คงเป็น เวรกรรมของประเทศไทยแล้วค่ะ
จากหลักการและเหตุผลของท่าน ดิฉันขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ประชาชนว่าขอให้พิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญนี้ให้ดี เพราะไม่ได้แก้ไขเพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน แต่แก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเท่านั้น ที่สำคัญคือท่านกำลังใช้เงิน ภาษีของประชาชนอีกหลายพันล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจ แบบแสนสาหัส ควรหรือเปล่าคะที่จะทำหรือว่าควรนำเงินส่วนนี้มาช่วยเหลือประชาชน ดีกว่าไหม โดยหลักการและเหตุผลของท่านก็คือต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะท่านอ้างว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญจัดทำในระหว่างการยึดอำนาจด้วยอคติแบบนี้เราต้องไปเสียเงินอีก หลายพันล้านบาทเพื่อให้สามารถตีตรา ประทับตราได้ว่าเป็นฉบับที่มาจากประชาชนหรือคะ ดิฉันถามหน่อย ในวันที่พี่น้องประชาชนฝ่าย นปช. กับ กปปส. ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ประชาชนล้มตาย แผ่นดินลุกเป็นไฟ เศรษฐกิจพัง ท่านไปอยู่ที่ไหน ทหารเขาเข้ามาแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง แก้ไขปัญหาบางส่วนของประเทศที่หมักหมมมายาวนาน ต้องใช้เวลา ในการแก้ปัญหาโดยการเขียนบทเฉพาะกาลไว้อย่างแยบยล ซึ่งทหารเขาก็แก้ปัญหาไปได้ ในระดับหนึ่งนะคะ สิ่งนี้ทำให้ประชาชนชาวไทยรู้ว่าในเวลาที่ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ บ้านเมืองเจริญรุดหน้าขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางด้านการเงินการคลัง เงินสำรองระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน ความสามัคคีของคนในชาติ การผ่านวิกฤติ ต่าง ๆ อย่างเช่นสถานการณ์โควิด-๑๙ หรือเรื่องความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก พอนักการเมืองอาชีพกลับมาเท่านั้นละค่ะบ้านเมืองก็ต้องวุ่นวายอีกครั้ง มีบางท่านกล่าวว่า ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่เสรี ไม่เป็นธรรม ท่านดูถูกประชาชนมากเลย ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านทราบไหมว่าประชาชนเห็นชอบถึง ๑๖.๘ ล้านเสียง ท่านว่า จำนวน ๑๖.๘ ล้านเสียงเขาไม่มีความคิดกันเลยหรือคะ ดิฉันก็เป็นหนึ่งใน ๑๖.๘ ล้านเสียง ในวันนั้น สิ่งที่ท่านต้องการหลัก ๆ เท่าที่ดิฉันคาดการณ์ได้ก็คือการแก้ไขที่มาของ สว. และการตัดองค์กรอิสระออก เพราะท่านเชื่อว่าองค์กรอิสระมีอำนาจมาก ตัดสินพวกท่านมา หลายคดี โยนบาปให้กับ สสร. เป็นผู้ดำเนินการ อันนี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน อีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นว่า สส. กับ สว. ไม่ควรมีที่มาจากรากฐานเดียวกัน เหมือนสภา ผัวเมียเหมือนที่ผ่านมาเพราะไม่เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล ในส่วนของการเลือกองค์กรอิสระ ของ สว. นั้น ท่านพูดโจมตี สว. เพียงเพื่อต้องการด้อยค่า สว. ว่าในการสรรหาผู้ดำรงองค์กร อิสระนั้น ในด่านแรกคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้นำฝ่าย ค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการจากองค์กรอิสระ คัดเลือกบุคคลมา สว. เรามีหน้าที่เพียงทำเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าวเท่านั้น แล้วก็รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน อันจำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้น พิจารณาเลือกคนที่ดีที่สุดตามหลักเสียงข้างมาก ถ้าด่านแรก ไม่เลือกมา สว. ก็พิจารณาไม่ได้ค่ะ ถ้าท่านไม่เชื่อถือประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรของท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเลยหรือคะ พูดด้อยค่า เสียว่าจนทำให้องค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือไปเลย ตราบใดที่นักการเมืองยังขาดจิตสำนึก ทางการเมือง องค์กรอิสระยังมีความจำเป็นอย่างมากค่ะ เพราะที่องค์กรอิสระตัดสินมา ทุกคดีมีเหตุผลสมควรเหมาะสมแล้ว ถ้าท่านไม่ทำผิด ถ้าท่านทำตามกฎ ทำตามหลักเกณฑ์ ท่านจะกลัวอะไร การตั้ง สสร. ดิฉันคิดว่าไม่จำเป็นเพราะเป็นการสิ้นเหลืองงบประมาณ การแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องถามผู้ใช้รัฐธรรมนูญก็คือ สส. สว. ว่ารัฐธรรมนูญถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ ท่านใช้รัฐธรรมนูญมา ๗-๘ ปี ยังไม่รู้อีกหรือคะว่าข้อไหนควรแก้ ข้อไหนไม่ควรแก้ อย่าโยนบาป อย่าผลักภาระให้กับ สสร. ท่านอ้างว่าไม่มีเวลาคิดว่าจะแก้ข้อไหนเพราะ ท่านต้องแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ก็อยากถามท่านว่า ๗-๘ ปีที่ผ่านมาท่านไม่ได้คิด อีกหรือคะว่าแก้ข้อไหนบ้างในเมื่อท่านอยากแก้เอง จากที่ดิฉันอภิปรายมาทั้งหมดจะเห็นได้ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องไปตั้ง สสร. หรือทำประชามติให้สิ้นเปลือง งบประมาณชาติแต่อย่างใด สามารถแก้ไขได้ด้วยเหตุผลความจำเป็นรายมาตรา เพราะเป็น การสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติโดยไม่จำเป็น ท่านประธานคะ ประเทศเราไม่ได้รวยนะคะ ประชาชนยากลำบาก ขณะที่นักการเมืองบางคนรวยขึ้น ๆ ถึงวันนี้ดิฉันรู้แล้วค่ะว่าทำไม ประเทศไทยถึงไม่เจริญสักที ขอบพระคุณค่ะ