รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันศุกร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุม ๓๘๔ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิด ประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
เรื่องด่วน
- คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (พิจารณาต่อจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๓ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒)
สำหรับการประชุมต่อจากการประชุมครั้งที่แล้ว ผมขอเรียนให้ทราบนะครับว่า สำหรับการประชุมในวันนี้มีบัญชีรายชื่อของพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายวุฒิสภาอีกจำนวนพอสมควรนะครับ ซึ่งผมได้คำนวณเวลาแล้ว นับจาก ๐๙.๓๐ นาฬิกาไปถึงเวลาตีหนึ่งครึ่งแบบเมื่อคืนนี้ ก็จะตก ๑๖ ชั่วโมง แต่คิดว่าจะบริหาร จัดการให้ได้ภายในหรือก่อนเวลาดังกล่าว สำหรับเมื่อดูการแสดงรายชื่อที่เข้าชื่อกันไว้ จะมีอัตราส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีจำนวนนาทีที่รวมแล้วเท่ากับพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภาตรงกันนะครับ ดังนั้นผมก็จะดำเนินการเพื่อให้เวลานี้ไปด้วยกัน จะได้ไม่ได้ เปรียบเสียเปรียบกัน เชิญครับ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า เมื่อวานตามที่ ได้รับรายงานมาในการใช้เวลาไปทั้งหมด เราใช้เวลาในการอภิปรายที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่าน ส.ส. ฝ่ายค้าน รวมแม้กระทั่ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ในวันนี้อยู่ประมาณคร่าว ๆ ท่านประธานครับ ยังไม่รวมในส่วนของประท้วง ยังไม่รวมในการที่ท่านได้สั่งพักการประชุม เมื่อช่วงเวลานั้น เมื่อวานเราได้เวลาในการอภิปราย ๑๒ ชั่วโมง ผมได้แจกจำนวนชั่วโมง ให้แต่ละพรรค ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วม ฝ่ายค้าน วันนี้เราต้องใช้เวลาทั้งหมด ๒๘ ชั่วโมง วันนี้เราเหลือเวลาจากวันนี้นาทีนี้เป็นต้นไป ๑๖ ชั่วโมง ในส่วนตรงนี้ก็ต้องเรียนบรรดาท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านว่า เราจะทำอย่างไร ที่จะช่วยกันบริหาร ก็คือการอภิปรายที่ไม่ผิดข้อบังคับ แล้วก็ไม่ให้มีปัญหา ก็คาดการณ์ไว้ว่า น่าจะจบอยู่ประมาณ ๐๑.๐๐-๐๒.๐๐ นาฬิกา แล้วก็ขอเชิญบรรดาท่านสมาชิกยังมีวาระ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาต่ออีกตามที่ท่านประธานได้ออกกำหนดการไว้ ผมก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานเพื่อทราบในเบื้องต้น ขอบคุณครับ
ท่านจุลพันธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในส่วนของเวลาที่ยังคงเหลือของฟากฝั่งฝ่ายค้าน เหลืออีกประมาณ ๘ ชั่วโมง ที่จะต้องอภิปรายตามกรอบเวลา ๑๓ ชั่วโมงครึ่งที่ได้ตกลงกันไว้ ทางฝั่งฝ่ายค้าน มีความพร้อมนะครับ เราให้ความร่วมมือเราอยากให้การประชุมเป็นไปด้วยดีนะครับ ก็ขอความกรุณาท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วทางฟากฝั่งฝ่ายค้านเปิดพร้อมสำหรับวันเสาร์ ช่วงเช้านะครับ ถ้าเราพิจารณาจบวันนี้ในเวลาดึกอาจจะเที่ยงคืน ตีหนึ่ง วันเสาร์ช่วงเช้า เรามาต่อกันทางนี้พร้อมครับ ก็ขอให้การประชุมเรียบร้อยนะครับ เราให้ความร่วมมือ ทุกประการครับ ก็ขอให้มีความอดทนอดกลั้นเพื่อที่การประชุมจะได้เดินหน้าไปอย่างสะดวก ขอบคุณครับ
ท่านสมชาย แสวงการ ในประเด็นนี้นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตที่ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานวุฒิสภาได้ตกลงกันที่จะประชุม ๒ วัน คือวันนี้จนดึกถึงตีหนึ่ง ตีสอง ผมคิดว่าทางสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ขัดข้องนะครับ เพียงแต่ว่ายังมี สมาชิกวุฒิสภาเหลืออีกประมาณ ๔๐ กว่าท่าน ก็อยากให้
ประการแรก รักษาบรรยากาศในห้องประชุม ซึ่งผมคิดว่าภาพลักษณ์ ของรัฐสภา สังคมภายนอกเขาติดตามอยู่นะครับ ก็อยากดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ แถลงนโยบาย แล้วก็กระชับโดยไม่ต้องมีเหตุต้องประท้วงใด ๆ
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าพรุ่งนี้มีภารกิจสำคัญนะครับ สมาชิกหลายท่านต้องมี ภารกิจสำคัญอย่างยิ่งของปวงชนชาวไทย อยากให้จบคืนนี้ในเวลา จะตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม ผมคิดว่าพวกเราไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องไปประชุมต่อวันพรุ่งนี้เกรงว่าสมาชิกวุฒิสภาเอง ซึ่งมีภารกิจสำคัญก็จะมีปัญหาในเรื่องการมาร่วมประชุม ก็จะขออนุญาตว่าท่านประธาน ได้วินิจฉัยตามที่ท่านประธานรัฐสภาได้สรุปไว้ตอนต้นคือจบคืนนี้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ ขออนุญาตนำเรียนหารือเรื่องที่ ๑ ครับ
ท่านปารีณา ประเด็นนี้หรือเปล่า
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ จะขออนุญาตหารือท่านประธานในเรื่องของ การรักษาระเบียบและความเรียบร้อยของการประชุมรัฐสภาในวันนี้ ในข้อ ๑๑๔ ซึ่งเมื่อวานนี้ท่านประธานได้เชิญท่านเสรีพิศุทธ์ออกนอกห้องประชุมแล้ว ดิฉันไม่ทราบว่า ท่านเสรีพิศุทธ์จะสามารถเสนอหน้าเข้ามาในการประชุมในวันนี้ได้หรือไม่ แล้วท่านประธาน ได้อนุญาตท่านเสรีพิศุทธ์เข้ามาในห้องประชุมแล้วหรือยังคะ
เดี๋ยว ท่านปารีณาครับ เอาประเด็นเมื่อสักครู่นี้จบนะครับ เรื่องเวลาที่วิป (Whip) ทุกฝ่าย ๓ ฝ่ายนะครับ จะอภิปรายตามกำหนดเวลา
ท่านประธานครับ มีผู้ประท้วงต้องเรียกครับ
เดี๋ยวก่อนครับ ให้ผมพูดจบก่อน ผมยังไม่ให้พูด ดังนั้นผมก็ขอความกรุณาทั้ง ๓ ฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล คือแน่นอนถ้าตามที่ท่านวิรัชพูดไว้ ใช้เวลา ๒๘ ชั่วโมง ผมคิดว่าทุกฝ่ายต่างลดมาตามสัดส่วน ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นการดีมากที่จะทำให้การประชุมในครั้งนี้ วาระเรื่องการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาเป็นไปโดยราบรื่น สำหรับประเด็นที่ท่านปารีณาเสนอ ไม่ทราบว่าท่านเกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้หรือเปล่า หรือกลับไปเรื่องเก่า เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ คุณปารีณา ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ สิ่งที่ท่านพูดเป็นการขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เป็นเรื่องของการเสียดสี ท่านใช้คำว่า เสนอหน้า
ดิฉันขอถอนค่ะ
นี่ละครับ เป็นตัวอย่างที่จะให้สภาเดินไปด้วยความเรียบร้อยครับ
นิดหน่อยครับ ก็รักษาบรรยากาศ ผมขอวินิจฉัยที่ท่านปารีณาพูดว่า พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์จะเข้ามา ประชุมในวันนี้ได้หรือไม่ การให้ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ออกไปเมื่อวานนี้ไม่ได้ กำหนดเวลานะครับ ผมเห็นว่าเมื่อได้ผ่านไปแล้วก็อนุญาตให้ท่านเสรีพิศุทธ์เข้ามา ในการประชุมครั้งนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ ดำเนินการต่อนะครับ ไม่มีแล้วครับ อย่าประท้วง เลย เรื่องเวลาผมให้ไปหารือกันครับ เมื่อสักครู่นี้ ๓ ฝ่าย ผมมานั่งเกลี่ยในนี้ก็เสียเวลาอีก หลายนาทีนะครับ เชิญเลยสำหรับตามลิสต์ (List) รายชื่อนะครับ ท่านแรกเริ่มจาก ท่านภาสกร เงินเจริญกุล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๐ นาที จากนั้นก็จะเป็นพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ท่านพิเชษฐ สถิรชวาล ๒ นาที ท่านคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ๒ นาที แล้วก็จะไป วุฒิสมาชิก ซึ่งค้างอยู่จำนวนมาก จะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญส่ง ไข่เกษ ๕ นาที ท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ๕ นาทีครับ เชิญชุดแรก เชิญท่านภาสกรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ก่อนอภิปราย ท่านมิ่งขวัญฝากถึงแฟนคลับ เอฟซี (FC) ลุงมิ่ง ลุงมิ่งคงไม่ได้พูดคราวนี้ ท่านฝากบอกว่า อาจจะเป็นคราวหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันนี้ก็ฟังหลานลุงไปก่อน พลาง ๆ โอเค (OK) เวลามันสั้น ผมศึกษาประเด็นหลัก ๑๒ ด้าน แล้วก็นโยบาย ๑๒ ด้าน เรื่องเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ผมมีข้อเสนอแนะจริง ๆ เยอะมาก แต่เนื่องจากเวลาจำกัด ผมไม่สามารถที่จะมานำเสนอข้อเสนอแนะได้ทั้งหมด ก็อาจจะมีประเด็นหลัก ๆ สัก ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะเสนอแนะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า มันเป็น ประโยชน์ต่อประชาชนนะครับ ต่อของคณะรัฐมนตรีเช่นกันนะครับ
เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจนะครับ เศรษฐกิจผมเชื่อว่า ณ วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ ผมเดินไปในท้องถนนทุกคนบอกว่า เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสไปห้างห้างหนึ่งเขาก็บอกว่า ยอดขาย เขาขายเครื่องไฟฟ้า ยอดขายเขาหายไป ครึ่งหนึ่ง เขาก็ถามผมว่า แล้วอนาคตจะดีกว่านี้หรือไม่ ผมบอกว่า อย่างไรก็คงต้องดีขึ้น ทีนี้ผมก็พยายามศึกษารายงานตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจในหลาย ๆ สำนักก็ปรากฏว่า จีดีพี (GDP) ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ แนวโน้มมันก็ไม่ดี ๔.๐ ๓.๘ แล้ว ณ วันนี้ปี ๒๕๖๒ ก็ประมาณสัก ๓.๖-๓.๗ นะครับ หนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนก็ไม่ดีเหมือนกัน มากขึ้นนะครับ ปี ๒๕๕๓ ผมเข้าใจว่ามีอยู่ต่อหัวประมาณราว ๆ ๗๐,๐๐๐ ณ ปี ๒๕๖๐ ณ ตอนนี้ก็อยู่ ประมาณสัก ๑๕๐,๐๐๐ ขึ้นประมาณเท่าตัว ที่ผมพูดไปอย่างนี้เพื่อจะปูให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลก ก็มีผลเหมือนกันนะครับ การเติบโตของเศรษฐกิจต่ำ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก็ต่อเนื่อง บวกกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกนะครับ เบร็กซิต (Brexit) ของประเทศอังกฤษ กรณีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีใต้ ในการส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอีกมากมายนะครับ การประท้วงที่ประเทศฝรั่งเศส ต่าง ๆ นี้ส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งนั้นนะครับ ดังนั้นผมก็พยายามมาศึกษา ในนโยบายที่ท่านได้เขียนไว้ผมก็อ่านอยู่นะครับ ก็เห็นว่าเป็นกรอบกว้าง ๆ และผมก็เชื่อว่า การที่ใช้นโยบายปกติธรรมดาแล้วจะทำให้เศรษฐกิจมันสวนกระแสและดีขึ้น ผมว่ามันไม่ง่าย มันยากนะครับ แค่พยุงให้มันดี ณ เท่าปัจจุบันผมว่าก็เหนื่อยแล้ว แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาล คงมีนโยบายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจเรา หรือปากท้องของพี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดีนะครับ ผมก็เข้าใจว่ารัฐบาลน่าจะมี
อีกอันหนึ่งคือในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวผมเชื่อว่าในประเทศอื่นก็เป็น เช่นกัน ฉะนั้นมันเป็นโอกาสดีของเราเหมือนกันในการที่เราจะทำอะไรครับ วางพื้นฐานปฏิรูป สิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ดีเพื่อวางพื้นฐาน รอเศรษฐกิจที่มันกำลังจะเงยหัวขึ้นเราก็พร้อมที่จะลุย กับชาวบ้านเขาแล้ว แล้วก็เติบโตต่อเนื่องแข่งขันกับคนอื่นได้นะครับ
อีกอันหนึ่งที่ผมมองว่ามันสำคัญเนื่องจากว่าการวางโพซิชันนิง (Positioning) ของประเทศไทย หรือว่าการวางจุดยืนของประเทศไทยมัน ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ผมว่ามันควรจะ ปัดฝุ่น เนื่องจากว่า ณ วันนี้สมัยก่อนผมเชื่อว่าคู่แข่งบ้านเราน้อยนะครับ ประเทศเวียดนาม หรืออะไรก็แล้วแต่มันไม่ขนาดนี้ ลองมองกลับไปที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเวียดนามผมเชื่อว่าการลงทุนตอนนี้ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
อีกอันหนึ่งคือประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศฟิลิปปินส์เขาใช้จุดแข็งของเขา ในการใช้ภาษาอังกฤษ สิ่งที่เขาทำคือเขาเป็นศูนย์กลางของการเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ของต่างประเทศนะครับ ทีนี้พอเรามองกลับมาในประเทศไทยถามว่า อ้าว แล้วจุดยืนเรา โพซิชันนิง (Positioning) ที่เมืองนอกมองเราหรือใครมองเรามันคือจุดไหน อันนี้ผมเริ่ม ไม่แน่ใจแล้วว่าเราอยู่จุดไหนดี ผมคิดว่า ณ วันนี้เป็นโอกาสดีในการที่เราจะปรับรีโพซิชันนิง (Repositioning) ของเรานะครับ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพ
อีกอันหนึ่งคือ ณ วันนี้นโยบายต่าง ๆ หรืออะไรต่าง ๆ เราจะต้องมอง ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกันว่าเขาจะตามเราหรือจะแซงเรา เพราะผมกลัวว่า ถ้าเราไม่มองจุดนี้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเรามองอีกทีเขามายืนข้างเราแล้ว หรือเผลอ ๆ อาจจะแซง เนื่องจากเทคโนโลยี ณ วันนี้มันไม่ใช่ใช้เวลา ๒๐ ปี ๓๐ ปีทันเรานะครับ มันอาจใช้เวลา แค่เพียงไม่กี่ปีและทันเราและแซงเลย ฉะนั้นผมอยากฝากประเด็นเหล่านี้ผ่านทาง ท่านประธานให้กับคณะรัฐมนตรีช่วยพิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วยเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจนะครับ
แต่อีกอันหนึ่งผมเป็นห่วงมากเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการขึ้นค่าแรงเป็น ๔๐๐ บาท ผมเข้าใจว่าน่าจะมีประเด็นนี้ในนโยบายการขึ้นค่าแรง ผมเข้าใจนะครับว่า การขึ้นค่าแรงมันเห็นเลยว่าได้เงินนะครับ การขึ้นจาก ๓๐๐ บาท เป็น ๔๐๐ บาท ก็ได้เงินมา ประมาณ ๑๐๐ กว่าบาท แต่สิ่งที่มันสะท้อนและเป็นผลกระทบในวงกว้าง ผมว่ามันเยอะและต้องพิจารณา ยกตัวอย่าง เช่นเงินเฟ้อนะครับ ถ้าเราขึ้นนี่ผมว่าเงินเฟ้อเราเห็น เผลอ ๆ ก๋วยเตี๋ยวนี่ร้อยหนึ่งเราก็เห็น การย้ายฐานการผลิต เนื่องจากว่าพอเราขึ้นค่าแรง ต้นทุนต่าง ๆ ก็ขึ้น ก็อาจจะมีเป็นปัจจัย ในการย้ายฐานผลิตจากประเทศไทยไปที่อื่นได้ การลงทุนใหม่ ๆ ผมเชื่อว่าสมมุติผมเป็น ผู้ลงทุนนี่ผมคงยื่นหลายประเทศว่า ตัดสินใจจะไปประเทศไหนดี ถ้าค่าแรงเราแพงขนาดนี้ มากกว่าเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนามเป็นเท่า ๆ การตัดสินใจง่ายเลยครับ ผมก็ไปลงทุน ที่ประเทศเวียดนาม ลงทุนที่ประเทศอื่นนะครับ การเข้ามาในประเทศไทยคงยาก แรงงาน ต่างด้าวไหลเข้ามาแน่นอนครับ เพราะบ้านเราค่าแรงมากกว่าประเทศเขาเป็นเท่าตัว มาทำงาน ที่นี่ได้เงินเยอะกว่า มาอยู่แล้วครับ ต้นทุนธุรกิจในประเทศสูง ผมว่าการแข่งขันลำบาก ดังนั้น เราอาจจะต้องเวจต์ (Weight) กันระหว่างวิธีการเพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์ของประชาชน เราอาจใช้วิธีอื่นก็ได้มีตั้งหลายวิธี อย่างเช่น ยกตัวอย่างเราก็ลดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันลดลง ค่าไฟฟ้าลดลง มีอีกหลายวิธี อันนี้พอลดปุ๊บ แน่นอนครับ เงินเท่าเดิม แต่ว่าสุดท้าย เขาสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น เท่ากับเงินเขาเพิ่มโดยอัตโนมัตินะครับ เศรษฐกิจ โดยรวมดีขึ้น ผมก็ไม่ต้องไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละร้อยกว่าบาท เงินที่ขึ้นมาร้อยกว่าบาท กินวันเดียวก็หมด ผมรบกวนฝากท่านประธานถึงคณะรัฐมนตรีช่วยพิจารณานิดหนึ่ง เวจต์ (Weight) นิดหนึ่งว่าการขึ้นค่าแรงนี่กับการใช้วิธีอื่นนี่อันไหนมันน่าจะดีกว่ากัน หรือมีวิธีอื่นหรือเปล่านะครับ
อีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องสุดท้าย ผมเป็นห่วงมากอันนี้นะครับ มันเกี่ยวกับ ไอที (IT) หรือบิสซิเนส (Business) ในอนาคตครับ ผมเข้าใจว่า ณ วันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วน ในชีวิตประจำวันของทุกท่าน การค้าธุรกิจเหมือนกัน ทุกวันนี้ธุรกิจคนรุ่นใหม่ขึ้นไปบน อีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลซ (e-Commerce marketplace) หมดแล้ว เยอะมาก แต่อันนี้ น่าสนใจและควรระวังมาก เนื่องจากว่ามาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) หรือ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นี่แพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นของคนไทยนี่ผมบอกเลยไม่มี ศูนย์ ณ วันนี้ เป็นของต่างชาติหมด โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ข้าง ๆ บ้านเรานะครับ พี่เบิ้มเรานี่ของยักษ์ใหญ่ ในเอเชียนี่เป็นของเขาทั้งนั้น ณ วันนี้โรงงานก็เป็นของเขา ผู้ประกอบการบนมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็เป็นคนไทย กับเป็นคนของเขา สิ่งที่ต่างกันคือถ้าเป็นของคนไทย คนไทยสั่งซื้อ เจ้าของที่เป็นคนไทยนะครับ ก็สั่งซื้อไปที่ โรงงานของประเทศเขาส่งผ่านมา ถ้าเป็นของคนไทยส่งไปที่ผู้ซื้อ ๑. เสียภาษีแวต (VAT) อันที่ ๒ ถ้ากำไร กำไรก็เสียภาษีรายได้ อันที่ ๓ ปลายปีถ้ามีการปันผลก็เสียภาษีปันผลอีก เท่ากับเขาเสียไป ๓ ต่อ ในขณะที่ถ้าเป็นเจ้าของเป็นยักษ์ใหญ่ฝั่งเอเชีย คือพอเขาสั่งปุ๊บ เขาก็สั่งจากโรงงานจากประเทศเขาส่งตรงถึงผู้บริโภค ไม่เสียภาษีนะครับท่าน หมายความว่า อย่างไร หมายความว่า อันที่ ๑ ต้นทุนของคนไทยที่อยู่ในประเทศเราสูงกว่าเขา อันที่ ๒ รัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี อันที่ ๓ ธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ของคนไทยอนาคต ไม่เหลือนะครับ เพราะต้นทุนเราสูงกว่าเขา แล้วมันจะอยู่อย่างไรครับ อีกอันหนึ่งคือ ณ วันนี้ ผมกลัวว่าในอนาคตเราจะไม่ได้เป็นผู้ขาย เราจะเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อ เนื่องจากว่าตอนนี้ จะสังเกตเห็นว่าต้นทางก็เป็นเขา ตรงกลาง แพลตฟอร์ม (Platform) ในการขายก็ยังเป็น ของเขา เหลืออย่างเดียวครับ คนซื้อ ฉะนั้นวันนี้เขาไม่ได้มาด้วยเสื่อผืนหมอนใบนะครับ เขามาด้วยกระเป๋าสตางค์อันใหญ่โตนะครับ เขาแค่มาเทก (Take) ตรงนี้ไป สุดท้ายโรงงาน คนขาย ขายปลีก ขายส่ง เขารับหมดนะครับ เราเป็นเพียงแค่ผู้ซื้อ ฉะนั้นนี่ผมอยากฝากไว้ เหมือนกันว่าอันนี้เป็นจุดที่ควรระวังมาก ไม่อย่างนั้นสุดท้ายวันหลังเราจะไม่มีอะไรที่ให้ คนไทยเป็นเจ้าของ ก็จะเป็นของคนอื่นหมดนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ตรงเวลาครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ สถิรชวาล
ท่านประธานครับ
มีเรื่องอะไร
ไม่ได้ประท้วง ขออนุญาตหารือท่านประธานสักครู่เดียวในเรื่องของคิวของท่านผู้อภิปรายครับ ท่านประธาน กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา กราบเรียนท่านประธานในเรื่องของคิวหารือในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคเล็กนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานอ่านชื่อ ๒ ท่านนั้นก็คือท่านพิเชษฐ แล้วก็ ท่านคฑาเทพ แต่เนื่องด้วยต่อเนื่องจากเมื่อคืนในช่วงที่ท่านชวนทำหน้าที่เป็นท่านประธาน รัฐสภาอยู่นะครับ ท่านก็ได้อนุญาตในทางกลุ่มพรรคเล็กของพรรคร่วมรัฐบาลนี้จับกลุ่มเป็น ๔ ท่าน เพราะว่าแต่ละท่านมีเวลาเพียงแค่ ๒ นาทีครับ ก็เลยอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าจะมีท่านพิเชษฐ ท่านคฑาเทพ ท่านระวี ท่านสุรทิน รวมกันเลยทีเดียว จะได้ไหม ก็อยากจะขอความกรุณาครับ กราบขอบคุณครับ
ได้ครับ เชิญท่านพิเชษฐครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ สถิรชวาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธรรมไทย จากข้อแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องของนโยบายรัฐบาลก็ขอเรียนนะครับว่าค่อนข้างสมบูรณ์ ครอบคลุมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องของอาชีพทุกสายอาชีพ จากข้อจำกัดเวลาผมขออนุญาตเอาประเด็นเลยครับ เพราะว่าแค่ ๒ นาที ถ้าผมจะอธิบายในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นที่ผมจัดเตรียม ไว้แล้วเรื่องของตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศซาอุดีอาระเบีย มันจะต้องกินเวลา ผมขออนุญาตเข้าประเด็นครับ ขอให้ท่านประธานเปิดไปที่หน้า ๕ ข้อ ๔ เลยนะครับ แล้วก็ในหัวข้อพูดถึงการสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก เสร็จแล้วในข้อย่อยนะครับ ท่านดูไปที่
๔.๑ การสร้างบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในภูมิภาคและเวทีโลก
๔.๒ เรื่องความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน (ASEAN) ก็แน่นอนครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีของเราได้เป็นประธานอาเซียน (ASEAN) นี่ก็หมายความว่า คือความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN)
๔.๓ เสริมสร้างเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ตรงนี้ถ้าดูในเนื้อหาก็คือว่า เป็นการที่จะเปิดตลาดในเรื่องของที่พูดถึงยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ เมื่อวานนี้ ท่านรองจุรินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดถึงยุโรปด้วย ผมก็คงจะไม่ไป ตรงนี้ด้วยนะครับ
๔.๔ ส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ แน่นอนครับ อันนี้เป็นที่ทราบ กันอยู่แล้ว
๔.๕ ผมว่ามีความสำคัญมากครับ ที่ว่าผมจะพูดในเรื่องของประเทศ ซาอุดีอาระเบีย ก็คือขับเคลื่อนงานการทูตเชิงรุกเพื่อประชาชน
ท่านประธานครับจาก ๔ ข้อ พอที่จะสรุปเพื่อให้ได้สาระได้เวลามากสุดก็คือ ผมจะโฟกัสไปที่กลุ่มตะวันออกกลาง กลุ่มตะวันออกลางนี้ หมดเวลาแล้วหรือครับ
ท่านต่อไป อีกสักนาทีครับ
กลุ่มตะวันออกกลางนี้ผมจะเน้นไปที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิก ของ จีซีซี (GCC) ก็คือกัลฟ์ โคโอเปอเรชัน เคาน์ซิล (Gulf Cooperation Council) ถือว่า มีบทบาทมาก เป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า ๓๐ ล้านคน ในประเด็นที่ผมได้กราบเรียน ในเบื้องต้นนั้น เรื่องการลงทุนและแรงงาน ผมอยากจะเชิญชวนเขามาลงทุนใน ๓ จังหวัด ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายสนามบินที่บ้านทอน จังหวัดนราธิวาส ท่านประธาน อาจสงสัยว่าทำไมจะต้องเป็นประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย ก็เนื่องด้วยประเทศนี้เป็นผู้ให้ โควตาสัมปทาน ขณะนี้ผมต้องการให้ขยายสนามบินเพื่อให้สนามบินบ้านทอน จังหวัดนราธิวาสเป็นศูนย์กลางในการขนส่งผู้แสวงบุญ ขนส่งแรงงานไทยที่จะมีการเจรจา ต่อไปในอนาคต นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้ไปตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าจากข้อเสนอ หรือว่านโยบายของรัฐบาลครอบคลุมสามารถจะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงในเรื่องของ ความเจริญหลาย ๆ ภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ เมื่อเขามาลงทุนใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เนื่องจากว่าสนามบินในบ้านทอนความยาวมันแค่ ๒ กิโลเมตร แต่ว่าถ้าทำ สนามบินเป็นสนามบินนานาชาติ โดยขนส่งแรงงานและขนส่งผู้แสวงบุญมันจะต้องเพิ่มพื้นที่ เป็น ๔ กิโลเมตร เพื่อสายการบินใหญ่ ๆ มาลงได้นะครับ ผมก็ไม่อยากเกินเวลาของเพื่อน ๆ ก็พอสรุปว่าผมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตลาดใหม่การทูต ในเชิงรุกและผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงอันนี้เกิดขึ้นแน่ ตรรกะในโลกนี้ความรุนแรง ที่ไหนก็แล้วแต่ถ้าความเจริญไปถึงนะครับ ความรุนแรงทั้งหมดก็เบาบาง แล้วก็หมดไป ในที่สุด ตรรกะตรงนี้ผมเชื่อว่าการที่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ครั้งสุดท้ายถ้าผมจำไม่ผิด สักประมาณ ๒๕ ปีที่แล้วมีแรงงานของประเทศไทยอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ๓๐๐,๐๐๐ คน ท่านคิดดูว่าตรงนี้เป็นเงินมหาศาลขนาดไหนครับ
ท่านเลยมา ๒ นาทีแล้วนะครับ
เหลือนาทีนี้ผมจะให้เพื่อนนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เป็น ๔ นาที เจ้าหน้าที่บันทึกให้ถูกต้องนะครับ เพราะว่าบันทึกเมื่อวานเป็นจำนวนน้อยกว่า ที่พูดจริงนะครับ ของท่านพิเชษฐ ๔ นาทีไปแล้ว ต่อไปท่านคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล เบื้องต้น ๒ นาทีนะครับ
กราบเรียนประธานที่เคารพ กระผม นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ จากนโยบาย ทั้งหมด ๑๒ ข้อเร่งด่วน ในข้อ ๑๑ เกี่ยวกับมาตรการภัยแล้ง ท่านประธานที่เคารพ เราต้องเข้าใจร่วมกันว่าหลายยุคหลายสมัย หลายรัฐบาลได้ประสบปัญหาภัยแล้งร่วมกัน ทั้งนั้น แต่วันนี้ผมจะขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาภัยแล้ง และขอผลักดันนโยบาย โขง ชี มูล ท่านประธาน ในการผันแม่น้ำ ๓ สายเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะระบบรางส่งน้ำ ระบบท่อส่งน้ำในการผันเข้าไปสู่ระบบ แก้มลิง ระบบชลประทาน และระบบฝายน้ำ ท่านประธานที่เคารพ เขาบอกว่าที่ใดมีน้ำที่นั่น มีความอุดมสมบูรณ์ เขาเรียกว่า ดินดำน้ำชุ่ม ท่านประธานที่เคารพ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ทำได้ และผมก็ขอฝากรัฐบาลชุดนี้ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านจะได้รับเสียงชื่นชมจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ และจะได้หัวใจจากพี่น้องคนไทย ทั้งประเทศเช่นกัน และผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจและจริงใจที่จะแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่าทุกวันนี้ระบบน้ำเป็นระบบสำคัญและเป็นหัวใจ ของคนไทยทั้งประเทศ ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมทั้งหมดทั้งมวลนั้นต้องใช้น้ำ ท่านประธาน สุดท้ายในเวลาสั้น ๆ นี้ ผมต้องขอฝากท่านประธานถึงนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่านทำได้ท่านจะได้หัวใจจากพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ ขอบคุณมากครับ
ต่อไป ท่านระวี มาศฉมาดล เบื้องต้น ๒ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล พรรคพลังธรรมใหม่ ผมขอเติมเต็มนโยบายรัฐบาลเพียง ๒ ข้อตามเวลาที่มีอยู่น้อยนิดเพียง ๒ นาทีนะครับ
ประการแรก คือนโยบายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลกำหนดนโยบายนี้ในนโยบายหลัก ข้อ ๑๒ และในนโยบาย เร่งด่วนในข้อ ๘ ที่กำหนดชัดเจนว่าจะเร่งรัดดำเนินการตามกฎหมายเมื่อพบผู้กระทำผิด อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ภาครัฐปลอดการทุจริตโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ภาคสังคม เอกชน และประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวัง รัฐบาลมาถูกทางแล้วครับ แต่จะได้ผลจริง รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงใจและจริงจังเท่านั้น รัฐบาลต้องอย่าดีแต่ประกาศ ต้องอย่า ดีแต่พูด ต้องอย่าปากว่าตาขยิบ ถ้าเกิดการคอร์รัปชันขึ้นที่หน่วยงานใดหรือที่รัฐมนตรี ไม่ว่าจากพรรคใด ท่านนายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการอย่างฉับพลันและเด็ดขาดจริง ๆ เช่น เรื่องค่าโง่ต่าง ๆ ของประเทศไทย หรือเรื่องที่พรรคพลังธรรมใหม่ได้ดำเนินการ ในเรื่องทางด่วน รถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) หรือเรื่องไปรษณีย์ ซึ่งถ้าดำเนินการแบบนี้ ประชาชนจะต้องชื่นชมรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ว่ากำลังมาปูถนนทุกเส้นทั่วประเทศด้วยทองคำ จริง ๆ ต่อไปครับ
ประการที่ ๒ นโยบายเรื่องพลังงาน ประเทศไทยมีราคาพลังงานแพงกว่า ประเทศเพื่อนบ้านมาก ดังนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยรีบด่วน ที่สำคัญก็คือการยกเลิกราคาเสมือนนำเข้าน้ำมันและแก๊สจากต่างประเทศ ในส่วนที่ไม่ได้ นำเข้าจริง เป็นปิโตรเลียมของประเทศไทยเอง และการลดราคาค่าการตลาด รวมถึง การปรับกองทุนน้ำมันใหม่ ซึ่งถ้าดำเนินการตามนี้จะส่งผลให้เกิดการลดค่าครองชีพ ของประชาชนปีหนึ่งเป็นแสนล้าน ซึ่งทางพรรคพลังธรรมใหม่ได้ยื่นญัตติในเรื่องขอตั้ง กรรมาธิการศึกษาในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว รอแต่วันที่ จะอภิปรายเท่านั้น ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรทิน พิจารณ์ ๒ นาทีเช่นกันครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านทางรัฐบาลที่ได้บรรจุนโยบาย ของพรรคเป็นนโยบายรัฐบาล มี ๒ ประเด็นคือ
ประเด็นที่ ๑ การปลูกต้นใหม่ที่มีค่า
ประเด็นที่ ๒ คือการวางระบบน้ำ การบริหารน้ำอย่างมีระบบ เป็นนโยบายของ พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่ไม่มีส่วนร่วม
ผมขอเรียนท่านประธานเกี่ยวกับนโยบายที่รัฐบาลวางไว้ ข้อ ๔ หน้า ๓๑ คือ การช่วยเหลือเกษตรกร ท่านประธานครับ มองดูแล้วต้องขอชื่นชมรัฐบาลที่นำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีความตั้งใจช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องภัยแล้ง วันนั้นได้วิ่งเข้าไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไปพบท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังประชุมที่จะทำฝนเทียมหรือฝนหลวงช่วยพี่น้องเกษตรกร ผมชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถึงแม้จะยังไม่เกิดผล แต่ว่าก็เป็นความตั้งใจของทาง คณะรัฐมนตรี ทางรัฐมนตรี ขอชื่นชมท่านธรรมนัส พรหมเผ่า นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือการช่วยเหลือเกษตรกร ท่านประธานครับ เกษตรกร นอกจากเรื่องราคาข้าว ราคามัน ราคาอ้อยแล้ว ยังมีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหา ฝากไปที่ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นั่นก็คือเกษตรกรที่รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ม็อบ (Mob) ท่านประธานครับ ม็อบ (Mob) ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นจากไหน เกิดขึ้นจากปัญหาของ รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นม็อบ (Mob) ปัญหาที่ดิน ปัญหาหนี้สิน ปัญหาป่าไม้ ปัญหาเขื่อน และปัญหาคอมมิวนิสต์ หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ขออนุญาตสัก ๑ นาที ท่านประธานครับ ปัญหาเหล่านี้รวมกันก็จะมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลอยู่ดี อย่างไรในต้นเดือนสิงหาคมหลังจากแถลงนโยบายแล้ว พี่น้องกลุ่มปัญหาเหล่านี้ก็จะมา ขอความอนุเคราะห์ ขอความช่วยเหลือจากทางคณะรัฐมนตรี ขอได้โปรดช่วยพี่น้องเหล่านี้ด้วย อย่างเช่น สภา ๔ ภาค เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือปัญหาที่เกิดจากนโยบาย รัฐบาลโดยแท้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปัญหาพี่น้องผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรือคอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้ ที่ช่วยไปคนละ ๒๒๕,๐๐๐ บาท เหลืออยู่เป็นแสนบาทครับ ที่จะให้เขาวางปืนแล้วก็กลับมา พัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน ท่านประธานครับ อันนี้คือปัญหาที่เกิดจากนโยบายรัฐบาลโดยแท้ สุดท้ายอีกกลุ่มหนึ่งคือทหารผ่านศึก ทหารผ่านศึกเดี๋ยวนี้ที่รัฐบาลยังไม่ได้เยียวยา ก็ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ฝากท่านประธานผ่านไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือท่านนายกรัฐมนตรีของเรา ได้ช่วยเยียวยาพวกนี้ด้วย อย่างเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็มีตัวแทนคือกำนันใบพร แสนอ้วน ที่เป็นตัวแทนของทหารผ่านศึก มือขาดนิ้วเดียว แขนหัก ขาหัก ยังไม่ได้เยียวยา บางคนก็เสียชีวิตไปบ้างแล้ว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบายของ รัฐบาลทั้งนั้น ท่านครับ พี่น้องม็อบ (Mob) มาแน่ ๆ เดือนสิงหาคม ขอความเมตตาไปที่ คณะรัฐมนตรีว่าได้ช่วยเมตตา ช่วยเยียวยา ไม่ใช่ม็อบ (Mob) การเมือง แต่เป็นม็อบ (Mob) ปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐบาล ขอบคุณครับ
ท่านใช้ไป เพิ่มอีกเกือบ ๒ นาที เป็น ๔ นาที บวก ๒ นาทีนะครับ ต่อไปทางสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญส่ง ไข่เกษ ท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านละ ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญส่ง ไข่เกษ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เนื่องจากเวลามีเพียง ๕ นาที ฉะนั้นผมพยายามจะพูดเฉพาะประเด็นที่สำคัญ และเห็นว่าควรจะเติมเต็มในนโยบายของรัฐบาล
ประเด็นแรก ในเรื่องของคำแถลงนโยบายในส่วนที่เป็นภาคผนวกที่ ๑ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ต้องยอมรับว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของการปฏิรูป เป็นเครื่องมือ อันหนึ่งที่สำคัญ ถ้าไม่มีกฎหมายผมมีความเชื่อมั่นว่าการปฏิรูปหรือการปฏิบัติ ตามยุทธศาสตร์ของนโยบายที่แถลงไว้คงจะไม่สัมฤทธิผล กฎหมายฉบับหนึ่งที่มีอยู่ ประมาณ ๑๕ ฉบับ ที่ ครม. จะมีการดำริที่จะออกกฎหมาย ฉบับที่ผมได้กล่าวถึงนี้คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากผมมีประสบการณ์ทำงาน ร่วมกับประชาชนในท้องที่เป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการ ขนาดใหญ่ของรัฐมากกว่า ๒๐ โครงการ เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นเป็นหัวใจสำคัญ ของการพัฒนาประเทศในเรื่องของพัฒนาโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) หรือโครงการอะไรก็ตามที่มีผลกระทบในวงกว้าง ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เนื่องจากเรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่าภาคส่วนของราชการหลายภาคส่วน ทราบว่า ประชาชนเองก็ไม่มีความพร้อมในเรื่องความรู้ ในเรื่องเทคโนโลยี ในเรื่องของ ความกระตือรือร้น หรือเรื่องในสิทธิพึงมีพึงได้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องกล่าวถึงการที่จะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องอะไรบ้าง ร่วมแค่ไหน อย่างไร เรามีการถกเถียงกันมากในเรื่อง ของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโครงการต่าง ๆ มีข้อครหาจาก เอ็นจีโอ (NGO) ว่าเป็นเพียงพิธีกรรม หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าให้มาร่วมอย่างนั้นละ ชาวบ้าน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ก็เนื่องจากมีข้อจำกัดอย่างที่ผมนำเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อออกมาแล้ว ผมเชื่อว่าโครงการหลายโครงการ ที่ติดขัดอยู่เมื่อมีข้อจำกัด มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เรื่องของการประท้วง เรื่องของการขัดขวาง เรื่องของการไม่เห็นด้วยจะน้อยลง โครงการจะถูกตำหนิ รัฐบาลก็จะถูกตำหนิในการพัฒนา โครงการต่าง ๆ ว่าทำไปโดยที่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประชาชนได้อะไร ไม่รู้เรื่อง ประชาชนได้รับผลกระทบอะไรไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นอันนี้อยากฝากทางรัฐบาลว่า ถ้ามีโอกาสที่จะออกพระราชบัญญัติฉบับแรกนั้นขอให้เป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลคงไม่ต้องเกรงว่าเมื่อออกไปแล้วมันจะขัดขวาง การพัฒนา ผมเชื่อว่าเราต้องเอ็มเพาเวอร์ (Empower) สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน รับรู้รับทราบแต่ต้นก็จะมีการพัฒนาที่เป็นไปตามนโยบายที่ท่านแถลงไว้
ประเด็นที่ ๒ อันนี้ผมได้ยินทางภาคอีสานกำลังมีปัญหาเรื่องของภัยแล้ง ในฐานะที่ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นเวลา ๓๐ กว่าปี อยู่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กับทางสายวิชาการ โครงการที่พูดถึง โขง ชี มูลนั้น ผมอยากให้เกิดขึ้น แต่มันเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ลงทุน เป็นแสน ๆ ล้าน แต่ทำแล้วได้อะไร ผมว่าภาคอีสานประชาชนมีรายได้ต่ำที่สุดของประเทศ รายได้ต่อหัวต่ำมาก ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยระดับกลาง เห็นแล้วก็น่าตกใจ ถามทำไม การเพาะปลูกใช้ชลประทานน้ำฝน มีเขื่อนลำปาวตอนนี้ก็ใหญ่สุด ภาคอีสานก็แย่ เขื่อนอุบลรัตน์ก็มีน้ำไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ วิธีการก็อะไรครับ เรามีศักยภาพ แต่วันนี้ถ้าพูดไปหลายคนก็จะไม่เห็นด้วยว่า แม่น้ำโขงก็แห้งแล้วจะเอาน้ำมาจากไหน โครงการโขง ชี มูล นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ๓๐ ปีเห็นจะได้ ตอนนี้เราพัฒนาไปถึง โครงการโขง เลย ชี มูล คือการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าที่แม่น้ำเลย ลอดภูเขามาออกที่ เขื่อนอุบลรัตน์ เติมน้ำให้เขื่อนอุบลรัตน์แล้วลงมาทางแม่น้ำมูล ทางแม่น้ำชี น้ำสามารถไหล ด้วยแรงโน้มถ่วงมาออกที่จังหวัดอุบลราชธานีลงแม่น้ำโขงเหมือนเดิม เนื่องจากมีความสูง ความต่างระดับประมาณ ๓๐ เมตร โครงการนี้เป็นโครงการที่เริ่มมีการดำเนินการแล้ว โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ตั้งขึ้นใหม่โดยคณะ คสช. ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มาก ๆ และโอกาสที่เกิดขึ้นคงเป็นไปได้สูงนะครับ แต่การลงทุนนั้นค่อนข้างสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบ กับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากประชาชนในภาคอีสาน การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ เศรษฐกิจนั้น ผมว่าน่าจะเกิดสิ่งนี้เพื่อตอบแทนคนยากจน คนที่ด้อยโอกาสในเรื่องของ การประกอบอาชีพ รัฐบาลก็น่าจะดำเนินการนะครับ อันนี้ก็ขอให้เติมเต็มในนโยบายปีนี้ด้วย ผมก็มีเวลาแค่นี้ ก็ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ
ของท่าน บวกอีก ๑ นาทีนะครับ ต่อไปท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ๕ นาที เชิญครับ จากท่านสังศิต แล้วจะกลับไปพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เตรียมตัวด้วยนะครับ ท่านสังศิต ยังไม่พร้อมนะครับ ขอเลื่อนไปศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ อุดม คชินทร ๕ นาทีครับ มาหรือเปล่าครับ ไม่มาข้ามไปนะครับ เป็น พลเอก ดนัย มีชูเวท ครับ พลเอก ดนัย มีชูเวท มาหรือเปล่าครับ ท่านอยู่นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก ดนัย มีชูเวท สมาชิกรัฐสภา กระผม จะขออนุญาตใช้แผ่นภาพประกอบการอภิปรายนะครับ ขอให้ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ ช่วยเตรียมการด้วยนะครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านคณะรัฐมนตรี แล้วก็ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้านนะครับ โดยเฉพาะที่เป็น เกษตรกร เพราะว่าผมจะกล่าวเกี่ยวข้องกับทางด้านเกษตรนะครับ ขอแผ่นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑ แผ่นภาพฉายเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ตามคำแถลงนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภานั้น กระผมจะขออภิปรายในประเด็นหลัก ๑๓ ด้าน ข้อที่ ๕ แล้วก็นโยบายเร่งด่วนข้อ ๑๒ ตามแผ่นฉายนะครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับทั้ง ๒ เรื่องนี้ จะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เป็นเกษตรกรประมาณ ๒๕ ล้านคน ขอแผ่นฉายต่อไปเลยครับ ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ที่จะใช้ประมาณ ๑๓๐ ล้านไร่ ในเรื่องนี้ท่านจะเห็นนะครับในแผ่นฉายที่อยู่บนจอภาพ เป็นแผนบริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งในปัจจุบัน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแล้วว่าจะทำฝนเทียมทำอะไรไป อันนั้นเป็นเรื่องของ การปัจจุบันทันด่วนครับ แต่การที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวมีแผนอยู่นะครับ สิ่งที่ผมต้องการ ก็คือกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะรัฐมนตรีนะครับ มีแผนยุทธศาสตร์ เรื่องการบริหารจัดการน้ำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่ครับ สิ่งเหล่านี้ได้ทำมารบกวนว่า ขอความกรุณาทำโดยต่อเนื่องครับ เพราะเป้าหมายใน ๒๐ ปีนั้นจะเพิ่มน้ำในเขตชลประทาน ท่านดู ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร นอกเขตชลประทานด้วยครับ ๑๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ โดยเบ็ดเสร็จเป้าหมายใน ๒๐ ปี ทำไมมันนานนักเดี๋ยวผมอธิบายครับ ใช้พื้นที่ได้แค่ ๑๘ ล้านไร่เพิ่มขึ้นมา ที่นานเพราะอย่างนี้ การจะสร้างอ่างเก็บน้ำนั้นใช้เวลา ออกแบบและทำการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องสภาพแวดล้อม อีไอเอ (EIA) ใช้เวลาไปประมาณ ๓ ปี ก่อสร้างอีก ๕ ปี รวม ๘ ปี ได้อ่างเก็บน้ำมาอ่างหนึ่ง ในนี้ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ ภารกิจไม่ได้สร้างเฉพาะอ่างเก็บน้ำเท่านั้นนะครับ น้ำฝนปัจจุบันตกมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไหลทิ้งลงแม่น้ำลงทะเลไป ๗๕ เปอร์เซ็นต์ครับ เราเก็บไว้ใช้ได้แค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่พอครับ ต้องสร้างสิ่งพวกนี้ในแผนมา ๒๐ ปี ท่านต้องทำต่อเนื่องครับ ดูท่านต้องทำอะไรครับ ขุดลอก แม่น้ำลำคลอง ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ พื้นที่ชะลอน้ำตามแผ่นนั้น ข้อมูลนี้จาก สทนช. ไปรับได้ แผ่นฉายต่อไปครับ จะพบว่าโครงการที่จับต้องได้และเป็นประโยชน์ แล้วก็ได้ เกิดขึ้นแล้วนะครับ คือโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง เป็นพระราชดำริ ดำริเมื่อปี ๒๕๒๖ กว่าจะได้สร้าง ปี ๒๕๖๑ ประเด็นอยู่อย่างนี้ครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำงาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาด้วยกันครับ ผลที่น่าทึ่งอีก อันหนึ่ง ลดพื้นที่หน้าเขื่อนลงมา ลดพื้นที่ที่น้ำจะท่วมป่าแต่ได้เนื้อที่เพิ่มและสร้างได้ครับ นั่นคือ ต้องมีการบูรณาการทุกหน่วยงาน ฝากไว้นะครับ ขอแผ่นฉายต่อไปครับ วิธีแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ ยางพาราราคาตกต่ำมันมียางพาราส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนเกินอยู่ เอาไปทำอะไรครับ ที่นอน หมอนยางพารา กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยครับ มาตรฐานมีปั๊บขายออก แผ่นต่อไปสุดท้าย แล้วครับ ผมมีเวลาอีก ๔๐ วินาที แผ่นต่อไปครับ นี่หมอนครับ เอายางพารามาสร้างถนน พาราซอยล์ซีเมนต์ไม่ใช่ถนนยางมะตอยนะครับ พาราซอยล์ซีเมนต์นี้ใช้ในชนบท สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมการตรวจสอบไม่ให้ถนนพัง นอกจากตรวจสอบโดยกรมทางหลวง ทางด้านวิศวกรรมก็คือแรงกฎหรือแรงดึง ท่านต้องตรวจสอบทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยครับ ให้เป็นที่ประจักษ์การจับโมเลกุล เพราะสารผสมเพิ่มนั้นมันจะเชื่อมผิวให้ซีเมนต์ ยาง และดิน ผสมกันโดยกลมกลืน ต้องมีการทดสอบทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยครับ รายละเอียด ผมได้ทำการศึกษาไว้ครับ ผมยินดีให้ข้อมูล นี่เป็นส่วนหนึ่ง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อมาก็กลับมาทางพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อสักครู่นี้เอ่ยชื่อไปแล้ว ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ๒๐ นาที จากนั้นก็จะมาพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็มาทางสมาชิกวุฒิสภา พลเรือเอก พัลลภ รัฐบาลจะชี้แจงใช่หรือไม่ครับ เชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภานะครับ ขออนุญาตกราบเรียนตอบ ในเรื่องที่อภิปรายมาของฝ่าย ส.ว. ใช่หรือไม่ครับเมื่อสักครู่นี้ เรื่องการค้ากับทางด้านนี้ด้วย เรื่องการค้านั้นเราต้องมาดูว่าข้อเท็จจริงมันคืออะไรบ้างนะครับ การขายของ ขายของ ในพื้นที่ที่กำหนด ขายของในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย รัฐบาลก็ต้อง พยายามจัดระเบียบตรงนี้ให้ได้นะครับ เข้าใจดีถึงความเดือดร้อน แต่ต้องระมัดระวัง เรื่องการกีดขวางทางจราจรนะครับ วันนี้เราก็เขียนไว้แล้ว เราจัดระเบียบใหม่ให้เป็นร้านค้า ที่มันถูกต้องแล้วก็สวยงาม ในเรื่องของยอดขายครึ่งหนึ่ง ท่านก็รู้ว่ามันหายไปไหน ผมพูดไป เมื่อวานแล้วนะครับ มันก็อาจจะไปค้าขายทางออนไลน์บ้าง เรื่องสินค้าที่เขาทำกันอยู่วันนี้ ถ้าขายไม่ออก บางครั้งผมเคยสังเกตดู บางครั้งก็เป็นสินค้าเดิม ๆ สินค้าตั้งแต่ผมเด็ก ๆ ก็ยังขายอยู่ ซึ่งบางทีพวกนี้มันไม่ทันเขาแน่นอน นั่งรอขายอยู่ที่ร้านไม่มีทางขายได้
เรื่องระบบบัญชี บัญชีมาตรฐานต่าง ๆ ทุกร้านต้องรู้จักระบบบัญชี ทำบัญชี หลายคนก็ไม่อยากจะทำ กลัวจะเรื่องเสียภาษีอะไรเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมี ส่วนร่วมตรงนี้ทั้งหมดนะครับ
เรื่องหนี้ครัวเรือน ต้องการแยกให้ออกว่าวันนี้ถึงแม้ว่าจะมียอดครัวเรือนสูง ก็ต้องมาแยกให้ออกว่ามันเป็นหนี้ที่มีมูลค่าหรือไม่ หนี้จากการผ่อนรถ ผ่อนบ้านหรือเปล่า หรือเป็นหนี้ที่เกิดจากการฟุ่มเฟือยในการใช้บัตรเครดิตต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องไปแยก รัฐบาล รับทุกเรื่องนะครับ และต้องไปแก้ไข
การลงทุนของประเทศเวียดนาม ผมพูดไปเมื่อวานแล้วว่าเราเตรียมการ ปฏิรูป อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดก็พูดไปแล้ว ปฏิรูปทั้งระบบ ทั้งกฎหมาย ทั้งกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะ ๒ ประเทศที่ได้กล่าวมา มีความแตกต่างจากของเราพอสมควร สิ่งแรกที่สำคัญคือเขาสามารถบังคับกฎหมายได้เต็มที่ ของเราก็ต้องระมัดระวัง ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ในเรื่องของการปฏิรูประบบ ปฏิรูปคน ปฏิรูปแนวคิดต่าง ๆ ต้องทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนอยากได้ ทุกคนต้องร่วมมือ ถ้าทุกคน ไม่ร่วมมือมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ต่างคนต่างคิดไม่ได้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะดูแลตรงนี้นะครับ ของประเทศเวียดนามนั้นเรื่องการลงทุนฐานของเรากว้างกว่าเขามาก มูลค่าการค้าของเรา สูงกว่าเขามาก เพราะฉะนั้นการที่เขาขึ้นมาเป็นเซ็กเตอร์ (Sector) บางอันก็ลงทุนเรื่องโน้น เรื่องนี้ มันก็มูลค่าสูง แต่อย่างอื่นเขาก็ยังเล็กอยู่ แต่เมื่อหารตัวเลขออกมาแล้วเขาก็ดู เหมือนว่าเขาสูงแล้ว แล้วมาดูของเราที่ฐานกว้างขนาดนี้เต็มกราฟตรงนี้ แต่เราก็ต้องแก้ไข โดยการสร้างโรงงานใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มมูลค่า อย่างเช่น อีอีซี (EEC) หรือในพื้นที่ อื่น ๆ ทุกจังหวัด ถ้ามีความสามารถทำได้ตัวนี้มันจะโด่งขึ้นมา แล้วเราก็จะสูงมากกว่าเขาอีก ก็พยายามกันต่อไปแล้วกันนะครับ
การขึ้นค่าแรงนั้นก็คงเห็นใจนะครับ เป็นไปตามของคณะกรรมการไตรภาคี รัฐบาลนี้ก็รับว่าจะดำเนินการต่อไปว่าจะทำอย่างไร ในระหว่างที่ผ่านมาเรามีมาตรการดูแล อย่างไร เพิ่มเติมขึ้นได้หรือไม่ เพราะเกรงว่าผลกระทบมันจะเกิดกับผู้ประกอบการธุรกิจด้วย และมีผลกระทบกับราคาสินค้าที่ประชาชนผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนเข้าไปด้วย ก็ต้อง ดูแลทั้งหมด วันนี้เราก็เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาฝีมือแรงงาน
เรื่องการลงทุนใหม่ที่ผมขอย้ำอีกทีว่าทำไมเขาถึงไปที่อื่น ทำไมเขาไม่อยู่ ประเทศไทย ไม่ใช่เขาไม่รักประเทศไทยเลยนะครับ เขาชอบคนไทย รักประเทศไทย หมดทุกคน อาหารไทยก็ดี บ้านเมืองก็สวยงาม เขามีอยู่อย่างหนึ่งเขาไม่ชอบการประท้วง เขาไม่ค่อยชอบหรอกครับ เขาบอกผม นี่ไม่ได้โกหกนะครับ ไม่ได้มาพูดเข้าข้างตัวเอง เขาบอกมาเสมอ ถ้าสงบเงียบเรียบร้อยเขาชอบอยู่ เขารักเมืองไทย ผู้หญิงไทยก็มีอัธยาศัย ไมตรีดี หลายคนก็มาแต่งงานมีครอบครัวอยู่ในเมืองไทยนะครับ เพราะฉะนั้นเสถียรภาพ ทางการเมือง ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยสำคัญที่สุดในการที่จะลงทุนหรือท่องเที่ยว อะไรต่าง ๆ ก็ตาม
เรื่องสิทธิประโยชน์ ผมกราบเรียนว่าเราให้อย่างเขามากไม่ได้ อย่างเขาบางที เขาขึ้นไปสร้างโรงแรมบนเขาได้ ในป่าได้ เราให้ได้ไหมครับ ขนาดไม่ให้ก็ยังมีเลย สิ่งเหล่านี้ มันต้องเอากฎหมายมาดูก่อนแล้วค่อยหาวิธีการมาตรการในการที่จะแก้ปัญหานะครับ ในส่วนของเรานั้นติดปัญหาอีกอันหนึ่งคือเราจะลงทุนอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำอุตสาหกรรม ทำอะไรต่าง ๆ ก็ตามมันมีปัญหาประชาชนนี่ละ ผมไม่ได้โทษเขานะ เพียงแต่ความเข้าใจเขา มันเข้าใจคนละอย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องมองว่าอะไรคือภาพใหญ่ อะไรที่มันจะเกิดใน ส่วนรวมก่อนแล้วส่วนของตนมันจะได้ตามมาทีหลัง ตรงโน้นได้ก่อน ตรงนี้ได้ทีหลัง มันต้อง เป็นอย่างนั้นนะครับ ถ้าได้พร้อมกันทีเดียวมันสร้างไม่ได้หรอกครับ เรื่องถนนหนทาง ทางน้ำ ที่ว่าทั้งหมดมันผ่านที่ใคร มันไม่ใช่ที่ของรัฐทั้งหมด มันที่ของประชาชนส่วนใหญ่ ทุกคน ทุกแปลงมันเป็นที่ที่มีโฉนดเสียส่วนใหญ่ ก็ต้องไปช่วยผมแก้ตรงนี้นะครับ ถ้าสมมุติเราลด อะไรมาก ๆ ไปแล้วเงินรายได้ประเทศมาจากไหน ก็ต้องไปหาเงินมาเติมให้ได้ตรงนี้นะครับ
เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าออนไลน์ของไทย มีตั้งนานแล้ว นี่ปลัดกระทรวง อดีตปลัดกระทรวงก็นั่งอยู่ตรงนี้เหมือนกัน เรามีไทยเทรดดอทคอม (Thaitrade.com) จดไว้ ใครอยากจะขายของให้ไป ไทยเทรดดอทคอม (Thaitrade.com) ถ้ามันขายมากกว่านี้ ขายต่างประเทศคุณภาพดีโน่นไปขายอาลีบาบา อเมซอน ท่านก็ไปขายของท่าน คนทำ นั่งยิ้มอยู่นี่ ท่านต้องรู้นะครับ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพอบอกว่าเก็บภาษี ออนไลน์เอาละเคยขึ้นบัญชี เคยจะขายไทยเทรดดอทคอม (Thaitrade.com) พอเขาบอกภาษีขายได้เกิน ๑.๘ ล้านบาท เลิก ไม่ขึ้นบัญชีแล้ว เพราะกลัวเสียภาษี แสดงว่าขายได้เกิน ๑.๘ ล้านบาทแล้วเลิก เพราะจากนั้น ติดตลาดแล้ว คราวนี้เอาไปขายต่อเอง นี่ละครับต้องสอนต้องแนะนำคนไทยด้วย รัฐบาลทำ อย่างเต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวเรื่องภาษี ต้องภูมิใจว่าช่วยรัฐบาลในการพัฒนา ประเทศอย่างที่ทุกคนต้องการ
เรื่อง เอสเอ็มอี (SMEs) ก็แน่นอน เอสเอ็มอี (SMEs) เรามีประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย ๓,๐๐๐,๐๐๐ รายนี่มีเข้มแข็ง ไม่เข้มแข็งเยอะแยะไปหมด บางอันก็เล็กมาก ที่เรียกว่า ไมโคร เอสเอ็มอี (Micro SMEs) แล้วหลายคนหลายอันเขาไม่ยอมขึ้นทะเบียน เมื่อขึ้นทะเบียนไม่ได้ก็กู้เงินไม่ได้ กองทุนก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นกฎกติกาของ สตง. เขา เงินรัฐบาลถ้าจ่ายในที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เอกสิทธิ์ ช่วยเยียวยาก็ไม่ได้ ถ้าใช้ก็ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมาเข้าสู่ในระบบนะครับ รัฐบาลก็จะไปหามาตรการว่าทำอย่างไร เขาจะเข้าสู่ระบบได้ อันนี้รัฐบาลนี้จะรับทำต่อไปนะครับ
เรื่องตะวันออกกลางไม่ต้องกังวลนะครับ ผมก็มีความสนิทสนมกับผู้นำ หลายประเทศด้วยกัน แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประเทศญี่ปุ่นผมได้มีโอกาสพบกับ ท่านองค์รัชทายาท เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ท่านก็มีสัมพันธไมตรีดี ท่านบอกว่าเรื่องเก่านี่คือเรื่องเก่า วันนี้ท่านกับผมจะเดินประวัติศาสตร์ของไทยกับ ประเทศซาอุดีอาระเบียไปด้วยกัน เชิญผมไปเยือนในเร็ว ๆ นี้นะครับ แล้วจะพาผมไปเยือน ทุกประเทศในกลุ่มกัลฟ์ (Gulf) ทั้งหมดนะครับ สำหรับประเทศบาห์เรน ท่านนายกรัฐมนตรี ก็มีความสนิทสนมกับผมดี ถือว่าเป็นพี่ใหญ่กัน ท่านมีอายุมากแล้ว ท่านชอบประเทศไทย ทั้ง ๒ ประเทศผมคิดว่าเราจะมีความร่วมมือที่ดีมากยิ่งขึ้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของแรงงานท่านก็บอกดี ท่านต้องการอยู่แล้วแรงงานโดยการก่อสร้างต่าง ๆ แต่การที่ จะมาก่อสร้างประมูลสนามบินอย่างเมื่อสักครู่นี้กฎหมายเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราจะไปจี้ใคร มาไม่ได้หรอก มันต้องเข้าประมูล เปิดโครงการขึ้นมาเข้าประมูลตาม ทีโออาร์ (TOR) อันนี้ ทางนี้ก็จะรับดำเนินการต่อไปนะครับกระทรวงคมนาคม
ในเรื่องของภัยแล้ง โขง ชี มูล เรามีแผนงานในการดำเนินการอยู่แล้วในการ ขุดลอกต่าง ๆ เยอะไปหมด แต่พอเข้าทำจริง ๆ ทำไม่ได้ ประชาชนไม่ยอม นี่คือปัญหา ของบ้านเรา ทุกกิจการมีปัญหาหมด เพราะประชาชนไม่ยินยอมให้ทำ แต่เราก็จะศึกษา ดำเนินการต่อไประยะยาว บางอันเราก็ทำไปแล้ว ขุดลอก โขง ชี มูล ทำประตูปิดระบายน้ำ ระบายน้ำในแม่น้ำชีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ดีขึ้นนั่นละ คราวนี้ก็รอน้ำอย่างเดียวละ วันนี้ เราเพิ่มปริมาณการขุดเจาะ การขุดแหล่งน้ำใหม่เยอะแยะมาก ๔ ปี ๕ ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหา เผอิญฝนมันไม่ตก เพราะฉะนั้นในแหล่งเก็บน้ำเหล่านี้น้ำมันก็น้อย ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขุดลอกของเก่าหนองน้ำธรรมชาติทำทุกหนองนั่นละครับ มีแผนทุกหนอง ทั้งหมดอยู่ใน แผนบริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปี ซึ่งยังไม่ได้กู้เงินมาทำเลยใช้งบประมาณประจำปีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอันนี้คือความแตกต่างนะครับ อย่างเช่นเขื่อนที่ชัยภูมิ ก็รัฐบาล ขออนุญาต ขอพูดต่อเนื่องไปรัฐบาลใหม่ด้วยนะครับ เพราะเราทำมาด้วยกันนั่นละ ในพื้นที่โขง ชี มูล ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ กว่า เพิ่งมาเสร็จเริ่มทำได้ในปีที่แล้วผมไปเปิดมาเอง ชาวบ้านก็พอใจ มีความสุข ก็เพียงแต่ว่ารัฐบาลนี้ สทนช. ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ปรับขนาดให้มันเล็กลง ขยับเลื่อนออกมาแค่นี้ทำไมไม่ทำ ผมก็ได้ตำหนิไปแล้วละว่าถ้าทำปั๊บมันก็ได้หมด ถ้าไปทำ ในพื้นที่ป่าทั้งหมดมันก็ติดของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีก มันต้องขยับแบบนี้ บางโครงการใหญ่เกินไปก็ลดให้มันเล็กลง งบประมาณให้มันสั้นลง หรือทำเป็น ท่อน ๆ ท่อนที่ ๑ ท่อนที่ ๒ ท่อนที่ ๓ อย่าเสนอโครงการใหญ่ ๆ มาทีเดียว มันทำไม่ได้ทุกที พอประชาพิจารณ์ก็ไม่ผ่าน ไม่ผ่านก็ค้างไปสิครับ ๑๐ ปี ๒๐ ปี รัฐบาลก็ทำ มาแล้วนะครับ ที่วังสะพุงก็เป็นแบบอย่าง ให้ดำเนินการต่อไปนะครับในแผนบริหารจัดการน้ำ
เรื่องปัญหาการทุจริตนะครับ มันมีหลายอย่างด้วยกันคือพบโดยเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ต้องทำอย่างเต็มที่ ใครละเมิดต้องลงโทษ ผมยืนยันที่ผ่านมาก็ลงโทษ ไปเป็นจำนวนมากพอสมควรนะครับ อันที่ ๑ ทราบโดยเจ้าหน้าที่ตามหน้าที่ของตัวเอง ๒. ทราบโดยประชาชน ประชาชนก็ต้องรู้ช่องทางว่าการดำเนินการจะทำได้อย่างไร ไม่ใช่ โพสต์ (Post) ในคลิป (Clip) ในโซเชียล (Social) อย่างเดียว แจ้งความครับร้องทุกข์ กล่าวโทษนะครับ แล้วก็ท่านต้องสงวนรายชื่อต่าง ๆ ของรัฐบาลเจ้าหน้าที่เขาก็จะปกปิด ให้เป็นพยานนะครับ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลตรงนี้นะครับ คือบางอย่างไม่มีหลักฐานหรอกครับ ทั้ง ๆ ที่รู้ แล้วเวลาเข้าพิจารณาคดีก็ดูเรื่องหลักฐาน วัตถุพยาน พยานบุคคล พอไม่มีขึ้นมาปั๊บ แล้วจะทำอย่างไร แล้วบางอย่างก็เป็นการสมยอมกันทั้งคู่ ผมเคยบอกไว้แล้วว่าคนที่ให้ต้องมี ความผิดด้วยถูกไหม กฎหมายตอนนี้เรามีอยู่แล้วระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผลจะ ออกมาอย่างไรก็ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม อะไรที่มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมรอ ให้เขาตัดสินก่อนนะครับ อย่าเอาอะไรมาพูดก่อนมันทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั้งหมด ชี้นำไม่ใช่นะครับ
เรื่องราคาพลังงาน รัฐบาลก็จะเข้าไปดูนะครับ ไม่ว่าจะแผน พีดีพี (PDP) การปฏิรูปราคาพลังงาน พลังงานเดิม พลังงานใหม่ พลังงานทดแทน จำไว้อยู่อย่างหนึ่งว่า ทำไมถึงต้องมีพลังงานหลักไว้เดิม เพราะอันนั้นมันเสถียรภาพ อีกอันหนึ่งพลังงานทดแทน บางครั้งมันไม่มีเสถียรภาพ แดดไม่มา ลมไม่พอ แต่รัฐบาลก็จำเป็นต้องทำส่วนนี้กับส่วนนี้ไว้ ทั้ง ๒ ส่วน ไม่ใช่จะเลิกทางนี้ทั้งหมดแล้วมาทำทางนี้ทางเดียวมันเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นมีการควบคุมอยู่แล้ว ในแต่ละวันถึงแม้ว่าตรงนี้จะทำเผื่อไว้ต้องสำรองไว้ มากกว่าปกติ ทางนี้ก็ทดแทน แต่เขามีหน่วยงานในการที่จะเลือกใช้พลังงานในช่วงแต่ละวัน เพราะเวลากลางวันมันเป็นปัญหากับโรงงานต่าง ๆ เครื่องจักรราคาสูง ราคาแพง ถ้าไฟ มันตกปุ๊บไปนี่ มันเสียทั้งหมดเพราะฉะนั้นเขาจะใช้ในเวลากลางคืนบ้างอะไรบ้าง หรือว่าที่มี การใช้ไฟน้อยเขาถึงจะตัดพลังงานพวกนี้เข้ามา เพราะฉะนั้นมันต้องผสมผสานกันทั้ง ๒ ฝ่าย
เรื่องการค้า ราคาค้า ราคาตลาด กองทุนน้ำมันมันก็มีประโยชน์ของมัน แต่ต้องไปปรับให้เข้าใจกันให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ถ้าเราไม่มีก็ลำบากในเรื่องของการพยุงราคา ต่าง ๆ อย่างเช่น ในปัจจุบันเราก็ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี ๒๐ (B20) บี ๑๐๐ (B100) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องเอาน้ำมันใส่ตรงนี้ราคาถึงจะลดลงได้เพื่อจะชักชวนคนเข้ามาใช้ พลังงานตรงนี้ วันนี้เขาเชิญชวนรถดีเซล ทุกคันนะครับ ใช้ไบโอดีเซล บี ๒๐ (B20) เพราะบริษัทบางบริษัทเขารับรองแล้วว่าใช้ได้ ไม่ต้องกลัวมันเสียหรอกครับ เขาเปลี่ยนไส้กรอง เปลี่ยนอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง ถ้าท่านไม่สนใจตรงนี้เราจะผลิตพลังงานจากน้ำมันปาล์ม มาขายใคร หลายคนบอกให้ผลิตเยอะ ๆ มันก็ต้องขยายโรงงาน ๒. หาลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่ใช้ แล้วจะทำอย่างไร วันนี้เราใช้ในรถขนส่ง รถเมล์ รถไฟ เราก็ใช้ไปมากพอสมควรแล้ว สามารถซัปพอร์ต (Support) อันนี้มาได้อีกเป็นแสนตันนะครับ ถ้าเราใช้มากกว่านี้ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ปาล์มจะไม่เกิดปัญหาอะไรเลยในอนาคต แล้วปาล์มนี่ไม่ใช่ ประเทศไทยทำไม่ได้ ทำไม่ดี วันนี้ อียู (EU) นี่ท่านบอกว่าให้ผมไปขาย อียู (EU) เขาบอกมา กับผมว่าเขาจะไม่ซื้อ เขาจะไม่ใช้น้ำมันปาล์มอีกต่อไปในเรื่องของการบริโภค พลังงานก็ไม่ได้ จะขายเขาจากไหน ต้องส่งที่มาของที่ปลูกด้วย ถ้าปลูกในพื้นที่ป่า ไม่ซื้อ นี่ละครับคือ พันธสัญญาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รัฐบาลพยายามเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราถึงต้องมา แก้ปัญหาการใช้ในประเทศนะครับ ทั้งยางอะไรอย่างที่ท่านเห็น พาราซอยล์วันนี้ก็ได้รับ ความนิยมมากขึ้น โดยรัฐบาลนำมาทุกอำเภอ ๆ ละ ๑ กิโลเมตร ใช้ไปก่อน เพื่อเป็นการ ทดสอบด้วยอะไรด้วยต่าง ๆ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงมันก็จะขยายไปได้มากเยอะขึ้น วันนี้ก็ใช้ ดึงออกมาได้มากพอสมควรเป็นแสนตันเหมือนกัน ถ้าเราใช้ได้มากขึ้นมันก็จะดีขึ้นนะครับ
ในส่วนของยางพารา ตอนนี้ผมก็ได้ติดต่อไปกับประเทศกลุ่มมุสลิม เขามีการ ลงทุนในแอฟริกาจะทำถนน เขาก็สนใจเรื่องพาราซอยล์กับเรา เขามาพบผม แล้วเขาขอว่า ขอทดสอบ ขอให้ส่งของไปแล้วไปทำให้เขาดูที่โน่น เขายอมรับในขณะนี้ ซึ่งเขาคิดว่าถ้าทำได้ เขาจะซื้อยางพาราจากเราไปทำถนนที่แอฟริกาทั้งหมด นี่ละครับ รัฐบาลทำงานแบบนี้
เรื่องเกษตรกร วันนี้เราก็ต้องดูสิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ถ้าเรามองตัวเลขสถิติแล้วนี่เราปลูกยางมากเป็นอันดับ ๑ ในอาเซียน (ASEAN) ถ้าปาล์มเราอันดับ ๓ ในอาเซียน (ASEAN) แต่ทั่วโลกมีของเหล่านี้ในสต็อก (Stock) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการขายล่วงหน้าด้วยอะไรด้วย ซึ่งมันทำให้ราคาที่เขาซื้อ ล่วงหน้าไปแล้วราคามันสูงในช่วงนั้น พอเก็บสต็อก (Stock) มานาน ๆ เข้าราคามันตก เขาก็ต้องพยายามที่จะหาเงินมาทดแทนในสิ่งที่เขาขาดทุนตรงนั้น นี่คือตลาดล่วงหน้านะครับ ก็รวมความไปถึงบรรดาเสือสิงห์อะไรต่าง ๆ ที่เป็นคนจัดซื้อจัดหาด้วย ขอให้เข้าใจด้วยกัน มันจะได้ไปด้วยกันได้ก็แล้วกัน เรื่องเกษตรแปลงใหญ่นะครับ วันนี้ม็อบ (Mob) นี่อย่ามีม็อบ (Mob) เลย ใช้คำว่า ถ้าจะมาก็คือเป็นกลุ่มคนที่จะมาพูดกัน ผมก็ส่งคนไปพบไปอยู่กันที่หน้า ก.พ. เสีย ไม่ใช่มาหน้าทำเนียบ ไปล้อมทำเนียบ ไปบุกทำเนียบ ผมว่าประเทศชาติเสียนะ ขอร้องเถอะ ก็สุดแล้วแต่ท่านนะครับ ฉะนั้นมาแล้วก็พูดกันเอามาแล้วก็ฟังเหตุผลกัน มันก็ จบแล้ว ผมก็รับทุกเรื่องนั่นละ ผมไม่จำเป็นต้องไปพบหรอก ผมจัดคนไปพบหมด ทั้งคนของผม ทั้งกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ การใช้เงินของราชการต้องระมัดระวังนะครับ ถ้าไม่มีเอกสารสิทธินี่มันยาก แม้กระทั่งการเยียวยายังยากเลย ภัยแล้งภัยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งยาง สวนยาง สวนยางปลูกเกินในพื้นที่ไม่มีเอกสิทธิ์เท่าไร นี่ละครับ ปริมาณที่ มันเกินอยู่ตรงนี้เป็นล้านไร่ ผลผลิตกี่ล้านตันล่ะตรงนั้น แล้วปลูกเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ พืชหลายอย่างกำลังโต พอโตขึ้นล้นตลาดหมดทุกอัน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าเราจะโซนนิ่ง (Zoning) กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะยอมหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับทุกท่านที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ท่านต้องอธิบายเขาด้วยว่าเหตุผลมันคืออะไร ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ไม่ใช่รัฐบาลจะไป บังคับเขา บังคับไม่ได้หรอกครับคนไทย
เรื่องทหารผ่านศึก ก็ได้มีการขึ้นเงินไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็จะไปดูแลในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใช่ไหมครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนเก่า ท่านก็ทำอยู่แล้ว ดูแลอยู่แล้ว ผมก็จะดูให้นะครับ
เรื่องการตรวจสอบ เมื่อสักครู่นี้เรื่องร้องเรียนอะไรนะ เขื่อนอะไรต่าง ๆ ทั้งหมด มันทำไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ก็ต้องไปพิสูจน์ทราบให้ดีให้ชัดเจนว่า ตอนนี้มันสมัย คอมมิวนิสต์หรือสมัยภรรยาหรือลูก ผมไม่รู้ว่ามันจบตอนไหน มันจบตั้งแต่ปีเท่าไร ๖๖/๒๓ ไม่ใช่หรือ เขาก็มีกติกาอยู่แล้ว อายุเท่าไรอะไรเท่าไร ทั้งเมียทั้งลูกทั้งอะไรต่าง ๆ ตอนนั้น ยังไม่เกิดเลย บางครั้งรายชื่อ ผมไม่ได้ว่ามันผิดหมดนะ ก็จะไปดูให้อีกครั้งแล้วกัน
เรื่องเกษตรกร เมื่อสักครู่นี้พูดไปแล้ว ๒๕ ล้านราย ต้องไปดูสิว่าหนี้สิน จะทำอย่างไรกับเขา สิ่งสำคัญที่สุดคือวันนี้ทำนาทำไร่แล้วไม่ได้เงิน เป็นหนี้เขาหมด ใช้หนี้ เขาหมด รับกระดาษมา รับกระดาษมาว่าขายของแล้วได้เท่านี้ แต่ไม่ได้เงินหรอกครับ ระหว่างนั้นก็กู้เขามา กู้โรงสีนั่นละครับ กู้นายทุนนั่นละครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรหนี้ตรงนี้ จะลดลง มันเป็นธรรมหรือไม่เดี๋ยวผมจะไปรื้อดูนะครับ ผ่านมาท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็พยายามทำเต็มที่แล้ว หนี้นอกระบบเป็นเบี้ยล่างเขาตลอด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) มันจะต้องกัน ราคาจะได้สูง ถ้ามันมาก ราคามันก็ต่ำ สต็อก (Stock) เยอะมันก็ต่ำ นั่นคือกลไกตลาดทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งท่านทุกคน คงทราบดีอยู่แล้วนะครับ ในส่วนของตรงนี้สำคัญที่สุดเลยคือหนี้ของชาวนา แล้วจะทำ อย่างไรเขาจะฟื้น ก็กู้ต่อ ๆ เอาเงินไปใช้รายเดือน กว่าข้าวออกมาก็ไม่ได้เงินอยู่แล้ว ได้เป็น กระดาษมาใช่ไหม นี่คือข้อเท็จจริงนะไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า น่าจะใช่นะครับท่าน ผมก็รู้ ในทำนองนี้ เพราะฉะนั้นท่านต้องช่วยตรงนี้ ลดต้นทุนการผลิตให้ได้ ทำอย่างไรลดต้นทุน การผลิตให้ได้ วันนี้ถ้าต้นทุน ๗,๐๐๐ ขายได้ ๙,๐๐๐ ๔ เดือน ข้าวอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ช่องว่างตรงนี้มันเท่านี้ แต่ตรงปลายนี่มันเปลี่ยนตลอด วันนี้ราคาข้าวที่เราขายแข่งเขาไม่ได้ ราคาข้าวเรานี่มันสูง ตัวเลขมีอยู่แล้วราคาข้าวมันสูง ขออนุญาตนะครับ รบกวนเวลาหน่อย คือจะได้เซฟ (Save) เวลานะถ้าจะพูดเรื่องเดิม ๆ ผมได้ตอบเสียทีเดียวนะครับ เรื่องของข้าว ราคามันเทียบกันแล้วเราสู้เขาลำบาก แต่เราพยายามอย่างเต็มที่ เราก็เป็นอันดับ ๒ ในขณะนี้ ใช่ไหม ๑๑ ล้านตันกว่า แต่ถ้าผลิตข้าวมากกว่านั้นเป็นจำนวนมากก็ขายในประเทศ แยกให้ออกนะครับว่าข้าวขาว ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวคุณภาพ ข้าวหอม ข้าว กข ๔๓ ข้าวอะไรอีกอันครับ ข้าวอบ ข้าวที่ขายแอฟริกาข้าวอะไร ข้าวนึ่ง เธอต้องแยกให้ออกว่า ข้าวมันจะผลิตอย่างไรเท่าไร ตรงนี้เท่าไร อย่างนี้เท่าไร ๆ จะขายที่ไหน จะกำหนดพื้นที่ไว้ ตรงไหน น้ำมันมีพอหรือไม่ ถ้าไม่พอตรงนี้ต้องการน้ำมากใช่หรือไม่ ข้าวนี้ต้องการน้ำมาก ใช่หรือไม่ แต่ละพันธุ์มันต้องการน้ำคนละอย่างกัน อย่าลืมว่าเราใช้น้ำมากกว่าต่างประเทศ เขาใช้น้ำในการปลูกข้าว ๓ เท่า ใช้ที่ดินมากกว่าเขาในการได้รับผลผลิตวันนี้จากเดิม ๓๐๐ กว่ากิโลกรัม วันนี้ขึ้นมา ๔๐๐ กว่ากิโลกรัม มันควรจะ ๖๐๐ กว่ากิโลกรัมหรือไม่ จะทำอย่างไรล่ะครับในเมื่อดินมันไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าบางครั้ง มันต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ในการเพาะปลูก ไปปลูกอย่างอื่นบ้าง วันนี้ปลูกข้าวโพดก็ดีขึ้น เขาก็พอใจ พอปลูกข้าวโพดมากขึ้น เอาอีกแล้ว เดือดร้อนอีก วันนี้แก้ทุกอัน พืช ๖ ชนิด สับปะรดก็เข้าไปแก้นะ สับปะรดจะทำอย่างไร จะเข้าโรงงานก็ได้หรือจะขายกินก็ได้ ถ้าสับปะรดอันนี้ป้อนโรงงานมันล้นตลาด มันก็ขายไม่ออก คนก็ไม่กินอีก มันต้องพลิกแพลง ไปอย่างนี้ ดูในโทรทัศน์ก็เห็นเขาทำกันมาเยอะแยะ วันนี้ก็ต้องระวังทุเรียนอีกนะครับ ปลูกกันเยอะแยะไปหมด ระวังมันจะเกินอีก เราต้องควบคุมตรงนี้ไว้ให้ได้นะครับ อันนี้ คือสิ่งที่คนรุ่นเก่าทราบ เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ ๆ เกษตรกรใหม่ ๆ ก็ต้องติดตามในเรื่อง เหล่านี้แล้วก็แก้ปัญหาของตัวเอง ถ้าทุกคนลงไปทำเหมือนเดิมหมดมันก็เป็นแบบเดิมหมด รัฐบาลไหนก็แก้ไม่ได้ กฎหมายตัวไหนก็ทำไม่ได้ทั้งหมด ขอบคุณครับ
ต่อไป มีท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงอีก ๒ ท่าน ไม่เกินท่านละ ๕ นาทีนะครับ ๑. ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒. ท่านรัฐมนตรีเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า กำหนดเวลาชี้แจงของ คณะรัฐมนตรีนี้ก็มีกำหนดไว้นะครับ ถ้ามีอย่างไรก็ปรึกษากับวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วยนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาต ที่จะชี้แจงในส่วนของเรื่องภัยแล้งที่เป็นวิกฤตของประเทศ ณ ขณะนี้ แล้วก็ได้รับ ความสนใจจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก็ต้องขอขอบคุณ ในความห่วงใยที่ท่านสมาชิกท่านได้ให้ความสำคัญในเรื่องของภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่แล้วก็ส่วนที่เกี่ยวข้องได้จดคำแนะนำของท่าน ทุกข้อนะครับ นำไปเพื่อที่สิ่งไหนที่สามารถจะปฏิบัติได้ก็จะดำเนินการเพื่อแก้ไข ความเดือดร้อนได้ทันทีนะครับ แต่ขณะนี้นะครับ ผมขออนุญาตแจ้งให้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ทราบข่าวดีสักนิดนะครับว่า หลังจากที่ฝนทิ้งช่วงไปประมาณ ๒-๓ เดือน ขณะนี้อาทิตย์ที่ผ่านมาเราโชคดีที่มีลมมรสุมเข้า ขณะนี้มีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แล้วก็ภาคอีสาน รวมทั้งภาคกลาง จากรายงานที่ผ่านมา ๒ วัน ขณะนี้เรามีน้ำเติมจากที่ไม่น้ำเลย เรามีน้ำเติมเข้ามาในเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพล วันหนึ่งประมาณ ๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ แล้วก็พี่น้องที่อยู่หน้าเขื่อนก็ได้รับผลจากฝนตกในครั้งนี้นะครับ ขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในส่วนของการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเกิดจากฝนทิ้งช่วง ทั้ง ๆ ที่เป็นต้นฤดูฝน จะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือในส่วนของการแก้ไขแบบเร่งด่วน ก็ได้มีการสั่งการนะครับ แต่ก่อนอื่นขอเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้สบายใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงแม้จะมีรัฐมนตรี ๔ ท่าน แต่ทำงานเป็นทีมเดียวกันทั้งหมด ขอให้ทุกท่านสบายใจนะครับ การแก้ปัญหาเร่งด่วนวันนี้
สิ่งแรกที่ดำเนินการ ก็คือสั่งให้มีการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด รวมถึงการที่จะต้องบริหารน้ำไปให้ถึงแล้งหน้าให้ได้ ในกรณีที่วิกฤตที่สุดก็คือไม่มีฝน ไม่มีน้ำมาเติมเขื่อน เติมอ่างเก็บน้ำ หรือแหล่งน้ำทั้งหมด จะต้องมีการบริหารจัดการน้ำทั้งในส่วนของการอุปโภคบริโภคสำหรับพี่น้องประชาชน และเพื่อการเกษตรที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีพืชหลักก็คือข้าวนะครับ ซึ่งตรงนี้ เราจะทำให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด ส่วนที่เสียหายแล้วในเบื้องต้นที่ท่านรัฐมนตรีช่วย ประภัตรท่านได้กล่าวไปเมื่อวานตรงนั้นเราไม่สามารถจะแก้ไขได้ แต่ได้ดำเนินการสั่งให้ เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ เกษตรตำบลทุกพื้นที่เข้าสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อที่จะดูว่า ถ้าอยู่ในกรณีที่เข้าข่ายสามารถที่จะจ่ายเงินชดเชยในส่วนของตรงนี้ได้ก็จะดำเนินการ อย่างทันทีนะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือการแก้ไขโดยการส่งรถน้ำเข้าไปดูแลในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ในเรื่องของการอุปโภคบริโภค ซึ่งวันนี้ทางกรมชลประทานและทุกภาคส่วนได้ทำงาน อย่างต่อเนื่องทุกวัน และสิ่งที่ท่านเห็นทุกวันนี้ก็คือการทำฝนเทียม ซึ่งได้มีการสั่งให้มีการบิน ทุกวัน ทุกพื้นที่ที่มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ทั้งความชื้นสัมพัทธ์ ทั้งความหนาแน่นของเมฆ ทั้งความเร็วของลม ทุกพื้นที่ที่สามารถจะทำฝนเทียมได้ขณะนี้นะครับ ได้สั่งการให้ทำการบิน ขึ้นทันทีนะครับ อย่างน้อยที่สุดฝนที่ได้มาพืชที่ปลูกอยู่หน้าเขื่อนก็สามารถที่จะได้รับ ประโยชน์จากตรงนี้ และวันนี้จากที่รายงานได้ผล ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในการทำแต่ละครั้ง เพราะฉะนั้นนี่คือการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่เราได้แก้ไขปัญหาเรื่องภัยแล้งให้กับ พี่น้องประชาชน แล้วก็ในส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว ได้มีการให้เร่งสำรวจจากการเสนอ ของท่านทุกแหล่งน้ำจะต้องมีการโครงการทำฝายและแก้มลิง เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ ในยามที่ขาดแคลนหรือในฤดูแล้ง ซึ่งตรงนี้เราได้มีมาตรการสั่งไปให้กับทุกส่วนของ กรมชลประทานดำเนินการนะครับ แล้วก็เราจะเริ่มศึกษาฟื้นขึ้นมาใหม่ก็คือโครงการเติมน้ำ ให้กับเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล เพราะ ๒ เขื่อนนี้จะเป็นเขื่อนที่ดูแลพื้นที่ชาวไร่ชาวนา เป็น ๑๐ ล้านไร่นะครับ เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้สบายใจว่า ทุกภาคส่วนของราชการ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเดียว เราดำเนินการ ประสานงานอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนระยะยาว แต่ถ้าท่านมี ข้อเสนออย่างไร ถ้าสามารถจะปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ได้ก็พร้อมจะน้อมรับแล้วก็นำไปอยู่ใน แผนงานครับ ขอบคุณมากครับ
ของท่าน รัฐมนตรีเฉลิมชัยใช้ไป ๕ นาทีนะครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรีเทวัญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระผมเอง ขอเพิ่มเติมจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องสินค้าออนไลน์ คือเรื่องนี้สภาพปัญหา ของผู้บริโภคที่ได้มาร้องกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งขึ้นตรงกับ สำนักนายกรัฐมนตรี เฉพาะปีที่แล้ว คือปี ๒๕๖๑ มีทั้งหมด ๒,๖๗๓ ราย สรุปประเด็นปัญหา ก็คือมีการสั่งซื้อและชำระเงินแต่ไม่ได้รับสินค้า โฆษณาอันเป็นเท็จ การไม่ได้รับเงินคืน สินค้าที่รับไม่ตรงตามการที่สั่งซื้อ และสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เรื่องนี้รัฐบาลก็เป็นห่วงผู้บริโภค เป็นอย่างมาก ในขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ผลักดันพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กร ผู้บริโภคขึ้น สภาองค์กรผู้บริโภคอันนี้จัดตั้งมาได้ประมาณเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นี้ เป็นกฎหมายใหม่ที่ให้องค์กรผู้บริโภครวมตัวกัน เป็นบุคคลธรรมดาตั้งแต่ ๑๐ ท่านขึ้นไป มีผลงานการคุ้มครองผู้บริโภคมาภายใน ๒ ปี รวมตัวเป็นองค์กรผู้บริโภค และหลังจากนั้น ไปจดตั้งเป็นองค์กรผู้บริโภคกับทางสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็น นายทะเบียนกลาง ตามต่างจังหวัดก็จะมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับมอบจดทะเบียน หลังจากจดทะเบียนเสร็จแล้วรวมตัวกันได้ตั้งแต่ ๑๕๐ องค์กรขึ้นไป ก็จัดตั้งเป็นสภาได้ รวบรวมเสียงได้ครึ่งหนึ่งของ ๑๕๐ ก็จัดตั้งเป็นสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ก็จะเป็น อีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้บริโภคที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคของเรา จำนวนมากที่สั่งสินค้าแล้วไม่ได้สินค้า เสียเงินแล้วไม่ได้เงินคืนด้วย เรื่องนี้ทางรัฐบาลโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ก็เป็นห่วงนะครับ ผลักดันพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา เมื่อจัดตั้งเป็น สภาองค์กรผู้บริโภคแล้ว รัฐบาลจะอุดหนุนเงินเริ่มต้นให้อีก ๓๕๐ ล้านบาท เป็นการเริ่มต้น ของสภาองค์กรแห่งนี้ ซึ่งก็จะเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อนจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถที่จะมาใช้ช่องทางนี้ดำเนินการ นอกจากทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ในเบื้องต้นผมเลยกราบเรียนไว้อย่างนี้ครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีใช้ไปเพียง ๓ นาทีนะครับ ต่อไปกลับเข้าสู่การอภิปรายของท่านสมาชิก ผมขอทบทวนอีกทีนะครับ ชุดต่อไปก็เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ๒๐ นาที แล้วมาพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ แล้วก็ไปสมาชิก วุฒิสภา ๒ ท่าน พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ ท่านละ ๕ นาที กับ ท่านอนุศักดิ์ คงมาลัย เชิญตามนี้นะครับ ชุดที่ ๒ นี้นะครับ ท่านชวลิต เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ บัญญัติว่า คณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แม้จะไม่มีการลงมติ แต่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าบริหาร ราชการแผ่นดิน ดังนั้นการที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้มาประชุมร่วมกันในวันนี้ ผมถือว่าเป็นการ ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีประเด็น ที่จะอภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันคือ
ประเด็นแรก นโยบายอดีตสะท้อนหลักคิดที่ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ประเด็นที่ ๒ เราต้องทราบหัวใจของปัญหาถึงจะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
ประเด็นที่ ๓ ทางออกและข้อเสนอแนะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นแรกนโยบายอดีตสะท้อนหลักคิด ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน กระผมได้ไปตรวจสอบนโยบายที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงต่อ สนช. เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า การที่รัฐบาลนี้ ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงหรือหวังคะแนน ประชานิยมมาเป็นฐานการเมือง ทุกท่านจึงไม่ต้องวิตกว่าจะมีการนำประเทศเข้าไปผูกพัน จนเสียวินัยการคลัง หรือเกิดภาระอนาคต และด้วยความที่มีความเป็นเอกภาพทางนโยบาย จึงไม่ต้องวิตกว่าการทำงานในแต่ละกระทรวงจะไม่บูรณาการสอดคล้องหรือพายเรือคนละที สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพลังอำนาจหรือเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำงานยากให้สำเร็จในเวลาสั้นได้อย่าง ราบรื่น สิ่งที่กระผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดมิให้การทำงานของ รัฐบาลกลายเป็นภาระของประเทศเป็นอันขาด ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสำคัญของ แถลงนโยบายดังกล่าวเพียง ๖ บรรทัด ผมแยกได้ ๓ ประเด็นดังนี้
๑. รัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียง หรือหวังคะแนนนิยม ผมขออนุญาตที่จะถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ตรง ๆ ว่า กรณีมีการ กล่าวกันว่าที่ท่านส่งรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปเป็นหัวหน้าพรรคและอีกท่านหนึ่งไปเป็น เลขาธิการพรรคของพรรคการเมืองหนึ่ง สะท้อนความคิดการสืบทอดอำนาจหรือไม่
ประการต่อมาครับท่านประธาน การที่ใช้ชื่อนโยบายโครงการประชารัฐ ของรัฐบาลเป็นชื่อของพรรคการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนในการสืบทอดอำนาจ หรือไม่
ประการที่ ๓ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรประชารัฐ ทำไมรัฐบาล ต้องอัดเม็ดเงินลงไปก่อนเลือกตั้งไม่กี่วัน หาเสียงหรือไม่ เอาเปรียบกันหรือไม่
ในประการที่ ๒ ท่านบอกว่าจะไม่ดำเนินการให้เสียวินัยการคลัง แต่การที่ ทุ่มเทงบประมาณประชานิยมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเงินนับแสนล้านบาท เสียวินัย การคลังหรือไม่
ประการที่ ๓ มีกรณีที่จะเสียวินัยการคลังชัด ๆ อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไป ไม่ทราบ แม้แต่ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ผมถามถึงกฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องเลยว่า ผ่าน สนช. แล้ว เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากในหลักคิด ในการนำงบประมาณแผ่นดินของรัฐ ซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนมาใช้ โดยไม่ต้องมีแผนงาน โครงการ ไม่ต้องผ่านสภา โดยนำไปแฝงไว้เงียบ ๆ ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วก็ผ่าน สนช. อย่างเงียบ ๆ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้ที่ผมว่ามาอย่างเงียบ ๆ นั้น ในมาตราอื่น ๆ ล้วนเป็นพัฒนาการ ที่ดี คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ได้ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะ ให้ทันยุคทันสมัยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่การมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี สามารถใช้เงินก้อนหนึ่งเรียกว่า เงินสำรองจ่าย ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่าเป็นเงิน เท่าไร ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๕๐,๐๐๐ บาท ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีเงินงบกลางไว้ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น รัฐบาลนี้ ๕ ปีที่ผ่านมา ได้ใช้งบกลางอย่างน่ากลัวครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๘ ๓๗๒,๗๔๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๙ ๔๕๕,๓๘๙ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ๔๔๘,๘๘๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๓๙๔,๓๒๖ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ปีนี้ ๔๖๘,๐๓๒ ล้านบาท ถ้ารวมอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปาเข้าไปเกือบ ๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นหลักการ ถ้าในยามบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กระผมคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดยินยอมที่จะให้มี การเอาเงินงบประมาณไปใช้โดยไม่ผ่านสภา ไม่มีแผนงาน ไม่มีโครงการ เป็นเงินถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยังจำคำพูดของท่านประธาน ซึ่งวันนี้ท่านไม่ได้อยู่คิวขึ้นประชุม ท่านประธานชวนท่านกล่าวเสมอว่า ท่านยึดมั่นในระบบรัฐสภา ซึ่งจะเป็นการถ่วงดุลกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงขอถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ตรง ๆ ว่า เมื่อบ้านเมืองขณะนี้ท่านบอกว่ามันเป็นประชาธิปไตยแล้ว ท่านจะตัดมาตรา ๔๕ ออกไป ได้หรือไม่ อยากฟังจากปากของท่าน ถ้าท่านบอกว่า ได้ พวกผมก็จะไม่ดำเนินการอะไรต่อ แต่ถ้าท่านบอกว่า ไม่ได้ โดยส่วนตัวผมจะเสนอต่อพรรคของผม ขอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยตัดมาตรา ๔๕ ออกไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมเตรียมมาก็คือ หัวใจ ของปัญหา การจะแก้ไขปัญหาของประเทศต้องทราบหัวใจของปัญหาคืออะไร ถ้าค้นหัวใจ ของปัญหาไม่ได้ ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาของประเทศมีมากมายมหาศาล หลายด้าน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง การต่างประเทศ เป็นต้น แต่อะไร คือหัวใจของปัญหา ผมจะยกตัวอย่างการแก้ปัญหาของรุ่นพ่อ รุ่นพี่ ซึ่งก็เป็นรุ่นพ่อ รุ่นพี่ ของท่านทั้งหลายนั่นละ ก่อนปี ๒๕๒๓ คนรุ่นหลังไม่รู้หรอกว่าประเทศไทย มีสงครามภายในที่รบราฆ่าฟันกันเอง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน เสียชีวิตปีละนับพัน ๆ คน ตลอดจนทรัพย์สินของทางราชการ ของประชาชนเสียหายจำนวนมาก มีพี่น้องประชาชน ข้าราชการ แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในอดีต ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ต้องไปพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดพระศรีมหาธาตุทุกปี ทรงทุกข์โทมนัสที่เห็นคนไทยฆ่ากันเอง ตายปีละเป็นพันศพ ต่อเมื่อมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ เรื่องการเมืองนำการทหาร ซึ่งมีหลักการ ใช้การเมืองนำการทหาร คำสั่งดังกล่าวลงนามโดย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายใต้การอำนวยการการเสนอคำสั่งที่มีหลักคิดการใช้การเมืองนำ การทหารของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จากนั้นบ้านเมืองก็ เข้าสู่ความสงบ เลิกรบราฆ่าฟัน เกิดผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยออกจากป่ามาร่วมกันพัฒนาชาติ ไทย หลายท่านเป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. เป็นนักธุรกิจ ทำงานเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองอยู่ใน ขณะนี้ ดังนั้นปัญหาของประเทศในขณะนี้เราก็ต้องมาคิดว่า ทำไมรัฐบาลนี้ทุ่มเทสรรพกำลัง เหลือเกิน ใช้เงินมากมายมหาศาล ขยัน ผมชื่นชมท่านนะครับ ท่านขยัน ทุ่มเทใช้งบ ใช้งบถึง ๑๓ ล้านล้านบาทใน ๕ ปีที่ผ่านมา แต่ทำไมคนจนถึงเพิ่มขึ้น ๆ ขณะนี้ ๑๔.๕ ล้านคน ตรงนี้ประจักษ์ชัด แล้วครับ ฟ้องด้วยภาพว่าเราต้องมาผิดทางแน่ ถ้าเราไม่หาหัวใจ ของปัญหาให้เจอนั่นก็คือความเชื่อมั่นในการเมืองการปกครองของประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราดูย้อนหลังไป ๘๕ ปี ๘๖ ปี ประเทศไทยของเราเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร จำนวนมาก จนต้องขึ้นกินเนสบุ๊ก นี่เป็นต้นเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งหรือไม่ เมื่อเทียบกับประเทศ ที่เขาเคยย่ำแย่กว่าเรา เช่น ประเทศเกาหลี ผมจำได้ รุ่นพี่ รุ่นพ่อเล่าให้ฟังว่า เราเคยส่งทหาร ไปช่วยประเทศเกาหลีรบ ประเทศเกาหลีถูกบอมบ์ (Bomb) ยับเยินแทบจะไม่มีอะไรเหลือ แต่ปัจจุบันในปีหรือ ๒ ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของไทยต้องไปซื้อเครื่องบินฝึกรบ จากประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีผลิตอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ทำไมประเทศไทยเรา ถึงถอยหลังเข้าคลอง ๆ เพราะการเมืองที่ไม่นิ่ง การเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพใช่หรือไม่ ถ้าใช่ นี่คือหัวใจของปัญหาหรือไม่ เราทำไมไม่มาแก้หัวใจที่ปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ในปัญหาความเชื่อมั่นทางการเมืองที่กระผมเตรียมมามี ๒ ประเด็น ที่น่าจะต้องได้รับ การแก้ไข
ประการแรก คือกติกาหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำไมรัฐธรรมนูญต้องแก้ มีการสำรวจจากทุกโพลล์ (Poll) มาเป็นระยะ ๆ มีความเห็นต่าง ๆ มากมายว่าจำเป็นต้องแก้ ประเด็นอะไรบ้าง ผมคงไม่ต้องจาระไน เพราะเวลาผมมีจำกัด แต่ขอเอาวลีสำคัญที่ทุกคนเคยได้ยิน แล้วเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้บ้านเมืองเดินไป ไม่ได้ วลีสำคัญนั้นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ผมไม่จำเป็น จะต้องเอ่ยชื่อผู้กล่าว เพราะเราเคารพนับถือกันเป็นการส่วนตัว เป็นผู้อาวุโส ทั้งท่านก็กล่าว อย่างองอาจต่อสาธารณะ สิ่งที่ผมคิดว่าจากวลีดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็นกลาง มีการเอาเปรียบกันอย่างสารพัดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านสมาชิกก็อาจจะ บอกได้ว่า เมื่ออ่านนโยบายที่ทางรัฐบาลได้ส่งมาให้ ก็แก้แล้วนี่ อยู่ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๑๒ หน้า ๓๓ ความว่า สนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการ ดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ อ่านนโยบายดังกล่าวแล้วใคร ๆ ก็รู้ว่า ให้อย่างเสียไม่ได้ ถ้าจำกันได้แต่เดิมไม่มีนะครับ ต้องต่อรองกันวุ่นวายไปหมด ผมไม่แน่ใจว่า ถูกหลอกหรือเปล่า หรือรู้ว่าหลอกแต่เต็มใจให้หลอกในการเข้าร่วมรัฐบาล ผมเป็นคนช่างจด ช่างเก็บข้อมูลครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๒ เร็ว ๆ นี้เอง ผู้สื่อข่าวได้ถาม ท่าน พลเอก ประยุทธ์ว่า มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งยื่นเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลไว้ข้อหนึ่ง ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีมีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามนะครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ตอบสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า ผมไม่มีจุดยืนในการ แก้รัฐธรรมนูญ ชัดหรือไม่ครับ เป็นเรื่องตามกระบวนการ ผมจึงไม่แปลกใจว่านโยบาย เร่งด่วนข้อ ๑๒ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นที่กล่าวว่าเป็นการศึกษาเพื่อสนับสนุนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมันจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่แน่หลังจากฟังการอภิปรายของผมเมื่อท่าน พลเอก ประยุทธ์ทราบหรือเห็นพ้องต้องกันว่า หัวใจของปัญหาคือปัญหาการเมืองหรือไม่ เหมือนเช่นที่รุ่นพ่อ รุ่นพี่ ในอดีตได้เคยวางแนวทางไว้ ท่านอาจจะมาเห็นตรงกับผมแล้วแก้ไข รัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ เราไม่ได้คิดแก้ไขอะไรมากมายเลย ขอเพียงให้ประเทศเดินได้ เอาแค่ ๒ ประเด็นก่อน
ประเด็นแรกที่มา ผมขออนุญาตต่ออีกนิดหนึ่ง ประเด็นแรกที่มาและอำนาจ หน้าที่ของ ส.ว.
ประเด็นที่ ๒ ระบบการเลือกตั้ง ต้องยกเลิกครับ การจัดสรรปันส่วนผสม มันทำให้พรรคการเมืองมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แล้วท่านจะบูรณาการนโยบายอย่างไร ผมพูดกับท่านประธานอย่างมีเหตุมีผลตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการเมือง เป็นปัญหาหัวใจสำคัญของประเทศ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีรับและแก้ไข ผมมั่นใจว่าปัญหา เศรษฐกิจจะฉลุยแก้ไขได้ เดินไปได้ ผมเคยได้รับการไปเสวนาในเวทีหนึ่ง ผมไม่ได้ดูถูก หรือไม่ได้ไปต่อว่า ว่าท่านไม่อาจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เลย ผมยังเปรียบเปรยไปว่า ต่อให้ ๑๐ พลเอก ประยุทธ์ ๑๐ สมคิดก็แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ได้ถ้าระบบ ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ถ้าระบบได้รับการแก้ไขท่านจะทำงานอย่างสบาย ท่านแก้ไขปัญหา บ้านเมืองได้แน่ ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ท่านใช้เวลา เกินไป ๑ นาที เป็น ๒๑ นาทีนะครับ ท่านชวลิต ต่อไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ได้เวลา ๗ นาทีนะคะ ขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นเลย ก่อนอื่นขอชี้แจงในข้อที่ผู้อภิปราย ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงเล็กน้อยเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่โยงมาถึงงบกลาง อันที่จริงเป็นสิ่งที่รัฐบาลในหลาย ๆ สมัยที่ผ่านมาก็มีการทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี ๒๕๔๗ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็มีการทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเป็นมูลค่า ถึง ๑๗๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เวลาพูดจึงอยากจะให้ข้อมูลอีกด้านว่าเป็นสิ่งที่ กระทำกันมาไม่ใช่ดูเฉพาะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาเท่านั้น ทีนี้ถ้าเข้าสู่ตัวเนื้อนโยบาย เนื่องจากเมื่อวานเราใช้เวลากันถึงเกือบ ๆ ตี ๒ นะคะ หลายท่านอาจจะลืมกรอบนโยบาย ไปหมดแล้ว ๑๒ นโยบายหลัก ๑๒ นโยบายเร่งด่วน ส่วนตัวดิฉันเองมองเป็นหมวดหมู่ว่า ๑๒ นโยบายหลักนั้นแบ่งออกเป็น ๓ หมวดหลัก ๆ ด้วยกันเป็น ๓ ๔ ๕ นะคะ ๓ นโยบายแรก บรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายหน้าที่ ๑ ถึงหน้าที่ ๕ เป็นเรื่องของการสร้างความ
ท่านประท้วงอะไรครับ ข้อไหน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๐๙ ท่านประธานครับ เนื้อหาสาระท่านดีมากครับ แต่ว่าหน้าที่การชี้แจงเฉพาะรัฐมนตรีเท่านั้น ท่านประธาน โปรดวินิจฉัยเนื้อหาสาระดีจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ผมขอ วินิจฉัยนะครับ คือตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๙ นั้นให้สิทธิรัฐมนตรีที่จะตอบข้ออภิปรายซักถาม ส่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามอภิปรายทั้งในทางสนับสนุน หรือคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการ แผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย ในการนี้สมาชิกรัฐสภาซักถามและอภิปรายถึง แผนการปฏิบัติและวิธีการปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ผู้อภิปรายก็แตะเข้าไปนิดเดียวนะครับ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
ขอบพระคุณค่ะ ฉะนั้นในหน้าที่ ๑ ถึงหน้าที่ ๕ ๓ นโยบายแรกเป็นเรื่องของ การสร้างความมั่นคง ๔ นโยบายถัดมาอยู่ในหน้าที่ ๖ ถึงหน้าที่ ๒๐ พูดถึงนโยบายที่จะ สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในทุกระดับตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาคมาจนถึงเศรษฐกิจฐานราก แล้วก็ในหน้าที่ ๒๑ ถึงหน้าที่ ๒๙ ได้พูดถึงอีก ๕ นโยบายที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับ ประเทศไทย มีการระบุถึงการปฏิรูปโครงสร้างในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนขึ้น ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจนั้นมีหลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้วตั้งแต่ เมื่อวานจนเช้าวันนี้นะคะ ส่วนตัวดิฉันเองอยากจะชี้ให้เห็นเฉย ๆ ว่า ๔ นโยบายที่สร้าง ความมั่งคั่งนั้นมีความครอบคลุมทุก ๆ ภาคส่วน เพียงแต่ว่าแผนปฏิบัติการอย่างที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อวานนี้ว่าจะมีการดำเนินการตามมา ตัวชี้วัดต่าง ๆ ก็จะตามมา ในภายหลัง สิ่งที่เป็นข้อกังวลของผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน นั่นก็คือ เรื่องของความสามารถของรัฐบาลในการที่จะมีเงินทำนโยบายเหล่านั้นหรือเปล่า มีความพร้อมหรือไม่ที่จะทำ แล้วก็กังวลเลยไปถึงประเด็นที่ ๒ ก็คือวินัยทางการเงินการคลัง ว่าจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักวิชาการมาก่อน เราก็ต้องเอาข้อมูล มาพูดกันบนหลักของข้อเท็จจริง ก็หันไปดูก่อนว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่เท่าไร ณ วันนี้มีอยู่ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจำนวนมากถึง ๓.๕ เท่าของหนี้ ระยะสั้นของประเทศ จึงไม่ได้มีความเสี่ยงใด ๆ เลยที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ฝ่ายใดจะมา กล่าวอ้างกัน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีเพียงพอ ถ้าไปพูดถึง ภาระหนี้สาธารณะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เมื่อวานท่านก็ได้กล่าวแล้ว วันนี้อยู่ที่ระดับร้อยละ ๔๒ ของ จีดีพี (GDP) ยังอยู่ในกรอบเพดานของภาระหนี้ที่จะต้อง ไม่เกินร้อยละ ๖๐ แหล่งที่มาของเงินทุนที่รัฐบาลได้แถลงเอาไว้ในคำแถลงนโยบายอยู่ใน หน้าที่ ๓๔ ถ้าบางท่านยังไม่ได้เปิดดู ในหน้าที่ ๓๔ ก็ได้บอกไว้ว่าแหล่งที่มาของเงินที่จะมา ทำนโยบายทั้งหลายก็จะมีทั้งรายได้จากการจัดเก็บภาษี จากการกู้ จากกองทุนรวม ซึ่งก็คือ เป็นแหล่งเงินทุนจากตลาดทุน แล้วก็จากการร่วมทุนของภาครัฐและเอกชน และยังมีระบุ ไว้อีกว่าจะมีการเพิ่มศักยภาพของการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ เช่นทรัพย์สินของ กรมธนารักษ์ที่มี ในส่วนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวาน ก็ได้กล่าวไปแล้วว่ามีการทำไปแล้ว เห็นผลแล้ว ได้ระดมทุนมาแล้วทั้งสิ้น ๔๔,๗๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็จะระบุไว้ในนโยบายว่าจะทำต่อ และพวกเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ใช้ศักยภาพของแหล่งเงินทุนในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมากเหลือเกินมาพัฒนาประเทศ ร่วมกัน นอกจากโครงการพื้นฐานแล้ว เราอาจจะมีกองทุนรวมที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ทางด้านสังคม ซึ่งเราอาจจะทำเป็นกองทุนที่สร้างผลกระทบทางสังคม ในต่างประเทศ ทำแล้วหลายประเทศที่เรียกว่า โซเชียล อิมแพกต์ ฟันด์ (Social Impact Fund) ซึ่งดิฉัน เชื่อว่ารัฐบาลได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เอาไว้ในแหล่งเงินทุนเช่นเดียวกัน ทีนี้พอพูดถึงการกู้ ก็มีผู้อภิปรายบางท่านพูดถึงการทำงบขาดดุล ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเช่นเดียวกันนะคะ ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมาก็มีงบขาดดุลปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไล่มาเรื่อย เมื่อมาถึงรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการทำงบขาดดุลเช่นเดียวกัน แต่การทำงบขาดดุลของรัฐบาลที่ผ่านมานั้น เม็ดเงินถูกนำไปเพื่อการลงทุน และถ้ามองไป ข้างหน้าท่านยิ่งไม่ต้องกังวล ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านคะ เนื่องจากมี พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๖๑ ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา ๒๐ (๑) ว่า งบประมาณที่จะใช้ไปเพื่อรายจ่ายในการลงทุนจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของ งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ ตรง และ นี่ยิ่งสำคัญค่ะ และต้องไม่น้อยกว่างบที่ทำการ ขาดดุลไว้ นั่นหมายความว่าอะไร ถ้าอ่านแปลความง่าย ๆ ก็คืองบขาดดุลที่รัฐบาลจะทำ ทั้งหมดต้องนำไปใช้เพื่อการลงทุนเท่านั้น ฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนำไปใช้แบบที่ ไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาวให้กับประเทศ เพราะมันถูกกำหนดเอาไว้แล้วในพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน
ในส่วนของหนี้ครัวเรือนที่เรากังวลกันว่านโยบายต่าง ๆ จะไปกระตุ้นให้เกิด หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่นเดียวกันค่ะ ในฐานะนักวิชาการดิฉันก็เห็นว่าเราต้องเอา ข้อเท็จจริงอีกด้านมาพูดกันนะคะ เรามาพูดกันเฉพาะสแนปชอตส์ (Snapshots) ช่วงเวลา สั้น ๆ ว่าหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗ ในช่วง รัฐบาลใดไม่ต้องกล่าวถึง หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก ๖.๔ ล้านล้านบาท เป็น ๑๐.๔ ล้าน ล้านบาท หมายความว่าเพิ่มขึ้น ๔ ล้านล้านบาท ภายในเวลาแค่ ๓ ปีกว่า ๆ ถ้าคิดเป็นอัตรา การเพิ่มก็คือร้อยละ ๖๐ ในเวลาแค่ ๓ ปีกว่า ๆ ในขณะที่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มาจนถึงปีปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง ๒.๔ ล้านล้านบาท แล้วถ้าดูเป็นหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี (GDP) ที่มีบางท่านก็กล่าวถึงไปแล้วแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ณ วันนี้ก็อยู่ที่ ๗๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น อันนี้เป็นข้อกังวล
สุดท้ายค่ะ ขอฝากเอาไว้ว่านอกจากเรื่องหนี้ครัวเรือนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลบรรจุ ไว้ในนโยบายเร่งด่วนข้อแรกก็คือการจัดการกับหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลงาน ที่ได้ทำมาสำเร็จเป็นอย่างดีและประชาชนทางบ้านทุกคนที่ฟังอยู่ก็หวังว่ารัฐบาลจะสืบสาน การจัดการหนี้นอกระบบ แล้วก็ทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ได้อย่างแท้จริง ขอบพระคุณค่ะ
๗ นาที ของศาสตราจารย์นฤมล ก่อนที่จะถึงสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่านนะครับ ท่าน พลเรือเอก พัลลภ กับท่านกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ พอดีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอุตตม ขออนุญาตชี้แจงเรื่องงบประมาณ เชิญครับท่าน บันทึกเวลาด้วยนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับ เรื่องสำคัญ ก็คือที่เกี่ยวข้องกับการเงินการคลังของประเทศ ที่ท่านสมาชิกสภาหลาย ๆ ท่าน ได้กรุณาให้ความสนใจแล้วก็ให้ข้อชี้แนะซักถามมานะครับ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะว่าเป็นพื้นฐานของการดูแลความเข้มแข็งในเรื่องของการคลัง เศรษฐกิจของประเทศ และการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศแทบจะในทุกด้านให้ได้ผลสัมฤทธิ์นะครับ
ในประการแรกที่ผมอยากจะขอเรียนก็คือ ตามที่มีท่านสมาชิกรัฐสภาได้พูดถึง การตั้งงบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรียกว่าเป็นงบกลางฉุกเฉิน ผมเรียนเป็นข้อมูลเท่านั้นเองว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ รวมถึง ๑๑ รายการ เป็นบำเหน็จบำนาญตั้งไว้สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ที่เรียกว่างบฉุกเฉินจริง ๆ ใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ
ประเด็นต่อไป อยากจะขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมที่ท่านได้กรุณาพูดถึง พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ก็เป็น พ.ร.บ. สำคัญ จริง ๆ มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ แล้วนะครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๔๕ พูดถึงงบประมาณ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่ผมเรียน จำนวนนี้มีใน พ.ร.บ. นี้มีมาแต่เดิมแล้ว เงินทุนจำนวนดังกล่าวเรียกว่า เงินทุนสำรองจ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสำหรับการใช้จ่ายกรณีที่เรียกว่าเป็นเหตุจำเป็นฉุกเฉินจริง ๆ ก็หมายความว่าเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ แล้ว แหล่งเงินอื่นไม่สามารถจะนำมาใช้ได้อีก เพราะมีการกำหนดไว้แล้ว ก็ถึงจะเอามาใช้ได้ แต่ใช้แบบพร่ำเพรื่อไม่ได้นะครับ ต้องจำเป็นจริง ๆ อย่างที่ผมกราบเรียน ฉุกเฉิน แล้วก็เงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โดยต้องผ่าน คณะรัฐมนตรี แต่ที่สำคัญคือถ้าเอาไปใช้แล้วจะต้องมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชย ทันทีในโอกาสแรกที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าหยิบไปใช้เมื่อไรก็ได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยมี การใช้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังก็ยังมีกลไกอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การใช้เงินฉุกเฉินจริง ๆ จำนวนนี้ที่จะดูแลในเรื่องของวินัยการเงินการคลังนะครับ
เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะกราบเรียนสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของการตั้งงบประมาณ ขาดดุล เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกสภาได้พูดไปแล้วบ้างนะครับ ผมเพียงเสริมสั้น ๆ ว่า การตั้งงบประมาณขาดดุลนั้นรัฐบาลก็พิจารณาจากสถานการณ์ให้สอดรับกันว่าสถานการณ์ เศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นอย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่ นอกจากนั้นก็ให้สอดรับกับนโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนา ยกตัวอย่างในช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ ท่านคงจำกันได้ว่า เศรษฐกิจไทยประสบภาวะชะลอตัวนะครับ ในช่วงนั้นรัฐบาลก็ได้ตั้งงบประมาณขาดดุล ขึ้นมา ก็มีความจำเป็นครับ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็การลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงจูงใจ ให้ภาคเอกชนมาลงทุนนะครับ ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจในช่วงนั้นจากปี ๒๕๕๗ ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๖๐ แล้วก็ประมาณร้อยละ ๔ ในปี ๒๕๖๑ ต่อเนื่องกันมา แต่อย่างไรก็ตามครับ ถ้าจะใช้นโยบายตั้งงบประมาณขาดดุลก็ยังอยู่ภายใต้วินัยการเงินการคลังอยู่ดีนะครับ ไม่สามารถที่จะอยู่ดี ๆ ตั้งขึ้นไปได้นะครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง มีทั้ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว และพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมอยู่เสมอ ซึ่งระดับหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) ที่เราติดตามกันก็ได้ลดลง จากประมาณร้อยละ ๔๓.๓ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๗ เป็นร้อยละ ๔๒ ในปัจจุบัน ซึ่งก็ยังอยู่ ในกรอบที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ ๖๐ ของ จีดีพี (GDP)
ผมเรียนอีกประการหนึ่ง ถ้าเรามองไปในระยะปานกลางและระยะยาว ในเรื่องของวินัยการเงินการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ กระทรวงการคลัง ภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ เราจะต้องทำแผนการคลังระยะปานกลาง หรือเรียกว่า มีเดียม-เทอม ฟิสคอล เฟรมเวิร์ก (Medium-term Fiscal Framework) เป็นการวางแผนการคลัง ๓-๕ ปี มองไปข้างหน้าเพื่อให้เป็นกรอบทำงานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการเงินการคลังการจัดงบประมาณ อาทิ เราจะต้องวางเป้าหมาย ในแผนดังกล่าวนี้ว่าเราจะกลับเข้าสู่งบประมาณที่สมดุลได้เมื่อไร เพราะฉะนั้นเป็นการมองไป ข้างหน้านะครับ แม้ว่าปัจจุบันอาจจะมีความจำเป็นเหมาะสมที่จะใช้งบประมาณขาดดุลก็ตาม
อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมจะขอกราบเรียนสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของประชาชน การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนรายได้น้อยนะครับ เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ แล้วก็กลไกหลักที่ใช้ก็คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจนะครับ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น เน้นการอำนวยสินเชื่อเงินทุน ให้กับคนที่มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งอาจจะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของธนาคาร พาณิชย์โดยปกตินะครับ ซึ่งปกติในขณะนี้ก็ได้ให้กู้ยืมแก่ครัวเรือนไปแล้วประมาณ ๓.๘ ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ของสินเชื่อภาคธนาคารทั้งหมด สำหรับครัวเรือน นอกจากนั้นรัฐบาลกำลังพัฒนาแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่นให้กับผู้มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงได้ทั่วถึง แล้วก็ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ยกตัวอย่างนะครับ สิ่งที่เราได้เริ่มพัฒนา กันขึ้นมาและจะพัฒนาต่อไปก็คือที่เรียกว่า นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) ก็คือส่งเสริม ให้มีผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ที่เน้นการให้สินเชื่อกับประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐนะครับ เรื่องเทคโนโลยีเราใช้แน่นอน การใช้ฐานข้อมูล ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพื่อให้เข้าถึงและทราบถึงผู้ที่มีความต้องการ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้
เรื่องของการส่งเสริมการออมของภาคเอกชนผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. อันนี้เราก็กำลังทำงานอยู่นะครับ สมาชิกได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๘ ปัจจุบันปี ๒๕๖๒ เรามีประมาณ ๑,๕๗๐,๐๐๐ คน ที่เข้าร่วมในกองทุนดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมอีกด้านหนึ่งนะครับ
ในเรื่องหนี้ครัวเรือนเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านดอกเตอร์นฤมล ขออภัยเอ่ยนามนะครับ ได้พูดถึงไปแล้วในเรื่องหนี้ครัวเรือน ประเด็นก็คือหนี้ครัวเรือนนี้ เติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ว่าหัวใจสำคัญก็คือเอาไปใช้ทำอะไร หนี้ครัวเรือน มีได้หลายอย่าง แต่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่าในเรื่องของหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ของหนี้เพื่อไปสร้างรายได้ หรือว่าเพื่อที่อยู่อาศัย ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างไรก็ดี เราไม่วางใจในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เรากำลังดำเนินการในเรื่องของการดูแล การก่อหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร นั่นคือดูแลให้ข้อมูลให้ทักษะเกี่ยวกับการก่อหนี้ครัวเรือน เช่น กลุ่มอาชีวะ กลุ่มผู้ที่เข้าสู่วัยการทำงาน มีอาชีพแรก เราจะมีโครงการที่ให้ความรู้ในเรื่องนี้ ท่อนกลางคือให้ก่อหนี้ให้เหมาะสม สัดส่วนเป็นอย่างไรอันนี้กระทรวงการคลังร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินก็จะช่วยกันดู ท่อนสุดท้ายคือถ้าหากเกิดปัญหาจริง ๆ ขึ้นมาจะต้องมีการดูแล เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีองค์กรกลาง หรือหน่วยงานที่จะดูแลในเรื่อง ให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนจริง ๆ ในแนวทางของ การปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการดูแลที่ครบวงจร ไม่ประมาท เรื่องของหนี้ครัวเรือน
สุดท้ายในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก อย่างที่ ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ก็ทำให้สถานภาพของการเงินการคลังของเราอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แล้วก็กราบเรียนเป็นข้อมูล เมื่อคืนนี้สถาบันจัดอันดับสากลที่เรียกว่า มูดีส์ ก็ได้มีการปรับ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากเดิมมีเสถียรภาพเป็นแนวโน้มเชิงบวก เช่นเดียวกับสถาบันจัดอันดับอีกแห่งหนึ่ง ฟิทช์ ที่อาทิตย์ที่แล้วก็ปรับเช่นกัน เมื่อคืนของมูดีส์ ก็ปรับ ก็สะท้อนว่าความน่าเชื่อถือของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในเรื่องของการเงิน การคลังของประเทศนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ เราไม่นิ่งนอนใจ ไม่วางใจเด็ดขาด เพราะฉะนั้นเราจะดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลัง อย่างเข้มข้นเสมอ ก็เพื่อให้เราสามารถที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ตอบโจทย์แก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่ประเทศจำเป็นต้องมีการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ขอบพระคุณครับ
ท่านใช้ไป ๑๒ นาทีนะครับ และมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ จะขออภิปรายต่อนะครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านสมาชิกหน่อยนะครับ คือเมื่อตอนที่วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ร่วมกับประธานและรองประธานรัฐสภาได้ปรึกษากันนี้ ก็ได้แสดงความห่วงใย เวลาของรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะว่าการที่รัฐบาลจะชี้แจงตอบน่าจะใช้เวลามากกว่า ๕ ชั่วโมง ที่กำหนด ซึ่งท่านประธานชวนก็ได้แสดงความห่วงใยนี้ แต่ว่าผลการตกลงก็ออกมาอย่างนี้ ดังนั้นผมดูเวลาที่ได้ใช้ไปแล้วและที่เหลืออยู่นี้ตามที่ท่านวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ชี้แจงเมื่อเช้านี้ ก็น่าเป็นห่วง แค่ปฏิบัติตามกำหนดนั้นก็จะลำบากอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มขึ้นมาก็จะยิ่งลำบากยิ่งขึ้น ไปถึงวันเสาร์ ดังนั้นขอให้ทางรัฐบาลและวิป (Whip) พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลต้องปรึกษาหารือ คงจะไปขอทางฝ่ายค้านไม่ได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเชิญครับ
รัฐบาลก็จะรักษาเวลาทั้งหมดนะครับ ไม่เกินเวลาไปที่เรื่องอื่น ใช้เวลา อย่างประหยัดนะครับ
ครับผม ท่านจะชี้แจงไหมครับ ไม่มีอะไรนะครับ ขอบคุณครับ ท่านรับทราบ เชิญท่านสนธิรัตน์ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจง ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ในเวลาสั้น ๆ
เรื่องแรกนี่ก็คือ เรื่องความเป็นห่วงของท่านสมาชิกที่เป็นห่วงในเรื่องของการ ใช้งบประมาณในการที่จะไปดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ แล้วไปเอื้อให้กับเจ้าสัวต่าง ๆ นั้น ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นเป็นครั้งแรกที่เราได้มีการ ขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและมีแผนพัฒนาผู้มีรายได้น้อยโดยมีการช่วยเหลือในเบื้องต้น และพัฒนาให้พ้นจากความยากจนในระยะถัดไป ซึ่งจากการดำเนินงานทั้งหมดนั้นในตอน เริ่มต้นถ้าท่านจำได้ จะมีผู้วิจารณ์ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เรียกว่าบัตรคนจนในตอนแรกนั้น จะไม่มีคนให้ความร่วมมือเพราะไปประจานพี่น้องประชาชน แต่เมื่อพี่น้องประชาชนเข้าใจ เจตนารมณ์ก็ทำให้มีผู้มาลงทะเบียนมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เมื่อมีผู้เข้ามามากก็ทำให้รัฐมีระบบข้อมูล แล้วก็สามารถพัฒนาผู้ที่ลงทะเบียนได้ให้เกิดมีการ ปรับตัวและพัฒนาตัวเอง อย่างเช่นมีข้อมูลจากการดำเนินการในช่วงระยะเวลาไม่ถึง ๑ ปีนั้น มีผู้ที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี พ้นเกณฑ์ ๓๐,๐๐๐ บาทถึงเป็นร่วมล้านกว่าคน อันนี้คือทิศทางที่ดำเนินการนะครับ ทีนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นคงไม่ใช่เพียงเข้าไปดูแล แล้วก็การที่จะพัฒนาพี่น้องประชาชน ผมอยากจะขอขยายว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีส่วน ในการไปหมุนเศรษฐกิจฐานรากและหมุน จีดีพี (GDP) ของประเทศ ในช่วงที่ดำเนินการนั้น เราให้บัตรสวัสดิการซื้อขายสินค้าได้เพียงร้านค้าที่ท่านได้มีข้อวิจารณ์ว่าเป็นร้านค้าเฉพาะ แต่เพราะร้านค้าเฉพาะเหล่านั้นคือร้านค้าที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลใดเลย มามากกว่า ๒๐ ปี คือร้านค้าโชห่วยร้านเล็กร้านน้อยที่อยู่ตามหมู่บ้าน อำเภอ มีผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการโดยการที่ซื้อของผ่านร้านโชห่วยนั้นถึง ๓๓,๐๐๐ กว่าราย ผ่านเครื่อง ที่เรียกว่า อีดีซี (EDC) เพื่อนำไปสู่ดิจิทัลในอนาคต และมีการซื้อขายโดยการสมัคร เข้ามาเป็นแผงร้านค้าเล็กร้านค้าน้อยที่เรียกว่า แอป (App) ถุงเงินประชารัฐนี่นะครับอีก ๒๗,๐๐๐ กว่าราย รวมแล้วทั้งหมด ๖๐,๐๐๐ กว่าราย ผลของมัน ผมอยากจะชี้แจงว่า แน่นอนครับพี่น้องประชาชนก็ต้องไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น แต่มีข้อมูลที่ได้ว่าจ้างบริษัท วิจัยในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา พบว่าสินค้าจำหน่ายในร้านค้าประชารัฐจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ท่านพูดถึงนั้นรวมถึงน้ำตาล ข้าวสาร ซอสปรุงรสต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่อีกประมาณมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์เป็นสินค้าชุมชน ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลเดิมนั้นพยายาม ผลักดันอย่างยิ่งและรัฐบาลใหม่ก็คาดว่าจะนำนโยบายนี้มาดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ชุมชน ไข่ไก่ชุมชน สินค้าเกษตรของชุมชน เป็นต้น รวมทั้งสินค้าลำไย กระเทียม หอมหัวใหญ่ต่าง ๆ เวลาเกิดปัญหา แต่สิ่งที่น่าสนใจ อยากขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผ่านถึงสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ตั้งแต่ไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๖๑ ถึงไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๒ ในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่ามาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้มีการดำเนินการใช้ จ่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นถึง ๗.๔ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเม็ดเงินมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่สำคัญกว่านั้นครับ มันกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคถึง ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจไปยัง ภาคอุตสาหกรรม การค้าการขายที่เกี่ยวข้องอีกกว่า ๓๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็เป็นสิ่ง ที่อยากจะเรียน อยากจะทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า มาตรการเหล่านี้นั้น ได้ไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องและได้ทำให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นได้รับความชื่นชมจาก พี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป
ผมขอเรื่องที่ ๒ ในฐานะที่เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน ได้มีท่านสมาชิก หลายท่านได้กรุณาให้ความคิดเห็นในเรื่องของนโยบายพลังงาน ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ว่า เรื่องของพลังงานนั้นที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะถูกมองในมิติเดียว คือมิติของการลงทุน ของโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายพลังงาน โดยเน้น ประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับฐานราก โดยการให้ประชาชนนั้นเข้าถึงพลังงาน ในการเพิ่มรายได้แล้วก็ยกระดับคุณภาพชีวิต จะมีการทบทวนแผน พีดีพี (PDP) บางประการ ในมิติของการนำพลังงานหมุนเวียนให้เข้าไปสู่ชุมชนและให้ชุมชนนั้นมีส่วนที่จะเข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของการบริหารพลังงาน และมีส่วนในการที่จะมีรายได้จากพลังงาน กลไกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานของวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรก็อยู่ในแผน ทั้งสิ้น แล้วสำคัญทางกระทรวงพลังงานจะใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานมาเป็นเครื่องมือ ในการสนับสนุนพัฒนาพลังงานระดับชุมชน เพื่อให้เกิดการผลิตพลังงาน การสร้างอาชีพ ซึ่งท่านคงพอจะเห็นไปบ้าง แต่ว่าจะดำเนินการมากขึ้นในนโยบายในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเอาระบบสูบน้ำทางภาคเกษตรเพื่อขยายพื้นที่เกษตร แต่จะมีวิธีการ ทำงานที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม หรือการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร
เรื่องปาล์มน้ำมัน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณากราบเรียนแล้ว แต่ผมยืนยันว่า ทิศทางของปาล์มน้ำมันที่จะไปสู่ไบโอดีเซลในเรื่องของ บี ๗ (B7) ไปสู่การจะเป็น บี ๑๐ (B10) ในความเป็นน้ำมันพื้นฐาน และบี ๒๐ (B20) ในอนาคต จะทำให้เกิดสมดุลของ ซัปพลาย (Supply) ของผลผลิตปาล์มกับดีมานด์ (Demand) และจะทำให้พี่น้องเกษตรกร ไปสู่ราคาเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ได้เป็นรูปธรรม ขอให้พี่น้องประชาชนวางใจว่านโยบาย ด้านพลังงานของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน ทุกระดับ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนให้ประชาชนมีส่วนร่วม นโยบายพลังงาน จะสร้างอาชีพ สร้างคน สร้างงาน แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีประชาชนเป็น ศูนย์กลาง ขอให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะเป็นการนำไปสู่อนาคตและจากการใช้พลังงานนั้น เป็นพลังงานของทุกคน อันนี้เป็นเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐบาล ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านใช้เวลา ไป ๗ นาที โอเค (OK) ปัดขึ้นนะครับ ต่อไปชุดที่ต่อจากศาสตราจารย์นฤมลเป็นของ ส.ว. พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ และท่านกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ท่านละ ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมมี ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก นโยบายหลักข้อ ๕.๓.๑ รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร นโยบายข้อนี้กระผมเห็นว่าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าหากว่ารัฐนั้นได้พัฒนาระบบบริหารจัดการ ข้อมูลสินค้าเกษตรให้สามารถบริหารดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ได้สมดุล เพราะว่าขณะนี้จากผลการศึกษาที่ผ่านมานั้นเราขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นเวลาจริง ผมยกตัวอย่างในส่วนของข้าวกับยางพารา พื้นที่ปลูก หน่วยงานข้อมูลต่าง ๆ ไม่ตรง ไม่ครบ แล้วก็มีในเรื่องของใบรับซื้อยาง ใบรับซื้อข้าว ก็บันทึกไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อสำคัญคือมีการลักลอบนำเข้าข้าว แล้วก็ในการลักลอบส่งออกยางพาราด้วย ผมเห็นว่าควรจะใช้วิธีรวบรวมบริหารจัดการข้อมูลเช่นเดียวกับด้านประมง ซึ่งเรา ประสบผลสำเร็จมาแล้วในเรื่องการปลดใบเหลือง ไอยูยู (IUU) ได้ คือเมื่อเราจับปลาได้เท่าไร ก็ต้องบันทึกลงสมุดซื้อขายเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำก็ต้องมีหนังสือกำกับตลอดเส้นทางตั้งแต่ เรือกลางทะเล ท่าเรือ แพปลา ตลาด โรงงานแปรรูป จนถึงผู้บริโภค ส่งข้อมูลให้บันทึก ก็สามารถส่งทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ได้ เจ้าหน้าที่จะบันทึกในส่วนของ ประมงนั้นในระบบสารสนเทศ คือ ฟิชชิง อินโฟ (Fishing Info) แล้วก็ระบบตรวจสอบ ย้อนกลับ หรือเทรซอะบิลิตี (Traceability) ทำให้ทราบข้อมูลสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถกำหนด มาตรการรักษาเสถียรภาพได้ ผมขอเสนอให้นำวิธีการเหล่านี้มาใช้กับข้าว กับยางพารา หัวใจหลักคือต้องบันทึกข้อมูลการซื้อขาย เคลื่อนย้าย ทุกขั้นตอนแล้วก็บันทึกข้อมูลในระบบ สารสนเทศ ซึ่งคงจะต้องมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ อาจจะใช้ชื่อรับเบอร์ อินโฟ (Rubber Info) กับไรซ์ อินโฟ (Rice Info) ก็ได้ เพื่อได้ข้อมูลที่เป็นเวลาจริง ขณะนี้ในส่วนของยางนั้นเรามี พ.ร.บ. ควบคุมยาง ปี ๒๕๔๒ นั้นรองรับอยู่แล้วสามารถนำมาบังคับใช้ได้ ในส่วนของข้าวนั้น ก็ปีที่แล้วมีร่าง พ.ร.บ. ข้าว ก็ปรับปรุงได้สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าหากว่าจะสามารถนำมาเพิ่มเป็น กฎหมายสำคัญอีกฉบับหนึ่ง ดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศด้วยจะแก้ปัญหาในส่วนนี้ครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือนโยบายหลัก ในข้อ ๕.๓.๘ ในเรื่องฟื้นฟูการทำประมง เป็นนโยบายที่ดี แต่ว่าขาดการสนับสนุนประมงนอกน่านน้ำ ผมขออนุญาตเสนอให้ เพิ่มประเด็นประมงนอกน่านน้ำนี้ไว้ในนโยบายด้วย แล้วก็ควรจะนำเรือสำรวจประมง ขนาดใหญ่ของกรมประมงนั้นมาใช้งานเพื่อเป็นเรือนำร่องค้นหาแหล่งประมงต่อไป แต่สุดท้ายในประเด็นประมงที่ผมสะดุดใจก็คือเห็นมีร่างกฎหมายว่าด้วยการประมงแห่งชาติ ในภาคผนวก ๑ นี้ ผมเห็นว่ากฎหมายประมงฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ นั้น มีเนื้อหาที่ครบถ้วน อยู่แล้ว มีการปรับแก้ให้เหมาะสม ก็ขอสอบถามเหตุผลที่มาในส่วนของร่างกฎหมาย ฉบับนี้ด้วย
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญ คือนโยบายในข้อ ๖.๑.๒ พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ทางทะเล นโยบายข้อนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนา ท่าเรือ กองเรือพาณิชย์ ซึ่งกระผมเห็นว่าขณะนี้มีสิ่งท้าท้ายที่น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ในเรื่องนี้ เพราะสิ่งท้าทายในส่วนนี้ก็คือท่าเรือ เรือพาณิชย์ แล้วก็เรือประมงน่านน้ำที่เราควรจะสนับสนุนจะต้องมีมาตรฐานทางทะเล ซึ่งหน่วยงานที่ ดูแลควบคุมในส่วนนี้คือองค์การทางทะเลระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มโอ (IMO) ซึ่งเราก็เป็น สมาชิกด้วย มาตรฐานทางทะเลของ ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะกำหนดไว้ในอนุสัญญาต่าง ๆ ซึ่งเราก็เป็นภาคีด้วย ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยในการใช้ทะเล ป้องกันมลพิษ รักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ซึ่งสมาชิกต้องปฏิบัติตาม ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะมีการตรวจ ทั้งภาคสมัครใจแล้วก็ภาคบังคับนะครับ ภาคสมัครใจดำเนินการไปแล้วเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็พบว่า มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่จะต้องปรับปรุงกว่า ๒๖ รายการด้วยกัน พูดง่าย ๆ ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ไม่มีผลอะไรครับ เพราะเป็นเพียงภาคสมัครใจ แต่ในปี ๒๕๖๔ อีกไม่ถึง ๒ ปีข้างหน้า จะเป็นการตรวจภาคบังคับครับ ซึ่งถ้าหากไม่ผ่านเกณฑ์หรือพูดง่าย ๆ ว่าเทียบกับ ไอเคโอ (ICAO) ก็เหมือนธงแดง ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นจะเกิดผลกระทบตามมามากมายครับ เรือไทย เรานั้นอาจจะถูกปฏิเสธไม่เข้าน่านน้ำ กระทบกองเรือพาณิชย์เราทั้งหมดนะครับ รวมถึง เรือประมงนอกน่านน้ำด้วย น่านน้ำไทยก็อาจจะถูกมองว่าอันตรายนะครับ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ค่าประกันภัยก็จะสูงขึ้น มลพิษทางทะเลจะมากขึ้น แล้วประเทศไทยนั้นอาจจะเป็นแหล่งรวม ของเรือต่างชาติที่ไม่ได้มาตรฐานหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว ขณะนี้มีสิ่งบอกเหตุ ที่น่ากังวลนะครับ ไม่เป็นผลดีต่อการตรวจในปี ๒๕๖๔ หลายประการนะครับ อย่างเช่น พันธกรณีที่จะมีการตรวจคราวนี้ ๗ ฉบับด้วยกัน แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยที่สุด พ.ร.บ. เรือไทย พ.ร.บ. เดินเรือน่านน้ำไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ที่สำคัญที่ผ่านมา มีอุบัติภัยร้ายแรงเกิดขึ้นนะครับ ที่แสดงว่าเรายังมีปัญหามาตรฐานทางเรืออยู่นะครับ เช่น กรณีน้ำมันรั่วไหลที่ชายฝั่งจังหวัดสมุทรสงคราม หัวหิน เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๘ นะครับ หรืออย่างในกรณีของเรือฟินิกซ์ล่มเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วนี่เองที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตไป ๔๗ คนด้วยกัน รวมทั้งสภาพของปัญหาขยะในทะเลที่ของเราติดอันดับต้น ๆ นะครับ กระผมก็ขอเสนอว่าให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจประเมิน ไอเอ็มโอ (IMO) ในปี ๒๕๖๔ ผมมองว่าขณะนี้สภาพเราเหมือนเมื่อปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ก่อนโดนใบเหลือง ไอยูยู (IUU) และธงแดงไอเคโอ (ICAO) ครับ เพราะฉะนั้นคงจะต้องเร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไข แล้วก็ขอให้เพิ่มร่าง พ.ร.บ. เดินเรือในน่านน้ำไทยกับ พ.ร.บ. เรือไทยไว้เป็น กฎหมายสำคัญที่จะต้องปฏิรูปด้วย ข้อสุดท้ายก็หวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอของกระผม แล้วก็ขอความชัดเจนในเรื่องร่าง พ.ร.บ. ประมงแห่งชาติด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไป ท่านกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในด้านเศรษฐกิจภาคการเกษตรในหัวข้อ ๕.๑.๓ ปฏิรูป โครงสร้างรายได้ภาครัฐ เพื่อเติมเต็มและสร้างความเป็นธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวนานะครับ กระผมจึงมีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตามข้อ ๕.๑.๓ ปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ ได้มีการกล่าวกันว่าการเร่งรัดปรับโครงสร้าง การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายได้ภาษีและรายได้จากทรัพย์สินของรัฐ ผ่านการ ขยายฐานภาษี การปรับปรุงอัตราภาษี และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ กระผมมีข้อเสนอแนะดังนี้ครับท่านประธาน
กรณีที่ชาวนาขายข้าวเปลือกให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกซึ่งมีช่องว่างระหว่าง กฎหมายกล่าวคือ มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ชาวนาตามกฎหมายสรรพากร ได้แก่ มาตรา ๔๒ (๑๕) แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร ทำให้กรมสรรพากรไม่มีข้อมูลต้นทุนในการ รับซื้อข้าวเปลือกของผู้ประกอบการในระบบ เพื่อใช้ในการคำนวณกำไรเพื่อนำมาเสียภาษี ประกอบกับ พ.ร.บ. ค้าข้าว พ.ศ. ๒๔๘๙ ก็ไม่ได้กำหนดให้มีการออกหลักฐานใบรับซื้อ ณ เวลามีการซื้อขายข้าวเปลือกไว้ ดังนั้นเมื่อปราศจากหลักฐานการรับซื้อคือใบรับซื้อ ข้าวเปลือกก็ปราศจากฐานข้อมูลที่จะนำมาใช้กำกับดูแลราคารับซื้อขายข้าวเปลือกให้เกิด ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และกรมสรรพากรจะทราบถึงต้นทุนการรับซื้อข้าวที่แท้จริงของ ผู้รับซื้อข้าวเปลือกในการคำนวณกำไรเพื่อมาเสียภาษีได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนกำไร ส่วนต่างจากการขายราคาข้าวสาร และราคารับซื้อ ข้าวเปลือก ถ้าควบคุมการให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวนาไม่ได้ รัฐเองก็เก็บภาษีได้ ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นกรณีเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลที่จะต้องนำไปแก้ไขปัญหา และขณะนี้มีกรณี รับซื้อข้าวเปลือกที่ต้องออกหลักฐานอื่น ขนาดรับซื้อคือ ใบผลการชั่งน้ำหนักหรือ ใบชั่งน้ำหนักตาม พ.ร.บ. มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ต้องยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าว มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นใบรับซื้อแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเอกสารเพื่อป้องกันการโกง น้ำหนักข้าวเท่านั้น และไม่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการทำงานของกรมสรรพากรด้วย จึงขอเสนอว่ารัฐอาจเพิ่มเติมรายละเอียดที่จำเป็นลงไปในรายการชั่งน้ำหนัก และอนุโลม ให้ถือเป็นหลักฐานการรับซื้อข้าวเปลือกในแต่ละครั้งที่มีการซื้อข้าวเปลือก ยกเว้น ขีดเส้นใต้ ไว้เลยนะครับท่านประธาน ยกเว้นในกรณีที่ชาวนาซื้อขายแลกเปลี่ยนข้าวเปลือกกันเอง ไม่ต้องมีการออกใบรับซื้อข้าวเปลือกนะครับ ซึ่งจะพอแก้ไขปัญหาการลักลอบนำข้าวเปลือก และพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย และช่วยให้เกิดราคาซื้อขายข้าวเปลือก เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย นอกจากนี้แม้กระทรวงพาณิชย์จะมีระบบฐานข้อมูลที่ดีและมี ประสิทธิภาพ แต่ยังไม่มีการเชื่อมข้อมูลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ของกระทรวงการคลัง กระผมจึงขออนุญาตอ้างอิง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ๗) ที่เพิ่งตราขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายฉบับนี้ได้มีการกำหนดให้เชื่อม ข้อมูลระหว่างกระทรวงพลังงานกับกรมสรรพากร ตามมาตรา ๑๘/๑ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการกำกับการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่ทันสมัย เป็นตัวอย่างที่ดี ในการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่อีกด้วย อนึ่งเนื่องจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปกระผมจึงขอเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรอยู่แล้ว ให้ทันต่อเหตุการณ์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการคิดคำนวณต้นทุนในการผลิตข้าวเปลือกนั้น สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรควรดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งอนุกรรมการขึ้น ประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้อง จากทุกภาคส่วน ลักษณะเดียวกันกับการคิดต้นทุนตามกฎหมายว่าด้วยโคนมหรือบอร์ด (Board) ไข่ ในกรณีไข่ไก่ เพื่อร่วมกันกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อพิจารณา ข้อมูลจากความเป็นจริงเพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยตามวิธีทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งด้วยวิธีการนี้รัฐจะได้ ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกที่ถูกต้องครบถ้วน เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากการ คำนวณต้นทุนข้าวเปลือก โดยวิธีหาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ตามข้อมูลที่สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรที่เคยให้ข้อมูลไว้ในกรรมาธิการฝ่ายนิติบัญญัติแห่งชาติ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านเกินไป ประมาณ ๑ นาที ต่อไปจะเป็นชุดใหม่ เนื่องจากพรรคร่วมฝ่ายค้านมีผู้ลงชื่อไว้จำนวนมาก ผมจะกำหนดให้ครั้งละ ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่านนะครับ ท่านแรกท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่กำหนดไว้ ๑๕ นาที กับท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ๘ นาที ต่อไปก็จะเป็นพรรคร่วม ฝ่ายรัฐบาล ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ แล้วก็ตามด้วยของ ส.ว. ท่านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กับท่านสมศักดิ์ ท่านละ ๕ นาที เชิญของพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อนนะครับ ท่านยุทธพงศ์ แล้วตามด้วยท่านเลิศศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้อ่าน คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลง ต่อสภาทั้งเล่มครับท่านประธาน ท่านประธานครับ อ่านแล้วนโยบายรัฐบาลชุดของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์มันกว้างมาก เขียนไว้กว้างมากจนไม่สามารถระบุความชัดเจนของเรื่องใด ๆ ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเที่ยวนี้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์มีพรรคการเมือง ที่ร่วมรัฐบาลถึง ๑๙ พรรคครับ ดังนั้นแต่ละพรรคก็เอานโยบายของพรรคตัวเองมานะครับ ซึ่งตอนหาเสียง ๑๙ พรรคนโยบายก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นตอนมาทำเป็นนโยบายมันถึงกว้างมาก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ บอกคณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายและต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบาย แห่งรัฐและยุทธศาสตร์ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้เป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ และท่านนายกรัฐมนตรีอย่าตอบผมนะครับว่ารายได้มาจากไหน ท่านจะมาบอกว่ามาจาก งบประมาณไม่ได้นะครับ ท่านต้องบอกให้มันชัดเลยนะครับ และหากชี้แจงแหล่งรายได้ด้วย วาจาต้องให้นายกรัฐมนตรีและผู้รับผิดชอบแสดงให้ชัดเจนและให้ส่งหนังสือต่อรัฐสภาภายใน ๓ วัน หลังจากจบการอภิปราย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ที่ต้องแสดง แหล่งที่มาของรายได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าต้องการให้ทราบครับว่ารัฐบาลจะเอาเงิน งบประมาณแผ่นดินมาจากไหนที่จะมาบริหารประเทศ ๔ ปีที่ผ่านมาครับ รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ทำงบประมาณแบบขาดดุล กู้มาแล้ว ๒ ล้านล้านบาทครับ และจากนี้ไปอีก ๔ ปี ถ้าท่านทำนโยบายแบบนี้อีกนะครับ ท่านก็จะต้องกู้มาอีกไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านล้านบาท เพราะนโยบายมันเพิ่มทุกปี พอครบ ๔ ปีของรัฐบาลนี้ท่านไม่ต้องกู้มา ทั้งหมด ๕ ล้านล้านบาทหรือครับ และท่านบอกว่าประเทศนี้จะรวย ประชาชนจะรวย รัฐบาลจะรวย รวยโดยการเป็นหนี้หรือครับ ท่านต้องตอบให้ชัดนะครับ
ต่อไปครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมบอกว่ารัฐบาลนี้กู้มาโกง แต่อย่าเพิ่ง ประท้วงผมนะ ท่านต้องฟังนะครับว่ากู้มาแล้วไปโกงที่ไหนครับ แล้วคนอย่างผมไม่ใช่ว่า พูดลอย ๆ ครับ เพราะว่านโยบายรัฐบาล นโยบายหลัก ข้อ ๑๒ ของท่าน ท่านบอกว่า จะมีการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและกระบวนการยุติธรรม นโยบายเร่งด่วน ๑๒ ข้อ ข้อ ๘ ของท่าน ท่านพูดเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการที่ฝ่ายราชการและฝ่ายประจำ ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อครับ อันนี้มันเขียนไว้สวยหรูครับ แล้วผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคนเดิมครับ ท่านบริหารมาแล้ว ๔ ปี แล้วท่านไม่ได้ ปราบโกงอะไรจริงจังเลยครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายแล้วจะชี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงสำคัญครับ มีกรมหนึ่งครับชื่อว่า กรม ปภ. ท่านฟังให้ดีนะครับ กรมนี้เป็นกรมสำคัญ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมนี้ซื้ออย่างเดียวครับ รถดับเพลิงครับ แล้วผมจะชี้ให้ดูครับว่ากรมนี้มีความไม่โปร่งใส อย่างไร เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีเห็นแล้วท่านนายกรัฐมนตรีต้องรีบไปจัดการเลย ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ปภ. ได้งบประมาณมา ๔,๓๘๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ งบประมาณได้มา ๔,๓๓๕ ล้านบาท เพิ่มทุกปีครับ แต่งบประมาณทั้งกรมนี้ ไม่ได้เอาไปช่วยภัยแล้ง ไม่ได้ไปช่วยประชาชนอะไรหรอกครับ ร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณ กรมนี้เอาไปซื้อรถดับเพลิงครับ รถดับเพลิงปี ๒๕๖๑ ซื้อไป ๓,๔๔๖ ล้านบาท ร้อยละ ๘๐ ครับ ปี ๒๕๖๒ ครับท่านประธานครับ กู้มานะครับ แทนที่ว่าจะเอาไปพัฒนา ชาวบ้านบ้านผม ทางอีสานเดือดร้อนครับ วันนี้ภัยแล้งยากจนครับ รัฐบาลบอกไม่มีเงินช่วยครับ ยางพารา ทางภาคใต้ ผมเคยเป็นรัฐมนตรีดูแลยางพารามา ปรากฏว่าอย่างไรครับ บอกไม่มีเงินครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกต้องไปขายดาวอังคาร แต่มีเงินมาซื้อรถดับเพลิงครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ปี ๒๕๖๒ งบ ปภ. เพิ่มเป็น ๗,๔๔๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ร้อยละ ๖๖ ครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไปซื้อรถดับเพลิงครับ
ขออนุญาต นิดหนึ่งครับ อย่าหาว่าผมขัดจังหวะ ผมกลัวเขาประท้วงผม
ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านประธานครับ
ประท้วง เรื่องที่ท่านพูดท่านนายกรัฐมนตรีบ่อยนะครับ
ผมต้องฟ้องท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เพราะว่า ท่านพูดแล้วท่านก็มองไปทางนั้น
ผมผ่านท่านประธานไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มอยู่ครับนี่ ท่านนายกรัฐมนตรีอยากฟังผมอยู่ เพราะท่านเป็นประธานปราบโกงมาครับ
เขาจะได้ ไม่ประท้วงผมครับ เชิญท่านต่อ
ต่อครับ เสียเวลาผมเลยท่านประธาน ผมกำลังจะชี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นอยู่นี่ ท่านนายกรัฐมนตรีดูสิครับ กล้องซูม (Zoom) หน่อยครับ ว่าประเทศไทยรวยนักรวยหนา หรือครับท่านประธานครับ ไปซื้อรถดับเพลิงท่านประธานเห็นหรือไม่ครับ จอดไว้เลยนะครับ เขาเรียกว่า พิพิธภัณฑ์รถดับเพลิง จอดอยู่เต็มเลยครับ ท่านประธานครับ อันนี้อยู่ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ๒ จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านประธานดูรูปนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตรงกลางเขาเรียกว่า รถดับเพลิงบันได คันหนึ่งเท่าไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ๑๐๐ กว่าล้านบาท ซื้อมาทำไมครับ ซื้อมาจอดทิ้งไว้ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่มีอยู่ที่นี่ที่เดียวนะครับ เพราะว่าท่านซื้อทุกปี แล้วท่านเชื่อหรือไม่ครับ บางคันตั้งแต่ ซื้อมาตั้งแต่ต้นจนจบยังไม่เคยเอาไปใช้อะไรเลย ซื้ออะไรกันนักหนาครับ รถดับเพลิงนี่ ท่านประธานครับ ศูนย์ ปภ. เขต ๑ ปทุมธานี นี่ท่านประธานเห็นหรือไม่ครับ รถดับเพลิง ยี่ห้อแมน มันไม่มียี่ห้อแมน หรอกครับ แชสซีเป็นแมน แต่ผมบอกเลยครับว่า รถดับเพลิง ซื้อบริษัทเดียวเท่านั้นครับ ชื่อบริษัท เชส เอ็นเตอร์ไพรส์ (สยาม) จำกัด ผมขออนุญาต ท่านประธานว่า ผมขอเอ่ยชื่อเลย และถ้าไม่จริงท้าให้ฟ้องเลยครับ เพราะว่าพาดพิงถึง บุคคลภายนอกด้วย ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่ารถดับเพลิงนี่ทำไมเขาถึงซื้อกันเยอะ ซื้อกันแยะ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้เลย แล้วท่าน มท. ๑ ไปไหน มท. ๒ มท. ๓ ไปไหน ไม่มาฟังเลย หรือครับ เพราะว่าท่านอยู่ตลอดนะครับ ท่าน มท. ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมจะให้ดูว่า มันมีความไม่โปร่งใสอย่างไรนะครับ
มีประท้วง อีกแล้วครับ เชิญครับ ประท้วงใครครับ ข้อไหนครับ
ประท้วงทำไม ผมไม่ได้พูดถึงสามมิตรสักหน่อยครับ ถ้าผมพูดถึงท่านสุริยะสิครับ
ขออนุญาต ท่านรับฟังเขาประท้วงก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. ขอประท้วง ผู้อภิปรายนะครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ไม่ได้อภิปรายในประเด็นครับ
ตรงไหนครับ ไม่ได้อภิปรายในประเด็น
คือเรื่องรถดับเพลิงไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลครับ
เดี๋ยวก่อนครับ ผมฟังคำชี้แจงของท่านผู้อภิปรายก่อนแล้วจะวินิจฉัย เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมบอกนโยบายหลัก ข้อ ๑๒ นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๘ ไม่เกี่ยวอย่างไรครับ เรื่องการปราบปรามการทุจริต ผมบอกว่ามันโกงกันอย่างไรนี่
ปราบปราม การทุจริต แต่ว่าท่านไปพูดถึงการทุจริตสมัยก่อน
ไม่สมัยก่อนครับท่านประธาน มันต่อเนื่องประธาน ประธานต้องฟังให้มันจบก่อนสิครับ
คำถามท่าน หมายความว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแถลงนโยบายครับ เพราะว่ารัฐบาลนี้ ยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อะไรเลยครับ
ผมถามจะไปกลัวอะไรกับเรื่องโกง ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่จะได้ไปจัดการมันเสียพวกโกงนี่ ท่านสิระจะไปกลัวอะไรครับ หรือท่านไปเกี่ยวข้องด้วยหรืออย่างไรครับ
ผมวินิจฉัย อย่างนี้นะครับ ท่านคงจะสรุปได้นะครับ เพราะว่าไปพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในอดีต ก็สรุปเสียว่ามันมีอย่างไร พอแล้ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ท่านประธานชวนท่านบอกว่าให้โยง ได้ว่ามันมาเกี่ยวข้องอย่างไร ไม่อย่างนั้นประชาชนเขาจะเข้าใจได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับว่า ในกรม ปภ. ซื้ออะไรกันนักหนา รถดับเพลิง แล้วท่านประธานครับ อย่างนี้มันน่าสงสัยไหม ผมยกตัวอย่างครับ บอกว่าประกวดราคาซื้อรถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยพร้อมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน ๕ คัน งบประมาณ ๒๒๘.๕๐ ล้านบาท งบปีนี้ประมูลไป ๒๒๘.๒๑ ล้านบาท ลดราคาไป ๒๙๐,๐๐๐ บาทครับ บริษัทที่ได้งานก็คือบริษัทเดิมนั่นละครับ ชื่อบริษัท เชส เอ็นเตอร์ไพรส์ (สยาม) จำกัด รายการที่ ๒ ท่านประธานครับ ประมูลประกวดจัดซื้อ ยานยนต์ดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์ระยะไกล จำนวน ๕ เครื่อง งบประมาณ ๒๒๒.๕๐ ล้านบาท แต่ประมูลไป ๒๒๒.๒๗๕ ต่ำกว่าราคากลางไป ๒๒๕,๐๐๐ อันนี้คืออะไรครับ ผมสงสัยว่า มันล็อกสเปกได้ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ลดไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีฟังนะครับ รายการต่อไปครับ ประกวดราคาซื้อเครื่องกำเนิดไฟขนาด ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เควีเอ (KVA) ๒๐ คัน งบประมาณ ๒๕๑.๗๙ ล้านบาท แต่ประมูลไป เหลืออยู่ ๑๗๘ ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางไป ๗๔ ล้านบาท ลดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ บริษัทที่ได้ชื่อ ยูซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ท่าน มท. ๑ ครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่าน มท. ๑ นะครับ ท่าน มท. ๑ ไปสอบหรือยังว่ามันต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ามันตั้งราคากลางไว้สูงมากครับ ท่านประธานครับ ต้องฝากท่าน มท. ๑ ว่าท่านไปสอบหรือยัง และท่านประธานครับ อย่างที่ ผมเรียนท่านประธานว่า ทั้งหมดนี้นะครับ บริษัทที่ได้นี่มันบริษัทเดียวเท่านั้น คือ บริษัท เชส เอ็นเตอร์ไพรส์ (สยาม) จำกัด ที่ได้งาน บริษัทอื่นมันเข้าไม่ได้เลย มีครั้งเดียว ที่เขาเรียกว่า ฮั้วมันแตก บริษัท ยูซีดี ได้นะครับ นี่ท่านประธานจะมีป้ายเขียนไว้ และผมฝากว่า ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ประชาชนไม่ต้องไปดูมิวเซียม (Museum) ไหนไกลหรอกครับ ท่านไปดู ตามศูนย์ ปภ. เขตครับ มีทั่วครับ ที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต ไปดูครับ ท่านจะเห็นว่าตรงนี้ เป็นเหมือนสุสานรถดับเพลิง เพราะซื้อทุกปีครับ ซื้อไปจอดทิ้งไว้จนไม่มีที่จะจอด ท่านประธานครับ ที่ผมว่ามันหนักกว่านั้น ที่ผมบอกว่าผมไม่เชื่อนโยบายปราบโกงของ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีดูรูปนี้นะครับ ท่าน มท. ๑ ต้องดูครับ รูปนี้สำคัญ ต้องดูเลย กล้องซูม (Zoom) หน่อยครับ บอกเป็นพิธีนะครับ ข้อตกลงคุณธรรมระหว่าง กรม ปภ. โดยท่านอธิบดีกับบริษัท เชส เอ็นเตอร์ไพรส์ (สยาม) จำกัด ครับท่านประธาน นี่สนองนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี ปราบโกงครับ ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าบริษัทนี้ ถูกกรม ปภ. ร้องต่อ ป.ป.ช. ว่าบริษัทนี้มาฮั้วประมูลงานที่กรม ปภ. และไม่ใช่ร้องไปเฉย ๆ ป.ป.ช. ชี้มูลเรียบร้อยแล้วก็ส่งดำเนินคดี ท่านประธาน ฝากไปถึงท่าน มท. ๑ ต้องไปตามครับ ติดคุกหรือยัง ฮั้วประมูล เอามาถ่ายรูปอย่างนี้ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้อง จัดการ มันตบหน้าท่านนายกรัฐมนตรีอย่างแรงครับอย่างนี้ คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง หรือครับ ประธานปราบโกง เอาพวกฮั้วประมูลมาถ่ายรูปเอาไปโชว์ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมท้าให้ฟ้องเลยนะครับถ้าไม่จริง บริษัทนี้
ท่านประธานอีกเรื่องครับ เดี๋ยวจะหาว่าเอาเรื่องเก่ามาพูด มันต้องเรื่องใหม่บ้าง ท่าเรือแหลมฉบัง ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อีอีซี (EEC) นะครับ เมื่อวานนี้ผมก็ทนฟังท่านสมคิดที่ท่านบอกประเทศจะดี ท่านพูดเรื่อง อีอีซี (EEC) กำลังจะประมูลท่าเรือแหลมฉบังเฟส ๓ (Phase 3) ที่จังหวัดชลบุรีครับ ก็ดีครับ อีอีซี (EEC) จะได้มีท่าเรือ มันแข่งกันอยู่ ๒ กลุ่มครับท่านประธาน กลุ่มหนึ่งเขาเรียกว่า กลุ่มกิจการ ร่วมค้า จีพีซี (GPC) มีใครครับ ท่านประธานฟังให้ดีนะครับ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มี ปตท. มีไชน่าฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด พอพูดถึง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผมโกรธแทนท่านสุริยะครับ ลูกน้องท่านสุริยะ เสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย อุตส่าห์ไปกราบวิงวอนขอร้องบิ๊กตู่บอกให้ ท่านสุริยะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีคนมากระซิบผมว่า เพราะนี่ละไม่ให้ ท่านสุริยะของผมเป็นมันถึงไม่ได้เป็น มีคนมากระซิบผมเองนะ อย่าประท้วงนะ นี่ผมพูดชม ท่านสุริยะนะ อย่าประท้วงผมนะ แล้วอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่ม เอ็นพีซี (NPC) มี บริษัท นทลิน จำกัด บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ไชน่าเรลเวย์ ท่านประธานครับ กลุ่มนี้อาชีพทำอะไรครับ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) ทำเกี่ยวกับเรือ เกี่ยวกับท่าเรือ แต่เขาไม่ยอมให้กลุ่มนี้ได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่า กลุ่มนี้เสนอราคามากกว่าครับ เสนอ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ยอมให้เขาได้ แต่จะไปเอา บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปตท. ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าเรือเลย เสนอ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศกำลังจะเสียหายไป ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท
มีผู้ประท้วงครับ
ประท้วง ทำไม ไม่ได้ว่าสามมิตรเลย
อย่ามี อย่างนั้นนะครับ ไม่ถูก
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ ซึ่งพูดจาให้ร้าย เสียดสี บุคคลภายนอก มาโดยตลอดครับ โปรดวินิจฉัยด้วยครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งครับ เอกสารที่นำเสนอ ได้ขออนุญาตทางสภาหรือยังครับ ท่านประธานครับ โปรดวินิจฉัยครับ
เมื่อสักครู่นี้ ท่านเลขาธิการชี้แจงว่าขออนุญาตแล้วนะครับ ผมวินิจฉัยนะครับ เป็นอย่างที่ท่านผู้ประท้วง พูดนะครับ ท่านอย่าเสียดสี อย่าไปกล่าวถึงบุคคลภายนอกนะครับ
ท่านประธาน ท่านสุริยะ อยู่นอกหรืออยู่ใน นั่งยิ้มอยู่นั่นท่านประธาน
พอแล้วครับ ขออนุญาตครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ข้างในเนี่ย
กราบเรียนท่านประธานนะครับ
เดี๋ยว ผมยังไม่จบเลยท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ผมมีภารกิจเพื่อชาตินะครับ ผมจะต้องไปพบกับประธาน ไอเคโอ (ICAO) นะครับ
แล้วท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวหรือไม่ครับกับเรื่องนี้ ประธาน อีอีซี (EEC) หรือไม่ครับ
ก็เกี่ยวสิครับ ก็มันอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ แล้วมันจะดำเนินการไป ถึงไหน เขาฟ้องศาลกันอยู่ไม่ใช่หรือ
ไม่มี ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง ยังไม่ถึงศาลเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี ฟังผมก่อนสิครับ
เดี๋ยวผมจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีพูด ท่านจบเสียตอนนี้นะครับ
ไม่ใช่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าเพิ่งไปสิ ท่านนายกรัฐมนตรีนี่มันเป็นหมื่นล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปไหนครับ เห็นไหมฟังไม่ได้ ทนฟังไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านครับเดี๋ยวผมขอสรุปผมยังมีเวลานะครับ
ผมขอ วินิจฉัยนะครับ ท่านไปพูดท้าทายท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเขาไปแล้ว
ผมไม่ได้ท้าทายครับ ก็นายกรัฐมนตรีจะปราบโกง ผมจะท้าทายอย่างไรครับ
ผมขอให้ ท่านหยุดพูดครับ แล้วเดี๋ยวผมจะชี้แจง
(นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
อย่าเพิ่ง ประท้วง ผมขอชี้แจงก่อนนะครับ คือท่านผู้อภิปรายไม่ฟังผมจนมีคนประท้วงหลายคน เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นพูด ผมก็พูดแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีรอก่อน ให้เขาอภิปราย จบก่อน แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านไม่มีเวลาแล้ว ท่านไปแล้ว แล้วท่านก็ยังพูดไม่จบ ไปอยู่เรื่อย ๆ ผมเป็นผู้ควบคุมการประชุม ดังนั้น เป็นสิทธิของผมนะครับที่จะพูด ท่านรอนิดหนึ่งนะครับ ท่านจะประท้วงต่ออะไรข้างหลัง ไม่มีแล้วนะครับท่านสิระ คงไม่มีแล้วนะครับ ผมอธิบายแล้ว
(นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านจะ ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านนิโรธ สุนทรเลขา ครับ ท่านจะประท้วงอะไรครับ เชิญ
ผมประท้วง ท่านประธานสภานะครับ นิโรธ สุนทรเลขา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ขอประท้วงท่านประธานสภา ในข้อ ๕ (๓) (๔) เพราะว่าผู้ที่กำลังอภิปรายนั้น กำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่ได้อยู่ในวาระการประชุมของวันนี้นะครับ วาระการประชุมของวันนี้คือการแถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ขอให้ท่าน ผู้อภิปรายได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนโยบาย อันนี้เป็นการอภิปรายเหมือนไม่ไว้วางใจ ต้องรอในวาระโอกาสต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปเป็น ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม
ผมยัง ไม่หมดเวลานะครับ ท่านประธาน
ยัง ผมบอก ท่านแล้วว่ารอฟังคนประท้วง ท่านไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกติกาแล้วผมจะ ดำเนินการต่อ เดี๋ยวก่อนสิครับ มีคนข้างหลังท่านประท้วงอยู่ เดี๋ยวก่อน ท่านอย่ามาเถียงกับ ผมเลย ฟังเขาประท้วงก่อน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานในข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๕ ท่านประธานอย่าเพิ่งปิดไมโครโฟน ฟังผม ๒ นาที ด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ จริง ๆ สภาแห่งนี้บรรยากาศมันดีมาตลอด แต่ท่านประธานทำให้ บรรยากาศมันเสีย ท่านเปรียบเสมือนใส่ชิป (Chip) แอนตี้ (Anti) ฝ่ายผม ก็ฟังเขาให้จบ ให้มีขั้นตอน ข้อบังคับเขาเขียนไว้ กว่าจะร่างข้อบังคับมาเสร็จแต่ละเล่มท่านประธานหมดไป หลายแสนนะครับกับเบี้ยเลี้ยง เขาคิดมาดี ท่านอ่านสิครับว่าทำอย่างไร ดำเนินการอย่างไร เป็นไปอย่างไร จะเอากันอย่างไร ทุกอย่างมันก็จะจบ
ผมเข้าใจแล้ว ท่านครูมานิตย์ ผมจะวินิจฉัย
ผมฝากไว้ เดี๋ยวมันจะเหมือนบรรยากาศเมื่อวานก็เกิดจากประธานเองครับ ไม่ได้เกิดจากใครเลย อันนี้ ผมกราบเรียนในฐานะที่ว่านั่งในสภาแห่งนี้มานานพอสมควรแล้วครับท่านประธาน
ไม่ได้เกิด จากผมแน่นอนครับ เที่ยวนี้ไม่ได้เกิดจากผมแน่นอน
เชื่อผมเถอะครับ
เชื่อนะครับ เชิญท่านนั่งครับ ผมจะขอวินิจฉัยนะครับ คือเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เกิดจากผม เกิดจากการโต้เถียงกัน ของท่านสมาชิกเองและผมกดไมโครโฟนพูดไม่ได้ ท่านหาว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งโต้แย้ง ผมปฏิบัติตามกฎข้อบังคับนะครับ ไม่ต้องพูดแล้วครับท่าน ไม่ต้องชี้แจงอะไร ท่านชี้แจง ท่านก็ว่าผมแค่นั้นละ ผมก็กำลังจะชี้แจงตอบนะครับ
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญ ประท้วง อะไรครับ
ผมประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ และข้อ ๔๕ ครับ ท่านประธานเวลามีเพื่อนสมาชิกประท้วงข้อ ๔๕ ท่านต้องตัดสินทีละรายครับ ไม่ใช่ว่าให้มันพอกเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงเวลา
ไม่ได้ อ้อมไปเรื่อย ๆ เพราะท่านลุกกันเรื่อย ๆ ผมก็ต้องฟังก่อนเผื่อว่ามีอะไรนะครับ ผมเข้าใจ ของท่านแล้ว
ข้อ ๕ ด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ปัญหาเกิดจากท่านประธานเรียกให้ท่าน นายกรัฐมนตรีขึ้นมาชี้แจงว่าท่านจะเดินทาง จริง ๆ แล้วเมื่อเพื่อนกำลังอภิปรายนี่นะครับ ท่านประธานต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีรอก่อน เพราะว่าการที่รัฐมนตรีจะชี้แจงได้ เพื่อนสมาชิกต้องอภิปรายจนเสร็จสิ้น ท่านเรียกท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเมื่อสักครู่ทำให้ บรรยากาศมันปั่นป่วนไปหมดนะครับ ขอให้ท่านประธานได้โปรดควบคุมการประชุมครับ
เอาละครับ ชี้แจงได้ เปิดเทป (Tape) ดูได้ผมไม่ได้เรียกท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นประชุม ผมมีแต่บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีรอก่อนครับ พอใจหรือยังครับ เดี๋ยวก่อนครับ ท่านจะอธิบายหรือว่า ท่านจะ
ผมจะ สรุปครับ ผมมีเวลาอยู่
โอเค (OK) ผมขอให้ท่านสรุปเลยนะครับ เพราะว่าผมจะได้ไม่ต้องวินิจฉัย เพราะท่านสรุปแล้ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เห็นหรือไม่ พอพูดเรื่องปราบโกง เรื่องสำคัญ ท่านนายกรัฐมนตรีหนีไปเลย ทนฟังไม่ได้เรื่องปราบโกง ผมต่อครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ที่ผมพูดบริษัทท่าเรือที่บอกว่า บริษัท ร่วมค้าจีบีซี (GBC) ที่มีกัลฟ์กับ ปตท. จะได้งาน ทั้งที่เสนอราคาแค่ ๑๒,๐๐๐ นะ เสนอ ๒๖,๐๐๐ ไปตีเอกสาร เขาตก ว่าเซ็นลายเซ็นไม่ถูกที่ครับ และคณะกรรมการที่มีอัยการเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่อง สาระสำคัญ ตอนแรกจะประกาศวันที่ ๑๙ กรกฎาคม แต่พอดีรู้ว่าจะมีการอภิปรายก็เลย เลื่อนไปก่อน ดังนั้นผมต้องฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน อีอีซี (EEC) ท่านต้องไปดู ไม่อย่างนั้นนโยบายปราบโกงของท่านผมว่ามันไม่มีใครเขาเชื่อถือ หรอกครับ ใครจะไปเชื่อท่านเขียนไว้อย่างนี้และท่านไม่ได้ทำ แล้วเรื่องนี้เรื่องปัจจุบันนะ ไม่ใช่ผมไปเอาเรื่องอดีตมาพูด ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่า
จบสรุปแล้วครับ ไม่อย่างนั้นเขาประท้วงอีกครับ สรุปได้แล้วครับ
ประท้วงทำไมผมไม่ได้พูดถึงสามมิตรสักหน่อย เสียเวลาสภาจริง ๆ เลยครับ
ท่านสิระครับ
ผมพูดไปพูดมาเดี๋ยวท่านสุริยะจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยู่นี่
ท่านเติม อย่างนี้ แล้วผมไม่ห้ามเขาก็หาว่าผมลำเอียง
ก็จริงไหมล่ะ
ไม่ต้องครับ ฟังเขาประท้วงก่อนครับ ฟังท่านสิระก่อน
กราบเรียนท่านประธาน ผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กทม. ครับ ประท้วงผู้อภิปรายว่าบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหนี ก็ขอให้ท่านผู้อภิปรายถอนคำพูด ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้หนี เกิดความเสียหายกับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่าจะไปทำธุระ ช่วยถอนคำพูดคำว่า หนี แล้วก็ส่วนของ เรื่องคำว่า โกง กราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงผู้อภิปรายด้วยว่า เก่งเรื่องปราบโกง ดูเรื่องปราบโกงมาโดยตลอด ทำไมไม่ไปดูเรื่องโกงจำนำข้าวด้วยนะครับ ฝากไปดูด้วยนะครับ
อันหลังนี่ ไม่ได้ประท้วงนะครับ ผมขอวินิจฉัยก่อนนะครับ ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นยืน ผมบอกแล้วผมไม่ได้เชิญท่าน แต่ว่าเป็นการโต้เถียงกันระหว่างท่านผู้อภิปรายกับ ท่านนายกรัฐมนตรี คือท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะบอกว่าท่านจะไปแล้วนะ ดังนั้นเป็นอย่างที่ ท่านสิระว่าคือ ท่านมีสิทธิที่จะไปตอนไหนก็ได้ แล้วท่านก็ชี้แจงให้ชัดเจนขึ้น เป็นความหวังดี ของท่าน ผมขอให้ท่านถอนคำพูดที่ว่าท่านหนีไปนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมถามท่านประธานว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีภารกิจอะไรสำคัญกว่า แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา
คนละประเด็นแล้วครับ
อย่างนั้นท่านจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม ท่านไม่ให้เกียรติต่อสภา
คนละประเด็นครับ มีผู้ประท้วงแล้วครับ
แล้วท่านไม่ฟัง ท่านทนฟังไม่ได้หรือครับ
ผมวินิจฉัยไปอย่างนั้น แล้วก็ท่านไม่ยอมใช่ไหมครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงแล้ว
เดี๋ยวท่านประธานครับ ผมอยากจะให้พวกตัวประกอบ ๑๐ บาท รีบผ่านฉากไป มันเสียเวลา สภาครับ ท่านประธานครับ
ท่านหาเรื่องแล้วครับ ไม่เกี่ยวกับ
จะให้ผมว่าอย่างไร ท่านประธานยังไม่ได้บอกผมผิดตรงไหนเลย
ท่านผู้อภิปรายจะพูดให้ก่อเรื่อง แล้วท่านสมาชิกก็จะประท้วงผมว่าทำให้เกิดเรื่องนะครับ ทั้งผู้ชมทางบ้านเป็นพยาน ในที่นี้เป็นพยาน มันจะไม่เกิดขึ้นอย่างนั้นอีกนะครับ ดังนั้น ท่านผู้ประท้วงคงจะประท้วงประเด็นนี้ใช่ไหมครับ ว่าไปนะครับ เชิญท่านปารีณาก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ดิฉันขออนุญาตประท้วงท่านประธาน แล้วก็ ผู้อภิปราย อยากจะให้ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยด้วย เพราะว่าตอนนี้ ผู้อภิปรายเขาเสียดสีแล้วก็พาดพิงไปทั่วแล้วค่ะ แล้วก็อยากจะให้ท่านทำแบบที่ทำ ท่านเสรีพิศุทธ์ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ และข้อ ๔๓ ที่ปล่อยให้ท่านที่กำลังอภิปรายขณะนี้ได้พาดพิงถึงสมาชิก แล้วดูถูก เหยียดหยามสมาชิกที่อยู่ในห้องสภานี้ อยากจะเรียนท่านประธานว่า อยากจะให้ท่านช่วย ควบคุมการประชุมสภาให้มีความเรียบร้อย ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อวาน หลายท่านดิฉันได้พูดในสภาประท้วงไปแล้วว่า กรุณาใช้กิริยามารยาทให้เกียรติกับสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นสภาที่ทรงเกียรติ ตอนนี้ประชาชนทั่วประเทศกำลังชมผู้แทนของท่าน เยาวชนกำลัง ดูการอภิปรายของทุกท่านที่เป็นตัวแทนของประชาชนมาทำหน้าที่ นี่คือตัวอย่างที่ดีแล้วหรือคะ แล้วยังดูถูกในส่วนของสมาชิกด้วยกัน ดิฉันขอให้ท่านช่วยให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
พอแล้ว ผมพอวินิจฉัยได้แล้ว ฟัง ๒ ท่านนี้แล้วนะครับ ผมวินิจฉัยได้แล้ว ท่านสิระไม่ต้องผมเข้าใจแล้ว ผมขอให้ผู้อภิปรายนะครับ
ผมมีประเด็นเรื่องถอนคำพูดที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ครับ มี ๒ ประเด็นนะครับ ๑. ประเด็นถอนคำพูดที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนีไปนะครับ ๒. ถอนคำพูดที่ท่านไปว่าผู้อื่นในสภานะครับ ถ้าท่านไม่ถอนก็คงจะต้องมีการดำเนินการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมด้วยความเคารพท่านประธาน ก็บอกว่าถอนก็ได้ครับ ว่าท่านหนีไป
โอเค (OK) พอแล้ว ถอนแล้ว
บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปฟังนอกห้องประชุมแล้วกัน มีภารกิจ แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องตอบผมนะครับ
ถอนคำพูดว่า หนีไป
ก็ถอน แล้วอย่างไรครับท่านประธาน
พอแล้ว จบแล้ว
แต่ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบคำถามผมนะครับ
คนละเรื่องกัน
ไม่ใช่ ผมถามท่านนายกรัฐมนตรีไป ฝากท่านประธานไปอย่างไร
ฝากผมได้
ที่ว่าเอาเงินมาจากไหนนะครับ เพราะว่ามันเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ นะครับ ท่านประธาน
ฝากได้ อยู่แล้ว และเขาบันทึกแล้ว คราวนี้ที่ท่านว่าเพื่อนสมาชิกไปทั่วหน้าว่าอย่างไร
ถามให้นายกรัฐมนตรีตอบ จะมาประท้วงผมทำไม ก็ว่าจะเอาเงินมาจากไหน ให้ตอบมา ภายใน ๓ วัน
ไม่ เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดเสียดสีนะครับ
เสียดสีอย่างไรท่านประธาน
ท่านประธานครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ขออนุญาตประท้วง
เมื่อสักครู่นี้ ๒ ท่านก็พอแล้ว จะฟังท่านนิโรธอีกคนไหมครับ เชื่อผมเถอะท่าน ขอโทษเขานะครับ ถอนไป
ไม่ ท่านประธาน ผมทวงคำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีไปเสียดสีใคร
ไม่ใช่ ตอนแรกที่ท่านพูดว่าไปทั้งสภา
ผมพูด ว่าอะไรท่านประธาน ไปเสียดสีอะไรใครครับ
อีกท่าน มาแล้ว เดี๋ยวฟังท่านนิโรธก่อนแล้วเดี๋ยวทางนี้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานรัฐสภา ในข้อ ๕ (๓) (๔) เพราะว่าผู้ที่กำลังอภิปรายไม่ได้อภิปรายในระเบียบวาระการประชุม ของวันนี้นะครับ ซึ่งระเบียบวาระของวันนี้คือการแถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญ ข้อ ๑๖๒ ท่านผู้อภิปรายต้องอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนโยบาย ถ้าอภิปรายเหมือนไม่ไว้วางใจต้องรอ ในวาระในโอกาสต่อไป
พอแล้วครับ พอแล้วครับ
แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านอีกนิดเดียวครับท่านครับ ขอวินาทีเดียวครับ คือที่ท่าน นายกรัฐมนตรีเดินทางไปนี่นะครับ
ไม่เอาครับ ไม่พูดถึงแล้ว เขาขอโทษไปแล้ว
ท่านเดินทาง ไปพบประธาน ไอเคโอ (ICAO) นะครับ
ไปตอบแทนนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร
เพราะว่า ท่านกำลังมีภารกิจที่จะทำเพื่อประเทศชาติที่ว่ารัฐบาลก่อนสร้างปัญหาไว้ บัดนี้ท่าน ได้แก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว ประธาน ไอเคโอ (ICAO) เดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อพบ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ
ผมวินิจฉัย แล้วครับ พอแล้วครับ
อันนี้ชี้แจง ให้ทราบนะครับ ไม่ได้หนีไปไหนนะครับ
ไม่ได้ชี้แจง ผมวินิจฉัยนะครับ คือท่านผู้อภิปรายได้ขอถอนแล้วเรื่องนั้น เรื่องหนีไป ถอนไปแล้วนะครับ อย่างนั้นจบนะครับ แต่เรื่องที่ยังค้างคาอยู่นี่ ที่ท่านว่าท่านไม่ได้ว่าสมาชิกเลย มีผู้ประท้วง ผมเข้าใจว่า ท่านฐิติภัสร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอประท้วง ท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายขณะนี้ได้มีการพาดพิงไปถึง เพื่อนสมาชิกในห้องประชุม แล้วก็ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพเป็นการดูถูกสมาชิกในสภานี้ด้วยกัน อยากให้ท่านได้กรุณาให้ท่านผู้อภิปรายได้ถอนคำพูดด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ครับ ผมวินิจฉัยว่าท่านต้องถอนคำพูด คำพูดของท่านว่า ท่านสมาชิกหนี
คำไหนครับ ผมไปพูดถึงใครครับท่านประธาน พูดว่าอย่างไรท่านประธาน
พูดเมื่อสักครู่นี้จะต้องให้เปิดกันหรือ ท่านรู้อยู่แก่ใจนะครับ ถอนไปแค่นั้นละ ที่ท่านพูด
ถอนเถอะค่ะ เพราะว่าเป็นเกียรติกับสภา
เอาอย่างนี้ก็ได้ครับ เรียนท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยนะครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็แทนที่จะเป็นตัวประกอบ ๑๐ บาท เป็น ๕๐๐ บาทเลยไหมครับ
ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ
ขอประท้วงท่านประธานค่ะ
ตกลง ท่านถอนนะครับ
จะได้ จบครับ ผมถอนคำว่า ตัวประกอบ ๑๐ บาท ออกแล้วกันครับ ผมขอถอนครับ
ไม่รู้ละ ถ้อยคำอะไรที่ไปว่าเสียดสีท่านสมาชิกท่านถอนครับ แล้วถ้าจะให้ดีขอโทษเขาหน่อยด้วย
ผมขอถอนแล้วกันนะครับ แล้วผมขอสรุปนะครับท่านประธานครับ มันจะได้จบครับ ไม่เสียเวลาของสภา
ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ
ขอสรุปครับ ไม่เกิน ๑ นาทีนะครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่ให้ท่านอภิปรายแล้ว
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
ท่านอนุชาขอ
ขอผมสรุป ๑ นาทีแล้วผมจบแล้วครับ
ผมอยากให้เขา ยืนอยู่ก่อนครับ ผมอยากให้ท่านยุทธพงศ์ยังไม่ต้องสรุปครับ เดี๋ยวผมขอพูดก่อนนะครับ ในการใช้สิทธิพาดพิง ท่านยุทธพงศ์ครับ
เดี๋ยว ท่านอนุชานะครับ มีท่านกิตติศักดิ์ประท้วงก่อนนะครับ เชิญท่านกิตติศักดิ์
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ข้อ ๔๓ ประท้วงว่าผู้อภิปรายนั้นดูถูกเหยียดหยามสมาชิก ถ้าผมจะกล่าวบ้างว่าผู้อภิปรายเป็น ส.ส. ขี้ข้าโจร
ไม่เอา พอแล้วนะครับ ฟังท่านอนุชา นาคาศัย ก่อน ท่านกิตติศักดิ์นะครับ ที่ท่านประท้วงผม
ต้องถอนสิ ท่านประธานครับผมเสียหายครับ บอกผมเป็นขี้ข้าโจร
เดี๋ยวก่อน ท่านเสียหายรู้แล้ว
ต้องถอน ท่านประธาน
ผมต้องตอบ เขาก่อน
ผมเป็นขี้ข้าโจรที่ไหน ท่านประธาน ให้เขาถอน แล้วผมผิดตรงไหนท่านประธานต้องวินิจฉัย
เดี๋ยวก่อน ผมต้องตอบที่เขาประท้วงผมก่อน
ผมนี่ มาจากการเลือกตั้งไม่เหมือนท่านหรอกครับ
ท่านไม่ฟังผม ผมก็ไม่ต้องพูดนะครับ
มาจากเลียรองเท้าทหารมาครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ
ผมวินิจฉัย
ท่านประธานครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ
กรุณาหยุด และนั่งอยู่กับที่ทุกท่านแล้วก็เลิกประท้วงนะครับ เดี๋ยวค่อยว่าทีละเรื่อง ผมสามารถวินิจฉัย ได้เองว่าใครทำอะไรผิดนะครับ ขอความกรุณานั่ง ให้ท่านอนุชา นาคาศัย ท่านเดียวที่ยัง ค้างคากันอยู่ คนอื่นนั้นเดี๋ยวผมจัดการให้นะครับ ท่านผู้อภิปรายรอผมนะครับ ท่านยุทธพงศ์ นิดเดียว ท่านอนุชา นาคาศัย ท่านกล่าวพาดพิงเขาโดยตรงให้สิทธิเขาก่อนนะครับ ท่านอื่น ๆ ใจเย็นนะครับ ท่านนิโรธด้วยใจเย็นนะครับ นั่งก่อนฟังท่านอนุชา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อนุชา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนต่อท่านประธาน ไปยังผู้ที่กำลังอภิปรายที่สักครู่พาดพิงตัวกระผมในเรื่องที่อาจทำให้เสื่อมเสียนะครับ อาจทำให้สังคมมองดูว่าการที่ผมได้แถลงบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมานะครับ และอาจจะทำให้ นายกรัฐมนตรีเสียหาย และอาจจะทำให้ ต้องบอกว่าเมื่อก่อนนี้ผมมีกลุ่มจริงครับ กลุ่มสามมิตรที่เริ่มทางการเมือง ก่อนที่จะมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ได้ดำเนินการทาง การเมืองมาโดยตลอด ซึ่งท่านยุทธพงศ์ก็ทราบดี กลุ่มของผมส่วนใหญ่ ผม ท่านสมศักดิ์ ท่านสุริยะ ออกมาจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่แต่เดิมที่ผมอยู่ อย่างเมื่อก่อนต้องบอกว่า มีความสุข แต่มียุคหนึ่งที่ตัวผมเองนั้นจำเป็นต้องออกจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ผมอยู่ ที่ท่านมาอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ที่เปลี่ยนชื่อพรรคการเมือง เป็นความจำเป็นจริง ๆ ครับ โดยผม บอกกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อนว่าพวกผมนั้นจำเป็นต้องออกจากท่าน เพราะผม อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมหนีท่าน แต่เป็นความจำเป็นทางการเมืองที่ผมมองถึงอนาคตออกว่า ท่านไม่สามารถที่จะดำเนินการทางการเมืองในประเทศไทยได้ ผมคิดได้ถึงขนาดนั้น แล้วปัจจุบันนี้แม้กระทั่งมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ผมก็ยังสงสัยตัวพวกผมเองซึ่งเป็น นักการเมืองรวมทั้งท่านด้วย ว่าตัวพวกเรานักการเมืองนั้นได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ในฐานะที่เป็นนักการเมืองหรือแม้กระทั่งกิริยาที่ท่านแสดงออกมาเมื่อสักครู่นี้ ในฐานะ นักการเมืองแล้วดูถูกนักการเมืองด้วยกันเอง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะออกมาจากปากของ นักการเมืองที่บอกว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ควรออกมาจริง ๆ นี่ละครับ สิ่งที่ ทำให้สังคมเขาดูแคลนพวกเรา ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าพวกเราที่เป็นนักการเมืองนั้นสมควร ที่จะกลับไปลงคลองชำระล้างตัวเองหรือไม่
อันนี้เป็น ข้ออภิปรายของท่านอนุชา นาคาศัย ที่ท่านพาดพิงเขา ท่านจะชี้แจงหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ
ยังไม่จบครับ ท่านประธานครับ ยังมีต่อ
เข้าใจ หมดแล้ว เดี๋ยวค่อยว่ากัน ฟังท่านก่อน
ท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมไม่ได้พูดอะไรไปไกลอย่างท่านอนุชาอธิบายเลย ผมบอกว่าผมดูโทรทัศน์ ท่านอนุชาได้แถลงข่าวในนามกลุ่มสามมิตรว่าท่านไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีก็ได้ แต่กราบ วิงวอนขอร้องลุงตู่ หรือบิ๊กตู่ให้ท่านสุริยะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมก็พูด แค่นี้ ท่านพูดจริงหรือเปล่า
ใช่ครับ ผมพูดจริงครับ ผมลูกผู้ชายอยู่แล้วครับ
ก็จบ ก็แค่นั้นละ
ท่านครับ แต่เมื่อสักครู่ผมยืนอยู่
ท่านไปกราบวิงวอนขอร้องบิ๊กตู่จริงหรือไม่ล่ะ
ท่านบอกว่า ๑๐ บาท ถูกหรือไม่ครับ
ไม่ต้อง ประท้วงกันแล้ว เพราะว่าเขาว่ากัน ๒ คน ผมวินิจฉัยว่า ให้ไปว่ากล่าวกันเอง ถ้าเกี่ยวกับ เรื่องที่ท่านไปหมิ่นประมาทเขา หรือไปทำอะไรเขา มันถ่ายทอดสด เดี๋ยวก่อนผมต้องวินิจฉัย อีก ๒ เรื่องอยู่ ท่านจะประท้วงเรื่องใหม่อีกแล้ว เรื่องใหม่หรือเปล่า ถ้าเรื่องเก่าเดี๋ยวผม วินิจฉัยได้ ท่านศุภชัยเชิญ ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ประท้วงว่าท่านเองมีอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการควบคุมให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่านไม่ควรจะปล่อยให้สมาชิกเขา โต้ตอบกันเอง
ไม่ให้โต้แล้ว
ซึ่งผมว่า ตรงนี้มันไม่ใช่เป็นวิธีการประชุม ถ้าจะประท้วง จะอภิปรายอย่างไรก็ต้องผ่านไปยัง ท่านประธาน แต่ท่านปล่อย อันนี้เรื่องแรกครับ ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ ความเป็นมาเรื่องนี้ก่อนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมาตั้งหลายนาที ผมก็มองว่าท่านประธานไม่ได้ใช้ความเข้มแข็งในการควบคุมให้การอภิปรายเป็นไป ตามข้อบังคับ เรื่องข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ท่านประธานครับ ที่ผมฟังมาตั้งแต่เริ่มต้น ท่านเล่าเรื่องในอดีต ท่านจะบอกว่า ประยุทธ์ ๑ อันนั้นก็คือเรื่องประยุทธ์ ๑ แต่สิ่งที่เรา กำลังจะพูดกันวันนี้คือไม่ใช่ประยุทธ์ ๑ ประยุทธ์ ๑ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้อยู่ด้วย วันนี้ พรรคภูมิใจไทยของผมอยู่ที่นี่ เรากำลังฟังนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ แต่ท่านก็ปล่อยให้ ท่านสมาชิกพูดในเรื่องอดีตกาล ถ้าเห็นความไม่ชอบมาพากลเรื่องทุจริตก็ว่าไปสู่ ในกระบวนการตรงนี้ เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้มแข็ง เข้มข้น เอาจริงหน่อยครับท่านประธาน
พอแล้วครับ ท่านนั่งนะครับ ท่านอนุชานั่งนะครับ ยังมีเรื่องที่ผมต้องวินิจฉัย ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวผู้อื่นประท้วงนะครับ ท่านอนุชากรุณานั่งนะครับผมวินิจฉัยไปแล้ว แล้วค่อยว่ากันครับ เรื่องแรกก็คือเรื่องของท่านกิตติศักดิ์ไปกล่าวหาเขาว่าอย่างไร เดี๋ยวต้องดูคำพูด ไปพูด ส.ส. ขี้ข้าโจร อันนี้ต้องถอนครับ ท่านกิตติศักดิ์
ท่านประธาน ครับ กิตติศักดิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ทราบท่านประธานจะให้ผมถอนคำไหนครับ
คำนี้ ไปว่า ส.ส. ขี้ข้าโจร
ส.ส. ขี้ข้าโจร ไม่ถอนครับท่านประธาน
ไม่ถอน แล้วท่านออกไป ขอให้บันทึกไว้นะครับว่าท่านไม่ถอน
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ เรื่องพาดพิงยังไม่หมดครับ ยังมีอีกนิดหนึ่งครับ
เดี๋ยว ผมรู้อยู่แล้ว ถ้าท่านแทรกอย่างนี้ก็เป็นการกล่าวหาว่าผมควบคุมไม่เข้มแข็งอย่างที่ว่า ท่านยุทธพงศ์ย้อนกลับมา คำพูดของท่านว่าใครก็ไม่รู้ ไม่เหมือนบางคนเลียรองเท้าทหารมา ท่านต้องถอน
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ เพราะว่าผมก็อยากให้ การประชุมมันดำเนินการต่อได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชนที่เขาดู การถ่ายทอดอยู่ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมก็ขอถอนครับ เดี๋ยวผมขอสรุปนะครับ
ต่อไป เดี๋ยวผมขอสรุป ๑ นาทีเท่านั้น แล้วจบกัน
ท่านประธานครับ ผม ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ก็ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องที่มาของเงินงบประมาณว่า จะทำงบประมาณใน ๔ ปีท่านจะทำเอาเงินงบประมาณ มาจากไหนนะครับ ถ้าท่านไม่ได้อยู่ก็ขอให้ท่านตอบมาเป็นหนังสือต่อสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ภายใน ๓ วันตามกฎหมาย และท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดก็ได้นะครับ ฝากท่านประธาน ถึงรองนายกรัฐมนตรีสมคิดก็ได้ครับว่า ใน ๔ ปีจะมีปีไหนหรือไม่ที่จะทำงบประมาณแบบ สมดุล หรือจะขาดดุลไปทุกปี ๔ ปีจนประเทศชาติต้องกู้มาอีก ๕ ล้านล้านบาท หนี้ท่วมหัว แล้วบอกว่ารวยนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธานครับใกล้หมดเวลาแล้วครับ เรื่องท่าเรือ แหลมฉบังเฟส ๓ (Phase 3) นะครับ ฝากท่านประธานไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรีให้ไป ตรวจสอบด้วยว่าอยู่ ๆ ไปตีเอกสารเขาตกเพื่อให้บริษัทที่ผมว่าที่เศรษฐีใหม่ประเทศไทย กำลังจะได้งาน ประเทศเสียหายไปอีก ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ฝากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธาน อีอีซี (EEC) ไปตรวจสอบด้วยนะครับ ส่วนเรื่องอื่นท่านประธานมันประท้วงกันเยอะ เหลือเกินเรื่องทุจริตมันฟังไม่ได้เดี๋ยวผมไปแถลงข่าวข้างล่างต่อดีกว่า
ขอบคุณครับ พอแล้วนะครับ ต่อไปนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะชี้แจงก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยตามด้วยท่านสมคิด ผมก็ฝากไปตามที่ท่านว่าแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผมอยากจะเรียนชี้แจงผ่านท่านประธานรัฐสภาไป จับใจความได้ ๓ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นแรก คือประเด็นเรื่องของนโยบายท่านนายกรัฐมนตรีที่จะเอาจริง หรือไม่ในเรื่องของการปราบโจร ผมไม่ได้ชี้แจงแทนท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะชี้แจงท่านว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหน่วยงานของรัฐ คือทุกกระทรวงอย่างไรในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องนี้เพื่อประโยชน์กับประเทศชาติรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ในอนาคตที่แถลงนโยบายเอาจริงเอาจังกับเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบที่เราเรียกว่า คอร์รัปชันในทุกรูปแบบ แล้วได้สั่งการเด่นชัดว่าจะต้องเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชการทั้งสิ้นจะต้องดำเนินการทั้งกฎหมาย วินัย อาญา แพ่ง ทั้งหมดจะต้องดำเนินการ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมเรียนที่ท่านได้ให้นโยบายผมไว้ และตัวกระผมเดินตามนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ไม่มีสักนิดเดียวครับ รับรองได้ว่า ที่ทำงานมา ๕ ปีผมไม่มีโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะ กรมใด จังหวัดใด รัฐวิสาหกิจใด ภายใต้ การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ผมรับรองได้ทุกอย่างท่านดำเนินการได้เลยนะครับ อันนั้น คือสิ่งที่เป็นนโยบายท่านนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลที่ผ่านมา
ในเรื่องที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องของความจำเป็นของการใช้อุปกรณ์อะไรต่าง ๆ ในเรื่องของการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ก็อยากจะเรียนว่าปัจจุบันนี้เรามีภัยมาก แล้วมีภัย หลายรูปแบบมากนะครับ ผมคงยกตัวอย่างให้สั้น ๆ ไม่เกินเวลาสภานะครับ เรามีภัย ทั้งแล้ง ทั้งน้ำท่วม อุทกภัย ภัยของอัคคีภัย แล้วมีภัยที่ยังไม่เกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นอีก เช่น ภัยเรื่องของแผ่นดินไหวก็ต้องเตรียม ถามว่าเตรียมอย่างไร เรามีจังหวัดทั้งหมด ๗๖ ไม่นับกรุงเทพมหานคร เราได้พยายามที่จะจัดยุทโธปกรณ์ให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด หมายถึง คนด้วย และยุทโธปกรณ์ด้วย อุปกรณ์ด้วย เราจึงจัดเป็นศูนย์ป้องกันภัยไว้ทั่วประเทศ ๑๘ แห่ง แต่ละศูนย์จะรับผิดชอบประมาณ ๔-๕ จังหวัดก็แล้วแต่ภูมิประเทศ ไม่จัดไว้ทุกแห่ง ทุกจังหวัดมันจะสิ้นเปลืองเกินไปนะครับ การที่จะจัดอย่างนั้นแล้วก็จะมีรถหลาย ๆ ประเภท ด้วยกันนะครับ มีทั้งรถดับเพลิงหลายแบบ ทั้งรถสูบน้ำระยะไกลก็มี รถดับเพลิงก็มี เรือก็มี แต่ว่าจะเอาพูล (Pool) ไว้ที่ศูนย์ เขาเรียกศูนย์ ปภ. เขตนะครับ เวลามีเหตุการณ์ในเขตใด จังหวัดใดศูนย์ ปภ. เขตนั้นก็จะช่วยกัน แต่ถ้าเป็นภัยขนาดใหญ่ เช่นทางภาคใต้ เราก็จะใช้ ปภ. เขตของภาคใต้รวมลงไปจัดไปแก้ไขปัญหานะครับ นั่นคือแนวทาง เพราะฉะนั้นคำตอบเรื่องนี้ก็คือว่าจัดซื้อตามความจำเป็นที่จะต้องซื้อ จะต้องไม่มากเกินไป เพราะว่าเรายังมีอีกหลายอันที่ไม่มี ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ถ้ำหลวง ท่านนึกว่าเราต้องมี พอหรือ เราไม่มีเครื่องมือสูบอากาศเข้าไปถ้าเกิดจะต้องอัดอากาศเข้าไปในถ้ำ เราก็ยังไม่มี ยังมีเครื่องมืออีกหลายแบบที่เรายังไม่มี อุปกรณ์ที่จะดับเพลิงในอาคารสูงจังหวัดใกล้เคียง ก็ต้องพึ่งพากรุงเทพมหานคร เป็นต้น สรุปว่าจัดตามความจำเป็นแล้วเอาไปพูล (Pool) ไว้ ตามศูนย์ ปภ. เขต แล้วใช้บูรณาการแต่ละกลุ่มจังหวัด หรือหลาย ๆ กลุ่มจังหวัดไปช่วยกัน อันนี้คงจะตอบได้ผมคิดว่าน่าจะพอเพียง ถามว่างบประมาณมาจากไหน ก็ตั้งงบประมาณ ประจำปี แต่ถ้าท่านถามท่านนายกรัฐมนตรีคือเป็นภาพใหญ่ของประเทศ อันนั้นก็จะไป เปรียบเทียบกับว่าทำไมซื้ออันนี้แล้วไม่เอาไปช่วยอันนั้น ผมว่าหลาย ๆ ท่านคงเข้าใจนะ ประเทศเราคงไม่เอาไปสร้างเขื่อนอย่างเดียว เอาไปซื้อรถดับเพลิงอย่างเดียว หรือเอาไปซื้อ อะไรอย่างเดียว มันก็มีเหตุผลทั้งนั้น บางทีก็จะหนักจะเบาอย่างท่านว่า ท่านให้ข้อคิดมาก็ดี ก็จะได้ไม่ซื้ออันนี้มาก ๆ เอาไปช่วยอันโน้นมาก ๆ ช่วยน้ำมาก ๆ ทุกคนก็เห็นตรงกัน ผมว่าไม่เห็นต้องทะเลาะกันเลย เรียนท่านประธานรัฐสภา ผมอาจจะผิดไปนิดหนึ่ง เอาเป็นว่าเป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้น ทุกคนก็อยากให้เกิดความโปร่งใส ก็มาช่วยกัน ท่านพูดมา รัฐบาลก็ต้องเอากลับไปดู เอาไปเคร่งครัด เอาไปทำ เหมาะสมหรือไม่จะซื้อ เดี๋ยว งบประมาณประจำปีเข้า ท่านก็ช่วยวิจารณ์ให้ด้วยว่าศูนย์ ปภ. เขตมีพอแล้วนะ รถดับเพลิง อย่าไปซื้ออีก งบประมาณก็ตกไป เดี๋ยวกำลังจะเข้าอยู่เพราะใช้งบประมาณประจำปี
