พนิดา มงคลสวัสดิ์ อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างใหม่ โดยวิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้อำนาจไม่มาจากประชาชน ขาดความโปร่งใสและส่งผลต่อเสถียรภาพการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระขององค์กรอิสระและกระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เน้นย้ำความจำเป็นในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีส่วนร่วมจากประชาชนเพื่อสร้างความชอบธรรมและถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง
เรียนประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ท้ายบ้าน บางเมือง บางปรง บางด้วน พรรคประชาชน วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วย กลไกการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เสนอโดยคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ เพราะ ดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญคือสัญญาประชาคมที่เกิดขึ้นระหว่าง ประชาชนกับอำนาจรัฐ และหากสัญญานี้ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงของประชาชนก็ไม่อาจเรียก ได้ว่าประเทศนี้ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหลักการพื้นฐานง่าย ๆ ที่สำคัญที่สุดที่เราต้องร่วมกันปกป้องก็คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กว่า ๘ ปีที่ผ่าน มาที่เราอยู่ร่วมกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผลพวงจากคณะรัฐประหารที่ออกแบบมาให้อำนาจ รัฐลอยตัวอยู่เหนือประชาชน เราทุกคนต่างเห็นตรงกันแล้วค่ะว่ามันไม่ได้สร้างเสถียรภาพ ทางการเมืองแต่กลับทำให้การเมืองขาดประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใสไม่สร้างความเชื่อมั่น ในระบบตรวจสอบทำให้กลไกรัฐขาดความรับผิดชอบและไม่ตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชน เกิดการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลตามแรงจูงใจทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศ เพราะปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงฉบับนี้ก็คือ ระบบตรวจสอบถ่วงดุลหลักอย่างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระนั้นถูกออกแบบมาให้ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โครงสร้างอำนาจถูกออกแบบให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถกำหนดชะตากรรม ของอำนาจที่มาจากประชาชน และที่สำคัญสามารถกำหนดชะตากรรมของประชาชนคน ทั้งประเทศได้ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างให้ทุกท่านเห็นภาพชัด ๆ ง่าย ๆ ในระยะเวลาเพียง ๒ ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง ๓ คน ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีใครในระบบการเมืองนี้ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบว่าการที่ รัฐบาลอยู่ได้ไม่นานขาดเสถียรภาพมันส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร นโยบายต่าง ๆ ที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ก็ขาดความต่อเนื่อง ฝ่ายราชการก็เกิดความสับสน ในแนวทางการปฏิบัติ เกิดความติดขัดล่าช้าในวิธีการงบประมาณ นักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งก็ขาดสมาธิในการทำงานบริหารประเทศเพราะต้องมานั่งกังวลว่าจะโดน นิติศาสตร์สงครามเล่นงาน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือยุบพรรคได้ตลอดเวลา ท่านประธานคะ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง อบจ. ที่ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่แม้ ประชาชนทั่วประเทศจะส่งเสียงสะท้อนคัดค้านว่าไม่สะดวกไปใช้สิทธิ คนสมุทรปราการ ร้องเรียนดิฉันมาเป็นจำนวนมากเพราะเขาทำงานโรงงานหยุดวันอาทิตย์วันเดียว ผลออกมา คือมีผู้ใช้สิทธิเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงกว่าครั้งก่อนถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่มีใครต้อง มาแสดงความรับผิดชอบ กกต. ถูกตั้งคำถามก็ไม่มีคำตอบ ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้งท้องถิ่นส่งผล อย่างมากต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ สำคัญต่อการพัฒนาสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน แต่ก็เป็น กกต. เองที่สร้างอุปสรรคในการมี ส่วนร่วมของทุกคนมิหนำซ้ำยังขาดความน่าเชื่อถือในการบริหารการเลือกตั้ง ย้อนไป ปี ๒๕๖๒ ที่มีการปรับสูตรคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อ หลังการเลือกตั้งจนกระทบต่อจำนวน เก้าอี้ของ สส. ในรัฐสภาหรือจะเป็นการจัดการเลือกตั้ง สว. ที่ขาดความโปร่งใสอย่างชัดเจน ก็เป็น กกต. เองที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งเกิดวิกฤติศรัทธาในระบบผู้แทน หรือจะเป็นองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลหลักด้านการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน อย่าง ป.