เอกพร รักความสุข หารือปัญหาความล่าช้าและประสิทธิภาพต่ำในการออกกฎหมายของรัฐสภา พร้อมเสนอให้ทบทวนรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อปรับปรุงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้มีคุณภาพและตอบสนองต่อประชาชนได้ดียิ่งขึ้น วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ขาดความคึกคัก และเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรโดยอ้างอิงความสำเร็จของอินเดีย พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญปัจจุบันในการป้องกันการทุจริต.
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเอกพร รักความสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้พวกเราสมาชิกรัฐสภา ได้มีความคิดเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม สิ่งที่ปรากฏในที่ประชุม แห่งนี้เป็นการเปิดประตูให้มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่ได้ลงรายละเอียดสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ของพรรคเพื่อไทยนั้นได้ย้ำประเด็นถึง อำนาจของรัฐสภา ซึ่งในวันนี้กระผมใคร่ขออภิปรายใน ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือคุณภาพ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ และประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในตลอดเวลา ๘ ปีที่ผ่านมา เราจะ พบปัญหาในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายที่ล่าช้า การทำงานที่มีสภาพเป็น คอขวดของการพิจารณากฎหมาย และในประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการยับยั้งกฎหมาย ทั้ง ๓ ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคในระบบรัฐสภาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญ และมีความใส่ใจ ถ้าหากผมจะยกตัวอย่างข้อมูลการพิจารณากฎหมายของต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ได้ใช้เวลาพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งอยู่ในระหว่าง ๑๕๐ วัน ถึง ๑๘๐ วัน ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นใช้เวลามากกว่านั้นนิดหนึ่งคือ ๒๐๐ วันถึง ๒๕๐ วัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าเมื่อพิจารณาจากข้อมูลของรัฐสภาไทย เราใช้เวลาพิจารณา กฎหมายฉบับหนึ่งไม่น้อยกว่า ๔๑๔ วัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่มากกว่าหลาย ๆ ประเทศ ความล่าช้าในการออกกฎหมายจึงส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ควรจะทำและ ควรจะเป็นที่ประชาชนจะได้รับ มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนหลากหลายอาชีพ อยากเห็น กฎหมายฉบับสำคัญ ๆ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ นอกจากนี้แล้วพอไปตรวจสอบ การใช้เงินในการออกกฎหมายของสภาของไทย งบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่เราเริ่มใช้ตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคมนี้ มอบให้รัฐสภาเป็นเงินไม่น้อยกว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเอาสถิติการออก กฎหมายของรัฐสภาไทยโดยเฉลี่ยปีหนึ่งเราจะออกกฎหมายได้ประมาณ ๓๕ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเอาจำนวนเงินที่ใช้ในการออกกฎหมายกับผลลัพธ์ที่รัฐสภา ได้ดำเนินการออกกฎหมายไปแต่ละฉบับนั้นพบว่าเราต้องเสียเงินในการออกกฎหมาย ฉบับหนึ่งไม่น้อยกว่า ๒๖๒ ล้านบาท ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ นอกจากล่าช้าแล้วยังใช้ เงินเยอะ ในขณะที่ประเทศอื่นใช้เงินประมาณ ๕๐-๖๐ ล้านบาทต่อฉบับ ท่านประธานครับ ปัญหาความล่าช้าในการออกกฎหมายของสภาไทยนั้นจะต้องย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ และวิธีการคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีการประชุมถึง ๕๐๑ ครั้ง แล้วได้ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๖๐ ฉบับที่เราใช้อยู่ในเวลานี้ สิ่งที่ผมเห็นความแปลกประหลาด อยู่นิดหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เขียน มาตรา ๗๗ อธิบายชัดเจนครับ ว่าประเทศนี้สภาจะต้องออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น และได้บอกวิธีการว่าก่อนการ ตรากฎหมายทุกฉบับจะต้องมีการนำกฎหมายเหล่านั้นไปรับฟังความเห็นจากพี่น้อง ประชาชน และบอกผลกระทบต่าง ๆ ฟังแล้วดูดีมากครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ทำ มาตลอดเวลา ๘ ปีกลับกลายเป็นว่าเป็นการทำให้ครบขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือรับฟังพอเป็นพิธีเท่านั้น เมื่อช่วงบ่ายนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ก็มีการสอบถามเกี่ยวกับการบังคับใช้ มาตรา ๗๗ ในการรับฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชน แต่ในกระบวนการออกกฎหมายของสภานั้นเราดูแลเฉพาะตอนต้นในการเสนอร่างกฎหมาย