เรื่องสุดท้ายคือเรื่องของการทุจริต ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้เท่าที่ผมฟังดู มีหลักฐานครบเลย ท่านเอามาได้เลย แล้วถ้าผมไม่ทำ ท่านเล่นงานผมได้ ละเว้นอะไรได้หมดเลย เพราะท่านมีหลักฐานหมด ไม่ว่าจะฮั้ว ไม่ว่าจะได้อะไรที่มีทุจริตนี่ท่านทำได้หมด ผมดำเนินการแน่นอน แล้วถ้าผมไม่ทำท่านเล่นงานผมได้ทั้งวินัย อาญา อะไรท่านเอาผม ได้หมด การเมืองท่านทำได้หมด ผมก็เรียนเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ทราบหรือว่าทาง พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านจะได้ทราบว่าทุจริตมีไม่ได้ แล้วทุกคนต้องเอาจริงเอาจัง ผมกราบเรียนเท่านั้นครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตทำหน้าที่ ต่อจากท่านประธานพรเพชรนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้บอกว่าถ้าผมมีหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องการทุจริต การฮั้วประมูลงานในกรม ปภ. ของบริษัท เชส เอ็นเตอร์ไพรส์ (สยาม) จำกัด กับกรม ปภ. เลย แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องร้องนะครับ ป.ป.ช. ชี้มูล แล้วดำเนินคดีส่งตำรวจ ส่งศาล
ท่านยุทธพงศ์ครับ
ท่านบอกว่าให้ผมได้ไปพบท่าน ให้ไปหาท่านได้เลยนะครับ ให้ผมเอาหลักฐานไปให้ แล้วผม ฝากท่านนิดเดียวครับ ท่านพูดถึงเรื่องงบประมาณปีหน้า
จบแล้วครับประเด็นนั้น
ขอครึ่งนาทีเท่านั้นครับ
พอแล้วครับ เท่าที่พาดพิงพอแล้วครับ ต่อไปเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พอดีท่านนายกรัฐมนตรีฝากผมไว้ก่อนที่ท่านจะต้องไปปฏิบัติ ภารกิจให้ช่วยตอบแทน
ประการแรก การนัดหมายกับประธาน ไอเคโอ (ICAO) เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านคงจำได้ว่าเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราถูกปักธงแดงเรื่อง ไอเคโอ (ICAO) พูดง่าย ๆ คือว่า การบินไทยของเราทั้งระบบขาดมาตรฐาน เขาจะไม่ให้บิน ทีนี้เราใช้เวลาหลายปีทีเดียว จนกระทั่งเขาปลดธงแดงเราเมื่อไม่นานมานี้ ฉะนั้นเพื่อแสดงความขอบคุณเรา แสดงความประทับใจ เขาอุตส่าห์บินมาด้วยตัวเองแล้วก็นัดหมาย ฉะนั้นผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเห็นความสำคัญของรัฐสภานะครับ แต่เนื่องจากเป็นนัดหมาย ที่ล่วงหน้าไว้แล้วก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
ในประการที่ ๒ ผมเข้าใจข้อห่วงใยของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เรื่องของการลงทุน เรื่องของการกู้ยืม ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ในบางครั้งถ้าเราไม่ลงทุนอะไรเลยนี่ จริงอยู่ประเทศเราไปได้ แต่มันเสียโอกาสแล้วก็เสียจังหวะในการที่จะพัฒนาได้นะครับ ฉะนั้นรัฐบาลก็มีความจำเป็น ที่จะต้องกู้ยืม การที่บอกว่าต้องทำงบประมาณสมดุลนี่นะครับ มันไม่ได้หมายความว่า ดีเสมอไปนะครับ ผมจำได้ว่าที่ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี เรามีงบประมาณสมดุลเพียงครั้งเดียว ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ คือในปี ๒๕๔๘ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเพราะว่าเราถูกบีบบังคับ จาก ไอเอ็มเอฟ (IMF) นะครับว่าให้กลับมาสู่งบสมดุล พวกเขาคอนเซิร์น (Concern) เรื่องของการชำระหนี้คืน แต่พอเราปลดตรงนั้นได้ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่า อัตราการหา รายได้ของเรานี่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนา ฉะนั้นการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นนะครับ รัฐบาล ก็พยายามที่จะหาแหล่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องของการกู้ยืมงบประมาณ การให้เอกชนมาร่วมลงทุน การที่จะพยายามหาจัดทำโครงสร้างพื้นฐานกองทุนที่จะมาใช้ในสิ่งเหล่านี้ แต่ที่สำคัญก็คือว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมานี้เป็นชุดที่ออก พ.ร.บ. ร่วมกับสภานะครับ วินัยการคลัง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง ทุกอย่างเลยเพื่อว่าให้สามารถตรวจสอบได้โดยบุคคลที่อยู่ภายนอก ว่าเราดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ แต่ที่สำคัญที่สุดเลยนะครับว่า มันไม่ใช่ เป็นการตรวจสอบภายในประเทศเท่านั้นเอง ต่างประเทศไม่ว่าเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไม่ว่าฟิทช์ เรทติ้ง ไม่ว่ามูดีส์ ไม่ว่าเอส แอนด์ พี เขาดูดัชนีเหล่านี้ทั้งหมด แล้วก็ประเมิน เมืองไทยเหมือนกับเป็นกระจกส่องหน้าเรา ซึ่งจริง ๆ แล้วอันนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะว่าบางครั้งเราคนไทยกันเองยังบอกว่าหยวน ๆ อะลุ่มอล่วยกัน แต่ว่าต่างประเทศเขา ไม่มาอะลุ่มอล่วยกับเรา และท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเมื่อเขาตรวจสอบขนาดนี้ฟิทช์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ปรับเรตติ้ง (Rating) เราขึ้นไปสู่ระดับโพซิทิฟ (Positive) เหตุผลของฟิทช์ คืออะไร ก็คือเขาพูดถึงเรื่องพลังของพับลิก ไฟแนนซ์ (Public finance) กับเอ็กซ์เทอร์นอล ไฟแนนซ์ (External finance) หมายความว่าฐานะการคลังของเรา ฐานะความสามารถ ในการชำระหนี้ของเรามีความแข็งแกร่งมาก ประกอบกับการที่เรามีรัฐบาลพลเรือน เป็นครั้งแรกหลังเลือกตั้ง เขาก็ปรับเรตติ้ง (Rating) ให้ เพราะฉะนั้นเมื่อคืนนี้อย่างที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวมา มูดีส์ซึ่งไม่เคยอัปเรตติ้ง (Up rating) เรา มานานมากเลยนับสิบปีแล้วนะครับ เมื่อคืนประกาศอัปเกรด (Upgrade) เราขึ้นมาสู่ โพซิทิฟ (Positive) เหมือนกัน เหตุผลหลักเลยก็คือว่า ๑. ความแข็งแรงของตัว พับลิก ไฟแนนซ์ (Public finance) กับเรื่องของเอ็กซ์เทอร์นอล ไฟแนนซ์ (External finance) ของเรา เขามั่นใจมากว่ามีความแข็งแกร่งเท่าที่จะแอ๊บซอร์บ ช็อก (Absorb shock) ที่จะ เกิดขึ้นจากเรื่องของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังบอกว่าเรามีการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานทางกายและฮิวแมน แคปพิทัล (Human Capital) เพียงพอที่จะทำให้ อนาคตข้างหน้าการเติบโตของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน อันนี้เป็นความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติขอให้วางใจ ในประเด็นนี้
ในประการที่ ๓ เมื่อเราจะต้องมีการลงทุน มีความจำเป็น ผมก็เรียนเมื่อวานนี้ แล้วว่า อีอีซี (EEC) เป็นโครงการลงทุนที่สำคัญ เพราะมันเป็นจุดขายของประเทศในอนาคต ข้างหน้า เป็นตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะสร้างรายได้กับประชาชนของเรา โครงการแหลมฉบังนั้นเป็นโครงการหนึ่งที่สำคัญมากที่มี เพราะว่าโครงการนี้เต็มมานานแล้ว ตั้งแต่ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นโครงการเฟส ๓ (Phase 3) ที่เกิดขึ้นมา เป็นความจริงที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ คือมีกลุ่มบริษัท ๒ กลุ่มที่เข้าประมูล แล้วก็ ปรากฏว่าคณะกรรมการคัดเลือกก็ได้ระบุว่ามีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ผ่านคุณสมบัติ ก็เลยระบุว่า ให้เปิดซองของกลุ่มแรกไปก่อน แล้วก็ปรากฏว่ากลุ่มที่ ๒ ก็ให้ไปร้อง ท่านก็ไปร้องเรียนที่ ศาลปกครองซึ่งถูกต้องนะครับ ไปร้องเรียนศาลปกครอง ศาลปกครองก็ได้บอกว่าให้เป็นไปตาม คณะกรรมการอุทธรณ์ ก็ให้ไปร้องที่อุทธรณ์และถ้าอุทธรณ์มีความเห็นประการใด ศาลเขาจะ ตัดสินตอนนั้นว่าศาลคิดว่าอย่างไร แล้วก็เป็นไปตามคำตัดสินของศาล ขณะนี้ทราบข่าว มาจากทางคณะกรรมการนะครับว่า เรื่องของอุทธรณ์เข้าใจว่าเขาเริ่มจะเสร็จแล้ว แล้วก็ กำลังจะเข้าสู่คณะกรรมการใหญ่ในช่วงต้นเดือนหน้านะครับ ก็อยากจะเรียนท่านว่าก็ขอให้ ติดตาม แล้วก็ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดตกบกพร่อง มีอะไรไม่โปร่งใสหรือไม่ ขอให้ท่านตรวจสอบได้เลยนะครับ รัฐบาลยินดีอย่างยิ่ง โครงการนี้ ไม่ใช่เป็นโครงการเดียวที่มีความขัดแย้งมันก็ยังมีอยู่หลายโครงการ เพราะว่าเมื่อกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ เขาก็จะไปร้องเรียน เขาก็จะไปฟ้องร้อง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ ของระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ก็ขอเรียนให้ท่านทราบไว้จะได้สบายใจนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์เลยครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นั่งฟัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายมาตลอดระยะเวลา เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม มีหลายท่านที่ได้พูดและวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งฝากข้อคิดเห็นเรื่องแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ต้องขอขอบคุณ แต่ในส่วนที่ท่านย้ำและยืนยันเพื่อจะให้ดำเนินการและให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนักโทษ จำนวนนักโทษ ในขณะนี้ต้องบอกว่ามีมากและล้นคุก ถ้าเราเปรียบดูตัวเลขในเรือนนอนของนักโทษตาม มาตรฐานสากล ๒.๒๕ ตารางเมตรต่อ ๑ คน แต่วันนี้นักโทษเรือนนอนมีจำนวนตารางเมตร ที่ผมกล่าวนั้นน้อยกว่ามาก เราควรจะรับนักโทษได้ประมาณไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันเรามีถึง ๓๕๐,๐๐๐ คน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่ามีนักโทษเด็ดขาด ซึ่งเด็ดขาดพวกนี้เราก็คงจะไปแตะต้องหรือปล่อยตัวออกไปคงไม่ได้ แต่ในส่วนนักโทษที่ยัง เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด ถ้าหากว่าเรามีแนวทางต่าง ๆ อย่างไรที่จะให้เขาไม่ต้องเข้าอยู่ในที่คุมขัง กระทรวงยุติธรรมได้มีการดำเนินการในเรื่องที่ อาจจะยังทำให้ท่านสมาชิกทุกท่านยังคงไม่ทราบทั้งหมดในเรื่องของกองทุนยุติธรรม กองทุน ยุติธรรมก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้ดำเนินการไป ๓ ปีแล้ว ได้มีนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวโดยการประกันจากกองทุนยุติธรรมตรงนี้ประมาณ ถึง ๒,๓๙๖ ราย ดังจะเห็นได้ว่าสัดส่วนหรือแนวทางของนักโทษลดลง ถ้าเป็นปี ๒๕๖๑ กับปี ๒๕๖๒ นักโทษมีแนวโน้มที่ลดลงจากตัวเลขผู้ที่ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ปี ๒๕๖๑ ๖๒,๖๑๐ ราย ในปี ๒๕๖๒ ลดลงมาถึง ๖๔๗ ราย นี่คือพัฒนาการที่ดีขึ้นและผม มั่นใจว่าในการดำเนินการและเรามีกองทุนยุติธรรมที่ไปช่วยมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ปริมาณ นักโทษที่เราคิดว่าไม่มีแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อาจจะดีขึ้น ต้องขอขอบคุณท่านสุรชัย
อีกส่วนหนึ่งของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้พยายามอภิปรายและ ฝากประเด็นไว้ในเรื่องของการพัฒนากฎหมาย เรามีแผนการพัฒนากฎหมายที่ได้เตรียมการ ไว้แล้ว โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือสำนักงานกิจการยุติธรรมดูถึงเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะดำเนินการไปได้เลย
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้ฝากไว้เกี่ยวกับเรื่องกองทุน กยศ. ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับกระทรวงยุติธรรมโดยตรง แต่กระทรวงยุติธรรมก็ได้มีกระบวนการ ไกล่เกลี่ยที่เข้าไปช่วยดำเนินการ เพื่อมิให้ตกเป็นผู้ผิดนัด และจะได้นำเงินที่เหลืออยู่นี้ ได้กลับคืนกองทุนเพื่อใช้ให้กับรุ่นน้อง ๆ ที่จะมาขอยืมต่อไป ในส่วนตรงนี้ต้อง ขอขอบพระคุณ ขอชี้แจงไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งขอไว้ ๕ นาที แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็น นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ๘ นาที นางสาววรรณวิภา ไม้สน ๒๐ นาที ขอไว้นะครับ แต่ว่าอันนั้นท่านสามารถบริหาร เวลาเองได้ครับ ขอเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่น เรียนทุกท่านว่า ก่อนผมมาเป็นผู้แทนผมเคยเป็นไกด์มาก่อนนะครับ เป็นมัคคุเทศก์มาก่อน วันนี้เห็นสภาเดือดแต่เช้าเลย ก็อยากพาทุกท่านไปเที่ยวกัน วันนี้ก็ใจร่ม ๆ วันนี้ผมเลย อยากมาอภิปรายเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนะครับ ซึ่งก็เป็นรายได้ที่เป็นก้อนใหญ่ ของประเทศเช่นกันนะครับ ซึ่งผมมองว่าทุกวันนี้การท่องเที่ยวไทยต้องปรับแล้วก็พัฒนา เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ (Trend) การท่องเที่ยวของโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งการเข้ามา ของธุรกิจหรือตัวช่วยดิจิทัลต่าง ๆ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แจ้งไปเมื่อวานนะครับ ประมาณปีละ ๓ ล้านล้านบาทต่อปี นำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยปีละมากถึง ๓๘ ล้านคน แต่ส่วนใหญ่นโยบายที่รัฐบาลให้มา ผมอ่านแล้วก็ดีหมด แต่ค่อนข้างจะขัดแย้งไปมากันเอง ผมขออภิปรายในประเด็นนี้นะครับ
อันแรกเลยนะครับ ประเด็นเรื่องการส่งเสริมนักท่องเที่ยวประเภทพรีเมียม (Premium) และรายได้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น ประเทศเรา ก็จะได้มากขึ้นใช่หรือไม่ครับ แต่รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่ได้กล่าวถึงนโยบาย เกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับปัญหานักท่องเที่ยวที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศนี้ครับ ท่านประธานครับประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเข้ามาถึง ๑๐ ล้านคนต่อปี ซึ่งโดยมากมากับกรุ๊ปทัวร์ (Group tour) ซึ่งหลาย ๆ อย่างจะเกิดปัญหาเป็นทัวร์ (Tour) ประเทศจีน ประเทศจีนรวบหัวรวบหาง ซึ่งทำให้ประเทศไทย คนไทยแทบจะไม่ได้อะไรเลย โรงแรมเอย ไกด์เอย ร้านอาหาร หรือร้านของฝากเป็นของคนจีนหมดนะครับ อย่างไรฝาก รัฐบาลชุดนี้ให้ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับทัวร์ (Tour) ประเทศจีนด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การกระจุกตัวของแหล่งท่องเที่ยวและรายได้ ประเทศไทย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาในประเทศเราจะเที่ยวอยู่แค่เมืองหลักต่าง ๆ อย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร พัทยา แล้วก็จังหวัดภูเก็ต ทำให้เกิดปัญหามากมาย ตามมานะครับ การที่รัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมในการเที่ยวเมืองรองก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ผมถามจริง ๆ ว่าโครงสร้างการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐานของเมืองต่าง ๆ มีพร้อมแล้วหรือไม่ เอาง่าย ๆ ถ้าผมจะไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ไปเที่ยวที่วัดพระธาตุช่อแฮ ผมลงสนามบินไปปุ๊บ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ถ้าผมเป็นนักท่องเที่ยว โอ้ มาย ก็อด ฮาว แคน วี โก (Oh my god how can we go) คือไม่รู้เลยจะไปที่ไหนนะครับ รถเมล์ก็ไม่มี รถรับจ้าง แท็กซี่ก็ไม่มีต้องเช่ารถขับไปอย่างเดียว ก็ฝากรัฐบาลช่วยส่งเสริมขนส่งสาธารณะในท้องถิ่นด้วย
อีกปัญหาหนึ่งที่มากับการกระจุกตัวของการท่องเที่ยว ที่ทุกท่านรู้กันก็คือ เรื่องขยะและสิ่งแวดล้อม ขยะและสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยว การจัดการขยะขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเองไม่เพียงพอต่อปริมาณนักท่องเที่ยว เพราะว่าใช้หลักการประชากรเป็นหลักนะครับ เมื่อประชากรมีเท่านี้ ความสามารถในการ จัดการท่องเที่ยวก็ได้งบประมาณไปเท่านี้นะครับ จึงอยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนการกระจายอำนาจ แล้วกระจายอำนาจหน้าที่ไปให้ท้องถิ่น อย่างเดียวไม่พอ ช่วยกระจายความสามารถในการจัดเก็บรายได้ หรือภาษีการท่องเที่ยว ต่าง ๆ ให้กับท้องถิ่นด้วย ก็จะช่วยการแก้ปัญหานี้ได้ดี
ผมมีประเด็นสุดท้ายที่รัฐบาลอยากสนับสนุนเกี่ยวกับธุรกิจเรือสำราญ ผมก็อยากบอกไว้ว่าธุรกิจเรือสำราญมันอาจจะฟังดูหรูหรา แต่แท้จริงแล้วนำรายได้มาสู่ ท้องถิ่นได้น้อย รัฐบาลบอกว่าอยากกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นจากการท่องเที่ยว แต่ทำไม ต้องมีนโยบายเรือสำราญ ผมมองว่าเรือสำราญนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กินนอนบนเรือ จะขึ้นฝั่งบ้างก็เล็กน้อย แต่ทิ้งมลภาวะไว้เป็นจำนวนมาก เป็นข้อเสียให้คนท้องถิ่นไว้ ดูต่างหน้า ผมไม่ขวางถ้าท่านอยากจะทำ แต่ผมมองว่าควรจะมีข้อบังคับต่าง ๆ มารองรับ ให้เหมาะสม
สุดท้ายนี้จะได้ไม่เปลืองเวลาท่านอื่นก็คือผมขอสรุปว่า การท่องเที่ยว มีประโยชน์นำรายได้ นำชื่อเสียงสู่ประเทศไทยอย่างยิ่ง แต่อีกด้านหนึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การท่องเที่ยวนั้นมีต้นทุน การท่องเที่ยวนั้นมันไม่ฟรี อย่าให้ประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มคนใด คนหนึ่งเพียงเท่านั้น หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง ขอให้ทุกคนได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว ไม่ใช่รับแต่ผลเสียของการท่องเที่ยวไว้ให้คนท้องถิ่น ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำเรียนหนังสือ ขึ้นไปที่ท่านประธานรัฐสภา ขอสลับคิวของท่านเลิศศักดิ์กับท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ๓๕ นาที ครับ
ท่านเสรีพิศุทธ์จบไปแล้วครับ
ท่านประธานครับ เมื่อวานจากการอภิปรายในช่วงค่ำยังไม่มีการใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๔ ในการยุติการอภิปรายของท่านเสรีพิศุทธ์นะครับ
จบไปแล้วครับ ขอเชิญไปตามลำดับ ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้สิทธิอภิปราย ในเรื่องของการพัฒนาภาคเกษตรและการส่งเสริมเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลกรุณาบรรจุไว้ ในนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ข้อ ๕.๓.๑ เรื่องการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และนโยบายเร่งด่วนในข้อ ๔ เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรและการส่งเสริมการใช้ยางพารา ในอุตสาหกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจากการที่ได้อ่านนโยบาย โดยละเอียดพบว่านโยบายของทางรัฐบาลค่อนข้างที่จะกว้างมากครับ ยังจับต้องไม่ได้ แต่ก็อาจจะเป็นเพื่อประโยชน์ในการยืดหยุ่นของทางรัฐบาลเอง ซึ่งในช่วงของการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายในการหาเสียงบอกว่า จะกำหนดเป้าหมาย ราคายางพาราไว้ที่กิโลกรัมละ ๖๐ บาท แล้วยังกำหนดอีกว่าจะทำทันทีภายใน ๑๘๐ วัน ที่ได้เป็นรัฐบาล ผมเองก็ได้ดูนโยบายของทางพรรคร่วมรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับพืชเศรษฐกิจ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยางพารา อย่างเช่นนโยบายของทางพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ประกาศไว้ต่อพี่น้องประชาชนในช่วงเลือกตั้งบอกว่าจะประกันรายได้ในส่วนของ ยางพาราที่กิโลกรัมละ ๖๐ บาท ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐก็เช่นเดียวกัน ก็กำหนดไว้ว่า จะเป็นการชดเชยราคาในส่วนของยางพาราที่กิโลกรัมละ ๖๕ บาท ท่านประธานครับ ในส่วนของนโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ได้ระบุเงื่อนไขของเวลา แล้วก็ไม่ได้ ระบุเป้าหมายของราคาไว้เลย มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงเรื่องนี้ฝากไปที่รัฐบาลว่า อยากให้ระบุในส่วนของราคาเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสบายใจในส่วนของพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายที่กำหนดไว้ในเรื่องเร่งด่วน ๑๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมเดาว่าท่านจะต้องดำเนินการภายใน ๑ ปี แต่ผมไม่มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะรอได้ หรือไม่ อยากขอความกรุณาจากรัฐบาลว่าให้เร่งดำเนินการภายใน ๖๐ วัน ๓๐ วันโดยเร็ว ที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นห่วงแล้วก็ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์จะแก้ปัญหา แล้วก็ทำนโยบายเรื่องของการเกษตรประสบความสำเร็จ ได้หรือไม่ เมื่อวานนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กรุณา ชี้แจงในหลายเรื่อง ผมดูมาตรการที่ทางรัฐบาลจะดำเนินการ มีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกเป็น มาตรการเรื่องการประกันรายได้ แล้วก็การชดเชยรายได้ เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการส่งเสริม การใช้ยางพาราในประเทศในภาคอุตสาหกรรม แล้วก็การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศ ท่านประธานครับ ในส่วนของการประกันรายได้ ในนโยบายหาเสียง ท่านได้กำหนด ไว้ที่ ๖๕ บาท หรือ ๖๐ บาท นี่ผมยกตัวอย่างในส่วนของยางพารา ซึ่งท่านจะต้องใช้เงิน ชดเชยทั้งสิ้น ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับยางพาราที่ผลิตออกมาในแต่ละปี ๔.๓ กว่าล้านตัน ท่านประธานครับ ท่านยังต้องใช้เงินในการชดเชยสินค้าเกษตรประเภทอื่นอีก ที่ระบุไว้ ในนโยบายรวมถึงยังต้องอุดหนุนในโครงการอื่น เช่น โครงการเบี้ยยังชีพ โครงการมารดา ประชารัฐ ค่าแรงขั้นต่ำ รวมเป็นเงินที่รัฐบาลจะต้องใช้ในการชดเชยและอุดหนุน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ผมว่า ค่อนข้างที่จะลำบาก
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ เพื่อลดภาระ ในส่วนของการส่งออก ขออนุญาตย้อนกลับไปว่าในปี ๒๕๕๗ รัฐบาลเคยตั้งเป้าหมายในการ ดูดซับสภาพคล่องน้ำยางออกจากระบบเพื่อให้ซัปพลาย (Supply) ลดลงในการรักษา เสถียรภาพราคายางพารา ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา ยางพาราในระยะยาว โดยกำหนดว่าเป้าหมายร้อยละ ๓๐ ที่จะใช้ในประเทศ ปรากฏว่าปี ๒๕๕๗ มีสัดส่วนการใช้ยางพาราเพียงแค่ ๑๒.๕๑ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๘ ๑๓.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๙ ๑๓.๖๐ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญในปี ๒๕๖๐ ใช้เพียงแค่ ๑๒.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ใช้น้อยมากต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลที่ผ่านมาคาดหวังไว้ แล้วก็มี ความพยายามที่จะเอาเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นำมาใช้ ซึ่งใน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องกันเงินงบประมาณ ส่วนนี้ไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของท้องถิ่นเอง ทำให้เหลือเงินงบประมาณ อยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพื่อใช้ในการก่อสร้างปรับปรุงถนน ซึ่งที่เรียกว่า พาราแอสฟัลติกหรือพาราซอยล์ซีเมนต์ รวมถึงการปรับปรุงสนามกีฬาบล็อกยางปูพื้น สนามเด็กเล่นต่าง ๆ เหล่านี้ ในปี ๒๕๖๑ รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะใช้น้ำยางในประเทศ ๙๗,๙๒๐ ตัน แต่ทำได้จริงเพียงแค่ ๒๒,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นเอง ต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นจำนวนมาก ปัญหาอุปสรรค ท่านประธานครับ ท่านประธานไม่สามารถไปบังคับให้ท้องถิ่น ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่รัฐบาลต้องการได้ เพราะท้องถิ่นมีอิสระในการทำงาน สิ่งที่ควรจะทำก็คือว่ารัฐบาลควรจะมีมาตรการ เป็นมาตรการจูงใจให้ท้องถิ่น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าท้องถิ่นใดทำโครงการพาราแอสฟัลติกหรือโครงการพาราซอยล์ซีเมนต์ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ควรจะให้เงินอุดหนุนเป็นเงินกรณีพิเศษเข้าไป ทำโครงการเสริมเข้าไปได้อีก ลักษณะเช่นนี้ครับท่านประธาน ในปี ๒๕๖๒ ปลายปี ๒๕๖๑ เกิดไอเดีย (Idea) ของรัฐบาลครับ ที่ต้องการช่วยดูดซับสภาพคล่องของน้ำยางพารา ในระบบ โดยการเอาน้ำยางสดไปผสมทำถนนที่เรียกว่า ถนนพาราซอยล์ซีเมนต์หรือพาราดิน ซีเมนต์ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว ท่านประธานครับ ใช้โครงการนี้ ชื่อว่า โครงการ ๑ หมู่บ้าน ๑ กิโลเมตร ระยะทางรวม ๗๕,๐๓๒ กิโลเมตร และใช้น้ำยางสด ๑,๔๐๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นสัดส่วน ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำยางในประเทศในแต่ละปี อันนี้ดูเหมือนจะดีครับ แต่ยังไม่ทันเริ่มต้นในการทำโครงการหรือทำไปบ้างแล้วเกิดการ ร้องเรียนเรื่องการทุจริตครับ เป็นการทุจริตเรื่องของมาตรฐานน้ำยางผสม ที่เรียกว่า น้ำยาดัดแปร ซึ่งมีเพียง ๓ บริษัทเท่านั้นเองที่ผ่านมาตรฐานนี้ อันนี้ก็ฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ช่วยกันดูแลในส่วนนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ นางสาววรรณวิภา ไม้สน ครับ
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานวินิจฉัยเรื่องท่านเสรีพิศุทธ์เมื่อสักครู่ตาม ส่วนที่ ๓ การอภิปราย แล้วก็ข้อ ๑๑๔ นะครับ ผมอยากจะขอทราบท่านประธานว่า สิ่งที่ ท่านวินิจฉัยว่าท่านเสรีไม่สามารถใช้สิทธิอภิปรายได้อีกครั้งหนึ่งเพราะเหตุใดครับ
จบแล้วครับ เรื่องนั้นจบไปตั้งแต่ เมื่อวาน
เพราะเหตุใด ข้อบังคับการประชุมข้อใดครับท่านประธาน
เพราะมันจบไปแล้วครับ ขอเชิญ ต่อเลยครับ อย่าเสียเวลาเลยครับ
ข้อบังคับ การประชุมข้อใดครับ ท่านประธานมันต้องชัดเจนครับ
จบไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ อภิปราย
จบแปลว่า อะไรครับ ท่านประธาน
จบก็คืออภิปรายจบไปตั้งแต่เมื่อวาน แล้วครับ
ท่านเสรีพิศุทธ์ ก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิอภิปรายในสัดส่วนโควตาของพรรคฝ่ายค้านได้อีกครั้งหนึ่ง ถูกหรือไม่ท่านประธาน
ท่านอภิปรายเมื่อวานแล้วครับ
อภิปราย ได้อีกนี่ครับท่านประธาน ผมจะใช้สิทธิ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ก็เป็นสิทธิของสมาชิก
จบแล้วครับ
บรรทัดฐาน มันจะผิดนะครับท่าน
ขออนุญาตนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ขออนุญาต นางสาววรรณวิภา ไม้สน ขอเชิญนะครับ เชิญครับ ท่านเสรีพิศุทธ์ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทยครับ เมื่อวานผมได้สิทธิอภิปราย ๔๕ นาทีนะครับ ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานว่า ผมมีประเด็นที่จะอภิปราย ๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งท่านประธานก็รับทราบ ไปแล้วนะครับ ในขณะที่ผมกำลังอภิปรายในประเด็นแรก ก็มีการทักท้วงกัน โอเค (OK) ผลที่สุดในการทักท้วงผมก็เห็นว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยของสภา ผมจะหยุดขอยุติ ในประเด็นที่ ๑ ไว้เพียงเท่านั้นนะครับ แล้วประธานก็อนุญาตให้ผมอภิปรายต่อในประเด็นที่ ๒ และประเด็นที่ ๓ ขณะนั้นก็มีการพักการประชุมนะครับ พอพักการประชุมลงไป ๑๐ นาที ผมก็ไม่ทราบว่าประธานไปรับคำสั่งใครมา ประธานไม่ใช่เป็นตัวท่าน กราบขออภัยด้วยนะครับ ประธานก็ไปรับคำสั่งใครมาก็ไม่ทราบ มาถึงก็บอกให้ผมถอนคำพูด ซึ่งความจริงท่านประธาน เมื่อวานนี้ก็ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าคำพูดของผมไม่ได้ผิดอะไรและให้ผมอภิปรายต่อนะครับ เมื่อผมไม่ถอน ผมยืนยัน ท่านประธานก็เชิญผมออกจากที่ประชุมนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ที่บอกว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับ ประธานมีอำนาจเตือนห้ามปรามให้ถอนคำพูด ห้ามพูดในเรื่องที่กำลังปรึกษากันอยู่ ให้กลับเข้ามาที่ประชุมรัฐสภาหรือสั่งให้ออกจาก ที่ประชุมรัฐสภา โดยมีหรือไม่มีกำหนดเวลาในครั้งนั้นก็ได้นะครับ เมื่อวานท่านประธานเชิญผมออกเฉย ๆ โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ผมก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง ของท่านประธานรัฐสภา ผมก็เดินออกไปนอกห้องประชุม ผมก็ถือว่าผมออกแล้ว แล้วผมก็ กลับมานั่งฟังการอภิปรายต่อ ผมก็เข้ามาที่ประชุมต่อ สรุปก็คือว่า ผมกับท่านประธาน ได้ตกลงกันแล้ว ว่าผมมีเรื่องที่อภิปราย ๓ ประเด็นด้วยกัน แล้วได้อภิปรายประเด็นแรก ยุติในประเด็นแรกแล้ว เหลืออีก ๒ ประเด็นท่านประธานก็จะให้ผมอภิปรายอยู่แล้ว วันนี้ผม ก็เตรียมที่จะมาอภิปรายนะครับ ท่านประธานในวันนี้ก็บอกว่าผมหมดสิทธิได้อภิปรายไปแล้ว ผมก็พยายามเปิดข้อบังคับดูไม่ทราบว่าจะเป็นข้อ ๔๔ หรือไม่ ที่ท่านใช้อำนาจตามนี้ ข้อ ๔๔ ก็ว่า ถ้าประธานเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ให้ประธานให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้ คำว่า พอสมควรแล้ว ในความหมายของผมก็หมายความว่าผมพูดจนกระทั่งหมดเวลาแล้ว หมดประเด็นแล้ว อะไรต่าง ๆ แล้ว ท่านประธานเห็นว่ามันหมดแล้วนี่ประเด็นที่จะพูด ก็ขอให้ยุติได้แล้ว ท่านก็อาจจะใช้ข้อบังคับนี้กับผมได้ แต่ในข้อเท็จจริงในส่วนของผม ผมกราบเรียนไว้ว่าผมมี ๓ ประเด็น เพิ่งเสร็จไป ๑ ประเด็น เหลืออีก ๒ ประเด็น ผมจึง ข้องใจครับ ข้องใจว่าทำไมท่านประธานถึงตัดสิทธิไม่ให้ผมที่จะอภิปรายในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ หรือต่อไป ทั้ง ๆ ที่เรื่องในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ผมก็ได้ไปหารือ ท่านประธานแล้วเมื่อวานนี้ ว่าผมจำเป็นจะต้องใช้เครื่องวีดิทัศน์ของทางสภาเพื่อฉาย ให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาด้วย ท่านประธานก็อนุญาต ตอนนี้ก็เตรียมอยู่แล้ว ถ้าผมได้อภิปรายในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ ก็จะเป็นไปตามที่ ท่านประธานได้อนุญาตผมตั้งแต่เมื่อวาน แล้วก็เป็นไปตามแนวทางที่ท่านประธานที่ประชุม เมื่อวานนี้ได้อนุญาตให้ผมอภิปรายต่ออีก ๒ ประเด็นครับ ขอท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัย ด้วยครับ
ด้วยความเคารพรัก นับถือนะครับ ท่านเสรีพิศุทธ์ครับ ผมได้เห็นว่าเรื่องของท่านได้จบไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ แล้วก็สำหรับวันนี้ ผมขอวินิจฉัยว่าเรื่องก็จบแล้วครับ ไว้โอกาสต่อไป ขออภัยที่อาจจะไม่พอใจแต่ว่าจำเป็นต้อง ให้การประชุมดำเนินการต่อไปครับ
ถ้าอย่างนั้นผมก็ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิส่วนตัวผม ดำเนินการ ตามกฎหมายแล้วกันนะครับ
ได้ครับ
โอเค (OK) ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญต่อเลยครับ เชิญท่านวรรณวิภา ไม้สน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายแรงงาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีความยินดีเหลือเกินที่วันนี้เห็นท่านรัฐมนตรีแล้วก็รัฐบาลทุกท่านมาร่วมแถลงนโยบาย เพราะว่าปัญหาต่าง ๆ พ่อแม่พี่น้องประชาชนรอวันนี้มานานเหลือเกิน แล้วก็อยากทราบว่า รัฐบาลจะดูแลและแก้ไขที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องนี้อย่างไร ดิฉันจะเริ่มเพื่อไม่ให้เป็นการ เสียเวลา เพราะว่าเวลาของประชาชนนั้นไม่สามารถที่จะรออีกต่อไป เนื่องจากมีปัญหา เยอะแยะมากมายเหลือเกินในประเด็นต่าง ๆ นอกจากดิฉันจะสะท้อนปัญหาแล้ว ก็จะนำเสนออีกมุมมองหนึ่งที่หลายท่านไม่เคยได้พูด เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล รวมถึงคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาร่วมกับการบริหารประเทศต่อไป
ประเด็นแรก ในนโยบายของท่านที่มาแถลงนี้ดิฉันยังไม่เห็นในส่วนของเรื่องที่ ประชาชนทวงถามไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง เรื่องการลดภาษี หรือนักศึกษาต่าง ๆ รวมถึง นโยบายที่เกี่ยวกับมารดาประชารัฐที่ถ้วนหน้า ขออนุญาตเอ่ยนาม ครบวงจรเป็นนโยบาย ที่ดิฉันชอบและพร้อมสนับสนุนมาก ๆ ยังไม่เห็นในรายละเอียดของนโยบายที่นำเสนอมานี้
ในประเด็นแรก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วนว่าแก้ไขอย่างไร วิธีการไหน รวมถึงปัญหาระยะกลางและปัญหาในระยะยาวนะคะว่ารูปธรรมที่แท้จริงนั้น จะแก้ไขและแก้ปัญหาอย่างไร จากที่ดิฉันได้รับเรื่องมานะคะ
ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของนโยบายเร่งด่วน เรื่องที่ ๑ ในการแก้ไขปัญหา การดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทย ซึ่งทางรัฐบาลระบุว่าจะทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะทบทวนแบบไหน อย่างไร ปัญหาเหล่านี้สะสมแล้วก็ เริ่มต้นมาจากการที่มีคำสั่งคืนระเบียบทางเท้า แล้วก็ให้มีการยกเลิกไล่รื้อถอนอย่างจริงจัง หลายร้อยจุด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยได้รับผลกระทบนะคะ ส่วนการแก้ปัญหา ก็ยังไม่ตอบโจทย์มีการใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเรื่องในการทำความสะอาดหรือเรื่องสิ่งแวดล้อม บางที่กลับถูกละเว้น และบางพื้นที่ไม่เข้าข่ายแต่กลับถูกเอาผิด ข้อมูลดิฉันมีเพิ่มเติมจากผู้ที่ ได้ร้องเรียนมานะคะ แล้วก็ไม่ว่าจะยื่นเรื่องไปที่หน่วยงานไหนต่างยืนยันว่าไม่ใช่อยู่ในส่วนที่ หน่วยงานของตัวเองนั้นรับผิดชอบ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ยังสะสมมาจนถึงปัจจุบันและยังไม่ได้รับ การแก้ไข ส่วนการแก้ไขเฉพาะหน้านั้นในการจัดพื้นที่ก็ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ กับทั้งผู้ค้าขาย รวมถึงผู้บริโภคได้จริง ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นง่าย ๆ นะคะ อย่างเช่น การที่จะเอาร้านขายของชำไปอยู่ในตลาดสด ประมาณนี้นะคะ ทำให้ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ดิฉันจึงมีข้อเสนอเพิ่มเติม สัก ๒-๓ ประเด็นในเรื่องนี้ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่เหล่านี้
ประเด็นที่ ๑ ดิฉันอยากให้ทางท่านประธานฝากไปยังคณะรัฐบาลทบทวน ในเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติทั้งฉบับนะคะ เปลี่ยนเป็นการแก้ไขเทศบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ทั้งฉบับนั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาทุกจุด ได้เหมือนกันนะคะ เนื่องจากว่าบางพื้นที่จะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่ท้องถิ่น ซึ่งปัญหาและการแก้ไขก็ควรที่จะเป็นไปอย่างแตกต่างกัน อันนี้ก็ขอให้ประธานฝากให้รัฐบาลพิจารณาด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ คือการสร้างมาตรฐานในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ซึ่งขอให้ ตรงกับหลักการแล้วก็หลักกฎหมาย รวมถึงไม่เลือกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นเวลามีคน ไปยื่นเรื่องก็จะอ้างว่าเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
อีกประเด็นหนึ่งคือการแก้ไขปัญหาและการรองรับก่อนที่จะมีการเวนคืน หรือการโยกย้าย ให้พิจารณาตามพื้นที่และจุดขายที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้บริโภค รวมถึงผู้ขายได้อย่างตรงกัน
ประการต่อมา ในนโยบายเร่งด่วน เรื่องที่ ๒ ของรัฐบาล คือเรื่อง การปรับปรุงระบบสวัสดิการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยปรับปรุงระบบ สวัสดิการและเบี้ยยังชีพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ รวมถึงผู้ด้อยโอกาสและขยายไปจนถึงกลุ่มมารดา ประเด็นนี้ดิฉันจะไล่ไปทีละประเด็น รวมถึงว่าปัญหาที่มีปัจจุบันนี้มันคืออะไร แล้วก็อาจจะมีนำเสนอวิธีแก้ไขเพื่อให้ประกอบ การพิจารณาในการบริหารที่จะเกิดในอันใกล้นี้นะคะ เริ่มจากการตั้งครรภ์หรือมารดา ปัจจุบันมีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานปี ๒๕๔๑ ให้มีการลาคลอดเพิ่มขึ้น จริงนะคะ ฟังแล้วดูดีเหมือนจะเป็นคุณแม่ที่ได้รับวันพักผ่อนมากขึ้น ได้อยู่กับลูกมากขึ้น แต่ในข้อนี้ก็ไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างที่ได้วันลาคลอดเพิ่มขึ้นมาจะได้รับค่าแรงในวันที่ลาคลอด หรือไม่ นี่คือความไม่ชัดเจนของวันลาคลอดนะคะ เป็นแบบนี้แล้วดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ไม่มีคุณแม่ที่ไหนที่จะหยุดงานโดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างหรือรอความชัดเจนเรื่องนี้ อาจจะต้อง มาทำงานก่อนเวลากำหนดเพื่อต้องหาเงินเลี้ยงลูกนะคะ ยิ่งคนที่ทำงานอยู่นอกระบบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนะคะท่านประธาน ได้ทำงานไปอุ้มท้องไปแล้วก็เลี้ยงลูกไปแน่ ๆ ถ้ายัง ไม่ชัดเจนแบบนี้ ในประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กแรกเกิดซึ่งนโยบายยังไม่รู้ว่าจะตรงกับ ที่ทางฝ่ายรัฐบาลได้หาเสียงไว้หรือไม่ เพราะว่าในนี้ไม่ได้มีระบุ ในปัจจุบันจะมีเพียง ในระบบประกันสังคมและอื่น ๆ ที่ได้รับเงินค่าเลี้ยงดูลูกจนถึง ๖ ขวบ ๖๐๐ บาท แต่ในหลัก ความเป็นจริงแล้วการเลี้ยงลูก ๑ คน ใช้ค่าใช้จ่ายต่อ ๑ ปี ไม่ต่ำกว่าปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นอย่างต่ำ นั่นทำให้สังคมไทย ท่านประธานคะ สังเกตหรือไม่ว่าอนาคตเราเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุขึ้นเรื่อย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้ว่า มีลูก ๑ คน จนไป ๗ ปี นี่คือสิ่งที่ประชาชน ส่วนใหญ่คิดว่าการที่จะมีลูก ๑ คน มันหมายถึงการบั่นทอนชีวิตของตนเองและลูก ที่จะเติบโตขึ้นไปในอนาคต เพราะว่ายังไม่มีสวัสดิการอะไรที่รองรับในเรื่องของตรงนี้ ทำให้เด็กที่เกิดมาในแต่ละปีมีจำนวนที่ลดลง โดยเฉลี่ยแล้วก็ ๗๐๐,๐๐๐ คนต่อปีเท่านั้น และเข้าสู่ในสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น
ประเด็นต่อมา ในเรื่องของเด็กที่จะเข้าสู่วัยเรียนหรือควรที่ได้รับการศึกษา ที่ฟรีและฟรีจริง ดิฉันจะไม่แตะประเด็นนี้มาก เพราะมีผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าดิฉันจะมาพูดถึง รายละเอียดประเด็นเรื่องนี้ แต่ดิฉันอยากให้ฟรีก็คือฟรีจริง จะสังเกตได้ว่าในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการยุบโรงเรียนหรือการย้ายโรงเรียนจากที่มีเด็กนักเรียนน้อยไปสู่โรงเรียน ที่มีเด็กนักเรียนเรียนมาก แต่พ่อแม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเดินทางของลูกเอง แล้วก็ ต้องย้ายโรงเรียนไปเอง อันนี้ทำให้นอกจากจนแล้วชีวิตก็ยังติดลบลงไปอีกนะคะท่านประธาน
ประเด็นต่อมานะคะ เบี้ยยังชีพของประชาชนที่จะใช้จริง ๆ ดิฉันชอบ นโยบายของท่านมากเลยในเรื่องที่ใช้คำว่า ถ้วนหน้า อันนี้ถือว่าเป็นนโยบายที่ก้าวหน้ามาก ในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาเท่าที่ดิฉันเคยพบเจอมานะคะ ในแต่ละพื้นที่ที่มีการทำงานกันจนไม่มี เวลาดูแลสุขภาพตัวเอง เชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากที่จะเจ็บป่วย ไม่มีใครอยากจะเข้า โรงพยาบาล แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งยังคงทำงานหนักขึ้น สัปดาห์หนึ่งเฉลี่ย บางคนไม่ต่ำกว่า ๗๒ ชั่วโมง เขาเหล่านั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกายคะ เขาเหล่านั้น จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลครอบครัว ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและ เป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ในประเทศยังอยู่ในสภาวะแบบนี้ นโยบายของรัฐบาลดีค่ะ แต่อยากให้ชัดเจนมากขึ้นว่าท่านจะแก้ไขเร่งด่วนแบบไหน จะถ้วนหน้าอย่างที่ท่านได้พูดไว้ หรือไม่ ดิฉันก็เรียนฝากท่านประธานไปถามคณะรัฐมนตรีด้วยนะคะ แล้วก็ในประเด็นที่ไม่ว่า จะเป็นผู้สูงอายุ หรือที่ท่านอภิปรายมาว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ยากไร้นั้น ดิฉันขอเรียน แบบนี้ว่า เราไม่มีใครอยากเป็นผู้มีรายได้น้อย ไม่มีใครที่อยากจะเป็นผู้ยากไร้ แต่สิทธิตรงนี้ ที่ดิฉันอยากให้รัฐบาลไม่ว่าคุณจะเรียก รัฐสวัสดิการหรือสวัสดิการแห่งรัฐ ก็หมายถึงการดูแล จากรัฐนั่นเอง ดิฉันจึงอยากให้ท่านพิจารณาในเรื่องสิทธิที่ประชาชนทุกคนจะได้รับ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังสอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ด้วยนะคะ แล้วก็ในเรื่องของการเข้าถึงในด้านโอกาส เข้าถึงในด้านการรักษา ท่านประธานลองนึกตาม ดิฉันนะคะ ในอนาคตดิฉันก็ไม่รู้ว่าอย่างดิฉันแล้วท่านประธานเองจะเป็นบุคคลที่ล้มละลาย เมื่อไร แต่อย่างน้อยบั้นปลายชีวิตขอให้มีความมั่นคงในชีวิต มีความมั่นใจว่าในอนาคต ถึงแม้ตัวดิฉันหรือท่านประธานเองจะไม่มีเงินรองรับในอนาคต แต่สามารถส่งลูกเข้าถึง การศึกษาที่ฟรีและมีคุณภาพได้ สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ถ้วนหน้าและเท่าเทียม กับผู้อื่นได้ เป้าหมายปลายทางในระยะยาวอยากให้ประชาชนทุกคนได้รับถึง การรักษาพยาบาลอย่างฟรีแล้วก็เท่าเทียมกันกับในกลุ่มคนอื่น ๆ มีความเชื่อเหลือเกินว่า แต่ละพื้นที่ในชนบท การขาดหมอ พยาบาล และบุคลากร ยังมีอยู่อีกมาก ความแออัด ในโรงพยาบาลยังมีอีกเยอะ สิ่งเหล่านี้จะขอนำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหานะคะ อย่างเช่นข้อเรียกร้องการที่พยาบาลบอกว่า ต้องให้บรรจุปีละ ๑,๐๐๐ คน โอเค (OK) รัฐบาลที่ผ่านมาอาจจะอ้างว่าเราไม่มีงบประมาณ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าดูตัวเลขจริง ๆ แล้ว งบประมาณมีอยู่เพียงหลักร้อยล้านบาทเท่านั้นนะคะ แต่ผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่จะเข้าถึงการรักษา เข้าถึงบุคลากร หมอ และพยาบาลนั้นมีมากกว่าเสียอีกนะคะ การที่เอางบเพียงหลักร้อยล้านบาทไปบรรจุหมอ พยาบาลนั้น ยังดีเสียกว่าที่จะต้องมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการแพง ๆ หรือนายพลที่มีเยอะ เกินไปในประเทศเราอีกด้วยนะคะ
ประเด็นต่อมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ ๕ นะคะ การยกระดับศักยภาพของแรงงาน ยกระดับรายได้ค่าแรงแล้วก็กลไกในการปรับอัตราค่าจ้าง ที่สอดคล้องกับสมรรถนะ นอกเหนือจากเรื่องค่าแรงแล้ว ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าคนที่ ทำงานนั้นอยากมีความมั่นคงในชีวิต อยากมีความมั่นคงในหน้าที่การงานมากเสียยิ่งกว่า ค่าแรงที่สูง แต่เวลาเดินไปหน้าปากซอยนี่ ๓๐๐ บาทก็หมดแล้วต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ความมั่นคงในอาชีพการงานแล้วก็สิ่งที่จะตอบโจทย์ของประชาชนในอนาคตได้ ดิฉันอยาก เสนอเพิ่มเติมและให้ท่านช่วยพิจารณาเพิ่มเติมอีกนิดนะคะ ในเรื่องของประเด็น ที่จะมีหลาย ๆ กลุ่มที่มีสวัสดิการที่จะเอื้อต่อนักลงทุนหรือต่าง ๆ มากมายในประเทศ ท่านพูดบ่อยครั้งนะคะว่าบ้านเรามีค่าแรงที่สูงถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามหรือประเทศ เพื่อนบ้านนะคะ ในทางกลับกันดิฉันอยากให้ทางท่านลองเทียบดูกับประเทศไต้หวันหรือ ประเทศเกาหลีใต้ที่เขามีค่าแรงที่ดีกว่า สวัสดิการที่ดีกว่า ขนส่งคมนาคมในประเทศที่ดีกว่า นอกจากการลดหย่อนสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้นายทุนแล้ว สิ่งอื่น ๆ ก็สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ เช่นกันนะคะ ไม่ใช่เฉพาะแค่เอื้อประโยชน์ ในทางกลับกันนะคะ ถ้าลองคิดประเมินดี ๆ แล้ว เรานำเงินที่ไปเอื้อสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาสร้างสวัสดิการที่ถ้วนหน้า และครบวงจรให้กับประชาชนจะดีกว่าหรือไม่ อันนี้คือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังรัฐบาล หมายถึงว่าการพัฒนาภายในประเทศนะคะ ให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิต ให้ทุกคน มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของตนเองไปในอนาคตที่จะต้อง พัฒนาไปควบคู่กับเศรษฐกิจ ดังนั้นการที่จะต้องกดค่าแรงให้ต่ำลงและลดภาษีต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุน แล้วปล่อยให้ประชาชนส่วนใหญ่แบกรับภาระทั้งหมดไว้แบบนี้ จะเสี่ยงต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำในอนาคตหรือไม่ เรื่องนี้ก็อยากให้พิจารณานะคะ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงงบประมาณตรงนี้และพัฒนาจากทางด้านในไปสู่การควบคู่กับ ต่างประเทศจะดีหรือไม่ ลองพัฒนาจากภายในเพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรม เทคโนโลยีหรือ คุณภาพชีวิตให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีความมั่นคงในชีวิต ไม่ต้องถูกตีตรา หรือถูกพิสูจน์ความจนนะคะ จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ขอเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาดูว่า ควรจะปรับเปลี่ยนหรือพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ใหม่อย่างไรหรือไม่นะคะ
สุดท้ายนี้ดิฉันขอเสนอเพิ่มเติมว่า ทางเลือกเหล่านี้การที่รัฐจะเลือกให้ เศรษฐกิจโตโดยที่กดคนส่วนใหญ่ในประเทศไว้หรือจะทำให้ทั้งเศรษฐกิจและประชาชน เติบโตไปด้วยกัน แบบไหนจะดีกว่ากันคะ เพราะดิฉันมีความเชื่อเหลือเกินว่าถ้าประชาชน ในประเทศมีความมั่นคง รวมถึงทั้งประเทศและรัฐก็น่าจะมั่นคงไปด้วยนะคะ เพราะว่า ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนลำบากแสนสาหัสเหลือเกิน รอการแก้ไขจากรัฐบาล ที่จะเข้ามาบริหารประเทศอยู่นะคะ ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าการที่จะให้สวัสดิการดี ๆ ทุกอย่าง แก่นายทุน และรอให้เขาได้กำไรผลประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศและเป็นน้ำไหลริน ลงมาสู่ประชาชนด้านล่างนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นแบบนี้มานานเกินไปและควรจะหาวิธีที่แก้ไข เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าปัญหามีมากเหลือเกิน ดิฉันขอเป็นตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะมาสะท้อนปัญหาเหล่านี้และฝาก ท่านประธานไปให้คณะรัฐมนตรีที่จะบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ พิจารณาและ ทบทวนที่จะดำเนินการบริหารประเทศต่อไปนะคะ
สุดท้ายนะคะ ไม่ว่าอยากได้ยินนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา ความเหลื่อมล้ำของประชาชนมากขึ้นนะคะ ว่าท่านจะแก้แบบไหน อย่างไร ในระยะเร่งด่วน รวมถึงระยะกลาง และระยะยาว ว่าท่านจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรที่เป็นรูปธรรม และประชาชน จะได้อะไรจากการที่เลือกท่านมาเป็นตัวแทนของพวกเขาเหล่านี้
ฝากสุดท้ายนะคะ ถ้าเกิดว่านโยบายดี ๆ ที่ทางรัฐบาล ถึงแม้ดิฉันและ พรรคอนาคตใหม่จะเป็นตัวแทนของฝ่ายค้าน แต่ถ้าท่านมีนโยบายที่เอื้อประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนที่ถ้วนหน้าที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง ดิฉันและพรรคอนาคตใหม่ พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ดีที่สุดนะคะ ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายหรือด้านอะไรที่เรามีเราพร้อมที่จะให้ข้อมูล ถ้าเป็นประโยชน์สูงสุด แต่การบริหารงานและประชาชนทั้งประเทศนะคะ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ต้องแบกรับภาระตัวเองเหล่านี้มาหลายสิบปี รวมถึงค่าแรงที่เข้าไม่ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น การตรึงค่าแรงไว้เป็นสิบปีแล้วจะกระโดดขึ้นทีเดียวเป็น ๑๐๐-๒๐๐ บาทนั้น แน่นอนธุรกิจ เล็ก ๆ มีปัญหาแน่ ฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากให้เติบโตควบคู่กันไป ไม่ใช่แค่เฉพาะธุรกิจ หรือนักลงทุนที่จะมาลงทุนในประเทศ ดิฉันอยากให้เติบโตควบคู่กันไปกับการเติบโตของ ประชาชน การที่จะเห็นประชาชนลืมตาอ้าปากและมีงานทำควบคู่ไปกับมีนักลงทุน ในประเทศ ควบคู่กับการที่ประชาชนคนรากหญ้าจะมีงาน เป็นเจ้าของเป็นคนลงทุนเองบ้าง และพัฒนาจากด้านในขึ้นไปบ้างนะคะ ฝากทางรัฐบาลให้ช่วยพิจารณาด้วยนะคะ ประชาชน รอฟังสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะว่าได้รับร้องเรียนมานานเหลือเกิน
สุดท้ายและสุดท้ายนะคะ ดิฉันมีความเชื่อว่า ไม่ว่าท่านจะมาจากที่ไหน หรือต่างที่อย่างไรนะคะ เราในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยนั้น มีหน้าที่ที่จะดูแลสุข ทุกข์ ของประชาชน อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าชีวิตประชาชนในประเทศมีความมั่นคงมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติหรือความมั่นคง ของรัฐก็จะมั่นคงควบคู่ไปด้วยเช่นกัน ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณมากครับ ผมขอไปทาง พรรคร่วมรัฐบาลสักท่านหนึ่งนะครับ นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ แล้วหลังจากนั้น ก็ไปที่วุฒิสมาชิก ซึ่งยังเหลืออยู่เกือบ ๓๐ ท่านนะครับ คือท่านสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ แล้วก็ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสกระผมมาอภิปราย สนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบสาธารณสุขนะครับ สักประมาณ ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลว่าคนไทย จะแข็งแรงได้ เครือข่ายการให้บริการสุขภาพจะต้องแข็งแรง แล้วก็หลักคิดเรื่องสุขภาพ ในยุค ๔.๐ นี้จะแตกต่างจากหลักคิดสุขภาพในสมัยก่อน สมัยก่อนเชื่อว่ามีความรู้ ก็คือสุขภาพดี เดี๋ยวนี้การมีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว เขาเรียกว่าจะต้องมีความรอบรู้ ด้านสุขภาพ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เฮลท์ ลิตเทอเรซี (Health literacy) ก็คือ ๑. ต้องมีความรู้สุขภาพที่ถูกต้อง ๒. จะต้องมีความตระหนักในปัญหาสุขภาพด้วย อันที่ ๓ จะต้องปรับพฤติกรรมได้ทำได้ อันที่ ๔ เมื่อรู้แล้วต้องบอกต่อได้อันนี้คือ เฮลท์ ลิตเทอเรซี (Health literacy) ก็อยากจะให้รัฐบาลนั้นได้ทำให้คนไทยมีหลักคิด เรื่องคนไทยแข็งแรงสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่ในเรื่องของความรอบรู้สุขภาพนะครับ แล้วก็เป็นความรอบรู้ส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน ชุมชมในที่นี้ก็หมายถึงองค์กรด้วย โรงเรียนด้วย สถานประกอบการต่าง ๆ ด้วยนะครับ ในเรื่องของเครือข่ายสุขภาพก็เริ่มตั้งแต่ เครือข่ายในชุมชนต้องแข็งแรง แต่ก่อนมี รพ.สต. เดี๋ยวนี้ต้องบริหารเครือข่าย รพ.สต. โดยเร่งรัดยกฐานะให้เป็นคลินิก หมอครอบครัว ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนประชากร อาจจะ ๒-๓ รพ.สต. รวมกันเป็น ๑ คลินิก หมอครอบครัว เพื่อให้สุขภาพี่น้องประชาชนดีไม่ต้องไปโรงพยาบาลอำเภอ ใกล้บ้าน ใกล้ใจ โดยจัดแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รวมทั้งสหสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร รวมทั้งการแพทย์แผนไทย กายภาพบำบัด หรือหมออนามัยซึ่งเป็นวิชาชีพ เหมือนกัน ไปดูแลรักษาสุขภาพพี่น้องประชาชนแบบองค์รวม คำว่า องค์รวม ก็หมายถึงว่า ทั้งรักษาเบื้องต้น ทั้งส่งเสริมสุขภาพ ทั้งป้องกัน และทั้งฟื้นฟูสุขภาพด้วย จึงจำเป็นต้อง ยกฐานะ อสม. ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ทัดเทียมกับสหสาขาวิชาชีพด้วย และเพิ่มค่าตอบแทนให้ อสม. พรรคประชาธิปัตย์จัดไว้ ๑,๒๐๐ บาทต่อเดือน พรรคภูมิใจไทยอาจจะจัดมากกว่านั้น ผมก็ขอให้มากกว่า ๑,๒๐๐ บาทนะครับ
เครือข่ายอีกอันหนึ่งก็คือเครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัด เครือข่ายจังหวัด ต้องแข็งแรง ปัจจุบันโรงพยาบาลใครโรงพยาบาลมัน ต้องรวมให้ ๑ จังหวัด ๑ โรงพยาบาล เสมือนหนึ่งโรงพยาบาล วัน โพรวินซ์ วัน ฮอสพิทัล (One province One hospital) ไม่มีพรหมแดนระหว่างโรงพยาบาล จึงทำให้โรงพยาบาลนั้นสามารถดูแลประชาชน ทั้งจังหวัดให้อย่างเรียบร้อยเป็นสมาร์ต ฮอสพิทัล (Smart Hospital) ลดระยะเวลา การรอคอย ลดความแออัด โดยใช้ระบบ ไอที (IT) เพื่อช่วยในการอำนวยความสะดวก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็พัฒนาการแพทย์ฉุกเฉิน ระบบการจ่ายเงินของ สปสช. และประกันสังคมให้ครอบคลุม แล้วก็เพิ่มอัตรากำลังวิชาชีพที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็น แพทย์หรือพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาล ๑๒,๐๐๐ อัตรา
สุดท้ายนะครับ เครือข่ายสุขภาพจังหวัดต้องแข็งแรง ปัจจุบัน ๑๒ เครือข่าย สุขภาพเครือข่ายละ ๔-๘ จังหวัดให้บริหารเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องคน เรื่องของ ให้จบอยู่ในเขตสุขภาพ อย่าให้คนไข้ต้องรีเฟอร์ (Refer) เข้ากรุงเทพมหานคร จึงเป็นสมาร์ต เฮลท์แคร์ (Smart Healthcare) อันนี้ก็ฝากรัฐบาลช่วยทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขมีความสุข และระบบสุขภาพยั่งยืน ขอฝากท่านประธานถึงรัฐบาลด้วย กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ ต่อไป สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ แล้วก็ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายรัฐบาลในส่วนที่ ความสอดคล้องของนโยบายรัฐบาลที่กระผมเห็นว่ามีความสอดคล้องเป็นไปตามบทบัญญัติ ตามมาตรา ๑๖๒ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบายนั้น ในการนี้ผมเห็นว่าเป็นการสอดคล้องกับบทบัญญัติตามมาตรา ๑๖๒ โดยในบทบัญญัติในนโยบายรัฐบาลในหน้าที่ ๓๓ ถึงหน้าที่ ๓๔ รัฐบาลได้ชี้แจงแนวทาง ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ ให้เกิดเป็นผลรูปธรรมและผ่าน เครื่องมือทางการเงินการคลัง ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบาย ประกอบด้วย
แหล่งที่ ๑ ก็คืองบประมาณประจำปี ซึ่งได้แจ้งว่าเฉลี่ยประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาทต่อปี เพื่อใช้ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคมที่เกี่ยวกับการศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ในระยะยาว โดยผ่านกลไกในระบบงบประมาณซึ่งประกอบด้วยรายได้และรายจ่าย ในการนี้ กลไกระบบงบประมาณก็คงจะต้องมีการถ่ายทอดนโยบายของรัฐบาลและแผนแม่บท ตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเชื่อมโยงกำหนดให้เป็นแผนปฏิบัติงาน แล้วก็แผนบูรณาการต่าง ๆ ซึ่งจะนำไป เป็นกรอบแนวทางในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ได้ดำเนินการให้บรรลุ เป้าหมายตามที่ได้แถลงเอาไว้
แหล่งที่ ๒ ก็คือรายได้จากการจัดเก็บภาษี ในส่วนของการจัดสวัสดิการ สำหรับประชาชน ในส่วนนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงรายได้จากภาษีของประเทศที่มีอยู่ อย่างจำกัด จึงมีแนวทางที่จะเร่งรัดพัฒนาระบบโครงสร้างภาษีให้มีความครอบคลุมมากขึ้น และมีความเป็นธรรมเพื่อช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อีกทาง
แหล่งที่ ๓ ก็คือเงินนอกงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ ที่จะลดภาระด้านงบประมาณ อันได้แก่ แหล่งของเงินกู้ และการที่จะให้เอกชนมามีส่วนร่วม ลงทุนหรือ พีดีพี (PDP) รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย อีกทั้งเงินสะสมของกองทุนต่าง ๆ ที่จะมีการแปลงสิทธิและทรัพย์สินให้เป็นทุนได้ในอนาคต อันนี้ก็เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว
ประการที่ ๒ กระผมเห็นว่ามีนโยบายในเรื่องของการรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง ในนโยบายหลัก ข้อที่ ๕.๑.๒ ว่าด้วยการกำกับวินัยทางการเงินการคลัง ให้มีการ ติดตามกำกับดูแลให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างเคร่งครัด ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินกิจกรรมและมาตรการโครงการที่ก่อให้เกิด ภาระงบประมาณ ภาระการคลังในอนาคต โดยจัดทำเป็นงบประมาณประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่จะใช้ตลอดระยะเวลาและประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ในการจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน อันนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินกำกับดูแล ซึ่งตามพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลังในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ ได้กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการด้านนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่ายบริหารการเงินการคลัง การก่อหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักการรักษาเสถียรภาพและพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่เป็นบทบัญญัติในพระราชบัญญัติของวินัยการเงิน การคลัง รวมทั้งพิจารณาประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะได้รับความคุ้มค่า ภาระการเงินการคลัง ที่เกิดขึ้นในอนาคตของรัฐ ในการนี้ตามมาตรา ๑๓ รัฐจะต้องจัดให้มีแผนการคลัง ระยะปานกลาง เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทของแม่บทหลักสำหรับการวางแผนการดำเนินการ ทางการเงินการคลังและงบประมาณของรัฐ รวมทั้งเป็นแผนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีและการบริหารหนี้สาธารณะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องดำเนินการหลังจากที่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
อีกประการหนึ่ง ที่ผมอยากกราบเรียนเพื่อเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่อง ของการจัดทำงบประมาณทั้งหมด ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒-๒๕๖๒ มีการจัดทำงบประมาณที่สมดุล อยู่เพียง ๘ ฉบับ ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าในฉบับแรกก็คือ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๔๙ รวมทั้งหมด ๘ ฉบับด้วยกัน ผมขออนุญาตว่าในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง การจัดทำงบประมาณสมดุลไม่ได้อยู่ ในแผนการคลังระยะปานกลาง แต่จะมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่มีในลักษณะ ที่จะควบคุมรายจ่ายให้เกิดการใช้จ่ายลงทุน โดยมีการกำหนดบทบัญญัติว่ารายจ่ายลงทุน ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งในแต่ละปีเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ รายจ่ายลงทุนที่เป็นเรื่องของการพัฒนา ประเทศด้านต่าง ๆ มีตั้งแต่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจนกระทั่งถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และใน ปี ๒๕๖๒ ก็มีรายจ่ายลงทุนถึง ๒๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ารายจ่ายที่ยอดขาดดุลของแต่ละปี ซึ่งยอดขาดดุลในแต่ละปีนี่มีอยู่ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์โดยเศษ ๆ มีบางปีก็ลดลงไปเหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันยอดขาดดุลกำหนดไว้ที่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางที่จะควบคุมให้ เกิดความมั่นคงทางการคลัง
ในประเด็นที่ ๓ ที่ผมขออนุญาตเสนอเป็นข้อสังเกตสั้น ๆ ก็คือประเด็นเรื่อง ของการในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ สืบเนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๓ เกิดความล่าช้าไป
ท่านสมศักดิ์ขอไว้ ๕ นาทีนะครับ ตอนนี้ ๑๐ นาทีแล้วครับ
ขออภัยครับ
เพราะฉะนั้นต้องเท่านี้ คือไม่ว่าอะไร แต่ว่าเพื่อนที่อยู่ข้างหลังจะหายไปคนหนึ่ง
ขออภัย ขออีก ๑ นาทีครับ ในปี ๒๕๖๓ การจัดทำงบประมาณอาจจะล่าช้าออกไปประมาณ ๓ เดือน จึงขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไปถึงรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลควรกำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปนำนโยบายหลักทั้ง ๑๒ ด้าน นโยบาย ๑๒ เรื่องเพื่อเตรียม ความพร้อมจัดทำเป็นแผนบูรณาการงบประมาณโดยกำหนดให้มีเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพรอง และหน่วยงานสนับสนุน รวมทั้งเตรียมแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ต้นปีต้นมกราคม ๒๕๖๓ เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ประกาศใช้
ประการที่ ๒ ในระยะระหว่างที่งบประมาณปี ๒๕๖๓ ไม่ประกาศใช้ ก็อาจจะ ใช้วิธีการงบประมาณในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณปี ๒๕๖๒ ไปพลางก่อนในช่วง ระยะเวลา ๓ เดือนแรกของปีงบประมาณปี ๒๕๖๓
ประการสุดท้าย ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เกิดกรณีภัยพิบัติ ก็อาจจะใช้ ระเบียบว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปี ๒๕๖๒ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผมขออนุญาต กลับมาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ บังเอิญนึกว่ากินเวลาท่าน พลเอก เลิศรัตน์ไปแล้ว ขออภัยด้วยครับ ท่านอุบลศักดิ์เตรียมตัว เดี๋ยวขอให้พลเอก เลิศรัตน์ เชิญเลยครับ ผมขอเรียนไว้ล่วงหน้านะครับ หลังจากท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วก็นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ แล้วก็นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสกระผมในการอภิปรายครั้งนี้ กระผมขอฝาก เรื่องสำคัญให้เป็นความหวังของประชาชนกับรัฐบาลชุดนี้ คือเรื่องการกระจายอำนาจ การปกครองตามนโยบายหลัก ข้อ ๑๑.๘ ในทุกมิติ ทั้งอำนาจ หน้าที่ บุคลากร ภารกิจ กิจกรรม แล้วที่สำคัญที่สุดคืองบประมาณ ซึ่งหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคหวงไว้ ไม่ค่อยปล่อยให้ส่วนท้องถิ่น
อีกประเด็นหนึ่งคือประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมี ความสำคัญจำเป็นมาก แต่ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน ซึ่งเรื่องนี้หากดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้ จะช่วยลดและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมาย เป็นวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาล ชุดนี้ลงได้อย่างมาก ท่านประธานครับ เรื่องนี้กระผมไม่ได้กล่าวหารัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้นมาจากหลาย ๆ รัฐบาล โดยตั้งแต่มีพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในขณะนั้น ท่านประธานรัฐสภาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วต่อมาก็ได้มีกฎหมายปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรมนัก ท่านประธานครับ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดในสมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้พิจารณากฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๒ โดยได้รับ ร่างกฎหมายคงไว้ ซึ่งกรมทางหลวงชนบทของกระทรวงคมนาคมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา ทั้ง ๆ มาตรา ๕๔ ของกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ได้กำหนดให้กรมทางหลวงชนบท ต้องยุบเลิกภายใน ๑๐ ปี ก็คือภายในปี ๒๕๕๕ พอใกล้จะถึงเวลาก็มาขอออกกฎหมาย ขอยกเลิก ซึ่งแนวคิดในวันนั้นรัฐบาลในสมัยนั้นก็ไม่เชื่อมั่นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีความพร้อมในการที่จะบริหารจัดการภาระหน้าที่ต่าง ๆ ได้ จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ไม่ได้พิจารณาเรื่องการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง อบต. ส่วนใหญ่จึงมีสภาพเหมือน เป็ดง่อยอยู่ทุกวันนี้ ท่านประธานครับ จากผลการศึกษาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศของสถาบันพระปกเกล้า และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น กระผมมีข้อเสนอเร่งด่วนที่เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ กระผม ขีดเส้นใต้ว่า เร่งรัด อยู่ ๔-๕ ประการคือ
ประการแรก ลดบทบาทการปกครองส่วนภูมิภาคให้ประชาชนมีบทบาท ตัดสินอนาคตของเขาเอง
ประการที่ ๒ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มีกลไกให้ผู้หญิง เข้าสู่การเมืองมากขึ้น ให้ประชาชนมีบทบาทในการกำกับดูแลและตรวจสอบ อาทิ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น การมีส่วนร่วมในกระบวนการถอดถอนผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น
ประการที่ ๓ เร่งรัดการถ่ายโอนอำนาจและภารกิจ โดยพัฒนาบุคลากรของ อปท. ให้มีความรู้ ความสามารถและมีธรรมาภิบาล และมีกลไกในการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน
ประการที่ ๔ จัดทำกฎหมายที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ
ปะการที่ ๕ โอนงบประมาณให้ อปท. อย่างเพียงพอต่อการให้บริการ สาธารณะและจัดทำกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งมีข่าวดีในเรื่องนี้อยู่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ คือ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่ง สนช. ได้ออกมา จะมีผล บังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีหน้า กำหนดให้ อปท. มีอำนาจจัดเก็บภาษีทั้งหมดในส่วนนี้ในเขตพื้นที่ ของตนเอง ซึ่งยอดรวมการจัดเก็บผมคิดว่ามีหลายหมื่นล้านบาท ก็จะใช้ในการพัฒนาของ อปท. ได้ กระผมหวังว่ารัฐบาลจะได้เร่งรัดการกระจายอำนาจให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วหลังจาก ที่หยุดชะงักมาร่วม ๒๐ ปี ซึ่งประชาชนทั้งประเทศและ อปท. ๗,๘๕๓ แห่ง กำลังรอคอย ความหวังจากรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้เป็นเรื่องพลังงานครับ ด้านพลังงานนั้น เป็นนโยบายหลักที่ ๕.๖.๓ และ ๕.๖.๔ ของนโยบายหลักนี้ ซึ่งปัญหาสำคัญที่ผมคิดว่ายิ่งกว่า ปัญหาเร่งด่วนคือปัญหาด่วนจี๋ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ที่ผ่านมาให้ข้อเสนอแนะกระทรวงพลังงานไว้ ๒ ประเด็น คือ
๑. ให้พิจารณาทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ๒๕๕๙-๒๕๖๓ กับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พีดีพี (PDP) ๒๕๑๘ ซึ่ง กพช. ให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อกำหนดแนวทางให้รัฐมีสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ ตามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ (๒) กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ผมขอเน้นว่า ๑๒๐ วัน นี่ก็ล่วงเลยมาประมาณ ๑ เดือนแล้ว
๒. ต้องดำเนินการให้รัฐมีสัดส่วนการผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ ภายใน กำหนดเวลา ๑๐ ปีนับจากปี ๒๕๖๒ โดยปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเองเพียงแค่ร้อยละ ๓๕
ทั้ง ๒ ประเด็นนี้นับว่าเป็นเผือกร้อนที่ด่วนมาก จึงอยากจะเรียนถามท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งต้องชี้แจงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน แต่ถ้าหากดำเนินการตาม ๒ ข้อนี้ย่อมจะ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในด้านการลงทุนโรงไฟฟ้าและกระทบต่อความมั่นคงด้านการผลิต ไฟฟ้าอย่างแน่นอนครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นจะต้องขอบพระคุณทางท่านประธานที่กรุณา สลับเวลาให้ผมเลื่อนมาเรื่อย ๆ ครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มี ความประสงค์ที่จะช่วยเหลือบุคคลที่คลอดแล้ว แต่ไม่มีนโยบายที่จะช่วยเหลือบุคคลที่จะ ปฏิสนธิหรือก่อนตั้งท้อง เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า วันนี้ โรงพยาบาลหรือสาธารณสุขมีทั้งหมด ๗๖ แห่ง มีหมอแค่ ๕๑ แห่ง มีแพทย์ ๑๐๙ คน สาธารณสุขอำเภอมี ๘๗๘ แห่ง มีหมอ ๗ แห่ง มี ๓๔ คน โรงพยาบาลสุขภาพและตำบลมีอยู่ ๙,๙๐๐ แห่ง มีหมออยู่ ๒๓ แห่ง ทั้งหมด ๓๔ คน ต้องกราบเรียนถามว่าวันนี้กระทรวง สาธารณสุขจะบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์จบมามีประมาณ ๒,๘๐๐ คน บรรจุประมาณ ๑,๘๐๐ คน อีกส่วนหนึ่งไปทำงานส่วนตัว และพยาบาลอีกเป็น หมื่น ๆ คนที่จบมาแล้วมาทำงานได้เป็นลูกจ้าง ไม่ได้เป็นราชการ ถามว่าจะบริหารบุคคล ได้อย่างไร จะมีคุณภาพได้อย่างไร เมื่อรัฐบาลจะมีสวัสดิการด้านสาธารณสุข ผมอยากเห็นว่า พยาบาลที่มีอยู่ทั้งประเทศที่ทำงานในส่วนราชการนั้นควรจะบรรจุเขาเป็นพนักงานหรือ ราชการเพื่อขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการศึกษา ท่านนายกรัฐมนตรีไปอาชีวศึกษาทีไรก็ชื่นชม ท่านทราบไหมครับว่าอาชีวศึกษาสร้างชาติ มีข้าราชการที่บรรจุประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน มีวิทยาลัยทั้งหมด ๔๕๒ คน แต่ปรากฏว่าครูจ้างมีอยู่ ๑๓,๗๗๕ คน เป็นลูกจ้างจบปริญญาโท เงินเดือน ๘,๐๐๐ กว่าบาท อยู่กันมาเป็นสิบ ๆ ปี และจะให้บริหารการศึกษาได้อย่างไร ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เมื่อสุขภาพอนามัย ไม่สามารถจะดูว่าเด็กก่อนจะคลอดมานั้น หรือก่อนจะปฏิสนธินั้นจะเป็นคนพิการหรือไม่ เมื่อคลอดมาแล้วจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล หรือไม่ ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าการศึกษาที่บอกว่าสร้างชาติจะสร้างได้อย่างไร ในเมื่อ งบประมาณไม่มีกำลังใจ ฝากรัฐบาลไปดำเนินการ
ส่วนประการที่ ๓ นั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชผลการเกษตรตกต่ำมาจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่ ๑ เมื่อรัฐบาลมีเครื่องมือพร้อม ไม่ว่า ผลิต แปรรูป การตลาด ก็หมายความว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เคยทำงานร่วมกันเลยนะครับ ฝ่ายผลิตผลิตไป แปรรูป ก็ว่าไป การตลาดหาได้หรือไม่ เมื่อวานนี้ได้ทราบจากที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่าอยากจะประกันรายได้นะครับ ผมดูแล้วศึกษาแล้วไม่น่าเป็นไปได้ อันนี้ต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาพืชผลการเกษตรตกต่ำทุกตัว ไม่ว่า อ้อย เมื่อก่อนนี้ตันละ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือ ๓ ตัน ๑,๐๐๐ บาท มัน ๓.๕๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือประมาณ ๑.๕๐ บาท ขึ้นไปเล็กน้อย แม้แต่ข้าวเมื่อก่อนเราเคย ขายได้เกวียนหนึ่ง ๑๕,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ถามว่าจะบริหารได้ อย่างไร โดยหลักการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวไปเมื่อวานนี้ว่า เราจะ ประกันขั้นต้นโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็หมายความว่าต้นทุน ๘,๐๐๐ บาท รัฐจะชดเชยให้ เมื่อรัฐมีนโยบายบอกว่าจะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินไปบริหารเรื่องการนี้ เมื่อไม่เอาเงินงบประมาณท่านจะไปเอาเงินที่ไหนไปประกัน ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า จากเมื่อวานนี้ท่านได้กรุณาบอกว่าเงินที่ส่งช่วยเหลือเกษตรกรจะเอาเข้าบัญชีเกษตรกรเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านทราบไหมว่าทางปฏิบัตินั้น โดยเฉพาะชาวนาผมว่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ เช่านาเขาทำ ระหว่างที่เงินเข้าบัญชีนั้นนายทุนเจ้าของที่มานั่งรอ อยู่ในธนาคารเรียบร้อย พอเซ็นชื่อก็มาจ่ายเงินข้างหลัง อันนี้ผมติดตามอยู่ครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมกลัวว่าจะบริหารงานคิดว่าจะช่วยชาวนา แต่ที่ไหนได้กลับไปช่วยเจ้าของที่ หรือนายทุนครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า ปัญหาเรื่องราคาข้าว ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงทราบดีแล้วว่าข้าวนั้นต้นทุนไม่ต่ำกว่า ๘,๐๐๐ บาท และข้าวตันหนึ่ง เกวียนหนึ่งมีประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ออกมาเป็นข้าวสารเสียประมาณ ๖๘๐ กิโลกรัม แปรเป็นข้าวสารขายเป็นเงินได้ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ออกมาเป็นปลาย เป็นรำ เป็นแกลบ รวมแล้วจะได้ ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แต่ผมเห็นนโยบายรัฐบาลบอกว่า จะให้ได้ข้าว ๑๐,๐๐๐ บาท ถามว่าชาวนาจะอยู่ได้ไหม ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า ถ้ารัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรจริง ๆ ผมก็ยินดีจะให้ ความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีประสบการณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ทำหน้าที่เป็น กรรมการนโยบายข้าว กรรมการ คชก. ซึ่งมีเม็ดเงินเอาไปช่วยสินค้าเกษตร ผมทราบดีครับ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงินดังกล่าว จะเห็นว่าโครงการ แต่ละโครงการนั้นถามว่าดีหรือไม่ ไม่ว่าจำนำ ไม่ว่าประกัน ไม่ว่าจะรวบรวมข้าวเปลือก แต่บุคลากรที่เข้าไปทำนั้นอาจจะมีช่องว่าง ช่องโหว่ ผมเห็นรัฐบาลมีนโยบายบอกว่าจะประกันรายได้ ท่านทราบไหมครับว่าปีนั้นรัฐบาลไหน ไม่ทราบประกันรายได้ รัฐบาลเจ๊งไป ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมมีข้อมูลอยู่ในตัวเรียบร้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งต่าง ๆ ที่กราบเรียนมาว่า ไม่ว่าโครงการใดก็ตามถ้าหากว่าท่านควบคุม อย่างดีผมเชื่อว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่ารัฐบาลนั้นอาจจะ ถ้าไม่เป็นใจก็ถือว่าไม่ฉลาดทันกระบวนการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์มีทูตพาณิชย์ อยู่หลายประเทศ เขาเรียกว่าตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตั้งแต่ผลิตแปรรูปการตลาด แบบครบวงจร เขาเรียกว่า ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าบริหาร อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมั่นใจว่าพี่น้องเกษตรกรประชาชนจะมีความสุข แต่ที่ผ่านมานั้น พี่น้องก็ทราบดี ท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้วว่าวันนี้พี่น้องเกษตรกรผมเป็นหนี้ถ้วนหน้า หนี้ขณะนี้หนี้ในระบบมีไม่น้อยกว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าหนี้มันจะหมดอย่างไร รัฐบาลมีนโยบายหรือไม่ว่าจะแก้ปัญหาหนี้ของพี่น้องเกษตรกร เมื่อ ๒-๓ วันนี้ก็มีชาวนา ที่จังหวัดนครปฐมฆ่าตัวตายเพราะคิดไม่ออก หนี้สินล้นพ้นตัว ตายอยู่ประจำ เพราะฉะนั้น วันนี้อยากให้รัฐบาลเข้าไปศึกษาอย่างแท้จริง อย่างมีคุณภาพ อย่างมีองค์ความรู้ อย่าไปคิดว่า ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา หรือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ถ้าท่านทั้งหลายยอมรับความจริงและมาทำงาน ร่วมกัน ผมคิดว่าประโยชน์จะได้กับประชาชนทั้งประเทศ ในโอกาสนี้ก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ขออนุญาตใช้เวลาไม่เกิน ๓ นาที ตอบคำถามของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เกี่ยวกับเรื่อง ระบบการสาธารณสุข ซึ่งเพื่อนสมาชิก ๓-๔ ท่านได้กรุณาให้ข้อมูลเอาไว้ ตั้งแต่ที่เข้าไปรับ หน้าที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดอกเตอร์สาธิต ปิตุเตชะ เรา ๒ คนเห็นตรงกันว่าเราจะต้องเพิ่มคุณภาพการให้บริการของระบบประกัน สุขภาพ ขณะนี้เรามีโรงพยาบาลสาธารณสุขตำบล ประมาณ ๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งใน คำจำกัดความของผมนั้นโรงพยาบาลจะต้องมีแพทย์ โรงพยาบาลจะต้องมีพยาบาล ไม่ใช่มีเพียงเจ้าหน้าที่คนเดียวแล้วก็ต้องดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ แล้วนอกจากนั้น การยกระดับจากสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาล ถึงแม้ว่าจะยังเป็นสภาพเหมือนสถานีอนามัย แต่ก็ต้องมีการยกระดับให้เป็นเหมือนคลินิก อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดระยอง ได้ให้คำแนะนำไว้เมื่อสักครู่นี้ ก็ตรงกับสิ่งที่พวกเรา ๒ คนกำลังจะทำนะครับ การที่มี โรงพยาบาลสาธารณสุขประจำตำบลถึงเกือบ ๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ก็จะทำให้เราสามารถ เพิ่มการจ้างแพทย์ที่จบใหม่ไปประจำอยู่ตามสถานที่แห่งนั้น ก็จะเป็นการลดภาระที่ พี่น้องประชาชนจะต้องไปรับการบริการตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลอำเภอ หรือโรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งจะทำให้การแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ต่าง ๆ ลดน้อยลง แล้วก็ภาระของแพทย์ ของพยาบาล ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็จะลดน้อยลง
อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องการยกระดับ แล้วก็การเพิ่มผลตอบแทน ให้กับพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือพี่น้อง อสม. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ เป็นกำลังสำคัญของการให้บริการทางด้านสุขภาพกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เราบอกพวกท่านเหล่านั้นละครับว่าอยู่เฉย ๆ จะให้เงินเพิ่ม จะได้รับเงินเพิ่มนี่ เป็นไปไม่ได้ โน ฟรี ลันช์ (No free lunch) นะครับ กระทรวงสาธารณสุขก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องไป เพิ่มศักยภาพ เพิ่มประสบการณ์ เพิ่มความชำนาญ เพิ่มความรู้ ให้กับบรรดาพี่น้อง อสม. เพื่อที่จะได้เข้าข่ายให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็แฟร์ (Fair) ครับ ถ้าพี่น้อง อสม. ทำงานเพิ่มมากขึ้น ให้บริการพี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น ให้การดูแลบำบัดรักษาขั้นปฐมภูมิ กับพี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นการสมควรที่เราจะต้องดูแลตอบแทนพี่น้อง อสม. เหล่านั้นตามความสามารถของแต่ละคน เราจะไม่ฟิกซ์ (Fix) นะครับ เราจะมีการตั้งเป็นช่วง ของค่าตอบแทนตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ให้ไว้ก็คือ เราก็จะเริ่มตั้งแต่ ๒,๕๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อหัว ตามความชำนาญ ตามความสามารถของพี่น้อง อสม. แต่ละคนนะครับ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อเราสามารถที่ทำให้การแพทย์การรักษาผู้ป่วย สามารถมาใช้สารซีบีดี (CBD) สารทีเอชซี (THC) จากกัญชาหรือกัญชงได้แล้ว ก็ยังมี ความเชื่อมั่นว่าจะเป็นการลดภาระ ลดค่าใช้จ่ายของประเทศ แล้วก็ลดความหนาแน่น ของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องไปรับการบริการจากภาครัฐ ซึ่งก็ได้สอบถามหลาย ๆ ท่าน ก็มีความตั้งใจ มีความคาดหวังว่าทางคณะรัฐบาลชุดนี้จะทำได้แล้วก็ในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็มีความมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือของพี่น้องข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุขทุกท่านตั้งแต่เข้ามาเพียงสัปดาห์เดียว มีความมั่นใจว่าเราจะทำ สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นครับ ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ให้ข้อแนะนำดี ๆ แก่กระผม ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการและข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขทุกคน พวกเราพร้อมที่จะนำ ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่พี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญ นางสาวกุลธิดา เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ในคำแถลงนโยบายดิฉันยังมองไม่เห็นถึงการแก้ปัญหาระบบการศึกษาที่โครงสร้าง หรือยังมองไม่เห็นการแก้ปัญหาการศึกษาในระดับการบริหารราชการเลย สิ่งที่ดิฉันมองเห็น จากคำแถลงนโยบายคือการแก้ปัญหาในลักษณะเชิงปฏิบัติหรือเป็นโครงการแยกย่อย นี่ทำให้ดิฉันตั้งคำถามต่อไปว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะแก้ปัญหาการศึกษาซึ่งเป็นปัญหา คาราคาซัง ปัญหาเก่าที่มีมานานเป็นระยะเวลาหลายสิบปีได้ ดิฉันขอยกปัญหาการศึกษา ที่เป็นรูปธรรมให้เพื่อนสมาชิกและทุกท่านในที่นี้ได้รับทราบนะคะ ถ้ายกตัวอย่างเรื่องของ การบรรจุโค้ดดิ้ง (Coding) เข้ามาในหลักสูตรการศึกษา ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่เราบรรจุ อยู่แล้วในหลักสูตรฉบับแก้ไขตั้งแต่ปีที่แล้ว ปัญหาของโรงเรียนไทยกว่า ๓๐,๐๐๐ โรง คือบริบทที่ต่างกันค่ะ บางโรงเรียนมีครู บางโรงเรียนไม่มีอุปกรณ์ บางโรงเรียนไม่มีทั้งครู ทั้งอุปกรณ์ บางโรงเรียนมีครูแต่ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่สอนนักเรียนได้เนื่องจากมีภาระ งานอื่น ๆ จำนวนมาก บางโรงเรียนอาจจะมีครูที่ได้รับการฝึกอบรมให้สามารถสอนโค้ดดิ้ง (Coding) ได้ แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นะคะ หรือบางโรงเรียนอาจจะต้องจ้างครู อัตราจ้าง ในอัตราเงินเดือนที่ต่ำเพื่อที่มาสอน เนื่องจากมีปัญหาในระบบบรรจุครู ในส่วนนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนภาพหนึ่งของปัญหาการศึกษาไทยที่เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ในวันนี้ดิฉันขออภิปรายถึง ๓ ปัญหาคาราคาซังที่ยังรอคำตอบจากท่านคณะรัฐมนตรี และ ๓ จิ๊กซอว์ (Jigsaw) สำคัญที่หายไปจากคำแถลงนโยบายฉบับนี้
เรื่องแรก ในข้อ ๘.๖.๓ ได้มีการพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เอาไว้และมีการกล่าวถึงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดิฉันขอตั้งคำถามว่า จากเดิมที่กองทุนนี้ได้ขอเงินตั้งต้นเอาไว้ที่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป้าหมายเด็ก จำนวน ๔.๓๐ ล้านคน ในทางปฏิบัติแล้วกองทุนนี้ได้รับเงินในปีแรกเพียง ๑,๒๒๐ ล้านบาท ในปีถัดมาได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ตามมาก็คือการสงเคราะห์ เด็กยากจน และสิ่งที่ตามมาจากนั้นคือการที่เด็กยากจนจะต้องพิสูจน์ว่าเขายากจนจริง ๆ ผ่านกระบวนการเอกสารจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นภาระของทั้งนักเรียน โรงเรียน ครู และผู้ปกครอง เพื่อเงินเท่าไรคะ เพื่อเงิน ๕๐๐-๑,๕๐๐ บาท ดิฉันมองว่าการสงเคราะห์ ลักษณะนี้ควรเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น การแก้ปัญหาระยะยาวที่สุดควรเป็นการยกระดับ โรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดิฉันขอตั้งคำถามต่อถึงข้อ ๘.๖.๓ ที่ได้ระบุเอาไว้ว่าจะมีการสนับสนุนเด็ก ที่มีความสามารถแต่ไม่มีทุนทรัพย์เป็นกรณีพิเศษ ในหลักการแล้วการสนับสนุนควรเป็นสิทธิ ของเด็กทุกคนในประเทศไทยไม่ควรมีกรณีพิเศษใด ๆ การพัฒนาบุคลากรควรตั้งต้น ที่หลักการที่ว่า เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดิฉันจึงขอตั้งคำถามในหลักการของข้อนี้นะคะ
ปัญหาคาราคาซังข้อที่ ๒ ซึ่งระบุไว้ในข้อ ๘.๖.๑ ก็คือเรื่องภาระงานครู ครูไทยมีภาระงานอื่นซึ่งกลายเป็นภาระงานหลักมากกว่าภาระงานสอน ซึ่งนั่นก็คือการต้องทำ โครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการฝากจากทั้งกระทรวงศึกษาธิการเองและหน่วยงานอื่น ๆ ของทางราชการ กลายเป็นว่าครูไม่ได้อยู่กับนักเรียน ไม่ได้ทำหน้าที่สอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ดิฉันขอฝากไปยังท่านคณะรัฐมนตรีว่า ควรเริ่มการหารือระหว่างหน่วยงานราชการได้แล้ว ให้เกิดการบูรณาการเพื่อที่ว่าโครงการเหล่านี้จะได้ไม่เป็นภาระครู นี่ยังรวมไปถึงภาระ การประเมินมากมายนะคะ บางโรงเรียนคุณครูจะต้องประเมินฐานข้อมูลทั้ง ออนไลน์และออฟไลน์ (Offline) ถึง ๑๐ กว่าฐานข้อมูล ส่วนนี้ทำให้เวลาหลายส่วนของครู หายไป นี่ยังไม่รวมถึงการต้องพาเด็กออกไปแข่งขันนอกโรงเรียน พาเด็กออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ทำให้เวลาในห้องเรียนหายไป เรื่องครูยังไม่จบเพียงเท่านี้ ที่ผ่านมาชีวิตครูไม่เคยถูกมอง เป็นองค์รวม การแก้ปัญหาและการพัฒนาครูควรถูกมองเป็นองค์รวมค่ะ ตั้งแต่ระบบ การคัดเลือกครูเข้ามาอยู่ในกระบวนการผลิตครู เมื่อผลิตครูออกมาแล้วจะต้องมีกระบวนการ ดูแล สนับสนุน เพื่อให้ครูได้อัปเดต (Update) ทักษะความรู้ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังควรมีกระบวนการที่ส่งเสริมครูตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานไปจนถึง การเกษียณของครู เหล่านี้เกี่ยวข้องกับกฎหมายถึง ๖ ฉบับ และหน่วยงานราชการมากมาย ดิฉันขอเสนอให้ท่านคณะรัฐมนตรีริเริ่มในการพูดคุยหารือกับทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตครู ตั้งแต่การเข้ามาฝึกหัดครูจนถึงการเกษียณเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
ปัญหาคาราคาซังข้อที่ ๓ ที่ดิฉันจะกล่าวถึงคือการมีส่วนร่วม ซึ่งอยู่ ในข้อ ๘.๖.๓ เช่นกัน ดิฉันยังมองไม่เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอว่า กลไกสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วควรได้รับการยกระดับ ควรได้รับการทำให้สามารถปฏิบัติงาน มีอำนาจหน้าที่อย่างแท้จริง และควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่จะต้องให้นักเรียนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระบบการศึกษาได้เข้ามานั่งอยู่ใน คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ให้พวกเขาได้เป็นคน คิวซี (QC) ตรวจสอบคุณภาพ สถานศึกษา และแนะนำแนวทางสิ่งที่เขาต้องการได้ด้วยตัวเอง จากปัญหาคาราคาซัง ๓ ข้อ ดิฉันขอชี้จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ที่หายไปอีก ๓ เรื่องที่ดิฉันยังมองไม่เห็นจากคำแถลงนโยบายนี้
จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ชิ้นแรก มีการกล่าวถึงโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ไม่มีการ กล่าวถึงปัญหาการควบยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ใน ๖ ปีที่ผ่านมาเรามีจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่เพิ่มขึ้น ดิฉันอยากจะถามไปถึงท่านคณะรัฐมนตรีว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร มีกระบวนการ เยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมถึงครอบครัว ถึงนักเรียน และบุคลากรที่จะต้องได้รับผลกระทบ จากนโยบายนี้หรือไม่ วิธีจัดการปัญหาที่ดีที่สุดคือการหาทางออกร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนและโรงเรียน รวมถึงภาคส่วนราชการ ควรพูดคุยและแก้ปัญหานี้ร่วมกัน
จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ชิ้นที่ ๒ ที่หายไป ที่ดิฉันยังมองไม่เห็น การแก้ปัญหา อย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในข้อ ๘.๖.๑ ซึ่งมีการกล่าวถึงมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียน ดิฉันอยาก ทราบว่า ในมาตรฐานขั้นต่ำนี้ท่านจะกำหนดเรื่องอะไรเอาไว้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำบ้าง ดิฉันขอยกเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา อาหารกลางวัน ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ทั้งอาคาร และปัญหาล่วงละเมิด ทางเพศ ปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ในโรงเรียน น้ำดื่มที่สะอาดยังเป็นปัญหาในโรงเรียนหลาย แห่งในประเทศไทย ห้องน้ำที่ปลอดภัย ที่สะอาดถูกสุขลักษณะอนามัย เรายังไม่มีอยู่ในหลาย โรงเรียน แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด สนามเด็กเล่น ที่ใช้งานได้จริง ก็ยัง ขาดแคลนอยู่
เรื่องสุดท้ายที่หายไปก็คือเรื่องผู้เรียน ในคำแถลงนโยบายมีเรื่องผู้เรียน ในแนวดิ่ง ตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ดิฉันยังมองไม่เห็นคือ ความหลากหลายของผู้เรียน ดิฉันอยากทราบว่าจะมีนโยบายอย่างไรในการดูแลผู้เรียนที่ต้องการ การดูแลเป็นพิเศษ เป็นผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษต่าง ๆ อาทิเช่น ผู้พิการ หรือเด็กที่ ต้องการนักพัฒนาการ นักจิตวิทยาเพื่อมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ ทั้งหมดนี้ควรยืนอยู่บน หลักการที่เราจะไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง
สุดท้ายค่ะ การปฏิรูปอาจหมายถึงการแก้ปัญหาเดิมด้วยวิธีใหม่ ๆ ดิฉันอยาก เห็นการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างถึงราก ถึงโครงสร้าง เพื่อบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการ นักเรียน ครู ให้พวกเขาได้สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ท่านประธานคะ ทุกคนพร้อมแล้วสำหรับอนาคต คนพัฒนาไปแล้วค่ะ แต่โครงสร้างยังเดินตาม คนไม่ทัน ดิฉันขอฝากท่านประธานไปยังท่านคณะรัฐมนตรีด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ต้องขอขอบคุณท่านผู้ซึ่ง อภิปรายไปเมื่อสักครู่ถึงปัญหาต่าง ๆ ของการศึกษาไทย ใน ๔-๕ วันที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปดูงาน ดูปัญหาต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในกระทรวงศึกษา ผมมองเห็นว่า การศึกษาเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันครับ
-๖๓/๑ ปัญหาที่ท่านพูดเมื่อสักครู่จะได้รับการแก้ไขและจะได้รับการสนับสนุนหากพวกเราทุกคน ในห้องนี้ร่วมมือกัน ผมขออนุญาตยกประเด็นที่คุณกุลธิดาพูดเมื่อสักครู่ เรื่องการควบรวม โรงเรียนที่เล็ก ๆ ส่วนตัวผมเองผมมองว่าโรงเรียนที่สมควรจะเป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษา กับเยาวชนไทยต้องเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ ในช่วง ๔-๕ วันที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปดู โรงเรียนที่จังหวัดสตูล ที่หาดใหญ่ บางโรงเรียนมีนักเรียน ๖๐ กว่าคน ครู ๓ คน ขับรถไปอีก ๓ นาทีมีอีกโรงเรียนหนึ่งมีนักเรียน ๒๐๐ คน ครู ๑๒ คน ถ้าหากเราทำตามคำแนะนำของ ท่านสมาชิก ผมคิดว่าเราทำได้ เราสามารถทำให้การควบรวมโรงเรียนสร้างหนึ่งโรงเรียน ที่มีคุณภาพได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้ความร่วมมือของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ที่อยู่ในนี้ เพราะการที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชน การที่มีความเห็นที่แตกต่างกับการควบรวม โรงเรียนเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง แต่ผมเชื่อมั่นว่าหากพวกเรารวมกันเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการเอง โครงสร้างของระบบการศึกษาไทยเองต้องได้รับการ ดูแลและเอาใจใส่ ผมกำลังเข้าไปดูในปัญหาที่ท่านพูดถึงหลาย ๆ เรื่อง ความเหลื่อมล้ำ ทางด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข เด็กไทยทุกคนต้องมีมาตรฐานการศึกษา พื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โรงเรียนที่อยู่พื้นที่ไกลอาจจะอยู่ชายขอบต้องมีการศึกษา หรือการให้ การศึกษาที่เท่าเทียมกับโรงเรียนที่อยู่ในเมือง เราจะทำตรงนั้นได้อย่างไร เราต้องเอา เทคโนโลยี เราต้องเอานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ ใน ๖-๗ โรงเรียนที่ผมได้มีโอกาสไปดูมา ทุกโรงเรียนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ต เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่ถาม ผมไปโดยไม่ได้แจ้งนะครับ ทุกคนบอกว่าอาหารโรงเรียนดี แต่การที่เด็ก ๆ บอกอาหาร โรงเรียนดีไม่ได้หมายความว่าเรื่องอาหารกลางวันไม่ได้มีปัญหา ยังมีปัญหา และเป็นเรื่องที่ผม และรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านก็จะช่วยกันดู ความสามารถของครูไทยเท่าที่ผมสัมผัสดู ไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในเรื่องของความตั้งใจ ในเรื่องของการบริหารจัดการ อาจจะ เป็นเรื่องของหลักสูตร เรื่องของการพัฒนาเพิ่มความรู้ในหลาย ๆ ด้านที่เราต้องมาใส่ใจกัน และอบรมเพิ่มเติมผ่านกระบวนการเทคโนโลยี อบรมโดยที่ลดค่าใช้จ่ายในการสัมมนา ค่าใช้จ่ายในการไปอบรมในพื้นที่ต่าง ๆ ห่างไกลเสียเวลาในห้องเรียน เรื่องเหล่านี้ต้องได้รับ การแก้ไข ขอเวลาให้ทางผมและท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านร่วมทำงานกับผู้บริหารในกระทรวง ร่วมทำงานกับครูที่มีจำนวนมากในประเทศ สร้างขวัญและกำลังให้ครูด้วยการแก้หนี้ให้ครู เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีกนกวรรณจะพูดในโอกาส ต่อไป ผมมั่นใจครับถ้าหากเราปลุกขวัญและกำลังใจของครู วางแผนทางด้านการศึกษาให้ ชัดเจน เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาได้ครับ ไม่ได้ทันที ต้องใช้เวลา แต่ผมมั่นใจว่า หากพวกเราร่วมกันการศึกษาของประเทศไทยได้รับการแก้ไขแน่นอนครับ ผมได้มีโอกาสพบ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของอาเซียน (ASEAN) เมื่อต้นอาทิตย์ หลาย ๆ ท่านได้แนะนำ แนวทางการแก้ไขปัญหาการศึกษาของแต่ละประเทศ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากครับ แต่เป็นสิ่งที่ พวกเราต้องมุ่งมั่นในการแก้ไข การควบรวมโรงเรียน ผมยกตัวอย่างของประเทศสิงคโปร์ เขาบอกเลยครับหากโรงเรียนไม่มีคุณภาพ เขาควบรวมทันที ผมถามว่าแล้วไม่มีผลกระทบ กับชุมชนหรือว่าผู้ปกครองที่เกี่ยวข้อง เขาบอกขึ้นอยู่กับการสื่อสารกับผู้ปกครองครับ ซึ่งผมหวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งประเทศทุกจังหวัดจะช่วยกันครับ หากทางกระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาแล้วมีความเห็นสมควรที่จะควบรวมโรงเรียน หรือทำโรงเรียนที่มีอยู่ให้มีคุณภาพ หวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านในนี้ รวมถึงท่านวุฒิสภาด้วย จะช่วยกันสนับสนุนให้การกระทำตรงนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ภาระงานของครู โครงการต่าง ๆ ที่มีภาระเรากำลังดูครับ เรากำลังดูว่าจะมีวิธีที่จะประเมิน ความสามารถ ศักยภาพของคุณครูได้อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณครูทั่วประเทศต้องพร้อมใจกันครับ เข้าสู่หลักสูตรผ่านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตัวเอง ผมเน้นคำว่า เทคโนโลยี นะครับ เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน รวมถึงสิ่งที่จะกำลังจะทำในอนาคต ผมคิดว่าเรื่อง อินเทอร์เน็ต เรื่องวายฟาย (Wi-Fi) ไม่ได้เป็นปัญหาครับ ปัญหาน่าจะเป็นเรื่องของหลักสูตร และความตั้งใจของคุณครูที่จะเข้าสู่กระบวนการตรงนี้ ก็ขอเวลาไม่นานครับในการที่จะเห็น ปัญหาทั้งหมด มีความคืบหน้าอย่างไรจะมานำเรียนเสนอท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
ครับ ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
ตอบข้อซักถามครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ถึงสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอตอบข้อซักถามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเกี่ยวกับเรื่องที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับผิดชอบนะครับ ปัญหารายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน การปราบปรามทัวร์ ผิดกฎหมาย ต้องยอมรับว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นรายได้อันดับ ๑ ปัญหาที่บริษัท นำเที่ยวทำผิดกฎหมาย ทางกระทรวงได้ร่วมกับสถานทูตจีนจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้ปัญหาที่ท่านกังวลได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
ข้อที่ ๒ การท่องเที่ยวกระจุกในเมืองหลัก โครงสร้างพื้นฐานในเมืองรองยัง ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้นั้น ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลมีโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หลายโครงการ เช่น ระบบราง สนามบิน ทางหลวงชนบท หากดำเนินการแล้วเสร็จ การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวจะเป็นไปได้โดยง่ายขึ้น พร้อมกันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะผลักดันเศรษฐกิจแบ่งปันแชริง อีโคโนมี (Sharing Economy) เพื่อแก้ปัญหาบริการ สาธารณะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว ได้ง่ายขึ้น ซึ่งผมได้เน้นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด ความเป็นธรรม และรักษา สิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องขยะ นโยบายรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการจัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยว ได้มอบให้กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการลดโลกเลอะ ซึ่งได้เน้นการลดถุงพลาสติกในแหล่งท่องเที่ยวให้ได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๓ ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานและชักชวน นักท่องเที่ยวเหล่านี้ให้มาเยือนประเทศไทยให้มากขึ้น และคาดว่าจะเห็นผลในปลายปี ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งจะตรงกับฤดูหนาวในประเทศยุโรปและอเมริกา โดยปกติ นักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็มาเที่ยวประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เราได้ประสานไปทางประเทศยุโรป และอเมริกาให้หันกลับมาเที่ยวประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านรัฐมนตรี เชิญคุณหญิง ดอกเตอร์กัลยาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันต้องขอขอบคุณน้องกุลธิดาที่เริ่มต้นด้วยคำว่า โค้ดดิ้ง (Coding) ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังว่าความเป็นมาเป็นไปตั้งแต่ตอนเลือกตั้งค่ะ ถ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ก็จะไม่มีโอกาสได้พูดกับสมาชิกในวันนี้ ขอบคุณมาก ดิฉันหาเสียงว่าเด็กไทยจะต้องพูด อย่างน้อย ๒ ภาษา ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมักจะพูดถึง ภาษาอังกฤษว่าเด็กไทยควรจะพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน แล้วก็มีโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล (English for all) เคยทดสอบทดลองไปแล้วตั้งแต่ชั้นอนุบาล ดิฉันเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ ดิฉันก็บอกว่าขอเพิ่มอีก ๑ ภาษา เด็กไทยต้องเรียน ๓ ภาษาอย่างน้อย คือภาษาคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า โค้ดดิ้ง (Coding) คนก็จะถามว่า โค้ดดิ้ง (Coding) คืออะไร เป็นทักษะใหม่ แห่งยุคในอนาคตโลกดิจิทัลเมื่อพูดอย่างนี้แล้วก็ยิ่งมีคำถามเพิ่มขึ้นว่ามันคืออะไร มันคือ ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เราจะสื่อสารกับเครื่องในอนาคต เด็กสามารถที่จะเรียนรู้ได้ตั้งแต่ เด็กอนุบาล ชั้นประถมศึกษา เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด อุปกรณ์ที่มีอยู่ ก็สามารถที่จะสอนเด็กได้ เรามีครูของสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อบรมครู วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของกระทรวงศึกษาธิการ มีมากกว่า ๘,๐๐๐ คนที่มีพื้นฐาน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เมื่อดิฉันพูดเรื่องภาษาที่ ๓ แล้ว เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนเพิ่งจะประกาศเป็นนโยบายของประเทศญี่ปุ่นว่าในปี ๒๐๒๐ จะให้นักเรียนญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาทั้งประเทศเรียนภาษาโค้ดดิ้ง (Coding)
– ๖๖/๑ จึงเป็นเรื่องความทันสมัยที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ แต่ว่าอย่างไรก็ตามทางกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้บรรจุเรื่องโค้ดดิ้ง (Coding) อยู่ใน นโยบายด้วย จึงทำให้เราสามารถที่จะเดินหน้าได้ทันที คาดว่าจะเริ่มสอนในเทอมหน้า เทอมนี้ไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วง เรามีคนพร้อมแล้วเราก็จะสอนโค้ดดิ้ง (Coding) ให้เด็ก ไม่จำเป็นจะต้องมีคอมพิวเตอร์หรือมีเครื่องอะไร จริง ๆ แล้วก็คือสอนให้คนไทย มีตรรกะในการแก้ปัญหา คุณครูไม่ต้องห่วงค่ะ ไม่ได้เพิ่มภาระให้ครู แต่จะเพิ่มทักษะใหม่ ที่เราเรียกว่าทักษะแห่งอนาคตในโลกดิจิทัล เราต้องเตรียมเด็กเราทุกคนหรือผู้ใหญ่ทุกคน ที่จะมีงานการที่จะทำ มีอาชีพที่ดี มีคุณภาพที่ดี มีรายได้ดี จะต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่อง โค้ดดิ้ง (Coding) เพราะเราไม่ทราบเลยว่าในอนาคตวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะ เจริญก้าวหน้าไปรวดเร็วแค่ไหน เราอยู่ในโลกแห่งการผันผวน ความเปลี่ยนแปลงทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หลายคนก็พูดถึง เอไอ (AI) พูดถึงโรบอต (Robot) เอไอ (AI) และโร บอต (Robot) จะทำงานได้หรือจะเล่นเกมได้ เราจะให้โรบอต (Robot) หกคะเมนตีลังกาเรา ก็ต้องมีโค้ดดิ้ง (Coding) หรือภาษาที่จะสื่อสารให้เขาทำตามที่เราต้องการได้ จะเล่นก็ได้ จะในโรงงานก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทางกระทรวงและทางรัฐบาล ที่จะเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ โดยเราจะให้ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูสมัครใจมาก่อน แม้จะเป็นโรงเรียนที่อยู่หลังเขา เราก็จะให้ความสำคัญ เพราะว่าขณะนี้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาได้ เรามีครูเก่งอยู่ที่ไหนเราก็สามารถ ที่จะให้เด็กอยู่หลังเขาสามารถที่จะได้เรียนรู้เฉกเช่นเดียวกับเด็กในเมือง ด้วยครูคนเดียวกัน ด้วยวิธีการเดียวกัน เพราะเรามีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีช่วย มีแพลตฟอร์ม (Platform) มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย น้องคงไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไปนะคะ คุณครูก็ไม่ต้องห่วงค่ะ เราก็จะเริ่ม วิชาโค้ดดิ้ง (Coding) ให้กับเด็กชั้นประถมนับตั้งแต่เทอมหน้าเป็นต้นไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญคุณวิสารครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด เชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบพระคุณเป็นพิเศษ ผมดีใจที่ได้มาอภิปราย ช่วงที่ท่านชวนเป็นประธานที่ประชุม และที่ดีใจก็คือได้มีท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดจน คณะรัฐมนตรีอยู่พร้อมทั้งคณะ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนำเรียนฝากไปถึง นโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ผมขออนุญาตเน้นไปถึงการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยของ ประเทศ และความสงบสุขของประเทศ เรื่องนี้ผมขออนุญาตอาจจะต้องพาดพิงไปถึงท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผมเรียนว่าผมกับท่านไม่มีอะไรกัน ผมศึกษาประวัติท่าน ท่านเป็นพี่ใหญ่ เป็นคนที่น้อง ๆ ให้ความเคารพนับถือแล้วท่านก็ช่วยดูแลประเทศชาติ ถือว่าเป็นผู้มีบารมี แต่สิ่งที่สำคัญนั้นผมอยากเรียนว่า ณ วันนี้นโยบายที่ท่านบอกว่าจะรักษา และป้องกันอธิปไตยความมั่นคงในประเทศ มีทั้งหมด ๗ บรรทัด แต่ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ้างอิงและขอเรียนว่าขณะนี้ วันนี้ ประเทศชาติภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นไร พวกเราทราบดี มี คสช. ชอป (Shop) อาวุธ ๓ ปี ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่าข้อเท็จจริง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เปิดเผยจากสาธารณะแล้ว รถถัง ๓๘ คัน ๖,๙๘๕ ล้านบาท รถเกราะล้อยาง ๓๔ คัน ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท เฮลิคอปเตอร์ ๑๐ ลำ ๘,๐๘๓ ล้านบาท และเรือตรวจการชายฝั่ง เรือตรวจการไกลฝั่ง ๑๐ ลำ ๖,๕๐๐ ล้านบาท เรือดำน้ำ ๓ ลำ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งปวงผมเชื่อว่าเป็นความจำเป็น ความต้องการที่ประเทศชาติเราจะมีซึ่งอาวุธเหล่านี้ไว้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขออภิปราย และขอเรียนให้ท่านประธานและสมาชิกได้รับทราบดังนี้ครับ มีข่าวออกมาบอกว่าขณะนี้ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ทีมเสนาธิการหรือทีมที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องจัดซื้ออาวุธ ผมว่าเยอะไปแล้วครับ ขณะนี้มีการติดต่อทาบทามจะซื้อปืนใหญ่จากประเทศอิสราเอล และมีอีกหลาย ๆ เรื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบจากประเทศเกาหลีใต้ จริงเท็จ อย่างไรขออนุญาตท่าน พลเอก ประวิตรในฐานะที่ท่านเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม และคราวนี้ผมเห็นใจนะครับ ผมทราบว่าด้วยปัญหาสุขภาพ ด้วยปัญหา ส่วนตัวนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ก็เลยต้องมารับหน้าที่นี้แทน สิ่งที่ผม อยากจะขอเท้าความต่อไปนะครับ ในเรื่องกระทรวงกลาโหมมันมีอันหนึ่งที่พวกเราเห็นแล้ว ไม่ค่อยสบายใจ งบประมาณ ๕ ปีของรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ใช้ไป ๘.๙ แสนล้านบาท ทบ. เยอะสุดครับ ๔.๕ แสนล้านบาท ที่สำคัญผมขออนุญาตไล่เรียงไปเป็นปี ๆ นะครับ ปี ๒๕๕๗ มีงบในกระทรวงกลาโหม ๑.๘ แสนล้านบาท และปี ๒๕๕๘ เพิ่มขึ้นไปเป็น ๑.๙ แสนล้านบาท ปี ๒๕๕๙ เพิ่มไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ๒.๑ แสนล้านบาท และที่สำคัญปี ๒๕๖๑ เหลืออยู่ ๑๐๐,๐๐๐ กับ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ผมเรียน ท่านประธานเรื่องนี้นะครับ ทั้งหมดทั้งปวงโครงการของกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็น ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ มีเป็นหมื่น ๆ โครงการ ผมเรียนว่าถึงตรงนี้ขึ้นมามีชาวบ้านแจ้งผม บอกว่า เรือดำน้ำเราชะลอไปได้ไหม ปีนี้ภัยแล้งมันมีปัญหาเยอะแยะ เราเอาโครงการเหล่านี้ ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะน้ำในการเพาะปลูก ทำไร่ทำสวน น้ำจะดื่ม น้ำจะบริโภคยังจะไม่มีครับ เพราะฉะนั้นขอฝากท่านประธานว่าเรื่องที่จะซื้ออาวุธต่อไป น่าจะหยุดน่าจะพอครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อวานท่านได้แจ้งในที่ประชุม ผมดีใจนะครับว่าก่อนที่จะซื้อเรือดำน้ำท่านจะต้องไปดูนอต ไปดูวางเหล็ก ส่งคนไปเรียนรู้ จากประเทศจีน แต่ท่านครับเวลาได้เรือดำน้ำมามันเอาไปดำที่อ่าวไทยได้หรือไม่ครับ ทราบว่าแม้กระทั่งขณะนี้เรือจักกรีนฤเบศรเราก็คงจะต้องเอาไปฝากไว้ที่อันดามัน ประเทศเพื่อนบ้านเขาสบายใจหรือครับ เพราะฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้ผมคิดว่า ณ วันนี้ ๕ ปี พอแล้วครับ สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานต่อไปนะครับว่า โครงการเหล่านี้อยากให้ผันแปร เป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่าง ๆ ผมคิดว่ากระทรวงกลาโหมได้งบพอ ๕ ปีอยู่ได้ แล้วที่สำคัญก็คือมีโครงการหลายอันที่คิดว่ามันน่าจะดูแลประเทศเพื่อนบ้านให้มีความเกรงขาม กองทัพไทยได้อยู่แล้วครับ
ท่านประธานครับเรื่องนี้ผมขออนุญาตผ่านไปถึงนโยบายเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของไทยในข้อ ๕ ผมเห็นท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดอยู่ที่นี่ ขออนุญาตแตะนิดเดียวครับ เดี๋ยวจะมีเพื่อน ๆ พวกเราที่อยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้ อภิปรายต่อ เมื่อวานนี้ท่านสมคิดท่านพูดสวยครับ และผมยังเรียนนึกถึงตรงนี้ขึ้นมา ผมเห็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ตั้งแต่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีไปโรดโชว์ (Roadshow) ที่ไหนหลายที่ครับ เมื่อวานผมฟังผมก็เคลิ้ม ผมยังเกรงว่าท่านนายกรัฐมนตรีกับท่าน รองนายกรัฐมนตรีทุกคนจะเคลิ้มตามไปด้วย ท่านบอกว่า ฟิทช์ เรทติ้ง มูดีส์ เวิลด์แบงก์ (World Bank) แต่ท่านครับ สิ่งที่เราเห็นชัด ๆ วันนี้ก็คืออะไรครับ แบงก์ชาติได้แจ้งมานะครับ ว่าตัวเลขหลังสุดในการที่นักลงทุนจะต้องมาลงทุนประเทศไทยครับ ๓ ปีแรกของงบ ปี ๒๕๖๑ ปรากฏว่าไม่เป็นอย่างที่ท่านบอกครับ ท่านพูดสวย ท่านพูดเก่ง ท่านพูดเป็น มาร์เก็ตติ้ง (Marketing) ไปประเทศจีน ไปที่ไหน ไปประเทศญี่ปุ่นคนก็เชื่อท่าน อีอีซี (EEC) ท่านก็เชื่อ แต่ท่านเชื่อหรือไม่ครับว่า ณ วันนี้เงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศโดยตรงนะครับ ในไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๑ เทียบกันนะครับ มี ๑๔๖,๓๘๓ ล้านบาท แต่ท่านเชื่อหรือไม่ในปี ๒๕๖๒ ที่เหมือนกันอันนี้ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ผิดถูกท่านว่าเองปี ๒๕๖๒ ๓ เดือนแรกมีเงินลงทุนจากต่างประเทศแค่ ๒๑,๔๘๕ ล้านบาท อันนี้คืออะไรครับ ท่านพูดบอกว่าเมืองไทยคนจะหายจนตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึงเดี๋ยวนี้ เมื่อวานท่านก็ยังพูดว่าเดี๋ยวเราจะช่วยคนจนต่ออีก นั่นหมายถึงอะไรครับ ทำให้ผมคิดครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีกับท่าน พลเอก ประวิตรได้เอาท่าน หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรอยู่ต่อเหตุการณ์คนไทยคงไม่ต้องตกต่ำ ไม่ต้องเดือดร้อน เศรษฐกิจ คงจะดีกว่านี้ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปถึงเรื่องสำคัญที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ ท่าน พลเอก ประวิตรโดยตรงครับ การพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวในหัวข้อที่ ๕ ในเรื่อง ประเด็นหลัก จริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาท่าน ไม่ควรรีบตอบ ผมเรียนท่านรัฐมนตรีทุกท่านว่าเอกสารที่ท่านจะต้องตอบ เอกสารที่ทาง ข้าราชการประจำส่งให้มาท่านอย่าเชื่อนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วมันก็เป็นการรายงาน ตามปกติ และเป็นตัวเลขที่หลอกลวงทั้งนั้นครับ การท่องเที่ยวผมว่าวิธีแก้ที่ดีที่สุดนะครับ ผมเห็นด้วยเลยที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ให้ท่านประวิตรมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม เพราะว่าด้วยสุขภาพ ด้วยปัญหาที่ท่านจะต้องไปทำภารกิจอย่างอื่น แต่อันหนึ่งที่ต้องขอร้องเลยว่าท่านอย่ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เลยครับ ท่านให้รองนายกรัฐมนตรีอนุทินดีกว่าครับ เพราะอะไรครับ เดือนมกราคมปี ๒๕๖๑ มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรงแรมของผู้ประกอบการไทยที่ประเทศเคนยา คนตายเยอะ มีการก่อการร้ายมีการวางระเบิดในประเทศเขาและจริง ๆ แล้วท่านไม่รู้เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะการไปต่อสู้แข่งขันที่จะเอาตัวประกันออกมา ทูตทุกประเทศที่อยู่ในประเทศเคนยา ต้องไประดมทุน ระดมเอากำลังไปช่วยเหลือเพื่อที่จะดึงเอานักท่องเที่ยว เพื่อรักษาความสงบ มีคนตายหลายสิบคน แต่ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตร ท่านก็ไปบอกโดยความที่รู้หรือไม่รู้ ไม่ทราบนะครับ แต่ท่านบอกว่า โชคดีที่คนไทยไม่ตาย และที่สำคัญคือท่านก็ยังไปบอก บอกว่า ทำไมต้องมาก่อการร้ายที่โรงแรมของผู้ประกอบการไทย ท่านก็ไปบอกว่า สงสัย อาหารอร่อยกระมัง ผมไม่ได้โทษท่านนะครับ แต่ทีมของท่าน ทีมเสนาธิการ ทีมที่ปรึกษา ท่านที่ท่านใช้อยู่เอาออกไปให้หมด ใช้ไม่ได้ครับ ข้อมูลเหล่านี้เอาให้นายได้อย่างไรครับ ที่แย่กว่านั้นคืออะไรครับ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๑ ในปีนั้นถ้าเหตุการณ์ทุกท่านจำได้ มันจะมีเหตุการณ์หมูป่าที่จังหวัดเชียงราย อุทยานถ้ำหลวง สื่อต่างประเทศทุกสื่อ มาที่เมืองไทย ที่จังหวัดเชียงราย ที่แม่สายเพื่อที่จะระดมดูกันว่าเด็ก ๆ เหล่านั้นจะรอด หรือไม่รอด แต่เผอิญโชคร้ายของเมืองไทยครับ ปรากฏว่ามันก็มีเรือเฟอรี่เป็นเรือท่องเที่ยว และปรากฏว่าคนจีนก็ตายไปหลายสิบคนครับ แต่สิ่งที่ท่านไม่ควรพูดอย่างยิ่งเลยคืออะไร ท่านก็ไปบอกว่าเกิดเหตุเป็นเพราะเขาทำของเขาเองไม่เกี่ยวกับเรา มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ตอนเช้ามีท่านสมาชิกได้เล่าให้ฟังแล้วว่าทัวร์ศูนย์เหรียญ จริง ๆ ก็คือทั่ว ๆ ไปเราก็รู้อยู่ครับ นักท่องเที่ยวจีนมาเยอะ มาบางทีก็ทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ท่านไปปราบอย่างไรล่ะครับ ท่านไป ปราบทั้งหมด ทำให้ประเทศจีนเดือดร้อนหมดเลยครับ ทัวร์ศูนย์เหรียญวิธีการปราบจริง ๆ แล้วท่านก็ค่อย ๆ เก็บภาษีสิครับ ท่านค่อย ๆ บริหารจัดการสิครับ อย่าไปหักดิบสิครับ และการหักดิบของท่านคืออะไรครับ มีลูกน้องบางคนของท่านแอบอ้างชื่อท่านไปบีบไปทุบ เอาสตางค์เขาด้วยครับ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ท่านทราบหรือไม่ครับ ท่านติดต่อ ค้าขายซื้ออาวุธจากประเทศจีนเยอะแยะ แต่ท่านไม่รู้ธรรมเนียมจีนเลยครับ สี จิ้นผิง กังวล เรื่องนี้เยอะครับ เมืองไทยตอนนี้นักท่องเที่ยวมาเป็นสิบล้านคน รายได้หลักของเราเหลือตัวนี้ เป็นตัวท้าย ๆ ครับ แต่ท่านดันไปพูดอย่างนี้ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ผู้ประกอบการพรรคพวกผม คนจีนนะครับ บอกว่า ตอนนั้นท่านพูด สี จิ้นผิง ออกรายการทีวี คนหลายร้อยล้านคน คนจีนเขาจำหน้าท่านได้หมดนะครับ ตอนนั้นท่านเชื่อหรือไม่มีคนเจ็บแค้น ยังคิดว่าถ้าเกิด เจอท่านที่ไหน สงสัยท่านก็เหมือนจ่านิวแน่นอน ที่สำคัญครับท่าน ท่านโละทีมพวกนี้ ออกไปเถอะครับ อย่าใช้เลยครับ ทีมพวกนี้เป็นทีมที่ให้ข้อมูลท่านผิดพลาดมาก ท่านไปพูดได้ อย่างไรว่าไม่เกี่ยวกับเรา เขาตายเอง สิ่งสำคัญก็คือรายได้ของประเทศหดหายหมดเลยครับ ท่านเชื่อไหมครับ สิ่งที่ท่านพูดไม่กี่คำ เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๑ นักท่องเที่ยว เราหดหายจากปี ๒๕๖๐ ใน ๕ เดือนเท่ากันนะครับ เฉพาะคนจีนอย่างเดียว ๕๑๒,๕๐๒ คน รายได้หดหายไป ๕ เดือนนี้ครับ ๑๖,๑๑๙ ล้านบาท ตัวเลขท่านอย่าเชื่อผมนะครับ อันนี้เป็นการคำนวณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์นี่ละครับ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านอย่าให้ท่านประวิตรดูแลเรื่องการท่องเที่ยวเลยครับ เพราะผมกลัวว่าเดี๋ยววันดีคืนดีทีมงานท่านส่งอะไรออกมาพูดอีก นักท่องเที่ยวหนีอีก เดี๋ยวก็ไปอีก รายได้เราควรจะต้องเหลือ ไม่เหลืออีกครับ
ท่านประธานครับ ท้ายสุดผมขออนุญาตว่าวันนี้ดีใจจริง ๆ ก่อนหน้านี้ ผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่า ผมโกรธครับ ผมแค้นครับ ผมไม่พอใจท่านเกี่ยวกับ เรื่องการยึดอำนาจ แต่ด้วยความที่ผมเข้าใจ และเหตุการณ์ ๕ ปีที่ผ่านมานี้ผมอยู่ อย่างยากลำบากพอสมควร มีคนตามออกนอกประเทศก็ต้องขออนุญาต ไปต่างประเทศ จะต้องมีคนมาคอยเฝ้าตรวจดูวีซ่า (VISA) ว่าขออนุญาตนายกรัฐมนตรีหรือยัง เรื่องนั้น ก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่าท่านจะต้องดูแลรักษาความมั่นคงแห่งประเทศไทย แต่ที่สำคัญครับ ผมเพิ่งรู้ว่าท่านเตรียมการมา ๓ ปี และที่สำคัญผมต้องเรียนให้ทางท่านสมาชิกที่เป็นรัฐมนตรี พวกเราที่ไปจากสายการเมืองนะครับ ผมไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งท่านนายกรัฐมนตรีพยายาม จะแนะนำพวกเราหลายคนให้อ่านหนังสือ ไม่ว่าจะแอนิมอล ฟาร์ม (Animal farm) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกองทัพไทยกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ท่านหาซื้อได้นะครับ ผมขออนุญาตโฆษณา จากโครงการพัฒนาสนับสนุนประชาธิปไตย การเมืองภาคพลเรือนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนเขียนเป็นเสนาธิการทหารบก ได้เช็ก (Check) สอบขอข้อมูลจากผู้หลักผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง ท่าน ผบ.ทบ. หลายคน ชื่อคนเขียนคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมถึงรู้นะครับว่า ทำไมท่านคิดกับนักการเมือง ว่าเป็นศัตรูกับท่าน ทำไมท่านถึงต้องออกกฎหมายหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้พวกเราต้องประสบ ปัญหาในการยากลำบาก แต่เรียนท่านประธานที่เคารพนะครับว่าวันนี้ผมดีใจจริง ๆ อยากเห็นบรรยากาศอย่างนี้ครับ เพราะว่าอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอก เราก็คนไทย เหมือนกัน มีอะไรคุยกัน มีอะไรพูดกัน ท่านก็มองอีกด้านหนึ่ง ผมก็มองอีกด้านหนึ่ง วันนี้ยังอยากจะให้ท่านหมั่นเดินออกไปพบ ส.ส. บ้าง ส.ว. บ้าง เพราะผมได้รับการร้องเรียน จากเพื่อน ๆ สมาชิกพรรครัฐบาลนะครับ บอกว่าเข้าไม่ถึงท่าน จะไปเข้าถึงท่านก็มีแต่ คนใกล้ชิด พวกนายเวร พวกทีมที่ปรึกษา เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าท่านมีโอกาสเรามาเริ่ม เพื่อที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มันก้าวหน้า ให้มันเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นนะครับ ผมคนหนึ่ง พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ว่าในเรื่องการแถลงนโยบายวันนี้ผมรับไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่า มันต้องเปลี่ยนตัว มันต้องเปลี่ยนคน ขืนใช้คนเก่าใช้ไม่ได้แน่นอนครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ คือผมฟังมา ๒ วันแล้วนะครับ ที่พูดว่า ผมเตรียมการมา ๓ ปี กลับไปย้อนฟังใหม่นะ ถามลูกน้องผมก็ได้ ผมพูดถึงว่าการเป็น ผบ.ทบ. ผม ๓ ปีที่ผ่านมา ผมเผชิญกับสถานการณ์อะไรมาบ้าง สถานการณ์ความขัดแย้ง สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าพวกไหนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นมาแล้ว ผมก็เตรียมการ เตรียมการของผมก็คือฝึกกำลังพลเราให้มีความระมัดระวัง ปลอดภัย จะดูแล ประชาชนได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมเตรียมการ และในเมื่อถึงเวลาวันนั้นก่อนผมเกษียณอายุ ได้ ๖ เดือน เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย คุณไม่ต้องยิ้มเลย พวกที่นั่งอยู่ทางนี้ ยิ้มแบบ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น คนตายคนเจ็บไปแล้วเท่าไร เพราะฉะนั้นผมถึงตัดสินใจและไม่ได้ ตัดสินใจก่อนหน้าด้วย อะไรด้วย วันนั้นเท่านั้นเอง ที่คนของท่านบางพวกบอกก็ไม่ต้องอยู่ อยู่กันแบบนี้ ถ้าทหารไม่ออกมาทำงานก็อยู่กันแบบนี้ละครับ งบประมาณทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ รับผิดชอบกันหรือเปล่า ตอบมาสิ เพราะฉะนั้นอย่าทำหน้าเยาะเย้ยแบบนี้ผมไม่ชอบ ขอบคุณครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับในเรื่องของงบประมาณการจัดซื้อจัดหา ยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ที่ท่านพูดมาทั้งหมดนั้นมันเป็นความจริง แต่ว่าการใช้จ่ายของ กระทรวงกลาโหมนั้นเราแบ่งเป็น ๔ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือส่วนของยุทโธปกรณ์ของ กองทัพไทย แล้วก็กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ซึ่งเรามีแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ ของเราอย่างชัดเจน แม้ยุทโธปกรณ์ที่เราใช้อยู่ขณะนี้เราใช้เป็นระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปีทั้งนั้น แล้วก็ถึงคราวที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราก็มีการพัฒนาในเรื่องของการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องของเหล่าทัพที่เขาจะพิจารณาใช้ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มาให้กระทรวงกลาโหม ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการทำงานทั้งหมดนั้นเราทำงานร่วมกัน สำหรับรายละเอียดนั้น ผมจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อจัดหามาโดยตลอดนะครับ สำหรับเรื่องที่ท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องเรือ เรื่องอาหารอะไรนั้น ผมพูดนอกประเด็นครับ ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ ผมพูดเล่นกับผู้สื่อข่าว มันก็เอาไปเขียน โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย
สำหรับในเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น เรือที่ล่มนั้นเป็นเรือที่ทางประเทศจีน เขาได้มาจัดทำในประเทศไทย แล้วก็มารับส่งผู้โดยสารของคนจีนโดยเฉพาะของเขา ซึ่งผมก็พูดไปไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต ซึ่งผมก็ได้บอกกับทางคนจีนทั้งหมด ไปเรียบร้อยแล้วว่าผมไม่ได้พูดหมายถึงอย่างนั้น อธิบายให้เขาฟัง แล้วก็ในเรื่องของ การท่องเที่ยวผมก็ไม่ได้เคยคุม ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ขออนุญาตผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องงบประมาณกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมา ๒ วันนี้ก็มีท่านสมาชิกได้กรุณา กล่าวถึงงบประมาณกองทัพ ผมขออนุญาตเรียนว่าในแผนหรือในยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ หรือจะเป็นระดับสากลก็ตาม ในเรื่องของงบประมาณกองทัพนั้นเฉลี่ยแล้วประเทศต่าง ๆ นั้น ก็อยู่ในระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ที่ผ่านมากองทัพไทยเองก่อนปี ๒๕๔๐ ก็อยู่ได้ ในระดับทั้ง ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) พอหลังจากปี ๒๕๔๐ ซึ่งเกิด วิกฤตขึ้นในปีนั้น งบประมาณกองทัพนั้นได้ถูกปรับลดลงเหลือประมาณ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ของ จีดีพี (GDP) แล้วก็ได้เติบโตขึ้นมาบ้าง ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ย้อนหลังไป รัฐบาลที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ สูงสุดก็ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ในปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานี้ก็อยู่ระดับ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ผมขออนุญาตเรียน ให้เห็นภาพชัดก็คือว่าในงบประมาณของกระทรวงกลาโหมใน ๑๐๐ บาทนั้น ประมาณ สัก ๔๗-๔๘ บาทนั้นจะเป็นงบกำลังพลและงบบุคลากร ประมาณสัก ๒๓-๒๔ บาทนั้นก็จะ เป็นงบในการปฏิบัติภารกิจทั่วไป รวมทั้งภารกิจที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติม ประมาณ สัก ๑๘-๑๙ บาทนั้นก็จะเป็นงบในเรื่องของการพัฒนากองทัพ ซึ่งสัดส่วนนั้นจะเห็นได้ว่า น้อยมากในการพัฒนากองทัพนั้น เมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียนแล้วว่า เรามียุทโธปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างมาก แล้วในอดีตที่ผ่านมานั้นเราไม่ได้รับ งบประมาณในการที่จะซ่อมปรับปรุงเพิ่มเติมหรือให้มีการใช้การได้อย่างต่อเนื่อง งบใน ๑๙ บาทนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในเรื่องของการปรับปรุงให้สามารถที่จะใช้การได้ต่อไป ในส่วนที่ไม่สามารถที่จะซ่อมและคืนสภาพหรือคุ้มค่าได้นั้นก็เป็นการจัดหาทดแทน ในการจัดหาทดแทนนั้นขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาว่า ในการจัดหาทดแทนนั้นเรามีคณะกรรมการในการจัดหา เรามียุทธศาสตร์ เรามีแผนการประเมินภัยคุกคามว่าเราควรจะมีความเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์เช่นไร เสร็จแล้วเราก็มีให้กองทัพนั้นได้ตั้งคณะกรรมการมาคัดเลือกแบบ คัดเลือกคุณลักษณะเฉพาะ ให้ตรงกับการปฏิบัติการ ตรงกับหลักยุทธการ ยุทธวิธีของแต่ละเหล่าทัพ แล้วเสนอมาที่ กระทรวงกลาโหม ซึ่งทุกเหล่าทัพเป็นคนกำหนดความต้องการขึ้นมา ในการดำเนินการนั้น ก็มีคณะกรรมการคัดเลือกแบบที่เหมาะสม และมีการดำเนินการค่อนข้างที่จะโปร่งใส และมีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน แล้วก็กำหนดความต้องการด้วยว่าในขั้นต้นนี้เราจะมี ส่วนหนึ่งที่จะซ่อมให้ใช้งานยืดสภาพต่อไป ไม่เกิน ๑ ใน ๓ จะเป็นการจัดหาใหม่เพื่อเป็น ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อทดแทนที่ไม่สามารถจะซ่อมคุ้มค่าได้ ทั้งเรื่องของรถเกราะที่ท่าน กล่าวก็ดี รถถังก็ดี
สำหรับในส่วนของเรือดำน้ำ ผมขออนุญาตเรียนว่าตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ของ กองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ทางเรือ ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของผลประโยชน์ทางทะเลนั้น ประเมินแล้วว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๒๔ ล้านล้านบาทต่อปี เรามีเรือเข้าออกอ่าวไทย เรือสินค้ามากกว่าปีละ ๑๕,๐๐๐ ลำ เพราะฉะนั้นความมั่นคงทางทะเล ผลประโยชน์ทางทะเลนั้น เป็นสิ่งที่เรา โดยเฉพาะกองทัพเรือที่มีหน้าที่หลักในการที่ปกป้องน่านน้ำความมั่นคง ทางทะเล กองทัพเรือก็มียุทธศาสตร์ทางทะเลที่จะต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ขีดความสามารถที่จะปกป้องความมั่นคงทางทะเล เรือดำน้ำก็เป็นส่วนหนึ่ง ท่านอาจจะ ได้ข่าวว่าในภูมิภาคนี้มีหลายประเทศที่มีการจัดหาเรือดำน้ำเข้ามาใช้งานแล้ว การจัดหา เรือดำน้ำนั้น ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กราบเรียนเมื่อวานนี้ว่าไม่สามารถจะจัด ต้องการวันนี้ พรุ่งนี้ได้ ใช้เวลาลำหนึ่งประมาณ ๖ ปี จะเริ่มตั้งแต่จัดกำลังพลเข้าไป ตั้งแต่เริ่มต้นจนใช้งานได้ และเข้ามาประจำการ ในการจัดหานั้นก็มีขั้นตอนในการดำเนินการ การจัดหานั้นมิได้มา เพื่อหวังที่จะเป็นการที่จะไปทำให้ประเทศต่าง ๆ นั้นเกิดความไม่ไว้วางใจ ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน (ASEAN) นั้นก็มีการฝึก มีการร่วมกัน เป็นการป้องปราม หรือว่าเป็นการฝึก ปฏิบัติการร่วมกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าประเทศเกิดวิกฤตก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงที่จะรักษา ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล นั่นหมายถึงผลประโยชน์ของชาติของเราทุกคน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธานครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องเรียนว่าพยายามที่จะฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีพูดสักครู่ ก็อยากให้ท่านประธานบอกท่านนายกรัฐมนตรี เวลาอภิปราย ต้องพูดกับท่านประธาน การที่นายกรัฐมนตรีพูดแล้วก็เลกเชอร์ (Lecture) พวกผม คือมันเป็นการหน้าต่อหน้า อันนี้ผิดข้อบังคับแน่นอน
ประเด็นต่อมาครับ คือต้องเรียนว่า ๕ ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสวมเสื้อยืด กับเสื้อกล้าม ท่านยืดไปท่านเบ่งกล้ามมา วันนี้ท่านสวมสูท ท่านต้องพูดแบบนักการเมือง ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ
ประท้วงเรื่อง
ประท้วง เรื่องท่านนายกรัฐมนตรีต้องพูดผ่านประธานในเรื่องที่อภิปรายตอบ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อคืน ข่มขู่ผมนะครับ ผมกลับบ้านนี่กลัวนะ ท่านเอ่ยชื่อผมนะครับ แต่นามสกุลไม่ถูกนะครับ นามสกุลผม พลพรกลาง ผมลูกเล็กนะครับ เมียแก่ ไม่ใช่เมียสาว แต่ผมก็กังวล นิดเดียวครับ ผมเรียน
พอแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ
ซักซ้อม ขอบคุณครับ
ก็ถือว่าเรียนให้นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบนะครับ ที่จริงผมก็เรียนท่านแล้ว อย่าไปชี้หน้าใคร อย่าไปทำอะไรนี่ ก็เรียนท่าน ไปแล้วนะครับ เพราะว่าอาจจะความเคยชิน ท่านเคยอยู่กับทหารนะครับ อาจจะเคยชิน แต่ก็ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรนะครับ ท่านคงไม่เจตนาร้ายครับ ผมขอเรียน พวกเราว่ามีเวลาอยู่จำกัด เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายต้องระวังเวลา โดยเฉพาะ ครม. นะครับ เนื่องจากไปตกลงเวลาเขาไว้อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็ขอให้ฝ่ายที่เขามีจำนวน สมาชิกต้องพูดมากคือของพรรคร่วมฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกนะครับ ซึ่งมีจำนวนอยู่ เฉพาะของพรรคร่วมฝ่ายค้านยังเหลืออยู่ประมาณ ถึงแม้ว่าจำกัดด้วยเวลาก็ตาม แต่ผมอยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสนะครับ โดยท่านต้องบริหารเวลา แบ่งเวลาให้ย่อย ลงมานะครับ คนที่ใช้เวลานานก็อาจจะย่อยให้เพื่อน เพราะทั้งหมดมีค้างอยู่ประมาณเกือบ ๔๐ ท่านนะครับ ที่ท่านเสนอชื่อมาใหม่ประมาณเกือบ ๔๐ ท่านที่ยังค้างอยู่ ซึ่งก็ต้องแบ่งเวลากัน ถึงจะเป็นไปได้หมดก็ต่อเมื่อเวลาต้องย่อย เล็กลงมา ส่วนของวุฒิสมาชิกก็เช่นเดียวกัน มีอยู่ประมาณเกือบ ๔๐ ท่าน เพราะฉะนั้น เวลาท่านอภิปรายกำหนดไว้ ๕ นาที และท่านเกินไปเท่าไรก็ตามก็จะกินเวลาเพื่อนไปเท่านั้น คนที่อยู่หลังนี้ก็จะไม่มีโอกาสเพราะเวลาหมด อันนี้ตัวแทนของผู้ควบคุมเสียงวุฒิสมาชิก ไปตกลงกับเขาเองนะครับ ก็เรียนเพื่อทราบ ส่วนทางฝ่ายตัวแทนของพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีผู้อภิปรายน้อยที่สุด เวลานี้ก็เหลืออยู่น้อย เพราะฉะนั้นผมขอว่าต่อไปนี้ขออนุญาต ให้ตัวแทนฝ่ายสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล ท่านบุญลือ ประเสริฐโสภา ได้อภิปราย หลังจากนั้น ก็ขอไปวุฒิสมาชิก ๒ ท่าน ท่านละ ๕ นาที คือท่านตวง อันทะไชย และนายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล แล้วก็ย้อนกลับมาสู่ท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ แล้วก็นายคมเดช ไชยศิวามงคล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ทุกคนได้เตรียมตัว ขอบพระคุณครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน กระผม นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๕ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ วันนี้พวกเรามวลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยได้รับฟังคำแถลงนโยบายจากหัวหน้าคณะรัฐบาล จริง ๆ วันนี้นโยบายของ พรรคภูมิใจไทยมีมาก เมื่อสักครู่ผมได้ส่งแผ่นชาร์ต (Chart) ๑ แผ่นเพื่อเป็นนโยบายของ พรรคภูมิใจไทยที่เราได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียงกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ตามที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ซึ่งวันนี้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นับว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญ ไม่ทราบว่าชาร์ต (Chart) ที่ส่งไปขึ้นไหมครับ เพราะเรามีนโยบายทั้งหมดหลายข้อด้วยกัน ผมขออนุญาตลงใน รายละเอียดตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในข้อ ๕.๘.๔ พรรคภูมิใจไทยได้ระบุไว้ ในนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) ถือได้ว่าเป็น เศรษฐกิจกระแสใหม่ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและความคิด สร้างสรรค์ เราคำนึงถึงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เพื่อต้องการยกระดับพัฒนาประเทศ ให้เป็นประเทศที่รับจากการผลิต เป็นผู้มีขีดความสามารถในการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรม โดยจุดแข็งของประเทศ วันนี้ประเทศไทยเราถึงแม้สังคมจะขัดแย้งไปบ้าง แต่ผมเชื่อมั่นว่า วันนี้เรากำลังเรียกร้องให้สังคมกลับมามีความรักสมัครสมานสามัคคีเกิดขึ้น เรามี ทรัพยากรธรรมชาติ เรามีวัตถุดิบอย่างมากมาย นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ ไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) วันนี้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. ๒๐๓๑ สหภาพยุโรปได้รวมตัวกันก่อตั้ง อุตสาหกรรมแบบ พีพีพี (PPP) ซึ่งเป็นระบบเฉพาะทาง มีการลงทุนในด้านวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ มีการลงทุนถึง ๓,๘๐๐ ล้านเหรียญยูโร ถ้าคูณด้วย ๔๓ ก็เท่ากับเงินไทย ๑๓๗,๗๒๐ ล้านบาท นับว่าเป็นเงินมหาศาล ถือได้ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ประเทศสหรัฐอเมริกามีการลงทุนในเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ โดยต้องยอมรับว่าท่านประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสนใจและกำกับดูแลในเรื่องนี้เอง นอกจากนี้ประเทศเยอรมนีมีการจัดแผนเศรษฐกิจชีวภาพโดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันในปี ค.ศ. ๒๐๓๑ ก็จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแผนพัฒนาแบบยั่งยืน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราไม่แปลกใจเลยครับวันนี้ประเทศจีน มีการพัฒนามีเศรษฐกิจที่ดีอย่างก้าวกระโดด ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่า เศรษฐกิจ ชีวภาพของประเทศจีนมีการปรับแผนเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๘ นั่นแสดงว่าประเทศจีนเขาได้ดำเนินการมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาถึงเพื่อนบ้านเรานะครับ ประเทศมาเลเซียวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซียก็ได้จัดบรรจุไว้ในแผน โดยดู ของเก่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึงปี ๒๕๖๓ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าก็จะทำให้เศรษฐกิจของ ประเทศมาเลเซียนั้นดีขึ้น ประเทศอินเดีย ประเทศเกาหลี วันนี้ก็บรรจุไว้ในวาระ ซึ่งถือว่า เป็นนโยบาย แต่ที่สำคัญเขามอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้ดูแล จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวไป นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ มีรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าวันนี้ในแผนนโยบายของรัฐบาล ท่านจะมอบให้รัฐมนตรี ท่านไหนดูแล พรรคภูมิใจไทยและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติในห้องนี้ ตลอดจน พรรคร่วมรัฐบาล เราเชื่อมั่นและอยากเห็นนโยบายนี้เดินไปได้และเป็นรูปธรรม จะเห็นว่า จากนโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งสหภาพยุโรปในปี ๒๐๑๒ เศรษฐกิจโต รายได้ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกถึง ๒๒ ล้านคน ก็แสดงให้ เห็นว่าวันนี้เราเอานโยบายนี้มาใช้เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญครับวันนี้ ประเทศไทยมีทั้ง ข้าว อ้อย ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม ซึ่งเพื่อนมวลสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ของเราที่มีความรู้ในเรื่องนี้ก็จะเข้ามาอภิปรายในโอกาสต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขอแตะไปที่ ๕.๖.๓ นโยบายเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านการพลังงาน ผมต้องเรียนตรง ๆ ว่าผมในฐานะที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่า นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประธาน กพช. คณะกรรมการกิจการ พลังงานแห่งชาติ มีรัฐมนตรีว่าการเป็นประธานคณะ กบง. นอกจากนี้เรายังมี กกพ. ซึ่งเป็น เรกูเลเตอร์ (Regulator) ในการกำหนดกฎหมาย ระเบียบ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมต้องพูดเนื่องจากว่า วันนี้ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าทั้งหมดต่อวัน ๓๑,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ เราซื้อประเทศลาว ๕,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ เราซื้อประเทศมาเลเซียราคาผันผวน ๓๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ท่านประธานครับ จังหวัดราชบุรีวันนี้มีโรงไฟฟ้าทั้งหมด ๔-๕ โรงไฟฟ้าครับ มีฐานการผลิตรวมทั้งหมด ๖,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ เป็น ๑ ใน ๓ ที่มีกำลังการผลิตแล้วให้ ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนคนไทยใช้กันทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นวันนี้ ต้องเรียนว่านโยบายของ กพช. ที่ได้กำหนดแผนในเรื่องของการจัดสรรกำลังการผลิตไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ฝากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธาน กพช. ไปดูว่า ท่านจะแบ่งสรรปันส่วนอย่างไร วันนี้จะเห็นได้ว่านโยบายพลังงานบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น โซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) ชีวมวล ชีวภาพ จังหวัดราชบุรีมีฟาร์มสุกร รัฐบาลในอดีต เคยส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ก็สามารถที่ไปทำชีวมวลได้ ผมเรียนว่านโยบายเหล่านี้เป็นสิ่ง ที่มีความสำคัญ วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น หัวหน้าคณะรัฐบาลที่ได้บรรจุนโยบายสำคัญ ๆ ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในอดีตก็ขอให้พวกเราทุกคนมวลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในอดีตเราเคยทำงานร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญสูงสุดวันนี้เราอาสากลับมาเพื่อจะ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน บรรลุเป้าหมายที่เขามีความพึงหวังในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป ท่านตวง อันทะไชย และท่านรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ท่านละ ๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียน ท่านประธานก่อนว่าเวลาที่ผมได้รับ ๕ นาที ได้คุยกับท่านวิป (Whip) ผู้ประสานงานแล้ว จะเกินไปบ้างเล็กน้อยได้ เนื่องจากพวกผมบางท่านสละสิทธิไปแล้ว ต้องขอประทานอนุญาต ท่านประธานได้กราบเรียนเบื้องต้น แต่ผมเริ่มต้นอย่างนี้ว่าเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการไม่ได้อยู่ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ คนอยู่ที่นี่ ผมขอประทานอนุญาต ที่จะอภิปรายเรื่องนโยบายของการศึกษา ที่ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดเมื่อวาน ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน มันไม่มีเครื่องมือใดในการที่จะปฏิรูปประเทศให้ประสบ ความสำเร็จนอกจากการศึกษา การศึกษามันเครื่องมือนำเดียวเท่านั้น ท่านลองย้อนไปดู ประเทศสิงคโปร์ ไปดูประเทศฟินแลนด์ ไปดูประเทศจีน ประเทศอื่นก็ตาม ถ้าเราไม่สามารถ จะปฏิรูปการศึกษาของประเทศได้ เราไม่อาจจะคาดหวังต่อการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ แต่ที่ผ่านมาของประเทศในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปี ผมใช้ ๑๐ ปี เราปฏิรูปการศึกษาของประเทศประหนึ่งเหมือนใบไม้ที่อยู่ในกำมือ เรามองไม่เห็นป่า ของมัน ไม่เห็นป่าไม้ว่าป่าไม้มันคืออะไร เราเจออะไรเราทำเรื่องนั้น เราเห็นอะไรเราทำ เรื่องนั้น แล้วเราก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง ข้อเสนอของผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานต่อไปนี้ คือการปฏิรูปที่เป็นนโยบายของรัฐบาลในข้อ ๘ และข้อ ๗ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้และเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แต่ในนโยบายนี้ผมเห็นปัจจัยเงื่อนไข ที่มันพอจะประสบความสำเร็จอยู่ ๒ เรื่อง ซึ่งผมขอประทานอนุญาตได้เสนอ พวกผมเป็น นักการศึกษาได้คุยกัน ถ้าเขียนตามข้อ ๘ ข้อ ๗ ของท่านมันยากครับ เพราะเวลาท่านมา แล้วท่านจากไป ก็จะมีนโยบายอีก ๘๐๐ ให้ครูได้ทำ ท่านคงจำใครที่เป็นครูอย่างผมจะรู้ว่า พอรัฐมนตรีจากไปนโยบายมันจะอยู่ที่นั่นตลอด ๘๑ นโยบาย โรงเรียนดีศรีตำบล โรงเรียน คุณธรรม โรงเรียนจริยธรรมมีหมด แต่มันไม่ถึงแก่นของมัน ข้อเสนอของผมที่จะกราบเรียน ต่อท่านประธาน ก็คือปัจจัยแรกซึ่งผมเห็นตรงก็คือว่า ผมเห็นท่านรัฐมนตรีได้สื่อสาร กับสาธารณะว่าท่านต้องการรับฟังความเห็นของครู ผมว่าถูกแล้ว แต่การรับฟังความเห็น ของครูนั้น ท่านจะต้องฟังให้เห็น ให้เข้าใจ ให้ได้ยินเสียงเต้นหัวใจของครู แล้วท่านจะรู้ว่า ท่านจะปฏิรูปอย่างไร ที่ผ่านมาท่านไม่เข้าใจหรอกครับ หัวใจเต้นของครูจะบอกว่าทิศทาง ของการปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำอย่างไร
ประการที่ ๒ ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นทั้งหมดที่ท่านเสนอไว้ในข้อ ๗ ข้อ ๘ เดี๋ยวผมจะลองคลี่ดูสักตัวอย่างให้ดู ถ้าท่านไม่ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ไม่ปฏิรูประบบ หลักสูตรการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล ไม่มีทางที่มันจะยั่งยืนและประสบ ความสำเร็จ เพราะระบบการศึกษามันต้องใช้ความต่อเนื่อง ต้องใช้ความยั่งยืน มันไม่ทำวันนี้ เสร็จวันนี้หรอกครับ ระบบการศึกษาเหมือนดอกกล้วยไม้ที่มันออกดอกช้าฉันใด ผมลองคลี่ ไปดูในนโยบายของท่าน ผมเอาสักตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างให้ท่านประธานดูว่า มันจะต้องปฏิรูป หลักสูตรและระบบการเรียนการสอนของประเทศครั้งใหญ่ ถ้าท่านจะทำตามนโยบายข้อ ๗ ข้อ ๘ เช่น นโยบายว่าด้วยธนาคารหน่วยกิต ท่านประธานครับ เป็นนโยบายที่พวกผมเป็น นักการศึกษาฝันมานาน อยากจะทำมานาน พอท่านมาเขียนเอาไว้ในระบบหลักสูตรเก่า มันทำไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าระบบธนาคารหน่วยกิตของท่านมันคือ อะไร ท่านดูนะครับมันมหัศจรรย์มากสำหรับผม ๑. คนเรียนหนังสือเก็บหน่วยกิตไม่ได้ ท่านประธานครับ ๒. เอาหน่วยกิตนั้นไปเรียนข้ามสาขาได้ รุ่นท่าน รุ่นผม รุ่นท่านประธาน ทำไม่ได้หรอกครับ ๓. เอาหน่วยกิตนั้นไปเรียนข้ามสถาบันได้ มหัศจรรย์มากสำหรับผม และสำคัญมากตามทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ ที่ท่านอ้างในนโยบายของท่านก็คือ เขาสามารถเลือกเรียนเฉพาะที่เขาสนใจได้ อันนี้สุดยอดเลย เขาไม่ต้องเรียนเก่ง วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่เขาเก่งกอล์ฟ เขาเก่งฟุตบอล เขาเก่งตะกร้อ เขามีสิทธิที่จะหาเงิน เป็นล้าน ๆ ได้ นี่คือทฤษฎีพหุปัญญาที่มีในหลักสูตรของท่าน แต่ท่านทราบไหมมันคือ หลักสูตรเก่า หลักสูตรปัจจุบันมันเป็นหลักสูตรที่จะต้องเรียนให้เก่ง สอบให้ได้เกียรตินิยม ได้ปริญญา หลักสูตรปัจจุบัน ผมยกตัวอย่างให้ท่านดูรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาในการใช้ หลักสูตรก็คือว่า เราเรียกร้องให้คนใช้หลักสูตรเป็น ขอประทานอนุญาตท่านประธานใช้ ภาษาอังกฤษคือ แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) แปลเป็นไทยมันไม่ค่อยตื่นตะลึงเท่าไร แปลว่าการเรียนรู้แบบรุกก้าวกระโดด แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) ก็คือ เรียนโดย การปฏิบัติ ลงมือทำเอง คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง ผมเรียนท่านประธานแล้วนะครับ ผมบอกท่านรองสิงห์ศึกมาเพิ่มได้ เพราะครูสอนไปอย่างนั้น ครูก็ต้องกลับไปสู่ แพสซิฟ เลิร์นนิง (Passive learning) ก็คือกลับไปเรียนตามหลักสูตรที่มันจะต้องอาศัยเนื้อหามันจึง จะจบหลักสูตรท่านประธานครับ ต่อให้สอน แอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active learning) แทบเป็นแทบตายต้องกลับมาที่หลักสูตรเก่าที่ว่านี้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านต้องการให้ครูเป็นโค้ช (Coach) ท่านทราบไหมพวกผม เป็นครูมา ท่านรัฐมนตรีเป็นครูเหมือนผมท่านจะรู้ เราเป็นมากกว่าโค้ช (Coach) เราเป็น พ่อแม่ เป็นลุงป้าน้าอา เป็นนักกฎหมาย เป็นทุกอย่างอันนี้ไม่ต้องมาเปลี่ยนจิตวิญญาณ ของเขา แต่ท่านเน้นว่าจะให้เป็นโค้ช (Coach) ในภาวะแบบนี้หรือจะให้ผมขออนุญาตพูด ภาษาอังกฤษต่อไปเลย จะให้เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) จะให้เป็นเมเนเจอร์ (Manager) จะให้เป็นออร์กาไนเซอร์ (Organizer) ครูทุกวันนี้จะต้องเป็นอย่างนั้น แต่จะทิ้ง จิตวิญญาณของความเป็นครูไม่ได้ หลักสูตรในปัจจุบันมันทำไม่ได้หรอกครับ ให้ท่านไปเป็น โค้ช (Coach) เหมือนโค้ช (Coach) ฟุตบอล เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการที่จะปฏิรูปให้เกิด อย่างที่นโยบายของรัฐบาล จะต้องกลับไปสู่การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน เรื่องสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการได้พูดคือโค้ดดิ้ง (Coding) ท่านประธานทราบไหมครับ ถ้าท่านไม่ยอมปฏิรูประบบหลักสูตร เวลาท่านจากไป มันจะเป็นนโยบายธรรมดา มันจะไม่มี คนทำต่อ เพราะมันไม่มีในหลักสูตร เพราะมันไม่ถูกบังคับในระบบของมัน เพราะมันไม่มี ระบบการเรียนการสอน เพราะโรงเรียนบ้านนอก โรงเรียนท่านรัฐมนตรีคงทราบดี บางแห่ง มันไม่มีคอมพิวเตอร์ บางแห่งไม่มีครูสอน มันต้องใช้เวลาท่านรัฐมนตรีพูดถูก
สุดท้ายเรื่องของหลักสูตรว่าด้วยพหุปัญญาเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศ หลังจากที่การ์ดเนอร์ค้นพบเมื่อปี ๒๕๕๖ มันเปลี่ยนวิธีคิดของนักการศึกษาทั่วโลกว่าต่อไปนี้ เด็กจะเทียบกันไม่ได้ คนนี้เก่งวิทย์-คณิตไป คนนี้เก่งฟิสิกส์ เคมี ชีวะไป คนเก่งฟุตบอล ตะกร้อ ท่านประธานเห็นไหมครับ นักฟุตบอลไทยไปเตะฟุตบอลที่ญี่ปุ่นเดือนละล้านบาท พวกนี้ยังไม่จบ ม. ๖ ร้องเรียนมาที่กรรมาธิการจะทำอย่างไรจะจบ ม. ๖ เขาบอกไม่เป็นไร
อันสุดท้ายที่มีอยู่ในนโยบายฉบับนี้ที่จะเกิดบรรลุผลก็คือว่า การศึกษาปฐมวัย เป็นเรื่องใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ที่บอกว่า การศึกษาปฐมวัยต้องดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พอมีกฎหมายเสร็จหลักสูตรยังเป็นแบบเดิม ยังเน้นที่ความรู้ความจำ ท่านประธาน อาจจะถามผมว่านโยบายแบบนี้มันเพิ่งมีใช่ไหม ไม่ใช่หรอกครับ ผมย้อนไปดูนโยบาย เมื่อคืนนี้ไปทำการบ้านให้ท่าน ท่านไปดูก็ได้ ให้เจ้าหน้าที่ไปดูตามผมก็ได้ ปี ๒๕๔๙ รัฐบาล สมัยนั้นก็พูดอย่างนี้ละครับ ปี ๒๕๕๑/๑ ผมจะไม่ระบุชื่อท่านนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๑/๒ ปี ๒๕๕๔ และ ปี ๒๕๕๗ ก็พูด ๒ เรื่องว่าจะต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำพาการพัฒนา ประเทศเน้นไปที่คุณภาพ ท่านอาจจะถามผมว่าแล้วถ้าจะปฏิรูปหลักสูตรต้องทำอย่างไร ผมว่าท่านกลับไปถามคนในกระทรวงแล้วเอามานั่งถกกันเลย ถ้าท่านต้องการเปลี่ยนแปลง แนวนโยบายตามข้อ ๘ และข้อ ๗ ของท่าน ท่านไม่ต้องกังวล เพราะระบบหลักสูตรทั่วโลก มันเหมือนกันหมด มันมีการวิวัฒนาการ มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลง ของโลก หลักสูตรเนื้อหาข้างในมันเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมดครับ ผมย้อนไปดูว่าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาและปฏิรูปหลักสูตรไทยไม่ใช่เพิ่งมีครับ มันช้า ตรงนี้ เพราะโลกมันเปลี่ยนทุกวัน ๆ หลักสูตรมันยังอยู่แบบเดิม เช่น หลักสูตรปี ๒๕๐๓ ท่านรัฐมนตรีในห้องจะเรียนเหมือนผม หลักสูตรปี ๒๕๒๐ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๑ ในปัจจุบัน มันเป็นหลักสูตรที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โค้ดดิ้ง (Coding) ที่ท่านประธานพูดถึง ที่ท่านกรรมาธิการ ที่ท่านรัฐมนตรีพูดถึง
ข้อเสนอของผมประการสุดท้าย ถ้าท่านฟังได้ยินเสียงหัวใจเต้นของครู ท่านจะกลับไปทบทวนว่า กศจ. มันควรยกเลิกได้หรือยัง ท่านจะต้องกลับไปทบทวนว่า การกระจายอำนาจที่พรรคทุกพรรคการเมืองเสนอนั้นใน ๔ งาน วิชาการ บริหาร งบประมาณ บริหารนโยบาย และบริหารงานทั่วไป มันควรเป็นเรื่องของจังหวัดนั้น เป็นเรื่อง ของโรงเรียนนั้นหรือยัง ทำไมคนจังหวัดกระบี่จะต้องมาสอนหลักสูตรเหมือนบ้านผม ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ทำไม
อันที่ ๒ ท่านจะได้กลับถ้าฟังเสียงหัวใจเต้นของครู ได้ยิน ท่านจะรู้ว่าโอเน็ต (O-NET) เขาไม่ได้มีให้มาเทียบ ผมฝากท่านรัฐมนตรีถ้าจะให้ถูกใจครูหยุดเอาโอเน็ต (O-NET) มาเทียบ โอเน็ต (O-NET) บ้านนอกบ้านผมจะมาเทียบในเมืองไม่ได้ โอเน็ต (O-NET) ที่อยู่ในเขา โอเน็ต (O-NET) เขาให้เทียบผลการจัดการศึกษาในรอบปีของโรงเรียนนั้น ของห้องเรียนนั้น ของนักเรียนคนนั้นต่อปีว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้น มันมีปัญหาอะไรหรือไม่ กระบวนการบริหารจัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้นมันมีปัญหาที่ต้อง ทบทวนหรือไม่เขาไม่ให้เอามาเทียบกัน เอาโรงเรียนอำเภอมาเทียบจังหวัดมันไม่ได้ วันนี้เรา นำมาเทียบกัน สุดท้ายถ้าท่านปฏิรูประบบหลักสูตรการเรียนการสอน ท่านไม่ต้องเสียเงินไปติว โอเน็ต (O-NET) ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาท เสียดายสตางค์ท่านรัฐมนตรี ไม่ต้อง เสียเงินไปติวปิซ่า (PISA) ท่านทราบไหมเพราะอะไร ทุกวันนี้คะแนนปิซ่า (PISA) มันตกต่ำ เพราะเราสอนแบบหนึ่ง ไปออกข้อสอบอีกแบบหนึ่ง ภาษานักวิชาการพวกผมเรียกว่า ชาติหน้าก็ไม่ได้ เพราะสอนนักเรียนอีกแบบหนึ่ง ไปออกข้อสอบอีกแบบหนึ่ง สอนอย่างไร ต้องออกข้อสอบแบบนั้น โออีซีดี (OECD) ที่เป็นเจ้าของปิซ่า (PISA) ในงานวิจัยเขาบอกเลย ว่าประเทศที่คะแนนปิซ่า (PISA) ดีขึ้นก็คือประเทศที่ปฏิรูประบบหลักสูตรการเรียนการสอน ท่านประธานที่เคารพผมให้กำลังใจในการปฏิรูป ผมหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยน ท่านฟังครูให้มากกว่าคนที่ ๔ แท่ง ท่านอย่าไปหลงงานบรรจุแต่งตั้ง โอนย้าย เลื่อนขั้น เงินเดือน สอบวินัย มันคือกับดัก คนเป็นรัฐมนตรีจะหลงตรงนั้นเลยคิดอะไรไม่ได้ฝากท่านเลย หวังว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศ เราจะสามารถสร้างประเทศด้วยการศึกษา ขอบพระคุณครับ
ท่านใช้เวลา เกินไป ๖ นาทีเศษนะครับ ต่อไปท่านรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในนามสมาชิก รัฐสภานะครับ นโยบายของรัฐบาลฉบับนี้ผมจะโฟกัสไปที่เรื่องของการเกษตรนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ยินเสียงหัวใจครูเต้น ตอนนี้ท่านมาได้ยินเสียงหัวใจชาวนาเต้นบ้างนะครับ ท่านครับในนโยบายของท่านในข้อ ๕ จาก ๕.๓.๑ ถึง ๕.๓.๘ จะสอดคล้องกันเป็นอย่างดี กับยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติคือเข็มทิศนำทาง คือเข็มทิศที่จะนำนาวาลำนี้ให้ไปรอด ให้ชาวนาอย่างพวกผมอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกิน ขอชื่นชมว่ามันสอดคล้องกัน นโยบาย รัฐบาลไปล้อกับยุทธศาสตร์ชาติ ไปล้อกับแผนปฏิรูปประเทศ มันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต่อเนื่องกันไปได้ด้วยดี ผมก็อยากจะ ให้ท่านพลิกไปดูที่นโยบายเร่งด่วน มองไปที่ข้อที่ ๔ ในเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนานวัตกรรม ทุกอย่างดีหมด แต่อยากจะเสนอแนะคณะรัฐมนตรีนิดหนึ่งว่า เมื่อนำนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับปฏิบัติที่เป็นราชการนั้นไม่อยากให้เกิดความซ้ำซ้อน ให้สอดคล้องซึ่งกันและกันให้เหมือนเล่นวิ่งผลัด คือส่งไม้ให้ถูกกัน ไม่ใช่แย่งไม้กัน ในความซ้ำซ้อนนั้นผมมีตัวอย่างความสำเร็จที่จะกราบเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบ ให้ท่านประธานได้ทราบ ท่านประธานครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะทำหน้าที่ ในการส่งเสริมการผลิต โดยใช้ระบบที่มีอยู่แล้ว ที่ดีอยู่แล้วคือระบบแปลงใหญ่ การเกษตร แบบแปลงใหญ่เป็นการรวมเกษตรกร รวมเพื่อซื้อ รวมเพื่อต่อรอง รวมเพื่อขาย เพื่อที่จะ ต่อรองในเรื่องของการซื้อขายโดยผ่าน ศพก. หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สินค้าเกษตร ซึ่งมี ๘๘๒ แห่งอยู่ทั่วประเทศ เขาพร้อมที่จะเป็นโรงเรียนชาวนา โรงเรียน เกษตรกรให้กับคนในพื้นที่ โดยผ่านกลไกของเกษตรกรต้นแบบ อาสาสมัครการเกษตรหรือ อกม. เพื่อที่จะมุ่งสู่การลดต้นทุนการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มคุณภาพ แล้วก็เพิ่มรายได้ในที่สุด และอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ซึ่งจะเป็นการลดภาระที่รัฐจะต้องไปซับซิไดซ์ (Subsidize) เกษตรกร เกษตรกรอย่างพวกเราไม่แฮปปี้ (Happy) นะครับที่รัฐเอาเงินมาแจก แต่แจกมา ก็ต้องรับไว้นะครับ แต่ไม่แฮปปี้ (Happy) เลย เพราะเราอยากอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกิน ย้ำนะครับท่านประธาน ผ่านมาทางกระทรวงอุตสาหกรรมนะครับ กระทรวงอุตสาหกรรม ควรจะต้องส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่าสร้างผลิตภาพ เป็นการแปรรูป ทั้งในระดับปฐมภูมิและระดับทุติยภูมิ แล้วก็ไม่ได้แปรรูปเชิงเดี่ยว จะต้องออกมา ในรูปลักษณะของกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ หรือเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ก็ได้ ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นอยู่ทั่วไป แล้วให้เขาได้ก้าวสู่การเป็นบริษัทจำกัด เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตรงนี้เกษตรกรเมื่อรวมตัวกันเป็นบริษัทเอง นี่มันเป็น ซีเอสอาร์ (CSR) เป็นธุรกิจเพื่อสังคม แล้วก็เป็นตัวอย่างที่ให้เห็น แล้วก็เป็น ความสำเร็จที่ไม่อยากให้วางมืออยากให้ต่อเนื่องไปดังที่ผมได้กราบเรียนท่านไว้แล้วตอนต้น นั่นก็คือว่ากองทุนพัฒนา เอสเอ็มอี (SMEs) ตามแนวประชารัฐ ทำให้กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจ ชุมชนหรือคลัสเตอร์ (Cluster) ในแต่ละแห่ง สร้างโรงงานเพื่อที่จะแปรรูปสินค้าของตัวเอง ได้มามากมายก่ายกอง ในกลุ่มที่ผมทำอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เราก็ได้โรงสีมา ๑๐๐ ตันต่อวัน ได้โรงงานสกัดน้ำมันรำข้าวมา ซึ่งตรงนี้เป็นการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม มันจะส่งผล ต่อเกษตรกรที่เขาเป็นสมาชิกแปลงใหญ่ ที่เขาเป็นสมาชิกของสหกรณ์ ให้เขาขายผลผลิต ทางการเกษตรได้ดีขึ้น พวกผมไม่สนว่าตอนนี้ข้าวหอมมะลิในท้องตลาดจะราคาเท่าไร เพราะข้าวหอมมะลิที่สหกรณ์ของเราซื้อไว้ก็คือว่าตันละ ๑๙,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท จะเห็นว่า ท่านไม่ต้องมาซับซิไดซ์ (Subsidize) เลย ถ้าทำกลไกเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์
นอกจากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมครับ ฝากท่านว่าการเพิ่มผลิตภาพ คือการเพิ่มคุณภาพและมาตรฐาน มาตรฐานในเรื่องของอาหารที่เกิดจากการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น จีเอ็มพี (GMP) เอชเอซีซีพี (HACCP) บีอาร์ซี (BRC) ฮาลาล (Halal) หรือ ไอเอฟเอส (IFS) ส่วนนี้สถาบันอาหารเขามีองค์ความรู้ เล่นให้มันสอดคล้องกัน
ผ่านมาที่กระทรวงพาณิชย์ครับ กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่สร้างศักยภาพ ในการแข่งขันของสินค้าเกษตร เถียงกันมาหลายรอบว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีหน้าที่ มาประเมินมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ท่านประธานครับ ผมได้ทดเวลาต่อมาเช่นเดียวกัน ผมจะใช้บวกไม่เกิน ๓ นาทีครับ ท่านครับ คือการสร้างศักยภาพของสินค้าเกษตร เพื่อการแข่งขัน คือการประเมินมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น อียู ออร์แกนิก (EU Organic) เอ็นโอพี (NOP) ของยูเอสดีเอ ออร์แกนิก (USDA Organic) ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแจส (JAS) ของประเทศญี่ปุ่น เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ โดยตรงที่จะต้องทำ เพราะว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างศักยภาพในการแข่งขันในตัว สินค้า ตลอดจนการให้เข้าถึงตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดส่งออก เพื่อที่จะให้หลุดพ้นวงจรที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรที่เป็นสหกรณ์หรือศูนย์ข้าวชุมชน ที่ต้องไปห้อยไปแขวนอยู่กับสมาคมผู้ส่งออก ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ เป็นสิ่งที่ดี แต่นั่นหมายความว่า เป็นการสร้างศักยภาพขององค์กรเกษตรกรไปในตัวด้วย และที่สำคัญที่สุดในนโยบายเร่งด่วน ข้อนี้ท่านพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ผมขอใช้เวลาอันน้อยนิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือธนาคารน้ำใต้ดิน ทำไมน้ำถึงท่วม น้ำที่มันท่วมเพราะว่าน้ำมันเยอะเกินไปแล้วไม่มีที่ จัดเก็บนะครับ แก้มลิงที่วางอยู่บนผิวดินอัตราการระเหยมันสูง เพราะฉะนั้นถ้าเอาแก้มลิง ลงไปไว้ข้างล่าง เจาะลงไปให้พ้นชั้นดินเหนียว ให้ไปถึงชั้นกรวดหรือชั้นหินผุ ซึ่งเป็นชั้นกรองน้ำ เป็นอย่างดี แล้วเก็บซับน้ำลงไปไว้ในชั้นน้ำบาดาล น้ำมาเท่าไรเก็บลงไปไว้ข้างล่างให้หมด พอตกหน้าแล้งในวันที่เราไม่มีน้ำ ท่านประธานครับน้ำต้นทุนของประเทศไทยมีน้ำจากฟ้า เท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องเอาน้ำจากฟ้ามาเก็บลงไว้ข้างล่าง แล้วดึงขึ้นมาใช้ในหน้าแล้ง ผ่านระบบบาดาล จะสูบโดยโซลาร์เซลล์ (Solar cell) หรือสูบโดยการใช้พลังงานไฟฟ้า ก็แล้วแต่ ซึ่งโมเดล (Model) ตัวนี้เป็นโมเดล (Model) ที่สามารถใช้ได้
อีกประการหนึ่ง เป็นพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นั่นก็คือ เรื่องของอ่างพวง อย่าไปทำไว้อ่างเดียว ทำกระจายไปเป็นรายทาง เก็บไว้ เก็บไว้ เก็บไว้ แล้วใต้ก้นอ่างนั้นก็ทำธนาคารน้ำใต้ดินไว้ ปัญหาน้ำแล้งบ้านเราจะไม่มี ที่บ้านผมจะประชุมกัน วันที่ ๓๑ นี้ แล้วก็ผลักดันเรื่องนี้ กราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ เราผลักดันเรื่องนี้ไปให้ท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาได้ทำ เขามีงบเหลือจ่าย เขามีงบสะสมที่สามารถจ่ายขาดได้บ้างส่วน ให้เขาเอามาทำ เรากระจายบทบาทตรงนี้ ไปที่ท้องถิ่น เพราะคนที่จะรู้เรื่องของคนในพื้นที่คือคนในพื้นที่เองนะครับ กราบเรียน ท่านประธานว่า ในตลอดชีวิตของผมทำอาชีพเกษตรกร มีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต ผมไปรับราชการครู ขอแตะเรื่องการศึกษานิดหนึ่ง สุดท้ายคือก่อนที่ผมจะมาเป็นเกษตรกร เต็มตัว ผมทำงาน กศน. ผมเป็นผู้อำนวยการอำเภอ ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ กศน. เป็นการจัดการศึกษาระบบหนึ่งของประเทศไทยนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามพี่ตวง พูดถึงเรื่องของการจัดการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบวันนี้นับวันแต่จะเจริญเติบโต เพราะว่าการศึกษาในระบบนั้นเริ่มที่จะไม่ประสบความสำเร็จ คนออกจากโรงเรียนกลางคัน แล้วมาอยู่กับ กศน. เป็นการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย แต่วันนี้ไปเป็น มุมเล็ก ๆ ซอกเล็ก ๆ อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พยายามมีการร่าง พ.ร.บ. กศน. มาแล้วหลายครั้งไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งนี้รัฐบาลนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชุดนี้ทั้ง ๓ ท่าน ให้เขาเป็นแท่งหนึ่ง ให้เขาได้สร้างสรรค์คนวัยทำงาน ให้เขาได้สร้าง องค์ความรู้ให้กับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในการศึกษานอกระบบ แล้วประเทศไทยจะมีคนดี มีคุณภาพครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านใช้เวลาไป เกือบ ๔ นาทีนะครับ ต่อไปเริ่มใหม่ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านรวม ๓ ท่านนะครับ ท่านแรก ท่านมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ๑๐ นาที ท่านที่ ๒ ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ๑๐ นาที ได้รับอนุญาตให้ฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ ท่านที่ ๓ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๐ นาที เช่นกัน ตามลำดับดังนี้นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ผม นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแสดง ข้อคิดเห็นในนโยบายหลักที่ ๕ เรื่องการสนับสนุนให้เกิดโครงสร้างตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมครับว่าตลาดการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของไทยเป็นแบบใด ตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของไทยยังเป็นรูปแบบ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ ที่เรียกว่า เอนฮานซ์ ซิงเกิล บายเออร์ (Enhanced Single Buyer) คืออะไร ก็คือตลาด ซื้อขายไฟฟ้าแบบผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว ในเมืองไทยคือใคร ตรงนี้ก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือที่เราเรียกกันย่อ ๆ ว่า อีแกต (EGAT) ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาผมขออนุญาตชื่นชม อีแกต (EGAT) ว่าเป็นหน่วยงานที่มี ความสำคัญในการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด อีแกต (EGAT) เป็นหน่วยงานที่รักษา เสถียรภาพพลังงานไฟฟ้าของประเทศนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการซื้อไฟฟ้าของ อีแกต (EGAT) หลายโครงการที่ อีแกต (EGAT) มีหน้าที่รับซื้อไฟฟ้า ทำตามนโยบายของรัฐบาล เท่านั้น อีแกต (EGAT) ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าได้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าหน่วยงานระดับโลกอย่างธนาคารโลก หรือที่เรารู้จักกันก็คือ เวิลด์แบงก์ (World Bank) มีการเตือนกันมาตลอดถึงการใช้โมเดล เอนฮานช์ ซิงเกิล บายเออร์ (Model Enhance Single Buyer) ที่ยาวนานเกินไป โดยเฉพาะประเทศ ที่กำลังพัฒนา ซึ่งในรายงานดังกล่าวมีการกล่าวอ้างถึงประเทศไทย ท่านประธานทราบไหมครับว่า ทำไมธนาคารโลกถึงออกรายงานเตือนการใช้โมเดล เอนฮานช์ ซิงเกิล บายเออร์ (Model Enhance Single Buyer) ที่ยาวนานเกินไป สาเหตุที่การใช้โมเดล เอนฮานช์ ซิงเกิล บายเออร์ (Model Enhance Single Buyer) ที่นานเกินไป เพราะว่าโมเดล (Model) นี้ไม่สามารถที่ทำให้เกิดการแข่งขันด้านตลาดไฟฟ้าที่เพียงพอ ตรงนี้คนภายนอกส่วนใหญ่ จะเข้าใจว่าตลาดไฟฟ้าของเมืองไทยมีการแข่งขัน เพราะว่ามีการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการ ไฟฟ้าอิสระ หรือที่เราเรียกกันว่า ไอพีพี (IPP) แต่จริง ๆ แล้วการแข่งขันที่เกิดขึ้นมีอยู่ในวงที่ จำกัดมากหรือบางทีก็มีการจัดฉากขึ้น สุดท้ายเวิลด์แบงก์ (World Bank) ระบุว่าการใช้ โมเดล เอนฮานช์ ซิงเกิล บายเออร์ (Model Enhance Single Buyer) นานเกินไป สุดท้าย จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ ถ้าท่านประธานถามว่าเรื่องนี้ เกิดขึ้นหรือยังในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวเกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งที่มีกำลังการผลิต ๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังการผลิต ๗๐๐ เมกะวัตต์ ดังกล่าว หมดอายุลง ในหลักการแล้วก็จะมีการให้โรงไฟฟ้าเดิมมีการทำการก่อสร้างเพื่อทดแทนกำลัง การผลิตที่ขาดหายไป แต่มันเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานทราบไหมครับว่าท่านผู้อนุญาต อาจจะเคยชินกับรายการโปรโมชั่น (Promotion) ต่าง ๆ ของร้านค้าที่มีรายการส่งเสริม การขายซื้อ ๑ แถม ๑ ซึ่งตรงนี้ภรรยาผมพอเจอปุ๊บชอบมากต้องซื้อให้ได้เลย สุดท้าย โครงการนี้เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน โครงการนี้โรงไฟฟ้าเดิมได้รับการอนุญาต ให้ก่อสร้างหน่วยผลิตเพื่อทดแทนกำลังผลิตไฟฟ้าที่หมดอายุลง ๗๐๐ เมกะวัตต์ แต่มีโปรโมชั่น (Promotion) แถมให้ แถมให้ผลิตเพิ่มอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ รวมเป็น ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ผมได้คุยกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ก็ได้แต่นั่ง ตาปริบ ๆ ว่า เอ๊ะ จริง ๆ แล้วมันหมดแค่ ๗๐๐ เมกะวัตต์ แล้วที่เพิ่มมาอีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ท่านได้แต่ใดมา เอากำลังการผลิตส่วนนี้มาประมูลให้เกิดการแข่งขันจริง ๆ จะดีกว่าไหม การที่รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ตลาดกลางซื้อขายพลังงาน ไฟฟ้า อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ก็คือจริง ๆ แล้วอย่างที่เรียนให้ทราบนะครับว่า เอนฮานส์ ซิงเกอร์ บายเออร์ (Enhanced Singer Buyer) หรือผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว มันน่าจะตกยุคไปแล้วนะครับ จริง ๆ เมืองไทยจะต้องก้าวสู่การแข่งขันในลักษณะที่เป็น ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ โฮล์เซล (Wholesale) หรือรีเทล คอมเพตทิชัน (Retail Competition) นะครับ ซึ่งตัวนี้จะเป็นโมเดล (Model) ที่มาทดแทนตลาดซื้อขายไฟฟ้า แบบผู้ซื้อรายเดียว ถ้าทุกท่านถามว่าแล้วตรงนี้มันเกี่ยวอะไรกัน ผมขอให้ท่านประธานนึกถึง ตอนที่เวลาทุกท่านจะติดอินเทอร์เน็ตที่บ้านนะครับ ทุกท่านมีทางเลือกว่าจะเลือกใช้ อินเทอร์เน็ต เลือกซื้อผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต รายใดถ้าใครมีโปรโมชั่น (Promotion) ดี ๆ สัญญาณแรงและเร็ว ส่วนใหญ่ทุกท่านก็จะเลือกผู้ประกอบการรายนั้น อันนี้ก็เหมือนกัน เรามาดูในแง่ของพลังงานไฟฟ้า ในหลาย ๆ ประเทศผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ หรือติดตั้งไฟฟ้ากับผู้ประกอบการรายใดนะครับ สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผลประโยชน์ ก็จะตกอยู่กับประชาชนและประเทศชาตินะครับ การก้าวข้ามจากตลาดไฟฟ้าจากผู้ซื้อ เพียงรายเดียวสู่การแข่งขันที่แท้จริงไม่มีปัญหาด้านกฎหมายนะครับท่าน พระราชบัญญัติ ประกอบกิจการพลังงานฉบับปัจจุบันสนับสนุนให้เกิดโมเดล (Model) การแข่งขันได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือแนวคิดของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ถ้าทางรัฐบาลสามารถปฏิรูปแนวคิด ของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงานได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านใหม่ท่านเปิดกว้าง ผมคิดว่าถ้าท่านช่วยผลักดัน ผมว่าโมเดล (Model) นี้ไปได้แน่นอนนะครับ ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชน มีส่วนร่วมในการผลิตและบริหารจัดการพลังงานนะครับ นโยบายฟังดูดีครับ แต่ในทางปฏิบัติ ท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ประกอบการที่จะทำโรงไฟฟ้าขอใบอนุญาต ๓ ใบนะครับ ใบแรก ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ใบอนุญาตที่ ๒ ใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ใบอนุญาตที่ ๓ ใบ ร.ง. ๔ ใบประกอบกิจการโรงงาน ซ้ำซ้อนกันมากนะครับ
ใบอนุญาตแรก ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน เป็นผลมาจากการออก พระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงานที่มีความหวังดี ต้องการให้การประกอบกิจการ พลังงานของประเทศมีความเป็นเอกเทศและคล่องตัวนะครับ แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. อันนี้ เป็นกฎหมายใหม่เมื่อเทียบกับกฎหมายฉบับอื่นนะครับ ฉะนั้นผู้ร่างก็ไม่อยากที่จะไปทะเลาะ กับหน่วยงานอื่น จึงไม่มีการไปออกกฎหมายเพื่อยกเลิกใบอนุญาตของหน่วยงานอื่น มิฉะนั้น พ.ร.บ. ของตัวเองก็อาจจะไม่สามารถคลอดได้นะครับ ถ้าท่านประธานไปสอบถามผู้ประกอบ กิจการพลังงานว่าแล้วในบรรดาใบอนุญาตทั้งหมดควรจะมีใบใด คำตอบทุกท่าน ตอบเหมือนกันหมดว่าต้องการแค่ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ถ้าท่านประธานถามว่า ใบอนุญาตอื่นไม่มีความสำคัญหรืออย่างไร จริง ๆ ใบอนุญาตอื่นสำคัญนะครับ แต่ข้อมูลต่าง ๆ จริง ๆ มันอยู่ในใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานอยู่แล้ว สำนักงาน คณะกรรมการกิจการพลังงานเอาอยู่ในเรื่องการกำกับดูแล ที่ผ่านมามีการทำ เอ็มโอยู (MOU) ระหว่างหน่วยงานในกระทรวงพลังงานกับกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ตามระบบราชการนะครับ เวิร์ก (Work) บ้าง ไม่เวิร์ก (Work) บ้าง ถ้ารัฐบาลต้องการช่วยผู้ประกอบกิจการพลังงาน จริง ๆ ยกเลิกเถอะครับ ใบอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่เกี่ยวข้อง อนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานขอใบอนุญาตเดียว ก็คือใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน สุดท้ายผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แล้วก็ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมช่วยกันผลักดันดูแลเรื่องขั้นตอนการขอใบอนุญาต ที่ซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนลง ลดใบอนุญาตลง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ เพิ่มการแข่งขัน ด้านการพลังงานให้กับผู้ประกอบการ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไป เป็นท่านคมเดช ไชยศิวามงคล พอดีผมมีเรื่องเกี่ยวกับภาพประกอบการอภิปรายที่เป็น เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ขออนุญาต ปรากฏว่าท่านประธานรัฐสภา คือ ท่านชวน หลีกภัย ได้อนุญาตเฉพาะภาพที่ ๑ ภาพเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ อีก ๒ ภาพ ท่านไม่อนุญาตนะครับ
อันนี้ถูก เรียบร้อยนะครับท่านประธาน
ภาพนี้ ถูกต้องครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. กาฬสินธุ์ เขต ๓ สมาชิก รัฐสภา ผมใช้มาตรา ๑๖๒ การอภิปราย ใช้มาตรา ๗๕ ในกฎมายรัฐธรรมนูญ ๒๗๙ มาตรา ๑๖ หมวด ๑ บทเฉพาะกาล ใช้มาตรา ๔๒ นโยบายเร่งด่วนในข้อ ๑๒ เกี่ยวกับกฎหมาย เพิ่มเติมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้ข้อ ๒.๕ แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ใช้ข้อ ๕.๑๓ การปฏิรูป โครงสร้างรายได้เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีและรายได้ และปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่ท่านเคยไปเยี่ยมจังหวัดกาฬสินธุ์ และมีความหวังดี ที่จะทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดตัวอย่าง คือจังหวัดกาฬสินธุ์โมเดล (Model) ผลที่ออกมาอย่างนี้ท่านประธานครับ จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มียาบ้ามากที่สุด ในประเทศไทย ยาบ้ามากที่สุดในประเทศไทย ในการบริหารจัดการของท่าน ทำไมผมถึงพูด เรื่องหนี้สิน เรื่องภาษี เรื่องการจัดเก็บภาษี เรื่องการจัดเก็บรายได้ เรื่องภาคเกษตรกรรม เรื่อง จีดีพี (GDP) เรื่องหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนรายได้ต่อหัวต่อคน กราบเรียนท่านสมคิดด้วย ที่ท่านพูดเมื่อวานนี้เรียนตรง ๆ เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านวางโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศไทยถึง ๕ ปีด้วยกัน และผลออกมาว่ามีคนจน ๑๔.๕ ล้านคน ท่านนับลูกเขา หรือเปล่า ๑๔.๕ ล้านคน ลูกบวกอีก ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน สรุปแล้วมีคนจนครึ่งประเทศ นี่หรือครับผลงานของท่าน มันเป็นไปไม่ได้เลย หมดทรัพย์หมดสิน ท่านประธาน ทำไมผมถึง พูดเรื่องยาบ้า มันโยงกันอย่างไร ช่วงก่อนเลือกตั้งผมได้ยินข่าว ไม่ทราบว่ากฎหมายตัวนี้ ยังอยู่หรือไม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข่าวจะเก็บภาษีหมาและภาษีแมว ต้องขอโทษท่านประธานด้วย จะเก็บภาษีหมาและภาษีแมว ขึ้นภาษีทุกตัว เหล้า บุหรี่ ขึ้นหมดเลย หวาน มัน เค็มขึ้นหมดเลย ออนไลน์ขึ้นหมดเลย ขึ้นทุกตัวครับ อันนี้คือผล การบริหารจัดการ น้ำมัน สมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เก็บเงินกองทุนประมาณ ๐.๔๕ บาท สมัยท่านเก็บ ๕ บาท ผลทำไมมันออกมาอย่างนั้นท่านครับ ผลที่ออกมาคือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ประเทศพม่าถ้าเปรียบเทียบ ๙ ประเทศ รอบประเทศไทยเรา ประเทศพม่าน้ำมัน ๒๐ บาท ประเทศมาเลเซีย ๒๑ บาท ประเทศไทย ๒๗ บาท หนี้สาธารณะ ๗. .. ล้านล้านบาท ท่านใช้เงินไป ๑๗ ล้านบาท ผลปรากฏว่ามีคนจนเต็มประเทศ กำลังซื้อหดหายไปทั้งหมด ภาคธุรกิจเจ๊งระนาว ทำไมครับ กำลังซื้อไม่มี กำลังซื้อไม่มี ท่านหวังดีแต่ประสงค์ร้าย แนวทางแนวคิดของท่านไม่เป็นระบบ ไม่เป็นองคาพยพ แนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าบัตรสวัสดิการ และหรือที่ท่านดำเนินการมา โดยเฉพาะในช่วงแรกท่านใช้เงินเป็นแสนล้านและผลที่ออกมา ผมเปรียบเทียบว่ามันเป็นคล้าย ๆ เป็นคูปอง ท่านสมคิด เพราะว่าท่านไม่ให้จ่ายเงิน ในเมื่อท่านทำเป็นลักษณะเป็นคูปอง นี่เขาเอาไปแลกเงินทั้งหมด เอาไปแลกสินค้าทั้งหมด สินค้าต่าง ๆ ปรากฏว่าเจ้าสัวรวยกันเป็นแถบครับพี่น้องครับ ท่านประธานเจ้าสัวรวยกันเป็นแถบ ที่ผมอ้างมานี่มี ๕ บริษัทเจ้าสัวด้วยกัน อันนี้เป็นข้อมูลที่ผ่านเดอะเนชั่น มาแล้วทั้งหมด ซีพี จาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๕ ปีเป็น ๙๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เซ็นทรัลจาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขึ้นเป็น ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทิงแดงจาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิง เพาเวอร์จาก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นเป็น ๑๒๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันเกิดขึ้นได้อย่างไรท่านประธาน ชาวบ้านเจ๊งเรียบร้อยหมด สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผมเป็น ส.ส. ปรากฏว่าชาวบ้านมาหา ถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ผมเช็ก (Check) ข้อมูลรายละเอียดดู ปรากฏว่า ในยุคที่ท่านเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจปรากฏว่าท่านเปิดพิโก โมโน ดอกเบี้ย ๑๓๖ บาทต่อปี สภาพคล่องไม่มี สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยเงินกู้ ทำไมครับ กลัวเจ๊ง เพราะว่ามีการปฏิวัติรัฐประหาร ผมมองดูนะท่านประธานครับ ผมมองดูนี่ถ้าเช็ก (Check) ประวัติท่านสมคิด ผมดูคล้าย ๆ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ผมดูท่านประยุทธ์คล้าย ๆ ว่าเป็น เครื่องมือ ผมดูท่านสมคิดเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนทั้งหมดของประเทศ ช่วง ๑๐ ปีที่ท่าน หายไป ท่านไปสะสมอะไรต่าง ๆ ไว้มากมาย แล้วโผล่ออกมาทีเดียว แต่ปรากฏว่า ประสบการณ์ของท่าน ผมคิดว่ามันไม่ถึง มันเหมือนมวยสมัครเล่น ผมไม่ให้ความเชื่อถือท่าน หลังจากที่มาเป็นรัฐบาลอีกรอบหนึ่ง ผมมีความขยะแขยงที่สุด เพราะว่าท่านไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง
ขออนุญาต เตือนครับ ขออนุญาตเตือนท่านใช้วาจาเสียดสีนะครับ
ครับ ขอโทษครับ ไม่เป็นไร
คือท่านได้ กล่าวพอสมควรแล้ว เข้าใจแล้วนะครับ
เข้าใจ อย่างนี้ครับผมว่าจะเปรียบเทียบว่ารัฐบาลนี้เป็นคล้าย ๆ รัฐบาลกิ้งกือ
คือท่านก็ยัง เสียดสีนะครับ มีผู้ประท้วงแล้วคือท่านยังเดินหน้าอยู่อีกนะครับ ผมบอกแล้วว่าภาพ ท่านประธานรัฐสภาก็ไม่อนุญาตให้ใช้แล้วนะครับ
ครับ ใช่อยู่ครับ ผมก็แปลความต่าง ๆ ให้แล้วครับ
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ดิฉัน ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วงท่านประธานค่ะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่ปล่อยให้ ผู้อภิปรายใช้คำ หลายคำนะคะที่เป็นวาจาทั้งเสียดสี ให้ร้าย ถากถาง ขอให้เขาถอนคำพูด ทั้งหมดด้วยค่ะ
ผมวินิจฉัยครับ เขาเพิ่งเริ่มแล้วผมก็ห้ามทันที ต่อไปนี้ห้ามพูดเสียดสีถ้อยคำอย่างนั้น ทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว ท่านอย่าฝ่าฝืนต่อไปเลยนะครับ
ได้ครับ ไม่เป็นไรท่านประธาน ผมขอถอนในส่วน ๆ นี้ ผมจะอภิปรายให้ฟังละเอียดว่าการเป็นหนี้เป็นสิน แล้วภาวะที่ล้มเหลวของการบริหารของรัฐบาลทำไมลามไปถึงยาบ้า อดีตนายกรัฐมนตรีปู บริหารจัดการก่อนมีการปฏิวัติ ราคาข้าว มัน อ้อย ยางเป็นราคาทุกตัว อ้อย ๑,๒๐๐ บาท ยาง ๘๐ บาท มันสำปะหลัง ๓ บาท ข้าวหมื่นกว่าบาท มันเป็นกำลังซื้อท่านประธาน พักชำระหนี้เกษตรกรเป็นหลักการบริหารจัดการ ท่านรู้หรือไม่ว่าการที่เราขึ้นราคาข้าว มัน อ้อย ยาง แรงงานมันบวกเข้ามา เงิน ๓๐๐ บาท ถ้าอ้อย ๑,๒๐๐ บาท วันเดียวได้แล้วครับ เขาจ้างกันไปตัดอ้อยวันเดียวได้ โดยเฉพาะทางภาคกลาง ถ้าราคาสินค้าเกษตรราคาดี ภาคกลางเขาเหมาครัวไปเลยครับ เดือนหนึ่งเขาสามารถหาเงินได้ถึง ๖๐,๐๐๐ บาท ๒-๓ คน ตกวันละ ๓๐๐ บาท ตกวันละ ๑,๐๐๐ บาท กำลังซื้อมันเกิด ปากท้องมันไปได้ หนี้สินไปได้ กำลังซื้อมันไปได้ ในเมื่อมันอยู่ในมุมที่ตรงกันข้ามในการบริหารจัดการหนี้สิน มากขนาดนี้ ปรากฏว่า เอสเอ็มอี (SMEs) พังทั้งระบบครับ พอ เอสเอ็มอี (SMEs) พังทั้งระบบ ปรากฏว่าภาคอุตสาหกรรมไปไม่ได้ กำลังการผลิตไม่มี ตัดแรงงาน แรงงาน โอที (OT) ถูกตัดหมด เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการ ท่านประธานต้องทำให้เกษตรขึ้นราคา แรงงานจะไปได้ ปากท้องไปได้ หนี้สินไปได้ ภาค เอสเอ็มอี (SMEs) ไปได้ ภาคอุตสาหกรรม ไปได้ ส่งผลการเก็บภาษีอากรย้อนมาพัฒนาบ้านเมือง ไม่ใช่กู้แล้วกู้อีก ปีนี้ก็ได้ยินว่า ๓.๓ แสดงว่าต้องกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ย้อนหลังไปกู้หมดเลยครับ ๕๐๐,๐๐๐ ๔๐๐,๐๐๐ ๓๐๐,๐๐๐ ผมดูตัวเลข ท่านไม่ต้องยิ้มหรอกครับ ผมมือธนาคารเก่า แล้วตระกูลเป็นเจ้าของ ตลาดด้วย ผมรู้ข้อมูลทั้งหมด ท่านโกหกได้แต่คนที่ไม่รู้แค่นั้นเอง สำหรับผมไม่ให้ ความไว้วางใจครับ และขอตั้งคณะรัฐบาลนี้ว่า รัฐบาลกิ้งกือครับ
ท่านมาอีกแล้ว ไม่ใช่เรื่องของการไม่ไว้วางใจ แล้วรัฐบาลกิ้งกือท่านต้องถอนนะครับ ผมสั่งแล้วนะครับ
ถอนครับ ไม่เป็นไรครับ
รัฐบาล กิ้งกือ ถอนนะครับ จบแล้วครับ ต่อไปท่านสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ๑๐ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเวลาน้อยนะครับ ผมไม่อารัมภบท หนังสือของท่านในนโยบายนั้นบอกว่าเราจะต้องอยู่กับยุทธศาสตร์ชาติอีก ๒๐ ปี แต่ผมดูแล้วยุทธศาสตร์ชาติแทนที่จะทำให้ประเทศเจริญกลับทำให้ถอยหลัง เพราะมีอะไร หลาย ๆ อย่างเป็นอุปสรรคในการบริหาร ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน แม้กระทั่งรัฐบาลนี้ เรากำลัง จะดูว่าท่านจะทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันไปเร็วมาก ดิจิทัลอีกไม่กี่ปีอาจจะล้าหลังแล้ว เมื่อก่อน ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) โอ้โฮ เดี๋ยวนี้ ๕ จี (5G) เข้ามาแล้ว ๖ จี (6G) ๗ จี (7G) กำลังจะมา ถ้าเรายังอยู่ที่เดิมอีก ๒๐ ปี เราก็เตรียมตัว ให้ลูกหลานไปทำงานที่ประเทศเมียนมาร์ได้แล้วครับ ก็คงไม่พูดมากกว่านี้นะครับ พูดถึง เรื่องความเหลื่อมล้ำนะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวจะค่อย ๆ อธิบายเรื่องของ ความเหลื่อมล้ำ พูดถึงเรื่องความมั่นคง ก็มีคนเขาวิจารณ์ว่าเป็นการจัดฉากให้คนทะเลาะกัน เพื่อที่เป็นเหตุในการที่จะยึดอำนาจ ช่วยคิดดูนะครับว่าจริงหรือไม่
มันย้อนไป ถึงโน่นแล้ว มันไม่ใช่เรื่องตามข้อ ๑๐๘ นะครับ
สำหรับเรื่องของการยืนอยู่ในประชาคมโลก ไม่ใช่รัฐบาลเป็นหลักนะครับ ต้องอยู่ที่พลเมือง ของประเทศมีส่วนร่วม เป้าหมายการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเป็นนโยบาย และมีนโยบาย ๑๒ ด้าน ผมอยากจะทราบว่าหากทำไม่สำเร็จ ใครจะรับผิดชอบ เพราะเวลาที่ผ่านไปเสียเวลาไปเหมือนกับที่ยึดอำนาจผ่านมาแล้ว โดยอ้าง ปัญหาความขัดแย้ง การหมิ่นสถาบัน การคอร์รัปชัน และอื่น ๆ แต่ว่าที่ผ่านไปแล้ว เป็นอย่างไรครับ แก้ได้ไหม เหมือนเดิมไหม หนักกว่าเดิม พูดถึงเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคงกับอธิปไตยของประเทศนะครับ ภัยคุกคามในปัจจุบันนั้นไม่ใช่การบุกรุกชายแดน แล้วใช้รถถัง ปืนใหญ่ เรือดำน้ำไปปราบ แต่มันเป็นปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ ความมั่นคงของ ประเทศขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ ถ้าคนไม่มีจะกิน คนลำบากยากจน ความมั่นคงไม่มีครับ ฉะนั้นต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจนะครับ เดี๋ยวนี้สงครามเขาเรียกว่าสงครามการค้าและเศรษฐกิจ ท่านทราบไหมครับว่าประเทศไทยตอนนี้กำลังถูกบุกรุกเรื่องอธิปไตย ท่านอาจจะไม่รู้ ทุกวันนี้มีคนต่างชาติ ผมไม่ใช่หมายความแรงงานนะครับ คนเข้ามาทำมาหากินมาทำธุรกิจ เต็มไปหมด ผมว่าอาจจะเป็นล้านคนแล้ว ตั้งแต่ธุรกิจเล็กจนโปรเจกต์ (Project) ใหญ่ ๆ ตั้งแต่ค้าขายในตลาด ร้านค้า คนจีนมากันเพียบ ผมก็ลูกคนจีนนะครับ หลานคนจีน แต่คนจีน รุ่นนี้ไม่เหมือนสมัยรุ่นก่อน เขาหนีความยากลำบากเข้ามาอาศัยประเทศไทย แล้วเขารัก ประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้เขามาลงทุน มาหาเงินแล้วก็กลับประเทศ เอาเงินส่งกลับประเทศ เต็มไปหมด ตลาดไท เดี๋ยวนี้ท่านไปดูมีแต่คนจีนทั้งนั้นขาย จังหวัดระยอง จังหวัดตราด แถวจังหวัดปราจีนบุรีแถวนั้นสวนผลไม้ถูกคนจีนครอบงำไปหมดแล้ว ทำไมราคาของผลไม้ ถึงตกต่ำ เพราะว่าเขาเอากองทัพมดมาทำล้ง ซื้อเหมา ตอนแรก ๆ ก็ซื้อแพง ๆ คนไทย สู้ไม่ได้ก็เจ๊งไป พอคนไทยเจ๊งหมดเขาก็ครอบแล้วก็กดราคาชาวสวน ทุเรียนก็เหมือนกันนะครับตอนนี้ราคาดี ท่านลองดูครับอีกไม่กี่ปีทุเรียนก็จะแย่ ฉะนั้น เรื่องของปัญหาเศรษฐกิจนั้นสำคัญกว่า สำคัญมากด้วยนะครับ ฉะนั้นคำว่าอธิปไตยนั้น ก็ไม่ใช่อาณาเขตประเทศไทย เพราะเดี๋ยวนี้ที่เขาเรียกว่ามันไม่มีพรมแดนแล้ว คนต่างชาติ เข้ามา คนของเราไปลงทุนต่างประเทศ ฉะนั้นท่านต้องระวัง ต้องดูนะครับว่ามันเข้ามาแล้ว กระทบกระเทือนถึงขนาดไหน กระทบถึงคนไทยหรือไม่ สำหรับความเหลื่อมล้ำนะครับ นโยบายที่พูดถึงสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม อยู่หน้า ๖๐ นะครับ โดยการปรับ โครงสร้างภาษี เช่น การกระจายฐานภาษี จริง ๆ แล้วต้องสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแรง ไม่ใช่รีดเลือดกับปูอย่างที่ผ่านมา อย่างที่ผ่านมาสิ่งที่ยืนยันเป็นหลักฐานได้ก็คือ ทางแบงก์ชาติ ได้ประกาศแล้ว เมื่อสักครู่นี้ดอกเตอร์นฤมล น้องสาวผม ได้บอกว่า เรื่องของหนี้สินครัวเรือนนั้น ลดลง จริง ๆ ไม่ใช่ ผมก็ไม่ทราบว่าใครให้ข้อมูลมาไม่ถูกต้อง แบงก์ชาติบอกว่าหนี้สิน ครัวเรือนนั้นของประเทศนะครับ จาก ๗๐,๐๐๐ กว่าบาท เพิ่มเป็น ๑๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ต่อคนต่อปี ๒ เท่านะครับ ผมไม่ทราบว่าลดลงมาได้อย่างไร ปัจจุบันนะครับท่านประธาน นโยบายที่ออกมานั้นเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าสัวทั้งนั้น โดยอ้างว่าเจ้าสัวนั้นสร้างเศรษฐกิจ ให้กับประเทศ คือนโยบายเจ้าสัวมาก่อน เอาแต่เรื่องการเติบโตของเจ้าสัว และที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือโลกยุคใหม่ค้าขายทางออนไลน์แล้วนะครับ คิดดูเจ้าสัวนี่ครอบงำทั้งหมดไม่ว่า ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำไมพวกร้านโชห่วยถึงเจ๊ง อีกหน่อยเผลอ ๆ ตลาดก็เจ๊ง ก็เพราะว่า เจ้าสัวมันครอบงำไปหมด พวกสะดวกซื้อทั้งหลายนี่เจ้าสัวครอบงำหมด เดี๋ยวนี้ ทุกมุมของบ้านเมือง ผมเตรียมมาเยอะยังพูดไม่ทันเท่าไรเลย สรุปนะครับว่า ขอให้รัฐบาล ที่จะบริหารต่อไปนั้นสนใจเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ อย่ามัวเอาแต่เรื่องการทหาร เพราะประชาชนจะอดตายครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป กลับมาที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลนะครับ ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๖ นาที แล้วก็จะไปที่ ของวุฒิสภานะครับ วุฒิสภานี่ผมขอเรียนให้ทราบว่าขณะนี้เวลาท่านเหลือ ๕๘ นาทีนะครับ ดังนั้นเพราะว่า ที่เข้าชื่อไว้มีจำนวนมาก ท่านควรกำหนดลำดับหรือว่าจำนวนเวลาที่ท่านจะให้ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้บริหารได้ถูกต้องนะครับ ที่ขึ้นชื่อรายแรกตอนนี้เป็น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ นะครับ ตอนนี้เรียนเชิญท่านพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ต่อนโยบายรัฐบาลที่เสนอต่อสภาแห่งนี้ใน ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็เรื่องของนโยบายการศึกษาที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๒๓ ข้อ ๘๗ ผมมีความสนใจเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่ในนโยบายเขียนไว้น่าสนใจ ก็คือ ระบบการศึกษาปริญญาชุมชน เป็นการศึกษาที่ใช้ปริญญาชุมชน โดยเน้นการจัดหลักสูตร ระยะสั้น เพื่อเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ระบบนี้มีท่านผู้มีเกียรติเคยพูดถึง ซึ่งปรากฏอยู่ในนโยบายของระบบธนาคารหน่วยกิต เพื่อไปต่อยอดให้กับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าสิ่งที่ปรากฏในนโยบายคล้าย ๆ กับว่าในระบบการศึกษาสมัยใหม่ต้องเป็นไปตาม ความต้องการของพี่น้องประชาชนในรูปแบบของการดำรงชีวิต ประเด็นที่เป็นไปตาม นโยบายหรือไม่ อย่างไรนั้น ผมมีความเป็นห่วงเรื่องของแนวทางของมหาวิทยาลัยไทย ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของการศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะชีวิตและตอบโจทย์ในเรื่องของระบบการศึกษาที่เราเรียกว่า ปริญญาชุมชน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมอยากจะฝากผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาปัจจุบันว่า ในการ จัดการศึกษาต้องไปดูเรื่องของการปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เป็นไปตาม นโยบายดังกล่าวหรือไม่ จะวางแนวทางอย่างไร เพราะผมคิดว่ามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง ยังมีระบบที่ไม่ได้ตอบสิ่งที่กล่าวถึงมากนัก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการจัดการให้ มหาวิทยาลัยในภูมิภาคหรือสถาบันราชภัฏได้เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการ พัฒนาชุมชนและท้องถิ่น นี่คือสิ่งที่คาดหวัง
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก ซึ่งปรากฏในหน้า ๒๕ ข้อ ๑๑.๘ หลายท่านได้พูดเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิ่มบทบาทการปกครองท้องถิ่น เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นให้บริหารจัดการตนเองได้ นี่คือนโยบายที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับพรรคพลังท้องถิ่นไท หากท่านไปพิจารณาในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ หมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น กำหนดให้รัฐดำเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหารายได้ ของตนเอง เป็นการเพิ่มศักยภาพของท้องถิ่น และจำเป็นอยู่เองที่จะต้องปฏิรูปอำนาจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น ผมเข้าใจว่ายังมีความทับซ้อนกันระหว่างอำนาจรัฐ กับท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามนโยบายเขียนไว้ทำอย่างไรที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีศักยภาพด้านรายได้มากขึ้นตามรัฐธรรมนูญและตามที่กำหนดไว้ในนโยบาย สิ่งหนึ่งที่ผม คิดว่าอยากจะเสนอและถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้ มันมีมาตรการเรื่องการจัดระบบภาษี มีมาตรการเรื่องการจัดสัดส่วนระหว่างงบรัฐบาลกับงบท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็น ที่ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างไร อย่างไรก็ตามยังมีกฎหมายที่จะต้องเพิ่มศักยภาพท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสหการ กฎหมายกิจการพาณิชย์ของท้องถิ่นและกฎหมายการร่วมทุน ของท้องถิ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพท้องถิ่นให้มากขึ้น ผมดูในหน้า ๑๖ และหน้า ๑๗ มีประโยคที่เขียนไว้ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และเมืองอัจฉริยะ คำเหล่านี้จะไปเกี่ยวพันกับการปกครองรูปแบบพิเศษหรือไม่ อย่างไร เพราะผมคิดว่าการปกครองรูปแบบพิเศษเป็นส่วนหนึ่งที่การกำหนดเมืองที่เป็นเมืองหลัก หรือเมืองเขตชายแดน เมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความ ชัดเจนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามในยุทธศาสตร์ชาติ หน้า ๖๔ เขียนไว้ว่า ลดอำนาจรัฐและทำให้ รัฐเล็กลง ซึ่งอยู่ในการปฏิรูปการบริหารภาครัฐ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับที่จะต้องกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ชัดเจน นี่คือสิ่งที่เขียนไว้ในนโยบายด้วย เพราะฉะนั้นต่อนี้ไป ในนโยบายของรัฐทั้ง ๑๒ ด้าน และนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่องนั้น ผมคิดว่าจะต้องสร้างกลไก การปกครองท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง เพื่อจัดบริการสาธารณะทดแทนรัฐ ให้เป็นไปตามคำที่ว่า ลดอำนาจรัฐ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจะต้องถ่ายโอนอำนาจมาให้ท้องถิ่นดำเนินการ จัดบริการสาธารณะแทนรัฐต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนใน ๒ ประเด็นให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการตามนโยบายด้วย เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จากการมีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นของวุฒิสภานะครับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เพื่อใช้เวลาให้เต็มที่ผมขอพูด ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อวานนี้ ผมก็รู้สึกชื่นชมที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีบทบาทมาก แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งท่านไม่ได้กล่าว ผมก็เลยคิดว่าน่าจะกล่าว และน่าทำให้มากขึ้น ก็คือประเทศไทยมีพันธะสัญญาที่จะดำเนินการเพื่อให้บรรลุ เอสดีจี (SDG) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีทั้งหมด ๑๗ ข้อ มีเป้าหมายและเครื่องชี้วัด ที่ชัดเจนถ้าเราทำให้ดีนะครับ ควบคู่ไปกับการพัฒนาตามนโยบายและการปฏิรูป ตามยุทธศาสตร์ เราทำทีเดียวได้ ๓ อย่างเลยครับ และเราควรจะทำให้มากขึ้น และผมยังอยากจะเห็นรัฐสภานี้ ซึ่งรวมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก คอมมิต (Commit) แล้วก็สนับสนุนทำเรื่องนี้ ที่อยากจะเสนอแนะก็คือว่า
๑. ควรจะมีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ในมิติต่าง ๆ เพื่อที่จะวิเคราะห์และ นำเสนอทั้งในระดับชาติ นานาชาติ
๒. ประเทศไทยมีความสามารถ ขณะนี้เป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) และเป็นอันดับที่ ๔๐ ของโลก ควรจะใช้ความแข็งแกร่งนี้เชื่อมโยงกับทั่วโลก สนับสนุน เขาด้วย
๓. ควรจะให้มีการวิจัยพัฒนาในเรื่องนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อไป
ประเด็นที่ ๒ ก็คือนโยบายหลัก ๕ ด้าน การพัฒนาเศรษฐกิจและ ความสามารถในการแข่งขันของไทย ผมอยากจะเห็นการมีนโยบายชัดเจนด้านอาหาร เรามี เอฟเอโอ : ฟู้ด แอนด์ อะกรีคัลเชอร์ ออร์กาไนเซชัน ออฟ เดอะ ยูไนเต็ด เนชั่นส์ (FAO : Food and Agriculture Organization of the United Nations) ประเทศสิงคโปร์ มียุทธศาสตร์ด้านอาหาร ประเทศเกาหลีตั้งกระทรวงอาหาร ถ้าเรากินอาหารวันละ ๑๐๐ บาทต่อวัน ๗๐ ล้านคน วันหนึ่ง ๗,๐๐๐ ล้านคน เดือนหนึ่ง ๒๐๑,๐๐๐ ล้านบาท ปีหนึ่ง ๒.๔ พันล้านบาท พัน ๆ ล้าน ทริลเลียน (Trillion) ครับ อาหารมีความสำคัญทั้งความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ มีความสำคัญทั้งวัฒนธรรม เอกลักษณ์และการท่องเที่ยวอาหารมีความสำคัญต่อโอกาสทางการค้า ประเทศไทยส่งออก ปีหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดผมเช็ก (Check) เมื่อสักนี้ครู่ เป็นทริลเลียน (Trillion) ครับ ๑.๑ ล้านล้านบาท และขณะเดียวกันเรานำอาหารเข้าประมาณ ๔๖๐,๐๐๐ พันล้านบาท กำไรครึ่งหนึ่งครับ อยากจะเห็นแยกเป็นยุทธศาสตร์อาหาร ไม่ควรจะไปแฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์เกษตร เกษตรมีทั้ง เกษตรอาหาร เกษตรที่เป็นพลังงาน เกษตรที่ไม่ใช่อาหาร แยกเถอะครับเราจะได้มีความ เด่นชัดขึ้น อาหารหลักการใหญ่ก็คือ ๑. ผลิตให้มีคุณภาพสูง ๒. มีความปลอดภัยตาม มาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ๓. มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นจุดขายได้ ประเทศไทยสามารถ จะเป็นผู้ค้าขายเรื่องนี้ได้ ผมยกตัวอย่างว่าขณะนี้จริง ๆ เรามีคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบให้รองนายกรัฐมนตรีฉัตรชัย จัดทำเรื่องนี้ขึ้นครับ มีมิติเชื่อมโยง กับระบบการเกษตร ระบบอาหาร ระบบการแปรรูปทางอุตสาหกรรม ระบบการค้า ระบบการบริการ ทั้งในภัตตาคารร้านค้า ทั้งในโรงเรียน เป้าหมายหลักก็คือให้คนไทย มีความมั่นคงด้านอาหารโภชนาการ ตอนนี้เราคงต้องแก้ปัญหาเรื่องโภชนาการนะครับ เพราะมีปัญหาโรคเรื้อรังจากการกินไม่สมดุล แล้วก็มีโอกาสทางการค้ามีโอกาสในการดูแล สิ่งแวดล้อม ฐานทรัพยากรผลิตนะครับ คือโดยสรุปผมจะใช้เวลาให้ครบ ๕ นาทีพอดี ก็คือว่าวันนี้เป็นโอกาสดี แล้วก็ดีใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้มา ไดอะล็อก (Dialog) เจรจาพูดคุยกับพวกเรา เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะร่วมกันทำงาน ในฐานะที่เป็นกัลยาณมิตร เราใช้ปิยวาจาต่อกัน ซึ่งจะทำให้ภาพพจน์ขององค์กรนี้ ก็คือรัฐสภาดีขึ้นครับ ขอขอบคุณครับ
กลับไป พรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ เนื่องจากพรรคร่วมฝ่ายค้านมีเวลาเหลือเยอะ ผมจะกำหนด ๔ ท่านเลยนะครับ ก็จะเป็นท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๐ นาที ท่านพัฒนา สัพโส ๘ นาที ท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ๘ นาที แล้วก็ตามด้วยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อนาคตใหม่ ๒๕ นาที จากนั้นก็จะไปพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล คือ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี เชิญท่านครับ
ท่านครับพอดีมีผู้หารือก่อนครับ ผมขออนุญาตให้ท่านวิรัชก่อนครับ
เชิญท่าน วิรัชครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานดังต่อไปนี้ว่า เมื่อสักครู่เราได้มีการตกลงกันอีกรอบในการดูเวลา ในขั้นแรก ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า เรากำหนดว่าวันนี้จะพิจารณาแนวนโยบายของรัฐบาล จนถึงเวลา ๐๒.๐๐ นาฬิกา แล้วเราก็แบ่งในส่วนทั้งหมดว่าในตอนนี้เวลาของคณะรัฐมนตรี เหลืออยู่ ๒ ชั่วโมง ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลืออยู่ ๕ ชั่วโมง ในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐเหลืออยู่ประมาณ ๖๐ นาที แล้วก็อยู่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย แล้วก็ อยู่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และของท่าน ส.ว. อยู่อีกประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง ทั้งนี้จะไป จบอยู่ที่เวลา ๐๒.๐๐ นาฬิกา ผมขออนุญาตท่านประธานว่า เราจะเริ่มนับเวลาเริ่มตั้งแต่ ๑๖.๐๐ นาฬิกา และตอนนี้วิป (Whip) ทุกฝ่ายกำลังจะส่งบัญชีชุดใหม่ให้ท่าน เพราะรวมกับเวลาที่ท่านแจ้งเมื่อสักครู่นี้ ที่มีผู้อภิปราย แล้วก็ขอให้ท่านเรียกฝ่ายพรรคร่วมฝ่ายค้านในอัตรา ๒ : ๑ ก็เรียนเบื้องต้น ไว้ก่อนครับ ท่านประธานครับ
พรรคร่วม ฝ่ายค้าน ๒ แล้วก็นอกนั้นอย่างละ ๑ ถูกหรือไม่ครับ
ก็ประมาณนั้นท่านประธานครับ เพื่อที่จะได้ทันกันตอนประมาณช่วงสุดท้าย หลังจากจบแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องขอบคุณครับ
ก็ลองดู เพราะผมดูแล้วอัตราส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเยอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาจะลดเวลาลง ๒ : ๑ ก่อนนะครับ ก็จะเป็นท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๐ นาที ท่านพัฒนา สัพโส ๘ นาที ผมขอ ๓ คนเลยนะครับ ท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ๘ นาที
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานในการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส ต่าง ๆ แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบวกกับ คำแถลงนโยบายของรัฐบาล ผมพบว่ามีการใช้คำหลายคำที่อาจจะมีความหมายนัยที่อาจจะ ไม่เหมือนกันครับท่านประธาน มีบางครั้งใช้คำว่า ผู้ด้อยโอกาส มีบางครั้งใช้คำว่า ผู้ยากไร้ มีบางครั้งใช้คำว่า ผู้ประสบปัญหาทางสังคม เฉพาะในนโยบายนะครับท่านประธาน ผมใช้เวลา ๓ วัน ท่านดูนะครับ ผมติดสติ๊กเกอร์ (Sticker) เยอะเลยครับ อ่านมาทั้งหมด พบว่ามีคำว่า ผู้ด้อยโอกาส อยู่ทั้งหมด ๕ หน้าด้วยกัน ก็คือในหน้า ๒๑ ในหน้า ๒๒ ในหน้า ๒๔ ในหน้า ๓๐ ๒ แห่งด้วยกันครับ ที่ผมต้องเริ่มจากตรงนี้เพราะผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาอธิบายว่า ความหมายของคำว่าผู้ด้อยโอกาสของท่านเหมือนกับที่พวกผมให้คำ นิยามหรือไม่ครับ ถ้าเป็นพวกผมให้คำนิยาม ผมไม่ได้มองว่าเขาคือคนที่ด้อยสิทธิ ด้อยโอกาส ในความหมายที่ต้องให้การสงเคราะห์ครับ แต่ผมมองว่าเขาคือคนที่เป็น เจ้าของสิทธิของตนเอง เป็นประธานแห่งสิทธิ มีศักดิ์และศรี มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน ฉะนั้นถ้ามองจากจุดนี้ก่อนเราก็จะเกิดความชัดเจนที่มากขึ้นครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ในคำแถลงนโยบายหลัก ๑๒ ข้อ นโยบายเร่งด่วน ๑๒ ข้อ ผมขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดทุกข้อ แต่ผมดูแล้วทั้งหมดมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ มาตรา ๗๑ มีข้อที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ในข้อ ๓.๔ เรื่องชาติพันธุ์ มีข้อ ๗.๒ เรื่องความเข้มแข็งของชุมชน มีข้อ ๘.๑ เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย และที่สำคัญ คือนโยบายเร่งด่วนในข้อ ๒ เรื่องระบบสวัสดิการต่าง ๆ ผมขออนุญาตชื่นชมเป็นพิเศษต่อคำ แถลงนโยบายในหน้า ๒ ท่านมาถูกทางแล้วครับ ท่านเริ่มจากการบอกว่าประเทศไทยเรา เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ท่านมาถูกทางแล้วครับ ท่านบอกว่าประเทศไทยมีประเด็นเรื่องของ ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุด ๔ เรื่องด้วยกัน ก็คือเรื่องการศึกษา ก็คือเรื่องรายได้ และทรัพย์สิน ก็คือเรื่องโอกาส ถูกทางหมดเลยครับ ท่านประธานครับ แต่ผมคิดว่า ทั้งหมดแล้วยังมีอีก ๕ กลุ่มเป้าหมายด้วยกันครับ เสียดายว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่อยู่ในที่ประชุม เสียดายว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขไม่อยู่ในที่ประชุม แต่เดี๋ยวผมฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่านครับ
ประการที่ ๑ คือกลุ่มเด็กและเยาวชน ถ้าพูดถึงการพัฒนาเด็ก เยาวชน ในลักษณะเรื่องของการพัฒนาเด็กปฐมวัยในข้อ ๘.๑ เท่านั้นนะครับ ผมดูทั้งหมดครับ เด็กและเยาวชนวันนี้ในประเทศไทย ๐-๒๕ ปีมีทั้งหมดอย่างน้อย ๒๒ ล้านคน แน่นอนครับ ท่านพูดถึงแต่เรื่องของการส่งเสริม ผมเห็นด้วยหมด ผมเรียนจบธรรมศาสตร์ อ่านจากปฏิทิน แห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เข้าใจทั้งหมดเลยครับท่านประธาน แต่มีกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ถูกเอ่ยถึงเลยครับ คือกลุ่มเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านนั่งอยู่ข้างบนท่านทราบหรือไม่ว่าในปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยยอมรับมาเป็นทางการที่สุดเลยบอกว่าเรามีอัตรา การรังแกกันในโรงเรียนสูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก ภาษาอังกฤษเขาเรียก บูลลีอิง (Bullying) หรือการรังแกกัน เดือนทั้งเดือนที่ผ่านมาท่านเห็นข่าวเต็มไปหมดเลยครับ ครูละเมิดเด็ก ท่านเห็นข่าวเด็กละเมิดกันเอง ท่านเห็นข่าวภารโรงผูกคอตายเพราะละเมิดเด็ก เห็นบุคคลภายนอกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ละเมิดทางเพศต่อเด็กในโรงเรียน ตกลงมาตรการ ในแง่ของเชิงนโยบายที่ท่านจะป้องกันปัญหาเหล่านี้คืออะไรครับ มีงานวิจัยยืนยันว่า มีเด็กที่อยู่ในอัตราเสี่ยงแบบนี้ทั้งหมดในประเทศไทย ๒.๗ ล้านคน อะไรคือเครื่องมือ ในการคัดกรองหรือการเข้าถึงเด็กเหล่านั้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ผมขึ้นไปที่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เด็กหญิงอายุ ๒ ขวบ เป็นชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ตอน ๒ ขวบ น้องคนนี้มีสายตาพร่าเลือนมองเห็น ก็ไม่ชัด เดินทางมารักษาก็ลำบากครับ เพราะต้องขออนุญาตนายอำเภอเป็นครั้ง ๆ ไป พอมารักษาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ปรากฏรอบแรกมาที่โรงพยาบาลในส่วนกลาง คุณหมอบอกต้องนัดผ่าตัดอีกรอบหนึ่ง เด็กหายไปเลย ๒ ปี พวกผมไปเจอตอนนี้น้องอายุ ๔ ขวบ ระบบดีมากเลย คัดกรองมีการให้ความช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทย โดยท่าน นายอำเภอสังขละบุรีลงรายการทะเบียนราษฎรให้ เด็กคนนี้ได้รับการซื้อบัตรประกันสุขภาพ ดีทั้งหมดเลยครับ พ่อเด็กและครอบครัวพาเขาเดินทางมาโรงพยาบาลในส่วนกลาง รับการรักษา ๒ ปีที่ผ่านไปเด็กคนนี้ตาบอดครับ สิ่งเหล่านี้ท่านประธานเป็นความที่เรา ไม่เห็นถึงเด็กกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า ๒.๗ ล้านคน ในประเทศไทยนั่นคือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมอยากจะพูดถึงกลุ่มเรื่องของความหลากหลาย แล้วก็ ความเสมอภาคทางเพศ ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย ทั้งกลุ่มที่มีความหลากหลาย ประชากรกลุ่ม ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยมีตัวเลขยืนยันว่าไม่น้อยกว่า ๔.๓ ล้านคน หรืออาจจะถึง ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนด้วยซ้ำ เรารับข้อแนะนำจากกลไกลที่เรียกว่า ยูพีอาร์ (UPR) คือ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ท่านรับมา ๑๘๗ ข้อ ผมไม่พูด ทั้งหมด แต่มีหลายข้อที่พูดถึงความหลากหลายทางเพศ ไม่มีคำว่า ความหลากหลายทางเพศ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ท่านมองเขาอย่างไรครับ ท่านจะมองเรื่องของการสมรส ท่านจะมองเรื่องสิทธิของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของเขา ท่านจะมองเรื่องของทรัพย์สิน ท่านจะมองเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร เช่นเดียวกับ กรณีของผู้หญิงนะครับ เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. วรรณวิภาท่านพูดไปบ้างแล้วครับ ผมว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ วันนี้นี่เรามีปัญหาที่เขาเรียกกันเล่น ๆ นะครับท่านประธาน คือ ท้องไม่พร้อม แต่พร้อมไม่ท้อง ท่านเข้าใจความหมายทั้ง ๒ อย่างนะครับ แน่นอนครับ ท่านประธานครับในกลุ่มที่ท้องไม่พร้อม ผมยกตัวอย่างฝากท่านรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีสมัยที่แล้วท่านผ่านกฎหมายเรียกว่า พ.ร.บ. ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีกระทรวงทั้งหมด ๕ กระทรวงรับผิดชอบครับ ออกกฎกระทรวงไปแล้ว ๔ ครับ ที่ต้องบอกว่าฝากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยท่านคง ทราบว่ากระทรวงใดที่ยังไม่ออกกฎกระทรวง ท่านเห็นไหมครับนั่นคือการให้ความสำคัญ มีประเด็นเรื่องของผู้หญิงที่เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำครับ ประเทศไทยมีตัวเลขอัตราผู้ต้องขังหญิง ในเรือนจำสูงที่สุดในโลกวันนี้มีถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ผมเป็นกรรมาธิการกฎหมายราชทัณฑ์ ได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้อาวุโสหลายท่านใน ส.ว. เห็นปัญหาเลยครับ แต่พอเราจะเขียน กฎหมายบอกว่าจะดูแลผู้ต้องขังหญิงเป็นพิเศษ ท่านทราบไหมครับ มีบางท่านบอกว่า เขียนแบบนั้นไม่ได้ ชายและหญิงเท่าเทียมกัน ถ้าเขียนแบบนี้แสดงว่าเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย นี่หรือครับวิธีคิดของคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศไทย นั่นคือกลุ่มที่ ๒ ครับท่านประธาน
กลุ่มที่ ๓ คือผู้สูงอายุและผู้พิการ ผมไม่อยากลงรายละเอียดครับ เพราะเห็นว่าเวลาผมมีไม่มากพอ แต่ผมคิดว่าวันนี้เอาง่าย ๆ เลยครับ มีผู้พิการทั้งหมด ๓.๗ ล้านคน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้พิการยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ผมมีโอกาสไปเดินสำรวจ ในที่ประชุมทีโอทีนะครับ สัปปายะสภาสถานผมยังไม่มีโอกาสได้เห็น ทางรถเข็นที่ขึ้นมา ทางวีลแชร์ (Wheelchair) ถ้าพูดกันง่าย ๆ เข็นด้วยตนเองขึ้นไม่ได้นะครับ อันนี้เอาง่าย ๆ เลยครับ ในแง่ของความเป็นผู้พิการ ฉะนั้นวันนี้ประเด็นเรื่องการมองมุมมองของผู้พิการ คือการเรียกร้องให้มีเขาเรียกว่า ซีบีอาร์ : คอมมูนิตี เบส รีแฮบบิลิเทชัน (CBR : Community based Rehabilitation) ก็คือการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ อสม. อพม. มีบทบาทอย่างไร นั่นกลุ่มที่ ๓ นะครับ
กลุ่มที่ ๔ ครับท่านประธาน กลุ่มชาติพันธุ์ เขาเรียกร้องผ่านมาครับ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ระบุว่าจะมีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น เรื่องชาติพันธุ์ ถามท่านนิดเดียวว่า กฎหมายในความหมายที่ท่านพูดถึงนั้นใช่กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสภาชนเผ่าพื้นเมืองหรือไม่ ใช่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขต วัฒนธรรมพิเศษซึ่งพวกเขารอกันมาโดยตลอดหรือไม่ ใช่กฎหมายที่จะให้เขาดำรงอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าอันเป็นวิถีชีวิตของเขา ใช่หรือไม่ ใช่กฎหมายที่พูดถึงการให้สถานะบุคคล ใช่หรือไม่ พวกเราทุกคนมีเลขประจำตัว ๑๓ หลักครับ ไม่แปลกอะไรครับ เราใช้ชีวิต เหมือนคนโดยทั่วไป แต่พวกเขาเหล่านั้นหลายคนมีเลข ๐ จำนวนมากไม่มีแม้กระทั่ง เลขตัวใดตัวหนึ่งครับท่านประธาน นั่นคือกลุ่มที่ ๔ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดในขณะที่ท่าน ส.ส. พรรณิการ์ วานิช ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ มีการพูดถึงประเด็นเรื่องของชาวโรฮีนจา ท่านใช้คำแบบนี้ครับ ปล่อยให้คนที่ต่างจากเรา เข้ามาอยู่ในประเทศเราจะมีปัญหา ผมไม่มั่นใจว่าผมอาจจะจดบันทึกผิดนะครับ หรืออาจจะ จำผิดพลาดไป แต่ท่านตรวจสอบย้อนหลังกับเทปการประชุมได้ครับ ถ้าท่านจะกรุณาอธิบาย ว่าท่านไม่ได้พูดแบบนั้น หรือท่านเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือผมเข้าใจผิดไปก็จะเป็นประโยชน์ ที่ทำให้เราเห็นว่าในฐานะประชาคมอาเซียน เราไม่ได้มองคนอื่นที่อยู่ในประเทศเราแบบนั้น ที่ต้องฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพราะว่าวันนี้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติมาเจ็บป่วย รักษาในประเทศไทย เสียเงินเป็นล้านบาททุกคนครับ ถ้าเป็นไปได้ตั้งอาเซียน เฮลท์ ฟันด์ (ASEAN Health fund) ได้หรือไม่ครับ เพื่อจะได้มาแชร์กันในเรื่องของค่าใช้จ่ายครับ ๑๒ วินาทีสุดท้ายครับ บวกลบนิดหน่อยนะครับท่านประธาน เขามีบทเพลงอยู่บทหนึ่ง ผมแต่งเพลงไม่เก่งครับ แต่ผมทำตามสัญญาแน่นอนครับ บทเพลงเขาบอกแบบนี้ครับ เขาดูถูกนักการเมืองบอกว่า คุณไม่เคยลำบากจนยากไร้ แต่ปากคุณเอาใจคนยากจน พูดง่าย ๆ ก็คือพวกเราพูดแบบนักการเมือง ประชาชนฟังนึกว่าเราเข้าใจเขา แต่จริง ๆ เราไม่เข้าใจครับ ผมขออนุญาตเรียกร้องฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ คณะรัฐมนตรีทั้งหมด รวมถึงพวกเราทุกคนครับ พิสูจน์ให้เห็นครับว่าวันนี้เวลาเรามองกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาสทั้งหมด เรามองเขาอย่างเคารพถึงความแตกต่าง เรามองเขาอย่างคนที่มีศักดิ์ศรี เท่าเทียมเราหรือไม่ ถ้าท่านทำได้เช่นนั้นผมเองพร้อมให้กำลังใจสนับสนุนงานของท่าน และเดินร่วมงานไปกับท่านครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านพัฒนา สัพโส ๘ นาทีครับ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพัฒนา สัพโพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะนำเสนอ ในการอภิปรายนโยบายหลัก ๑๒ ด้านของรัฐบาล ผมจะอภิปรายในข้อ ๑๑.๘ การกระจาย อำนาจความรับผิดชอบและเพิ่มบทบาทการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่งเสริมบทบาทของเอกชนและชุมชนในการให้บริการสาธารณะ โดยเร่งพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นี่เป็นคำแถลงนโยบายของรัฐบาลข้อ ๑๑.๘ ท่านประธานครับ สมาชิกหลายท่าน เป็นห่วงเป็นใยไม่อยากให้สมาชิกผู้อภิปรายได้กล่าวถึงรัฐบาลที่แล้ว แต่มันอดเป็นห่วงไม่ได้ครับท่านประธาน ผมเองในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมองไปบนบัลลังก์ ผู้นำก็ยังเป็นท่านเดิม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ยังเป็นท่านเดิม แต่ยังมี ความหวังอยู่นิดหนึ่งครับท่านประธาน เห็นรายชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังมีอดีตผู้บริหารท้องถิ่นจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมาช่วยกันพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นความหวังเล็ก ๆ แต่ว่าก็ยังดีที่ได้หวัง ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ บัญญัติไว้ว่า สมาชิกผู้บริหารท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ประเด็นนี้สำคัญนะครับท่านประธาน ผมอยากชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ที่ผมกล่าวถึงมาจาก รัฐบาลเดิมชุดที่แล้ว ท่านมีโอกาส โอกาสตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขาบัญญัติในรัฐธรรมนูญบอกว่า สมาชิกผู้บริหารต้องมาจาก การเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนคนไทยได้ทำประชามติผ่านรัฐธรรมนูญทุกท่าน คนไทยด้วยกัน ก็อยากเห็นการเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า รัฐบาลไม่มีความจริงจัง และจริงใจในการที่จะโอนถ่ายอำนาจไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าข้าราชการท้องถิ่นเขาบ่นกับผม เขาบอกว่าเขาน้อยใจ เขาเป็นข้าราชการชั้น ๒ นั่นคือความน้อยใจของข้าราชการท้องถิ่น ผมถึงอยากจะฝากรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงแม้ว่าท่านเองไม่ได้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อาจจะเป็นท่านนิพนธ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญ หรือท่านนิพนธ์ไม่ได้เป็นก็ช่วยกันทำงาน ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าท่านออกกฎหมาย ออกระเบียบอะไรต่าง ๆ ที่จะไปช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าพวกเราสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคฝ่ายค้าน ผมเชื่อว่าทุกคนยินดีกับทางรัฐบาล นั่นคือสิ่งที่ผมเองอยากเสนอแนะและฝากท่านรัฐบาล ท่านต้องทำตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ แล้วก็ต้องแสดงความจริงใจให้กับ พี่น้องประชาชนได้เห็น เพราะบทบัญญัติได้บัญญัติไว้แล้วว่าสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ บัญญัติไว้อีก ผู้กำกับดูแลต้องมาจากรัฐบาลส่วนกลาง ออกระเบียบต่าง ๆ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ท่านเชื่อหรือไม่ครับท่านประธาน ระเบียบต่าง ๆ ที่ออกระเบียบไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมันเกิดปัญหา เกิดปัญหา ทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภารกิจอะไรต่าง ๆ ระหว่างส่วนภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่น ผมจะ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็น ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ผ่านมาเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วเร็ว ๆ นี้ งบประมาณต่าง ๆ ท่านเอาไปให้อำเภอทำ ท้องถิ่นไม่ได้ทำ นี่ละครับที่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกท้องถิ่น แม้กระทั่ง พี่น้องประชาชนเขาตั้งคำถาม เขาเข้ามาถามผม ถามบอกว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นแบบนี้ ผมบอกว่าผมก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน เดี๋ยวมี ครม. ใหม่ผมจะมาถามให้ บอกว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านจะโอนถ่ายอำนาจที่แท้จริงไปให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อใด ให้งบประมาณกับส่วนภูมิภาคไป บุคลากรก็ไม่มี อำเภอ จังหวัด บุคลากรก็ไปขอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขา คนก็ไม่มี แต่งบประมาณได้ ซ้ำร้ายกว่านั้น แผนไม่ต้องมี อำเภอ จังหวัดทำไม่ต้องมีแผน แต่ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะทำต้องมีแผน ไม่มีแผนทำไม่ได้ สตง. ก็ตรวจเข้ม ถ้าส่วนภูมิภาคทำไม่เป็นไร นั่นคือความน้อยใจของผู้บริหาร ท้องถิ่น สมาชิก ผมขอสรุปนะครับท่านประธาน ผมไม่มีความเชื่อว่ารัฐบาลจะมี ความจริงใจในการถ่ายโอนอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ท่านมีโอกาส ที่จะทำแล้ว แต่ท่านไม่ยอมปฏิบัติให้เกิดขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ๒ ปีมาแล้ว ถ้าท่านมีความตั้งใจจริง ๆ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งฝ่ายค้าน วุฒิสภาก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรภาครัฐ ที่พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมและใกล้ชิดมากที่สุด ผมไม่ได้มุ่งหวังหรือคาดหวัง เมื่อเราถ่ายโอน อำนาจอย่างแท้จริงแล้วจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเช่นประเทศที่เขาเจริญแล้ว สุดท้ายผมขอถามท่านประธานผ่านไปยังผู้นำประเทศคือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะ กำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับวันไหน เดือนไหน ปีไหน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไป ท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ และจะไปพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ท่านวทันยา วงษ์โอภาสี เชิญท่านพรเทพครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เรียนผ่านไปทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ กระผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมมาอภิปรายและเปิดโอกาส ให้พี่น้องทั่วประเทศได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ และรับทราบสิ่งที่เราประชุมในวันนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านพวกเราก็ดีใจว่าวันนี้ได้มีโอกาสมาทำหน้าที่ โดยที่มีท่านผู้บริหารประเทศ คือท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมาร่วมฟังด้วย ซึ่งมิติอย่างนี้หายาก เพราะที่ผ่าน ๆ มาเราก็พูดกันคนละเวที วันนี้ผมว่าประชาชนที่ได้ดูภาพ คงจะมีความสบายใจขึ้นได้ว่า ท่านผู้นำได้รับทราบปัญหาของสภาที่นี่ วันนี้ที่ผมมาฟัง เรื่องนโยบายของรัฐบาล ฟังแล้วก็เกิดความไม่เชื่อมั่นในเรื่องของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคา พืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ ในนโยบายของรัฐบาลที่จะจัดพื้นที่การเกษตรให้อยู่ในพื้นที่ส่งน้ำ ได้ทั่วถึงและทำให้ได้ผลผลิตออกมามาก คุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ และจะดูแลเยียวยาพืชผล การเกษตรด้วยการชดเชยราคาและด้วยวิธีการอื่น ๆ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนวันนี้ราคาพืชผลการเกษตรทั่วไปตกต่ำ โดยเฉพาะ สับปะรดที่อยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และพืชตัวอื่น ๆ แต่หลักการนำเรียนผมเชื่อว่า น่าจะเป็นต้นแบบถ้าเข้าใจตรงกัน เราก็สามารถจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด ลดการประชุม แต่ละครั้งที่ท่านส่งอนุกรรมาธิการหรือทางจังหวัดประชุมได้นะครับ ก็ขอเป็นข้อมูล แลกเปลี่ยนว่าการแก้ไขปัญหาราคาเกษตรที่ยั่งยืนอยู่ต่อไปนี้นะครับ ชาวไร่ชาวนาเดือดร้อน สะท้อนปัญหาเข้ามา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเข้ามาประชุมทุกครั้ง เกษตรกร เชื่อว่าถ้าผลผลิตออกมาน้อย ราคาก็จะดี ถ้าผลผลิตออกมามาก ราคาต่ำแล้วก็จะขาดทุน ปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีการบริหารจัดการควบคุมใด ๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่า ไม่ถูกต้อง การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เข้าใจครับเป็นเรื่องที่มีปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ การแปรรูป ต้องขึ้นกับพวกนี้จำนวนมาก และดัชนีผู้บริโภค คือการกินผลไม้สดภายในก็ลดลงไป มันเป็นความยากที่จะแก้ปัญหา แต่เชื่อว่าสิ่งสำคัญ มุมมองที่ทราบข้อมูลมาเราต้อง ควบคุมจำนวนไร่ จำนวนผลผลิต ซัปพลาย (Supply) ตัวนี้ต้องคุมให้อยู่ ถ้าท่านคุมไม่อยู่ จะทำอะไรไม่ได้เลยครับ แต่ถ้าท่านคุมอยู่ ท่านอาจจะแก้ไขได้ว่าพืชตัวนี้ปีหน้าจะชดเชย จะทำอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีผู้รู้หลายท่าน มีผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย หลายท่านก็ผ่านมาว่าถ้ามีโอกาสก็ช่วยนำเสนอตรงนี้ เพราะบ้านเราพืชเกษตรตัวนี้ เป็นพืชสวนบางครั้งแปรรูปไม่ได้ ก็ต้องมาอาศัยบริโภคภายใน ผมฟังนโยบายทั้งของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องของการจัดสรรแหล่งน้ำ แล้วก็เมื่อวานนี้ได้มี โอกาสฟังท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์พูดถึงเรื่องพันธะสัญญาซื้อขายตลาดล่วงหน้า จากประสบการณ์ที่ผมได้รับทราบมา ท่านทำพันธะได้ แต่ท่านไม่ควบคุมพื้นที่ พื้นที่ที่ท่าน ไม่คุมนี่ละครับชาวบ้านจะปลูกแล้วมันจะมาแทรกแซง เลยฝากท่านว่าช่วยดูหน่อยครับ การกำหนดพื้นที่สำคัญมาก ซัปพลาย (Supply) ตัวนี้รัฐบาลก็จะแก้ปัญหาได้ถูกจุด ก็ฝากไว้ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตร ผมว่าไม่ควรเป็นปัญหาของเกษตรกรอีกต่อไป ถ้าเราแก้ปัญหา ได้ถูกจุด รัฐบาลวางแผนควบคุมให้ถูกต้องนะครับ และให้ข้อมูลกับเกษตรกรล่วงหน้า อยู่ตลอดเวลา เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่ง ผมและเพื่อนสมาชิกอยากให้ รัฐบาลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยที่อยู่ในหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งมีฐานะเป็นพลเมืองไทย ซึ่งอยู่ในที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ผมย้ำนะครับ อยู่ในที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ได้รับการปฏิบัติ การช่วยเหลือดูแลจากกระทรวงที่ให้งบประมาณมาดูแลเหมือนกันทุกกระทรวง พบว่า มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นทะเบียนปลูกพืช พอเกิดความเสียหายก็ไม่มีการช่วยเหลือ เยียวยาให้กับประชาชน ขอรัฐบาลเมตตาช่วยชาวเกษตรกรนะครับ ช่วยดูแลให้เหมือนกับกระทรวงอื่น ๆ ด้วย เราจะไม่ช่วยเขา เขาก็ต้องอยู่ที่นั่น จะกดดันอย่างไรชาวบ้านก็ยังต้องอยู่ เป็นการซ้ำเติม พี่น้องประชาชนด้วยซ้ำ ก็ฝากนะครับ อยากให้ทุกกระทรวงช่วยกระทรวงมหาดไทยด้วยครับ เพราะมีปัญหามาทีไรผมว่ากระทรวงมหาดไทยรับทุกทีนะครับ ต้องมีเป็นเจ้าภาพ ก็ฝาก ทุกกระทรวงได้ช่วยสนับสนุนกระทรวงมหาดไทยด้วยครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ปัญหาประมงเดือดร้อนรัฐบาลบังคับใช้กฎหมาย ไอยูยู (IUU) เข้าใจครับกับอาชีพประมง เกี่ยวกับระเบียบการใช้เครื่องมือประมง วิธีการเดินเรือ ต้องเอาลูกเรือกับเรือไปขึ้นทะเบียนกับทางราชการเพื่อไม่ให้ผิดระเบียบกฎหมาย ซึ่งทางนี้ ผมอยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจและส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปให้คำแนะนำกับชาวเรือ และขอให้รัฐบาลช่วยผ่อนปรนบรรเทาความเดือดร้อนในกฎหมายนี้แก่ชาวประมงเท่าที่ รัฐบาลจะทำได้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ทุกวันนี้พวกเรา ส.ส. มาหารือท่านประธานที่สภาแห่งนี้ สภาก็ส่งเรื่องไปที่หน่วยงานต่าง ๆ แล้วไม่มีผลกลับมา อยากให้ท่านผู้นำประเทศช่วยแจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแจ้งหน่อยว่าท่านรับเรื่องจากที่สภาส่งไปในวาระปรึกษาหารือ เพื่อเราทาง ส.ส. จะได้ทราบต่อไป สรุปนะครับ ผมขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา แต่ถามผมว่าข้อเสนอแนะอื่น ๆ มันเยอะนะครับ ก็อยากให้รัฐบาลลองไปดูวิธีการแก้ไขของ รัฐบาลก่อน ๆ ก็ฝากไว้ โดยเฉพาะของพรรคเพื่อไทย เพราะการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา และเกิดการกระจายรายได้ที่ดีแก่ประชาชนจริง ๆ ผมขอให้ข้อมูลที่กล่าวในวันนี้นำไปสู่ การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืน ขอบคุณครับ
ต่อไปเป็น ท่านวทันยา วงษ์โอภาสี แล้วก็จะมาเป็น ท่านคำนูณ สิทธิสมาน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เนื่องจากเวลามีน้อยขออนุญาตเข้าเนื้อหาเลยนะคะ จากการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ดิฉันอยากจะขออภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๕ ที่พูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหัวข้อที่ ๕.๗ ที่มุ่งเน้นถึงเรื่องการพัฒนาดิจิทัลสู่การเป็นประเทศ อัจฉริยะค่ะ จากโครงการที่แล้วมาของรัฐบาลในชุดที่แล้วเห็นได้ว่าได้มีหลากหลายโครงการ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ดิฉันจึงอยากจะขอสนับสนุนให้รัฐบาลในชุดใหม่นี้ ได้มีโอกาสดำเนินงานสานต่อนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน และให้เกิดการพัฒนาในเรื่องของนโยบายอย่างต่อเนื่องค่ะ ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ดิฉันมองเนื้อหาออกเป็น ๔ ส่วนหลัก ๆ ด้วยกัน
ประการแรก ก็คือการวางโครงสร้างเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัย สำคัญของการเตรียมความพร้อมของประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ ประเทศได้จัดให้มีการประมูลการโทรคมนาคมในระบบ ๔ จี (4G) เกิดขึ้น ซึ่งการประมูลระบบโทรคมนาคม ๔ จี (4G) นั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ในหลาย ๆ ด้านในการเติบโตในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสังเกตได้จากการใช้งาน ปริมาณดาต้า (Data) ของประชากรไทยที่เพิ่มมากขึ้น จากปี ๒๕๕๗ เรามีการใช้งาน ดาต้า (Data) ทั้งสิ้นอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ แต่หลังจากที่มีการประมูล ๔ จี (4G) ในปี ๒๕๖๐ ประเทศได้มีการใช้งานดาต้า (Data) เพิ่มขึ้นจาก ๕๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ เป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ เทระไบต์ คือเพิ่มขึ้นกว่า ๖ เท่าตัว ส่งผลให้วันนี้เรามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า ๔๐ ล้านคน จากทั่วประเทศ มีผู้ใช้งานไลน์ แอปพลิเคชัน (Application) กว่า ๓๐ ล้านคน ทั่วประเทศ นั่นยังไม่นับรวมถึงการใช้งานบนธุรกรรมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานพร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ฟินเทค (FinTech) ธุรกิจวิดีโอ สตรีมมิง ออนไลน์ (Video Streaming Online) หรือว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่เติบโต อย่างต่อเนื่อง จนทำให้วันนี้ประเทศไทยเรามีมูลค่าการเติบโตธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แบบ บีทูซี (B2C) มากเป็นสูงสุดอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) หรือรวม มูลค่าทางการตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) รวมกันกว่า ๓.๒ ล้านล้านบาท จากตัวเลข ดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่า วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และด้วยตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจทางดิจิทัลเหล่านี้ ดิฉันจึงอยากสนับสนุนให้รัฐบาล เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การประมูลโทรคมนาคมในระบบ ๕ จี (5G) ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หรือการพัฒนาเทคโนโลยี อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตค่ะ
ประการที่ ๒ คือการปรับตัวในการทำงานของภาครัฐ ภาครัฐจะทำอย่างไร ที่จะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการในการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดิฉันดีใจที่ได้เห็นในรัฐบาลชุดที่แล้วได้ออกพระราชบัญญัติการบริหารงานและการบริการ ภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานของภาครัฐที่คำนึงถึงประโยชน์ ในการใช้เทคโนโลยี ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวอาจจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนนัก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่ารัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่วันนี้ต้องการยกระดับคุณภาพ ในการทำงานของภาครัฐ โดยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะนั่นไม่ได้เพียงแต่ จะส่งผลต่อการทำงานภาครัฐที่ช่วยลดภาระต้นทุนในการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความโปร่งใส ในการทำงาน สามารถตรวจสอบได้ แต่ยังช่วยผู้ประกอบการภาคเอกชนในการลดภาระ ต้นทุน ขั้นตอนในการติดต่องานกับภาครัฐ หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราลดค่าเสียโอกาส คอสต์ ออฟ ออปพอร์ทูนิตี (Cost of opportunity) ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ค่ะ
ประการที่ ๓ ก็คือการเสริมสร้างเอกชนไทยที่จะทำอย่างไรให้เราสามารถ มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เราจะสามารถ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ในการทำงานในธุรกิจในทุก ๆ แขนงได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ (Logostics) หรือว่ากระทั่ง ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) ใหม่ ที่จะเกิดขึ้น ดิฉันได้เห็นถึงหลายโครงการที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำในการที่พยายามผลักดัน กลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) ไทยนะคะ ให้เกิดขึ้น อย่างตัวเลขในปี ๒๕๕๘ ก็มีมูลค่า การลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไทย เป็นจำนวน ๓๖ ยูเอสดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทย ๑,๑๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ มูลค่าการลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไทยเพิ่มขึ้นจาก ๓๖ ล้านเป็น ๑๐๖ ล้านยูเอสดอลลาร์แต่ที่น่าเสียดายคือในปี ๒๕๖๑ มูลค่าการลงทุนกลับ ลดน้อยลงเหลือ ๖๑ ล้านยูเอสดอลลาร์สาเหตุนั้นก็มาจากปัจจัยหลาย ๆ ประการ แต่สิ่งหนึ่ง ที่อยากจะเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุง ก็คือในเรื่องของการเสริมสร้างระบบอีโก ซิสเท็ม (Ego system) ของสตาร์ตอัป (Startup) ให้มีความพร้อมและมีความเป็นเฟรนด์ลี อีโก ซิสเท็ม (Friendly ego system) อีกส่วนหนึ่งในการที่จะเพิ่มพัฒนาศักยภาพคนไทยที่ อยากจะขอเสริมให้ภาครัฐช่วยผลักดัน ก็คือในเรื่องของการส่งเสริมโอกาสให้คนไทยได้มี โอกาสเรียนรู้จากต่างประเทศ ขออนุญาตเพิ่มเวลาอีกสักเล็กน้อยนะคะ จะขอสคิป (Skip) ไปจนถึงในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ
ประการที่ ๔ ที่อยากจะให้รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายที่บางฉบับยังล้าหลัง แต่ก็เห็นว่ารัฐบาลได้มีการออกกฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างเช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ ซึ่งอันนี้นับว่าเป็นกฎหมายที่ออกตามแนวทางของนานาชาติ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับประชาชนคนไทย หรือไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ออกมา เพื่อดูแลธุรกรรมเทคโนโลยีทางการเงินนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากจะเรียกร้องก็คือว่า ในการที่วันนี้เราสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศในหลาย ๆ ด้าน แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเองนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานก็คือ เราจำเป็นจะต้องทำงานในเชิงรุก ก็คือมีการวางแผนล่วงหน้า ดิฉันเองในฐานะที่มาจาก การทำงานภาคเอกชน หวังเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะเห็นการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชน ได้เห็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการที่จะพัฒนาประเทศเราต้องพัฒนา ในทุก ๆ มิตินะคะ เราอย่าไปติดกับดักอยู่แค่การพัฒนาโดยการมุ่งหวังตัวเลขในเชิงเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เห็นถึงการพัฒนาในการยกระดับคุณธรรมและจริยธรรม ของสังคมไปควบคู่กันค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ก่อนที่ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน จะอภิปรายนะครับ ทางรัฐบาลจะชี้แจงข้อซักถามของท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม โดยมอบให้ท่านรัฐมนตรี ท่านจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในนาม ของตัวแทนรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านณัฐวุฒิ ที่กรุณาแสดงความห่วงใย ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ด้อยโอกาส ของชนกลุ่มน้อย แล้วก็ปัญหาที่สำคัญเร่งด่วน ของประเทศ ผมอยากจะขอกราบเรียนสั้น ๆ ไม่ใช้เวลาของรัฐสภามากครับ
ประเด็นเรื่องของคุณครูอุกฤษฏ์ก็ตาม ประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ที่ท่านคิดว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้บรรจุไว้ในนโยบาย แต่กราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก วันนี้ครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยตัวกระผมเอง ได้พบกับคุณกิตตินันท์ ธรรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย คุณนาดา ไชยจิตต์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นำคณะ ซึ่งมีคุณปุญชรัสมิ์ ตาเลิศ ผู้ประสานงาน โครงการด้านสิทธิมนุษยชน สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย แล้วก็ผู้ที่มีปัญหาร้องมากับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ได้สนับสนุนให้รักษาสิทธิของท่านนะครับ ได้ตกลงกันครับว่าเรื่อง นี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนในสังคมต้องมีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี เราตกลงกันว่าภายใน เดือนสิงหาคมไม่เกินสัปดาห์ที่ ๒ เราจะจัดทำเวิร์กชอป (Workshop) กับผู้ที่สนใจ ผมขอเชิญท่านด้วยนะครับ ในฐานะที่ท่านเป็นคนที่แม่นยำในเรื่องนี้ เพราะผมทราบว่า ท่านมีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มาช่วยกันทำเวิร์กชอป (Workshop) แล้วก็ทำ ปัญหานี้ให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคม แล้วก็เป็นบรรทัดฐานกับสังคมต่อไป จะได้อยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุขแล้วก็อย่างมีศักดิ์ศรีนะครับ
ประการที่ ๒ ที่ท่านพูดถึง คือกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มชายขอบ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมตั้งแต่แรก ๆ ว่าอย่าทิ้งคนกลุ่มนี้ ให้ผมนั้นเดินทาง ไปพบกับคนชายขอบ เด็กนักเรียนชายขอบ แล้วก็กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งผมได้ประสานงาน ไปล่วงหน้าแล้วกับสมาชิกสภาท้องถิ่นว่าจะจัดพบกับเขาอย่างไร และกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จะมีบทบาทในเชิงรุก ทำงานกับเขาอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่มี
ประการต่อมาคือการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณา สนับสนุนบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาเร่งด่วนของสังคม และเรื่องนี้ก็กราบเรียนว่า มีจำนวนมากแล้วก็เป็นอนาคตของประเทศ ถ้าเราสามารถทำให้คนกลุ่มนี้ทำ ๒ ประการ ๑. ก็คือผู้ที่ตั้งครรภ์อยู่แล้วและกำลังจะมีบุตร จะดูแลอย่างไรให้บุตรเขาเกิดมาสมบูรณ์แล้วก็มีโอกาสเท่าเทียมกับคนอื่น ทั้งในมิติ ของอาชีพ การบริหารครอบครัว การบริหารการเงินและการเข้าสู่สังคมอีกด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เราพยายามเน้นก็คือ เราจะต้องบูรณาการกับกระทรวงแรงงานเพื่อหา อาชีพที่ยั่งยืนให้เขาสามารถพึ่งตนเองได้ โดยที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์นั้นเป็นพี่เลี้ยงให้ในตอนเบื้องต้น นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมคือ ท่านนายกรัฐมนตรีได้จัดอยู่ในวาระเร่งด่วน ของรัฐบาลคือ การเตรียมตนเตรียมตัวของประเทศไทยสู่สังคมของผู้สูงอายุซึ่งเราก็จะจัดทำ เวิร์กชอป (Workshop) ปฏิบัติการเรื่องนี้ ก็เชิญทุกมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องที่ทำเรื่องนี้ มาจัดทำเป็นแผนแม่บทปฏิบัติการ มองไปในอนาคตข้างหน้าอีก ๑๕ ปี ว่าประเทศไทยต้องมี ความพร้อมอย่างไรในการเตรียมตัวเรื่องนี้ ผมก็ขออนุญาตว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ละเลยครับ ให้ความสำคัญทุกเรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับผมว่าให้เร่งกระทำ เสมือนหนึ่งว่าเขานั้นเป็นลูกหลานของเราเอง ก็กราบเรียนท่านณัฐวุฒิ ให้สบายใจว่าเรื่องใด ที่ท่านจะสามารถมาร่วมทำงานกับเราได้ แล้วก็มีสมาชิกของท่านอีกหลายท่านในพรรคท่าน อีกหลายท่านนะครับ ที่ผมได้เชิญมาร่วมงานในการทำ เวิร์กชอป (Workshop) อีกด้วย ในเดือนสิงหาคมนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนให้ทราบครับว่าเรื่องนี้รัฐบาลนั้นให้ความสำคัญ แล้วก็จะติดตามให้เกิดเป็นผลอย่างเป็นรูปธรรมครับ ขอกราบขอบพระคุณที่ท่าน ให้ความสนใจแล้วก็ชี้ปัญหาให้เห็นครับ
ต่อไปเชิญ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ๕ นาที จากนั้นจะกลับมาพรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคอนาคตใหม่ ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ พรรคเพื่อไทยนะครับ เชิญท่านคำนูณ ก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สั้น ๆ ครับ ท่านประธานเข้าประเด็นเลยไปที่นโยบายหลักของคณะรัฐมนตรี ข้อที่ ๑๒ การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม เน้นไปที่หัวข้อย่อย ๑๒.๒ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ เนื้อหาทั้งหมดดีและถูกต้อง และรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันนั้น ก็ได้ปฏิบัติในเรื่องปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นจริง รวมทั้งมีกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้เมื่อไม่นานนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ว่านโยบายใน ข้อ ๑๒.๒ นั้นอาจจะขาดความสมบูรณ์ ไปเล็กน้อย ซึ่งกระผมขออนุญาตเสนอแนะและเติมเต็ม แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแต่ก็เป็น เรื่องใหญ่ครับท่านประธาน ข้อ ๑๒.๒ หรือในทั้งนโยบายของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดนั้น ขาดคำว่า ตำรวจ ขาดคำว่า ปฏิรูปตำรวจ ทั้ง ๆ ที่ตำรวจคือต้นสายธารของกระบวนการ ยุติธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะปราศจากเสียซึ่งการปฏิรูปตำรวจไม่ได้ครับ และที่สำคัญที่สุดก็คือมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนทั้งประเทศมาตลอดระยะเวลายาวนาน มีเสียงเรียกร้องจากข้าราชการตำรวจเอง ให้มีการปฏิรูปตำรวจ สำคัญที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๕๘ ง. กระบวนการยุติธรรม (๔) ระบุไว้ชัดเจนถึงรูปธรรมที่จะต้องดำเนินการ แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับตำรวจ ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ก็คือแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจและภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม ลักษณะที่ ๒ ก็คือปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ ก็คือการแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจ นอกจากนั้นยังเป็นมาตรการเรื่องเดียวในหมวด ๑๖ ที่รัฐธรรมนูญนั้น มีบทบังคับเชิงเร่งรัดไว้ในมาตรา ๒๖๐ ก็คือแยกออกมาจากการปฏิรูป ๑๑ ด้าน ออกมาเป็น ด้านพิเศษร่วมกับด้านการศึกษาที่ให้มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งทำการปรับแก้ กฎหมายทั้งสองลักษณะนี้ และมีบทบังคับไว้ในมาตรา ๒๖๐ วรรคสามว่า ถ้าไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนั้นให้การแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจนั้นดำเนินการภายใต้หลักอาวุโสตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ผลปรากฏว่า ไม่เสร็จภายใน ๑ ปี เสร็จตรงที่คณะกรรมาธิการชุดที่มี ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหายครับ ท่าน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ด้วย เป็นสมาชิกรัฐสภา อยู่ด้วยในที่นี้ เป็นประธาน ก็ได้ส่งมอบให้คณะรัฐมนตรีทันก่อนวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑ ครบ ๑ ปี และคณะรัฐมนตรีก็มีมติรับหลักการแล้วก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการ แต่งตั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษที่มีบุคคลภายนอกประกอบด้วย มีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นรองประธาน ดำเนินการประชุม เป็นระยะเวลาเกือบ ๘ เดือน สัปดาห์ละ ๓ วัน จนส่งให้สำนักงานเลขาธิการ ๒๐๗ คณะรัฐมนตรีในช่วงปลายปี ๒๕๖๑ แต่ประเด็นก็คือว่าในเมื่อกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ปรากฏว่าการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้ดำเนินการไปตาม มาตรา ๒๖๐ วรรคสาม คือเป็นไปตามหลักอาวุโสอย่างเดียว เนื่องจากคณะรัฐมนตรีนั้น ออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโสออกมาตามที่ รัฐธรรมนูญบังคับ เพียงแต่ว่าหลักเกณฑ์ที่ออกมานั้นอาจจะมีผู้ตีความว่าไม่ตรงกับ รัฐธรรมนูญนัก ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ ก็ได้มี ประกาศ มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๐/๒๕๖๑ ออกมารับรอง ความถูกต้องของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และการแต่งตั้ง โยกย้ายก่อนหน้าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ซึ่งก็ถือว่ามีความจำเป็นที่ต้องรับรอง ความถูกต้อง แต่ที่น่าสนใจก็คือในคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ก็ได้ระบุว่า รับรองความถูกต้องของการแต่งตั้งโยกย้ายตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีออกมา เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ ซึ่งไม่ได้เป็นไปโดยหลักอาวุโส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นหลัก อาวุโส ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งที่ว่าง คล้าย ๆ กับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยดำเนิน มาตามปกติ ก็รับรองไว้จนถึงวันที่กฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลนั้นจะมีผลบังคับใช้ก็คือว่ามาตรการบังคับเชิงเร่งรัดของรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ปรากฏเป็นจริง และคำสั่งของ คสช. นั้นก็มารับรองความถูกต้องตรงนี้ไว้ และในขณะนี้ ถ้าเราดูนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ซึ่งกระผมเชื่อว่าท่านไม่ละเลยการปฏิรูป ตำรวจแน่ แต่บังเอิญว่าไม่มีคำนี้อยู่ในข้อ ๑๒.๒ ในหน้า ๒๙ หน้า ๓๐ และที่สำคัญที่สุด ก็คือในหน้า ๓๘ ภาคผนวก ๑ ร่างกฎหมายที่สำคัญที่คณะรัฐมนตรีจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการ ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จำนวนทั้งสิ้น ๑๖ อันดับไม่มี กฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ อาจจะตีความได้ว่าอยู่ในหัวข้อ ๑๖ ก็คือกฎหมายอื่น ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศก็ได้ แต่กระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญที่ควรจะมีระบุไว้ หรือคณะรัฐมนตรีนั้นได้แถลงยอมรับที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ แล้วสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเร่งดำเนินการนำเสนอร่างกฎหมายตำรวจ ที่เกี่ยวข้องตามที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ในมาตรา ๒๕๘ ง. (๔) นำเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งก็ถือว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปอย่างหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เรื่องนี้ก็จะเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ ในหมวด ๑๖ และที่สำคัญที่สุดก็คือจะเป็นการปฏิรูปประเทศในส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนสมตามที่เมื่อคืนนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีขออนุญาตเอ่ยตำแหน่งของท่าน ได้แถลงไว้แล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลที่แล้ว ทำมา ๕ ปีนั้นเป็นเพียงการทำภายใต้โครงสร้างเดิม ก็ถือว่าประคองประเทศให้ขึ้นมา มีความหวัง แต่หัวเลี้ยวหัวต่อจากนี้ไปจะเกิดขึ้นได้จะนำประเทศไปสู่จุดที่ทะยานไปข้างหน้า ได้ก็ต้องมีการปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปประเทศนี้ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ทุกด้าน กระผมก็ขออนุญาตเสนอแนะไว้แต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ สำหรับเรื่องการปฏิรูปตำรวจนั้นผมก็ขอเรียนว่า จากนี้เป็นต้นไปผมจะเป็นผู้รับผิดชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมจะดำเนินการในเรื่องการปฏิรูปตำรวจให้เกิด ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ทุกภาคส่วนด้วยนะครับ ทั้งในเรื่องของการปฏิรูปองค์กร บุคลากร วิธีการปฏิบัติงาน ที่มาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าเป็นต้นทางของระบบความยุติธรรม ซึ่งมาจากตำรวจ อัยการ ศาล ทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกันไปด้วยนะครับ คือปฏิรูปตำรวจ อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันให้สามารถดำเนินการ ให้ได้โดยเร็วนะครับ ผมยืนยันว่าผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้ตำรวจได้รับความไว้วางใจ ให้มากที่สุด แล้วก็ประชาชนมีความรู้สึกอุ่นใจ ไม่อย่างนั้นความขัดแย้งมันก็เกิดขึ้นสูงมาก ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำถูกหรือทำผิดก็ตามเจ้าหน้าที่ก็มักจะเป็นจำเลยเสมอ เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำให้เกิดความยุติธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปคือทางพรรคร่วมฝ่ายค้านนี้ทางวิป (Whip) ได้เสนอชื่อขึ้นมาใหม่นะครับ ที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นี้ก็คงจะเปลี่ยนไปสำหรับพรรคร่วมฝ่ายค้านในรอบนี้ ๒ ท่าน ท่านแรกที่เสนอชื่อมาใหม่คือ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ท่านที่ ๒ ก็ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคอนาคตใหม่เหมือนเดิม ฉะนั้นเริ่มต้นด้วยท่านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๑๐ นาที เชิญครับ
กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ ก่อนอื่นก็ขอแสดงความดีใจกับท่านเสนาบดีทั้งหลายที่นั่งอยู่ชั้นบน ทั้งที่บริหารราชการติดต่อกันมา แล้วก็บริหารมานานแล้วก็ร้างเวทีไปเพิ่งกลับเข้ามา แล้วก็ ท่านใหม่ ๆ จริง ๆ ผมเองตั้งใจจะพูดเรื่องการศึกษาครับท่านประธาน ในฐานะที่เป็น ครูบาอาจารย์ผมตั้งใจมาจริง ๆ จะมาฝากรัฐมนตรีณัฏฐพล ก็เห็นว่ามีโปรไฟล์ (Profile) มีรูปทรง แต่ว่าอาจจะนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน แต่ด้วยเมื่อคืนนี่ครับนั่งอยู่ ท่านอาจารย์สมคิดที่ผมเคารพนับถือ ที่จริงรัฐมนตรีทุกท่านผมเคารพนับถือหมด เราไม่ได้ผิดกัน เป็นการส่วนตัว แต่ท่านทำหน้าที่บริหาร แต่ผมทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน ต้องเอาความจริงมา เล่าเพื่อเป็นเข็มทิศให้พวกท่านได้เดินถูก เพราะ ๕ ปีที่ผ่านมาในสายตาผม ผมมองว่า ท่านเดินผิดทาง บังเอิญอาจารย์สมคิดมาพูดเมื่อคืนว่าได้วางโครงสร้างในระดับรากหญ้า ให้มันแข็งแกร่ง แข็งแล้วครับ แข็งกันเกือบทุกคนเลยครับ เพราะจนกันได้สนิท จนกันได้ดี จริง ๆ ตาสีตาสา ยายมียายมา แล้วท่านบอกว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตอนท่านอุดตม ขออภัยครับ ท่านอุตตม เดินไปหาเสียงบอกว่าเป็นการวางฐานราก ไม่ใช่ มันเป็นการเดิน ไปหาเสียง หาคะแนน ผมมีเวลาเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟัง ผมตั้งชื่อว่าบัตรประชารัฐหรือบัตร ผมสับสนหมดครับ บัตรคนจนบ้าง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบ้าง หรือบัตรประชารัฐบ้าง แต่จริง ๆ ผมตั้งชื่อบัตรนี้ว่า บัตรเขกหัวและลูบหลัง เขกหัวอย่างไร ท่านทำให้คนจนนี่ จน จน จน พอคนจนเสร็จแล้วท่านก็แจกบัตรไป เข้าร้านรูดปรื๊ดได้นมปั๊บ รูดปรื๊ดได้มาม่า นั่นก็คือลูบหลัง เอาละครับ มีเวลาผมคุยการศึกษาเสร็จเดี๋ยวผมก็จะคุยเรื่องหนี้ แต่ท้ายที่สุดท่านเชื่อ หรือไม่ครับว่า ๕ ปีที่ผ่านมาที่อวดกันว่าบริหารจัดการเศรษฐกิจดีอะไรดี ไม่ใช่ อาจารย์ สมคิดหล่อเมื่อ ๑๘ ปีที่แล้วมา ตอนเราอยู่พรรคไทยรักไทยด้วยกัน เพราะมันมีองคาพยพ มันมีคนช่วย มันมีคนดูแล ช่วยกันผลักดัน ช่วยกันขับเคลื่อน วันนั้นเศรษฐกิจดี บ้านเมืองดี อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าว น้ำ ประชาชนอยู่ดีมีสุข บำบัดทุกข์บำรุงสุข ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรี ทุกวันนี้ท่านเข้าใจผิดว่าท่านอาจารย์สมคิดน่าจะเสกเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคปฏิวัตินี้ได้ ก็เลยลงทุนแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งจริง ๆ อาจารย์สมคิดไม่มีสิทธิกลับมาเป็นในวันนั้น เพราะอาจารย์สมคิดมีปัญหาที่จะต้องเว้นวรรคทางการเมือง ก็ลงทุนแก้รัฐธรรมนูญเลยครับ ให้ สนช. แก้ บุคคลที่โดนเว้นวรรคทางการเมืองมาดำรงตำแหน่งได้ แล้วก็ปรับไล่ของ ทีมเศรษฐกิจเดิมออกทั้งหมด ถ่ายโอนเลือดใหม่อาจารย์สมคิดมา แต่ไม่ใช่ครับ มาถึงวันนี้ ก็ยังไม่ใช่ ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ผมไม่เชื่อ วันนี้ขอทานยังขาดทุนครับ อย่าว่าพ่อค้า นายห้าง ที่ขายของเลย ขอทานสะพานลอยเขาบอกว่าเขาขาดทุนกับยุคเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ มันเป็น ความน่าเศร้าครับ เขาไม่ได้ลงทุนอะไรมากมายเลย ผมไปสัมภาษณ์มาตามสะพานลอย เขาบอกว่าขาดทุนมากเลยอาเฮีย สมัยก่อนวันหนึ่ง ๗๐๐-๘๐๐ บาท ทุกวันได้วันละร้อยซาว หรือ ๑๒๐ บาท ก็โชคดีแล้ว ผมถึงสมญานามว่าเศรษฐกิจยุคขอทานยังขาดทุน เอาละครับ ท่านประธาน เดี๋ยวถ้าผมมีเวลาผมจะกลับมาเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผมสับสนจริง ๆ บัตรนี้มันชื่อหลายอย่าง บัตรหาเสียงบ้าง บัตรอะไรบ้าง อย่าต้มกันนะครับ อย่าต้ม กลางอากาศ เพราะผมมาจากการเลือกตั้ง ผมรู้ว่าการเลือกตั้ง เมื่อสักครู่ผมสู้กับอะไรมา ผมสู้กันอย่างไร เดี๋ยวจะมาคุย ขออนุญาตโอนกลับมาเรื่องของการศึกษาก่อน ถ้าผมไม่คุย การศึกษามันก็มวยล้มต้มคนดู ท่านรัฐมนตรีที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นมือใหม่ ผมดูโปรไฟล์ (Profile) ของท่าน ท่านก็ใช้ได้อยู่ ผมดูว่าท่านเป็นคนตั้งใจ อย่างน้อย ๆ วันหนึ่งท่านก็ออกมาเรียกร้องว่าให้ปฏิรูปก่อน แต่ว่าบังเอิญการปฏิรูปยังไม่เรียบร้อย ลุงตู่ของผม หรือที่บ้านผมเรียกท่านช่วงหนึ่งว่าลุงศุกร์ เพราะว่าทุกวันศุกร์เขาจะเจอ ชาวบ้านจะเจอ เขาก็เรียกท่านว่าลุงศุกร์ ท่านปรี๊ดก่อน แต่ท่านเรียกร้องการปฏิรูปวันนี้ ผมดีใจกับท่านเพราะอะไรครับ เพราะช่วงจัดตั้งรัฐบาลในช่วงใหม่ ๆ นั้นที่กำลังชุลมุน กับการจัดตั้งรัฐบาล ผมเสียใจจริง ๆ ครับ และผมกล่าวหาพวกท่านที่นั่งข้างบนด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่มีใครใส่ใจเลย พูดกันถึงกระทรวง ทบวงต่าง ๆ ทั้งนั้น จนผมต้อง ออกไปให้สัมภาษณ์หน้าสื่อว่าผมสงสารการศึกษาไทย จะมีทิศทางไปอย่างไร จะประสบ ผลสำเร็จได้ แม้กระทั่งว่าการจัดตั้งรัฐบาลหนีกันหมด ผมเกือบเห็นอาจารย์ปรีดา บุญเพลิง พรรคคนเดียว หรือพรรคครูไทยเพื่อประชาชนได้เป็นหรือเปล่า หนีกันหมดครับ ไม่เหมือน สมัยพรรคเพื่อไทย ทุกคนวิ่งกันอยากเป็นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะกระทรวงศึกษาธิการถือว่าเป็นฐานราก เป็นตอม่ออันสำคัญในการปฏิรูป การศึกษา สร้างคน สร้างชาติ สร้างอนาคต ประเทศไทยเรา นักการศึกษามีไม่น้อย นักวิชาการมีไม่น้อย แต่นักสร้างการศึกษาของชาติยังหาไม่ได้ ท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านเคยสร้างทีมฟุตบอลบางกอกมาจนดัง ท่านขายพรม ขายไหม ไม่เป็นไรครับ เพราะท่านไม่ต้องมาจับชอล์ก ไม่ต้องมาจับรถ ท่านมา บริหารจัดการ ท่านเป็นนักสร้างการศึกษาเถอะครับ ถ้าท่านสะใจกับการปฏิรูป อย่างอื่น มันไปปฏิรูปที่ปลายทาง ถ้าเด็กยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ภาษาไม่รู้ ท่านจะมาปฏิรูปอย่างไร กระทรวงศึกษาธิการมันไม่ได้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากมายหรอกครับ เพราะบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการเป็นคนที่มีความรู้ ตั้งแต่ทุ่งหมาว้อมาถึงกลางใจเมือง กรุงเทพมหานคร คุยง่ายคุยกับครู แต่อย่าไปรังแกครู แต่ ๕ ปีที่ผ่านมาผมผิดหวังครับ แล้วมาผิดหวังหนักช่วงที่ไม่มีใครอยากเป็นรัฐมนตรี ผมขอบคุณท่านแล้วเดี๋ยวช่วยกัน ๕ ปีที่ผ่านมานอกจากไม่เสริมสร้างแล้วยังไปใช้ ม. ๔๔ อีก กับครูไม่ต้อง ม. ๔๔ หรอกครับ ม. ๒๒ ก็ตายแล้ว เอาครึ่งเดียว เพราะครูไม่ได้ดื้อ ท่านไปออกกฎหมายปฏิรูปทำให้ โครงสร้างอะไรเขาเบี้ยวไปหมด วันก่อนเห็น ส.ส. บุญยิ่งจากราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หา เสียงกันเลย เพราะมาพูดเรื่องครู เมื่อวานโสภณ ซารัมย์ พูดเรื่องครู ท่านไปใช้ ม. ๔๔ ยกเลิกองค์กรที่กระจายอำนาจไปให้ครู ไม่ว่า อ.ก.ค.ศ. ก.ค.ศ. ไปแต่งตั้งศึกษาจังหวัด ไปแต่งตั้งศึกษาเขต ไปแต่งตั้งศึกษาภาค เอาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดงานหนักอยู่แล้ว เอาแต่งานแก้ปัญหาน้ำท่วม แค่ฝนแล้งก็ปวดหัวแล้วให้มายุ่งเรื่องครูอีกจนเป็นปัญหาเกือบทุกจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ที่ท่านตั้งไปวันนี้ตำแหน่งซี ๙ ไม่ได้ทำอะไรเลย รอแต่เซ็นอนุมัติครูย้าย รอแต่เซ็นอนุมัติครู ขึ้นเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรช่วยเหลือกับวงการศึกษามากมาย แล้วไปขี่ตำแหน่งเขาอีก คือไปขี่ผู้อำนวยการเขต ผมเสียดายเหลือเกิน ท่านประธานยังมีเวลาเหลืออีกไหมครับ
หมดพอดี
ท่านประธาน อย่าเคลิ้มนะครับ
ท่านบอก วิป (Whip) ท่านด้วยนะครับ
ท่านให้ผม หยุดหรือให้ผมต่อ
ท่านอยากจะพูดก็พูดไปสักนิดนะครับ เพราะไปกินเวลาท่านอื่นไม่เป็นไร
ขอบคุณมากครับ เรื่องอาหารกลางวัน เรื่องงบประมาณ เรื่องบุคลากร เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมยืนยันว่าครูไม่มี ปัญหา แต่ข้างบนไปสร้างปัญหาจนวันนี้กลายเป็นการศึกษาที่เป็นต้นไม้ เปรียบเสมือนต้นไม้ มีพิษ ฉะนั้นก่อนที่จะพูดเดินไปตามที่ท่านเขียนมา ที่จะมีโครงสร้างแท็บเล็ต จะมีโครงสร้าง คอมพิวเตอร์ ถ้าท่านไม่ไปยกเลิกแก้ปัญหา ไม่ไปยกเลิกคำสั่ง ม. ๔๔ ที่จะเอาตำแหน่ง ผู้อำนวยการมาเป็นครูใหญ่ ตอนสอบบรรจุทุกวันนี้เป็นครูใหญ่ แต่คำสั่งออกใหม่ตอนนี้รอจ่อ แต่คิดจะทำเป็น พ.ร.ก. จะปรับลดจากตำแหน่งผู้อำนวยการมาเป็นครูใหญ่ ตอนสอบบรรจุ เข้าเป็นผู้อำนวยการ พอเกษียณออกมาตำแหน่งครูใหญ่ อะไรกัน ไม่รู้เอาฐานอะไรมาคิด จะยกเลิกใบประกอบวิชาชีพครู พวกผมทำมาจนครูมีวิทยฐานะเทียบชั้นได้กับวิศวะ เทียบชั้นได้กับคุณหมอ เพราะครูคือผู้ให้ ครูคือผู้สร้าง แต่วันนี้กลับไปทำลายน้ำใจเขา เรื่องเล็ก ๆ ก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ อาหารกลางวันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมโหฬารอะไรเลย ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ทำให้การศึกษาได้เข้าใจ เงิน ๒๐ บาทจะให้เขาทำดีได้อย่างไร อาหาร จะครบ ๕ หมู่ได้อย่างไร ที่มีปัญหาคือว่าวันนี้การกระจายอำนาจเอาเงินให้ไป อบต. เพื่อให้ มันมีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นดูเสมือนว่า อบต. รับเงินเยอะ เงินนม เงินอาหารกลางวัน แล้วก็โอนให้ เข้าโรงเรียน มันก็เลยทำให้ อบต. ดูว่าเงินเยอะ พอมาโรงเรียนจริง ๆ ครูก็ตั้งใจ ครูกว่าจะมา เป็นครูได้ ท่านรัฐมนตรี ต้องใช้จิตวิญญาณ มีจิตวิญญาณ เราโดนอบรมสั่งสอนมา ๔-๕ ปี กว่าจะมาเป็นบุคลากรที่ให้ความรู้กับเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย เพราะเขาบอกว่า เลิร์นนิ่ง อีส เพาเวอร์ (Learning is power) ผู้มีพลังก็คือมาจาก การเรียนรู้ ถ้าเรียนไม่รู้แล้วมันเดินไปไม่ได้ ฉะนั้นผมฝากรัฐมนตรีมีอะไรเรื่องการศึกษา ผมยินดีครับรัฐมนตรี พอรู้ ไม่ได้เก่ง เพราะเป็นนักเรียนต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มา กว่าจะจบ ปริญญาตรี ไม่เหมือนรัฐมนตรีเรียนมาจากเมืองนอก แต่ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีคุยกัน ๒ วันเข้าใจ หมดครับ แต่ผมอาศัยประสบการณ์ คุณหญิงกัลยาก็เหมือนกัน อย่ายิ้มพี่ พี่คนเก่งอยู่แล้ว เรื่องการศึกษา จับครูสาว ๆ จับแขน จับขา พี่เป็นผู้หญิงใช้เขาทำงานเขาทำให้อยู่แล้ว คุณกนกวรรณก็เป็นคนสวยลูกอาสุนทรช่วยกัน แล้วมาปฏิรูปบ้านเมืองมันจึงจะเดินไปได้ บอกว่าไม่ยาก ขออนุญาตเรื่องการศึกษาไว้แค่นี้ กลับมาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน มั่วไปมั่วมา
สรุป ๆ เถอะนะครับ
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ ผมคิดไม่ถึงว่าจะมีบัตรชนิดหนึ่งชื่อว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตอนพวกผม เป็นผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเพื่อไทย ตอบอย่างหน้าชื่นอกบาน เรามีโครงการโครงการหนึ่ง เขาเรียกว่าโครงการประชานิยม แต่เราก็ไม่ควรเอาไปตั้งชื่อว่า พรรคประชานิยม ท่านก็มา บอกผมนะครับ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมันเข้มแข็ง มันต้มกันกลางอากาศ แต่เพราะยายตู่ผม แกเป็นคนวาสนาดี ทำอะไรก็สังคมยอมรับไม่ค่อยผิด ถ้าเป็นพวกผมสมัยก่อนเขาด่ากันตั้งแต่ ท้องสนามหลวงว่าเอาเงินภาษีจากคนกรุงเทพฯ ไปแจกให้กับคนจนบ้านนอก แต่พอลุงตู่ เอาไป เฉย ท่านเกิดฟากเวลาไหนไม่รู้ ท่านมีเสน่ห์ ก็โชคดีท่านไป สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติบอกว่า คนจนในประเทศไทยมีประมาณ ๔.๕ ล้านคน แต่บัตรประชารัฐ ก่อนเลือกตั้งมี ๑๔.๕ ล้านใบ นั่นหมายความว่า ๑๔.๕ ล้านคะแนน ไม่ได้น้อยนะครับ ไปเทียบกับพรรคเพื่อไทยที่ฮอต (Hot) สุด ๆ วันนั้นมีอยู่ ๑๕ ล้านเสียง จัดตั้งรัฐบาล พรรคเดียว ท่านครับ เขาบอกว่าเวลาหมดแล้ว ฝากไว้ครับ ถ้าท่านอยากเอา ๕๐๐ แต้ม ตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ว่า เด็กชายประชารัฐ เด็กหญิงประชารัฐ นามสกุลก็ว่าไป ถ้ามันเกิด หลายคน ก็ท่านมีอะไร ท้องจ่ายแน่ ผมว่าวันนี้อย่าเอาตอนท้องเลย เอาตอนประจำเดือนมา แล้วก็จ่ายเลยครับ เอากันได้คัก ๆ ไปเลยครับ เอากันเลยท่านสมคิดครับ ผมก็จะหยุดอยู่บ้าน เหมือนกัน เพราะผมก็สู้ไม่ได้ ยอม ๆ แล้วก็โปรโมชั่น (Promotion) ใหม่ หมดประจำเดือน ก็ลดลง อันนี้ก็เปลี่ยนชื่อใหม่
พอแล้วครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมสรุปสั้น ๆ อย่างนี้นะครับ แหมกำลังมัน ขอบคุณมาก ท่านประธาน ระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ
บวกไป ๕ นาทีนะครับ
กราบขอบคุณครับ
ต่อไป ก็ตามลำดับครับ ลำดับเดิมก็ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคอนาคตใหม่ ๒๕ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายฉบับนี้ครั้งแรก พร้อม ๆ กับพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงที่ฟาร์มเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และเป็นเพราะบทสนทนากับพวกเขาในวันนั้นทำให้ผมสามารถที่จะลุกขึ้นมาวันนี้ และอภิปรายด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว ท่านประธานครับ พี่น้องเกษตรกรกลุ่มนี้ โชคดีครับ พวกเขามีโฉนดเป็นของตัวเอง อยู่ในเขตชลประทาน เลิกทำเกษตรเคมีมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๒ เปลี่ยนมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ พวกเขารวมกลุ่มกันเป็นบริษัทและสามารถที่จะ ส่งออกข้าวไปต่างประเทศด้วยตัวเอง พวกเขามีธนาคารชีวภาพเป็นของตัวเอง สามารถที่จะ ทำน้ำจุลินทรีย์ ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำชีวภาพด้วยตัวของตัวเอง ด้วยความที่เขาเป็นเกษตร อินทรีย์ที่มีมาตรฐาน ไอฟอม (IFOAM) ทำให้เขาสามารถที่จะส่งออกข้าวในราคาตันละเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท เมื่อพวกเขาสามารถ ที่จะส่งออกข้าวได้เอง สามารถที่จะรวมตัวกันได้ ก็มีเงินเก็บแล้วก็มีเงินออมที่สามารถ ที่จะเข้าถึง แล้วก็ลงทุนเครื่องจักรการเกษตร แล้วก็สามารถที่จะแชร์กันในรูปแบบของ เศรษฐกิจแบ่งปันหรือว่าแชร์ริง อีโคโนมี (Sharing Economy) ทุกคนเป็นผู้สูงอายุครับ แต่สุขภาพของพวกเขาแข็งแรงดี ลูกหลานของเขาที่เคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ก็กลับมาที่บ้านเกิดที่จังหวัดสกลนคร ช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ทำนาทำไร่ ชีวิตอยู่ดีมีสุข สามารถที่จะอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเดียวกันได้ พวกเขามีในสิ่งที่พวกเขาพึงจะมี พวกเขาเป็นในสิ่งที่พวกเขาพึงจะเป็น พวกเขาเป็นผลลัพธ์ทางนโยบายที่พวกเราปรารถนา ตั้งแต่นโยบายฉบับนี้ยังไม่ได้เขียนขึ้นมาด้วยซ้ำไป แต่คำถามที่ประเทศนี้จะต้องตอบก็คือว่า เกษตรกรที่โชคดีแบบนี้มีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศ คำถามที่ประเทศนี้จะต้องตอบก็คือ มีชาวนาที่ส่งออกข้าวด้วยตัวของเขาเองอยู่กี่คนในประเทศ คำถามของประเทศนี้ที่จะต้อง ตอบก็คือว่ามีชาวนาที่ส่งออกข้าวได้เองเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของชาวนาทั้งหมดที่มีอยู่ใน ประเทศไทย ความจริงที่โหดร้ายก็คือพวกเขาเป็นเกษตรกรไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถ ลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดี อยู่ดีมีสุขในประเทศนี้ได้ สำหรับพี่น้องเกษตรกรแล้วปัญหาของ นโยบายฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบาย ปัญหาของนโยบายฉบับนี้อยู่ที่มันเป็นนโยบายที่เขียนไว้ แล้วเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว มันคือนโยบายที่เขียนไว้แล้วเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว มันคือนโยบายที่เขียนไว้ แล้วเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องแปรรูป เราพูดกันเรื่องนวัตกรรม ย้อนกลับไป ๒๐ ปีที่แล้วเราพูดกันเรื่องประกันราคาสินค้า เราพูดกันเรื่องหนี้สินการเกษตร ย้อนหลังกลับไป ๓๐ ปีที่แล้วเราพูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน เราพูดเรื่องชลประทาน สำหรับ พี่น้องเกษตรกรแล้วการทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้อยู่ที่เรื่องของรายละเอียด อยู่ที่เรื่องของ การปฏิบัติ อยู่ที่เรื่องของความจริงใจในการแก้ปัญหาให้พวกเขาต่างหาก เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้วในเวลาที่เหลืออยู่นี้ผมอยากจะใช้เวลาในการสรุปข้อเท็จจริง วิพากษ์อย่าง ตรงไปตรงมา และเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับตั้งคำถามไปยังท่านประธานสภา ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี กับนโยบายที่ท่านได้เสนอไว้ตามกรอบนโยบายเร่งด่วน ๑๒ นโยบาย และนโยบายหลักอีก ๑๒ นโยบาย โดยที่ผมจะใช้เวลาประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วน และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในการอภิปรายนโยบายหลัก เนื่องจากคิดว่าน่าจะมีเวลาในการอภิปรายนโยบายหลักอีกมาก ส่วนสถิติและข้อมูลที่จะใช้ อ้างอิงในการอภิปรายก็ล้วนแต่มาจากสำนักวิชาการของทางรัฐสภาทั้งสิ้น สำหรับนโยบาย เร่งด่วน ๑๒ นโยบายนั้น เรื่องเกี่ยวกับการเกษตรท่านได้เขียนไว้ที่นโยบายที่ ๔ ในส่วนของ ระบบนิเวศของการเกษตร ท่านได้แตะไว้ที่นโยบายที่ ๑ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประมง นโยบายที่ ๑๑ ท่านได้แตะเรื่องเกี่ยวกับภัยแล้ง เมื่อผมได้อ่าน นโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๒ นโยบาย และได้ดึงประเด็นออกมาแล้วก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะอภิปรายแต่ละนโยบายโดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกัน เพราะว่าประเด็นแต่ละประเด็น ปัญหาแต่ละปัญหามันมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ มันมีความเชื่อมโยงกันอยู่ และเมื่อดูที่ นโยบายแล้วก็จะเห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน บางปัญหามันเป็นต้นเหตุ บางประเด็น มันเป็นปลายเหตุ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการที่จะอภิปรายในครั้งนี้คือ การเรียงลำดับความสำคัญประเด็นของนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ บางปัญหาเป็นคอขวด บางปัญหาเป็นปลายเหตุ บางปัญหาเป็นต้นเหตุ สำหรับผมแล้วที่ดินคือคอขวดของปัญหาเกษตรกรรมเกือบทั้งหมด ที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ดินคือกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าเราติดให้ถูกต้องปัญหาที่เหลือจะแก้ ได้ง่ายมาก แต่ถ้าเกิดเราติดผิดปุ๊บปัญหาอื่นที่เราพยายามที่จะแก้จะไม่สามารถแก้ได้ อย่างยั่งยืน เป็นเพราะเกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เขาจึงไม่มีทรัพย์สิน ที่จะสามารถค้ำประกัน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้ เขาไม่มีโฉนดที่จะเข้าไปตึ๊ง ในแบงก์ ไม่เหมือนกับผม ไม่เหมือนกับท่าน ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบการเงินได้ ก็หมายความว่ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นกระดุมเม็ดที่ ๒ เรื่องของ หนี้สินเกษตรกร เมื่ออยู่ในวงจรหนี้สินเขาจดจ่อกับการที่จำเป็นที่จะต้องรีบใช้หนี้ให้ได้ ก็ทำให้เขาต้องการความแน่นอนในการทำงาน มีความจำเป็นที่จะต้องทำวิธีเดิม ๆ ปลูกพืชเดิม ๆ ใช้วิธีที่ถูกที่สุดเพราะมันมีต้นทุนจากค่าเช่าที่ดินอยู่แล้ว มันมีต้นทุนจากดอกเบี้ย นอกระบบอยู่แล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเยอะ ๆ เพื่อที่จะให้สินค้าออกมา มีคุณภาพแน่นอน เวลาจะปลูกอะไรก็ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำ ๆ ทำให้มีปัจจัยในการกดดัน ราคาขึ้นมาอีก ซึ่งนั่นก็คือกระดุมเม็ดที่ ๓ เรื่องของสารเคมีการเกษตร เรื่องของการประกันราคา เมื่อท่านเอาปัญหาจากกระดุมทั้ง ๓ กระดุมนี้มารวมกัน ก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกรไทย มีต้นทุนที่สูงและมีราคาที่ต่ำ ก็หมายความว่าเขาไม่สามารถที่จะเก็บออมได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีเงินทุนของตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีกระแสเงินสดในการที่จะแปรรูป หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือกระดุมเม็ดที่ ๔ พอมีโอกาสใหม่ ๆ การท่องเที่ยวทางด้านการเกษตร เขาอยากจะพัฒนาตัวเองจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้า การเกษตรให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเกษตรและท่องเที่ยว ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศอิตาลีทำนโยบายอะกริทูริสโม (Agriturismo) ประเทศญี่ปุ่นก็ทำเรื่องฟาร์มสเตย์ (Farmstay) เขาก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง อยากจะยกระดับตัวเองบ้าง ก็ไปติดกระดุมเม็ดที่ ๑ เรื่องของที่ดินอีกเหมือนเดิม เมื่อผมไล่เรียงลำดับความสำคัญมาจนถึงตรงนี้ผมคิดว่า ท่านประธานคงจะพอเห็นว่ากระดุม ๕ เม็ดที่เราควรที่จะต้องติดให้พี่น้องเกษตรกรของเรา คืออะไร
สำหรับกระดุมเม็ดแรกในเรื่องของที่ดินนั้น ปัญหาที่ผมต้องสรุป ก็คือที่ดิน ในประเทศไทยคือมีความกระจุก มีความเหลื่อมล้ำ มีความไม่ชอบธรรมในการใช้กฎหมาย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินในประเทศไทยถูกครองด้วยคนเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในประเทศไทยไม่มีโฉนดของตัวเอง ชาวนากว่า ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเช่าที่ดินอยู่ นี่ยังไม่รวมถึงนโยบายหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ว่าจะเปิดพื้นที่ให้กับนักลงทุนไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมไม่ได้ต่อต้านการดึงนักลงทุนแล้วหาศูนย์กลางในการผลักดันให้เศรษฐกิจ โตขึ้นได้ ในขณะเดียวกันที่ท่านกำลังต้องการที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่ ๆ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ ที่แม่สอด ๓,๐๐๐ กว่าไร่ที่ทับกวาง ที่ได้ยกให้บริษัทใหญ่ไปทำเหมืองแร่ ๒๘๔ ไร่ ๓๐ วา ที่จังหวัดเชียงใหม่ อมก๋อย ที่ได้ยกให้บริษัทใหญ่สามารถเอาไปทำเหมืองแร่ได้ ในขณะที่ รัฐบาลกำลังทำอย่างนั้นมีความพยายามที่จะแยกคนออกจากป่า ที่มันมีความทับซ้อนกัน ระหว่างความเป็นชุมชนกับความเป็นป่า หรือปัญหาง่าย ๆ ที่เราเรียกว่า ป่าทับที่ พื้นที่ที่เป็น ป่าทับที่มีอยู่ทั้งประเทศกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เมื่อปีที่ผ่านมามีคดีความมีข้อพิพาทระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในเขตป่า เหล่านั้นมาตลอด ๕๐-๖๐ ปีกว่า ๘,๐๐๐ คดีด้วยกัน นี่ยังไม่รวมถึงตอนที่ผมเดินทางไปลง พื้นที่ที่ อีอีซี (EEC) ผมขับรถไปอีก ๑ ชั่วโมงที่ทับช้าง จังหวัดจันทบุรี ไปเจอพี่น้องเกษตรกร ประชุมกัน ๖ โมงต้องเลิกประชุมเพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิ เขาไม่สามารถที่จะขอน้ำประปา เขาไม่สามารถที่จะขอไฟฟ้าได้ ๑ ชั่วโมงจาก อีอีซี (EEC) ยังมีประชาชนที่ไม่สามารถขอ น้ำประปา ขอไฟฟ้ามาตลอด ๔๐ ปีได้ ผมไปที่เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งออกไปที่ประเทศเกาหลี ทุกวันนี้ประเทศ ปลายทางขอมาตรการ แก๊ป (GAP) หรือว่ากู๊ด อะกริคัลเชอรัล แพรกทิซ (Good Agricultural Practice) พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถขอ จีเอพี (GAP) ได้ ไม่ใช่ว่าเพราะ แพรกทิซ (Practice) เขาไม่กู๊ด (Good) แต่เพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิ ฝรั่งบอกว่า คนญี่ปุ่น บอกว่ารับซื้อก็ได้ ถ้าปกติสมมุติว่าซื้อกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เขาบอกว่าคุณไม่มี จีดีพี (GAP) ใช่หรือไม่ ผมซื้อคุณในกิโลกรัมละ ๓๐ บาท ขายหรือไม่ขาย ผมไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พี่น้องทุเรียนส่งออกไปที่ประเทศจีนเช่นเดียวกันมี จีเอพี (GAP) หรือไม่มี จีเอพี (GAP) ถ้ามี จีเอพี (GAP) มีแก๊ป (GAP) ราคาเท่านี้ ไม่มีแก๊ป (GAP) เท่านี้ สาเหตุที่เขามีแก๊ป (GAP) ไม่ได้ ก็คือเอกสารสิทธิอีกเช่นเดียวกันในขณะที่เรากำลังต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะไทยหรือเทศ ในการดึงพวกเขาเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันทำไมเราถึงไม่มีเขต เศรษฐกิจพิเศษสำหรับประชาชนคนไทยด้วยกันที่พยายามแค่อยากจะมีที่ดินของตัวเอง มาตลอด ๕๐ ปี ห่างกันจากเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ถ้ามีเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีเขตสังคมพิเศษบ้างได้ไหม กว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่อาจจะเมื่อ ๔๐-๕๐ ปี มีแผนที่ อยู่อันหนึ่ง และใช้ปากกาเมจิกในการขีดแบ่งระหว่างป่ากับคน แต่สมัยนั้นแผนที่มัน ๑ : ๕๐๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในเส้นปากกาเมจิกที่เราเขียนไว้นั้นกลายเป็นไม่ทราบว่า เป็นที่ของคนหรือเป็นที่ของป่า ท่านประธานครับ ทุกที่ที่ผมไปนี้มีสาธารณสุขอยู่ มีสถานีตำรวจอยู่ มีเทศบาลอยู่ คนเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะว่าบอกว่านี่คือป่าสงวน แต่มีสถานที่ของราชการอยู่ทุกที่ ชาวบ้านมาร้องไห้กับผมและถามว่าตกลงว่าป่าสงวนนี้ มันสงวนไว้ให้ใครกันแน่ มันสงวนไว้ให้ทุนใหญ่ นักลงทุนใหญ่ หรือเขาสงวนไว้ให้คนไทย ด้วยกันอยู่ อย่างที่เรียนนะครับ ขอทิ้งเชิงอรรถไว้อีกครั้ง ผมไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าการพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลังแค่นั้นเอง
ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้ สำหรับผมอยากจะขอเสนอให้ยุติข้อพิพาท ระหว่างรัฐกับประชาชนเพียงแค่เขาต้องการที่จะมีที่ดินของเขาอยู่ เสนอแนะให้มีบทเฉพาะกาล บางอย่างได้ไหมครับ ที่ทำให้เขาสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ และมีการรับรองสิทธิชุมชนให้เขา สามารถที่จะขอไฟฟ้า ขอน้ำประปาได้ เพราะนี่คือไทยแลนด์ ๔.๐ แล้ว ขอให้สามารถ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วยการรับรองสิทธิให้เขา อย่างนี้ผมไม่ทราบว่าทาง ครม. จะทำให้เขาได้หรือไม่ ขอฝากคำถามไปทางประธานสภาผ่านไปถึง ครม.