ป.ช. สตง. ที่ถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความเท่าเทียม การปฏิบัติตน ๒ มาตรฐาน คดีของผู้มีอำนาจ ไม่คิดจะแตะ ล่าสุดก็มีเหตุการณ์ที่ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นในคลิปแล้วว่าประธาน ป.ป.ช. ไปเข้าพบประธานรัฐสภาเป็นการส่วนตัวจนเกิดคำถามถึงความเป็นอิสระขององค์กร ตรวจสอบสูงสุด หรือแม้แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินขณะที่ตรวจสอบการใช้เงินของ ภาครัฐทุกบาททุกสตางค์เข้มงวดทุกระเบียบนิ้วแต่เหตุการณ์สำนักงานตึกตัวเองถล่มจนมี ผู้เสียชีวิตหลาย ๑๐ ราย ก็เป็นการเปิดแผลให้เราได้เห็นถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ค้านต่อสายตา สาธารณะขององค์กรเอง แล้วเหตุการณ์นี้ก็ยังไม่ได้มีใครในหน่วยงานต้องแสดงความ รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อคำวินิจฉัยทางการเมือง มีค่าน้ำหนักเท่ากับการยกเลิกเสียงเลือกตั้ง ประชาธิปไตยของเรากำลังถูกถอนราก องค์กรอิสระที่ไม่อิสระไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบแต่กลายเป็นเครื่องมือสืบทอด อำนาจของคนบางกลุ่ม หากเราย้อนกลับไปถึงบทบาทหน้าที่ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและ องค์กรอิสระนั้นล้วนเกิดมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ด้วยเจตจำนงสำคัญที่ต้องการให้ รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาลและหลักประกันสิทธิ เสรีภาพของประชาชน จึงได้มีการออกแบบกลไกต่าง ๆ ออกมามากมาย ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์สิทธิของประชาชนตามหลักประกันที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ออกแบบกลไก กกต. ป.ป.ช. สตง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการ แผ่นดิน ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐเพื่อลดการผูกขาดอำนาจ ทางการเมือง ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วก็คิดว่า หากเรามีตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง จะสามารถทำให้การเมืองไทยพัฒนาต่อยอดไปได้ ก็เลยออกแบบกลไกการได้มาซึ่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบที่ถอยห่างจากอำนาจทางการเมือง แต่เชื่อมโยงกับประชาชน ผ่าน สว. สมาชิกวุฒิสภา
รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นปีแรกที่มีการวางโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญ อย่างจริงจัง จะเห็นว่าตุลาการมีที่มาจาก ๓ สาย มาจากสายที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาจาก ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด แล้วมาจากผู้เชี่ยวชาญสายวิชาการที่จะมี การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาแล้วเสนอให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ความเห็นชอบ ต่อมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โครงสร้าง ยังคงคล้าย ๆ เดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๒ เรื่อง ก็คือ เพิ่มเติมตัวแทนองค์กรอิสระ เข้ามาในคณะกรรมการสรรหา และเปลี่ยนจากวุฒิสภาผู้ให้ความเห็นชอบที่เป็นคนที่มาจาก ประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี ๒๕๖๐ มีการเพิ่มสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสายราชการเข้าไป เป็น ๔ สาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันถูกตัดขาดออกไปจากอำนาจของประชาชนโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจในการคัดเลือกตุลาการต้องความเห็นชอบของวุฒิสภาทั้งหมดที่มาจากการ แต่งตั้ง คสช. ๒๕๐ คน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนแม้แต่คนเดียว จากโครงสร้างที่ เปลี่ยนไปทั้งหมดนี้จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าอำนาจในการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมศูนย์อยู่ที่วุฒิสภา