แต่ในระหว่างการทำงานของคณะกรรมาธิการ อาจจะต้องตรวจสอบมากกว่านั้น และการที่ ผู้ร่างกฎหมาย ผู้ร่างรัฐธรรมนูญพูดว่าประเทศไทยควรจะออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นนั้น กลับกลายเป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ทำให้เกิดกฎหมายล่าช้า นอกจากนั้นกฎหมายที่ผ่าน สภาผู้แทนราษฎรในชุดที่ ๒๖ คือชุดของพวกเรานี้เราจะได้ยินชื่อกฎหมายเพียงไม่กี่ฉบับ เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมรสเท่าเทียม การแก้ไข กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ ๒ การควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ การคุ้มครองส่งเสริมชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วกฎหมายฉบับอื่น ๆ ล่ะครับ พี่น้องประชาชนก็สงสัยว่าการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรนั้นติดขัดอย่างไร วันนี้อยาก เห็นประเด็นเหล่านี้ในการสร้างสภาให้มีความเข้มแข็งให้สภามีคุณภาพในการทำงาน อย่างเต็มที่ โดยสรุปแล้วนะครับ การตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีเจตนาของ ผู้ยกร่างแปลก ๆ หลายเรื่องที่ปฏิบัติมาแล้ว ๘ ปีจำเป็นจะต้องทบทวน ความเห็นของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปรายไปในหลายแง่มุมนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราควรสนับสนุนให้มีการ ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดนหลักการแล้วเห็นเหมือนกันทั้ง ๓ ร่าง แต่สิ่งที่เป็นรายละเอียด ในการลงเนื้อกฎหมายต้องเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ซึ่งขึ้นอยู่กับ คณะกรรมาธิการจะไปพิจารณา
ในประเด็นที่ ๒ ผมเองมีความในใจที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันนี้ แตกต่างจากในอดีตที่ผมเคยอยู่ในสภา แห่งนี้ วันนี้ไม่ค่อยคึกคักเท่าไรครับ อาจจะเป็นเพราะว่าหลักการทั้ง ๓ ร่างเหมือนกัน แต่คำว่าคึกคักนั้นลองนึกภาพในอดีตช่วงเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สมาชิกรัฐสภาทุกคน ต่างกุลีกุจอจะเสนอความเห็นให้มีหลักการสำคัญในการปกครองประเทศเพื่อไม่ให้กลับไปสู่ ความขัดแย้งนั้นหรือในช่วงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราสนับสนุนตัวแทนของภาคประชาชน ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญและเราให้ฉายาดังกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นเรื่องที่ น่าภูมิใจมาก ต่อมามีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรดีไปกว่านั้น พอมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เกิดจากการยึดอำนาจ ในที่สุดก็ถูกฉีกอีก และจนกระทั่ง มีกฎหมายสำคัญของประเทศเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเองอยากจะเรียนท่านประธานว่า ได้เวลาแล้วที่ประเทศนี้จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย เราไม่ควรมีฉบับที่ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ อยากให้ดูตัวอย่างของประเทศหนึ่งในโลกนี้ครับคือประเทศอินเดีย ประเทศอินเดียนั้นมีประชากร ๑,๔๐๐ ล้านคน รัฐธรรมนูญของอินเดียนั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินการในปี ๒๔๙๓ มีเนื้อหา ๓๙๕ มาตรา มีจำนวนคำทั้งหมด ๑๑๗,๓๖๙ คำ ถ้าคณะกรรมาธิการจะเอาประเด็นของประเทศอินเดียมาเป็นตัวอย่างก็น่าจะดี เพราะเขา เป็นตัวอย่างที่มีประสบการณ์สูงสุด ประเทศนี้เคยเสียดินแดน ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งกลายเป็น บังคลาเทศ อีกส่วนหนึ่งกลายเป็นปากีสถาน บทเรียนของอินเดียจึงทำให้เขามีรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวใช้มายาวนานจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ผมเองอยู่นอกสภาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ผมเบื่อหน่ายกับนักกฎหมายประเภทชอบเล่านิทาน ผมเบื่อกับคนที่ตั้งตัวเองเป็นคนดีแล้ว อธิบายรัฐธรรมนูญเป็นฉาก ๆ ผมเบื่อกับสิ่งที่มีการบอกว่าเราต้องให้คนเก่งที่สุดในประเทศนี้ มาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราก็ได้ฉบับพิสดาร เกิดปัญหาในการปกครองบ้านเมือง ดังนั้น ถ้าอินเดียสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวแล้วไม่เคยมีการยึดอำนาจได้ ทำไมประเทศไทยจะทำ ไม่ได้ สุดท้ายนี้มีการบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นฉบับปราบโกง ทันทีที่เกิดตึก สตง. ถล่ม ห่างจากดินแดนพม่า ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ตึกนี้ตึกเดียวถล่มในกรุงเทพมหานคร ถึงวันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดการกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ท้าทายและ หวังว่าเราจะให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทย อย่างแท้จริง ขอกราบขอบพระคุณครับ