ร่มธรรม ขำนุรักษ์ อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 156 และ 256 พร้อมเสนอเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยวิพากษ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าขาดความเป็นประชาธิปไตย จำกัดเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้ปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สะท้อนเจตจำนงของประชาชน เน้นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้กรอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมเสนอแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเน้นกระบวนการคัดเลือก สสร. ที่เป็นธรรม การจัดประชามติอย่างโปร่งใส และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างเท่าเทียมก่อนการลงประชามติ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้กระผมขออภิปรายในวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความหวัง และอนาคตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนและประเทศของเราครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศที่วางโครงสร้าง กรอบกติกา และระเบียบการปกครองของ ประเทศ รัฐธรรมนูญถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในชาติ ทั้งรูปแบบของรัฐ การใช้อำนาจ อธิปไตย และที่สำคัญคือการรับรองสิทธิเสรีภาพ รวมถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน หากรัฐธรรมนูญของเราดี มีความยึดโยงกับประชาชน มีการถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้มีการปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะ นำมาซึ่งความสงบสุข ความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของประเทศตามมา อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดและปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งที่มาและ เนื้อหาบางประการที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอยู่หลายประการ โดยขอยกตัวอย่างบางประการ ดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีที่มาที่เชื่อมโยงกับคณะ รัฐประหาร มีกระบวนการจัดทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยครับ อีกทั้งการทำประชามติ ในขณะนั้นได้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เปิดให้มีการรณรงค์อย่างเท่าเทียม โดยฝ่ายที่แสดงออกไม่เห็นด้วยก็ถูกจำกัดสิทธิในการรณรงค์และจัดกิจกรรมได้อย่างเข้มงวด
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหาในเรื่องความได้สัดส่วนของการ ถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยอย่างเหมาะสม เรามีองค์กรอิสระ มีกลไกวุฒิสภาที่ขาดความยึดโยง กับประชาชน โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลที่ให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ ถือเป็นกลไกที่บิดเบือนเจตนารมณ์และขัดต่อหลักประชาธิปไตย และแม้ในปัจจุบัน บทเฉพาะกาลจะสิ้นสุดลงไปแล้ว และอำนาจของ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะหมดลง ไปแล้วครับ แต่การได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในปัจจุบัน ก็ยังมีวิธีการเลือก กันเองที่ซับซ้อน ขัดต่อหลักการผู้แทนปวงชนแล้ว แล้วยังเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงเพื่อสร้าง อำนาจทางการเมืองอย่างที่เกิดข้อครหาอยู่ในปัจจุบัน
ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการลดทอนสิทธิของประชาชน บางประการครับ และเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของรัฐแทน ซึ่งถูกมองว่าการคุ้มครองสิทธินั้นอ่อนแอ ลง ผมขอยกตัวอย่าง เช่น สิทธิของประชาชนเพื่อดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งหายไปครับ โดยในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้รับรองสิทธิของประชาชนในการ ดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยไว้อย่างชัดเจนครับ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันนี้กลับไม่ได้รับรองสิทธินี้ไว้โดยตรง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนและกำหนดให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วม บริหารจัดการและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแทนที่
ประการที่ ๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาวที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ โดยใช้เป็นกรอบหลัก ในการจัดทำแผนงานและจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องในทิศทางเดียวกันครับ อย่างไร ก็ตามกรอบที่ล็อกไว้เช่นนี้ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอาจขาดความ ยืดหยุ่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีของโลกได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อมั่นเสมอว่าประเทศไทย จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ นั่นก็คือ ประชาชน ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคประชาธิปัตย์ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยผม เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างครอบคลุม ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิในการเข้าถึงเศรษฐกิจ สิทธิในการได้รับการบริการ สาธารณสุข สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิของผู้ด้อยโอกาสและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเน้นย้ำให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายตามเจตจำนงของ ประชาชนได้อย่างคล่องตัวและต้องเน้นการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีให้มีความเข้มแข็งและสามารถจัดการตนเองได้ วันนี้เราต้อง ทำให้การป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งจากนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และ องค์กรอิสระนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รัฐธรรมนูญต้องมีการปรับปรุงการ ถ่วงดุลอำนาจอธิปไตยอย่างเหมาะสม ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และ องค์กรอิสระ โดยต้องยึดโยงกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยส่วนตัวผมเองแล้วเห็นว่า ในอนาคตวุฒิสภาควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้เป็นผู้แทนที่มา จากประชาชนโดยตรง โดยสรุปแล้วผมเห็นว่าการแก้ไขและจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้นต้องอยู่บนกรอบที่คงความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข มุ่งเพิ่มการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและออกแบบให้การบริหาร ราชการแผ่นดินมีความโปร่งใส เป็นธรรม ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และป้องกันการ ทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเรา เคยให้ความเห็นว่าควรให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตามภายหลังมีคำวินิจฉัยของ ศาลธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นแนวทางที่จำเป็นต้องนำมาปรับเปลี่ยนกระบวนการ
โดยประการที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือ แสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ประเด็นนี้ทำให้รัฐสภาของเราอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการได้มา ซึ่ง สสร. ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย
ประการที่ ๒ คือมีคำวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้มีการ ออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง หรือ ๓ เรื่อง คือ ๑. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ๒. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าควรมีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ๓. ภายหลังรัฐสภาจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเสร็จแล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ให้การออกเสียงประชามติเรื่องที่ ๑ และเรื่องที่ ๒ อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้วันนี้ผมจึงเห็นด้วยในหลักการของ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะเป็นการ กำหนดอำนาจของรัฐสภา กำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสิ่งที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาในแต่ละร่างที่เข้าพิจารณาพร้อมกันนี้คือประเด็น ความแตกต่างของผู้ที่มาทำหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ แต่ละฉบับมีความแตกต่างในเรื่องกระบวนการ ได้มา จำนวนและอำนาจหน้าที่ ซึ่งแต่ละร่างก็ได้พยายามปรับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยปรับให้เป็นการเลือกแบบทางอ้อมแทน ทั้งให้มีการสมัครเข้ามา ผ่านกระบวนการต่าง ๆ และให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกในขั้นสุดท้ายครับ
นอกจากนี้อีกประเด็นที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก็คือกรอบ การจัดทำรัฐธรรมนูญว่าควรมีขอบเขตอย่างไร มีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นใดบ้าง อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งทั้ง ๓ ร่างนี้ยังมีความแตกต่างอยู่ในรายละเอียดพอสมควรครับ โดยมีทั้ง ข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันก็คือการเดินหน้าจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมขอฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้นมาได้พิจารณา อย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องกรอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะต้องไม่เป็นการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และอีกเรื่องคือกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำรัฐธรรมนูญนั้น ต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ได้มากที่สุด ให้มีความโปร่งใส ยุติธรรม และป้องกันการผูกขาดจากกลุ่มอำนาจใดเพื่อ ให้ได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่หลากหลายและเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงท้ายนี้ผมขอใช้โอกาสนี้ด้วยที่จะกล่าวถึงการทำประชามติ รัฐธรรมนูญที่จะจัดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงนี้ โดยผมขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เปิดให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงและเปิดให้มีการรณรงค์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้การตัดสินใจ ของประชาชนในเรื่องของการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นไปอย่าง มีคุณภาพและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน สุดท้ายนี้ผมขอเน้นย้ำว่าการลงมติ รับหลักการในวาระนี้คือการแสดงเจตจำนงของผมในการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเสาหลัก ของประเทศ เพื่อสร้างกรอบกติกาที่จะนำพาประเทศของเราไปสู่การพัฒนาที่ยึดประโยชน์ สูงสุดของผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นที่ตั้งนั่นก็คือปวงชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