ชลน่าน ศรีแก้ว ชี้แจงและอภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้งสามฉบับ โดยเน้นความสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเสนอให้พิจารณาเป็นร่างหลักเพื่อความประหยัดเวลา พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการเปิดช่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการที่ชัดเจน มีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง และการตั้งกลไกให้รัฐสภาหรือภาคประชาชนสามารถริเริ่มได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้กรรมาธิการทบทวนข้อห้ามการแก้ไขหมวด ๑ และหมวด ๒ รวมถึงผลักดันให้มีแผนงานชัดเจนเพื่อให้ทันการทำประชามติเมื่อร่างผ่านวาระที่สาม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายเพื่อ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเรา ๓ ท่าน ได้เสนอหลักการและเหตุผลและอภิปรายประกอบกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ไปแล้ว ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทั้งหมด อยู่ ๕ ประเด็น เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากทุกท่านให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ฉบับนี้
ประเด็นแรกสุดครับ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในวาระนี้เป็นวาระรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประเด็นที่พิจารณาเป็นหลักคือจะรับหลักการหรือไม่ ถ้ารับหลักการจะรับรวมทั้ง ๓ ร่าง หรือรับแยกไปทีละร่าง ท่านประธานครับ ในความเห็นของกระผมด้วยความเคารพท่านประธานและฟังมาตลอด ต้องขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าจะเกิดจากซีกใด ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ตัวแทนของพรรคประชาชน หลายท่านได้อภิปรายสนับสนุนพร้อมที่จะรับหลักการทั้ง ๓ ร่าง แต่มีบางท่านอาจจะมี ข้อกังวล มีข้อห่วงใยอยู่ ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน เป็นความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในความเห็นต่าง ผมเองก็จะถือโอกาสนี้กราบเรียน ท่านประธานว่าทำไมเราต้องช่วยกันที่จะพิจารณาในการรับร่างนี้ ท่านประธานครับ การใช้ เหตุผลที่จะไม่รับร่างมีสมาชิกบางท่าน บางคน ตั้งประเด็นที่สำคัญไว้ ซึ่งผมอภิปรายเป็น ประเด็นที่ ๒
ประเด็นแรก กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าเห็นควร รับหลักการและรับรวมครับ หมายความว่าท่านสมาชิก ๑ ท่านลุกขึ้นมาก็ขานเลยว่า รับหลักการแค่นี้จบ โดยที่ท่านประธานตั้งประเด็นเลยครับว่าเราจะพิจารณาลงมติรวม เว้น แต่มีสมาชิกมีความเห็นค้านและเสนอญัตติว่าขอให้รับแยก ตรงนั้นเองก็ต้องมาหามติ เสียงส่วนใหญ่ที่นี่ว่าจะรวมหรือแยก แต่ผมมั่นใจว่าเท่าที่ฟังเสียงน่าจะเป็นการรับรวมก็จะทำ ให้เกิดการประหยัดเวลาในการลงมติ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานคือข้อห่วงใยเพื่อนสมาชิกเรื่อง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะบางท่านตั้งประเด็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของ พรรคเพื่อไทย ของพรรคประชาชนสุ่มเสี่ยงต่อการขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่ท่านอยากจะรอฟังคำชี้แจง เป็นประเด็นที่ท่านอยากจะดูเหตุผลประกอบว่า จะตัดสินใจรับหรือไม่รับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในร่างของ พรรคเพื่อไทย ประเด็นที่ท่านมีข้อกังวลว่าจะขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ที่ศาลรัฐธรรมนูญเองมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่รัฐสภาอาจไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้อยคำสำคัญครับ ผู้ร่าง รัฐธรรมนูญโดยตรง ท่านประธานครับ ในร่างของพรรคเพื่อไทยเราคำนึงถึงเรื่องนี้ เราคำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการยกร่างของพรรคเพื่อไทยเพราะเรามี ข้อกังวลครับ โอกาสที่เราจะได้ช่วยกันแก้ไขมีอยู่แล้วถ้าเราทำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเราจะ มีปัญหา เพราะฉะนั้นเราเน้นความสำคัญตรงนี้ครับ ในร่างของพรรคเพื่อไทยที่เพื่อนสมาชิก กังวลโดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐบาล หรือ สสร. ร่างของพรรค เพื่อไทยใช้ สสร. เป็นผู้ยกร่าง เราให้ความสำคัญกับความเป็นสภา ที่มาส่วนหนึ่งมาจาก พี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง แน่นอนครับเพื่อนสมาชิกบอกว่าเป็นเลือกตั้งทางตรง แต่เลือกตั้งทางตรงนั้นในร่างของพรรคเพื่อไทยบอกเป็นการเลือกตั้งทางตรงไม่ได้เลือกตั้ง สสร. นะครับ ในมาตรา ๒๕๖/๖ เราเขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานฟัง คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ที่สมควรได้รับการเสนอ ชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร. ๓๐๐ คน แล้วมาให้รัฐสภาเราคัดเลือกเหลือ ๑๐๐ คน รัฐสภามีหน้าที่เลือก สสร. เพราะฉะนั้นประเด็น คำว่า สสร. จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐสภาเป็นผู้เลือกเท่านั้น เพราะฉะนั้นข้อกังวลตรงนี้เองเราเขียนไว้ ชัดเจน เราไม่ได้ให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรงแต่เลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็น สสร. ท่านประธานครับ ประเด็นนี้น่าจะเป็นข้อที่คลายกังวลได้ มีสมาชิกบางท่านตั้ง ข้อสังเกตว่าในมาตรานี้เขียนบอกว่าให้ไปตราพระราชกฤษฎีกาจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สสร. นั่นคือชื่อพระราชกฤษฎีกาครับ แต่การเลือกตั้งเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ ท่านประธานครับ ข้อห่วงใยประเด็นที่ ๒ ที่อาจจะทำให้เพื่อนสมาชิกไม่รับร่างนี้หรือไม่รับหลักการก็คือไม่บัญญัติข้อห้ามการแก้ไข หมวด ๑ หมวด ๒ เอาไว้ในตัวร่างในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ได้อภิปรายถึงเหตุถึงผลไปแล้ว ผมเพียงแต่มาขยายความ ให้ท่านประธานเห็นว่าสิ่งที่เรากังวลถ้าเราบัญญัตินี้ไปซึ่งฝากถึงกรรมาธิการเลยนะครับ ฝากให้กรรมาธิการไปช่วยดูว่าถ้าสมมุติเราบัญญัติเรื่องนี้ลงไปในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลงไป เช่น ร่างของภูมิใจไทย มาตรา ๒๕๖/๑๓ เอามาตรา ๒๕๕ มาใส่แก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐไม่ได้ และแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑ หมวด ๒ ไม่ได้ ถ้าเขียนอย่างนี้ลงไปฝากท่านกรรมาธิการไปช่วยดูครับ สิ่งที่เรา กังวลมากในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำรัฐธรรมนูญมันจะมีข้อความ ที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในหมวดเดียวกัน ท่านจะไปทำอย่างไรให้มันไม่ขัดแย้งกัน อันนี้เราไม่ติดใจ เพราะอะไรครับ มาตรา ๒๕๖ (๘) รัฐธรรมนูญปัจจุบันปี ๒๕๖๐ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าจะมี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ ที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เมื่อแก้ไขต้องไปทำประชามติ ความหมายคืออะไรครับท่านประธาน แก้ไขได้ แต่ต้องไปทำ ประชามติ แต่ขณะที่พอแก้ไขเพิ่มเติมเสร็จสมมุติผ่านวาระที่สามไปแล้วมันจะมีข้อห้าม ยกตัวอย่างของพรรคภูมิใจไทยคือมาตรา ๒๕๖/๑๓ ห้ามแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ กฎหมาย ฉบับเดียวกัน หมวดเดียวกัน มาตราเดียวกัน ขัดแย้งกันตีความอย่างไร บังคับใช้อย่างไร อันนี้คือเป็นประเด็นที่เราจะเป็นห่วง ผมก็เลยมีข้อเสนอว่าถ้าท่านเป็นข้อกังวลจริง ในชั้นกรรมาธิการเรา เราสามารถปรับแก้ เราช่วยเหลือกันได้ ทำง่ายมากครับ เพียงแต่ บัญญัติเพิ่มเติมเท่านั้นเองว่าให้นำบทบัญญัติหมวด ๑ หมวด ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาบัญญัติไว้ด้วยแค่นี้ก็ไม่ขัดไม่แย้งกับ (๘) ของมาตรา ๒๕๖ ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ กรรมาธิการต้องไปช่วยดูครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องที่ ๓ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานในการ พิจารณาวันนี้หลังจากที่มีรับหลักการแล้ว ที่มีพูดกันมากที่สุดคือเราจะใช้ร่างไหน เป็นหลักในการพิจารณา เพราะรับหลักการรวมไปแล้วต้องมีร่างหลัก หลายท่านก็เสนอ ร่างของภูมิใจไทย ร่างของพรรคประชาชน ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน รับร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดเข้าข้างตนเอง เราคิดบนพื้นฐานความรอบคอบ คิดบนพื้นฐานของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ความง่าย เป็นไปได้ ไม่เกิดข้อขัดแย้ง และทำได้จริง ท่านประธานครับ เราเลยเสนอว่าถ้าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลักในการพิจารณาในการเอาร่างอีก ๒ ร่างมาผสมเข้าไป เป็นร่างของกรรมาธิการจะทำได้ง่ายมาก เพราะเนื้อหามันครอบคลุม เพราะหลักการที่รับมา ของเราครอบคลุม เว้นแต่เราไม่แก้ มาตรา ๒๕๖ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ เหตุผลที่เรา เชื่อว่าร่างพรรคเพื่อไทยจะเป็นร่างหลักได้ที่ดี
เรื่องที่ ๑ แน่นอนครับ เราสะท้อนของความเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อจำกัดตรงนั้น แต่เราพยายามเขียน เราให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งภาคพื้นที่มาแต่ละจังหวัดอย่างน้อย ๑ คน ใน ๑๐๐ คนต้องมีอย่างน้อย ๑ คนตามสัดส่วน และมาจากทุกองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เสนอตัวแทนเข้ามาตามหลักเกณฑ์วิธีการ และรัฐสภาเป็นผู้เลือก มันจะกระจายการมีส่วนร่วมไปยังพี่น้องประชาชนในฐานะมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์มีสิทธิตามที่เราเขียนไว้ตรงนี้ได้เลย อันนี้คือเหตุผลเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ว่าการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านไปทำนองนั้นนะครับ เพราะท่านให้เหตุผลบอกว่าการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันคือการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมซึ่งมาจากการทำประชามติ เพราะฉะนั้นต้องไปทำประชามติ ไม่เถียงเลยครับตรงนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทย ยืนยันก็คือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการสร้างกระบวนการให้มีช่องทาง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น เราเลยเพิ่มบทบัญญัติของการริเริ่มไว้ครับ เมื่อผ่านประชามติถามพี่น้องประชาชนและ เห็นชอบว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว มาตรา ๒๕๖/๑ ของพรรคเพื่อไทยบอกว่า รัฐสภา สส. สว. หรือ สส. สว. ร่วมกัน ภาคประชาชน ครม. ตามจำนวนที่เรากำหนดสามารถ เสนอญัตติริเริ่มให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เข้าสู่สภาพิจารณาเห็นชอบ ถ้ามีมติว่า จะริเริ่มก็เข้าสู่กระบวนการของการจัดตั้ง สสร. ขึ้นมาดำเนินการได้เลย เราเน้นตรงนี้นะครับ เพื่อให้เห็นว่านี่คือกระบวนการ นี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่เรามีความต่างจากร่างอื่น ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าในการจัดทำรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เราคำนึงถึงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก บอกว่าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องดำเนินการตาม หมวด ๑๕ หมวด ๑๕ คืออะไรครับ คือหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มี ๒ มาตรา มาตรา ๒๕๕ กับมาตรา ๒๕๖ เราเองได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ร่างเดิมเรามีการแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เราเอาออกทันทีครับ เพื่อจะตัด กระบวนการตรงนี้ไม่ให้ยุ่งยากซับซ้อน เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องไปดำเนินการตาม หมวด ๑๕ นะ เราก็เลยใช้มาตรา ๒๕๖ ที่มีอยู่ในปัจจุบันของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นตัวกำหนดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีหมวด ๑๕/๑ ขึ้นมาในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็แตกต่างจากร่างอื่น ๆ เราคำนึงถึงเรื่องนั้น เราเลยไม่แก้ มาตรา ๒๕๖ ครับ การแก้มาตรา ๒๕๖ ไม่ว่าจะเป็นการลดเรื่องจำนวนเสียงของสมาชิก วุฒิสภาหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นปัญหายุ่งยากกว่ากระบวนการเหล่านั้นจะเสร็จ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านไปแล้วกรณีที่ต้องมาผ่านรัฐสภาพิจารณา ๓ วาระอีก ก็มีประเด็นต้องใช้ เวลาอีกมาก
เรื่องที่ ๔ สิ่งที่ร่างของพรรคเพื่อไทยเราให้ความสำคัญของความเป็นสภาร่าง สภาร่างรัฐธรรมนูญในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา องค์กรเป็นกลไกที่เข้าไปจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ดีที่สุด เพราะอะไรครับ เขามีคณะอนุกรรมาธิการต่าง ๆ เข้าไปรับฟัง ความคิดเห็นตามแต่ละสาขา ตามแต่ละประเด็นได้ครอบคลุมและกว้างขวางมาก และเขา เป็นตัวจริงลงไปครับ อาจจะมีคนอื่นเข้ามาเสริม การที่มีตัวจริงลงไปตรงนี้ไม่มีผลต่อการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เขาจะให้ความเห็นชอบ
เรื่องที่ ๕ สุดท้ายครับ เรื่องของร่างพรรคเพื่อไทยที่เราเสนอเป็นร่างหลัก คือเรื่องการพิจารณาของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการ ที่จะให้ความเห็นชอบในการพิจารณาร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เป็นอำนาจ ของรัฐสภาเพราะฉะนั้นเมื่อผ่าน สสร. แล้ว ร่างของเราเลยให้สภาเป็นผู้พิจารณาครับ แต่การ พิจารณาของร่างพรรคเพื่อไทย เราไม่ได้ไปยึดโยงการพิจารณาเหมือนกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามปกติ เพราะเราให้เกียรติกับ สสร. ในนามตัวแทนเราไปทำร่างมา เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำที่เป็นหน้าที่ของรัฐสภาคือให้ความเห็นชอบหรือไม่ เรื่องที่ ๑ นะครับ ถ้าความเห็นชอบผ่านไปทำประชามติได้เลย แต่ถ้ามีข้อทักท้วง มีข้อพิจารณาว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติมก็ส่งไปให้ สสร. พิจารณาว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอ ของรัฐสภาหรือไม่ ถ้า สสร. เขายืนยัน ๒ ใน ๓ ว่าไม่แก้ก็ส่งกลับมาให้เราพิจารณาว่า จะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็ส่งทำประชามติ ถ้าไม่เห็นชอบตกครับ นี่คือสิ่งที่เรา ต้องยึดโยงกับหน้าที่และอำนาจของแต่ละส่วน อันนี้คือข้อที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ ถ้าสมมุติว่านำเอาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านรัฐสภาแล้วไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มา ยกตัวอย่างร่างของพรรคภูมิใจไทยใช้เวลา ๓๖๐ วันนะครับ ๓๖๐ วันคือ ๑ ปี ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อร่างเสร็จเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา ๓ วาระ เริ่มตั้งแต่วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม เหมือนกับการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวันนี้ ถ้ามีการปรับแก้มาตรา ๒๕๖ ใหม่ก็เป็นไปตาม มาตรา ๒๕๖ ใหม่ ซึ่งตรงนั้นจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ท่านประธานคิดดูครับ จะทันไหม ผมไม่แน่ใจแม้มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว เกิดมีเหตุการณ์อะไร โอกาสที่จะได้ รัฐธรรมนูญใหม่เป็นไปได้ยากมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องความสำคัญว่า ถ้าร่างเพื่อไทยได้เป็นร่างหลักในการพิจารณาแล้วจะทำให้กรรมาธิการพิจารณาได้สะดวก และที่สำคัญยังเปิดช่องว่ากรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันตกไปเรายังเปิดโอกาส ในมาตรา ๒๕๖/๒๑ ของเราเอง มาตราสุดท้าย สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอญัตติให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีกในเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ เช่น สสร. ชุดเดิมต้องไม่มาเป็น สสร. อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามเปิดช่องไว้ทั้งหมดครับ เวลาผมมีน้อยแต่สิ่งที่จำเป็นต้องพูดกับ ท่านประธาน ถ้าไม่พูดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมมีความกังวลเป็นอย่าสูงยิ่ง เรื่องของกระบวนการ การพิจารณาจนถึงการทำประชามติ ถ้าสมาชิกรัฐสภาเราและกรรมาธิการไม่ได้จัดทำผังเวลา วัน น. เวลา ว. ไว้นะครับ โอกาสที่จะทำประชามติ ณ วันเลือกตั้งทั่วไปจะเป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปไม่ได้ครับ เอาเป็นว่านายกรัฐมนตรียุบสภาวันที่ ๓๑ มกราคม เลือกตั้งไม่วันที่ ๒๒ มีนาคม ก็วันที่ ๒๙ กกต. สามารถกำหนดได้ ๒ วันนี้ โดยจากตรงนี้แล้วสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา เราต้องทำวันพรุ่งนี้ลงมติรับหลักการ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ซึ่งช่วงนั้น ปิดสมัยประชุมด้วย กรรมาธิการต้องเร่งทำวาระที่สองรายมาตราให้จบ ต้องจบวันที่ ๑๕ เลยครับ ถ้าไม่จบวันที่ ๑๕ มีปัญหาแน่นอน และสิ่งที่ผมกราบเรียนคือว่าท่านประธานรัฐสภา หรือพวกราสมาชิกเองต้องเสนอให้มีการเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่สาม เปิดวิสามัญเลยครับ วาระที่สอง วาระที่สามของในรัฐสภารายมาตรา ถ้าเปิดได้เปิดวันที่ ๑๗ ครับ เปิดวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน วิสามัญ ไปถึงวันที่ ๙ ธันวาคม เอาวาระที่สอง วาระที่สามเข้าวันที่ ๑๘-๑๙ ถ้าจบวันที่ ๑๙ นับไปอีก ๑๕ วันครับ ๑๕ วัน เพื่อไปโหวตวาระที่สามซึ่งดูแล้วเหมาะสมที่สุดคือโหวตวันที่ ๘ ธันวาคม เราโหวตวาระที่สาม ในสมัยวิสามัญ วันที่ ๙ ก็ปิดสมัยวิสามัญ วันที่ ๑๒ เราเปิดสามัญ ถ้าทำอย่างนี้ทันครับ และเหตุผลจำเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเพื่อไปนำสู่การวางแผน การปฏิบัติงานตามวัน เวลา น. ที่กำหนด คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นอย่างสูงยิ่ง ถ้าเราไม่ปฏิบัติเราจะพลาดตรงนี้ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังนิดหนึ่ง มันเป็น สาระสำคัญ การทำประชามติครั้งที่ ๑ หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประโยคทองอยู่ตรงนี้ครับ รัฐสภาต้องร้องขอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ความหมายคืออะไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าครั้งที่ ๑ ไปถามว่าประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสภาต้องร้องขอ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๘ ธันวาคม ที่เรามีการลงมติในวาระที่สาม ถ้าผ่านนะครับเราจะได้คำถามที่ ๒ เรื่องของวิธีการและ เนื้อหาที่จะไปถามประชาชนตามที่เรายกร่างมา และสิ่งหนึ่งที่ต้องทำไปพร้อมกัน รัฐสภา แห่งนี้ต้องเสนอญัตติ อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเราเสนอ ญัตติเป็นการทั่วไป เสนอญัตติให้รัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบว่าให้ส่ง ครม. ทำประชามติ คำถามที่ ๑ ไปพร้อมกับคำถามที่ ๒ เลย ที่เราทำหลัก อันนี้คือคำถามที่ ๒ แต่เราจะทิ้งคำถามที่ ๑ ไม่ได้เพราะบอกว่ารัฐสภาต้องร้องขอ เพราะฉะนั้นรัฐสภาต้องมีมติ พอมีมติแล้วเราจะได้ ๒ คำถาม ส่งคำถามที่ ๒ และคำถามที่ ๑ พ่วงไปให้ ครม. ถ้าส่งได้ เวลาที่ผมคำนวณไว้คร่าว ๆ วันที่ ๑๒ ธันวาคม ส่งแจ้งนายกรัฐมนตรีและกรรมการ การเลือกตั้ง ทำไม ๑๒ ธันวาคมครับ เพราะสิ่งที่เราเป็นกังวลเราต้องทำประชามติ การทำประชามติยึดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา ๙ (๑) ที่ว่าด้วยการทำเรื่องรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา ๑๐ ถ้า พ.ร.บ. ประชามติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมา อันนี้เงื่อนไขคลายเวลา ๖๐-๑๕๐ วัน แต่ถ้าไม่คลายมา มาตรา ๑๐ บอกว่า ๙๐-๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้นมันมีความ จำเป็น เพราะนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคมเป็นต้นไป ๙๐ วัน เราเผื่อถึงวันที่ ๒๒ มีนาคม มันจะเข้าสู่กระบวนการสามารถทำประชามติได้ในวันเลือกตั้งทั่วไป ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานฝากเป็นข้อสังเกตแล้วก็ให้ทางที่ประชุมบันทึกไว้เพื่อจัดทำ วัน น. เวลา ว. ให้ ชัดเจนตามนี้ ถ้าคลาดเคลื่อนจากนี้เราจะมีปัญหา ความเป็นจริง ความต้องการรัฐธรรมนูญ ของเราจะเป็นไปไม่ได้เพราะมันไปทำประชามติไม่ได้ สุดท้ายครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผม อภิปรายมาทั้งหมดเพียงมุ่งหวังฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ช่วยรับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ โดยพิจารณารวมทั้งหมด รับมติรวมทั้งหมดและ ตั้งกรรมาธิการใช้ร่างพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลัก และสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ทางแก้ไขตรงนี้ จริงจังจริงใจหรือไม่ ฝากกรรมาธิการไปต่อสู้ให้ได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สะท้อนที่บอกถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมาจากพวกใดพวกหนึ่งที่หวังจะ ที่ผมเคยอภิปรายไว้ตรงนี้ต้องขออนุญาตใช้อีกครั้งหนึ่ง ที่หวังว่าจะกินรวบประเทศ ตรงนี้เราต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดในชั้นกรรมาธิการและฝากไปยัง พี่น้องประชาชนต้องเฝ้าติดตาม ๑ เดือนในชั้นกรรมาธิการท่านต้องติดตามเลย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีลักษณะบ่งชี้ว่าจะได้ สสร. ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็น การเฉพาะและเข้าข่ายที่จะกินรวบ เราต้องต่อสู้ในนามพี่น้องประชาชนเพื่อให้ข้อมูลและ ถ้าไม่สำเร็จ ตั้งธงรณรงค์บอกกับพี่น้องประชาชนว่าประชามติเราจะไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกและ พี่น้องประชาชนด้วยความขอบคุณยิ่งครับ