ความยึดโยงกับประชาชนลดลงทุกครั้งจากการมีรัฐประหาร จากเดิม วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือกลายเป็นว่าครึ่งหนึ่งเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่ง สรรหา สุดท้ายถูกแต่งตั้งทั้งหมดโดยคณะรัฐประหาร แม้ในปัจจุบันเราจะมี สว. ชุดใหม่ แต่วิธีการเลือกก็ยังไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนอยู่ดี แต่เป็นการเลือกกันเองในหมู่ผู้สมัคร เท่านั้น องค์กรอิสระอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน สุดท้ายปลายน้ำแล้วกระบวนการสรรหาก็ต้องจบที่ สว. เหมือนกันทั้งหมด เราเห็นปัญหา ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรอิสระมีอำนาจสูงมาก ชี้ผิดชี้ถูกให้คุณให้โทษได้ตามอำเภอใจ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราเลยต้องมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ถึงมีกลไกการตรวจสอบ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถอดกลไกการตรวจสอบ ถอดถอนจาก สส. และประชาชนออกไป นี่คือปัญหา สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดถึงกรรมการ ที่ว่าท่านได้รับอำนาจมาจากใครท่านจะใช้อำนาจรับใช้คนนั้น ผลของมันก็คือเราได้เห็นการ ตีความกฎหมายที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางประชาธิปไตย เราเห็นการยุบพรรคการเมืองที่ผ่าน การเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนหลายสิบล้านคน เห็นการตัดสิทธิผู้แทนของประชาชน โดยประชาชนไม่มีอำนาจ ไม่มีช่องทางใด ๆ ในการตรวจสอบถ่วงดุลกลับเลย หรืออย่างกรณี ล่าสุดเราเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมากำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เขียนไว้ด้วยว่ารัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งเป็นการให้ ความเห็นเพิ่มเติมเอง ไม่ใช่การตอบคำถามที่เกิดข้อขัดแย้งในรัฐสภาด้วยซ้ำ เกิดเป็นข้อสงสัย ว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังใช้อำนาจล้นเกินหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับอำนาจมาจาก รัฐธรรมนูญ แต่กลับมาสั่งผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ก็คือประชาชนเสียเอง ดิฉันจึงไม่แปลกใจที่ประชาชนมีคำถามกันอย่างแพร่หลายว่าเรา มีศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้คุ้มครองรัฐธรรมนูญหรือเพื่อคุ้มครองอำนาจของใคร สิ่งที่ทรงอำนาจ จริง ๆ แล้วคือศาลรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญกันแน่ เพราะมันเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ในการตัดสินชี้ขาดทางการเมืองแล้วยังมีผลผูกพันทุกองค์กร เผชิญหน้าโดยตรงกับอำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่กลับขาดความชอบธรรมทาง ประชาธิปไตยเพราะไม่ได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับประชาชนเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมา ออกแบบการเมืองใหม่ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยกัน เพื่อพาเราทุกคนก้าวออก จากกลุ่มดำทางการเมืองนี้ที่เราต้องยอมรับร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่หลาย ๆ ท่าน เรียกกันว่าเป็นฉบับปราบโกง เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่สามารถเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อสร้างนิติรัฐ นิติธรรม ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ ตามเจตจำนงแรกเริ่มในการก่อตั้งขึ้นมา ดิฉันจึงอยากขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านในที่นี้ โหวตรับร่างหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนที่จะเป็นประตูไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการออกแบบกลไกให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากประชาชน ยึดโยงจากประชาชนได้มากที่สุดบนข้อจำกัดที่เรามี เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจ ทำให้ ทุกองค์กรตอบสนองต่อประชาชน ไม่ใช่อยู่เหนือประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญคือข้อตกลง ร่วมกันของทุกคน เป็นบ้านที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ประชาชนต้องรู้สึกถึงความเป็น เจ้าของเพื่อให้เราทุกคนร่วมกันปกป้องรักษาและยืนหยัดในคุณค่าอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