อีกคำถามหนึ่งก็คือ ใช่ครับ สมัยก่อนแผนที่มันยังไม่ทันสมัยขนาดนี้ ผมเข้าใจว่า ทางรัฐบาลชุดก่อนได้ทำโครงการที่เรียกว่า วันแมป (One map) ไว้ โดยจิสด้า (GISTDA) ใช้ดาวเทียม อัตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถึงตรงไหนแล้ว ผมคิดว่าถ้าใช้แผนที่นี้ เป็นตัวตั้งอาจจะมองเห็นได้ชัดขึ้นว่าตรงนี้ตกลงมันยังเป็นป่าอยู่หรือไม่ เมื่อ ๕๐ ปี อาจจะ เป็นป่า ตอนนี้อาจจะไม่เป็นป่าแล้ว และถ้าเกิดเรามีเครื่องมืออย่างนี้ใช้แล้วนี่ เราสามารถ ที่จะแก้ปัญหาตรงนี้เรื่องของที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ อย่างไร
มาถึงกระดุมเม็ดที่ ๒ เรื่องของหนี้สินการเกษตร ทุกวันนี้เกษตรกรมีรายได้ ต่อหัว ๕๗,๐๐๐ บาทต่อปี เดือนหนึ่งไม่ถึง ๔,๐๐๐ กว่าบาท ข้อมูลมาจากสำนักวิชาการ ของทางรัฐสภาเอง กว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรเหล่านี้ มีหนี้สินมากกว่า ๒ เท่าครึ่ง เวลาผมลงพื้นที่ผมถามเขาว่า เวลาที่กู้ธนาคารในระบบทุนนิยมอย่างที่ผมหรือท่านไม่ผ่าน เสียดอกเบี้ยเท่าไหร่เขาบอกว่าเสียดอกเบี้ย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ในขณะที่ผมเสีย ดอกเบี้ยอยู่ปีละ เอ็มแอลอาร์ (MLR) ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน กับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี นี่คือความเหลื่อมล้ำ นี่คือปัญหาที่ทำให้เขามีหนี้สินอย่างนี้ ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกให้เขา เม็ดที่ ๑ ท่านจะพักหนี้เขากี่ปีก็ยังกลับมาเป็น วนเวียนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้ ในเมื่อท่านพูดถึง บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ในเมื่อท่านพูดถึง อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) ในเมื่อท่านพูดถึง แมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning) เมื่อเอามารวมกับหนี้สิน ผมเลยอยากจะเสนอแนะ อัลเทอเนทิฟ เครดิต สคอริง (Alternative Credit Scoring) หรือ ภาษาไทยที่พูดว่า ระบบการสร้างเครดิตทางเลือก มีรัฐหลาย ๆ รัฐครับในประเทศอินเดีย เขาใช้ระบบ อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) ระบบ บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ใช่เกษตรกรพวกนี้ไม่มีสลิป (Slip) เงินเดือน รายได้เท่าไรไม่รู้ ไม่มีทรัพย์สิน เป็นของตัวเอง แต่เรารู้รายจ่ายของเขา เรารู้ว่าค่าไฟย้อนหลัง ๑๐ ปี เป็นเท่าไร เรารู้ว่า ค่าประปาย้อนหลังของเขา ๑๐ ปีเป็นเท่าไร เรารู้ว่าเขาใช้ค่าโทรศัพท์เท่าไร เอาข้อมูลเหล่านี้ มารัน (Run) เราก็สามารถที่จะบอกได้ว่า แพตเทิร์น (Pattern) ในการจ่ายของเขา ทำให้เขามีเครดิตมากขึ้นมาเท่าไหร่แล้วสามารถที่จะปล่อยกู้ได้ นี่คือวิธีแก้ปัญหาหนี้ นอกระบบที่โลกแห่งดิจิทัลสามารถที่จะช่วยได้ คำถามที่ผมอยากจะฝากไปทาง ท่านประธานสภาผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีอีกก็คือ ไม่ทราบว่าท่านมีวิธีคิดกับแนวคิด อย่างนี้อย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และคิดว่าระบบนี้สามารถที่จะใช้ในประเทศไทย เพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงินการธนาคารของประเทศไทย ได้หรือไม่
สำหรับกระดุมเม็ดที่ ๓ เรื่องของสารเคมี เรื่องของประกันราคาพืชผล การเกษตร ๒ เรื่องดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันครับ แต่จริง ๆ มันเกี่ยวข้องกัน เมื่อท่านอยู่ใน วงจรหนี้ สิ่งที่ท่านจดจ่อคือมีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายหนี้ให้ได้ ถ้าท่านมีความต้องการที่จะ จ่ายหนี้ก็ได้ ท่านไม่กล้าที่จะเสี่ยงที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ท่านไม่กล้าที่จะลองวิธีใหม่ ๆ เขาถึงได้ มีคำว่าหนี้สินกับอินทรีย์อย่างไรครับ ท่านไม่กล้าที่จะปลูกพืชใหม่ ๆ หรอก ท่านไม่กล้า ที่จะลองวนเกษตร ปลูกพืชอะไรให้มันหลากหลาย ท่านอยากจะทำวิธีเดิม ๆ ของท่านไป เรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้มันได้ผลลัพธ์เดิม ๆ แล้วก็สามารถที่จะเอาไปจ่ายหนี้ต่อได้ ประเทศไทย นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรเป็นอันดับ ๔ ของโลก ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เพาะปลูกเราอันดับที่ ๔๘ ปีที่แล้วเอาเข้ามา ๑๘๐,๐๐๐ ตัน เป็นมูลค่า ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมแล้วครับท่านประธาน จากในน้ำมีปลาในนามีข้าว ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ในน้ำมียา ในนามีหนี้ ข้อเสนอแนะสำหรับปัญหานี้คงจะหนีไม่พ้นการยกตัวอย่างของประเทศจีน ที่มีนโยบายที่ชื่อว่า กรีนไชน่า (Green China) เขาต้องการที่จะลดสารเคมีในภาคการเกษตร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในการตั้งธนาคารชีวภาพ ตั้งสถาบันชีวภาพ มีการสนับสนุนการใช้สมุนไพร ทำให้เป็นตำรับมากกว่า ๙๐ ตำหรับ และมีสินค้ามากกว่า ๒,๕๐๐ สินค้า ซึ่งประเทศจีน คือประเทศที่ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด เรื่องประกันราคาสินค้า เรามีกรรมาธิการวิสามัญเรื่องราคาสินค้าการเกษตรอยู่แล้ว ผมคงจะไม่ลงรายละเอียดมาก แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้เกี่ยวกับการประกันราคา ถ้ามันเป็นระยะสั้น ถ้ามันเป็นเรื่องของ ฉุกเฉิน ถ้ามันเป็นมีความจำเป็น ผมก็ไม่ขัดข้องครับ แต่อยากจะฝาก ๒-๓ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของคอร์รัปชันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผมมี ๑๐ ไร่ ผมไปสวมสิทธิให้เป็น ๒๐ ไร่ ผมอาจจะ ฝากถึงความเหลื่อมล้ำในการชดเชย ถ้าผมเช่านาเขาทำ แล้วไม่มีสัญญาในการเช่า ผมมีโอกาสรับการชดเชยหรือไม่ ข้อที่ ๓ มีเพื่อนสมาชิกท่านได้พูดไปแล้ว ผลประโยชน์ ที่ได้รับราคาตอนนี้ สมมุติ ๗,๐๐๐ บาท ท่านประกันรายได้ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท พอเจ้าของที่ เขารู้ว่าผมจะได้ ๓,๐๐๐ บาท เขาขึ้นราคาเช่าที่ผมทีเดียวเลย ตรงนี้ท่านมีมาตรการ ในการที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร
กระดุมที่ ๔ ก็คือเรื่องของการแปรรูป เรื่องของการนวัตกรรม เมื่อเอาปัญหา ของ ๓ กระดุมนั้นมารวมกัน ท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่าต้นทุนสูงรายได้ต่ำ ไม่มีเงินออม คงจะไม่สามารถที่จะแปรรูปได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถที่จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวของ พวกเขาเอง ตรงนี้รัฐมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะว่างบประมาณเฉลี่ยในการชดเชย ในการอุดหนุนเฉลี่ยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบในการทำวิจัยอยู่ที่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด มาจนถึงตรงนี้ท่านได้แตะเรื่องของกัญชาเอาไว้ ผมต้องบอกว่า ผมลุกขึ้นยืนอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับกัญชานี้ในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง ผมเป็นโรคลมชักตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี และมีประสบการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ ในทางเลือกตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเดียว สำหรับเรื่องกัญชาแล้ว กัญชามีคุณค่ามากกว่ามูลค่าสำหรับผม ผมยังเชื่อว่าประเทศไทยสามารถที่จะเป็นฮับ (Hub) ในเรื่องของกัญชาทางการแพทย์ได้ แต่สิ่งที่ผมห่วงและอยากจะฝากถามถึงก็คือว่า การป้องกันการผูกขาดเรื่องของกัญชา ผมห่วงว่าคนไทยจะต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ ผมห่วงว่าจะมีทุนใหญ่ที่สามารถที่จะผลิตสกัด ซีบีดี (CBD) จากกัญชาได้ แต่พี่น้องประชาชน ไม่มีสิทธิที่จะปลูก ทั้ง ๆ ที่กฎหมายตอนนี้อนุญาตแล้วว่าให้วิสาหกิจชุมชนรวมตัวชาวนากัน ๗ คน ก็สามารถที่จะปลูกได้เช่นกัน คำถามที่มีต่อคณะ ครม. ผ่านประธานรัฐสภาก็คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะผลักดันกัญชาทางการแพทย์ให้เราเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชียได้ โดยที่ไม่มีการลักลอบเกิดขึ้น มีการป้องกันทางนี้ ใบ้ให้ง่าย ๆ ส่วนใหญ่แล้วเวลาเขาปลูก กับเวลาเขาแปรรูปเขาจะอยู่ใกล้ ๆ กันครับท่าน เขาจะไม่แยกกัน การลักลอบจะได้ไม่เกิดขึ้น
กระดุมเม็ดที่ ๕ เรื่องของการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร สมัยก่อนชาวนา ปลูกข้าว ๓ เดือน ได้กำไรไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ก็เก่งแล้ว เดี๋ยวนี้เขาสอนชาวจีนมาปลูกข้าว คืนเดียวก็ได้ ๑,๐๐๐ บาทเท่ากันแล้ว ปีที่แล้วรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าเชียงใหม่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคิดว่าพี่น้องเกษตรกรชาวเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์จาก รายได้เหล่านี้เป็นจำนวนเท่าไร ในขณะที่เทรนด์ (Trend) ของโลกกำลังจะมาเรื่องการเกษตร เชิงท่องเที่ยว เรื่องของท่องเที่ยวเชิงชุมชน ก็ยังติดกระดุมเม็ดแรกอยู่ดี ยังติดเรื่องของผังเมือง การเกษตรที่ไม่สามารถทำได้ ยังติดเรื่องของกฎหมาย เรื่องป่าทับที่ที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ข้อที่ ๑ มีโฮมสเตย์ (Homestay) ที่ม่อนแจ่มแถลงทั้งน้ำตาที่จะต้องเอาฟาร์มสเตย์ (Farmstay) ของตัวเองออก วัตถุประสงค์ของ ส.ป.ก. ทุกวันนี้ได้หรือยัง ว่าถ้าเกิดพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็น เกษตรกรตัวจริงที่จะทำให้เขาสามารถทำการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรได้หรือไม่ และนี่คือ กระดุม ๕ เม็ดที่พวกเราจะต้องติดให้กับพี่น้องเกษตรกรครับ ผมลองทดสอบสมมติฐานตัวเอง ถ้าท่านพักหนี้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว ไม่ไล่ตามลำดับนี้ ท่านพักให้เขา ๓ ปี เดี๋ยวอีก ๓ ปี เขาก็กลับมา ท่านจะแปรรูปสินค้าการเกษตรให้เขา เขาไม่มีเงินออมครับ ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ท่านจะสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรแต่ท่านไม่ปลดล็อกกระดุมเม็ดแรกให้เขา เขาก็ยังทำไม่ได้อีกอยู่ดี ถ้าจะเอาเขาออกจากวงจรวงกลมที่เขาต้องวิ่งเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา แล้วเอาเขาเรียงลงมาเป็นเส้นตรง เม็ดที่ ๑ เม็ดที่ ๒ เม็ดที่ ๓ เม็ดที่ ๔ เม็ดที่ ๕ ผมก็ยังคิดว่า มีความจำเป็นในการเรียงลำดับความสำคัญตรงนี้ เพื่อที่จะให้ปลายเหตุของปัญหาอีกปัญหา หนึ่งไม่เป็นต้นเหตุของปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อพูดถึงเรื่องของทรัพยากรดินไปแล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงเรื่องทรัพยากรน้ำ น้ำจืดกับน้ำเค็ม เรื่องของปัญหาภัยแล้ง เรื่องของปัญหาชลประทาน ทั้งประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ ๓๒๐ ล้านไร่ มีพื้นที่เพาะปลูก ๑๕๐ ล้านไร่ มีเขตชลประทานอยู่แค่ ๓๐ ล้านไร่ และที่ตลกร้ายก็คือมีพื้นที่แล้งซ้ำซากอยู่ ๒๘ ล้านไร่ เท่ากันกับพื้นที่ที่เป็นชลประทาน ผมย้อนหลังไปดู ๑๐ ปี แล้งทุกปีครับ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่บ้าง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่บ้าง มีทั้งน้ำท่วม มีทั้งน้ำแล้ง ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมได้อ่าน นโยบายของท่านแล้ว ซึ่งผมเข้าใจครับ ผมได้อ่านนโยบายของท่านแล้ว ท่านมีวิธีบริหารจัดการน้ำ ท่านเริ่มคิดแล้ว ว่าก่อนแล้ง ระหว่างแล้ง หลังแล้ง พรีไครซิส (Pre-crisis) ดูอิ้งไครซิส (Doing-crisis) โพสต์-ไครซิส (Post-crisis) ซึ่งผมเห็นด้วยถ้าเกิดมองเรื่องของน้ำเป็นเรื่องของทรัพยากร ประเทศไทยฝนตกเฉลี่ยอยู่ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ในขณะที่เราเก็บได้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร น้ำตกเยอะกว่าพื้นที่เก็บ เพราะฉะนั้นเรามีปัญหาเรื่องของ ทรัพยากรน้ำก็จริง แต่ว่าไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาจริง ๆ แต่ผมอยากจะเสนออีก ๒ มิติเรื่องของน้ำ
อันที่ ๑ เรื่องของน้ำ คือเรื่องของอำนาจ อำนาจระหว่างภูมิภาค เรื่องของ ประเทศ แล้วก็เรื่องของท้องถิ่น เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าแหล่งน้ำของเรามาจากประเทศจีน มีการสร้างเขื่อนในประเทศลาว ตรงนี้ในเรื่องของการทูตของเราไม่แน่ใจว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้คนเราจะต้องมีความขัดแย้งกันเพราะน้ำเหมือนอย่างดาร์ฟูร์เป็นต้น ในเรื่อง ของระดับประเทศท่านได้พูดเยอะแล้ว ผมคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดต่อ ในเรื่องของ ท้องถิ่น ชลประทานท้องถิ่น วิธีการแก้ปัญหาของเขาเองก็ต้องให้อำนาจเขาในการตัดสินใจ ถ้าอยู่ใกล้ทะเลก็ต้องให้เขาสามารถที่จะสร้างโรงงานที่เปลี่ยนจากน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืดได้ ถ้าเขาอยู่บนเขาก็ต้องอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วให้วิธีคิดเขาอีกแบบหนึ่ง
น้ำยังมีอีกมิติหนึ่ง มิติของชนชั้น เรามาอนุมานกันว่าตอนนี้เราอยู่จังหวัดหนึ่ง ในภาคกลาง เรามองออกไปเป็นทุ่งนาสีเขียว ขวามือนี้เป็นนาข้าว ซ้ายมือนี้เป็นสนามกอล์ฟ ท่านคิดว่าเจ้าของสนามกอล์ฟเขาจะมีภัยแล้งเหมือนอย่างที่ชาวนามีหรือไม่ ถ้าเรื่องนี้ผมฝาก คำถามไปถึง ครม. ผ่านประธานสภาด้วยว่า ในกรณีอย่างนี้ในเรื่องของชนชั้น ในเรื่องเหล่านี้ เรามีวิธีคิดในเรื่องของระบบภาษีหรือทำอย่างไรที่ไม่ว่าเขาจะเป็นคนในประเทศไทย เขาควรจะมีสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำเท่าเทียมกันหรือไม่อย่างไร
เรื่องของประมง ก็คงเป็นเรื่องของอุตสาหกรรม ผ่านพายุ ไอยูยู (IUU) ชาวประมงทุกคนหวังที่จะให้รัฐบาลเป็นเหมือนประภาคารที่พาอุตสาหกรรมนี้ผ่านพายุร้าย ซึ่งผมก็เข้าใจอีกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเอาอุตสาหกรรมประมงนี้ไปสู่สากลให้ได้ เราต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ เราต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เราต้องคำนึงถึงความสามารถ ในการแข่งขันระหว่างประเทศอุตสาหกรรมเรา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคง ของพี่น้องชาวประมงด้วยเช่นเดียวกัน เราก็ต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของเขาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าเขา จะเป็นประมงพาณิชย์ หรือว่าไม่ว่าเขาจะเป็นประมงพื้นบ้านก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับ การปรับตัวจากการดิสรัปต์ (Disrupt) ในอุตสาหกรรมเช่นนี้ มีปัญหาจากการขาดส่วนร่วม ในการออกกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือที่เรียกว่า ทรานซิชั่น พีเรียด (Transition Period) นี้ไม่มีความช่วยเหลือ กับบทบัญญัติบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปจนเกินไปจนเขา ไม่สามารถที่จะปรับเนื้อปรับตัวอะไรได้ ถ้าเป็นประมงพาณิชย์ก็คงจะเป็นเรื่องของแรงงาน เรื่องของ เอ็มโอยู (MOU) เรื่องของ บีเอ็มเอส (BMS) เรื่องของ ปีโป้ (PIPO) ถ้าเป็นประมง พื้นบ้านก็คงจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๑๐ มาตรา ๓๔ เรื่องของระยะเขต ๓ ไมล์ทะเล ที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเป็นประมงพื้นบ้าน และเขาหากินได้เฉพาะแค่ ๓ ไมล์ทะเล ในขณะที่เป็นประมงพาณิชย์สามารถหากินได้ตั้งแต่ ๓ ไมล์ทะเลไปจนถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ข้อเสนอแนะนโยบายสำหรับเรื่องนี้ก็คือการที่จะให้เขามีส่วนร่วมในการร่างนโยบายและมี กองทุนที่จะช่วยให้เขาสามารถปรับตัวได้ พี่น้องประมงต้องการที่จะปรับตัวครับ เขาต้องการ ที่จะอัปเกรด (Upgrade) ของเขา แต่เขาไม่มีกระแสเงินสดพอที่จะอัปเกรด (Upgrade) เรื่องของ บีเอ็มเอส (BMS) เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เขาสามารถที่จะอยู่ได้ และสามารถที่จะเปลี่ยนผ่านช่วงตรงนี้ไปได้ ก็ฝากคำถามนี้ไปถึงท่านทางคณะรัฐมนตรี ผ่านไปทางรัฐสภาอีกเช่นเดียวกัน
ขออนุญาตครับ ท่านได้รับ ๒๕ นาทีนะครับ ทีนี้ท่านใช้เพิ่มไปอีกเกือบ ๖ นาทีแล้ว
ผมได้ขอทางพรรคไว้แล้วครับ คราวนี้ผมต้องขออนุญาต คราวหน้าผมจะคืนเวลาของผมคืน ให้กับทางพรรค เหลืออีกแค่ ๒-๓ นาทีก็จะเสร็จแล้วครับ
ครับ โอเค (OK) ครับ
สำหรับเรื่องของนโยบายหลัก ๑๒ ข้อ วิสัยทัศน์ คือการพาคนไทยไปสู่ศตวรรษที่ ๒๑ คำถาม ก็คือว่าเกษตรกรไทยจะอยู่ตรงไหนในเวทีของโลก โฟกัสของผมอยู่แค่ ๒ เรื่องครับ เรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาเครื่อง ถ้าคนพร้อม เครื่องไม่พร้อมก็ไปต่อไม่ได้ ถ้าเครื่องพร้อมคนไม่พร้อมก็ไปต่อไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องที่พี่น้องเกษตรกรก็จะเห็นว่าจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ปี ๒๕๔๖ จาก ๒๖ ล้านคนเหลือ ๑๙ ล้านคน ในปี ๒๕๕๖ เหลือเพียง ๑๕ ล้านคนในปี ๒๕๕๙ ๕๙ เปอร์เซ็นต์ของเขาอายุมากกว่า ๔๐-๕๐ ปีทั้งนั้น ต้องฝากถามไปทาง ครม. ว่ามีนโยบายอะไรที่จะสามารถดึงดูดให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำภาคเกษตรได้ ปีที่แล้วประเทศจีน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ดอกเตอร์กับปริญญาโทกลับสู่ภาคเกษตรผ่านนโยบายการลดภาษี เรื่องของการหาที่ดินให้เขา เรื่องของกองทุนให้เขาสามารถกลับเข้าสู่ภาคการเกษตรได้ ในเรื่องของเครื่อง ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๖ ครับ การเข้าถึงเครื่องจักรทางการเกษตร ทุก ๆ ๑๙๒ ไร่ ท่านจะเจอเครื่องจักร ๑ เครื่องในประเทศไทย ในขณะที่ถ้าเกิดท่านไปที่ ประเทศญี่ปุ่นทุก ๆ ๒๐ ไร่ ท่านจะเห็นเครื่องจักร ๑ เครื่อง ก็อยากจะสอบถามท่านว่า มีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรการเกษตรภายในประเทศไทยหรือไม่ และอาชีวะในประเทศไทยมีบทบาทอย่างไรในการพัฒนาอุตสาหกรรมตรงนี้ มาถึงตรงนี้ ท่านประธานครับ ผมยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมในศักยภาพของอุตสาหกรรมเกษตรไทย ถ้าพวกเรามีความจริงใจในการแก้ปัญหา มีการลงรายละเอียดและปฏิบัติจริง ผมยังเชื่อว่า พี่น้องเกษตรกรไทยยังสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุขอยู่ในสังคมไทยไม่ต่างจากพี่น้อง เกษตรกร ที่จังหวัดสกลนครกลุ่มนั้นที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา ขอบคุณครับ
ต่อไป จะเป็นของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล แต่ว่าท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยจะขอชี้แจงก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ฟังดูแล้วเป็นแนวความคิดที่สร้างสรรค์มากนะครับ มิได้ปฏิเสธเลย ๒-๓ ท่านที่อภิปรายมา ผมคิดว่ามีแนวความคิดที่ดี ๆ หลายประการ แต่ผมก็มีเรื่องที่อยากจะเรียนให้ทราบในส่วนเกี่ยวข้อง และในบางเรื่องที่อาจจะทราบบ้าง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อยากจะเรียน
ประการแรก ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องของกลุ่มหลากหลาย สรุปว่ากลุ่มคน ที่ท่านว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งทางประเทศไทยเราได้ดำเนินการให้สัญชาติกับเขา ไปเรียบร้อยแล้ว หลักการก็ง่าย ๆ นะครับ ต้องเป็นคนที่เข้ามาก่อนปี ๒๕๓๘ และสำรวจ ไปเรียบร้อยแล้ว และลูกของเขาได้หมด ตอนนี้ได้สัญชาติหมด เขาก็ทำตามขั้นตอน ผมคงไม่ต้องอธิบาย คนที่เรายังไม่ได้ให้ก็คือพวกที่อยู่ใน ที่เรียกว่าที่พักพิงอันนี้เราไม่ให้ ยังมีกลุ่มที่ท่านว่าผมคาดว่าน่าจะใช่นะครับ แล้วก็รับไว้นะครับ ก็คือคนกลุ่มแรกที่ท่านว่า แล้วเขาตกสำรวจ แต่คงจะมีจำนวนไม่มากนัก เพราะกลุ่มที่เราขึ้นทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๓๘ และสำรวจเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๕๔ สำรวจเรียบร้อยแล้ว เรามีหมายเลขหมดแล้วเราก็ให้สัญชาติ เขาต้องดำเนินตามขั้นตอน ทำไมต้องเข้ามา ปี ๒๕๓๘ เพราะว่าตอนนั้นกฎหมายให้อยู่มาแล้ว ๑๐ ปีถึงจะให้ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่รัฐบาลต้องรับไปพิจารณา ส่วนคนที่ตกสำรวจที่ท่านเสนอมาก็จะดำเนินการให้ แต่ลูกเขา ได้หมด ก็เป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์ดี แต่ผมมีนิดหนึ่งนะครับ อยากจะเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังผู้ที่มีแนวความคิดเรื่องนี้ ประเทศเรามีคนที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ทั้งสิ้น ยากจนมาก และคนที่ยากจนของพวกท่านเกือบทั้งหมดทำเกษตรทั้งสิ้น ท่านก็พูดเองว่ากระดุมเม็ดแรกของท่านคือที่ดิน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ใครเข้ามาในแผ่นดินนี้ โดยให้กฎหมายแล้วให้สัญชาติ ให้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ใบต่างด้าว แล้วก็เป็นคนสัญชาติไทย ที่จะทำอะไรได้ก็ต้องคิดให้ละเอียด มันเป็นดาบ ๒ ด้านที่ต้องคิดให้ละเอียด เพราะคนไทยเอง ก็ยังไม่มีที่ดินอีกเยอะ มีที่ดินก็ตามมาด้วยเรื่องน้ำที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ใช่เลยครับ แต่ผมไม่ได้เถียงว่าเป็นแนวความคิด แต่อย่าให้มันเข้าไปใกล้เป็นม้าอารีก็แล้วกัน มันก็จะไม่ไหว ถามว่าแล้วทำไมต้องเห็นแก่ตัวอย่างนั้น เราได้รับคำชมเชยเดี๋ยวคงมีส่วนเกี่ยวข้อง ทางกระทรวงการต่างประเทศผมไม่ทราบ เราเรื่องของสเตตลิส (Stateless) ภาษาของ ยูเอ็น (UN) เขา ผู้ที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เราได้รับคำชมเชยเพราะเราให้มากจริง ๆ แต่ละปี ๒-๓ ปี มานี้ให้หลายหมื่นคน เรียนท่านเพื่อกรุณาทราบแล้วชมเชยว่าเป็นแนวความคิดดี แต่ต้องมาคิด ให้ละเอียด เดี๋ยวท่านอาจจะต้องคิดเพราะว่าท่านเข้ามาเป็นนิติบัญญัติว่าจะให้เขาหรือไม่ พวกนี้ แล้วกลุ่มอื่นที่ละเอียดอ่อนผมไม่ขอกล่าวนามที่พูดกันเมื่อวานกับวันนี้มันละเอียดอ่อน เกินไป ผมไม่ขอไปกล่าวถึงอีกกลุ่มหนึ่งก็แล้วกัน กลับมาถึงวันนี้ของท่านพิธาผมต้องชมเชย ว่าท่านพูดได้เข้าประเด็นหมด ก็มีเรื่องของกระดุมเม็ดแรกเรื่องโฉนด ถามว่าประเทศไทย ได้ดูแลคนที่เป็นเกษตรกรดีแค่ไหน ผมลองพูดให้ฟัง เรามีให้ที่เรียกว่า ส.ป.ก. เรามี เรามีที่รกร้างว่างเปล่าเขาเข้าไปทำได้เลย ไปเสียภาษีบำรุงท้องที่ทำได้เลย ที่ดังกล่าวออกโฉนด ได้ด้วย ที่ท่านบอกว่าออกไม่ได้ ออกได้ครับ สำหรับที่อื่น ๆ อันนี้ก็ละเอียดอ่อนอีก คือที่ที่ท่านบอกที่มีเจ้าของทั้งสิ้น ยกตัวอย่างที่ป่า จะป่าประเภทใดก็แล้วแต่ จะอุทยาน ป่าสงวน ป่าชายเลน ทุกอย่างเราเอามาทำให้ เรามี พ.ร.บ. ออกโดยรัฐบาลนี้ เป็น พ.ร.บ. คทช. ท่านลองฟังผมก่อนนะครับ ผมชมเชยว่าดี แล้วเดี๋ยวท่านดูว่าทำได้อย่างไร และแนวคิด เป็นอย่างไร ก็เป็นอีกช่องหนึ่งซึ่งเขาสามารถมีที่ทำกินได้ แต่แนวคิดเรื่องนี้คุณต้อง ขออนุญาต ท่านประธานครับ ทุกคนต้องคิดว่าคนที่เขาดูแลรักษาป่าเขาไม่ใช่เจ้าของ ขออนุญาตว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลป่าให้กับประเทศชาติให้คนทั้งชาติ เขามีอัตราส่วนว่าควรจะไว้เท่าไร ในขณะนี้ปลดล็อกโดยรัฐบาลนี้ แม้กระทั่งป่าลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ ก็ให้ เช่นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขาให้ครับ เขาปลด เมื่อก่อนเขาไม่ให้ป่าลุ่มน้ำ เขารักษาให้คนทั้งชาติไว้ว่าเขาจะไม่ให้ แต่ก็เกิดปัญหาว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนมันเป็นที่ป่า ทั้งนั้น เขาก็ปลด ตรงไหนปลดได้ นี่เขาปลดหมดทั้งประเทศ คำว่า ปลดทั้งประเทศ คือให้ กุญแจในมือ แต่จะไขที่ไหนบ้างต้องให้สิทธิกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเขาดูแลที่ให้คนทั้งชาติ ไม่ใช่เขาอยากจะให้ใครก็ได้ ถามว่ามีช่องออกหรือไม่ มี ที่ว่านี่มี ขออย่างเดียวเขาให้ที่แล้วอย่าไปขาย คนไทยที่ท่านว่าว่าเป็นนายทุนคนมีเงิน ผมพูดได้เต็มอก ตระกูลผมไม่มี นอกจากที่ที่อยู่เป็นบ้าน ท่านไปเช็ก (Check) ได้เลยเอาเฉพาะปู่ผมนะ คนละปู่ผมคงไม่รับรอง ผมไม่มีผลประโยชน์คุณไปหามาได้เลยผมไม่มีแน่นอน ผมพูดได้ดัง คือกล้าพูดได้ว่าที่ส่วนหนึ่งเขาก็สงวนไว้ให้คนทั้งชาตินั่นละ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเขาก็มีวิธีคิดว่าควรจะเอาที่ใดมาเข้า คทช. อันใดเขาไม่ให้เข้า อันนี้เขาทำอยู่แล้ว ท่านอยากจะให้หมดเลยท่านก็เสนอได้ ท่านเข้ามานิติบัญญัติผมชื่นชมแนวคิด แต่ว่านี่ด้วยความสัตย์จริง ผมทึ่งท่าน บางอัน ผมอาจจะตอบไม่ได้ ก็เรียนท่านจริง ๆ เพราะท่านทำการบ้านมาเยอะ แต่เรื่องที่ดินผมตอบ ได้เลยว่าเดี๋ยวลองไปช่วยหากัน แล้วมันเป็นกระดุมเม็ดแรกจริง แต่ต้องทำอย่างไรไปกระดุม เม็ดที่ ๒ ท่านขออนุญาตรัฐบาล ผมไม่อยากเอ่ยท่าน ท่านรองประวิตรไปแก้เรื่อง หนี้นอกระบบเรื่องอะไร บางคนก็จริงนะครับ ก็เอากลับไปเข้าระบบอีก แต่ว่าอาจจะเป็น ส่วนน้อย แต่ว่าเขามีหนทางแก้พยายามจะแก้ให้ เอาว่าอย่างนั้น แต่ก็ใช่อย่างที่ท่านว่าอีก ต้องหาทางแก้ให้เขา ถ้าเราทำให้คน ๓๐ ล้านคนทำเกษตรในแผ่นดินนี้สุขไม่ได้ ประเทศเรา ไม่มีสุขหรอกครับ คุณก็รู้อยู่ท่านรองนายกสมคิด ขออนุญาตที่เอ่ยนามก็บอกแล้วว่า คนดังกล่าวที่ทำเกษตร มีสัดส่วน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของ จีดีพี (GDP) เขาต้องเลี้ยงชีวิตคนครึ่ง ประเทศ ๓๐ ล้านคน อย่างไรก็ไม่มีสุข เราก็ทราบดี ก็ต้องช่วยกันแก้ แล้วก็ตามมาด้วย สารเคมี สารเคมีก็เป็นปัญหาเชิงซ้อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมขออนุญาตไม่ พวกหนึ่งจะขอใช้ อีกพวกหนึ่งขอเลิก พวกเราก็อยากให้เขาขายได้ราคาดี จะไม่ให้ใช้ เพราะผมก็สลดใจตอนที่เกษียณแล้วก็มีโอกาสไปต่างประเทศ ร้านอาหารไทย แต่ว่าก็ไม่ใช่ คนไทยทำ เป็นลาวทำ เขามีผัดกะเพราผมถามซื้อที่ไหน เขาบอกซื้อประเทศใกล้เคียง เขาบอกว่าประเทศไทยซื้อไม่ได้ เพราะมียาฆ่าแมลง เป็นต้น นี่คือเรื่องจริงที่ประเทศฝรั่งเศส เขต ๑๓ หรืออะไร ก็จริง ก็ต้องแก้กัน เรื่องประกันรายได้ก็ตามมา ทางกระทรวงที่รับผิดชอบ ก็มีหนทางจะแก้ไข ผมฟัง ๒ วัน คล้าย ๆ กับว่าทำอย่างไรจะให้เขาอยู่ได้จริง ผมฟังประเด็นแล้ว ถ้าท่านแก้ได้อย่างเมื่อสักครู่นี้ให้เขามีที่ดินเอาไปทำเป็นทุนได้ สมมุตินะครับ แล้วก็ไม่แปร เป็นอย่างอื่น แล้วก็ไปสร้างให้เขาไม่ต้องใช้สารเคมี แล้วก็ขายของได้แพง ใช่ทั้งสิ้น แล้วเรา ต้องทำแน่นอน ก็เรียนชมเชยนะครับ เรื่องประกันรายได้ผมเรียนไปแล้ว
เรื่องแปรรูปแน่นอนก็คิดเยอะ ตอนนี้ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า เรามี เขตเศรษฐกิจพิเศษหลายคนคงไม่ทราบถามว่าทำไม เราคงไม่มีเงินที่จะไปลงเขตเศรษฐกิจ พิเศษทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม นอร์ท อีสเทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (North Eastern Economic Corridor) ที่ใช้รูปแบบรวมกลุ่มกันโดยมีแกนหลักก็คือมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้นนะครับ หลายแห่งที่เขาเข้าไปทำนี้ แต่ไม่ได้ทำเป็น อีอีซี (EEC) ไม่ได้ทำเป็นเขต อย่างนี้ อันนี้เรื่องหนึ่ง หลายมหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยทำลักษณะที่ที่มีคือพยายามจะขอ อินเซนทิฟ (Incentive) ของรัฐบาล คือเหมือน บีโอไอ (BOI) เข้าไปช่วย ถ้านวัตกรรม มันเกิดขึ้นจริง แล้วเราไม่ต้องขายสินค้าปฐมภูมิคือ ปลูกข้าวขายข้าวไม่แปรรูปก็คงจะดีขึ้น อย่างท่านว่า แต่เรื่องผังเมืองขออนุญาตนิดครับ ผังเมืองเป็นประชาชนเขียน เราไม่ได้เขียน คือเราเป็นคนเขียนแล้วต้องไปให้ประชาชนเขา คือความหมายผมก็คือว่า ประชาชนเขาต้อง มีส่วน แต่ก็ขอหยุดไว้ตรงแค่นั้นแล้วกัน เรื่องของผังเมืองมันละเอียดอ่อนนิดหนึ่งนะครับ
ส่วนเรื่องที่ของ ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่ เป็นปัญหาซึ่งทางกฎหมายถ้าแก้ได้ ก็ต้องแก้ในสมัยนี้ เพราะว่ามีคนบอกว่า ท่านคิดดีแล้วผมคิดว่าถูกนะ เอาไปทำให้มันเป็นเชิง ท่องเที่ยวต่อไป ก็เขาทำเกษตรมันขาดทุน ถ้าเขาไปทำอะไรแล้วมันได้กำไรขึ้น แต่มันไปติด กฎหมาย ติดกฎหมายเขาบอกว่าไม่ได้ เขากลัวท่าน เขากลัวว่าเดี๋ยวจะไปตบมือคนมี สตางค์อีก คนมีสตางค์จะต้องเป็นเจ้าของที่ว่านี่อีก ถ้าเป็นเกษตรกรที่ท่านวาดฝันไว้มันดี ทุกอย่างเลย มันได้หมดเลย เขาได้ทำเป็นลักษณะอินเซนทิฟ (Incentive) ๔ ห้องไม่เกิน ๒๐ คนหรืออะไร มันดีแน่ ๆ
เมื่อสักครู่ผมอาจจะพูดข้ามไปเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ดินเกษตรกร ผมลืมข้ามไป เรื่องหนึ่ง ท่านบอกว่าไปแล้วเขาไม่มีไฟ ท่านเชื่อหรือไม่เป็นคำถาม ซึ่งถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าผมโดนผู้ทรงเกียรติถาม ผมก็จะตอบไม่ได้ว่าประเทศไทยทำไมจึงมีผู้บุกรุกแล้วมีน้ำ มีไฟใช้ นี่คือผู้ที่อีกฝั่งหนึ่งเขาถาม ตามลำน้ำ ลำคลองทุกอย่างทำไมเป็นที่บุกรุกผิดกฎหมาย ทำไมมีน้ำ มีไฟท่านมองคนละทางกัน แต่ผมเรียนท่านเลยว่าคนที่มีที่ดินท่านจะอยู่บนที่ดินประเภทใดก็แล้วแต่ ท่านขอบ้านเลขที่ได้ กระทรวงมหาดไทยให้ คือชั่วคราวหรือถาวร คุณขอได้หมดทั้งน้ำทั้งไฟ ปัญหาคงจะติดอยู่ เรื่องหนึ่งท่านก็ต้องแก้กฎหมายอีก คือถ้ามันเป็นที่ป่าเขาไม่ให้ครับ ไฟฟ้าเขาให้ครับ แต่ปักเสา ไปไม่ได้ เขาเรียกประพฤติชั่วโดยร้ายแรงถ้าท่านปักเข้าไป ผมไม่ได้พูดประชดประชัน นะครับ แต่ว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจริง ๆ เพราะที่นี่เคยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทำฝาย โดยคิดขอที่กรมป่าไม้ไปแล้ว แล้วยังไม่ทันอนุมัติแล้วเขาทำฝายไป โดนประพฤติชั่ว อย่างร้ายแรง โดนไล่ออกผมก็จำนามไม่ได้นะครับ บางทีหวังดีก็ต้องดูกฎหมาย ท่านต้องแก้ กฎหมายให้เขาทำได้ ถ้าแก้กฎหมายทำได้ แต่เมื่อสักครู่นี้อันนี้คือเราเข้าใจนะครับ แต่ท่าน ต้องไปแก้กฎหมายไฟฟ้าเขาทำไม่ได้ เขาปักเข้าไปไม่ได้เด็ดขาดถ้าเป็นที่ป่าที่อะไร คือที่มัน ผิดกฎหมายนี่เขาทำไม่ได้ คุณจะบังคับให้เขาทำอย่างไรก็ไม่ได้ ไม่เรียกว่าติดทางเทคนิค ติดทางกฎหมายนะครับ
กลับมาเรื่องของแล้งซ้ำซาก ก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าสถิติผมก็มีเราก็ทำอยู่ รัฐบาลทุกรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้แน่นอน สถิติของปี ๒๕๖๑ ท่านฉัตรชัยทำ ไม่มี ประกาศพื้นที่แล้งเลย แต่ถามว่าถ้าประเทศไทยที่ผมเรียนท่านผู้มีเกียรติ ถ้าผมพูดไป จะมีคนไปถ่ายเทป (Tape) ตรงที่สักแห่งหนึ่งแตกระแหงแล้วบอก นี่หรือไม่แล้ง คือความหมายของเขา เขาหวังว่าทุกตารางนิ้วในแผ่นดินจะไม่มี มีนนิง (Meaning) ของกระผมก็คือว่ามันก็มีหรอกนะครับ แต่ว่าปี ๒๕๖๑ ไม่มีประกาศภัยแล้งแม้แต่หมู่บ้านเดียว ไม่มี ไม่ประกาศพื้นที่เลยนะครับ ปี ๒๕๖๐ มีบ้างมี ๑ จังหวัด เป็นต้นนะครับ แต่ที่ผมเรียน ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสักเมตรเดียว หรือ ๓ ไร่ ๑๐ ไร่ ไม่มีคงไม่ใช่ประเทศไหนในโลก ก็คงทำไม่ได้นะครับ แต่ก็เรียนว่าคำว่า แล้งทั้งหมด คงไม่ได้ ประเทศเรา คือเรียน ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าท่านพูด แต่ว่าให้เขาไม่เข้าใจความเป็นจริง ความเป็นจริงคือ ประเทศไทยอยู่ด้วยน้ำฝนเท่านั้น แล้วประเทศไทยมีปัญหาอยู่ท่านก็พูดเองเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตกราบขอโทษด้วยนะครับ ท่านบอกว่าเรามีปัญหามันจะต้องน้ำท่วมแล้วต้องรีบ ระบายทิ้งโดยปั๊มด้วยนะครับ เสียเงินปั๊มน้ำทิ้งที่หนองหาน เป็นต้นนะครับ ผมจำชื่อไม่ได้ ลำตะกิวหรืออะไรผมจำไม่ได้นะครับ จะต้องเป็นร้อยกิโลเมตรเลยต้องปั๊มน้ำไปตลอดทาง เพื่อทิ้ง ท่านไปดูที่ปลายน้ำน่าเสียดาย แต่ในอีก ๒ เดือนต่อมาตรงนี้แล้ง เพราะเราไม่มี ที่เก็บกักพอเพียง ถามว่าทำหรือไม่ ก็เรียนเลยนะครับว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลทำ มากหรือน้อย อันนี้ฝากท่านเรียนนิดหนึ่ง ท่านก็ด้วยความเป็นธรรม ท่านลองไปย้อนดูว่าใครทำมากทำน้อย ก็แล้วกันนะครับ ถ้าใครทำมากก็แสดงว่าให้ความสนใจกับปัจจัยพื้นฐานของพวกพี่น้อง ๓๐ ล้านคน ที่ยากจนอยู่ ถ้าใครทำน้อยก็แสดงว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญนะครับ อันนี้ ก็เรียนเพื่อทราบ สรุปแล้วคือว่าอันนี้แล้งซ้ำซากนะครับ แต่ว่าถ้าน้ำประปาตอนนี้ เหลือไม่กี่สิบหมู่บ้านแล้วน้ำประปาหมู่บ้านนะครับ ตอนนี้ทำไปจนเกือบหมดแล้วนะครับ ให้มีประปาหมู่บ้าน เกิน ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทยอยู่ด้วยประปาท้องถิ่น กับประปาหมู่บ้านนะครับ มีหมดแล้ว ประปานครหลวงกับประปาภูมิภาคก็ว่าไปอีก ส่วนหนึ่งนะครับ ก็เรียนท่านเพื่อกรุณาทราบ
เรื่องสนามกอล์ฟมันอย่างไรดีท่าน มันลำบากเหมือนกัน เรื่องของที่ท่านพูด ไว้ใหญ่เลยอันนี้มันเกินกำลังจริง ๆ คงต้องเป็นรัฐสภา คือท่านพูดจะเอาที่คนรวยมานี่ มันเรื่องใหญ่มาก เพราะว่าที่ดินมองในส่วนหนึ่งถ้าสมมุติว่าเป็นธรรมนะครับ ผมพูดได้ เพราะตระกูลผมไม่มี อยู่ดี ๆ ถือเป็นพันไร่ ถ้าสมมุติว่าปู่ของเขาเป็นคนจนมา แล้วเขาทำมา จนได้แล้วตกมาพ่อมาลูก แล้วมาถึงลูกก็เรียนเมืองนอกจบเป็นทูต เป็นหมออยู่ต่างประเทศ ไม่เคยอยู่แผ่นดินไทยด้วยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วบอกว่าต้องยึดมา แล้วบอกว่าต้องยึดมา มันจะดีหรือไม่ ผมไม่รู้จริง ๆ นะครับ ต้องอยู่เป็นรัฐสภาแล้ว หรือจะ เก็บภาษีให้มาก รัฐสภาแล้ว มันไม่ใช่แล้ว ผมพูดได้เต็มที่ แต่พูดมากกว่านี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนเขาว่า แต่มีอันหนึ่งครับ มุมมองว่าที่ดินนี่มันเป็นหลักทรัพย์ที่ไปทำธุรกิจได้ เพราะฉะนั้นต้องมีจุด ลงตัวจริง ๆ ว่าจะทำอย่างไร มาตรฐานที่เขาใช้กันทั่วโลกคงเป็นภาษีมรดก คือทำมาหากินได้ แต่ลูกยู (You) ต้องทำมาหากินเอง ประมาณนี้เก็บให้มาก ฝากท่านกลับไปแล้วกัน ท่านเป็น รัฐสภานิติบัญญัตินะครับ ที่เหลือมันละเอียดอ่อน ประมงผมคงไม่ไหว เดี๋ยวรอท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็แล้วกันนะครับ เนื่องจากเครื่องจักรกล การเกษตรท่านก็คิดเก่งจริง ๆ น่าทำมาก รัฐบาลนี้พยายามจะทำ แต่ไปติดกฎหมายว่าจะเอา เงินอะไรไปซื้อให้เขา แล้วใครจะดูแล ตอนซื้อนี่ก็คงจะลงทุนเป็นไอ คอสต์ (I cost) ไปได้ อินเวสเมนต์ (Investment) ลงทุนได้ แต่โอเพอเรชั่น คอสต์ (Operation cost) งบประมาณ ในการใช้กับงบที่จะดูแลรักษาแล้วใครจะดูแลรักษากฎหมาย แต่ว่าผมถือว่าสุดยอดที่ท่านคิด นี่ลดต้นทุนได้แน่ ต้องขอเรียนท่านประธานสภาเพื่อโปรดกรุณาทราบเท่านั้นครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปก็เป็น คุณหมอครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาเล็กน้อยที่จะขออนุญาตกราบเรียน หารือท่านประธานเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา เมื่อตอนเช้า ทำให้พวกเราสมาชิกหลายท่านมีความกังวลใจในการทำหน้าที่ก็อยากจะ ขอความกรุณาท่านประธานได้ให้ความมั่นใจกับพวกเรา ท่านประธานครับ หลังจากที่มี คำวินิจฉัยของท่านประธานให้สมาชิกที่เข้าชื่ออภิปรายที่ได้อภิปรายไปแล้ว จะมาขออภิปราย ในวันต่อไป ตัวอย่างเกิดขึ้นเมื่อตอนเช้า ผมขออนุญาตกล่าวนาม ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ได้ขอใช้สิทธิในซีกของฝ่ายค้าน ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยไปแล้วว่าการอภิปราย ได้จบไปแล้ว ตรงนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ถือว่าสิ้นสุดเป็นเด็ดขาด ผมเคารพท่านประธานครับ แต่สิ่งที่มีข้อกังวลก็คือว่าคำวินิจฉัยอันนี้จะมีผลสืบเนื่องไปถึงสมาชิกท่านอื่นหรือไม่ ในการทำหน้าที่ในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือการประชุม รัฐสภาของพวกเรา ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาที่จะให้คำวินิจฉัย ข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์กับการทำหน้าที่ของสมาชิก เพราะว่าสมาชิกหลายท่านถือว่าการแสดง ความคิดความเห็น การแถลงต่อที่ประชุมแห่งนี้เป็นเอกสิทธิ์ มิมีใครที่สามารถจะไปบังคับ ครอบงำให้กระทำในสิ่งนั้นได้ เป็นเอกสิทธิ์ ท่านประธานเองมีความปรารถนาดีอย่างยิ่ง ที่จะให้สภาเราทำงานไปด้วยความราบรื่น เห็นใจท่านครับ ท่านตั้งใจสูงมาก อยากให้ท่าน ได้วางบรรทัดฐานในการที่เราจะทำงานภายใต้การดูแลของท่าน ผมขอความกรุณา ท่านประธานครับ อันที่ ๑ ในการวินิจฉัยที่ผ่านมาสิทธิการอภิปรายของสมาชิกเมื่อขาดเหลือ ไปแล้ว หายไปแล้วสามารถที่จะส่งบุคคลอื่นมาอภิปรายในประเด็นที่วางไว้ในนามของ พรรคฝ่ายค้านได้ เรื่องที่ ๒ การทำหน้าที่ในครั้งต่อ ๆ ไป การที่จะให้สมาชิกถูกลงโทษ ผมขออนุญาตใช้คำว่า ลงโทษ นะครับ ตามข้อ ๑๑๔ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเรา ท่านประธานได้วินิจฉัยให้สมาชิกได้ออกจากห้องประชุมไป จะโดยกำหนดเวลาหรือไม่ กำหนดเวลาก็แล้วแต่ท่านประธาน แต่การที่จะทำถึงขั้นนั้นถือว่าเป็นโทษรุนแรงที่สุด ในการประชุมของพวกเรานะครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ก่อนที่จะมีถึงขั้นนั้นนี่สมาชิกควรจะได้รับการให้โอกาสหรือเกลี้ยกล่อม หรือทำอย่างไร ก็ได้ครับ ผมเชื่อในทักษะความสามารถของท่านประธานอยู่แล้ว แต่ละท่านนะครับ ที่จะให้ สมาชิกได้ผ่อนคลาย แจ้งล่วงหน้าและตกลงเป็นสัญญาก็ได้ครับ หรือจะให้ขอขมาก็ได้ เพราะมันมีลำดับขั้นตอนอยู่ การเชิญออกห้องประชุมนั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่ครับ สมาชิก ก็ลำบากใจ ผมขอฝากท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่าโปรดได้วางแนวทางว่าสมาชิกสามารถ กลับเข้ามาแล้วก็สามารถทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาได้ต่อไป หรือสมาชิกรัฐสภาหรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ต่อไปในการที่จะอภิปรายหรือแสดงความเห็น ท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยและวางแนวทางด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอมากครับ อย่างน้อย ที่สุดผมก็ขออนุญาตแสดงความรู้สึกนะครับ เห็นใจอย่างยิ่งกรณีของท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ผมตัดสินใจไปโดยฝืนความรู้สึกนะครับ เพราะผมกับท่านมีความผูกพัน ที่ดีต่อมา แต่ว่าในความผูกพันนั้นเราจะทำให้หลักการของสภาเสียหาย เราก็เห็นแก่ตัว ตัดสินใจฝืนใจให้เรื่องนั้นจบ เพราะกรณีของท่านนั้นแม้ผมจะไม่นั่งอยู่แต่ก็ตามเหตุการณ์ว่า ท่านอภิปราย แล้วก็มีข้อความที่ประธานขอให้ถอน เมื่อท่านไม่ถอน ประธานก็ใช้มาตรการ ตามข้อบังคับคือให้ออก แล้วไม่มีข้อกำหนดว่าออกไปนานเท่าไร และไม่มีข้อตกลงว่า จะกลับเข้ามาอภิปรายได้หรือไม่ ในหลักปฏิบัตินั้นเมื่อประธานให้ออกไปแล้ว ก็ให้ผู้อื่น อภิปรายต่อไป เรื่องของท่านก็จบไปครับ อันนี้คือสิ่งที่เป็นหลักการ ผมได้เรียนถาม ท่านประธานที่ทำหน้าที่อยู่ว่า เรื่องของท่านเสรีพิศุทธ์นั้นจบแล้วหรือไม่ จะเข้ามาอภิปราย ได้ตอนไหน ท่านบอกว่ากรณีนี้ถือว่าจบแล้ว ท่านเสรีพิศุทธ์เข้ามาอภิปรายต่อไปได้ก็ต่อเมื่อ เป็นญัตติเรื่องอื่นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนหลักการอันนี้ไว้กับพวกเราว่า อันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดครับ ผมได้อนุมัติให้ท่านทำเอกสารตามที่เลขาธิการ เสนอให้แสดงได้ เพราะเปิดโอกาสท่าน แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้ คุณหมอและเพื่อน ๆ ทุกคนคงทราบว่าผมต้องยึดหลักเอาไว้ เพื่อว่าเราทุกคนจะไม่ตำหนิและสภาเราจะเป็น ที่ยอมรับของประชาชนว่า ที่นี่ไม่ใช่เด็กเล่น ที่นี่ไม่ใช่ที่เหลวไหล ที่นี่ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ได้ นึกเห็นแก่พวกเห็นแก่พ้อง ไม่ต้องคิดกฎเกณฑ์กติกากัน ผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ครับ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะเรียนด้วยความเคารพนะครับ และเห็นใจท่านเสรีพิศุทธ์ ตราบเท่าที่ ญัตตินี้ยังอยู่ท่านก็พูดประเด็นนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเปลี่ยนญัตติไปแล้ว เปลี่ยนประเด็นไปแล้ว ท่านก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็ขอได้รับทราบหลักการอันนี้ แล้วก็ขอได้โปรด ให้เราร่วมมือกันนะครับ ร่วมมือกัน จะต้องพยายามไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้น อันนี้ก็อยู่ที่ พวกเราทุกคน ก็เรียนพวกเราด้วยความเคารพทุกคนนะครับว่านี่คือการตัดสินใจ ที่จำเป็นต้องรักษาหลักของสภาเอาไว้ เพื่อเราจะได้สามารถที่จะทำให้สภานี้เป็นที่ยอมรับ และประชาชนได้รู้ว่าเราทำงานโดยยึดความชอบธรรมถูกต้องเอาไว้ ไม่เอาความผูกพัน ส่วนตัวมาเป็นเหตุผลในการที่เห็นใจกัน ก็ขอได้โปรดเข้าใจจุดนี้ด้วยครับ ผมขออนุญาต ดำเนินการต่อครับ คุณหมอเชิญต่อครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ท่านประธานได้ให้แนวทางไว้ผมเองต้องกราบขอบพระคุณครับ แต่สิ่งที่ผมฟัง และเพื่อนสมาชิกฟัง ท่านประธานวางหลักการว่าถ้าเป็นญัตตินั้นก็ไม่สามารถเข้ามาอภิปราย ได้อีก กรณีนี้มันจบไปแล้ว ความหมายก็คือว่า คำว่า ญัตติ มันกินความกว้างมาก ท่านประธานครับ อย่างการอภิปรายเรื่องการแถลงนโยบายคือทั้งเล่มเลย นั่นหมายความว่า ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์เองไม่มีสิทธิเข้ามาอภิปรายในประเด็นหลัง ๆ ได้เลย แม้ว่าท่านจะมีสิทธิอยู่ ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานครับว่าน่าจะเป็นประเด็น ๆ ไปในการปรึกษาหารือในแต่ละครั้งไป น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ท่านประธานว่าหลักการ น่าจะเป็นประเด็นในแต่ละครั้งไป ไม่อย่างนั้นจะตีความกว้างไป สมาชิกจะเสียโอกาสครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
หลักการก็คือในกรณีของการแถลง นโยบายครับ ประเด็นนี้ก็ถือว่าจบไปแล้วครับ ก็เรียนด้วยความเคารพนะครับ นี่คือความรู้สึกจริง ๆ ไม่ต้องการที่ไปตัดสิทธิผู้ใด แต่ว่ารักษาหลักที่เราปฏิบัติเอาไว้ครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ด้วยความเคารพต่อท่านประธานรัฐสภาครับ แต่ผมเห็นว่าประเด็นที่ คุณหมอชลน่านได้พูดสักครู่ มันเป็นเกี่ยวกับบรรทัดฐานและการปฏิบัติของสภา ซึ่งไม่ใช่ในคราวนี้เท่านั้น น่าจะเป็นคราวต่อ ๆ ด้วย ผมไม่ได้คิดว่าต้องโต้แย้งคำวินิจฉัย ของท่านประธานรัฐสภา แต่ผมต้องแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งเท่านั้นนะครับ
ยินดีครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ ยินดีครับ
ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเมื่อวานท่านเสรีพิศุทธ์ ได้ให้ความร่วมมือกับประธานสภา เมื่อประธานบอกให้ถอน แต่ท่านบอกว่าท่านไม่อาจจะถอนได้ ท่านประธานบอกให้ท่านออก ในข้อ ๑๑๔ นั้น เมื่อประธานวินิจฉัยว่าให้ออกสมาชิกต้องออก ท่านก็ให้ความร่วมมือออก แต่ท่านประธานก็ไม่ได้บอกว่าให้ออกตลอดไป หรือออกจนญัตตินี้จะจบ หรือออกไป อาทิตย์นี้ ในความหมายก็คือว่า เมื่อออกไปเมื่อวานก็เข้ามาได้ แต่การอภิปรายในญัตติใด ๆ ท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมคิดว่าคนหนึ่งอาจจะอภิปรายกี่ครั้งก็ได้ ถ้ายังอยู่ในประเด็นญัตตินั้นและไม่ซ้ำซาก สมมุติว่าผมได้อภิปรายไปแล้วเมื่อวาน ผมอภิปรายเรื่องประชาธิปไตย แต่วันนี้ผมมาขอยกมือพูดอีกวิป (Whip) เห็นว่าผมพูดได้ ผมจะมาพูดด้านการศึกษา เพราะผมเห็นว่าประเด็นการศึกษายังไม่มีใครพูดครบถ้วน ผมคิดว่าผมยังมีสิทธิ ท่านประธานคงต้องอนุญาต เพราะว่าไม่มีการบอกว่าพูดครั้งเดียวจบ เพราะว่าคณะรัฐมนตรียืนพูดกี่ครั้งก็ได้ เพราะเป็นการตอบ ในญัตติเดียวกันนั้นนะครับ ในวันเดียวกันนั้น และในวันเดียวกันนั้นอย่าไปว่าเมื่อวานเลยครับ ในวันเดียวกันนั้น สมาชิกรัฐสภาก็สามารถจะพูดได้หลายครั้ง ถ้าประธานอนุญาต และประธานเห็นว่า อยู่ในญัตติและไม่ซ้ำซากกับคนอื่นที่เขาพูดแล้ว ผมจึงคิดว่าอยากจะให้ท่านประธานได้ลอง วินิจฉัยสิ่งที่ผมพูดครับว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ เพราะประธานเมื่อวานบอกว่า ให้ออกไปเขาก็ออกไป และวันนี้เข้ามาใหม่ และถ้าจะพูดจะมีข้อบังคับข้อใดว่าพูดไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อวานพูดแล้ว ก็คณะรัฐมนตรีพูดได้หลายรอบ แล้วสมาชิกรัฐสภาพูดไม่ได้ สมมุติว่าวันนี้ผมจะขอพูด
เข้าใจแล้วครับ เพื่อไม่เสียเวลา ผมขอขอบพระคุณมากครับท่านวันมูหะมัดนอร์ครับ เรียนเลยนะครับว่ากรณี แถลงนโยบายนี้เราได้ตกลงแต่ละฝ่ายในการเสนอรายชื่อบุคคลเข้ามา มีไหมครับที่มี การเสนอชื่อซ้ำคนหนึ่ง ๒ ครั้ง ไม่มีนะครับ เพราะว่าเราเรียงลำดับกันไป เพราะฉะนั้นวาระ ของผู้ใดที่จบแล้ว วาระผู้นั้นก็จบครับ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหานี้ก็จบไปแล้วครับท่านครับ ผมด้วยความเคารพต่อทุกคนนะครับ แต่ว่าเชิญชวนพวกเราทุกคน ร่วมกันรักษาหลักของสภาเราไว้ให้ดีครับผม ผมขออนุญาต เพื่อเวลาที่มีอยู่จำกัดนะครับ เพื่อให้เป็นไปตามที่กรรมการประสานงานได้ไปพบ เมื่อตอนเย็นวันนี้ว่าขอให้บัญชีรายชื่อที่มีผู้ขออภิปรายนั้นได้ผ่านไปโดยเร็ว ก็ขอเชิญ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ หลังจากนั้นก็จะเป็นสายวุฒิสมาชิก พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ขอเชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ เพราะพาดพิงผม
อาจารย์ประกอบเดี๋ยวครับ มีคน ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นคนรักษากติกานะครับ
ท่านยกมือประท้วงเรื่องอะไรครับ
ก็เรื่องเดิมนิดหน่อย แต่ว่าจะเป็นคำถามที่ผมถามต่อท่านครับ
ถ้าท่านประท้วง ต้องบอกว่าประท้วง เรื่องผิดข้อบังคับอะไร ถ้าจะอภิปรายต้องนั่งลง ถ้าท่านนั่งลงแล้วจะชี้ให้พูด แต่ถ้าจะ ประท้วงท่านต้องบอกว่าทำผิดข้อบังคับอะไรนะครับ อาจารย์ประกอบครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีจากท่านรัฐมนตรี แล้วก็ได้ดูคำแถลงนโยบาย ของคณะรัฐมนตรีหมดทั้งเล่มแล้วครับ ก็มีความชื่นชมแล้วก็ยินดีที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย หลัก ๑๒ นโยบาย นโยบายเร่งด่วน ๑๒ นโยบาย ครอบคลุมภารกิจทั้งหมดที่รัฐบาล ไปบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ว่านโยบายที่ได้เขียนเป็นนโยบาย เท่าที่ผมดูปรากฏว่าเป็นนโยบายที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมมากกว่าเป็นรูปธรรม และเขียน แบบบูรณาการ ผมกราบเรียนว่ามันยากต่อการที่เจ้ากระทรวงนำนโยบายแปลงเป็น ภาคปฏิบัติ ถ้าเกิดว่าไม่ศึกษาอย่างแท้จริงแล้ว นโยบายนี้ก็อาจจะไม่สำเร็จได้ ก็กราบเรียน เป็นเบื้องต้น ผมยกตัวอย่างในนโยบายด้านที่ ๘ เรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนา คนไทยทุกช่วงวัย ใน ๙ นโยบายหลัก แล้วก็เป็น ๒๐ นโยบายย่อยในนโยบายด้านที่ ๘ นั้น ท่านเขียนแบบบูรณาการไม่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษาแบบคละเคล้ากัน ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เขียนนโยบายแยกเป็นระดับ ๆ อย่างชัดเจน ผมเรียนว่าตรงนี้จะเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าสิ่งที่ควรคำนึงในเรื่องของการจัดการศึกษา ของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๓ เรื่องฝากท่าน ๑. เรื่องคุณภาพการศึกษา ๒. เรื่องความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา และ ๓. เรื่องของการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา ซึ่ง ๓ เรื่องนี้ผมอยากฝาก รัฐบาลให้ทำอย่างจริงจัง เพราะว่าทั้ง ๓ เรื่องนำไปสู่คุณภาพทางการศึกษา ท่านประธานครับ เรื่องของคุณภาพทางการศึกษา ธนาคารโลกและยูเนสโก (UNESCO) ได้ไปศึกษาประเทศ ที่เขาสำเร็จที่มีคุณภาพทางการศึกษา ปรากฏว่าเขาให้ความสำคัญ ๓ ด้าน คือผู้บริหารสถานศึกษา ตัวครู แล้วก็เรื่องการนิเทศการศึกษา ก็ขอฝากรัฐบาลไว้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ครับ ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านวุฒิสมาชิกครับ พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม พลตำรวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีจากท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ก็มีนโยบายหลัก ๆ อยู่ ๑๒ ด้านด้วยกัน แล้วก็มีเรื่องเร่งด่วนอยู่ ๑๒ เรื่อง ได้ฟัง ทั้งหมดแล้วก็เป็นนโยบายที่ดี แล้วก็คิดว่ามีความเหมาะสมในการที่จะใช้ในการที่จะบริหาร ราชการแผ่นดินต่อไป ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายในนโยบายหลักที่ ๑๒ แล้วก็ในประเด็นที่ ๑๒.๒ ก็คือเรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประเด็นของผมไม่ซ้ำซ้อนกับของท่านคำนูณได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ประเด็นของผมก็คือว่าเวลาเราพูดถึงกระบวนการ ยุติธรรม เรามักจะมองถึงเรื่องการดำเนินคดี เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จะเห็นภาพของการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องการดำเนินคดีทั้งหมด แต่ความจริงแล้วในกระบวนการ ยุติธรรมนอกเหนือจากการดำเนินคดีที่สำคัญเลยนะครับ และผมเชื่อว่าหลายท่าน ก็มีความคิดความเห็นตรงกันว่าในกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ใช่มีเรื่องของการดำเนินคดี ก็คือเรื่องที่ต้องดำเนินการหลังจากที่มีการกระทำ อาจจะเป็นเรื่องของความผิดหรือมี การกระทำในสิ่งที่เป็นเรื่องละเมิดในทางแพ่ง หรือเรื่องทางปกครองก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุด ในกระบวนการยุติธรรมนั้นคือเรื่องการป้องกัน เพราะฉะนั้นงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่งานด้านการปราบปรามหรือการดำเนินคดีเท่านั้น แต่งานสำคัญก็คืองานด้าน การป้องกัน แต่ว่างานด้านการป้องกันถ้าดูในนโยบายในด้านที่ ๑๒.๒ ในการปฏิรูปของ กระบวนการยุติธรรมจะไม่มีเรื่องของการป้องกันอยู่ในนั้นเลย ไม่มีอยู่เลย ก็อยากจะเรียนว่า เรื่องการป้องกันที่เราพูดกันบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เป็นเรื่องที่ควรที่จะนำมาสู่การกำหนด เป็นนโยบาย หรือว่าให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกส่วนได้มีส่วนเข้าไปทำในเรื่องนี้ ก็เนื่องจากว่าเราเคยพูดกันว่าป้องกันดีกว่าการปราบปราม เพราะว่าป้องกันไม่เกิดเหตุ และไม่เกิดความเสียหาย ดีกว่าที่จะไปสู่การเกิดเหตุแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เรายอมรับกัน ผมเชื่อว่าทุกท่านก็ยอมรับว่าการป้องกันเป็นสิ่งที่ดี เหมือนกับกรณีที่เจ็บป่วยเราป้องกันไม่ให้ เป็นโรค หรือว่าเจ็บป่วยดีกว่าการที่เจ็บป่วยแล้วไปหาแพทย์หรือไปรักษา
ทีนี้ในเรื่องของการป้องกันผมเรียนนิดหนึ่งกับท่านประธานไปสู่ ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีทุกกระทรวง เวลาเราพูดถึงงานในกระบวนการ ยุติธรรม นอกเหนือจากเรื่องงานก็คือการป้องกันปราบปรามแล้ว หรือการดำเนินคดีแล้ว พูดถึงหน่วยงานเมื่อไรปุ๊บเราก็จะพูดถึงคำว่า ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ แล้วพูดคำนี้กัน โดยตลอด แล้วก็บอกตำรวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าหน่วยงานที่มาเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมที่ทำงาน แบบคล้าย ๆ กับตำรวจ หรือว่าเหมือนที่ตำรวจทำยังมีอีกมากมายหลายหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ทั้ง ๒๐ กระทรวงผมกล้าพูดได้เลยว่า ใน ๒๐ กระทรวงนั้นมีกรมหรือว่าหน่วยงาน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบังคับใช้ กฎหมายอยู่ในทุกกระทรวง ถ้าเอ่ยยกเป็นตัวอย่างก็มีได้ แต่ว่าเนื่องจากเวลามีจำกัด เพราะฉะนั้นในหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ก็คือเรื่องของ การรับแจ้งเหตุก็ดี หรือว่ารับแจ้ง หรือว่าการสืบสวน การจับกุม การตรวจค้นมาถึงเรื่อง การสืบสวนสอบสวน จะเห็นว่าในกระบวนการทั้งหมดในช่วงแรกนี้ไม่ใช่มีเฉพาะตำรวจ หน่วยเดียว ส่วนเรื่องของการฟ้องการพิจารณา อันนี้ โอเค (OK) ก็ชัดในส่วนของสำนักงาน อัยการสูงสุด แล้วก็ของศาล ส่วนหน่วยงานสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบังคับตาม คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลก็จะเห็นว่าเราพูดแต่คำว่า ราชทัณฑ์ แต่ความจริงแล้วเป็น เรื่องงานที่อยู่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน
ผมย้อนกลับมาตรงเรื่องการป้องกันเมื่อสักครู่นี้ว่าหน่วยงานที่เข้ามาช่วยกัน ในเรื่องของการป้องกันนั้นคงไม่ใช่พูดถึงเฉพาะตำรวจอย่างเดียว แต่หน่วยงานในกระทรวง ต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดจะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง ป้องกันด้วย เรื่องการป้องกันนั้นเราเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้ทางกฎหมายกับประชาชน การให้พฤติกรรมที่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย เพื่อเขาจะได้ล่วงรู้ แล้วเขา จะได้รู้เท่าทัน แล้วนำไปสู่การกระทำที่เป็นความผิด อันนี้คือสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องการป้องกัน การประชาสัมพันธ์ การดำเนินการอีกหลายเรื่องด้วยกัน ในส่วนของนโยบายที่ทางรัฐบาล ได้แถลงไว้อาจจะมีได้เห็นอยู่นิดหนึ่ง ก็คือในข้อที่ ๒ หรือว่า ๒.๔ จะเห็นได้ว่าพยายามจะให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะป้องกันหรือให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อะไรก็แล้วแต่ อันนั้นคือในงานส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วในงานที่เกี่ยวข้องป้องกันนั้น ยังมีมากกว่านี้ ก็อยากเรียนท่านประธาน แล้วก็ไปสู่ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรี ในทุกกระทรวงทั้ง ๒๐ กระทรวง คงจะต้องเข้าไปดูแลและไปให้หน่วยราชการที่อยู่ในสังกัดหรืออยู่ในกระทรวงช่วยดูว่าเรามี หน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายในเรื่องใดบ้าง ควรจะต้องนำในสิ่งเหล่านั้นมาสู่ในมาตรการ ในเชิงป้องกันไม่ให้มันเกิดเหตุหรือเกิดเรื่องราวขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อันนี้คือสิ่งที่ ผมขออนุญาตอภิปรายนะครับ สนับสนุนนะครับว่านโยบายเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เป็นที่ควร นำไปสู่การปฏิบัติ ก็ขอเสริมไว้นิดเดียวครับ ในเรื่องของเชิงป้องกันครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องนี้ผมรับดำเนินการนะครับ เพราะว่ามีการบูรณาการการใช้กฎหมายในหลายหน่วยงาน ด้วยกัน ไม่ว่าจะของฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้และมีประชาชน มีส่วนร่วม เดี๋ยวผมจะดำเนินการให้นะครับในเรื่องของการปฏิรูปที่เรียกว่า ปฏิรูปตำรวจ จริง ๆ มันปฏิรูปทั้งระบบที่มีการบังคับใช้กฎหมายหลายส่วนด้วยกันนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปนะครับ ขอเชิญ คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ จากนั้นคุณเรวัต วิศรุตเวช ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่เราได้ร่วมอภิปรายในเรื่องของการที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มาแถลงนโยบายในการที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ในนโยบายหลัก ๑๒ ด้านและนโยบาย เร่งด่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะ เรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า สิ่งที่รัฐบาลได้เขียนมาเป็นนโยบายที่จะต้องนำไปสู่ ภาคปฏิบัตินั้น มีหลายเรื่องที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าไม่สามารถทำได้ และเป็น ปัญหาของสังคม เป็นปัญหาของประเทศชาติที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ หนึ่งในนโยบายนั้นก็คือว่า นโยบายทางด้านการดูแลเรื่องของการจัดการขยะมูลฝอยท่านประธานครับ ในขณะนี้ เรื่องจัดการขยะมูลฝอยถือว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ แม้แต่ในรัฐบาลที่แล้ว ที่เป็นรัฐบาลในยุค คสช. ที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้ประกาศ เป็นวาระแห่งชาติในเรื่องของการกำจัดขยะมูลฝอยของประเทศ สิ่งที่มันเป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นจากการประกาศในรัฐบาลที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงในขณะนี้ ก็คือเรื่องของการที่ จะนำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบาย ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้ตามข้อมูลข่าว ในขณะนี้จะเห็นว่าในช่วง ๓-๔ วันที่ผ่านมา ผมอยากจะยกประเด็นให้ประธานได้เห็นว่า ท้องถิ่นหลายท้องถิ่นมีโครงการในเรื่องของการกำจัดขยะมูลฝอย หนึ่งในนั้นก็คือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือว่าเป็นท้องถิ่นรูปแบบที่มีโครงการในการที่จะนำขยะไปกำจัด โดยใช้วิธีการในการสร้างเตาเผา โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในการที่จะไปกำจัด ขยะมูลฝอย ท่านประธานครับ มีสิ่งที่เป็นข้อสงสัยมากมายที่ปรากฏผ่านทางสื่อมวลชน แล้วพี่น้องประชาชนยังคลางแคลงและสงสัยในการทำงานในการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการใช้งบประมาณว่ามีความโปร่งใส ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และสมประโยชน์หรือไม่ ท่านประธานครับ กรุงเทพมหานครเลือกในการที่จะกำจัดขยะโดยการหาตัวผู้รับจ้างในการ ตั้งราคากลางในการกำจัดขยะอยู่ที่ตันละ ๙๐๐ บาทต่อตัน ซึ่งถ้าเราดูจากท้องถิ่นอื่น เราจะเห็นว่ามีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ อย่างเทศบาลนครศรีธรรมราชก็มีรูปแบบในเรื่องของการจะกำจัดขยะ เหมือนกับกรุงเทพมหานครในการจ้างเอกชนมาดำเนินการ แต่เขาตั้งราคาอยู่ที่สูงสุดไม่เกิน ๖๑๓ บาท นั่นหมายความว่าราคาระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างกัน ๒๘๗ บาทต่อตัน ท่านประธานลองคิดดูว่าถ้ากรุงเทพมหานครเซ็นสัญญาไป และจังหวัดนครศรีธรรมราชเซ็นสัญญาไปในราคาที่ต่างกัน ๒๘๗ บาทต่อตันต่อวัน กรุงเทพมหานครจะต้องจ่ายเงินเพิ่มต่างจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ๒๘๗,๐๐๐ บาทต่อวัน ต่อ ๑,๐๐๐ ตัน ในขณะที่ต่อปีกรุงเทพมหานครจะต้องจ่ายเงินมากกว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ ๑๐๔ ล้านบาท ระยะเวลาที่กรุงเทพมหานครและนครศรีธรรมราชได้วางไว้ก็คือว่า จะให้เอกชนดำเนินการในระยะเวลา ๒๐ ปี วงเงินจะต่างกันประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าแล้วอย่างนี้รัฐบาลหรือว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าไปจัดการ หรือว่าดูแลแก้ไขปัญหาอย่างนี้ อย่างไรหรือไม่ เพราะว่า กทม. มีโครงการจะกำจัดขยะโดยเตาเผา ๒ โครงการ นั่นหมายความว่า ๒ โครงการถ้าเลือกรายการที่จะใช้ราคาที่ ๙๐๐ บาทที่ต่างจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ๒๘๗ บาท ใน ๒๐ ปี กทม. จะสูญเสียเงินไปกว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าอย่างนี้รัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบ หรือว่าไปดูแลไปหามาตรการในการที่จะประหยัด งบประมาณของกรุงเทพมหานครหรือไม่ และในช่วงที่ผ่านมาท่านประธานครับ การกำจัดขยะ ไม่ได้มีเฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่จะใช้วิธีในการสร้างเตาเผา ท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศ ก็มีแนวความคิดในเรื่องของการที่จะจัดสร้างเตาเผาในการกำจัดขยะ ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่ามีทายาทของเสนาบดีวิ่งไปเที่ยวพบเจ้าเมืองในการที่จะเจรจา เพื่อเป็นคนกลางในการหาตัว ผู้รับจ้างไปดำเนินการ ท่านประธานครับ แล้วเรื่องอย่างนี้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงมาดำเนินการในการแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะว่าหนึ่งในนั้น ใน ๑๒ นโยบายหลักก็คือ เรื่องของการป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชันที่จะไม่ให้เกิด ทั้งในส่วนราชการและส่วนการเมือง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องของการทุจริต ที่มีเกิดขึ้นในทั่วทุกหัวระแหงในทุกภาคส่วนราชการ แม้แต่ท้องถิ่นก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ทุกองคาพยพจะต้องอยู่ภายใต้การบริหารจัดการ การดูแลของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น ก็อยากจะได้นำเรียนท่านประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าให้ช่วยลงไปดูแล กำกับ จัดการ เพื่อที่จะได้เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ แล้วอย่างน้อย ๆ ตอนนี้ กทม. ก็ขึ้นค่าขยะเป็น ๘๐ บาท คนก็เลยสงสัยว่าเอาค่าขยะ ๘๐ บาทไปสร้างโรงงานเตาเผาขยะมูลค่า ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒ โรงหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมต้องขออนุญาตตอบ ประเด็นแรกของกรุงเทพมหานครก่อน ของกรุงเทพมหานครนี่กระผมเรียนโดยหลักการว่า อันนี้ในส่วนของผม ส่วนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเดี๋ยวท่านต้องฟังนโยบาย ท่านเอง เอาในส่วนของกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับกรุงเทพมหานครอยู่ พอท่านพูดมา ประเด็นคำตอบแรกคือ ต้องตรวจสอบแล้วหาผู้ทำผิดอย่างที่ท่านว่า ผมไม่ได้แก้ตัวให้ ต้องตรวจสอบแล้วเอาหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ บังเอิญผมลงโทษได้ คือตัวผู้ว่าเขา ในลักษณะการกำกับคือเขาผิดกฎหมาย ผมกำกับ ผมปลด ผมทำอันนั้นได้ แต่โทษอย่างอื่น มันมีอีก ป.ป.ช. สตง. เขาเป็นคนทำ ผมทำไม่ได้ในส่วนนั้น แต่ผมจะต้องดำเนินการในส่วนนี้ นี่คือคำตอบคือต้องทำ แต่ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าวิธีคิดในการที่จะเปรียบเทียบ เมื่อสักครู่นี้ท่านขออนุญาตผู้ทรงเกียรติได้กรุณาบอกว่า เป็นโรงเหมือนกัน ถ้าเป็น โรงเหมือนกัน ผมพูดกรณีไม่เหมือนกันก่อน ไม่เหมือนกันคืออย่างนี้ครับ บางท้องถิ่นเขามี การสร้างโรง เรื่องสร้างโรงกำจัด ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่าเรามีขยะทั้งสิ้นในประเทศมีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง เรามีขยะอยู่ ๒,๐๐๐ กว่ากอง เราเอามารวมกันเป็น กลุ่มเรียกว่า คลัสเตอร์ (Cluster) ภาษาต่างประเทศ คือรวมเป็นกลุ่มที่สามารถจะเอาขยะ ขนมาได้ โดยมากำจัดโดยไม่แพงเกินไป ถ้าขนไกลมันแพงมาก เว้นแต่ว่าในอนาคตที่พยายาม จะทำคือ เอาข้ามคลัสเตอร์ (Cluster) แต่ต้องใช้เทคโนโลยีในการบีบอัดมา ถ้าขนมาโดย ไม่บีบอัดมันแพง แต่ว่ามีแนวทางที่จะทำ แต่เรามีทั้งหมด ๒๖๔ คลัสเตอร์ (Cluster) ถ้าพูด โดยให้คนเข้าใจก็คือว่า อยากให้กำจัดหมดทุกแห่ง เพราะฝังกลบมันมีปัญหาในอนาคต แน่นอน แต่การที่จะกำจัดมันก็มีนิดหนึ่งว่า ถ้าเราสร้างโรงรับกำจัดโสหุ้ยประมาณตันละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าท่านเอาไปขายเป็นไฟฟ้าได้ เป็นพลังงานได้ทำไฟฟ้าขายได้ จะประมาณ ๕๐๐ บาท ตัวเลขกลม ๆ มีพื้นที่ถูก ๓๕๐ ได้ พื้นที่แพง ๕๐๐ ได้ ขึ้นอยู่กับว่าท่านทำอยู่ที่ กรุงเทพมหานคร หรือท่านทำอยู่ที่บึงโขงหลง หมายความว่าพื้นที่ต่างกัน ความเจริญต่างกัน เดี๋ยวผมจะเรียนรายละเอียดให้ทราบ แต่ไม่ได้แก้ตัว ยืนยันว่าต้องตรวจสอบ เพราะท่าน บอกมาเป็นประเด็น รัฐบาลต้องทำ คือคนกำกับก็ต้องทำ ไม่ทำก็ผิดด้วย ต้องดูก่อนว่า การดำเนินการในการสร้างประเทศไทยเรามีเงินไหม ผมอยู่มาอย่างที่ท่านพูดประจำ ๕ ปี รัฐบาลไม่มีเงินสร้างโรงเผาขยะให้เลย เพราะท่านคูณดูโรงหนึ่งประมาณก็ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าต้องทำให้จบกระบวนความก็คือเอาขี้เถ้าไปอัดก็ ๑,๒๐๐ ล้านบาท มันก็จะขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเอาไปทิ้งส่งเดชก็ไม่ได้ รัฐบาล ๕ ปีมานี้ไม่มีเงินให้ในการทำโรงเผาขยะ เราไม่มี สตางค์ให้ แนวทางรัฐบาลคือเคยทำ มันมีในอดีตเคยทำ ผมไม่ขอกล่าวอ้างว่าสมัยใด เจ๊งหมด ผมไม่บอกว่าจังหวัดใด เจ๊งหมด เพราะราชการทำมันแข็งเกินไป มันปรับตัวไม่ได้ ขยะมันปัญหาร้อยแปดพันเก้า อันนี้เรียนนะครับ ต้องเอกชนเท่านั้นทำ เราใช้ พีพีพี (PPP) เพราะฉะนั้นพูดว่าเอาไปให้นายทุนไม่ใช่ รัฐบาลจะไม่ทำ ให้เอกชนทำ ถ้าเอกชนเขามาทำ ลงทุนอย่างที่ผมว่าเมื่อสักครู่นี้ ท้องถิ่นก็มีเอาขยะไปให้ แล้วเอาเงินแปะไปให้ ที่ท่านบอกว่า ตันละ ๙๐๐ บาท ก็แปะไป แปะไปทุกตัน แต่ถ้าเรียกว่า บีโอที บิวล์ โอเปอเรต ทรานส์เฟอร์ (BOT : Build Operate and Transfer) คือ ณ วันใดวันหนึ่งจะต้องกลับ ๒๐ ปี กลับมาเป็น ของเราเป็นของรัฐ สมมุติก็จะเป็นราคาหนึ่ง นี่พื้นฐานการคิด แต่มันมีการทำอีกอย่างหนึ่ง บีโอโอ (BOO) ก็คือเขาเป็นเจ้าของหมดเหมือนที่แพรกษา ท้องถิ่นมีหน้าที่เอาเงินแปะไป ทุกตัน กี่ปีกี่ชาติก็ไม่กลับมาหาเรา นี่เป็นตัวอย่าง ก็ต้องดูว่ามันอยู่บนฐานอะไร อันหนึ่งนี่เหมือนจ้างกำจัด อีกอันเหมือนผ่อนส่งโรง คล้าย ๆ อย่างนั้น แต่ผมอธิบายให้คนเข้าใจง่าย ๆ นะครับ นั่นเป็นตัวหนึ่ง แต่ท่านบอกว่า เหมือนกันก็แสดงว่าเป็น บีโอที (BOT) เหมือนกัน ถ้าท่านพูดว่า ๒๐ ปี ก็คือว่าสร้างแล้วต้อง โอนกลับมาเป็นของเรา ก็มีตัวที่จะต้องเอาไปตรวจสอบเขานี่ละครับว่า ผมยกตัวอย่าง นี่เขาอ้างนะครับ เขาว่ากรุงเทพฯ น้ำก็ไม่ใช้น้ำแบบบ้านนอกต้องซื้อน้ำประปา เพราะมัน กำจัดมันต้องใช้น้ำ เป็นตัวอย่าง ค่าโสหุ้ยในการทำใช้จ่ายทั้งหมดอะไรนี่ แม้กระทั่งโสหุ้ย อื่น ๆ ก็แล้วกันนะครับ นี่เขาอ้าง ก็เป็นที่ท่านพูดไว้ เราก็ต้องไปตรวจสอบ ใครตรวจสอบ ป.ป.ช. สตง. ไป คือมีหนทางที่จะเอาคนผิด คือผมก็ไม่ได้บอกว่าเขาถูก พอท่านพูดมา ต้องตรวจสอบ อย่างไรก็ต้องตรวจสอบ ป.ป.ช. สตง. หรือหน่วยงานใดถ้าใครละเว้น ก็ต้องโดนด้วย อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากเรียนท่านเพื่อกรุณาทราบ ของกรุงเทพมหานคร สรุปแล้วผมรับที่จะไปดำเนินการตรวจสอบ แล้วหน่วยงานก็คงเป็น ป.ป.ช. สตง. ต้องไปดู ที่เขาอ้างว่า น้ำแพงกว่า ค่าโน่นแพงกว่า ค่านี่แพงกว่า มันดีไหมระหว่าง ๙๐๐ กับ ๖๐๐ กว่าบาท ของท่านที่ว่านี้ ต่างกัน แล้วต้องดูไส้ในนะครับว่าเครื่องจักรต่างกันหรือไม่ ด้วยนะครับ ถ้าทางโน้นเขาไม่มีเครื่องแยกขยะแล้วทางนี้มีก็ดูต้นทุนนะครับ ดูต้นทุน เสร็จแล้วก็ต้องดูต่อไปด้วยว่าแล้ว ๒๐ ปีได้กำไรเท่าไร ถ้าอยู่ในเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกันก็ ยอมรับได้ แต่ถ้าผู้ประกอบการ พีพีพี (PPP) ได้กำไรพูดง่าย ๆ เกิน ๙ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณนี้นะครับ ไปมากก็น่าจะมีอะไรที่ต้องดำเนินการ ผมจะพูดว่า อย่างไรนะครับ ก็เรียนเพื่อกรุณาทราบ
มาถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมกล่าวก็ได้นะครับ คือเขาพูดถึงลูกชายผม ท่านไม่พูดผมก็กล่าวให้นะครับ ก็มีเมื่อสักหลายเดือนมาแล้วมีการมาพูดว่าลูกชายผมนี่ไป ลูกชายผมเขาเป็นนักธุรกิจ แต่ผมก็บอกเขาอะไรที่เกี่ยวกับรัฐไม่ต้องทำเด็ดขาด ยู (You) จะทำตรงไหนก็ได้แต่ยู (You) ไม่ต้องทำ อันนี้พูดได้นะครับ ท่านก็ไปพูดได้ ผมไม่ไปราวีท่าน ขออนุญาตท่านประธานสภาผมจะไม่ไป แต่เมื่อผมชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วอยู่ที่ลูกชายเขาจะทำ มีการบอกว่า ไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปวิ่งเต้นขยะอะไรก็แล้วแต่นะครับ ผมลองไป หยุดตรงนี้ไว้ ผมลองดูนะครับว่าท่านสักคนหนึ่งในที่นี้จะทำขยะอย่างที่รัฐบาลอยากได้ พีพีพี (PPP) ท่านก็ต้องไปคุยกับท้องถิ่นหรือผู้ว่านะครับ แต่ผมไม่ไปพูดตรงนั้น เอาว่าลูกผม ไปไม่ได้ เหตุการณ์ในวันนั้นทั้งสิ้นได้พิสูจน์หมดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ยืนยันหมด มีเอกสารหมด ผมไม่ฟ้องร้องท่านใครจะพูด แต่ว่าให้ลูกชายเขาว่าเอง ไม่ได้ไป ไม่มีเที่ยวบิน ไม่มีโรงแรม ไม่มีภาพที่กล้อง ซีซีทีวี (CCTV) ไม่มี เจ้าหน้าที่ที่หน้าห้องก็ยืนยันว่าไม่ใช่ ถ้าหน้าอย่างนี้ ไม่ใช่แน่นอนนะครับ ผมก็เรียนยืนยันได้ว่าไม่มี แล้วผมก็บอกเขาว่าถึงจะทำธุรกิจ แต่ห้ามทำ กับรัฐ คุณจะทำอะไรก็ได้คุณไปทำอย่างอื่นนะครับ อันนี้ก็รับสภาพนะครับ ไม่ให้ทำ แล้วก็ไม่ได้ไป คำตอบผมคือไม่มี ท่านพูดมาก็ดีว่าไม่มีเชิงนโยบายที่ไป แม้ว่าผมคิดว่าแม้กระทั่ง ท่านเองถ้าจะต้องทำท่านก็ต้องไปคุยกับผู้ว่า เขาเป็นหัวหน้า เป็นประธานคณะกรรมการ สิ่งปฏิกูลจังหวัด ถามว่าเป็นอย่างไร ผมขอเรียนอีกนิดหนึ่งขั้นตอนการทำเดี๋ยวจะไปพาดหัว ว่ามีคนเคย เอาตัวเลขกลม ๆ ๓๐๐ โรง คูณ ๑,๐๐๐ ล้าน เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้าน คือผลประโยชน์ ผมจะเรียนอย่างนี้ครับว่าคลัสเตอร์ (Cluster) เป็นท้องถิ่น เป็นนิติบุคคล ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากกำกับ ท่านรู้ดี เพราะท่านพรรคการเมืองจะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับท้องถิ่น เพราะท่านก็จะส่งท้องถิ่นเข้า หมายความว่าท่านก็รู้ดีตรงไหน ๆ ตรงไหน อันนี้พรรคนี้ ตรงนี้พรรคนี้ ตรงนี้พรรคนี้ มหาดไทยกำกับอย่างเดียวนะครับ ท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพียงแต่ขณะนี้พยายามจะเร่งขอให้เขาทำอย่างนี้ ให้ท้องถิ่นเขารณรงค์ให้ประชาชนของเขา ทำ ๓ อาร์ (3R) ลดขยะ แยกขยะ เพราะว่าถ้าไม่แยกตอนกำจัดจะแพงมาก พยายามรณรงค์อยู่ หน้าที่ของท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นก็มีหน้าที่เก็บขยะที่สาธารณะ วางถังขยะแยก ประชาชน ต้องแยกขยะตรงต้นทางหมดแล้ว ที่เหลือคือปลายทาง หน้าที่ตรงนี้ท่านท้องถิ่นจะต้องเป็นคน ดำเนินการในขณะนี้ อันนี้ก็เรียนเพื่อกรุณาทราบ แล้วเวลาเขาคิดกันแล้ว เนื่องจาก คลัสเตอร์ (Cluster) หนึ่งบางทีเป็น ๑๐ ท้องถิ่นเลย ทั้งหมดมี ๗,๐๐๐ มีประมาณ ๒๖๐ ท่านก็ลองดูว่ามันต้องหลายท้องถิ่นรวมกันเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เขาต้องตกลงกันเองว่า เขาจะกำจัดโดยวิธีใด แล้วเอาเข้าคณะกรรมการของจังหวัด ซึ่งมีหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งแวดล้อมอะไรหมดเลย เมื่อเห็นดีก็ส่งมาที่คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองทางเทคนิค ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อผ่านคณะกรรมการชุดนี้ก็มาคณะกรรมการกลาง ท่านปลัดกระทรวง จริง ๆ มันจบแล้ว แต่เนื่องจากกฎหมายเขียนว่าต้องมาให้ผม ให้ความเห็นชอบ ผมเห็นชอบอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ ถ้าเขาไม่เห็นชอบ ผมก็ไม่เห็นชอบ ถ้าเขาเห็นชอบผมก็จะส่งกลับไปให้ความเห็นชอบ มันก็จะไหลกลับไปที่ข้างล่างอีกครั้งหนึ่ง ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนหาผู้ประกอบการ ไม่เกี่ยวกับราชการแล้ว ท้องถิ่นจะต้องพูดกับ ผู้ประกอบการ พีพีพี (PPP) เอกชน เมื่อได้เอกชนแล้วคนที่จะขอไฟฟ้าคือเอกชน ไม่ใช่ ท้องถิ่นแต่ต้องได้รับคำรับรองจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปว่าผ่านคณะกรรมการนี้แล้ว เขาจะไปขอคณะกรรมการ กกพ. ของกระทรวงพลังงานจึงจะได้ พื้นฐานที่มีไว้พลังงาน ทดแทนก็คือประมาณแห่งละ ๑๐ เมกะวัตต์ แต่ให้จริงก็ประมาณ ๘-๙ เมกะวัตต์เท่านั้น แล้วแต่ เขารู้ว่าตรงไหนเขาซื้อได้ ถ้าตรงไหนเขาซื้อไม่ได้เขาก็ไม่ให้ นี่คือขั้นตอนจะไม่กลับมาอีก เพราะมันจะอยู่ข้างล่างหมด ตอนหาผู้ประกอบการ ผมได้เรียนย้ำอีกทีหนึ่งท้องถิ่นเป็นของท่าน ไม่ใช่ของผม ผมบังคับไม่ได้ ถ้าบังคับได้ท่านต้องฟ้องผมได้ตอนนี้ว่าผมไปสั่งท้องถิ่นของ พรรคการเมืองใด ขออนุญาตที่ชี้ไปนะครับ ท่านต้องชี้ได้เลย ผมขอเรียนต่ออีกนิดนะครับ เรียนท่านว่ามันจะไปที่ท้องถิ่นแล้วเขาก็จะไปขอของพลังงานเอง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีให้ผมพูดถึงเรื่องขยะนิดหนึ่งนะครับ เขาเรียกค่าธรรมเนียมในการจัดเก็บ และกำจัด กฎหมายเดิมกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนกำหนด แต่กฎหมายใหม่ได้แล้วแต่ยังไม่ บังคับใช้ สร้างความเข้าใจให้พี่น้องอยู่ โดยตัวเลขรวมค่าจัดเก็บกับค่ากำจัดใกล้ ๆ กัน ๑๐๐ กว่าบาท แต่ของกระทรวงสาธารณสุขค่าจัดเก็บเริ่มต้นจาก ๐-๖๐ บาท ของกระทรวงมหาดไทย ต้นทุนอยู่ที่ ๑๐๒ บาท เพราะฉะนั้นขั้นต่ำของเขา ๐-๖๕ บาท ของกระทรวงมหาดไทย ๖๐-๑๐๒ บาท แต่เริ่มต้น ๖๐ บาท แต่ขอขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ทุก ๒ ปี เพราะว่าจุดที่เป็น ค่ากำจัดที่คำนวณแล้วอยู่ที่ ๑๐๒ บาทจึงจะคุ้ม ตรงนี้ก็เรียนนิดหนึ่งว่าตอนนี้ใครก็ทำไม่ได้ครับ เพราะท้องถิ่นทั้งประเทศไทยควักเงินของตัวเองไปไปกำจัดขยะซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ไม่มี ค่ากำจัด ประมาณ ๑ ปี เกินจากที่เก็บได้จากประชาชน ประมาณเกือบ ๆ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่แยกขยะเรียบร้อยนะครับ ถ้าตามนโยบายออกนี่จะต้องวางถังขยะในที่สาธารณะ ๒ ใบ อย่างต่ำ อาจจะขึ้นสูงกว่านี้อีก นั่นคือสิ่งที่ท้องถิ่นควักเงินอุดหนุนของตัวเองหรือรายได้ ของตัวเองไปใช้ในการกำจัดขยะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครก็บอกว่า จะขอเก็บ ๘๐ บาท เพราะว่าจริง ๆ มัน ๑๐๒ บาท ค่ากำจัดอีกประมาณ ๑๐๐ กว่าบาท ค่ากำจัดผมคงไม่พูดมันจะยาวไป ก็เรียนเป็นข้อมูลเท่านั้นเพื่อกรุณาทราบนะครับ ผมมีแค่นี้ครับ
