รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

นายปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในบทบาทของสมาชิกรัฐสภานะครับ ขออนุญาตร่วมแลกเปลี่ยน ด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วในส่วนของพรรคก็เหมือนที่ท่านอัครเดชได้นำเรียนว่าจุดยืนของ พวกเราก็ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ แล้วก็ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ แต่ก็ ขอแสดงความคิดเห็นในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งครับ สืบเนื่องจากว่า เหมือนผมก็มาจากเบ้าหลอมของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ในการที่จะให้ตีเบ้าหลอม ที่กำหนดตัวเองมาก็คิดหนักนะครับ แต่ในเมื่อหลาย ๆ ท่าน แล้วก็กระแสสังคมบางส่วน ก็มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาจากมดลูกของคณะรัฐประหารบ้าง หรือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ องค์กรอิสระที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ในเรื่องของการ ดำเนินงานก็ยังมี Dubble standard เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะไม่มีจุดที่สามารถที่จะหลบหลีก ในการแก้ได้ก็ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ อยากจะให้พวกเราก็มองไปถึงว่าปัจจุบันหลายท่านก็สะท้อนแล้วว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่อยู่ที่ ตัวรัฐธรรมนูญแต่อยู่ที่ในส่วนของคนในเรื่องของการบริหารจัดการ ยกตัวอย่างเราเห็นว่า ในเรื่องของการแก้ปัญหาภัยสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติด ถามว่าทำไมช่วง เดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาพอเราเอาจริงเอาจังในเรื่องของการแก้ปัญหาให้เด็ดขาดเราก็สามารถ ทำได้ ถามว่ารัฐธรรมนูญนี้มาตั้งแต่เมื่อไร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ หรือว่าในส่วนของการที่ สังคมบอกว่ามันเป็นเรื่องของการ Dubble standard เพราะว่าถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นกับ พรรคนี้ก็จะตัดสินอย่างหนึ่ง แต่พอเกิดขึ้นกับอีกพรรคหนึ่งก็จะตัดสินอีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อ ปัญหามันเกิดขึ้นก็เกิดข้อสงสัยในสังคม ถ้าจำเป็นที่จะต้องแก้ก็คงจะมองประเด็นต่าง ๆ ซึ่งถ้าดูในทั้ง ๓ ร่างแล้วก็พบว่ามันตั้งแต่เริ่มต้น เพราะว่าแต่ละร่างที่เสนอมาก็พยายามที่จะ ช่วงชิงความได้เปรียบ เหมือนกับว่าเราเริ่มตั้งแต่ในเรื่องของกระดุมเม็ดแรกแล้วว่าตั้งใจที่จะ ใช้กฎกติกาให้มันได้เปรียบในส่วนของตัวเอง ยกตัวอย่างพรรคที่ Predict แล้วคิดว่าสังคม น่าจะใช้เสียง Popular ก็คือเสียงทั้งประเทศมาเป็นตัวตัดสินก็จะพยายามโยง จะพยายาม ตั้งกติกา จะพยายามร่าง ทับ ๑ ทับ ๒ ทับ ๓ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ในส่วนของ Popular Vote นะครับ ในส่วนของพรรคที่เขา Predict ว่าเขาน่าจะคุมเสียงได้ในสภาหรือว่าในสภาสูง เขาก็อยากจะให้รัฐสภาเป็นคนเลือก อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการกำหนดกติกา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบันเรื่องที่ชาวบ้านสะท้อนแล้วก็เสนอผมมาเขาบอกว่าทำไม ต้องไปแก้ให้มันเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำไมไม่เอาฉบับปี ๒๕๔๐ มาเป็นฐาน แล้วก็ มาตราไหนที่คิดว่ามันไม่เข้ากับยุคปัจจุบัน เพราะว่าผ่านมาแล้ว ๒๘ ปีก็เอามาตรานั้นมาทำ การแก้ไข ถามว่าปี ๒๕๖๐ กำหนดเงื่อนไขกติกาไว้เยอะแยะมากมายว่าทำการแก้นี้จะต้อง ย้อนกลับไปถามประชามติอีก ๒-๓ ครั้ง มันก็สามารถที่จะปลดล็อกได้ แต่ว่าทำอย่างไร ให้เราสามารถเอามาดูแต่ละมาตรา ถามว่าปี ๒๕๖๐ แก้ไขได้ไหม ก็แก้ไขได้รายมาตราเรา เคยแก้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมา ๒ ใบ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด จำนวน สส. จากเขต ๓๕๐ มาเป็น ๔๐๐ จากบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ ลดมาเหลือ ๑๐๐ อันนั้น ก็สามารถแก้ได้อยู่แล้วนะครับ อันนี้เรามาดูนะครับ แต่ว่ามันก็คงจะผ่านกระบวนการขั้นตอน นั้นมาแล้วด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและเราเห็นว่ามีหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาฉบับก่อน