อัครเดช สนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญภูมิใจไทย ชี้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๘

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความหลากหลายของมุมมองในการพิจารณา และเสนอให้พรรคการเมืองชี้แจงจุดยืนโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวและสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนอาจขัดหลักการนี้ โดยเสนอให้ใช้ร่างดังกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาเพื่อความชอบธรรมและเสถียรภาพของกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขออภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่วันนี้ ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาได้พิจารณาร่วมกันในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ แล้วก็เพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ท่านประธานครับ เรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่ามันเหมือนกับสุภาษิตไทยโบราณว่า สองคนโยนตามช่อง คนหนึ่งมองเห็น โคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย คือจริง ๆ แล้วเรื่องนี้อยู่ที่มุมมอง และทัศนคติในการมองเรื่องเดียวกัน คนแรกก็อาจจะมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาในการ บริหารประเทศ หรือไม่ใช่ปัญหาในการพัฒนาประเทศ แต่อยู่ที่คนคือเราผ่านรัฐธรรมนูญ มาหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ แต่ประเทศเราหลายท่านไม่ว่า จะเป็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในที่นี้ก็ดีหรือพี่น้องสื่อมวลชนก็ดี พี่น้องประชาชนที่ได้ ติดตามความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมืองก็จะเห็นว่าประเทศชาติเราก็ไม่ได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเรา จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญที่เราคิดว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีการกำเนิดเกิดขึ้นขององค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มากมายหลายองค์กรก็ตาม แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเราดีขึ้น เราก็ยังวนเวียนอยู่กับ การบริหารประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็กลับมาเลือกตั้งวนเวียนกันไปอยู่อย่างนี้ ซึ่งก็เป็นความจริง กับอีกคนหนึ่งก็มองว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือตัวสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหา ของประเทศนั้นสำเร็จได้ต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดี มีรัฐธรรมนูญสมบูรณ์ แต่เราก็หาจุดสมดุลไม่ได้ท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สุด เลิศเลอที่สุดนั้นมันคือรัฐธรรมนูญแบบไหนที่จะทำให้ประเทศเราเดินหน้าไปได้ ฉะนั้น สุภาษิตโบราณที่ผมได้เรียนท่านประธานบอกว่า สองคนเดินตามช่อง คนหนึ่งมองเห็น โคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย นั้นมันเป็นสุภาษิตที่มันใช้กับ รัฐธรรมนูญในการพิจารณาวันนี้ได้จริง ๆ เพราะว่าผมเองนั้นก็ไม่ได้หาเสียงมาตั้งแต่ สมัยที่แล้วว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกของผมที่อยู่ในพรรค รวมไทยสร้างชาติหลาย ๆ คนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งนี้ปัจจุบันนี้ เงื่อนไขการเมืองของประเทศมันมาอยู่จุดนี้ครับ จุดที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ประเทศมันเดินหน้าไปได้ พวกเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะกระทำไม่ได้เลย การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้นะครับ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราก็พิจารณาตามสถานการณ์ของบ้านเมือง สถานการณ์ของโลก ความเป็นไปที่แท้จริง ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ครับเพราะว่าก็มีพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองบางฝ่ายการเมืองที่ยังมีความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เรามีเงื่อนไข อยู่ ๒ อย่างครับท่านประธานที่จะต้องมาพิจารณาในการโหวตว่าจะรับหลักการของร่างไหน ซึ่งวันนี้เสนอเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาทั้งหมด ๓ ร่าง ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย ร่างของพรรคประชาชน แล้วก็ร่างของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เงื่อนไข ๒ เรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนั่นก็คือ

เรื่องแรกก็คือการไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ เป็นหลักการสำคัญที่ผมเองแล้วก็สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติหลาย ๆ คนเลย ซึ่งเรา ยืนยันมาตลอดเลยว่าหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญเราไม่อยากให้มีการแก้ไข ก็คือพูดง่าย ๆ เลยคือห้ามแก้ไขโดยเด็ดขาด ถ้ามีการแก้ไขเราก็จะไม่รับหลักการ ฉะนั้น ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะอภิปรายต่อไปก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าอยากจะรอฟังคำชี้แจง ของพรรคหรือสมาชิกพรรคที่ยื่นอีก ๒ พรรค ก็คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ว่าท่านมีหลักประกันอะไรที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ไปแก้หมวด ๑ และหมวด ๒ แต่ผม อ่านของพรรคภูมิใจไทยที่มีท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นผู้ยื่น มีการกำหนดชัดเจนในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖/๑๓ ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป อันนี้คือความชัดเจนของร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ยื่นร่าง ก็อยากจะฟังว่าพรรคประชาชน แล้วก็ พรรคเพื่อไทยท่านมีหลักประกันอะไรในร่างของท่านที่จะไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วพวกกระผมที่รอพิจารณาว่าจะโหวตรับหลักการของ ร่างของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ของพรรคประชาชนหรือไม่ก็คือรอฟังคำชี้แจงของท่าน แล้วพรุ่งนี้พวกกระผมจะรอการตัดสินใจในการโหวตที่จะรับหรือไม่รับอีก ๒ ร่าง แต่ร่างของ พรรคภูมิใจไทยนั้นเรารับแน่นอน เพราะนี่คือหลักประกันที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ จากพรรคภูมิใจไทยให้หลักประกันแก่รัฐสภาแห่งนี้ พี่น้องประชาชน ว่าจะไม่มีการแตะ หมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ครับ

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน อันนี้ที่ผมจะอภิปรายเป็นเรื่องที่ผมจะสนับสนุน ให้ร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลักในการพิจารณาในการแก้ไข ซึ่ง ๓ ร่างหลักนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็อาจจะต้องมีการโหวตเพื่อตัดสินว่าจะใช้ร่างของพรรคใดเป็นร่างหลัก แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า ผมนี่ที่จะอภิปรายเห็นว่าจะต้องใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่าเราต้องเคารพคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาแก้ไขอย่างเคร่งครัด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ย้ำถึง ๓ ครั้ง ถ้าท่านประธานไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หน้าที่ ๑๔ และหน้าที่ ๑๕ ศาล รัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงไหน ในวรรคหนึ่ง ในวรรคสองก็ย้ำอีกครับเป็นครั้งที่ ๒ ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ท่านประธาน มาดูหน้าที่ ๑๕ ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ตอนที่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ นี้มีคำวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง แล้วเราก็ได้รับทราบว่าต้องทำ ๓ ครั้ง แต่เราก็จะทำ ครั้งที่ ๑ กับครั้งที่ ๒ พร้อมกันในการเลือกตั้งทั่วไป ในหน้าที่ ๑๕ ในวรรคหนึ่ง บรรทัดที่ ๔ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยครับท่านประธานครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องขอความเห็นชอบจากประชาชนในรูปแบบ ขั้นตอนและกระบวนการในการจัดทำและหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยมีหลักเกณฑ์และรายละเอียดชัดเจนเพียงพอทั้งในส่วนรูปแบบขั้นตอน กระบวนการในการจัดทำ และหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ทำความเข้าใจรูปแบบขั้นตอน กระบวนการของการจัดทำและหลักการพื้นฐานแต่ละเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญได้อย่าง ถ่องแท้ โดยจะต้องไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อันนี้ท่านเน้น ๓ ครั้งด้วยกัน เมื่อมีการเน้น ๓ ครั้ง อันนี้คือเงื่อนตายของการพิจารณาว่า จะเอาร่างใดมาเป็นร่างหลักในการพิจารณา ท่านประธานดูของพรรคภูมิใจไทยครับ พรรคภูมิใจไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดก็คือ ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน มาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ๒๒ คน มาจาก ๓ สาขาวิชาชีพ รวมกันเป็น ทั้งหมด ๙๙ คน คณะกรรมการยกร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีคณะกรรมการยกร่างทั้งหมด ๔๕ คน มาจาก สสร. ๓๐ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๕ คน รวมเป็นทั้งหมด ๔๕ คน สภาร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละจังหวัดนั้นให้ผู้ที่ต้องการเป็น สสร. นั้น ไปสมัครแต่ละจังหวัด แล้วให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้เลือก แสดงว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน อันนี้ชัดเจนครับว่าร่างของ พรรคภูมิใจไทยนั้นที่มีท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยื่นเสนอเข้ามาพิจารณานั้น ไม่ขัดหรือไม่แย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ชัดเจนครับท่านประธาน ท่านประธานมาดูร่างของพรรคประชาชนครับ มีการให้ตั้งสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คนครับ โดยให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็ให้มี คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือกโดยตรง ๗๐ คน โดยให้ประเทศเป็นเขต เลือกตั้ง ส่วนสภาที่ปรึกษาในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ๑๐๐ คน ก็ให้หารไปแล้วก็เฉลี่ยตาม จังหวัดไป ท่านประธานครับ ๗๐ คน เสร็จแล้วมาให้สภานี้เลือกเหลือ ๓๕ โดยให้มี สส. สว. จับกลุ่ม ๗๐๐ คน สส. สว. จับกลุ่ม ทั้งหมดกลุ่มละ ๒๐ คน เลือกแล้วก็เสนอกันมากลุ่มละ ๑ คน เสนอก่อนได้ก่อน ท่านประธานครับ ให้ประชาชนเลือกมา ๗๐ คน สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขาห้ามนะครับ ห้ามไม่ให้รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง นี่คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไปให้เลือกมา ๗๐ คน แล้วให้สภาตัดออก ๓๕ คน เลือกมา ๓๕ คน ท่านอาจจะมองว่าเป็นการเลือกโดยอ้อม ก็คือประชาชนเลือกมาแล้ว ๗๐ คน รัฐสภามาเลือกให้เหลือ ๓๕ คน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็คือประชาชนเลือกตรงมาแล้ว ๗๐ คน แต่สภาไปตัดออก ๓๕ คน เหลือ ๓๕ คน ผมมองว่าอันนี้คือผิดต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนครับท่านประธาน อันนี้เราจะรับร่างก็อึดอัดใจเหมือนกันครับ ท่านผู้แทนจากพรรคประชาชน แต่ไม่เป็นอะไรครับถ้าท่านยอมใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทย เป็นร่างหลัก ท่านก็ไปแก้ในชั้นของกรรมาธิการ ท่านก็ตัดอันนี้ใช้หลักการของพรรค ภูมิใจไทยมันก็ไม่ผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้อาจจะรับได้ เพื่อเอามาแก้ไขใน ชั้นกรรมาธิการ ทีนี้ร่างของพรรคประชาชนก็มีปัญหาอีกท่านประธาน มีสภาที่ปรึกษา การยกร่าง แล้วถามว่าสภาที่ปรึกษาการยกร่างนี่ถ้าไปใช้สภาที่ปรึกษาการยกร่างแล้วมาจาก ประชาชน แล้วคณะกรรมการยกร่างที่ท่านเลือกมา ๓๕ คนไม่ฟังล่ะครับ ไม่เอาตามสภา ที่ปรึกษาแล้วมันจะวุ่นวายหรือไม่ครับ รัฐธรรมนูญออกมาก็จะเป็นที่โจษขาน เป็นที่ ด่างพร้อยอีกว่าคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ฟังสภาที่ท่านตั้งขึ้นมา ก็คือสภาที่ปรึกษา การยกร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก ๑๐๐ คน แล้วถ้า คณะกรรมการยกร่างอยู่ใต้อาณัติของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนอีก ๑๐๐ คน ก็จะเป็นปัญหาอีกครับ แล้วมีคนไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญก็จะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด อันนี้ก็คือร่างของพรรคประชาชน

ส่วนที่ ๓ ร่างของพรรคเพื่อไทย ให้มี สสร. ๑๐๐ คน โดยให้ สสร. เลือกตาม จังหวัดมา ๓๐๐ คน แล้วให้รัฐสภาเราเลือกเหลือ ๑๐๐ คน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญตามสาขา กลุ่มอาชีพมีทั้งหมด ๑๓ กลุ่มอาชีพ ไม่ว่าจะมาจากสภาผู้แทนราษฎร สว. เสนอก็ดี ครม. เสนอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด สมาคม อบจ. เทศบาลท้องถิ่น ที่ประชุม อธิการบดี ที่ประชุมคณบดีนิติศาสตร์ สมาคมวิชาชีพกฎหมาย สภานักศึกษามหาวิทยาลัย ทุกแห่ง สภาอุตสาหกรรมหอการค้า สมาคมสื่อ สภาสื่อ แพทยสภา ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ พยาบาลวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข เอ็นจีโอ ทั้งหมด ๕๑ คน รวมกันเป็น ๑๕๑ แล้วก็มี คณะกรรมการยกร่างอีก ๒๗ คน มาจาก สสร. ๑๔ คน ผู้เชี่ยวชาญ ๑๓ คน อันนี้ก็คล้าย ๆ กับพรรคประชาชนครับท่านประธาน ก็เลือกตรงมาจากพี่น้องประชาชน แล้วรัฐสภาเรา ก็คัดเหลือ ๑๐๐ คน เป็น สสร. ที่มาจากสัดส่วนการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน ก็บอกว่าเลือกโดยอ้อม ก็หมิ่นเหม่ครับ อันนี้ดีหน่อย อันนั้นของพรรคประชาชน ๑ ต่อ ๑ แต่อันนี้ยังเป็น ๑ ต่อ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอภิปรายมาถึงเหตุผลว่าทำไม เราต้องใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าเอาอีก ๒ ร่างเป็นร่างหลัก ผมว่าหมิ่นเหม่ต่อการที่รัฐสภาแห่งนี้จะขัดต่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายต่อสภา ของเรา ถ้ามีผู้ไปยื่นร้องว่าสภาของเรากระทำการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีทั้ง ยื่นจริยธรรม ยื่นร้อง ซึ่งก็มีผู้ร้องอยู่แล้ว ฉะนั้นผมอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกแห่งนี้ ๒ เรื่อง ด้วยกันที่ผมรอก็คือเรื่องแรก ผมจะโหวตรับอีก ๒ ร่างหรือไม่ก็คือความชัดเจนในการที่จะ ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญของอีก ๒ ร่าง ว่าถ้าใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลักแล้วก็ เอาวิธีการในการตั้ง สสร. และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก ในการพิจารณาการแก้ไขครั้งนี้ก็จะได้ไม่ต้องไปหมิ่นเหม่ต่อการขัดคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในการแก้ไขได้พิจารณาประเด็นที่ ผมได้ตั้งข้อสังเกต เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ครับ จึงขออนุญาตนำกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