ผมขออนุญาตหารือนะครับ ผมเข้าใจ ว่าเวลาของรัฐบาลจะหมดแล้ว วุฒิสมาชิกจะโอนให้รัฐบาล โอนกันไม่ได้ครับ ถ้าโอนได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยอมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นขอมอบให้ผู้ประสานงาน ผู้ควบคุมเสียงที่ตกลง เรื่องนี้ให้ตกลงกันว่าจะยอมกันหรือไม่ มิเช่นนั้นรัฐบาลไม่มีสิทธิพูดแล้วครับ ผมขอเชิญต่อ ท่านเรวัตครับ
ท่านครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ
เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช ผมขอใช้สิทธิพาดพิงเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้พูดถึงขยะ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ขยะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเขตเลือกตั้งผมพอดีครับ
ท่านสายัณห์ครับ ไม่ได้กระทบส่วนตัว ท่านสายัณห์ครับ
ไม่ได้ เสียหายอะไร แต่ผมบอกว่าขยะมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมากที่สุดในประเทศไทย อยากให้รัฐมนตรีไปดูด้วยครับ
ไม่ได้เอ่ยชื่อท่านสายัณห์นะครับ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านเรวัตครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย สมาชิกรัฐสภา สำหรับคำแถลงนโยบายนั้นผมได้อ่าน ได้ศึกษา ได้พิจารณา พบว่าเป็นการเขียนแบบกว้าง ๆ และคลุมเครือมากนะครับ แล้วก็ถ้าจะอภิปราย ทั้งหมด ๑๒ ด้าน ก็คงจะมากเกินไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เลยจะขออนุญาตเลือก ข้อที่สำคัญที่สุด แล้วก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุดนะครับ ขอท่านประธานได้โปรดอ่านไปพร้อมกับผมเลยนะครับ ในข้อ ๙ การพัฒนาระบบ สาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม ในนี้เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า ในข้อ ๙.๑ พัฒนาระบบ บริการสาธารณสุข แพทย์สมัยใหม่ และแพทย์แผนไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและมีคุณภาพทัดเทียมกันทั่วทุกพื้นที่ รวมทั้งการยกระดับไปสู่ ความเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์แม่นยำ ขอย้ำครับ ในด้านการแพทย์แม่นยำ ผมไม่เข้าใจครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วนี่มีแต่แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก แพทย์แผนจีน ผมเลยไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ อาจจะผิดพลาด แต่ว่าที่น่ากังวลมาก ก็คือในประโยคต่อไปเขียนว่า ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ ด้วน ๆ ครับ ไม่มีคำว่า ถ้วนหน้านี่ครับ นี่คือสิ่งที่ผมกังวลใจ เพราะเหตุว่าประชาชนคนไทยหลายล้านคนได้รอดชีวิต จากการเจ็บป่วยด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะต้องเป็น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการนี้ได้รับการยกย่องจากนานาชาตินะครับ แพทย์หญิงมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ชื่นชมความสำเร็จของโครงการ อำมาตย์ เซน เจ้าของรางวัลโนเบลไพรซ์ (Nobel Prize) ก็กล่าวว่าบัตร ๓๐ บาท ลดการตายของแม่และเด็ก ผลงานดีกว่าประเทศร่ำรวยหลายประเทศ บัตร ๓๐ บาท ลดจำนวนครัวเรือนที่ต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วยปีละ ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เลยอยากจะได้คำมั่นสัญญาจากคณะรัฐมนตรี จากรัฐบาลนะครับว่า โครงการ หลักประกันสุขภาพต้องเป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ยูซี (UC) ในภาษาอังกฤษ หรือว่ายูนิเวิลด์ซัล คัฟเวอริจ (Universal Coverage) นั่นหมายความว่าจะต้องให้ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการทางด้าน การแพทย์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันครับ และที่สำคัญครับไม่ว่าจะอาชีพอะไร ศาสนาอะไร ฐานะยากดีมีจนอย่างไร จะต้องมีความเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการร่วมจ่าย เพราะอันนี้คือหลักการและปรัชญาของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครับ นั่นก็คือเรื่องที่อยากจะอภิปรายในคำแถลงนโยบายนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอพูดถึงคำแถลงนโยบายดังนี้นะครับ ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๖๒ ขออนุญาตท่านประธานครับว่าจะมีสไลด์ (Slide) ประกอบ คำอภิปรายด้วยเพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงมาตราไหนก็ขอได้มีสไลด์ (Slide) ขึ้นจอด้วยนะครับ ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ และต้องชี้แจง แหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย แต่ปรากฏว่าในคำแถลง นโยบายไม่มีการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายแต่อย่างใด และในมาตรา ๑๖๔ ได้บัญญัติไว้ว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ และต้องรับผิดชอบร่วมกัน ขอย้ำนะครับ ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งคณะรัฐมนตรีครับ และใน พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๗ ก็บัญญัติไว้ด้วยว่านโยบายใดที่ต้องใช้เงิน อย่างน้อยต้องมีรายการ วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ดังนั้นการแถลงนโยบายที่ไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญก็จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๒๓๔ (๑) เพราะเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ ที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรื่องจากนี้ไปก็คงจะเป็นเรื่องการดำเนินการ ทางกฎหมายต่อไปนะครับ
ผมขออนุญาตไปพูดเรื่องกัญชานิดหนึ่ง สำหรับเรื่องกัญชาส่วนตัวผมเอง ยอมรับว่ามีประโยชน์ ที่จะนำมาใช้ในทางการแพทย์ ในทางการรักษา แต่ก็อยากจะ ขอร้องว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้โปรดให้ข้อมูลกับประชาชนหรือผู้ป่วย อย่างครบถ้วนทั้งสองด้านครับ ทั้งที่เป็นคุณแล้วก็เป็นโทษ เช่นเดียวกับเวลาที่แพทย์ให้ยา รักษาโรคกับผู้ป่วย เราจะต้องบอกว่าสรรพคุณเป็นอย่างไร และในเวลาเดียวกันก็ต้องบอกด้วยว่า จะมีผลแทรกซ้อนอย่างไร มีผลเสียอย่างไรในการรักษา แล้วก็มีผลข้างเคียงอย่างไรด้วยนะครับ แล้วก็อยากจะสนับสนุนว่าในเรื่องนี้ถ้ามีการพัฒนาคุณภาพ มีการวิจัยในเรื่องของกัญชาก็จะ เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ท่านสงวน พงษ์มณี
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมเตรียมมาพูดมาก แต่ว่าผมกลับไม่ได้พูดในสิ่งที่ผมต้องการจะพูดแต่ต้น แต่ว่าเนื่องจากมีคนพูดไปบ้างแล้ว ผมจึงอยากจะพูดในสิ่งที่ผู้อื่นยังไม่ได้พูด ท่านครับ ผมเข็มขัดสั้นนะท่านประธาน ผมคาดไม่ถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. จะเข้ามานั่งฟัง การแถลงนโยบายของท่าน ซึ่งผมต้องยอมรับว่าชื่นชมครับ ท่านประธาน การตอบคำถาม และการตั้งคำถาม ณ เวทีแห่งนี้ ท่านครับ มันคือวิธีคิดและวิธีทำงานของคนที่แสดง ความเห็น ท่านครับ วันนี้ผมเห็น โดยเฉพาะรัฐมนตรีบางท่าน ผมก็เข้าใจว่าผมเพิ่งพบบุคลิก ที่ผมเห็นว่าผมเองก็น่าจะเข้าไปหาได้บ้าง เพราะท่านตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ท่านครับ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน และจะทำให้หลายคนทางบ้านโทรศัพท์มา แล้วก็สับสนว่าจริง ๆ แล้วการแถลงนโยบายครั้งนี้คือกิจกรรมอะไร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ประมาณ ๑ บรรทัดนะครับ ท่านประธาน คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลง นโยบายต่อรัฐสภา ให้ทราบถึงแนวทางบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลจะดำเนินการ เพราะฉะนั้นทั้งเล่มเป็นนโยบายซึ่งรัฐมนตรีจะนำมาบริหารราชการแผ่นดิน ให้เกิดมรรคผล เพื่อแก้ปัญหาที่ท่านมีสมมติฐาน การบริหารราชการแผ่นดินที่อยู่บนพรม คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน อันนี้มองเห็นโดยทั่วไป ทั้งคนภายในและภายนอกประเทศ แต่สิ่งที่ไม่มีคนพูดถึงก็คือ การบริหารจัดการแผ่นดิน ใต้พรม ท่านประธานครับ มีกระบวนการของบริหารจัดการประเทศตามกฎหมาย ความมั่นคงอยู่ ในส่วนนี้ผมต้องขออนุญาตตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่า ๑. เป็นอะไร มันจะทำต่อไป แล้วมันจะหยุดเมื่อไร อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูด สั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อยมาก ท่านครับ ในปี ๒๕๕๑ มีกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง เรียกว่ากฎหมายความมั่นคง แล้วกฎหมายฉบับนี้ท่านประธานครับ ครั้งแรกเขียนขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ ๓ จังหวัด และ ๔ อำเภอในภาคใต้ บทเฉพาะกาลของกฎหมายฉบับนั้น บอกชัด บอกว่าให้โอนทรัพย์สินของการบริหารจัดการก่อนมาอยู่ตรงนี้ พูดเรื่องนี้เพื่อชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ที่ท่านประกาศเป็นเขตความมั่นคงใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ผมจะไม่พูด รายละเอียดของกฎหมาย เพราะว่าละเอียดอ่อน เรื่องชายแดน เรื่องความมั่นคงนี้ผมจะ ไม่แตะในรายละเอียด แต่ผมจะพูดในหลักการ เพราะว่าต่อมาท่านออกคำสั่ง คสช. ที่ ๓ ที่ ๑๓ และสุดท้ายที่ ๕๑ ของปี ๒๕๖๐ ท่านเปลี่ยนแปลงขยายงานไปทั่วประเทศ คำถามที่ ๑ ผมถามแทนผู้ลงทุน เพราะผมอยู่จังหวัดอุตสาหกรรม ผู้ลงทุนนี้เขาตกใจตอนท่านออกคำสั่ง ยุติคำสั่งต่าง ๆ หลายฉบับ แต่ ๓ ฉบับท่านไม่ยุติ แล้วในฉบับที่ ๒ คือฉบับที่ ๑๓ ไปเปลี่ยนแปลงอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับร้อยตรีขึ้นไปทั้ง ๓ เหล่าทัพมีอำนาจ ตามกฎหมาย ๒๖ ข้อ ๒๖ พระราชบัญญัติครับ พื้นที่มันสัมผัสกับสิ่งนี้ พอท่านประกาศ ไม่ยกเลิก ๓ ฉบับนั้น แล้วยังคง รมน. จังหวัด อยู่ในจังหวัด ผู้ลงทุนเริ่มตกใจว่ามาตรการส่งเสริมที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านได้ทำไว้เขาจะลงทุน อยู่แล้ว แต่ของแถมในเขตนั้นคือความมั่นคง ผมอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลองคิดว่าของแถมอย่างนี้คนลงทุนเขาก็กลัว อันนี้เป็นประเด็นหลัก อันนี้คือหลักการที่ผม ถามท่านว่า ท่านขยายเอากฎหมายนี้ไปครอบคลุมทั่วประเทศ คำถามก็คือว่าวันนี้ สถานการณ์ความมั่นคงแบบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มันเต็มประเทศแล้วหรือ คำสั่งที่ ๕๑ สุดท้ายนี่ มันกลายเป็นไปเปลี่ยนแปลงแก้พระราชบัญญัติฉบับนั้น เหตุผลเดิมตัดทิ้งไป ท่านไปดูในราชกิจจานุเบกษา เป็นเรื่องว่าเป็นกฎหมายเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แม้ท่านจะเปลี่ยน เรียนว่ารองนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ถึงเป็นทหาร รอง รมน. จังหวัด ท่านครับ โดยคำสั่งของกฎหมายฉบับนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นตรงต่อแม่ทัพภาค แม่ทัพภาคขึ้นตรงต่อ แม่ทัพบก มีเสนาธิการทหารบกเป็นเลขานุการขึ้นต่อนายกรัฐมนตรี ท่านสามารถ ส่งการบริหารจัดการเหล่านี้ถึงชุมชนได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการบนพรม ที่ผมพูดกับ ท่าน เพราะว่าไม่มีใครพูดถึง ผมถามท่านว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ เพราะว่า มาตรการที่ไปสู่ทุกจังหวัดได้เพราะมีคำว่า แม่ทัพภาคในฐานะ รมน. ภาค กับ มท. ๑ ในฐานะรองผู้อำนวยการ เมื่อเห็นว่าจะนำกฎหมายฉบับนี้ไปใช้ในจังหวัดไหนก็ได้ คำว่า ก็ได้ นักกฎหมายรู้ว่ามันเป็นเฉพาะไม่ใช่ทั่วไป ท่านใช้ทุกจังหวัดผมถามว่าคนที่เขาจะมา ลงทุน แล้วบอกว่ากฎหมายนี้ใช้กับภาคใต้ แล้วใช้ทั่วประเทศสถานการณ์มันเหมือนกันไหม อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะถาม ท่านครับ เวลาผมมีน้อยมากเหลือไม่กี่วินาที ท่านครับ ผมเรียนท่านว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคง ของชาติทั้งหมด เรื่องนี้สำคัญมากท่านประธาน ผมขออีกสักหนึ่งประโยค ผมขออนุญาต อีกหนึ่งประโยคท่านประธานครับ วันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมยังไม่อยากพูดเรื่องนี้ ผมอยากจะพูดเรื่องนี้โดยอาศัยการให้ผู้นำฝ่ายค้านนี้เสนอต่อรัฐสภาแล้วพูดเรื่องปัญหา เหล่านี้เป็นความลับปิดห้องประชุมพูดกันเลย เรื่องนี้สำคัญมาก เรื่องชายแดน เรื่องความมั่นคง ผมฝากท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี ตรงนั้นชาติต้องการให้เราไปพบกันที่นั่น ผมพบกันใหม่วันที่ชาติต้องการครับ
ขออนุญาตครับ เพื่อความเข้าใจนะครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีมีเวลาของรัฐบาล อยู่ ๑๑ นาที
ทราบครับ ขออนุญาตพูด ๑ นาทีครับ ที่กล่าวมาเมื่อกล่าวสักครู่ การใช้กฎหมาย กอ.รมน. เขาเรียกว่า กฎหมายความมั่นคง ก่อนจะใช้จะต้องมีการประกาศ มีการขออนุมัติ ครม. เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่ไปประกาศทั่วไป อย่างที่ภาคใต้ก็ต้องเอาเข้ามา มันมี พ.ร.บ. ความมั่นคง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก มี ๓ ระดับตามความรุนแรงของ สถานการณ์เท่านั้นเอง ขอบคุณครับ
เหลืออีก ๑๐ นาที ต่อไปนะครับ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ วันนี้ผมเองก็ได้ถือโอกาสมาอภิปรายเกี่ยวกับ คำแถลงนโยบายของรัฐบาล วันนี้ผมจะอภิปรายในหน้าที่ ๑๖ ข้อ ๖ การพัฒนาพื้นที่ เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ในข้อ ๖.๑.๒ ส่งเสริมพัฒนาพื้นที่ระเบียง เศรษฐกิจภาคใต้และการพัฒนาชายจังหวัดแดนภาคใต้ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมเองเกิดจากครอบครัวในชนบทจังหวัดสงขลา ท่านรู้ไหมครับผมเรียนที่โรงเรียน สะบ้าย้อยวิทยา ม. ต้น ปี ๒๕๓๐ ครูสอนวิชาสังคมบอกว่า จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัด ที่มีเศรษฐกิจโตอันดับ ๒ ของประเทศ จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดที่จ่ายภาษีอันดับ ๒ รองจาก กรุงเทพฯ ๓๐ กว่าปีผ่านไป ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ตัวชี้วัดของภาคใต้จังหวัดสงขลา ถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เป็นศูนย์กลางภาคใต้ เป็นเมืองหลวง ภาคใต้ เป็นศูนย์กลางการศึกษา และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว แต่วันนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ ๓๐ ปีผ่านไปจังหวัดสงขลาของผมซบเซาทุก ๆ ด้านที่ผม กล่าวมา ดังนั้นรัฐบาลได้กำหนดนโยบาย เอสอีซี เซาท์เทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (SEC : Southern Economic Corridor) ผมก็อยากจะถามรัฐบาลว่าแนวทางที่จะไปสร้าง เอสอีซี (SEC) ที่ภาคใต้ของผมท่านจะดำเนินการอย่างไร เพราะว่า อีอีซี (EEC) ที่ภาคตะวันออกลงทุนในเรื่องของอุตสาหกรรม ผมไม่อยากเห็นภาคใต้ของผมโดนในเรื่อง ของอุตสาหกรรม ท่านประธานรู้ไหมครับว่า อดีตที่ผมจำได้ก็คือ เซาท์เทิร์น ซีบอร์ด (Southern Seaboard) กับอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แต่วันนี้อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ภาคตะวันออกไปไกลแล้วครับ เซาท์เทิร์น ซีบอร์ด (Southern Seaboard) บ้านผมล้มเหลวทุก ๆ ด้าน ผมกลัวว่า เอสอีซี (SEC) จะล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา ก็เลยอยากถามรัฐบาลว่าท่านมีแนวทางดำเนินการอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้ามาในที่นี้แล้วจะไม่พูดเรื่องของยางพาราก็ถือว่าผิดวิสัย เมื่อวานนี้ผมได้ฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้ความรู้ผมในเรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่ผมจะนำเรียนท่านว่า เศรษฐกิจระดับรากหญ้า จุลภาคที่ผมสัมผัสมาแตกต่างมากที่ท่าน อธิบายผม วันนี้ในตลาดสดทุก ๆ ที่โดยเฉพาะอำเภอนาทวี สะบ้าย้อย ผมลงไปทุกวันอาทิตย์ พ่อค้าแม่ค้าปิดร้านกันเกือบครึ่งหนึ่งครับ ตลาดหาดใหญ่ ตลาดกิมหยง จังโหลน ด่านนอก ที่เคยรุ่งเรืองทยอยปิดครับ นี่คือดัชนีตัวชี้วัดชัดเจนครับ ธนาคารพาณิชย์ในหลายพื้นที่ ทยอยปิดครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ราคายางพาราที่ผมอภิปราย ๒-๓ รอบ แต่วันนี้โชคดี พวกผม โดยเฉพาะท่าน ส.ว. เป็นความหวังของคนไทย ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน เป็นความหวังของคนไทย ท่านคณะรัฐมนตรี ทั้ง ๓๕ คน ก็เป็นความหวังของคนไทยครับ รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและท่านประธานสภาด้วย วันนี้ในสภาแห่งนี้ ผมมั่นใจว่าพี่น้องเกษตรกรอยากฟังจากรัฐบาล เรื่องการแก้ไขปัญหา สินค้าเกษตร ท่านรู้หรือไม่ครับวันนี้พี่น้องเกษตรกรฝากผมว่า ท่าน ส.ส. เข้าไปในสภา ช่วยไปถามรัฐบาลหน่อย จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องยางพาราอย่างไร เป็นสิ่งที่ผมหนักใจ เพราะผมเป็นคนเลือก พลเอก ประยุทธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็เป็น พรรคร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่ผมจะนำเรียนวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเดือดร้อนของ พี่น้องภาคใต้ ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศเป็นสิ่งที่สาหัสที่สุด ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้เกษตรกรชาวสวนยางอยู่ไม่ได้ครับ ผมขออธิบายอีกรอบเพื่อเข้าใจ ตรงกัน น้ำยางสด ๑ กิโลกรัม ทำเป็นยางแห้ง ท่านเข้าใจว่าน้ำยางกิโลกรัม ๕๐ บาท ไม่ใช่นะครับ ต้องไปทำ ทีอาร์ซี (TRC) หรือว่ายางแห้ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้ ๑ กิโลกรัม ๑๕ บาท แบ่งลูกกุลี เถ้าแก่ ๑ กิโลกรัมจะได้คนละ ๗.๕๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดวันนี้ผมเคยทำหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๓ ปีที่แล้วที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจราชการวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่จังหวัดสงขลา ผมมีโอกาสได้ไปยื่นหนังสือ ๖ คำถาม เมื่อ ๒ อาทิตย์ ที่แล้ว ผมก็ถามคำถาม ๖ คำถาม ถามว่าทำไมต้องถาม ๖ คำถามครับ เพราะถ้าเกิดรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องของยางพาราไม่เข้าใจ ๖ ข้อนี้ ผมคิดว่าท่านไม่สามารถจะแก้ปัญหา ได้ครับ ผมก็เลยขออนุญาตเรียนคำถามอีกรอบ นี่คือเป็นคำถามของพี่น้องชาวสวนยาง ที่ถามนายกรัฐมนตรี ท่านอาจจะเคยได้ยินจากสื่อ แต่วันนี้ผมขอถามท่านนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่งครับ ๑. ท่านนายกรัฐมนตรีรู้จัก ๕ เสือการยางหรือไม่ ๒. ท่านนายกรัฐมนตรี รับรู้หรือไม่ว่าชาวสวนยางเดือดร้อนแสนสาหัส และไม่สามารถอยู่ได้ในขณะนี้ ๓. ท่านนายกรัฐมนตรีพอใจการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องยางพาราหรือไม่ กยท. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๔. ท่านนายกรัฐมนตรี มีแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบในระยะยาวหรือไม่ ๕. ท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่า ราคายางที่เป็นธรรมและเหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบันราคากิโลกรัมละเท่าไร ข้อสุดท้าย ท่านนายกรัฐมนตรี รัก เมตตา สงสาร และเข้าใจชาวสวนยางบ้างหรือไม่ เป็น ๖ คำถาม ที่มาจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง วันนี้เองนะครับ ผมถือว่าในการทำหน้าที่ ส.ส. ผมได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ที่สุดในการนำปัญหาในพื้นที่มาอธิบาย มาสอบถามฝ่ายบริหาร เพื่อจะไปแก้ไขปัญหา ดังนั้นทีมงานที่สนับสนุนในเรื่องของยางพาราทั้งหมด ผมเองในช่วง เลือกตั้งได้รับมอบหมายจากพรรคภูมิใจไทยเป็นกรรมการยุทธศาสตร์เรื่องยางไปอธิบาย กับชาวบ้าน ดังนั้นวันนี้สิ่งที่พวกผมต้องเข้ามาผลักดันร่วมกับรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยเอง เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลต้องมาร่วมมือกัน สิ่งที่ผมนำเรียนทั้งหมดไม่ใช่จะเป็นการทำลาย ทางการเมือง ดิสเครดิต (Discredit) ทางการเมือง แต่สิ่งที่ทำทั้งหมดจะเกิดประโยชน์ให้กับ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนั้นก็ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนยาง เหมือนที่พวกเราได้ตั้งใจไว้ทั้งหมดนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านนายกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตพูดนะครับ เพราะเวลาเหลือน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมจะใช้เวลาที่เหลือสักครู่เดียว ทั้งหมดทั้ง ๖ ข้อ ผมตอบเลย ผมรักท่าน ผ่านท่านประธาน แล้วทั้งหมด ๖ ข้อนี้ผมก็จะแก้ไขให้ได้ วันนี้รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ตอนนี้ก็พยายามจะดึงมาตั้งแต่ ๓๐ ๔๐ ๔๕ ๔๖ ๔๗ ๔๘ ทุกวันผมนั่งดูทุกวัน ที่เปิด โทรศัพท์ วันนี้ราคายางเท่าไร ปาล์มเท่าไร อ้อยเท่าไร ผมดูทุกวัน สถานการณ์อ้อย ปาล์ม ยาง อยู่ในนี้ผมฝันเป็นแบบนี้ทุกวันอยู่แล้วขณะนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องมาคุยกันอีกทีว่า รายละเอียดต้องทำอย่างไร ปริมาณจะทำอย่างไร เข้าใจไหม การปลูกในพื้นที่ที่มันไม่ถูกต้อง จะลดลงได้บ้างไหม อันนี้ต้องหารือร่วมกัน ไม่อยากจะไปทำร้ายพวกเราอยู่แล้ว จะแก้ให้ได้ รัฐมนตรีใหม่ก็จะพยายามดำเนินการให้มันต่อเนื่อง ไม่ต้องห่วงครับ
เหลือ ๙ นาทีครึ่งครับ เชิญ ท่านมณเฑียรครับ เดี๋ยวนะครับท่านมณเฑียรมีผู้จะหารือ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอกราบรบกวนท่านประธานกรุณาขานตัวเลขของวุฒิสมาชิก ที่เหลืออยู่เพื่อทราบเบื้องต้นก่อนครับผม
เดี๋ยวท่านมณเฑียร จากนั้นก็เป็น ท่านชยุติ พลตำรวจโท ศานิตย์ หม่อมหลวงปนัดดา นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล นายวันชัย สอนศิริ อันนี้เป็นตัวเลขหลังสุดนะครับ ไม่แน่ใจว่าจะเสนอเข้ามาอีกหรือไม่
แล้วเวลาครับ ท่านประธาน เวลาของวุฒิสภา
เวลาของวุฒิสมาชิกยังเหลืออยู่ครับ โอนกันไม่ได้ครับ ถ้าโอนนี่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่อย่างนั้น ประธานจะถูกตำหนิ ท่านก็ยังมีเวลาอยู่ ๑ ชั่วโมง ๓๙ นาที
ท่านประธาน ที่เคารพด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของท่านประธาน กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่า เมื่อสัก ๑ ชั่วโมงที่ผ่านมานั้นวิป (Whip) ๓ ฝ่าย โดยมีกระผมร่วมอยู่ด้วย ผมเป็นตัวแทนวุฒิสภา ไปประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ได้ข้อยุติว่าทางวุฒิสภานั้นยินดีที่จะเจียดเวลาเพื่อให้รัฐบาล สามารถที่จะชี้แจงตอบคำถามที่ท่านสมาชิกที่ต้องการคำตอบ แล้วเพื่อประชาชนที่อยู่ ทางบ้านก็จะได้รับฟังอย่างทันท่วงที ดังนั้นเรา หมายถึงทั้ง ๓ ฝ่ายได้ตกลงกันแล้วว่ายินดีให้ วุฒิสภาสามารถที่จะโอนส่วนหนึ่งไปให้ทางรัฐบาลได้ ในการนี้กระผมใคร่ที่จะขออนุญาต ท่านประธานที่เคารพ ขอโอนเวลาไปให้ทางรัฐบาลได้ชี้แจงเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งประเทศในเวลา ๑ ชั่วโมงครับผม
ขอบคุณครับ เชิญครับท่านวิรัช
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมเองต้องขอขอบพระคุณ ที่ท่านวุฒิสมาชิกได้โอนช่วยทางรัฐบาล ผมไม่ขัดข้องครับ ท่านประธานครับ
ทางตัวแทนฝ่ายค้านละครับ ท่านสมพงษ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ท่านประธานวุฒิสมาชิกได้กรุณาชี้แจง แล้วก็โอนสิทธิ ในการอภิปรายให้กับฝ่ายรัฐบาลซึ่งหมดไปแล้ว หมายถึงเวลา แล้วก็ท่านวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลเห็นด้วย ๑ ชั่วโมงที่โอนให้ฝ่ายรัฐบาล ผมไม่ขัดข้องครับ
ขอบคุณครับ ท่านมีเวลาเพิ่มขึ้น ๑ ชั่วโมงกับ ๙ นาทีครึ่งครับ ต้องประหยัดนะครับ เพราะว่ายังมีผู้อภิปรายอีกหลายท่าน เอาไว้ตอบตอนท้ายด้วยครับ เชิญท่านมณเฑียรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เนื่องจากผมมีเวลาน้อยนะครับ ผมก็เลยคิดว่าจะเสนอเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องเฉพาะเลยนะครับ เนื่องจากผมเป็น สมาชิกวุฒิสภาคนเดียวที่เป็นคนพิการ ก็เลยต้องเริ่มที่เรื่องคนพิการก่อนนะครับ จะเห็นได้ว่า นโยบายของรัฐบาลมีคำว่า คนพิการ อยู่ ๒ จุด ก็คือในข้อ ๗.๓ ของนโยบายหลัก ซึ่งถือว่า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของวิสาหกิจในสังคม คนพิการเป็นเพียงผลพลอยได้ในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ท่านจะชูประเด็นการจ้างงานคนพิการที่จะเป็นเรื่องของ การใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหลัก น่ายินดีครับ
ประการที่ ๒ ท่านพูดถึงคนพิการไว้ในนโยบายเร่งด่วนนะครับ ข้อ ๒ พูดถึง เรื่องของการปรับปรุงสวัสดิการสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งท่านก็รวมถึงเบี้ยคนพิการด้วย แม้ว่าผมจะเห็นว่าการกล่าวถึงคนพิการใน ๒ จุดนี้อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจอย่างเต็มที่เท่าไร เพราะว่าอาจจะอยู่ในระดับที่เป็นการช่วยเหลือสงเคราะห์ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเข้าใจดีว่าการพัฒนากระแสหลักหรือการพัฒนาในทุกมิติ ท่านจะไม่ทิ้งใคร รวมถึงคนพิการไว้ข้างหลังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ จะยึดมั่นในทุกนโยบายนะครับว่า คนพิการจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนโยบาย ทุกข้อของรัฐบาลโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผมอยากจะเรียนเป็น ข้อเสนอเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประการที่ ๑ ในเรื่องของการสร้างความชัดเจนให้กับ พ.ร.บ. วิสาหกิจ เพื่อสังคม เพราะเหตุว่าขณะนี้กองทุนวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นยังไม่เกิด ถึงเกิดก็ยังไม่มีเงิน เพราะว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดให้รัฐจ่ายเงินเข้าไปในกองทุน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่า เพื่อให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลขึ้นก็ควรจะได้มีการหารือเพื่อจะได้สร้างมาตรการให้มีกองทุน เพื่อสนับสนุนการทำภารกิจตามนั้น ส่วนเรื่องเบี้ยความพิการนั้นผมได้ยินเพื่อนสมาชิก หลายท่านเสนอเรื่องของการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้เป็น ๑,๐๐๐ บาทเท่ากัน คนพิการได้รับ ความกรุณาจากรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องการเพิ่มเบี้ยความพิการ จาก ๕๐๐ บาท เป็น ๘๐๐ บาท ถ้ารัฐบาลจะได้กรุณาเพิ่มเบี้ยความพิการให้กับพี่น้อง คนพิการทุกคนเป็น ๑,๐๐๐ บาท ผมเชื่อว่าจะเป็นการเสริมพลัง จะเป็นการเพิ่มอำนาจ ในการเป็นพลังซื้อของคนพิการต่อไปครับ
เสนอให้มีการปรับปรุงมาตรฐานของบริการสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นการต่อยอด เพราะเหตุว่านโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นได้ให้โอกาสคนพิการสามารถเลือกใช้บริการ หลักประกันสุขภาพ หรือบริการประกันตนตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม แต่ก็ทราบนะครับว่า มันมีการเหลื่อมกันอยู่ระหว่าง ๓ กองทุนว่าด้วยเรื่องของสุขภาพ เพราะฉะนั้นผมก็คาดหวัง ว่ารัฐบาลจะได้หาโอกาสปรับปรุงบริการด้านสุขภาพระหว่าง ๓ กองทุนให้มีความทัดเทียม หรืออย่างน้อยบูรณาการประโยชน์เข้าด้วยกันครับ
ข้อเสนอต่อไป เป็นการเสนอเพื่อให้มีการสร้างความชัดเจนในเรื่องของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครับ เพราะเหตุว่าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไม่มีคำว่า คนพิการ นะครับ ทางกฤษฎีกาได้พยายามตอบปัญหาที่ผมได้เรียนถาม ไปตลอดว่าคำว่าผู้ด้อยโอกาสนั้นหมายรวมถึงคนพิการหรือไม่ เพราะว่าในอดีตทางกฎหมายนั้น คำว่า ผู้ด้อยโอกาส กับคำว่า คนพิการ นั้นแตกต่างกันโดยชัดแจ้ง ทางกฤษฎีกาได้กรุณาตอบ ว่าหมายรวมถึงคนพิการ ก็หวังว่าคนพิการจะได้รับประโยชน์ในข้อนี้ด้วยครับ
เสนอให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ เพื่อทำสิทธิคนพิการให้เป็นจริงและให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ยุทธศาสตร์อินชอน (Incheon) หรือแม้กระทั่ง อาเซียน เอเนบลิง มาสเตอร์แพลน (ASEAN Enabling master plan) ซึ่งประเทศไทยมีส่วน ในการนำเสนอด้วย ทั้งนี้ประเด็นที่เป็นข้อปัญหาอยู่ก็คือเรื่องของข้อจำกัดและความล้าหลัง ในการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงทำให้เงินไหลเข้ากองทุน ง่ายแต่ไหลออกยาก
ประการสุดท้ายก็คือเรื่องของการเสนอเพื่อให้มีการนำเอานโยบายเรื่องของ ยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) รัฐบาลชุดนี้ได้พูดถึงยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) หรือการออกแบบที่เป็นสากล เป็นมิตร เป็นธรรมไว้ในข้อ ๕.๖.๒ ว่าด้วยเรื่องของ คมนาคม อย่างไรก็ตามครับ ยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) นั้นควรจะได้รับ การพิจารณาในทุกแง่มุมของโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ ขนส่งสาธารณะ หรือแม้กระทั่งดิจิทัลครับ มีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว และปรากฏ เรื่องของยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) ไว้อยู่แล้ว ก็หวังว่ารัฐบาลจะได้นำเอา หลักการยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) หรือการออกแบบเพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุข ร่วมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไปใช้ในทุกกรณี ผมฝากกฎหมาย ๒ ฉบับนะครับ เวลาผม หมดแล้ว กฎหมายที่อยากจะเรียนรัฐบาลว่าช่วยกรุณาเร่งรัดด้วย ก็คือพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อตอบโจทย์ข้อที่ ๑๑.๖ การปฏิรูปการจัดการ บริหารภาครัฐ ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการทำบริการสาธารณะและตรวจสอบ การทำงานของรัฐ
และท้ายที่สุดก็คือพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เพื่อเป็นการ ลดความเหลื่อมล้ำโดยถาวรโดยใช้บทบัญญัติทางกฎหมาย บทบัญญัตินี้อยู่ในรัฐธรรมนูญครับ แต่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดกล้าออกกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติครับ หวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะออก กฎหมายเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อประชาชน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ
กราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกรับไว้ทุกเรื่องนะครับ รัฐบาลใหม่นี้ จะพิจารณาทุกเรื่องนะครับ หลายกระทรวงด้วยกันที่เกี่ยวข้องนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีอีกประมาณเกือบ ๓๐ ท่านนะครับ ผมขออนุญาต ๓ ท่านแรกในช่วงนี้นะครับ คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา คุณสมคิด เชื้อคง นายนิยม เวชกามา ขอเชิญท่านปดิพัทธ์ครับ
ขออนุญาตครับ เรียนท่านประธานครับ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะวิป (Whip) ร่วมฝ่ายค้าน พอดีเราได้มีการสับเปลี่ยนจาก นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ
อนุญาตครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อวานนี้ได้มีการแถลงนโยบายของรัฐบาล เราได้อ่านกันแล้วล่วงหน้าประมาณ ๒-๓ วันนะคะ แต่เราพบว่าคำแถลงนโยบายที่ดีควรจะมีลักษณะที่เหมือนกับเป็น จีพีเอส (GPS) จีพีเอส (GPS) จริง ๆ ก็ย่อมาจาก กัฟเวอร์แนนซ์ โพลิซี สเทตเมนต์ (Governance Policy Statement) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ทำไมเราถึงต้องมี จีพีเอส (GPS) คะ เพราะว่า จีพีเอส (GPS) จะเป็นตัวที่จะบอกว่าเป้าหมายที่เราอยากจะเดินทางไปถึงนั้น อยู่ที่ไหน แล้วเราจะเลือกเดินเส้นทางไหนให้ไปถึงเป้าหมายนั้น เราจะเลือกเดินไปทางนั้น ด้วยวิธีการใด และเราจะถึงเป้าหมายนั้นเมื่อไร อย่างไรก็ตามคำแถลงนโยบายที่เราได้อ่านกัน เรายังไม่เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนนะคะ ยังไม่เห็นว่าจะต้องเดินเส้นทางไหนเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น แล้วก็ไม่ได้บอกวิธีการว่าจะทำด้วยวิธีการใด และไม่ได้มีกรอบเวลาว่าจะถึงเป้าหมายเมื่อไร ดิฉันต้องรอพรีเซนเทชัน (Presentation) ของดิฉันอยู่นะคะ ถ้าเจ้าหน้าที่โสตทัศนูปกรณ์ จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วยได้ ขอบคุณมากค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอหน้าต่อไปค่ะ หน้าต่อไปค่ะ ถ้าเราลองมาตรวจการบ้านนะคะ ดิฉันได้ไปทำการทบทวน การแถลงนโยบายในประเทศอื่น ๆ ก็พบว่าในมาตรฐานที่เป็นมาตรฐานสากลนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการแถลงเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ของบารัค ฮูเซน โอบามา ในสมัยแรกนะคะ การแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีประเทศสวีเดน สเตฟัน เลอเวน หรือว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศเบลเยียมก็คือท่านชาร์ล มิเชล เราก็พบว่าทุก ๆ ครั้งก็จะมี การพูดถึงรายละเอียดของแต่ละนโยบาย มีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนแล้วก็มี การกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจนว่า ในแต่ละนโยบายนั้นจะมีการถึงเป้าหมาย แล้วก็ ดีลิเวอร์ (Deliver) ได้อย่างไร แล้วถ้าเป็นรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลต่อเนื่องก็จะมีการกล่าวถึง ผลงานในอดีต และรายงานความคืบหน้าของนโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น นายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดนมีเป้าหมายว่าจะลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สิ่งที่ เขาได้สัญญากับประชาชนก็คือว่า จะยกเว้นเงินสมทบประกันสังคมเป็นเวลา ๒ ปี สำหรับ หนุ่มสาวที่เพิ่งจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และยกเว้นการเก็บเงินสมทบประกันสังคมให้กับ ผู้ที่มาตั้งรกรากใหม่ ส่วนทางนายกรัฐมนตรีของประเทศเบลเยียมได้สัญญากับประชาชนว่า จะสร้างงาน ๑.๔ แสนตำแหน่งในเวลา ๒ ปี โดยวิธีการก็คือว่าจะดึงเอาบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างบริษัท อาวดี้ ให้เข้ามาตั้งโรงงาน
สิ่งที่ดิฉันประทับใจก็คือการแถลงเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ของบารัก ฮูเซน โอบามา ค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ของบารัก ฮูเซน โอบามา ได้มีการตั้งกรอบเวลาที่ชัดเจนมากนะคะ ช่วงนั้นเป็นช่วงปี ๒๕๕๒ ก็คือเป็นช่วงที่เกิดวิกฤต เศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hemberger) พอดี บารัก ฮูเซน โอบามา เข้ามาแล้วก็สัญญาชัดเจน ว่าจะออกกฎหมายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เสร็จภายใน ๑ เดือน มีการตั้งกรอบเวลาด้วยว่า จะเพิ่มพลังงานสะอาดให้ได้เท่าตัวภายใน ๓ ปี ในส่วนของเป้าหมายก็มีตัวชี้วัดอย่าง ชัดเจนว่าจะสร้างงานให้ได้ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ตำแหน่งงาน จะลดค่าใช้จ่าย ของภาครัฐโดยการปรับปรุงตัวอาคารภาครัฐให้สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐให้ได้ ๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปีนะคะ แต่คำแถลงนโยบายของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่เราได้ยินเมื่อวานนี้ ตัวเป้าหมายอย่างเดียวที่จับต้องได้จากคำแถลงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วภายในศตวรรษที่ ๒๑ นั่นก็คือกรอบเวลาประมาณ ๘๐ ปีนะคะ ระยะเวลา ในการแถลงก็เช่นเดียวกัน บารัก ฮูเซน โอบามา ใช้เวลาในการให้สปีช (Speech) ของเฟิสต์ วีค แอดเดรส (First week address) ใช้เวลาประมาณ ๕ นาทีนะคะ แต่ว่า สามารถที่จะบอกในเรื่องของรายละเอียดของนโยบาย กรอบเวลา แล้วก็เป้าหมายที่เป็น ตัวเลขชี้วัดชัดเจน แต่ว่าของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ใช้เวลาไปประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันแค่อยากจะให้ข้อเสนอแนะว่า คำแถลง นโยบายนี้ควรจะเป็นสัญญาประชาคมที่ท่านทำไว้กับประชาชน ให้ประชาชนสามารถที่จะ ตรวจสอบการทำงานของท่านได้ เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้องมาแถลงผลงานนโยบายเมื่อครบ ๑ ปี ประชาชนก็จะสามารถฉลองความสำเร็จของท่านได้ว่าท่านสามารถที่จะทำได้ตามที่ ท่านสัญญาไว้หรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งที่หลาย ๆ ท่านได้พูดไปแล้ว ดิฉันจะไม่ใช้เวลามากนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ก็คือว่าสัญญาประชาคมที่พวกท่านได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ กับประชาชนก่อนเลือกตั้งก็ไม่ควรที่จะถอนคำพูด หรือว่าตระบัดสัตย์นะคะ เพราะว่า การเลือกตั้งมันคือตลาดของนโยบาย ประชาชนเข้าคูหาเพื่อไปเลือกนโยบายที่ชอบนะคะ การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถที่จะดีลิเวอร์ (Deliver) นโยบายที่ได้สัญญาไว้ก็จะเป็น เรื่องที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ แล้วก็มีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้นนะคะ เพื่อให้ก้าวข้ามการเลือกตัวบุคคลหรือว่าเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบ อุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอย้ำว่าการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนจะทำให้ ประชาธิปไตยของเราเข้มแข็งขึ้น
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ เรื่องต่อไปที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของนโยบาย เศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาปากท้องนะคะ จริง ๆ แล้วมีการพูดถึงอยู่ในตัวคำแถลงนโยบาย ในหลายจุดด้วยกันว่าปัญหาปากท้องของประชาชนนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วนมีอยู่ในเรื่อง ของความท้าทายที่อยู่ในช่วงของคำปรารภ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ แต่ว่าเราจะต้อง ยอมรับความจริงก่อนว่าเราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่เราจะทำ แต่ว่าเราจะทำโดยที่เราไม่มีเป้าหมายไม่ได้ สรุปแล้ว เป้าหมายของเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องนั้นควรจะเป็นอะไร ดิฉันขอยกตัวอย่าง ตัวเลขให้ดูว่า ๕ ปีที่ผ่านมาช่วงปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ จีดีพี (GDP) เราโต โตดี อย่างที่เมื่อวันก่อน นั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจได้แถลงนโยบายเศรษฐกิจให้เราได้ฟัง เราก็พบว่า ท่านทำได้ดีในเรื่องของการกระตุ้นให้ จีดีพี (GDP) เติบโต ๕ ปีที่ผ่านมา จีดีพี (GDP) โตขึ้นทั้งหมด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รวม ๕ ปีนะคะ แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหาปากท้องที่สำคัญที่สุด ก็คือรายได้หรือว่าเงินในกระเป๋าของประชาชนนั้นกลับไม่ค่อยโตเท่ากับ จีดีพี (GDP) ถ้าเราดู รายได้ของแรงงานเราจะพบว่าค่าจ้าง หรือว่าเงินเดือนของแรงงานนั้นโตเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยก็คือโตเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองต่อปี เฉลี่ยคร่าว ๆ รายได้เกษตรกรเราไม่ต้องพูดกันบ่อยแล้ว แต่ว่าตัวเลขจะทำให้เราเห็นภาพชัด มากขึ้น รายได้เกษตรกรในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาลดลงค่ะ ลดลงทั้งสิ้น ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ได้มีสมาชิกบางท่านพูดเรื่องนี้ไปแล้วด้วยเช่นกันว่าสิ่งที่จะสะท้อน ตัวเงินในกระเป๋าของประชาชนได้ดีที่สุดอีกตัวหนึ่ง ก็คือรายได้ครัวเรือน รายได้ครัวเรือนนั้น ลดลงใน ๓๗ จังหวัด จาก ๗๗ จังหวัดด้วยกัน ก็ไม่น่าแปลกใจค่ะว่าเมื่อคนยังจะต้องกินต้อง ใช้เหมือนเดิม แต่ว่ารายได้มันไม่ค่อยเพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ ก็จำเป็นที่ จะต้องกู้หนี้ยืมสิน อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องว่าเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด แต่ว่า เมื่อไรที่เงินในกระเป๋านั้นไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ ก็ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน ทำให้หนี้ ครัวเรือนของประเทศไทยโตในรอบ ๕ ปีนี้สูงขึ้นประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ได้มีสมาชิกบางท่านอภิปรายไปแล้วว่าหนี้ครัวเรือนนั้นก็โตมาทุกยุคทุกสมัย แต่นั่นไม่ใช่ เหตุผลที่เราจะละเลยปัญหานี้ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน แต่มันเป็นเรื่องความทุกข์ร้อน เรื่องของการที่จะดำรงอยู่ครองชีพได้อย่างมีคุณภาพชีวิตค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ท่านจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็ขอให้ท่านเลือกตัวชี้วัดที่ถูกต้องว่า เราจะกระตุ้นไปที่ไหน ไปที่ใคร และให้ใครได้ประโยชน์
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ก่อนที่จะไปถึงตัวนโยบายการคลังนะคะ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ได้กล่าวเหมือนกับเป็น มินิ (Mini) แถลงนโยบาย ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจที่มาที่ไปเหตุผลเบื้องหลัง มีคำ แอกยูส (Accuse) ต่าง ๆ ว่าทำไมการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจนั้นยังไม่เกิดขึ้นนะคะ ดิฉันก็รู้สึกเสียดายโอกาสแล้วก็เวลาที่ผ่านไป ๕ ปีด้วยเช่นกันนะคะ เมื่อรัฐบาลของท่านนั้น ได้มีอำนาจเต็ม มีทั้ง ม. ๔๔ ด้วย และยังไม่มีฝ่ายค้านด้วย ก็น่าเสียดายโอกาสที่จะได้ผลักดัน วาระที่จำเป็น แล้วก็ให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการลด ทลายทุนผูกขาด จริงอยู่ว่ามีการออกพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าใน พ.ศ. ๒๕๖๐ ออกมานะคะ แต่ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นก็ยังมีข้อบกพร่องในหลายเรื่องนะคะ ยังไม่สามารถให้ประชาชนนั้นสามารถรวมตัวกันเป็นผู้ฟ้องได้ และยังมีการมีปัญหา ในเรื่องของการนิยามว่าบริษัทไหนจะเป็นบริษัทที่ผูกขาดหรือไม่ในเรื่องของการปฏิรูปภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เราก็ได้เห็นว่าท่านได้มีความพยายามที่จะออกพระราชบัญญัติเพื่อที่จะออกตัวภาษีมรดก และภาษีที่ดินออกมา ซึ่งโดยชื่อแล้วภาษีทั้ง ๒ ตัวนี้นั้นจะเป็นตัวที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องของการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงเราก็เห็นว่าภาษีที่ดินและภาษีมรดกกลับไม่ได้เป็นตัวที่จะช่วยลด ความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง เหตุผลก็เพราะว่าอัตราที่จัดเก็บนั้นอาจจะต่ำเกินไปสำหรับ กรณีของภาษีที่ดิน ส่วนของภาษีมรดกนั้นรายได้ที่จัดเก็บได้จริงนั้นต่ำมาก ประมาณ ๓-๔ ปี ที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บได้เพียงแค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ทำให้เกิดความกังวลใจว่า จริง ๆ แล้วมันเพียงพอสำหรับที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ก็ต้องขอให้ มีการทบทวน แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถที่จะใช้ภาษี ๒ ตัวนี้ทำไป เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำได้ เมื่อวานนี้ท่านได้พูดถึงกรณีของว่าตลาดทุนของเรานั้น ได้มีการเจริญเติบโตเป็นอย่างดี จริง ๆ แล้วดิฉันก็ได้โชว์การเติบโตของกำไรของบริษัทที่เป็น บริษัทที่ลิสต์ (List) ในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วว่ามีการเติบโตของกำไรถึง ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็จริงตามที่ท่านบอก ตลาดทุนของเรานั้นมีมูลค่ามาร์เก็ต แคป (Market cap) สูงเป็นอันดับ ๒ ของภูมิภาค เป็นเซฟ ฮาเวน (Safe haven) ที่ดีของ นักลงทุนเลยทีเดียว ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ค่าเงินบาทของเราแข็งอยู่ในทุกวันนี้ มีการจ่ายปันผล ในระดับสูงด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งดิฉันเห็นตรงตามนั้นทุกประการ ดิฉันไปค้นตัวเลขมาพบว่า การจ่ายปันผล อัตราการจ่ายปันผลของบริษัทที่เป็นบริษัทที่ลิสต์ (List) ในตลาดหลักทรัพย์ นั้นสูงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เวลาบริษัทมีกำไรเข้ามาถ้าเขาไม่จ่ายออกมาเป็นเงินปันผลก็จะมี การเก็บไว้เพื่อลงทุนเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม การที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์นั้นจ่ายดิวิเดนด์ (Dividend) สูง ๆ หรือว่าจ่ายเงินปันผลสูง ๆ นั่นแสดงว่าเขามีเงินสดส่วนเกินเยอะ แล้วเขา ไม่อยากลงทุนค่ะ อัตราการเติบโตของเงินลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างที่จะเติบโตก็จริง ในช่วงที่ผ่านมา แต่ถ้าเราไปดูว่ามันโตเร็วกว่าค่าเสื่อมราคาหรือเปล่า เราก็จะพบว่ามันโต ใกล้เคียงกับแค่ค่าเสื่อมราคาเท่านั้นเอง เท่ากับว่ามันเป็นการลงทุนเพื่อให้คัฟเวอร์ (Cover) ค่าเสื่อมราคา ไม่ได้เป็นการลงทุนอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นสักเท่าไร สิ่งเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา มันบอกว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ขาดแคลนเงินลงทุนหรือเปล่า แต่ว่านักลงทุนในประเทศเอง ไม่ได้มีความสนใจที่จะลงทุนเพิ่มในตลาดของประเทศตัวเอง ดิฉันมีตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเม็ดเงินลงทุนที่นักลงทุนไทยไปลงทุน ในต่างประเทศตอนนี้ได้แซงหน้าเม็ดเงินลงทุน ที่เป็น เอฟดีไอ (FDI) ที่เป็นเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ ปี ๒๐๑๑ ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้นำไปสู่ว่าถ้านักลงทุนไทยเองไม่ยอมลงทุนแล้ว เราก็ต้อง ไปดึงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติถูกหรือไม่คะ ก็เลยนำไปสู่ปรากฏการณ์ลด แลก แจก แถมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) หรือว่า พ.ร.บ. กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้มากกว่า บีโอไอ (BOI) เสียอีก แถมยังมีการตั้งกองทุนขึ้นมา มีเงินซีดฟันด์ (Seed Fund) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่พร้อมที่จะให้เงินลงทุนเพิ่มกับนักลงทุนในสาขาต่าง ๆ เช่น การทำอาร์แอนด์ดี (R&D) การทำเทรนนิง (Training) หรือว่าการลงทุนในเครื่องจักร และอุปกรณ์ สิ่งที่ดิฉันต้องการจะย้ำอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าถ้าเราไม่ได้ขาดแคลนเงินลงทุน แล้วสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ นั้นคืออะไร ดิฉันเข้าใจดี และดิฉันก็คิดว่าคณะรัฐมนตรีก็คิด เช่นเดียวกันว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการเทคโนโลยีและโนว์ฮาว (Know-how) จากเงินลงทุน ต่างประเทศ แต่ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติท่านก็จะพูดแต่เม็ดเงินลงทุน ที่จะดึงดูดมาได้ พูดถึงแต่เม็ดเงินที่เป็นคำขอส่งเสริมการลงทุนกับ บีโอไอ (BOI) ดิฉัน ขอเสนอแนะว่าตัวชี้วัดต้องไม่ใช่เม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเป็นเม็ดเงินลงทุนที่เราได้จากทุกบาท ของเงินภาษีที่ยกเว้นไป ก็คือถ้าท่านยิ่งใช้เงินน้อยในการดึงดูดเงินลงทุน แต่ว่าได้เม็ดเงิน ลงทุนได้มาก แบบนี้ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดด้านอื่น ๆ ด้วย ว่าเทคโนโลยีที่เราเข้ามาจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้มากน้อยแค่ไหน จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้น มีกี่บริษัท เหล่านี้ถึงจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีของการลงทุน ไม่ใช่แค่เม็ดเงิน
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป อีกเรื่องหนึ่ง ที่ดิฉันอยากจะไฮไลต์ (Highlight) ก็คือว่า ตามที่หลายท่านพูดไปแล้วดิฉันไม่ขอพูดซ้ำนะคะว่าจะต้องมีการพูดถึงเรื่องของแหล่งที่มา ของเงินทุน ดิฉันก็เข้าใจว่ารัฐบาลเองก็ทราบดีว่าท่านมีความท้าทายทางด้านการคลังอยู่ เพราะว่าจากการประมาณการรายได้ของการจัดเก็บภาษีในอดีตนั้นมันพลาดเป้าทุกปี และปีหนึ่งก็เป็นหลักแสนล้านบาท กรมสรรพากรเองที่เป็นแหล่งเงินเป็นแหล่งรายได้ภาครัฐ ที่ใหญ่ที่สุด เป็นที่มาของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล แล้วก็ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาก็พลาดเป้าทุกปี กรมสรรพสามิตเองก็พลาดเป้าบ้างในบางปี รวมถึง กรมศุลกากรด้วย ทีนี้สิ่งที่ท่านพูดว่าจะไปปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ภาครัฐนี่เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม ท่านสามารถที่จะให้รายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหนว่าท่านจะไปเอาเงินเพิ่มมาจากไหน ในระหว่างนี้ดิฉันขอเสนอแนะอย่างนี้
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ตอนที่เราหาเสียงเลือกตั้งนะคะ ตามมาตรา ๕๗ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองท่านบังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรค จะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดของแหล่งที่มาของเงินรายได้ ดิฉันขอเสนอแบบนี้ค่ะว่า จริง ๆ แล้วท่านจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของงบประมาณเพื่อนำมาไฟแนนซ์ (Finance) การขาดดุลงบประมาณได้ อย่างเช่น การตัดงบกลางดิฉันขอเสนอแนะว่าจริง ๆ แล้วท่าน สามารถตัดงบกลางได้เลย ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ยังสามารถรักษากรอบวินัยการเงิน การคลังไว้ได้ มีงบกองทัพบางอย่าง วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้พูดถึงแล้วว่างบบุคลากร กินสัดส่วนของงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไปแล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น วิธีการก็คืออาจจะต้องปรับลดบุคลากรลง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของกำลังพลหรือว่าจำนวน นายพลนะคะ แทนที่จะเก็บภาษีเพิ่มจากประชาชนทำไมท่านไม่เริ่มตั้งเป้าว่าจะตัดรายจ่าย ประจำ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของโครงการที่มันเกิดการซ้ำซ้อน แล้วก็ไม่จำเป็นออกไป ตั้งเป้าไว้เลย ค่ะว่าจะลดให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดลองทำแบบนี้ยังไม่ต้องเก็บภาษีท่านสามารถ ลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเงินภาษีได้ถึง ๑๕๘,๐๐๐ ล้านบาท บีโอไอ (BOI) ที่ดิฉันได้พูดถึงไปแล้วว่า เราควรจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า การลดสิทธิประโยชน์ของ บีโอไอ (BOI) ก็เช่นเดียวกัน ทุก ๆ ปี บีโอไอ (BOI) จะทำให้รายได้ที่เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นหายไปเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าเกิดเราลดการแจก บีโอไอ (BOI) แบบหว่านแห แล้วโฟกัสให้มากขึ้น นั่นจะทำให้เราสามารถที่จะจัดเก็บเงินได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ดิฉันเหลือเวลาอีก ๑๕ นาทีนะคะ แต่ว่าดิฉัน จะต้องพูดเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดิฉันขอไปสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ จริง ๆ แล้วสิ่งที่ อยากจะพูดในวันนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของนโยบายพลังงาน เอาจริง ๆ แล้วดิฉัน ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ค้านไปเสียทุกเรื่อง ดิฉันต้องขอชมว่านโยบายพลังงานนั้นเป็นนโยบาย ที่เขียนมาอย่างดี มีคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ถูกต้องครบถ้วนนะคะ โดยเฉพาะดิฉันถูกใจ ๒ นโยบายด้วยกัน นั่นก็คือเรื่องของสมาร์ทกริด (Smart Grid) แล้วก็แพลตฟอร์ม (Platform) การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าซึ่งหลายท่านก็ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ว่าที่อยากจะเน้น ย้ำก็คือว่าการเกิดขึ้นของ ๒ เรื่องนี้จะช่วยทำให้เกิดการรับซื้อจากรายเล็กรายน้อยที่เป็น พลังงานทดแทนให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ ตลาดกลางซื้อ-ขายนั้นจะช่วยลดการผูกขาด ของสัญญารับซื้อไฟฟ้าซึ่งผูกขาดครั้งละ ๒๕ ปี การมีตลาดกลางเพื่อที่จะซื้อขายไฟฟ้านี่ จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้านั้นลดลงโดยที่ท่านไม่ต้องใช้นโยบายการอุดหนุนค่าไฟฟ้าได้อีกเลย ท่านประธานคะ ขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่าการที่ท่านมีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วก็ให้คำมั่นสัญญากับ ประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านที่จะสบายและจะตรวจสอบท่านได้ง่าย ไม่ใช่แค่ประชาชน ด้วยซ้ำไปที่จะสามารถติดตามผลงานของท่านว่าท่านได้ทำไปตามที่สัญญากับพวกเขาไว้แล้ว หรือไม่ แต่ว่าทั้งตัวท่านเอง ทั้งผู้บังคับบัญชาของท่านเองก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่าท่าน ได้ทำความสำเร็จไปแล้วถึงไหน จะได้รู้ว่าท่านจะได้ฉลองกันหรือไม่ในปีนี้เมื่อหมดปี ถ้าเป้าหมายที่ท่านได้วางไว้นั้นสามารถ จะบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้นดิฉันยังเฝ้ารออาจจะไม่ต้องมีแถลงเรื่องนี้ในสภาอีกครั้งก็ได้ แต่ว่าดิฉันจะติดตามดูว่านโยบายของพวกท่านนั้นจะมีเป้าหมายอย่างไร มีตัวชี้วัดให้พวกเรา ได้ติดตามอย่างไรบ้าง เมื่อท่านมาแถลงผลงานนโยบายครบรอบ ๑ ปี ดิฉันจะได้ติดตาม ประเมินผลงานของท่านได้ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณครับ มีการขอเปลี่ยนแปลง ลำดับนะครับ ต่อไปเป็น คุณสุทิน คลังแสง และหลังจากนั้นก็เป็น คุณสมคิด เชื้อคง นะครับ ขอเชิญคุณสุทินครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๒ วัน พอจะเห็นกลุ่มก้อนความคิด ของเพื่อนสมาชิกที่ได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาล และผมเชื่อว่ารัฐบาลก็จะได้โอกาสตักตวง ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หลังจากที่ท่านอาจจะเคยฟังจากคนใกล้ชิดซึ่งให้ข้อมูลท่าน แต่ ๒ วันนี้ ท่านได้ความจริง ท่านควรจะถือว่าเป็นโชคดีของท่านนะครับ การอภิปรายถึงนโยบาย ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับเพื่อให้ชาวบ้านที่ฟังทางบ้านได้เข้าใจ ผมเปรียบประเทศไทย เหมือนคนคนหนึ่งวันนี้เรามาคุยกันว่าประเทศนี้สุขภาพเป็นอย่างไร นายคนนี้สุขภาพเป็น อย่างไร เขาสุขภาพดีหรือป่วย แล้ววันนี้รัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าแพทย์ นั่งอยู่ข้างบนเป็นหัวหน้าแพทย์ วันนี้ก็จะจ่ายยาให้กับคนไข้นายประเทศไทย วันนี้การจ่ายยา จ่ายผิดหรือจ่ายถูก วันนี้พวกเราในสภามาขอดูใบสั่งจ่ายยา ถ้าสั่งจ่ายผิด นายคนนี้อาจจะชักตาย สั่งจ่ายถูก นายคนนี้สุขภาพดี แต่ก่อนจะสั่งจ่ายคงต้องเอกซเรย์ดูนายคนนี้ก่อน ซึ่งไม่ทราบว่า ท่านคณะรัฐมนตรีได้ไปดูวิเคราะห์ปัญหาของประเทศหรือไม่ แต่พวกผมวิเคราะห์ วันนี้ เป็นการดูใบสั่งจ่ายยา แต่เดือนหน้าตุลาคมท่านจะมาขอเงินไปซื้อยาแล้ว จะให้หรือไม่ให้ เมื่อให้เม็ดยาไปแล้วเราก็จะได้ติดตามดูอาการของคนป่วย อาการของประเทศไทย ถ้ารักษาหาย ท่านก็เป็นหมอต่อไป ชาวบ้านก็ให้ท่านเป็นหมอต่อ ถ้าท่านรักษาไม่หายก็ต้องไล่ท่านละครับ นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะตามมา ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ผมได้ เอกซเรย์ดูแล้วว่านายประเทศไทยคนนี้เป็นอย่างไร ณ วันนี้ ก็ได้จับอาการอยู่ ๓ อย่าง คือ อาการทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เอกซเรย์แล้ววันนี้จะได้บอกท่านว่า ใบสั่งจ่ายยา ของท่านวันนี้คือนโยบายเร่งด่วนและนโยบายหลักถูกหรือไม่ ผมพบว่านายคนนี้มีอาการ การเมืองแย่ เศรษฐกิจทรุด สังคมเลยเสื่อม ๓ ตัวเป็นวงจรผูกพันกันมีผลต่อกัน ซึ่งผมจะเรียน ให้ท่านได้ทราบ แล้วอาการที่ว่านี้ท่านจะรักษาหายไหม ผมเชื่อว่ามาดูแล้วรักษาลำบาก เพราะอะไรครับ ๑. ท่านไม่ได้เอกซเรย์ ไม่ทราบสภาพคนไข้ที่แท้จริง ประการที่ ๒ ที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญมาก ท่านไม่ยอมรับความจริง ที่เห็นชัดเจนที่สุดไม่ยอมรับว่าวันนี้ชาวบ้านลำบาก ไม่ยอมรับว่าเศรษฐกิจมันตกต่ำ นี่ตัวอย่าง เมื่อท่านไม่ยอมรับความจริงแล้ว บวกกับ ความสามารถของท่านซึ่งเคยบริหารมาแล้ว ๕ ปี บวกกับชุดความคิดเดิม ฟังมา ๒ วันยังเป็น ชุดความคิดเดิม ผมจึงเชื่อว่าคนไข้คนนี้จะลำบาก ด้านแรกครับ อาการแรกคืออาการ เศรษฐกิจ เมื่อพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ นักวิชาการหรือนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจเมืองไทย เก่งมาก เก่งเรื่องอะไรครับ เก่งเศรษฐกิจมหภาค แต่จุลภาคหรือภาคชาวบ้านฐานรากหาคน เก่งยาก แต่ที่ไม่เก่งเลย หาไม่เจอเลย คือนักเศรษฐกิจที่ทำการกระจายรายได้ ผมยัง หาไม่เจอเลย ๓ อย่างนะครับ อาการที่ ๑. เศรษฐกิจมหภาค ๒. จุลภาคหรือฐานราก และ ๓. ผมแยกออกมาก็คือ เป็นนักเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องทำการกระจายรายได้ หาไม่เจอ เมื่อคืน ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด เคยทำงานด้วยกันมาตลอดรู้ฝีไม้ลายมือท่านมา เมื่อคืน ฟังดูหลายคนฟังก็จะดูดี ดูว่าท่านเข้าใจดีมากแล้วท่านตั้งใจสูง ท่านทุ่มเทมากจนผอม แต่สิ่งซึ่งผมดูแล้วเมื่อคืนนี้ท่านจะคาดหวังในสิ่งซึ่งมันเป็นเศรษฐกิจมหภาค ท่านพูด เรื่องมหภาค แต่ฐานรากคนละอย่างเลย เพื่อนสมาชิกจากภาคใต้บอกไว้แล้วครับ ดูชาวสวนยางพาราจะตายแล้ว เกษตรกร แม่ค้า เศรษฐกิจวันนี้ลำบากคนละอย่างกับตัวเลข มหภาคที่ท่านพูด แต่เอาละวันนี้ผมก็จะชี้ให้ท่านเห็นว่าทั้งมหภาคท่านก็ล้มเหลว จุลภาคหรือ ฐานรากท่านก็ล้มเหลว แต่ที่ล้มเหลวที่สุดคือเรื่องการกระจายรายได้ กระจายรายได้ใน ๕ ปี ที่ผ่านมาจึงเกิดคำว่ารวยกระจุกจนกระจายคุยกันมาทั้งวัน แล้วก็มาสู่คำว่า เหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับเอาตัวแรกเลย เอาเรื่องมหภาค ท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อคืนนี้ท่านพูดว่า ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจดูประมาณว่ามีความหวังแล้วจะดี แต่องค์กรเศรษฐกิจระดับโลก เขาเตือนมา เขาบอกว่าไม่ใช่แล้ว เขาลดการเติบโตของเรา ๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ท่านไปแถลงผลงานนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ท่านบอกว่าจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือเปล่า แต่พอประมาณการว่าหลังลดลงอีกตัวหนึ่ง แต่นั่นส่วนหนึ่ง แต่ส่วน ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ดีไม่ดีท่านก็มักจะบอกว่าเศรษฐกิจและตัวเลขมันเทียบกันกับ รัฐบาลก่อน ๆ ไม่ต่างกัน ท่านถ้าจะยอมรับความจริงลองไปไล่มาจากรัฐบาลทักษิณ อภิสิทธิ์ สมัคร แล้วจนถึงคุณยิ่งลักษณ์ ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจรัฐบาลท่านประยุทธ์ ๕ ปี ที่ผ่านมาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐบาล ๔ ชุด ตัวเลขการขยายตัวต่ำสุด แล้วที่สำคัญเมื่อคืน พูดเหมือนจะมีความหวัง เราตั้งความหวังมากกับ อีอีซี (EEC) เหมือนวันนี้ อีอีซี (EEC) กำลัง จะเป็นความหวังที่คนไทยรอคอย รัฐบาลชุดนี้หมายมั่นปั้นมือว่า อีอีซี (EEC) คือตัวจะมาชุบ ชีวิตให้กับเศรษฐกิจไทย ท่านพูดเมื่อคืนนี้ว่าตัวเลขการลงทุนแจ้งผ่าน บีโอไอ (BOI) แล้ว ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดูเหมือนสูง แต่ถ้าไปดูปี ๒๕๕๖ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ เท่า ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มี อีอีซี (EEC) แล้ว อีอีซี (EEC) ลงทุนสูงมาก ผมกำลังจะบอกว่า อีอีซี (EEC) คือตัวการที่จะไปทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงออกไปอีกเยอะ แล้วมีตัวเลขอีกหลายตัวที่ท่านสมคิดท่านคิดดี ท่านก็มองดี ตั้งความหวังไว้สูง แต่ว่าสิ่งซึ่งอยากให้ท่านมองแล้วเพื่อนสมาชิกพูดมาแล้ว ๒ วันคือ เศรษฐกิจชาวบ้านมันคนละเรื่องครับ ๕ ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เกษตรกรลำบาก หนี้สินล้นพ้นท่วมหัวทุกตัว แม่ค้าร้องห่มร้องไห้จะไม่ไหวแล้ว ผมไม่ขยายซ้ำ อันนี้คือฐานราก ท่านบอกว่าการท่องเที่ยวจะดีและดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ท่านครับไปดูจังหวัดภูเก็ตสิ ดูพัทยาสิ ดูจังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ซบเซา ไม่มีหรอกครับ เรื่องการท่องเที่ยววันนี้คนละเรื่องเลย อันนี้คือมหภาคกับจุลภาค แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการกระจายรายได้ ผมเองไม่ให้ ความสำคัญเรื่องมหภาค จุลภาค แล้วนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารเศรษฐกิจมักเข้าใจผิดว่า การทำให้เศรษฐกิจโตคืออันเดียวกับการแก้ปัญหาความยากจน คืออันเดียวกับการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ ท่านไปถามนักวิชาการก็ได้ การทำให้เศรษฐกิจโต กับการกระจายรายได้คนละเรื่อง แต่มันใกล้เคียงกัน นอกจากคนละเรื่องไม่พอแล้ว เป็นตัวทำลายด้วย ถ้านักเศรษฐกิจที่มุ่งหวังมหภาคมักอยากจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัว ไว้อวดกัน ก็จะทุ่มเทเกือบทุกโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ไล่ลงไป อัดฉีดลงไป โดยไม่คำนึงว่าเม็ดเงิน ผลงอกเงยนั้นมันจะไปถึงคนทุกชนชั้นไหมในประเทศ แล้วมักจะ เกิดผลในตรงกันข้ามด้วย เราไปมุ่งในตัวเลขมหภาค ตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงชัดเจนเลย ยิ่งหนัก ท่านประธานที่เคารพครับ เคยมียุคหนึ่งประเทศไทยตัวเลขขยายตัวสูงที่สุดปี ๒๕๓๑ ถึงปี ๒๕๓๔ เลข ๒ ตัว ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนั้นพอไปดูจริง ๆ แล้ว เราหลงใหลได้ปลื้มกับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก เพราะมันไปกระจุกอยู่กับเฉพาะคนรวย และคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ เช่นเดียวกับวันนี้ครับ เมื่อคืนท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รางเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็น อีอีซี (EEC) ลงทุนทุ่มเทไปมาก ๆ คิดว่าจะนำเอาความเจริญ เอาถนน เศรษฐกิจไปสู่หมู่บ้านในชนบท หรือต่างจังหวัด ท่านต้องดูดี ๆ นะครับ แล้วถ้าท่านทำไป อย่างนั้น ทันทีเลยคือรายได้ไปเกิดกับกลุ่มทุนระดับใหญ่รวยทันที แต่ชาวบ้านอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ แต่ท่านเอารถไฟความเร็วสูง ท่านเอาเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ออกไปรางคู่ รางเดี่ยว ออกไปก็แล้วแต่ ถ้าน้ำทำนายังไม่มี ทำนาข้าวแล้วข้าวยังราคาตก สวนยางชาวยางยังราคาไม่ดี ในที่สุดคนเหล่านั้นจนเหมือนเดิม แต่คนที่ได้คือใครครับ รถไฟ ความเร็วสูง ๓ สายที่จะเชื่อมที่ อีอีซี (EEC) ได้ทันที แต่ชาวบ้านวันนี้ ได้ ไม่ได้ ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเรื่องการกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำท่านระวังให้ดี ท่านไปหลงเพลินแล้วท่าน ทุ่มเทกับตัวเลข จีดีพี (GDP) ตัวเลขการขยายตัว ตัวนั้นละครับ คือตัวการเลย เผลอแป๊บเดียว ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เพราะท่านไม่ได้ทำตัวเลขการขยายตัว ซึ่งผมถึงหายากครับ ผมหาในประเทศไทย นักเศรษฐกิจ หรือนักบริหารเศรษฐกิจที่ทำให้ กระจายรายได้ดี ๆ ยังไม่พบ ท่านครับ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงผมพูดบ่อยแล้ว เพื่อนก็พูด แต่อยากพูดอีกครั้งหนึ่งเพื่ออะไรครับ ตอกย้ำบ่อย ๆ เพราะมันไม่ขยายตัวเลยก็ได้ประเทศไทย วันนี้ทรัพย์สิน สินทรัพย์ การมีอยู่มีกิน ถ้ามันกระจายกันออกไปได้ทุกคน แต่ถ้ามันจะโต ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วความเหลื่อมล้ำเป็นแบบนี้ไม่ต้องโตดีกว่า เอามันอยู่สัก ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่กระจายให้มันทั่วถึง จนด้วยกัน รวยด้วยกัน ไม่แปลก ประเทศไทยไม่ถึงกับไม่มีกิน ท่านประธานครับ ผมขอสไลด์ (Slide) เจ้าหน้าที่ขอสไลด์แผ่นหนึ่งครับ แผ่นแรกครับ เรื่องความเหลื่อมล้ำอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ พูดถึงความเหลื่อมล้ำเมื่อคืน ท่านนายกรัฐมนตรีพูดแล้วผมหมดกำลังใจ ท่านตอบว่าอย่างไรครับ ตอบว่ามันก็เป็นอย่างนี้ กันทั่วโลกครับ โลกเสรีนิยมเป็นอย่างนี้ ก็หมายความว่าท่านไม่ได้ตระหนักว่ามันเป็นปัญหา ของเรา ก็มันเป็นทั่วโลกก็หมายความว่าปล่อยมันไปกับโลก ไม่ใช่นะท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ความเหลื่อมล้ำประเทศไทยมันอันดับ ๑ ของโลกนะครับ มันมีเหมือนกัน แต่ของเรามันมากที่สุด คืออันดับ ๑ ของโลก ถ้าท่านจะบอกว่ามันเป็นมาทุกยุค ใช่ แต่ยุคนี้ มันมากที่สุดนะครับ ท่านดูตัวเลขครับ ๕ ปี ดูดขึ้นเป็นคนละเท่าไร ผมต้องขอโทษ เสียมารยาท ถ้าเอาตระกูล เอาชื่อบริษัทมาจะได้เห็นกันจะ ๆ เจียรวนนท์ เพื่อนพูดบ่อยแล้ว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๗ ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ มี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี้ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๕๑ เปอร์เซ็นต์ ผมเคยพูดแล้ว ชั่วชีวิตเขาหาเงินได้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๕ ปีของท่านเขาเพิ่มอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูที่ ๒ สิครับ เคยมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ ปีนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันดับ ๓ ปี ๒๕๕๗ มี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอีก ขึ้นกันคนละกี่เปอร์เซ็นต์ นี่คือความเหลื่อมล้ำ เป็นก้าวกระโดด ท่านบอกว่ามันมีทั่วโลก ในประเทศไทยมีทุกยุค แต่ยุคของท่านมันเยอะที่สุด แล้วเรามันเยอะที่สุดในโลก มันจึงเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าพูดเรื่อง เศรษฐกิจต่อไปนี้ผมไม่สนใจเรื่องตัวเลขการขยายตัวแล้ว ผมสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ มากกว่า ย้ำอีกที แม้มันไม่ขยายตัวแต่เอาสิ่งที่มีอยู่ในประเทศ ในระบบเศรษฐกิจมา แบ่งสรรปันกันอยู่ได้ครับ คนจนก็อยู่ได้ครับ ไม่ต้องขยายตัวเลย ท่านไปทำตัวนั้นดีไหม ทำความเหลื่อมล้ำให้มันลดลงดีไหม เอาละครับท่านประธานครับ นี่คือคนรวยรวยขึ้น คนละกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศมีหนี้คือจนลง มีหนี้เพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เดี๋ยวนี้หนี้เกือบ ๗ ล้านล้านบาท ถ้าบอกว่ามีหนี้ ท่านก็ตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ คุณต้องไปดูด้วยว่าหนี้มันก่อให้เกิดรายได้ไหม ผมก็จะตอบ มันเป็นไปได้ ๒ ทาง คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และไม่เกิดรายได้ แต่ของท่านไม่ก่อให้เกิด รายได้ ทำไมบอกอย่างนั้นครับ ถ้ามันก่อให้เกิดรายได้ ๕ ปีมันดีแล้วนี่ มันเห็นแล้วนี่ ตัวเลข การขยายตัวที่ท่านอ้างมันก็จะขึ้นแล้วนี่ แต่หนี้ที่ท่านก่อขึ้น ก่อขึ้นมันจะไปเกิดรายได้ ตอนไหนครับ ท่านจัดงบประมาณขาดดุลมาแล้วกี่ปีครับ ๔ ปี ๕ ปีแล้ว ๕ ปีขาดดุลตลอด แล้ว ๔ ปีต่อไปนี้ที่ท่านอยู่ท่านกล้ารับประกันหรือไม่ว่าจะไม่ขาดดุลบอกสิครับ ถ้าท่าน ไม่กล้ารับประกันก็แสดงว่าท่านไม่กล้าจะบอกว่า หนี้ที่ท่านกู้มามันคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้ ถ้าท่านมั่นใจว่าก่อให้เกิดรายได้ท่านตอบสิ ในการทำงบประมาณ ในการทำนโยบาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ เขาบังคับด้วย ท่านต้องทำให้มันสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ แล้วก็บอกที่มาของเงินรายได้ แผนยุทธศาสตร์ของท่านบอกไว้ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ต่อไปนี้ จะต้องขยายตัว ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้น ๑๕ ปี ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ในนโยบายของ ท่านไม่กล้าบอกตัวเลข ไม่กล้าพูดเลยว่าตัวเลขต่อไปนี้จะขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์ ๑. ไม่สอดคล้อง ๒. ท่านไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นหนี้ของประเทศ ๒ ล้านล้านบาทที่เพิ่มขึ้นผมบอกเลยว่า ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ท่านจะรู้ตัวเองดีท่านจะยอมรับหรือไม่ว่าท่านก็ใส่ใจคนยากคนจนนะ ท่านทุ่มงบประมาณลงไปเมื่อ ๕ ปีนี่ไม่น้อยเลย ทุ่มลงไปผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผ่านทุกองค์กร แต่มันไม่ฟูครับ มันไม่เงยหัวขึ้นเลย นั่นก็แสดงว่าอย่างไรครับ แสดงว่าหนี้หรือการกระตุ้น เศรษฐกิจของท่านไม่เกิดประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนี้หนี้ประเทศ แล้วหนี้ชาวบ้านล่ะ หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น อันนี้ท่านก็บอกว่า โอ๊ยชาวบ้านกู้มากเอง ใช้จ่าย กันเยอะเองมันก็เป็นหนี้กันทั้งนั้นละ ไม่หรอกครับท่านประธาน ท่านฟังตรงนี้ครับ ๕ ปีมานี่ ท่านทำอะไร มันถึงเกิดคนรวยรวยขึ้น แล้วคนจนจนลง เกษตรกรคนส่วนใหญ่อาชีพเขา มีทางเดียว เขามุ่งหวังกับสินค้าเกษตรเท่านั้น ชาวอ้อยก็หวังกับอ้อย ชาวนาก็หวังกับนา มันก็มัน ชาวสวนยางเขาก็หวังเท่านั้นละ เขาไม่ได้รับเงินเดือน ๒ ทาง ๓ ทางเหมือนท่าน รับทางเดียวไม่ได้รับเงินเดือน ๒-๓ ทาง สินค้าเกษตร ๕ ปีตกตลอด ตกทุกตัว อ้อย ที่เคยดีที่สุดที่อีสานตอนยุคท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๑,๒๐๐ บาทต่อตัน เดี๋ยวนี้ ๖๐๐ บาท ต่อตัน ยางพาราไม่ต้องพูดถึง มันสำปะหลังตอนยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำไมผมต้องเทียบกัน เพราะมันต่อเนื่องกัน ยุคท่านยิ่งลักษณ์กับท่านประยุทธ์ ๓.๕๐ บาท ท่านยิ่งลักษณ์ เดี๋ยวนี้ ๒.๕๐ บาท ตลอด สินค้าเกษตรตกทุกตัว ข้าวตก มีดีหน่อยท่านอ้างได้คือปีที่แล้วได้ข้าว มันสูงจริง เพราะมันไม่มีข้าวขาย แล้วปีนี้ข้าวก็จะสูงเชื่อเลย ไม่สูงได้อย่างไรมันแล้ง ทั่วประเทศ ไม่มีข้าวขาย ท่านประธานที่เคารพครับ สินค้าเกษตรตกทุกตัว แล้วตกอย่างเดียว ไม่พอ ท่านยอมรับหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ๕ ปี ชาวนาไม่ได้ทำนาปรังมา ๕ ปีเหมือนกัน ท่านห้ามเขาทำนาปรัง ปีแรกบอกไม่มีน้ำ ชักมาก็มันไปเป็นราคาไปปลูกซ้ำซ้อนกันเยอะ ปีนี้แล้งก็ห้ามอีก ๕ ปี ชาวนาไม่ได้ทำนาปรัง ทำทั้งนาปีนาปรังยังเป็นหนี้ท่วมหัว แล้วนี่ได้ทำนาปีอย่างเดียว แล้วราคาตกแล้วเขาจะอยู่อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นนโยบายข้อนี้ผมจึงอยากถามเสียเลยว่า ชาวบ้านฝากมาเยอะ ๔ ปีต่อไปนี้ท่านจะให้เขาทำนาปรังหรือไม่ ถ้าให้เขาทำนาปีอย่างเดียว ไม่ให้ทำนาปรังเขาจะทิ้งนาทิ้งไร่แล้ว ไม่รอดแล้ว นี่สินค้าเกษตรตกทุกตัวเขาอยู่ได้อย่างไร แล้วพอชาวนา พอเกษตรกรตก เกษตรกรไม่มีเงิน พ่อค้ารายเล็ก รายน้อย รายย่อย รายใหญ่ ตามตำบล ตามอำเภอ ตามจังหวัด เรียบครับ เอาเงินมาจากไหนล่ะ เจ๊งกันเป็นแถบ ก็อยู่ได้ พวกเดียวคือ ห้างใหญ่ ปลาใหญ่ ซึ่งไปไล่กินปลาเล็กตามอำเภอ ตามตำบลอยู่ได้ แต่พ่อค้า แม่ขายตามหมู่บ้านตลาด โอทอป (OTOP) เจ๊งเรียบ ไม่เจ๊งได้อย่างไร ก็เกษตรกรมันไม่มีเงิน แล้วที่หนักกว่านั้นทำไมความจนมันถ่างออกไปอีกกว่านั้น ก็คือท่านไปกดทับเขาด้วยภาษี ท่านขึ้นภาษี ๕ ปีเลือดเย็นมาก ขึ้นไม่น้อยกว่า ๕ รายการ ภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต ภาษีบุคคล แล้วก็ภาษีสรรพสามิตล่าสุดท่านรู้หรือไม่ ท่านประธานครับ ท่านเก็บกับเหล้ากับยา กับบุหรี่ ขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีภาษีประเภทหนึ่ง เมื่อคืนท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ท่านจำได้นะ ท่านประธานครับ ผมฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีทบทวน ท่านบอกว่าคนจน ไม่ได้เสียภาษีหรอก ชาวบ้านไม่ค่อยได้เสียภาษีนะ มีคนเสียภาษีไม่กี่บาท ชาวบ้านไม่ค่อย เสียเลย เสียมากกว่าคนรวย ท่านฟังผมนะ ท่านประธานครับ ผมฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี ชาวบ้านเสียภาษีมากกว่าคนรวย ทำไม ภาษีมี ๓ ประเภทครับ ภาษีทางตรงท่านก็เก็บเอาสิ ภาษีรายได้ ภาษีเงินได้ก็ว่าไป ภาษีทางอ้อมครับท่านประธาน ที่ชาวบ้านเสียจนจน แล้วที่ความจนกับความรวยมันถ่างออกจากกันเยอะที่สุด คือชาวบ้านแบกภาษีทางอ้อม ท่านขึ้นภาษีทางตรงกับพ่อค้าปั๊บ ท่านคิดว่าพ่อค้าเขาจะโง่หรือครับ บวกใส่ราคาสินค้าทันที สบู่ ยาสีฟัน น้ำมันขึ้นหมด ท่านขึ้นภาษีสรรพสามิตในรถยนต์ปั๊บ ขึ้นน้ำมันดีเซลปั๊บ ท่านขึ้น ลิตรหนึ่งเท่านี้ปั๊บ เอาละครับ รถอีแต๊ก เครื่องสูบน้ำ จ่ายภาษีแทนคนรวยหมด ผมเอาให้เห็นชัด ๆ ปีที่แล้วท่านขึ้นภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ภาษีสรรพสามิต โดยท่านอ้าง มาตรการว่าจะให้คนเลิกเหล้า ท่านขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ครับ ทำให้เบียร์ บุหรี่ แม้แต่สุราขาว สุราชาวบ้านเขาขึ้นเท่าตัว เบียร์ขวดละ ๓๕ บาท เคยขาย ๓ ขวด ๑๐๐ บาท ขวดละ ๑๐๐ บาทครับ บุหรี่กรองทิพย์ ซองละ ๗๐ บาท ขึ้น ๑๐๐ กว่าบาทครับ เหล้าข้าว เหล้าชาวบ้าน สุราขาว ขวดหนึ่ง ๗๐ บาท ขึ้น ๑๕๐ บาท นี่คืออะไรครับ นี่คือพ่อค้า ผลักภาษีไปให้ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงเสียภาษีทางอ้อมมากกว่าคนรวยอีก ไปนับดูสิครับ เราไปเจอที่ไหนครับ ชาวบ้านรู้อย่างเดียว ทำไมของมันแพงขึ้นทุกวัน โอ๊ย จะตายแล้ว วันนี้ แม่ค้าแม่ขายเข้าตลาดของแพง ไม่แพงได้อย่างไร ก็พ่อค้าไปบวกภาษีทางอ้อมให้เขา เขารับผิดชอบภาษีทางอ้อม และภาษีเลือดเย็นที่สุด ท่านประธานครับ ผมฝากถาม ท่านนายกรัฐมนตรีเลย ท่านดูดี ๆ แล้วนโยบายท่านจะเอาอย่างไร ภาษีแอบแฝงครับ เก็บจากไหนครับ ธุรกรรมที่ดินท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบก็ได้ ท่านไปถาม กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมที่ดินจัดเก็บธุรกรรมชาวบ้านไปโอนไปแบ่งแยกไปรังวัด ไปซื้อ ไปขาย เสียภาษีใช่หรือไม่ครับ ท่านเลือดเย็นอย่างไร ไม่ขึ้นหรอกภาษีตัวนี้ ไม่ขึ้น อัตราเท่าเดิม แต่ไปขึ้นอะไรครับ กรมธนารักษ์ยกราคาประเมินที่ดินสูงขึ้น แล้วเก็บอิงเอาราคาประเมิน ที่ดิน ปีที่แล้วสมมุติที่ดินแปลงนี้ ไร่ละล้าน เขาเสีย ๘๐,๐๐๐ บาท อยู่ดี ๆ กรมธนารักษ์ ไปยกราคาเขาขึ้น ไปยกขึ้นเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็เสีย ๑๖๐,๐๐๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๙ กรมธนารักษ์ประกาศยกราคาประเมินที่ดินขึ้น ทั่วประเทศ แล้วพอยกปั๊บ ชาวบ้านนึกว่าจะดีใจ ดีใจได้อย่างไร เศรษฐกิจตกอย่างนี้ ใครจะมาซื้อล่ะ มันเป็นการหลอกเลย ไปบอกว่าราคาที่ดินเขาสูงขึ้น ไม่มีใครซื้อ มีแต่ ประกาศขาย แต่ที่เขาช้ำมากคือเวลาไปที่ดินปั๊บ แบ่งแยกให้ลูกให้หลานปั๊บ เจ้าหน้าที่ที่ดิน คิดราคาทำธุรกรรมจากอะไรครับ ราคาประเมิน ชาวบ้านร้องไห้ อ้าว ปีที่แล้วเสียเท่านี้ ก็ปีนั้นราคาคุณประเมิน โดยให้ไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ประเมินไร่ละแสนบาท ท่านประธานครับ ภาษีที่ท่านไปกดทับคนจน กรมธนารักษ์ยกราคาประเมินที่ดิน ปี ๒๕๕๙ ยกขึ้นทีหนึ่งแล้ว แล้วท่านให้นโยบายเขาหรือเปล่า ๔ ปี ยกครั้งหนึ่ง ปีนี้กำลังจะยกอีก ท่านรู้นี่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ กรมธนารักษ์เตรียมยกราคาประเมินที่ดินขึ้นทั่วประเทศ ปีนี้จะยกอีก เพราะครบ ๔ ปี แล้วยกแล้วด้วย แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ วันนี้ชาวบ้านเดินเฉียดสำนักงานที่ดินก็สยอง แล้วครับ จะโอนเอามรดกจากพ่อจากแม่หมดปัญญาครับ มันแพงเท่ากับซื้อใหม่เลย นี่คือตัวอย่างหนึ่งสำหรับท่านกดทับกับคนจน แล้วใครบอกว่าคนจนไม่เสียภาษีละ ภาษีทางอ้อม ภาษีแอบแฝงนี่เจอเต็ม ๆ แล้วไม่จนได้อย่างไร ผมยกตัวอย่าง ยางพาราเพื่อนจากภาคใต้พูดไปแล้ว ท่านครับ ชาวสวนยางโดนผีซ้ำด้ำพลอย จะเหลือไหมนี่ ท่านครับ ท่านดูเหมือนดีนะ ท่านจะมีพาราซอยล์ ถนนพาราซอยล์เหมือนกับดี คือไปเอายางพารามาทำถนนแทนยางมะตอย แทนซีเมนต์ แทนคอนกรีต แต่เกิดอะไร ทราบหรือไม่ครับ การยางของท่านวันนี้มีหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรมการ ปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน มีหนังสือว่าอย่างไรครับ ให้ซื้อยางได้กับ ๓ บริษัทนี้ เท่านั้น มีชื่อด้วย ถ้าอยากได้เดี๋ยวผมจะให้ หนังสือมีกับผม มีตัวอย่างให้ เดี๋ยวผมจะแจก สื่อมวลชน ไปบังคับ ไปล็อกสเปก ใครพ่อค้าผู้รับเหมาซึ่งจะทำถนนกับกรมชลประทาน กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับทุกจังหวัด จะซื้อยางพาราไปทำพาราซอยล์นี่ต้องซื้อ กับ ๓ บริษัทนี้เท่านั้น ผมไปตรวจแล้ว ๓ บริษัทนี้อยู่บ้านเดียวกัน เจ้าของบริษัทถือหุ้นส่วน โยงกันโยงกันมา นี่เขาเรียกว่า ล็อกสเปก แล้วการยางของท่านแทนที่จะช่วยเกษตรกร เป็นตัวการทำธุรกิจแข่งกับเกษตรกรเองเลย ทำหนังสือเองเลย บอกไปทุกกรมเลย แล้วเกิด อะไรขึ้นอีกทราบหรือไม่ครับ ไปขู่เขาอีก ผู้รับเหมาคนไหนที่ซื้อยางพาราจากเกษตรกร โดยตรง จากสหกรณ์ยางพารา สหกรณ์การเกษตรจะถูกตรวจสอบโดย สตง. ตรวจสอบ โดยนั่นโดยนี่ คนที่ไปขู่เขานี่นามสกุลใหญ่ด้วย อยู่บัลลังก์นี่ละ แต่ไม่ใช่ท่านชวน ไม่ใช่ ท่านชวน หลีกภัย แน่ นามสกุลใหญ่ด้วย เป็นรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยไปดูสิครับ แล้วนี่คืออะไรครับ พาราซอยล์คิดว่าจะช่วยชาวสวนยาง ในที่สุดก็ไปตกกับพ่อค้าใหญ่ ๓ ราย แล้วชาวบ้านจะขายยางโดยตรงได้หรือไม่ ไม่ได้ องค์กรของชาวเกษตรกรชาวสวนยาง คือสหกรณ์ยางขายได้หรือไม่ ไม่ได้ ทำไมไม่ได้ ไม่ผ่านการประเมิน เพราะฉะนั้นพาราซอยล์ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในพุงของ ๓ บริษัทเรียบร้อย แล้วก็ไปกดซื้อยางพาราจากชาวบ้านต่อ นี่คือตัวอย่างหนึ่งและความยากความจน มันไม่ถ่างกันได้อย่างไรครับ เรื่องนี้ไม่จบ เรื่องล็อกสเปกนี่ก็จะต้องเจอกันอีกครั้ง เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจัดการเสีย เพราะนี่คือทำกับเกษตรกร