ๆ ฉบับนี้เราก็ได้เห็นสิ่งที่แปลก ๆ เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ในเรื่องของช่องว่าง ที่แต่ละพรรค แต่ละคน แต่ละส่วนได้อาศัยช่องว่างในการที่ทำให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเอง เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ผมก็มองว่าวันนี้แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจำเป็นต้องแก้ก็คงจะต้องดูว่าเรา แก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยได้หรือไม่ เหมือนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นะครับ ถ้ามี ๔ เรื่อง ในเรื่องของภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านความมั่นคง แล้วก็ภัยด้าน สิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้มันเกิดการต่อเนื่องระยะยาว ผมขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงาน แค่ ๔ เดือนก็พยายามที่จะปั้นผลงานให้เห็นชัดเจนจับต้องได้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร เรากำหนดในรัฐธรรมนูญที่จะร่างนี้ให้มันฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วก็ใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องนำไปใช้ ใครไม่ใช่ก็จะต้องมีบทลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจริยธรรมหรือว่า ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ อันนั้นก็สามารถที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ถ้าจำเป็นที่จะต้อง แก้ไขก็เป็นประมาณนั้นนะครับ

ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งนะครับว่าเราศึกษาแล้วตำราเขาก็กำหนดมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรว่ามนุษย์เราสามารถที่จะยืนอยู่ได้บนโลก ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ก็คือในเรื่องของแก้วัฏจักรแห่งความชั่วร้าย ผมเคยพูดอยู่เสมอนะครับ หลัก ๆ ก็คือในเรื่อง ของแก้ปัญหาโง่จนเจ็บนะครับ ในเรื่องของการแก้โง่แก้การศึกษา ทำอย่างไรระบุให้มัน ชัดเจนไปเลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นก็จะต้องกำหนดให้ชัด วันนี้เรามาดูว่าระบบ การศึกษาของไทยเป็นอย่างไร ไม่มีใครเอาจริงเอาจัง ผมโชคดีว่าได้ไปศึกษากับ คณะกรรมาธิการสามัญทั้ง ๑๕ ชุด ก็พยายามดูว่าแต่ละคณะเขาลงไปดำเนินการประชุมแล้ว เรียกส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้ว สรุปเป็นรายงานการศึกษาแล้ว ทำไมไม่เอามาใช้ สิ่งดี ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ เช่นยกตัวอย่างในเรื่องของอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เขาวางพื้นฐานไว้อย่างดี ศึกษาทั่วโลก ทุกประเทศที่มีการศึกษาที่สามารถที่จะเป็นตัวอย่าง ได้เอามาถอดบทเรียน แล้วก็ให้ทางฝ่ายบริหารได้นำไปใช้นะครับ แต่ว่าเราไม่มีการนำมาใช้ อันนี้คือพื้นฐานง่าย ๆ ที่จะทำอย่างไรให้ในเรื่องของการโง่ ก็คงจะเสริมในเรื่องของการศึกษา วางระบบกันใหม่ให้มันชัดเจนแล้วก็ตอบโจทย์ว่าศึกษามาแล้วไม่ว่างงาน วันนี้เรายังใช้ กระดาษใบหนึ่งก็คือในเรื่องของใบปริญญามาเป็นตัวกำหนด เราไม่ได้ใช้ทักษะ เราไม่ได้ใช้ ความสามารถที่จะมาทำงานในองค์กรนั้น ๆ นะครับ ในเรื่องของแก้เจ็บก็เช่นกัน ในเรื่องของ สุขภาพ ทำอย่างไร ณ วันนี้โรงพยาบาลคนไข้ก็เยอะล้น ปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่าย สปสช. กับโรงพยาบาลที่มาเป็นคู่สัญญา หรือว่าในเรื่องของการสร้างสุขภาพให้คนเป็นคนสุขภาพดี ก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด อันนี้ก็คงจะต้องมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ สุดท้ายในเรื่อง ของแก้จนครับ ในเรื่องของรายได้ ทำอย่างไรเราสามารถที่จะให้คนของเรามีรายได้ที่ชัดเจน และทำอย่างไรเราสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นนะครับ วันนี้เรามีธุรกิจเทา ๆ แล้วก็เรามีธุรกิจ ออนไลน์ที่มันไม่สามารถที่จะทำให้การเก็บภาษีเข้าระบบ ต้องมีการปรับปรุงกันครั้งยิ่งใหญ่ อันนี้ผมมองว่าถ้าระบุแก้โง่ แก้จน แก้เจ็บ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกเราตั้งใจที่จะแก้ไขตรงนี้ ได้ผมก็ว่าจะเป็นการดีมาก ๆ ครับ ขอบคุณครับ