สกล วิจารณ์ กกต. ขาดอิสระ-ไม่โปร่งใส ชี้รัฐธรรมนูญ 60 ถอดประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

สกล สุนทรวาณิชย์กิจ วิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบเพื่อจำกัดอำนาจประชาชน และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมชี้ปัญหาความคลุมเครือในการคำนวณที่นั่ง ส.ส. ขาดความโปร่งใส และการจัดการเลือกตั้งที่ล้มเหลวในหลายมิติ ทั้งการกำหนดวันเลือกตั้ง อบจ. ที่ไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และการป้องกันทุจริตที่อ่อนแอ จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กกต. อย่างเร่งด่วน และผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน สร้าง กกต. ที่เป็นอิสระ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรของชาวรังสิต คลองหลวง สวนพริกไทย จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประกาศใช้ เราทุกคนต่างรู้ดีว่าความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แต่มันคือการออกแบบอย่างจงใจเพื่อสกัดกั้นและบั่นทอน อำนาจของประชาชนครับ ท่านประธานครับ กกต. ก็เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ใน อำนาจหลักคืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ดังนั้นกฎหมายกำกับดูแล กกต. จึงต้องอยู่ในชั้นรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนในประเทศไทยทราบดีว่า กกต. ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีปัญหาการทำงานมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าความทรงจำในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ยังคงแจ่มชัด ในความรู้สึกของพวกเราทุกคนครับ ในวันที่ กกต. ได้นำวิธีการคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ สุดพิสดารมาใช้จนทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยที่ไม่มีใครรู้จักได้มีที่นั่งในสภาทั้ง ๆ ที่คะแนนเสียง ที่ประชาชนมอบให้ยังไม่ถึงเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ กกต. ได้นำวิธีการคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อโดยอ้างอิงจากคำอธิบายของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนมาใช้ในการคำนวณครั้งนี้ ทำให้มี พรรคการเมืองที่มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์จำนวน สส. ต่อราษฎร ๑ คน ได้รับเลือกตั้งมากถึง ๑๐ พรรค และทำให้บางพรรคมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าจำนวน สส. พึงมี ที่คำนวณได้ก่อนที่ กกต. จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ผลคือทำให้เกิดการพลิกขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล จากตอนแรกที่คำนวณกันแล้วว่าจะเกิน ๒๕๐ เสียง ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ รวมเสียงกับพรรคอนาคตใหม่และอีกหลาย ๆ พรรค แต่พอ กกต. คำนวณใหม่ออกมาแล้วกลับได้น้อยกว่า ๒๕๐ เสียง ก็เลยได้พรรคเล็ก ไปรวมกันแล้วเกิดรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ขึ้นมา สุดท้าย กกต. ก็บ่ายเบี่ยงไม่เปิดเผยสูตรคำนวณ นั้นออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ เห็นไหมครับว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างไม่รัดกุมจนทำให้ เกิดช่องว่างในการตีความจนเปลี่ยนคั่วการจัดตั้งรัฐบาลจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ทรยศเสียงของประชาชนและทำให้ประเทศไทยที่ผ่านมาเสียหายมากขนาดไหนครับ

นอกจากเรื่องสูตรการคำนวณแล้วเรายังเห็นความบกพร่องของ กกต. อยู่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำงานที่ไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับการลงคะแนน เสียงที่เข้มงวดจนกลายเป็นสาเหตุของบัตรเสียจำนวนมหาศาล ท่านประธานครับ กกต. กำหนดวิธีการลงคะแนนเสียง การทำเครื่องหมายที่ถูกต้องคือการทำเครื่องหมายกากบาท และต้องทำในช่องหลังเบอร์ผู้สมัครเท่านั้น และจำนวนกากบาทไม่เกินที่กำหนดครับ บางคน ที่เข้าไปลงคะแนนเสียงไม่เข้าใจกาพลาดแล้วก็พลาดไปเลยทำให้เกิดบัตรเสียจำนวนมากมาย มหาศาล ๑ ล้านใบ ๒ ล้านใบของบัตรเสียไม่ใช่จำนวนที่น้อย ๆ นะครับท่านประธาน

แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการตรากฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติประกอบเพื่อให้ กกต. สามารถจัดให้มีการลงคะแนนเสียงโดยวิธีการอื่น ที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งได้ เช่น เครื่องลงคะแนน หรือระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ แต่ กกต. ก็ไม่ใช้และปล่อยให้มีบัตรเสียอยู่เป็นจำนวนมากในทุกการเลือกตั้งครับ

ในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งล่าสุด ปี ๒๕๖๘ กกต. ก็ได้ทำสิ่งที่ทำให้ประชาชน ทั้งประเทศงงครับ นั่นคือการกำหนดให้วันเลือกตั้งเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันทำงานปกติของ ประชาชนในหลายภาคส่วนครับ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ เพียง ๕๘.๔๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงตั้ง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๓ คิดเป็นจำนวนคนประมาณ ๑.๒ ล้านคน ปัญหานี้เกิดจากการที่ กกต. กลัวว่าจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและ นับคะแนนได้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ๔๕ วัน ซึ่งทราบอยู่แล้วล่วงหน้าถึง ๔ ปีว่า จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว และทำไมไม่หาวิธีการรับมือครับ แต่ที่น่าเจ็บปวด ไปกว่านั้นคือบทบาทในการป้องกันและปราบปรามทุจริตการเลือกตั้งที่ กกต. ดูเหมือน จะไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง

ในแต่ละการเลือกตั้งเราได้ยินข่าวต่าง ๆ เรื่องการซื้อเสียงและการใช้กลไก ของรัฐอย่างโจ่งแจ้ง แต่สุดท้ายแล้ว กกต. กลับเอาผิดใครไม่ได้ ราวกับว่าประเทศนี้ไม่มีการ ทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนรู้เห็นและสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ท่านประธานครับ เหตุใด กกต. จึงสามารถทำงานได้โดยที่ไม่ตอบสนองหรือไม่เกรงใจ ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ ปัญหาทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไปในข้างต้นไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด ของตัวบุคคล แต่มาจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เป็นเสมือนเชื้อร้าย กัดกินประชาธิปไตยครับ เริ่มตั้งแต่ที่มาอันบิดเบี้ยวของ กกต. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มอบ อำนาจผูกขาดให้ สว. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน กลับมีอำนาจ เด็ดขาดในการชี้ขาดตัวบุคคล ๗ คนที่จะมาเป็น กกต. และยังสร้างกลไกที่ทำให้ สว. สามารถ เขี่ยคนออกได้อย่างง่ายดาย หาก Candidate คนใดถูกปัดตกไปแล้วก็จะหมดสิทธิเข้ารับการ คัดสรรอีกต่อไปครับ เมื่ออำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ สว. ทั้งหมด แล้วเราจะมี คณะกรรมการสรรหาไว้ทำไมครับ กลไกเช่นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กกต. ไม่ได้มี ความเป็นอิสระอย่างแท้จริงเพราะใครที่สามารถควบคุม สว. ได้ก็ย่อมสามารถควบคุมการ เลือก กกต. ได้ ใช่หรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดให้ สว. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ให้ความเห็นชอบและ มีกลไกถ่วงดุลที่ชัดเจนกว่ามาก เหตุใดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถึงให้ สว. ที่มีความยึดโยงกับ ประชาชนน้อยลง แต่กลับมีอำนาจในการผูกขาดมากขึ้นชี้ขาดว่าใครจะเป็น กกต. นี่คือการ ลดทอนอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและอำนาจของประชาชนอย่างชัดเจนครับ นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ประชาชนยังมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน กกต. ได้หากมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ตัดกลไกถอดถอน ที่เชื่อมโยงกับประชาชนนี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง ให้ ป.ป.ช. ฟ้องเท่านั้น ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ถูกแต่งตั้ง โดย สว. อีก อันนี้ผมขอตอบคำถามผู้อภิปรายท่านที่แล้วนะครับ ท่านประธานครับ ดังนั้น เมื่อประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและไม่มีอำนาจในการถอดถอน กกต. ไม่ว่า กกต. จะตัดสินใจเรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนหรือปล่อยให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งขึ้น อย่างโจ่งแจ้งเพียงใด กกต. ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือรับผิดชอบต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย เพราะอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งพวกเขาไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากกลไกที่ถูก ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมได้นำเสนอไม่ว่าจะเป็นปัญหา การทำงานที่บกพร่องในทุกมิติ ปัญหาเรื่องที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน และการขาด กลไกการถอดถอนโดยประชาชน ล้วนสะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้สร้างองค์กร อิสระที่ไม่เป็นอิสระจากอำนาจที่มองไม่เห็นและไม่สามารถอยู่ภายใต้การควบคุมของ ประชาชนได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อปัญหาทั้งหมดเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนการแก้รายมาตรา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายครับ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ ไปพร้อมกัน เพื่อให้เราได้ กกต. ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงและออกแบบการเลือกตั้ง ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ผมจึงขออภิปรายสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยวิธีการที่มีความยึดโยงกับ ประชาชนและคืนอำนาจให้กับประชาชนครับ ขอบคุณครับ