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องจุลภาคเศรษฐกิจตก เพื่อนพูดชัด มหภาค ตัวเลขอย่างที่ผมเปรียบเทียบให้เห็น วันนี้ต่ำกว่าประมาณการหมด เรื่องความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูงชัดเจนที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อเศรษฐกิจตกแบบนี้ ชาวบ้านจนกันทั่ว อย่างนี้ ในที่สุดเศรษฐกิจซึ่งมันทรุดมันก็จะทำให้สังคมเสื่อม นำไปสู่ปัญหาสังคมคืออะไรครับ นโยบายท่านจะตามไปทันไหม เดี๋ยวผมจะบอกเป็นข้อ ๆ ปัญหาสังคมต่อไปนี้เกิดแน่ ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ความยากดีมีจน การกดขี่กัน ไม่ช้าก็นานในสักวันหนึ่ง ต้องเกิดสังคมชนชั้นขึ้น กดขี่ระหว่างคนรวยกับคนจน แล้วก่อนจะเกิดวันนั้น ก่อนจะถึงวันนั้น วันนี้เกิดแล้ว ปัญหาสังคมคืออาชญากรรม โจรเล็กโจรน้อยปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราว ยิ่งปีนี้แล้ง หนักซ้ำเติมเขาอีก ตัวเลข จีดีพี (GDP) ท่านก็จะหลุดลงไปอีก และปัญหาในหมู่บ้าน การปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราวเยอะขึ้น แล้วในที่สุดปัญหาสังคมตามมาคืออะไรครับ อนาคตข้างหน้า รออยู่ คนซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบเขาไม่มีที่อยู่ที่กิน ร้านค้าเล็กน้อย ถูกปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก ปลาเล็กไล่กินปลาน้อย ร้านสะดวกซื้อห้างใหญ่ไปไล่ตีห้างเล็กเต็มหมดแล้ว ตายหมดแล้ว ตามอำเภอ แล้วห้างสะดวกซื้อไปแย่งอาชีพชาวบ้านหมด หมูปิ้ง ต้มไข่ยังแย่งเลย อะไรอีก เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญวันนี้ชาวบ้านเขาจะหยอดได้บ้าง ห้างสะดวกซื้อเหล่านี้แย่งหมด สักวันหนึ่งพวกนี้เขาจะลุกขึ้น ลุกแล้วละ แต่ยังไม่ถึงกับสุกงอม นี่ปัญหาสังคมมันหยุดยั้ง ไม่ได้หรอก ถ้าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมันถ่างออกมาอย่างนี้เรื่อย ๆ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ท่านประธานครับ ฉกชิงวิ่งราวท่านไปแก้เสีย ผมไปดูในนโยบายของท่านก็มี แต่ก่อนตัวนั้น วันนี้ความยากจนมันปกคลุมในทุกหมู่บ้าน หมดกำลังใจ หมดทางไป แล้งซ้ำกรรมซัด ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ วันนี้ชาวบ้านเมื่อไม่มีกินดีกว่าตายหันเข้าขายยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการค้ายาบ้า แล้วท่าน ก็ปล่อยทิ้งมา ๕ ปี ยาบ้านี่ผมบอกเอาบุญเลย ท่านแพ้เลือกตั้งพวกผมเพราะยาบ้า เพราะอะไรครับ พอผมไปหาเสียงพูดเรื่องนี้ทุกครั้งชาวบ้านแทบจะกระโดดร้อง เดี๋ยวนี้ยาบ้า ไปทุกชุมชน ราคาถูก จับได้ที เมื่อก่อน ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด ใหญ่โตมาก เดี๋ยวนี้ ๒ รถพ่วง ๓ รถพ่วง ๑,๐๐๐,๐๐๐ เม็ด ๓,๐๐๐,๐๐๐ เม็ด ถามว่าตำรวจเก่งไหม ไม่เก่งหรอก แต่คืออะไรครับ ธุรกิจอันนี้มันเฟื่องฟูไง เดี๋ยวนี้ยาบ้าราคาถูกมาก ขายกันวันนี้อย่างกับผัก กับปลา ผมพูดตรงนี้ ผมมั่นใจชาวบ้านที่ดูผม ฟังอยู่นี่ดีใจมาก อยากให้ผมพูดเรื่องยาเสพติด ท่านประธานครับ ความรุนแรงของยาเสพติดผมจะบอกให้ไปถาม ป.ป.ส. สิ วันนี้เขาเฝ้าระวัง ระดับไหนครับ เมื่อก่อนเฝ้าระวังระดับเยาวชน เดี๋ยวนี้เตือนไปว่าเฝ้าระวังระดับเด็กประถม พ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ ครอบครัวใหม่ อายุ ๒๐–๓๐ สร้างครอบครัวใหม่ ติดยาทั้งผัวทั้งเมีย แล้วความจริงซึ่งจะเกิดขึ้นท่านฟังผมนะ ผมไม่พูดเกินจริงครับ อีกไม่เกิน ๑๐ ปี ทุกชุมชน จะได้ผู้ใหญ่บ้านขี้ยา อบต. นายก อบต. นายกเทศมนตรีติดยาหมด ส.จ. ดีไม่ดี ส.ส. ด้วย ตำรวจ ทหาร นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ติด ไม่ติดได้ยังไงก็วันนี้มันติดกันเกือบหมด จะเอาใครมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็พวกนี้โตขึ้น แล้วสักวันหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ บัลลังก์ที่ท่านนั่งอาจจะมีขี้ยามานั่งแทนครับ ต่างประเทศไม่ใช่ไม่เกิด หลายประเทศ ประธานาธิบดีปราบยาบ้าไม่ได้จนปัญญาแล้ว ต้องให้ประเทศอื่นเข้าไปปราบให้ ท่านประธานครับ นี่คือระดับความรุนแรงของปัญหายาบ้า ยาเสพติดแล้วท่านที่นั่ง ครม. สักวันหนึ่งก็จะมีขี้ยามานั่ง หรือมีแล้วก็ไม่รู้นะวันนี้ หรือมีพ่อค้ามาแล้วก็ไม่รู้นะ ท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพท่านเอาบุญเถอะ ท่านประธานครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นเที่ยวนี้ท่านเอาบุญทีเถอะครับปราบยาบ้า แต่ที่ท่านปราบไม่ได้ท่านรู้ไหม ผมต้องพูด ความจริงให้ท่านฟังเลย ชาวบ้านเขาบอกว่าอย่างไรครับ เจ้าหน้าที่ขาย เจ้าหน้าที่ที่ใหญ่ที่สุด ยุคนี้คือ สีเขียว ผมต้องพูดคำนี้ ท่านไปดูลูกหลานท่านในค่ายทหารนะ ลูกหลานท่าน ลูกหลานทหารก็ติด ทหารเองก็ปวดหัวมาบ่นกับผม มีครูอาจารย์มาบ่นกับผมครับ ผอ. ส.ส. สุทิน เทคนิคอาชีวะเปิดเรียนเปิดเทอมเด็กมาเรียนเยอะมาก ไปได้เทอมเดียวหายไป ครึ่งหนึ่ง มันหายไปได้อย่างไร เพื่อนสมาชิกท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านรู้ดีท่านเป็น ผอ. มาก่อน วันนี้ปัญหามันลามไปที่โรงเรียน ผอ. เขาบอกกับผมว่าอย่างไรรู้หรือไม่ครับ เทอมแรกมันมาสมัครเรียน เทอม ๒ หายไปครึ่ง มันทำไมหาย มันมาหาสายค้ายาเฉย ๆ พอได้สายแล้วมันก็ออก ท่านครับนี่คือปัญหาสังคมที่มันมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ท่านไปแก้เถอะ แล้วปัญหาสังคมที่ใหญ่ขึ้น ๆ ก็คือความแตกแยกในชุมชน เสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่เกิดขึ้นมา ปีสองปีนี่ สงครามสีซึ่งเราฟัดกันมาจนเป็นข้ออ้างให้ท่านต้องยึดอำนาจ ท่านไปอ่านงานวิจัย หรือไม่ครับ นักวิชาการเขาวิจัยว่ามูลเหตุความแตกแยกทางการเมืองดำเนินมา ๑๐ ปี เกิดเสื้อเหลือง เสื้อแดง เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านในเมือง มูลเหตุพื้นฐานจริง ๆ ไล่ลงไป ลึก ๆ คือ ความแตกต่างช่องว่างทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมันจึงผุดขึ้นมาในรูปของ แย่งชิงอำนาจ แย่งชิงการทำมาหากิน แย่งชิงอำนาจทางการเมือง พื้นฐานจริง ๆ มันคือ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคม ซึ่งวันหนึ่งเกิดแน่ในอนาคต เอาละ นี่เศรษฐกิจมันทรุด สังคมเสื่อมเพราะอะไร เพราะการเมืองแย่ ปัญหาทั้งหมดทั้งปวงไล่ไปก่อนที่จะถึงคือ การเมือง ๕ ปีที่ผ่านมาทำไมความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมันเยอะ ท่านครับการเมืองที่ไม่เป็น ประชาธิปไตย เคยได้ยินคำพูดอมตะ นักต่อสู้เขาพูดกัน ชนชั้นใดขึ้นปกครองย่อมตอบสนองชนชั้นนั้น ชนชั้นใดไม่เข้าใกล้อำนาจ ชนชั้นนั้นก็ถูกกีดกันออกจากเศรษฐกิจ ๕ ปีที่ผ่านมาไม่เป็นประชาธิปไตย นี่คือต้นเหตุ เหตุอะไรครับ มหภาคจริง ๆ ก็คือท่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ท่านสมคิดเก่ง อยู่ด้วยกัน ผมรู้ว่าท่านเก่ง แต่จะต่อให้ ๑๐ สมคิด ๑๐๐ สมคิดก็ไม่ได้ ถ้าสภาพการเมือง นายกรัฐมนตรี มาจากรัฐประหาร บริบททางสังคมยังแตกแยกและยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจแบบนี้ ร้อยเทวดา ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมไทยไม่ได้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบ่นมา ๒ วัน มันยาก มันง่าย มันไม่ง่ายนะ ใครจะมาทำก็มาทำสิ ใช่ เพราะว่าอย่างไรครับ การเมืองไทยมันเป็นปมด้อย ปมด้อยไม่เหมือนใครในโลก เรามีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ท่านนายกรัฐมนตรีไปเมืองนอก ไปเจรจาบนเวทีโลกท่านก็มีปมด้อย ผมรู้ผมก็สงสารท่านผู้นำ แต่เพราะอะไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีปมด้อยก็ทำให้บ้านเมืองเรามีปมด้อย เพราะระบบการเมืองเรา โลกเขา ไม่ยอมรับ เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร อียู (EU) ประกาศตัดทันที หลายประเทศ ตะวันตกประกาศตัด ท่านก็หนักขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหามันจึงยากลำบาก แล้วเกิด อะไรขึ้นอีกครับ ท่านประธาน ๖ ปี ๕ ปี ท่านทุ่มอะไรลงไป เจรจาอะไรลงไป ไปขายอะไร กับเขา ขายไม่ได้เขาไม่คุยกับเรา อียู (EU) ๒๘ ประเทศตลาดใหญ่เขาหันหลังให้เรา วันนี้ มีการเลือกตั้งแล้ว หวังว่าจะดีขึ้นเลยหรือไม่ น่าจะดีขึ้นแต่ท่านฟังหรือไม่ละ เลือกตั้งเสร็จปั๊บ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ปั๊บ นิวยอร์กไทมส์เขาว่าอย่างไร สื่อเมืองนอกเขาว่าอย่างไร เขาเชื่อมั่นเราหรือไม่ ไม่เชื่อ แล้ววันนี้สภาพการเมืองของเราท่านอย่าไปคิดว่าเลือกตั้งแล้ว ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง อย่าคิดว่าเขาจะเชื่อถือเราเลยนะครับ การเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคม ไม่ใช่บัตรแข็งที่ท่านจะนำไปได้ทั่วโลก เขาดูอีกว่าเลือกตั้งเป็น อย่างไร รัฐบาลชุดนี้มาด้วยชอบธรรมหรือไม่ แล้วจะอยู่ได้อีกหรือไม่ เขาจะคบเราเขาต้องดูว่า เราจะอยู่ได้กี่มากน้อย มีที่ไหนรัฐบาล ๑๙ พรรค หามาแข่งที่ในโลกนี้ แล้วเสียงปริ่มน้ำขนาดนี้ เขาดูออก แล้วสภาพในพรรคแกนนำเป็นอย่างไร พรรคร่วมเป็นอย่างไร เอกภาพมีหรือไม่ เขาดูออก บางคนชอบพูด ฝรั่งไม่รู้ประเทศเราหรอก จะรู้ดีอะไรกับประเทศเรา เรารู้ตัวเองดี เลิกพูด ผมนี่เรียนจบมาด้านไทยสทัดดีส์ (Thai Studies) ไทยศึกษา สอนหนังสือ เรื่องไทยศึกษา ไทยสทัดดีส์ (Thai Studies) แต่รู้หรือไม่ครับ ผมไปเห็นสถาบันต่าง ๆ ในประเทศอังกฤษ ยุโรป มันมีไทย สทัดดีส์ อินสทิทิวชัน (Thai Studies Institution) คือมี สถาบันเรียนไทยศึกษาก่อนเราอีก เขารู้ประเทศไทยมากกว่าเราอีก ผมต้องไปเรียนความเป็นไทย จากต่างประเทศ ข้อมูลประเทศไทยเขามีหมด ท่านอย่าไปคิดว่าเขาไม่รู้ประเทศไทย รัฐบาล ท่านมาอย่างไร คะแนนแต่ละคะแนนมาอย่างไร แต่ละมือมาอย่างไร แล้วจะอยู่ไปได้สักกี่น้ำ เขาก็รู้ เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แล้ววันนี้เขาก็รอดูต่อ ดูอะไรครับ ตัวที่เป็นปัญหาที่เรานอน กอดอยู่เดี๋ยวนี้ รัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวที่เราได้ต้องทะเลาะกันอีก แล้วคนไทยเขาจะจัดการ เรื่องนี้อย่างไร ในนโยบายท่านเขียนไว้ว่าอย่างไรเขาก็ดู ดูแล้วรัฐธรรมนูญเขียน กล้อม ๆ แกล้ม ๆ เอาใจกันไว้เท่านั้นล่ะ จะศึกษา เขาก็ดูออกว่าไม่แก้หรอก ถ้าไม่แก้เชื่อเลย อีกไม่เกินปีสองปีระเบิดที่เขานอนกอดอยู่นี้ระเบิดแน่ สักพักเขาก็ต้องสู้กันอีก ไม่สีเหลือง สีแดง ต่อไปมันจะเป็นสีอะไร ความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมืองของเราไม่ง่าย ท่านประธานครับ และตัวหนึ่งซึ่งผมกำลังจะบอกท่านว่าคนจะมาลงทุนในประเทศเขาอยากรู้ อะไรรู้ไหมครับ บ้านเมืองเรารัฐประหารมาอยู่ในกฎหมายพิเศษ อยู่ในอำนาจพิเศษมา เมื่อเลือกตั้งแล้วเขาอยากเห็น เห็นอะไรรู้ไหมครับ คำหนึ่งที่เขาอยากเห็น รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) นิติรัฐ นิติธรรม ต้องการแค่นี้ ถ้าไม่มีนิติรัฐ ไม่มีนิติธรรม เขาไม่อยากมา ลงทุนหรอก อยู่ดี ๆ มาลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันดีคืนดีเสือหิวเสือโหยที่ไหนจะไปขูดเขาอีก แล้วอ้ายบ้าที่ไหนจะไปสั่งปิดของเขาอีก เขาก็กลัว แล้วดูในแถลงนโยบายของท่าน ท่านเปิดดูสิครับ มีพูดไว้ไหมนิติรัฐ นิติธรรม ท่านได้ ยืนยันไว้ไหม ไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่นิติรัฐ นิติธรรม ท่านประธานครับ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เราทำอะไรท่านประธานครับ มีพระราชพิธีเปิดรัฐสภา พระบรมราโชวาททรง เน้นย้ำเลย หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ท่านทำไมไม่เอามาเขียนไว้นี่ละ ไม่มีเลยในนโยบาย แล้วรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ท่านอ่านสิครับ ประเทศไทยต้องอยู่ด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่มีในนโยบาย แล้วที่สำคัญมากเพื่อนสมาชิกวันก่อนพูดว่าอย่างไร อาจารย์ปิยบุตรบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณท่านลืมอยู่คำหนึ่ง ท่อนสำคัญมาก จะคงไว้และปฏิบัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถวายสัตย์ท่านไม่พูดเลย ซึ่งเพื่อนสมาชิกปิยบุตร กล่าวว่าอย่างนั้น ผมก็เลยรอฟังท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ว่าท่านจะชี้แจงไหม ไม่น่าเป็นไปได้นะ จะลืมได้อย่างไร ปฏิญาณคำถวายสัตย์มันก็ไม่เยอะนะ คำสุดท้ายนี้ ธำรงไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ ท่านไม่พูด พอท่านไม่พูด ๑. ท่านลืม เอ๊ะ ลืมได้อย่างไร ๒. ไม่ลืมแต่จงใจ ถ้าจงใจเกิดอะไรขึ้น ผมเชื่อว่าอย่างไร เชื่อว่าจงใจ เพราะมันสอดคล้องกับพฤติกรรมท่าน ท่านไม่ค่อยชอบรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหลายอย่าง ก็ดูอย่างแถลงนโยบาย สิครับ ถ้าจะว่ากันจริง ๆ มีเวลานาน ๆ ท่านไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเยอะเลย ถ้าพวกผมไป ยื่นตีความ ไปยื่นศาล การแถลงนโยบายวันนี้อาจจะโมฆะ เพราะ ๑. ไม่แสดงที่มาทาง การเงิน ๒. ไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เลย เพราะฉะนั้น ๑. ถวายสัตย์ท่านก็ไม่พูดคำนี้ ๒. ในเล่มนโยบายไม่ได้ย้ำเลยนิติรัฐ นิติธรรม แสดงว่าต่อไปนี้ประเทศนี้ก็จะอยู่ต่อไปด้วย หลักอะไร หลักเหมือนที่เคยอยู่มา อยู่มาแบบไหนก็อยู่แบบนั้น แล้วก็จะมีผู้พิพากษา หน้าทำเนียบขึ้นมาพิพากษาเอง หลักวิษณุรัฐอย่างไรครับ ขอโทษครับท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ ผมเคารพท่าน ท่านเป็นไอดอล (Idol) ผมตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเลย ท่านจัด รายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองเมื่อก่อนผมชอบมาก แต่วันนี้ท่านได้ทำตัวเป็นคล้าย ๆ เขาเรียก ทนายหน้าหอหรือเปล่า ท่านก็เป็นมือกฎหมาย ท่านก็ทำหน้าที่ แต่ผมดูว่าท่าน ทำหน้าที่
ท่านประธานผมประท้วงครับ
ประท้วงนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากผู้อภิปรายกล่าวเท็จกลางสภาบอกว่า รัฐบาลนี้ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มาตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน และวันนี้ที่แถลงนโยบายก็แถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญ
คุณสายัณห์ครับ ไม่มีอะไรต้อง ประท้วงครับ
คือพูดเท็จกลางสภาครับ
นายกรัฐมนตรีมีเวลาอยู่ชั่วโมงเศษ ท่านไม่ต้องห่วง ให้รัฐบาลตอบประเด็นนี้โดยตรงครับ
อันนี้ผมใช้สิทธิประท้วงครับ เพราะเดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีจะเสียหายครับ
ไม่เกี่ยวกับท่านสายัณห์ครับ เชิญต่อครับ
คุณสุทินครับดีมาตลอดนะครับ อย่าเพิ่งไปพาดพิงมาก
ท่านอยู่ที่นี่ แล้วจะได้ให้ท่านตอบ ท่านครับ ท่านได้รับรอง ผมมีความรู้สึกว่าท่านรับรองผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิดหลายครั้ง แต่ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นเคส (Case) เดียว เวลาน้อย ผมจะยื่น ตรวจสอบการสรรหา ส.ว. ท่านบอกว่าตรวจสอบ ส.ว. ไม่ได้ โอเค ผมก็บอกแล้วไม่ได้ ตรวจสอบ ส.ว. ผมจะตรวจสอบ คสช. ท่านให้สัมภาษณ์เสียดายวันนี้ คลิป (Clip) นี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานไม่อนุญาต ถ้ามีแล้วจะรีบเปิดให้ดูเลย ท่านบอกว่า คสช. ไม่สามารถตรวจสอบเขาได้ เขาเป็นองค์กรพิเศษ ฟังคำต่อไปนี้นะ ไม่มีอำนาจหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินจึงตรวจสอบไม่ได้ สไลด์ (Slide) ขอหน้าจอหน่อยครับ ว่า คสช. บริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ขอภาพขึ้นหน้าจอหน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ หัวหน้า คสช. ครับ บรรทัดสุดท้าย แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขีดเส้นใต้ บริหารราชการแผ่นดิน นี่นิตินัยชัดเจน พระบรมราชโองการบอกบริหารราชการแผ่นดินครับ พลเอก ประยุทธ์ นี่นิตินัยนะ ทีนี้ไปดูพฤตินัย ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็นั่งอยู่นี่ หัวหน้า คสช. ประกาศ คสช. ท่านออกไปแล้วกี่ฉบับครับ ๒๐๐ กว่าฉบับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ดูสิครับผมแบ่งแยกให้เป็นหมวด ๆ เลย คำสั่งหมวดแรก ๑๐ ฉบับออกเพื่อไป ทำงานแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อีก ๑๙ ฉบับออกเพื่อปฏิรูปการศึกษา ๒๑ ฉบับออก เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ๑๒ ฉบับออกเพื่อจัดตั้ง อีอีซี (EEC) ๙ ฉบับออก ควบคุมสื่อ ๑๗ ฉบับ ออกยึดองค์กรอิสระ ๓ ฉบับออกควบคุมการเลือกตั้ง และปฏิรูปอื่น ๆ ๑๐๙ ฉบับ นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ครับ คำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดแม้กระทั่ง ปลัด อบต. โยกนายก อบจ. กี่จังหวัด ที่บ้านผมเจอไปกี่ อบต. โยกย้ายเขาหมด ห้อยตำแหน่งเขาหมด คืนตำแหน่งเขาหมด ท่านปลดอธิบดีไปกี่คน ย้ายปลัดไปกี่กระทรวง บริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ครับ นี่คือพฤตินัยของ คสช. ครับ แล้วนิตินัยพระบรมราชโองการ ชัดไหมครับ นี่ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ผมฉายคลิป (Clip) จะเห็นเลยท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุให้สัมภาษณ์ชัด ๆ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ผมจะฉายทางโซเชียลมีเดีย (Social media) ว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุบอกว่า คสช. ไม่ได้บริหารราชการแผ่นดิน แต่ ๒ หลักฐานนี่ชัด นี่คือตัวอย่างที่ท่านบิดอย่างไรครับ ผมจึงคิดว่า
เชิญผู้ประท้วงครับ
ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ ผู้อภิปรายไม่อยู่ ในประเด็นนะคะ วันนี้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พูดถึง คสช. เยอะเกินไปนะคะ และนั่นเป็นเรื่องในอดีต และถ้าจะพูดถึงเรื่องในอดีต อย่าลืมนะคะ ๕ ปีที่แล้วเผด็จการใน สภาที่ลักหลับผ่าน พ.ร.บ. กฎหมายสุดซอยนะคะ
พอแล้วครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย คือตอนนี้เป็นการแถลงนโยบายตาม ข้อ ๑๐๘ สมาชิกต้องซักถามหรือ อภิปรายในทางสนับสนุนหรือคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถ ที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ทีนี้ท่านโยงไปถึง คสช. เกี่ยวกับความชอบ แล้วก็ท่านโยงไปถึง รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ซึ่งผมว่าไปไกลนะ
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตชี้แจงครับ ผมกำลังพูดถึงนิติรัฐ นิติธรรม ว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่เน้น ที่ไม่เน้นเพราะอะไรครับ ท่านยังเอารองนายกรัฐมนตรีท่านเดิมมาทำหน้าที่ที่เดิม แล้วท่านก็จะตีความเป็นผู้พิพากษาหน้าทำเนียบเหมือนเดิม ผมเลยยกตัวอย่างว่า ท่านแกล้ง ตีผิดมาแล้วหลายเที่ยว ถ้าจะเป็นต่ออีกท่านก็จะต้องทำแบบเดิม เพราะฉะนั้นนโยบายข้อนี้ นิติรัฐ นิติธรรม ไม่มีแล้ว ประชาธิปไตยก็จะไม่เกิด ความเชื่อมั่นในการที่จะแก้ปัญหา เศรษฐกิจกับชาวโลกไม่มี
เอาละ คือประเด็นเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ท่านพูดหลายครั้งแล้วจบได้
เอาละครับ ก็ผ่านนะครับ
ส่วนที่ไป พาดพิงถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุเดี๋ยวท่านแก้ตัวเองนะครับ
ท่านแก้ได้ อยู่แล้วครับ ก็มีโอกาสเพราะว่าท่านก็นั่งอยู่ตรงนี้ครับ
เอาละครับ จบเรื่องนี้ได้
ผมผ่านไปอีก เรื่องหนึ่ง เรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม คนจะมาลงทุนเขาดูนะครับ นอกจากไม่เขียนแล้ว หรือเขียนไม่ชัดไม่เน้นแล้วท่านต้องปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง ขอทีเถอะครับ อะไรก็แล้วแต่ เมื่อวานนี้ไม่นานไปอยู่ในรีสอร์ต (Resort) ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินคดีก็บอกว่าไม่ผิด นี่ตัวอย่างหนึ่ง เอาละ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากตัวรัฐบาล ตัวระบบประเทศ ไม่เอื้อให้ท่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อวันก่อนผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านบอกว่าท่านจะไปเจรจาการค้า ฟื้นฟูการค้ากับทั่วโลก กับต่างประเทศ ไปที่ อียู (EU) บ้าง ไปที่อาฟต้า (AFTA) ไปที่อะไรบ้าง ท่านมีความตั้งใจดีมาก แล้วคิดดีด้วย ต้องทำครับ ต้องรีบทำ วันนี้เวียดนามไปแล้ว เวียดนามไปแล้ว นำหน้าเราแล้ว อียู (EU) เขาเซ็นกันแล้ว แต่ผมจะสงสารท่านรองจุรินทร์ ถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้ ความเชื่อมั่นยังเป็นแบบนี้ ๑๐๐ จุรินทร์ก็เหนื่อย เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาทำตัวนี้นะครับ ท่านประธาน แล้วตัวคน ทีนี้ธรรมาภิบาลในการบริหารเขาก็ดู ดูอะไรรู้ไหมครับ ดูรัฐบาล ดูหน้าตารัฐมนตรีนี่ละ เมื่อวานพูดกันไปแล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่มีอะไรกับ ผมนะครับไม่เคยขุ่นเคืองกัน แต่ท่านรู้ไหมครับ เขาดูเลยหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ กระทรวงการคลังนี่สำคัญ ท่านไม่ได้ถูกพิพากษาจำคุก ประเด็นที่คุยกันไม่ได้หมายความว่า ท่านถูกศาลชี้ว่าท่านผิดท่านถูก แต่ความเหมาะสม ความมัวหมอง แล้วก็ความน่าเชื่อถือ มันสูงกว่านั้น หน้าตารัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถามจริง ๆ นะครับ มาตรฐานท่านอยู่ระดับนี้ หรือเปล่า หรือท่านอยากได้ดีกว่านี้แต่มันจำเป็นด้วยข้อจำกัด ถ้ามาตรฐานท่านอยู่ระดับนี้ มีปัญหา หลายท่านไปรับรองกันว่าติดคุกที่นั่น ไม่เกี่ยวกับประเทศไทย บุกรุกที่คดียังไม่สิ้นสุด ไปพัวพันเรื่องโกงธนาคาร แต่ศาลยกแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็รับรองหมด ท่านครับ นักการเมืองเขาบอกว่าต้องถือศีลมากกว่าชาวบ้านนะครับ เพียงเรื่องผิดไม่ผิดตาม ข้อกฎหมาย มียุคหนึ่งอย่าไปถามหาใบเสร็จให้นักการเมือง เชื่อได้ว่าเท่านั้นก็เพียงพอ ที่จะต้องพิจารณาตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่าถึงกับไม่จำเป็นต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายว่า ต้องอยู่ในคุก เคยมีคดีมัวหมองเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดีไม่งาม สถานที่อโคจรอย่างรีสอร์ต (Resort) สัตบุรุษไม่ควรไป บุคคลที่ควรเป็นผู้นำประเทศอย่าได้ย่างกรายเข้าไปที่สถานที่ อโคจร ท่านไปอย่างนั้นมาตรฐานจริยธรรมทางนักการเมือง บ้านเราอาจจะรับกันได้ ที่อื่น รับไม่ได้ เพราะฉะนั้นความน่าเชื่อถือเหล่านี้มีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของท่านทั้งหมด ท่านอุตตมครับ ถ้าผมพูดอย่างนี้จะไม่เป็นธรรมต่อท่าน ศาลไม่ได้ชี้ชัดหรอกว่านายอุตตม มีความผิด แต่ศาลได้พิพากษาว่ากรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยมีความผิด ท่านก็อยู่ใน กรรมการนั้น แต่เผอิญท่านอาจจะโชคดีด้วยอะไรไม่รู้ ชื่อท่านไปหลุดในขั้นตอนหนึ่ง ไม่ได้ถูกส่งฟ้องกับเพื่อน เพื่อนจึงติดคุก ท่านไม่ติด ถ้าท่านจะบอกว่าท่านบริสุทธิ์เพราะศาล ไม่ได้สั่งผมจำคุก ก็ใช้ได้ครับ แต่นักการเมืองซึ่งต้องถือศีลมากกว่าชาวบ้าน โดยเฉพาะ กระทรวงการคลังและงบประมาณเป็นหน้าตาแล้วต้องทำการค้าขายกับชาวโลก เรื่องนี้ มีปัญหา มีคนอื่นที่ท่านเลือกได้ไหมครับท่านนายกรัฐมนตรี มีเท่านี้ใช่ไหมรัฐบาลเรา ถ้าเขาบอกว่าสีเทา สื่อวันนี้บอกสีเทา เขาบอกนะผมไม่ได้บอก สุดท้ายครับท่านประธาน ที่เคารพครับ
ประท้วงครับท่านประธาน กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมฟังของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านนี้แล้ว คือพูดไม่เกี่ยวกับนโยบายแล้วไปพาดพิงถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไม่เหมาะสม ท่านไม่ใช่ศาล บางคดีในอดีตขนาดติดคุกแล้วหนียังมี อันนี้ไม่มี ศาลไม่ได้ บอกว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีความผิด แล้วถ้าไม่เชื่อศาลจะเชื่อใคร หรือว่าเอาแบบถูกศาลตัดสินจำคุกแล้วหนี เอาอย่างนั้นใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ คือเรื่องนี้ที่พาดพิงท่านอุตตมบ่อยแล้ว ท่านก็จะอ้างว่าเกี่ยวกับ ความไม่เหมาะสมในการที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ทุกคนก็เข้าใจหมดแล้ว เลิกพูดซ้ำเถอะ มันเป็นประเด็น
ครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พาดพิงท่านครับ
ไม่ได้ พาดพิงผม
ผมพูดตรง ๆ เลยครับ
ครับ
เพราะท่าน อยู่ที่นี่แล้วท่านก็จะเป็นคนรับผิดชอบบ้านเมือง ท่านรับผิดชอบจะต้องเป็นคนขับเคลื่อน นโยบาย ผมจึงติงให้ข้อสังเกตว่าท่านจะขับเคลื่อนนโยบายไม่ได้นะ
มีท่าน จะประท้วงนะครับ คงประท้วงผม
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอประท้วง ท่านประธานถึงผู้อภิปรายนะคะว่า คือมาพาดพิงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดิฉันเรียนตามตรง ดิฉันได้เคยพูดไปแล้วเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าดิฉันมีความสนใจ แล้วก็ศึกษา ข้อมูลในเรื่องของธนาคารกรุงไทยที่ปล่อยเงินกู้ ดิฉันอยากจะบอกว่าท่านรัฐมนตรีอุตตม หรือหัวหน้าพรรคของดิฉันคือเหยื่อของคนโกงค่ะ ที่โกงกันเป็นระบบ โกงกันเป็นขบวนการ มีนายใหญ่เบอร์หนึ่งที่เป็นนักโทษที่หนีคดีอยู่คือจำเลยอันดับ ๑ อันนี้คือความจริง แล้วที่สำคัญที่สุด ก็คือศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาแล้ว
พอได้ แล้วครับ ผมจะวินิจฉัยได้แล้ว ท่านไม่ต้องแล้วนะครับ
ดิฉันกำลังพูดว่าท่านได้ถูกพาดพิง
ท่านประท้วงทำไมครับ ด้านหลัง เดี๋ยวท่านอภิปรายในส่วนของท่าน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๐๙ และประท้วงผู้มาประท้วง ๒ ท่าน ตามข้อ ๑๐๙
พอเถอะ ผมจะวินิจฉัย ท่านไม่กดเอง ผมไม่ได้กด ท่านชี้หน้าผมนะนี่ ไม่สุภาพ
ท่านประธานที่เคารพคะ
ครับ พอแล้ว
ดิฉันประท้วงในข้อ ๔๓ ที่ใส่ร้ายป้ายสีนะคะ ท่านประธานที่เคารพ
เมื่อสักครู่ ท่านบอกผู้อภิปรายให้สรุป ให้หยุดประเด็นนี้
หยุดแล้ว
แสดงว่า ท่านประธานพิจารณาว่าประเด็นที่เขาประท้วงนี่ผิด ถูกตามที่เขาประท้วง
ท่านคิดอะไร อย่างนั้น
ท่านประธานคะ ดิฉันประท้วงข้อ ๔๓ ที่ใส่ร้ายป้ายสีในขณะที่
เดี๋ยว ทั้ง ๒ ท่านครับ หยุดนะครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่วินิจฉัย หยุดเถอะครับ เชิญทั้ง ๒ ท่านนั่ง เดี๋ยวผมวินิจฉัย เชิญท่านนั่งนะครับ ผมวินิจฉัยแน่ อย่าครับ อย่า มาเกี่ยวกับผมด้วย เชิญนั่งก่อนครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย นั่งก่อนเชื่อผม ผมฟังหมดแล้วของท่านนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมพูดต่อได้ยังครับ
เดี๋ยว ยังไม่ได้วินิจฉัยเลย
เชิญครับ
ผมวินิจฉัย ว่ากรณีที่ท่านพูดถึงท่านอุตตม ผมได้ยินบ่อยครั้งมาก ส่วนว่าใครผิดใครถูกนี่ทุกคนในที่นี้ ได้ยินหมดแล้ว แล้วก็คงจะคิดได้ด้วยตนเอง จะเชื่อไม่เชื่ออย่างไร แล้วก็มากล่าวหาผม ผมต้องขอแก้ตัวได้ไหมว่าไม่เกี่ยวเลยนะครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ อย่าซ้ำซาก เพราะว่า มันก็ดึกแล้วนะครับ ไม่มีครับ ท่านไม่ต้องประท้วง ท่านประท้วงผม ท่านบอกว่าผมรู้เห็นเป็น ใจอะไรทำนองนั้น ผมก็ชี้แจงแล้วอย่างไร ผมจะไปวินิจฉัยอย่างอื่นได้อย่างไร นอกจากชี้แจง
ท่านประธานครับ ผมจะไปประเด็นอื่นแล้วจะได้ยุติ
ไปเลยครับ ไปประเด็นอื่นครับ โอเค (OK) ครับ
ทีนี้นิดหนึ่งพอดี การประท้วงท่านบอกว่าไปเกี่ยวกับคนโกงคนอะไรนี่ ระวังนะคนนอนอยู่ในโลงเขาจะสะดุ้ง คนโกงเกี่ยวกับเรื่องนี้มันมีหลาย ไม่รู้ใครเป็นใครบ้างนะครับ นอนอยู่ในหีบโลงศพจะบาปเอา ท่านประธานครับ เรื่องการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง สัญญาณที่เราส่งออกไปต่างประเทศ ให้ระมัดระวังนะครับ ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีกำลังทุ่มเททำงานเพื่อจะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ วันสองวันนี้ผมเห็นพูดกันแม้กระทั่งในสภาขู่จะปฏิวัติ เรื่องนี้ในโลก เขามองอย่างไรรู้ไหมครับ
มีผู้ประท้วง อีกแล้วนะครับ เชิญท่านปารีณาครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานเพื่อประท้วง ท่านผู้ประท้วงนะคะ ข้อ ๔๓ ใช้กิริยาไม่สุภาพนะคะ ใช้นิ้วชี้ค่ะ เวลาพูดแล้วนิ้วชี้ไปที่ ท่านประธานนะคะ ไม่อยากให้ทำกิริยาอย่างนี้ค่ะ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ผมชี้แจงท่านไปแล้ว ท่านให้ผมชี้แจงก็จบแล้วนะครับ ขอบคุณ ท่านปารีณานะครับ ไปต่อดีกว่านะครับ ท่านสุทิน
ไปต่อครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงเรื่องบรรยากาศของประเทศ แล้วก็ความเชื่อมั่นว่าเราจะอยู่ในระบบ นิติรัฐหรือไม่ ผมอยากขอร้องทางรัฐบาลหรือใครก็แล้วแต่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านอย่าส่งสัญญาณ เรื่องจะยึดอำนาจเถอะ ท่านส่งสัญญาณแถวนี้ วางก้ามแถวนี้ให้พวกเรากลัวไม่เป็นไรหรอก แต่คนในโลกเขามองว่า ไปไม่ได้แล้วนะประเทศนี้ แม้กระทั่งในสภาก็ขู่จะปฏิวัติ ไม่เป็น ผลบวกครับ เอาละท่านประธานครับ มีเรื่องหนึ่งซึ่งชาวบ้านฝากมา ถ้าผมไม่พูดก็จะบาป ฝากไป ถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ชาวพุทธดูนโยบายแล้วท่านเขียนไว้ว่า ส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนา ก็เขียนไว้ดี แต่ท่านครับเรื่องนี้ผมนอนคิดอยู่ ๒-๓ วัน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าผมจะพูดก็ เซนซิทิฟ (Sensitive) ถ้าไม่พูดมันเป็นความไม่พอใจของคนเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศ เรียนเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านที่ผ่านมากับท่านนี้ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีชาวพุทธไม่สบาย ใจเป็นที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองที่มีความงดงามมากเรื่องการอยู่ร่วมกันของทุกศาสนา แล้วทุกนายกรัฐมนตรีเขาทำดีมาตลอด ไม่เคยมีสัญญาณอะไรจะมีปัญหา แต่พอตอนท่าน เขาไม่สบายใจนะครับ ท่านจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ว่าสัญญาณออกไปชาวพุทธเขาวิตกถึง ความดำรงคงอยู่ของพุทธศาสนา ตัวท่านจะนับถือศาสนาอะไร ครอบครัวนับถือศาสนาอะไร เป็นเสรีภาพอันงดงาม แต่พอเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วท่านต้องวางน้ำหนักให้ดีระวังให้มาก ท่านจัดงบประมาณไปทำอะไร ไปกับศาสนาใดบ้างเขาพูดกันเยอะ เพราะฉะนั้นผมพูดได้ เพียงเท่านี้ เป็นเพียงแต่ว่าให้นึกถึงหัวอกชาวพุทธ มันเกิดอะไรขึ้นมากมายในยุคท่านเกี่ยวกับศาสนา
อีกเรื่องหนึ่งชาวบ้านฝากมา เรื่องกัญชาเสรี กัญชาเสรีเหมือนเพื่อนสมาชิก พูดไปแล้วครับ เป็นเทรนด์ (Trend) ของโลก เป็นกระแสใหญ่มาก ผมฝาก ๓ มิติ ๑. ข้อยุติ ทางการแพทย์เอาออกมาให้ชาวบ้านได้รู้มากที่สุด อย่าให้เกิดกระแสอุปทานตามกันไปว่าน้ำมัน กัญชามันดี มันดี มันดี แล้วต้องให้ความรู้ในการใช้เขา มีการตาย มีการป่วย เพราะใช้ผิดมาเยอะ แล้วข้อสรุปทางการแพทย์ยังไม่ยุติเสียทีเดียว แต่ที่แน่ ๆ กัญชาไม่ใช่ยามโหสถ ไม่ใช่รักษา ได้ทุกโรค และไม่ใช่จะรักษาได้ทุกรูปแบบ นี่มิติที่ ๑ มิติที่ ๒ น่าเป็นห่วงมาก กัญชาอย่างไร มันก็คือยาเสพติดในข้อเท็จจริง แต่วันนี้เราค้นพบคุณค่าทางการแพทย์มันมากเท่านั้น การส่งเสริมให้ปลูกกัญชาและเอากัญชาเข้ามา ท่านต้องระวังผลข้างเคียงในสังคม คือเด็กจะติดกัญชาอย่างไร กัญชามันมีติดอยู่แล้วในอดีต วันนี้ถ้าสังคมไทยเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันเช่นตะวันตก ไม่ห่วง ถ้าสถาบันครอบครัวของเราเข้มแข็ง ผมไม่ห่วง ถ้ากระบวนการยุติธรรมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้มแข็ง ผมไม่ห่วง แต่ถ้าหากภูมิคุ้มกันและ สถาบันครอบครัวยังอ่อนแบบนี้ ผมเกรงว่ากัญชามันจะไหลเข้าไปในเด็ก มันจะไม่ใช่กัญชา ทางการแพทย์ มันจะเป็นกัญชาทางอะไรละ ติดกันทั้งบ้าน แม้ขณะนี้ยังไม่มีก็ติดกัญชากันเยอะ ตรงนี้ต้องระวังให้มาก ท่านจะนำกัญชามาใช้ ท่านต้องมีแผนรองรับ ท่านมั่นใจหรือไม่ว่า ภูมิคุ้มกันทางสังคม ครอบครัวเราดีพอ เด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ปัญหาเยอะ ท่านประธานครับ ไม่เรียนหนังสือ ผมเป็นครูนะครับ เดี๋ยวนี้ยังสอนนะครับ กลับบ้านผมยังสอนนะ เด็กมีปัญหา แล้วท่านไปดูเลยโรงเรียนมัธยมศึกษาตามหัวเมืองไปสำรวจเด็กมัธยมศึกษา ๑๐๐ คน อยู่กับ พ่อแม่ครึ่งต่อครึ่ง ไม่มีพ่อแม่ครอบครัวแตก โบรเคินโฮม (Broken home) ครึ่งต่อครึ่ง แล้วพวกนี้เอาไม่อยู่ กัญชาทางการแพทย์มันจะไหลไปสู่กัญชาอีกเพื่อการอื่น
ประการสุดท้าย มิติที่ ๓ คือกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่หลายคนหมายตา บรรจุนโยบายนี้แล้ว อย่าให้ประชาชนต้องเป็นแมงเม่า ใครไปยึดกุมตลาดไว้ กลไกการตลาด กัญชาอยู่ในมือใคร กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวก็กลายเป็นลูกไล่ ๓ มิติ ผมฝาก ผมไม่ห้าม เห็นด้วย แต่ว่าต้องดูให้ละเอียดรอบคอบครับ เรื่องการกระจายอำนาจฝากกันมาเยอะ ประชาธิปไตย กับการกระจายอำนาจ อันเดียวกันนะครับ ใกล้เคียงกันมาก ๕ ปีที่ผ่านมา ท่านไม่ได้ กระจายหรอก ก่อนหน้านั้นถนนทุกสายมุ่งสู่ชาวบ้าน ถนนทุกสายมุ่งสู่ท้องถิ่น มุ่งสู่องค์กร ส่วนท้องถิ่น แต่ ๕ ปี ที่ผ่านมา ๓๖๐ องศา กลับหลังพรึบ ถนนทุกสายกลับสู่ส่วนกลางหมด แม้แต่การศึกษาเขามีเขตพื้นที่ มีโรงเรียน มีกระทรวง หนักแล้ว ไปตั้งศึกษาธิการเขต ศึกษาธิการจังหวัดทับซ้อนเข้าไปอีก นี่คือการดึงอำนาจกลับส่วนกลางทั้งหมด ผมฝาก ทุกท่านครับ
มีผู้ประท้วง เชิญท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ มะหะหมัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ
ท่านประท้วงข้อไหนว่าก่อนเลย
ผมขอประท้วงท่านที่กำลังอภิปราย อาจจะช้าไปนิด เพราะว่าต้องใช้วิจารณญาณในการที่จะ มาประท้วง ผมประท้วงข้อ ๔๓ จะตรงหรือไม่ตรง ผมไม่แน่ใจ เพราะอยู่ในอารมณ์ที่ยัง ไม่สามารถที่จะตัดสินปัญหาที่ท่านพูดถึงเรื่องของการนับถือศาสนา ท่านประธานครับ อยากจะเรียนท่านประธานว่าผมนั่งฟังและใช้วิจารณญาณในการพูดของท่านที่อภิปราย พาดพิงถึงท่านนายกรัฐมนตรีและพาดพิงถึงเรื่องศาสนา หลายคนคงจะถามว่าผมศาสนา อะไร ไม่ต้องพูดครับ นามสกุล มะหะหมัด แน่นอนเป็นมุสลิม คือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ท่านประธานครับ ผมว่าในนี้มีมุสลิมหลายคน คลุมฮิญาบสวยงามมีหลายคน หลายคน คิดเหมือนผมว่าผู้ที่กำลังอภิปราย กำลังจุดประเด็นความขัดแย้งขึ้นในห้องนี้ที่เป็นสภา อันทรงเกียรติของเรา ผมอยากจะเรียนครับท่านประธาน เรื่องศาสนาที่ละเอียดอ่อน พูดประหนึ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีอันเป็นที่รักของผม นับถือศาสนาอะไรกันแน่ ท่านนายกรัฐมนตรีนำเงินภาษีอากรของประเทศไทยไปใช้ในการบำรุงศาสนา พูดประหนึ่งว่า ผมไม่ใช่คนไทยหรือครับ
ผมวินิจฉัย ได้แล้ว ขอบคุณครับ
ขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ขอให้ถอนคำพูดที่เกี่ยวข้องในเรื่องละเอียดอ่อนทางด้านศาสนา ออกไปครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานวินิจฉัยครับ
ผมพิจารณา แล้ว แล้วผู้อภิปรายก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แล้วท่านก็แตะนิดเดียว ซึ่งผมก็ตั้งใจ อยู่แล้วนะครับว่า เมื่อท่านอภิปรายเสร็จก็คงมีคำชี้แจงจากทางฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับการทำ นี่ผมก็ยังไม่ได้ตรวจเลยคำแถลงนโยบายว่าไปกระทบเรื่องศาสนาหรือไม่ คงมีการชี้แจง รวมทั้ง เรื่องกัญชาด้วย ดังนั้นผม โอเค (OK) ๓ เรื่องของท่าน
ท่านครับ ผมระมัดระวังอยู่แล้วเรื่องนี้ครับ แล้วก็ไม่ได้เอ่ย และท่านทราบไหมครับความจริงข้อหนึ่ง ลูกผมกำลังจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาเดียวกับท่านนั่นละ
พอแล้วครับ
ผมมีเพื่อน ทุกศาสนา เคารพทุกท่าน ไม่มีจุดประสงค์เลย แต่ว่าเตือนเท่าที่จำเป็นท่านนายกรัฐมนตรี เท่านั้นละ ท่านครับ ท้ายที่สุดแล้วนโยบายที่ท่านได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ผมมองว่า เป็นนโยบายที่จริงเพื่อนพูดเยอะแล้วละ เป็นนโยบายที่ขาดตัวชี้วัด แล้วท่านก็เขียนหลายอย่าง กำ ๆ กวม ๆ แล้วหลายอย่างท่านต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนะครับ ก็ไปยื่นเสียเรื่องของ ค่าใช้จ่าย แล้วสิ่งสำคัญ ประการสำคัญก็คือท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะกรุณาชี้แจงว่า ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณสมบูรณ์หรือไม่ เราจะได้สบายใจ ถ้าสมบูรณ์ก็จบ ถ้าไม่สมบูรณ์เหตุผล ก็เท่านั้นละครับ ขอบคุณอย่างสูงครับ
เดี๋ยวก็ค่อยฟังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบนะครับ ท่านอุตตมก่อนนะครับ ก็ขอตอบชี้แจง แล้วก็ขออนุญาตใช้ภาพนิ่ง ผมดูแล้วก็ไม่มีผลอะไร ใช้ได้ อนุญาตให้ใช้ภาพนิ่ง ๒ ภาพ ประกอบการชี้แจงซึ่งผมดูแล้ว เชิญท่านอุตตม อย่าใช้เวลานานนะครับ เดี๋ยวมีหลายประเด็นครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผมไม่ใช้เวลานานหรอกครับ เพราะว่าจะยิงตรงประเด็น ตั้งแต่เมื่อวานแล้วผมก็ได้กราบเรียนรัฐสภานะครับ เนื่องจาก มีท่านสมาชิกสภาได้กล่าวพาดพิงผมในทำนองที่ว่า ผมขาดความเหมาะสมนะครับ ขาดคุณสมบัติที่พึงจะมีที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวานผมได้เรียนไป เบื้องต้นว่า ผมยืนยันว่าผมมีคุณสมบัติครบถ้วน และถ้าพูดถึงกรณีทุจริตการปล่อยกู้กรุงไทย ผมมีความบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ร่วมกระทำผิดแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแค่ผิดหรือถูก แต่เดี๋ยว สักครู่ผมจะขอกราบเรียนท่านว่า จริง ๆ แล้วพฤติกรรมพฤติการณ์ของผมนั้นเป็นอย่างไร และขั้นตอนจริง ๆ แล้วในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ผมไม่ใช้เวลามากนะครับ แต่ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสุทินอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้โอกาสผมชี้แจงในวันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านประเด็นเดียวคือเราไม่มีอะไรกันนะครับ นอกนั้นผมไม่เห็นด้วยนะครับ เดี๋ยวชี้แจงให้ทราบ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ในเรื่องเงินกู้ทุจริต กรุงไทยนี้ ก่อนอื่นเลยมีการตรวจสอบสอบสวนไต่สวนทุกขั้นตอนโดยองค์กรอิสระที่เป็น ที่ยอมรับของประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ได้พูดแค่ศาลนะครับ กำลังพูดถึงการตรวจสอบ ไต่สวน แล้วก็มีคำวินิจฉัยพิพากษามาโดยตลอด ตั้งแต่เรียงลำดับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อเรื่องนี้เริ่มขึ้น พ.ศ. ๒๕๔๗ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. และคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช. ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิด ความเสียหายแห่งรัฐหรือ คตส. ปี ๒๕๔๙ สำนักงานอัยการสูงสุด ปี ๒๕๕๑ แล้วท้ายที่สุด โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วศาลก็ได้มี คำพิพากษาเป็นที่ยุติถึงที่สุดไปแล้ว ว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำ ความผิดในเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญนะครับ ไม่ใช่ว่าตกหล่น แต่ปรากฏ พยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ชัดเจน ทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อมถึงการกระทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ของผมในขณะนั้น ที่ธนาคารกรุงไทย ในฐานะกรรมการอิสระนะครับ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เดี๋ยวผมจะได้ ขยายความนะครับ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างครบถ้วน ในบทบาท ดังกล่าวท่านคิดได้ครับว่าผมผิด ท่านคิดได้ว่าผมมัวหมอง แต่ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่า สุดท้ายสังคมจะเป็นคนตัดสินใจ แล้วผมกำลังจะนำเสนอสิ่งซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ กับสังคมในการที่จะตัดสินว่าผมเป็นอย่างไร ผมขอเริ่มอย่างนี้นะครับ สั้น ๆ เลยครับ ไล่ไปเลย ที่ผมเรียนแล้วว่าผมผ่านทุกขั้นตอนนะครับ ไม่ใช่แต่ศาล เริ่มนี่ครับเหตุเกิดตั้งแต่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย มีการเสนอสินเชื่อ ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ขออภัยเอ่ยนามนะครับ จำนวน ๙,๙๐๐ ล้านบาท ให้กรรมการบริหารพิจารณานะครับ กรรมการบริหารผมเรียนอย่างนี้ว่าในวันนั้น มีกรรมการบริหาร ๒ คน ผมและอีกท่านหนึ่ง คุณชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่เอ่ยทั้งสองคนนี้ก็เพราะว่าเป็นกรรมการอิสระทั้งคู่ หมายความว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ในการบริหารในกิจการปกติของธนาคารแต่อย่างใด มาก็คือมาประชุมเท่านั้นนะครับ และข้อเท็จจริงก็คือในการพิจารณานั้นมีหลักฐานปรากฏชัดเจน ซึ่งในกระบวนการยุติธรรม ได้พิสูจน์ทราบแล้ว มีคำวินิจฉัยแล้วว่าผมและคุณชัยณรงค์ ได้มีการทักท้วง ซักถาม แล้วก็ ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในขณะนั้น อย่างไรก็ตามครับมาทราบในภายหลัง ว่ามีการปล่อยเงินสินเชื่อที่ว่านี้ออกไป เกิดอะไรขึ้นครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็น ผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด ตั้งการสอบสวนในเชิงลึกเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ ในครั้งนี้ สอบในเชิงลึกผมไม่ได้พ้นนะครับ ผมก็ถูกตรวจสอบด้วยนะครับแต่อยากจะเรียน ท่านว่า ผมเป็นผู้เดินเข้าไปหาผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกเรียก พอเมื่อทราบว่ามีการสอบสวน ผมเข้าไปหาธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ที่ให้ข้อมูล และพร้อมรับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบแล้วก็มีข้อวินิจฉัยว่า มีการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดจำนวนหนึ่ง ถ้าเป็นบุคคลทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักฐานเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนะครับ สำหรับผม และคุณชัยณรงค์ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้กล่าวโทษ ไม่ได้กล่าวโทษตามที่มีผู้พยายาม บิดเบือนตั้งแต่ต้นว่า ผมเป็นคนเดียวที่หลุดรอดไม่ได้รับการกล่าวโทษไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ คุณชัยณรงค์กับผม ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบแล้วมีมติว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้มีการทำทุจริต เรื่องยังไม่จบครับ นี่แค่ขั้นตอนแรกของการตรวจสอบ ขั้นตอนต่อมาคือธนาคารแห่งประเทศไทยส่งเรื่องนี้ การทุจริตที่ธนาคารกรุงไทย ไปที่ ป.ป.ช. แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ เรื่องจึงถูกส่งไปที่คณะกรรมการ คตส. ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในขณะนั้น ผมคิดว่าเป็นที่ทราบกันดี ในขณะนั้นว่าคณะกรรมการ คตส. นี้ มีความเข้มข้นขนาดไหน ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา คณะกรรมการ คตส. ไต่สวนเรื่องทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยใหม่ตั้งแต่ต้น ไต่สวนใหม่เลย มีการเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าไปรวมถึงตัวผมหลายครั้ง แล้วผมเรียนท่านว่าการถูกไต่สวน โดย คตส. นั้นเป็นความทุกข์จริง ๆ ผมเรียนเช่นนี้ก็เพราะว่าผมถูกกล่าวหาด้วยนะครับ คตส. ไต่สวนในชั้นต้น ผมเป็นผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ ๑๙ ในเรื่องนี้ เป็นผู้ถูกกล่าวหาเลย เข้ากระบวนการไต่สวน มีคนอื่นด้วย แต่เมื่อ คตส. ไต่สวนแล้ว คตส. มีมติว่าผมไม่ได้ ร่วมกระทำความผิด มีมติให้ข้อกล่าวหาของผมนี้ตกไป ผมเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ยืนยัน ได้อย่างไร ตามนี้ครับ อันนี้เป็นหนังสือจาก ป.ป.ช. ถึงผม ภายหลังที่ผมขอทราบเหตุผลและ การวินิจฉัยของ คตส. ให้ชัดเจน ที่เกี่ยวกับผม ผมขออนุญาตอ่านนะครับ สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนว่า ในเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ คตส. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานว่าท่านไม่ได้ร่วมกระทำความผิด มีมติให้ ข้อกล่าวหาตกไป ชัดเจนว่า คตส. มีมติเช่นนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีความพยายามที่จะ บิดเบือน สร้างความเข้าใจให้สังคมคลาดเคลื่อนว่าผมนั้นได้รับการกันเป็นพยาน ไม่ใช่นะครับ ถูกกล่าวหาเต็ม ๆ ผ่านกระบวนการธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกระบวนการของ คตส. ที่กล่าวหาผม ไม่ได้รับการกันเป็นพยานแต่อย่างใด ผ่านกระบวนการเต็มที่ ขอกลับไปอันเดิม เดี๋ยวจบแล้วครับ คตส. มีมติแล้ว ไม่มีความผิด ส่งเรื่องต่อให้อัยการ คราวนี้ไปอัยการ แล้วปี ๒๕๓๑ อัยการไม่ได้รับเรื่องจาก คตส. แล้วเอาตามนั้นทันที สำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งคณะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. มาดูอีกครั้งหนึ่งว่าสำนวนเป็นอย่างไรจาก คตส. และพยายาม หาหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีใครที่สมควรจะรับผิดอีกหรือเปล่า คณะทำงานนี้สุดท้ายมีมติ เช่นเดียวกับ คตส. ในส่วนของผมคือผมไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิด เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ มติเหมือนเดิม แต่มีผู้ที่อัยการสั่งฟ้อง ไม่ใช่ คตส. สั่งฟ้องนะครับ อัยการมาดูแล้ว อัยการ เป็นผู้สั่งฟ้องเอง ๒๗ ราย ต่อศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลา ๔ ปี เพราะฉะนั้นไม่มีใครไปเร่งรัดอัยการให้ฟ้อง ท่านใช้เวลา ๔ ปี ผมเชื่อว่าถ้า ๔ ปีนี้ท่านดู รอบคอบ รัดกุมแล้วว่าเป็นอย่างไรท่านถึงตัดสินใจฟ้องตามนั้น เพราะฉะนั้นพอมาถึง ศาลฎีกาในตรงนี้จึงไม่ปรากฏชื่อผมครับ ไม่ปรากฏก็เพราะว่าขั้นตอนอย่างที่ผมเรียนท่านแล้ว กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ผมผ่านเหมือนทุกคน ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ผมผ่านการพิสูจน์ ของกระบวนการยุติธรรมตลอด สุดท้ายแล้วดังที่เราทราบว่าศาลฎีกาก็มีมติว่ามีผู้กระทำ ความผิด จำเลย ๒๕ คน ให้ชดใช้ ไม่มีผมเป็นจำเลย ก็เพราะว่าผมไม่ได้ถูกฟ้องตั้งแต่ต้น ส่วนกรณีที่เมื่อสักครู่นี้ที่สมาชิก ท่านสุทินขออภัยเอ่ยนามนะครับ บอกว่าจริง ๆ แล้วศาล บอกว่ากรรมการบริหารต้องร่วมรับผิดชอบด้วยในคำวินิจฉัย ในกรณีนั้นที่ศาลท่านพูดถึง กรรมการบริหารก็คือกรรมการบริหารที่ถูกฟ้อง ซึ่งมี ๓ ท่านนะครับ อันนี้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายถึงกรรมการบริหารทุกท่าน ก็เรียนชี้แจง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ยังมีประเด็นอีก ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง
ประเด็นแรกมีการกล่าวหาว่าตัวผมเองวิ่งเต้น มีผู้ใหญ่ช่วยเหลือ ผมเรียน อย่างนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านแล้วว่าองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมีอะไรบ้าง ท่านคิดหรือครับว่าการวิ่งเต้นองค์กรเหล่านี้ ตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ป.ป.ช. คตส. สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล ทำได้หรือครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายมากกว่านี้ในประเด็นนี้ แต่อย่างนี้ครับ แม้กระบวนการยุติธรรมได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ในส่วนของผมก็ยังมีคนพยายาม บิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วอ้างอิงข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนอีก ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่จะ เอาผิดผมได้ ผมเรียนนะครับว่าในข้อเท็จจริงนั้นมีครับมีคนพยายาม เมื่อปี ๒๕๖๐ ยื่นให้ ป.ป.ช. และ ดีเอสไอ (DSI) บอกว่ามีหลักฐานใหม่ให้พิจารณาใหม่ ป.ป.ช. ดีเอสไอ (DSI) พิจารณาแล้วมีมติครับว่าของที่ยื่นคำร้องนั้นเป็นของเดิมทั้งสิ้น พยานหลักฐานเหล่านั้น ถูกบรรจุและพิจารณาแล้วในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา มีมติให้คำร้องตกไปไม่หยิบ ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็เพื่อให้ท่านได้เห็นภาพผมขออนุญาตว่าขอเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับ เบื้องหลังของคดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงถึงท่านไหนนะครับ แต่ว่าเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพจริง ๆ ว่าการปล่อยกู้ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของการประชุม คณะกรรมการบริหารเท่านั้น มันมีมากกว่านั้น จากการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม ปรากฏภาพว่าปัจจุบันยังมีคดีอีก ๒ คดีที่เกี่ยวเนื่อง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวผม คดีแรกยังมี ผู้ถูกกล่าวหาจำเลยที่ยังไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ คดีที่ ๒ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการที่องค์กรตรวจสอบอิสระเหล่านี้ได้ชี้ว่ามีผู้ได้รับที่เรียกว่า เงินทอนจากการปล่อยกู้ครั้งนี้ มีผู้เกี่ยวข้องภายนอกธนาคารที่ได้รับประโยชน์ที่ไม่สมควร ได้รับ คดีนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่ ผมจะไม่ก้าวล่วงไปถึงเนื้อของคดีหรืออย่างไร แต่ที่ผมกราบเรียนนี้ ก็เพื่อให้เห็นภาพว่าการทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยครั้งนี้มีการเตรียมการ มีการสมคบแบ่งงานกัน ทำมาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะมีการประชุมกรรมการบริหารด้วยซ้ำ ผมในฐานะกรรมการบริหาร อิสระไม่มีทางทราบเลยครับว่ามีการเตรียมการเช่นนี้ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้มาถูกค้นพบในภายหลัง เพราะฉะนั้นคดีนี้ซับซ้อนครับ ไม่ใช่แค่การประชุมของกรรมการบริหาร เพราะฉะนั้น ในข้อเท็จจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของผมในวันนั้น ผมเรียนยืนยันนะครับ ผมปฏิบัติหน้าที่ กรรมการอิสระโดยยึดมั่นการรักษาประโยชน์ของธนาคารเป็นหลัก ได้ทำการทักท้วงแล้ว และได้ทำการติดต่อเข้าพบผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเอง แล้วก็ผ่านการตรวจสอบ อยู่ดี และให้ความร่วมมือหลังจากนั้นกับกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนแล้วครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท้ายที่สุดมีผู้กล่าวอ้างว่ากรณีสินเชื่อกรุงไทยนี้จะมี ผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะมี ความมัวหมอง ขาดคุณสมบัติ ขาดจริยธรรมไม่น่าเชื่อถือ ผมก็เรียนอย่างนี้นะครับว่าผมหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าประเด็นที่ผมได้หยิบยกมาอธิบายให้ท่านเห็นในครั้งนี้จะสร้างความกระจาย เกี่ยวกับกรณีของกรุงไทยนี้ทั้งหมดซึ่งได้ยุติไปแล้วนะครับ เป็นความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว และผมก็ได้ทำหน้าที่ของผมในฐานะกรรมการอิสระอย่างมืออาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่พูดลอย ๆ หลักฐานเหล่านั้นอยู่ในสำนวน ของการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ผมได้ตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่ ถ้าพูดถึงจริยธรรมก็ตาม มาตรฐานจริยธรรมที่สมบูรณ์แล้วในขณะนั้น โดยผมไม่ได้เกรงกลัวต่ออิทธิพลหรือ ผลกระทบใด ๆ ที่อาจจะมีจากภายนอก กระบวนการยุติธรรมจึงได้พิสูจน์แล้วนะครับว่า ผมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วก็ไม่ได้ทำผิด ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมก็ขอขอบพระคุณอีกครั้ง สำหรับโอกาสที่ชี้แจงในวันนี้ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กรุณายกประเด็นมา ผมยินดีให้ตรวจสอบเสมอนะครับ แต่ก็ขอว่าอยู่ในกรอบที่ไม่บิดเบือนกันจนเกินไปนะครับ แล้วขอเรียนอย่างสุดท้าย เรียนยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อสภา อันทรงเกียรติในครั้งนี้นะครับ ขอยืนยันว่าผมจะยึดมั่นในหลักการและการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ ดำรงมาตรฐานจริยธรรม รักษาประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ดังที่ผม ได้ยึดมั่นแล้วก็ทำมาโดยตลอดจะไม่ให้มีผู้ใด คนไม่ดีมาทำลายประเทศชาติเป็นอันขาด ขอบพระคุณครับ
ท่านใช้เวลา ไปถึง ๒๐ นาที ชี้แจงอย่างละเอียดนะครับ ถ้าจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่า นับถือศาสนาอะไรก็ขอสั้น ๆ นะครับ เวลาของคณะรัฐมนตรีจะหมดแล้วครับ เชิญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ผมนึกว่าพูดได้เยอะ เพราะเขาพูดเยอะใส่ผมเมื่อสักครู่นี้อย่างไร ใช่ไหม กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานสภานะครับ เรื่องของพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนก็จบสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ด้วยความเรียบร้อย อันนี้ ผมก็จะไม่กล่าวถึงตรงนี้อีกนะครับ ในส่วนของการพูดจาเมื่อสักครู่นี้นะครับ จริง ๆ แล้วผม ก็คิดว่าทุกคนหลายคนคงรู้สึกเหมือนผมนะ เสียดายวันเวลา ๒ วันที่ผ่านมา ที่รัฐบาล ทั้งรัฐบาลเก่า รัฐบาลใหม่ ที่มานั่งอยู่ในสภานี่นะครับเพื่อจะรับฟังสิ่งอันเป็นประโยชน์ เสียดายที่ในช่วงสุดท้ายที่เราควรจะจากกันด้วยดี ๆ มันถูกทำลายไปนะครับ โดยใคร ก็แล้วแต่นะครับ ผมอยากจะบอกว่าแม่ผมก็เป็นครูนะ เมียผมก็เป็นครู แต่ผมก็ไม่เคยเห็น เขาแสดงกิริยาอะไรแบบนี้ใส่ผม อาจจะเป็นคนใกล้ชิดผมก็ได้นะครับ คนอื่นก็กล้าก็ไม่เป็นไร หรอกนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก็อยากจะให้ผมมีอารมณ์ อยากให้ผมโกรธ ผมไม่โกรธท่านหรอกครับ เพราะว่าผมก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าผมจะต้องใช้ศาสนากล่อมเกลาจิตใจ ของผม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผมเข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสนาดีนะครับ ไม่ใช่นับถือ ศาสนาใดแต่ก็ยังไม่ประพฤติตนให้เป็น เขาเรียกอะไรล่ะ ให้เป็นคนโดยสมบูรณ์นะ ผมไม่ได้ ว่าใครนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฟังความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ แต่ผมก็ได้รับฟัง แล้วล่ะ ก็มีประโยชน์สำหรับบางท่าน ส่วนใหญ่นะครับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ผมก็ทุ่มเททำงานมาโดยตลอดระยะเวลา ๕ ปี ลองนึกถึงคนทำงานอย่างผมบ้าง นึกถึงคนที่ ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ตรงนี้ที่ผมเลือกไม่ได้บ้าง ไม่มีใครอยากทำหรอกครับ ถ้าไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องราวขึ้นมาผมจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วถ้าผมทำไม่ดีทั้งหมด ผมจะเข้ามา ในกระบวนการของประชาธิปไตยแบบนี้ได้อย่างไร ท่านจะบอกว่ามาได้อย่างไร มีคนไป บังคับ เอาปืนไปจ่อ ผมว่ามันไม่ใช่หรอกครับ ผมเกรงว่าพี่น้องทางบ้านจะเข้าใจผิดนะครับ ผมทุ่มเทในความพยายามของผมมาหลายปี และวันนี้บรรดาเพื่อนสมาชิกในรัฐบาลใหม่ ของผมก็ตั้งใจมาทำงาน ไม่ว่าจะมาจากกี่พรรคละครับ จะ ๑๐ พรรค ๑๑ พรรค ๑๐๐ พรรค ผมก็จะทำงาน แล้วดูสิว่าจะทำงานได้หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นขอฝากประชาชนที่อยู่ทางบ้านช่วยกันดูแลด้วยว่าเราจะทำให้บ้านเมืองเดินไป ข้างหน้าได้อย่างไร วันนี้เราติดหล่มกับประเทศของเราเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว สิบกว่าปี มาแล้วที่มันจะกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลว เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มันกำลังจะพังลงไป วันนี้เราก็ต่อเติม ค่อย ๆ ต่อ ค่อย ๆ เติม มันอาจจะยังไม่เสร็จหรอกครับ มันต้องใช้เวลา ในการต่อ ช่วยกันต่อช่วยกันเติม ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก่ออิฐ ถือปูน แต่ถ้าหากมา งัดชะแลงกันอยู่แบบนี้มันไปไม่ได้หรอกครับ การพูดจาอะไรก็ตามมันต้องมีหลักการ และเหตุผล มันต้องมีกฎหมาย ถ้าท่านอ้างกลับไปกลับมาแบบนี้กฎหมายทุกฉบับมันใช้ ไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นเมื่อกฎหมายใดออกมาแล้ว กฎหมายใหม่ออกมาแล้ว กฎหมายใหม่ ก็บังคับใหม่ กฎหมายเก่าจบไปแล้วก็คือจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ ผมรับไม่ค่อยได้ ผมอาจจะพูดไม่เก่งเท่าท่าน ผมทุ่มเทมาอย่างที่บอกแล้ว แล้วทุกคนตั้งใจ มาทำงานกัน แล้ววันนี้มาแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลย ผมถามว่า ทำอะไรสักอย่างหรือยัง ยัง เพราะเราเคารพในกระบวนการของกฎหมายรัฐธรรมนูญจะมีผล ในการทำงานหลังจากแถลงนโยบายในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ การที่รัฐสภาจะมีเกียรติ หรือไม่มีเกียรติ มันอยู่ที่คนนั่งอยู่ในสภา เพราะฉะนั้นผมคงจะพูดได้แค่นี้ เพราะฉะนั้น ที่เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิกถาม ผมไม่ได้ชี้มือใคร สมาชิกบางคนถามว่าอะไรคือการแพทย์แม่นยำ รัฐบาลนี้ต้องทำการแพทย์แม่นยำ ตรวจโรคให้ถูกโรค ใช้ยาให้ถูก ใช้เทคโนโลยีเข้ามาจับ ใช้กล้องผ่าเข้าไป ท่านพูดด้วยความรู้สึกอย่างเดียวมันไม่ได้หรอกครับ เอาอันโน้นมาเทียบ ตรงนี้ เอาอันนี้ไปเทียบตรงโน้น ปีโน้นกับปีนี้ ปีโน้นท่านเอาอะไรมาคิด ท่านเอาอะไรมาพูด ถ้าท่านพูดแบบนี้ได้ใครก็พูดได้ ลองให้ทำสิครับ ทำได้หรือไม่ เดี๋ยวผมจะบอกว่านโยบาย อันนี้ทำอย่างไร เรื่องปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ทุกคนก็รู้ดีอยู่ทั้งหมด แล้วทำไมเรา ไม่ช่วยกันแก้ล่ะ ทำไมต้องมาโทษคนนี้ โทษคนนั้น โทษคนนี้ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันแล้ว จะแก้กันได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นหรือครับ มีใครไม่สบายหรือเปล่า ท่านพูดผมก็พูด ผมรู้ท่าน ต้องการให้ผมเป็นอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วผมเป็นยิ่งกว่านี้ นี่ผมระมัดระวังที่สุดแล้ว เพราะผม ทำงานท่ามกลางความกดดันทั้งสิ้น ทุกคนมีความสุขหรือไม่ครับ แบกภาระคนทั้งประเทศ คน ๗๐ กว่าล้านคน ที่ผ่านมาดูแลคนกี่ล้านที่ว่าดี ทุกภาคหรือไม่ ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดหรือไม่ ผมถามตรงนี้แล้วไปเปรียบเทียบดูว่าที่ผ่านมา ๕ ปี งบประมาณลงไป อำเภอ ตำบล จังหวัดเท่าไร ทุจริตคืออีกเรื่องหนึ่ง ผมมีความผิดทางละเมิดหรือไม่ ผมได้รับ นโยบายในฐานะเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้ทำความผิดฐานละเมิดหรือไม่ ละเว้นหรือไม่ ลงโทษทุกประการ ถ้าผู้กระทำความผิดระดับล่างต้องเข้าสู่กระบวนการลงโทษโดยมีหลักฐาน วัตถุพยาน พยาน ติดคุกไปแล้วเท่าไร ถ้าผมยังไม่ได้ละเมิดอะไร ไม่มีทางละเมิด ผมพูดได้ แยกให้ออกว่าอะไรคือการทำทุจริตทางเชิงนโยบาย มีหน่วยงานตั้งกี่ระดับ ท่านก็เป็นรัฐบาล มาหลายรอบแล้ว มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ครม. และมีใครอีก กระทรวง และมีใครอีก กรมอีก ๒๐๐ กว่าคน ข้าราชการอีกล้านกว่าคน ท่านพูดมาสิว่าคนล้านกว่าคนไม่ทำอะไรเลย เขาไม่เสียใจหรือครับ เรื่องยาเสพติดรัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ ทุ่มเทสรรพกำลังลงไป อย่างเต็มที่ลงทุกพื้นที่ คนเลวมันก็มีอยู่ไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ หรือจะใครก็ตามก็แจ้งมาสิครับ จับมาสิครับ บอกเจ้าหน้าที่เขาจับให้หมด ท่านบอกมีเยอะ บอกมาว่าที่ไหนจะไปจับพรุ่งนี้ บอกมา บอกมาเลย อย่าให้ไปเจอที่ใครแล้วแต่ หลายอย่างมันเกิดมากี่ปีแล้ว สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดมันเกิด ความล้มเหลวมาจากอะไร ทุกคนต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมดละครับ เพราะมันเกิด ในประเทศไทย ไม่ได้เกิดที่อื่น แล้วใครอยู่ในประเทศไทย คนไทย เว้นแต่คนที่ไม่อยู่ใน ประเทศไทยที่ไปสร้างความเสียหาย ใครก็ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่โทษกันอยู่นี่แหละ ศาลตัดสินอย่างไรออกมาแล้ว ก็ยังโทษอยู่นั่นละ นี่แหละการปฏิรูปทางการเมืองไม่มีวัน เกิดขึ้นได้ เรื่องเศรษฐกิจรัฐบาลก็พยายามพูดทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งเศรษฐกิจมหภาค จุลภาค อย่างไรมันก็เกี่ยวข้องกัน การกระจายรายได้มันต้องมาจากข้างบนบ้าง มาจากข้างล่างบ้าง ห่วงโซ่จากล่างบ้าง ถ้าท่านไม่ช่วยผมคิด ไม่ช่วยผมแก้ ไม่ช่วยกันสร้างการรับรู้ ประชาชน ไม่ยอมปรับเปลี่ยน มันจะทำได้ไหมครับ ท่านพูดมาทั้งหมด มันก็ทำไม่ได้ ถ้าตราบใดยังสร้าง ความขัดแย้ง สร้างความไม่เข้าใจอยู่แบบนี้ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ไม่ดี ที่ผ่านมามันดีนักหรืออย่างไร เงินทองที่ออกมาวันนี้เงินมันหายไปเท่าไร ท่านรู้ไหมว่าปล่อยปละละเลยกันมาเท่าไร เงินที่ออกมาใช้จ่ายในธุรกิจหรือในการใช้จ่ายของประชาชนที่มีรายได้น้อย รายได้มาจากอะไร ผิดกฎหมายหรือเปล่า ขายของผิดกฎหมายไหม เงินจากตรงโน้นตรงนี้ไหม ปล่อยปละละเลย จนกระทั่งเงินมันใช้กันว่อนไปหมด พอรัฐบาลเข้มงวด เอาละกลายเป็นรังแกคน ถ้าอยากจะกลับแบบเดิมก็ไปเลือกตั้งมาใหม่
นาปรังไม่ได้ห้าม เขาเพียงแต่เตือนว่าอย่าทำนาปรังในช่วงที่น้ำน้อย ปริมาณน้ำ มันมีแค่นี้ แล้วท่านจะบอกว่าผมไปห้าม ผมไปห้ามเขาได้อย่างไร คุณห้ามเขาได้ไหม คุณห้ามชาวนาของคุณได้ไหม คุณบอกต้องอย่างนี้ต้องอย่างนั้น แล้วคุณไปบอกให้เขาทำ ได้ไหม อย่าปลูกเลย ไปปลูกตรงนี้ เปลี่ยนตรงนี้เขาเปลี่ยนไหม เพราะคุณไปสอนเขาแบบนั้น เพราะคุณสอนแบบนี้มันถึงเปลี่ยนอะไรไม่ได้สักอย่าง เคยทำนาปรังปีละ ๒ ครั้ง วันนี้ทำไป ปีละ ๓ ครั้ง ข้าวราคาเท่ากันหมด ไม่ว่าจะพันธุ์อะไรก็แล้วแต่ ความชื้นเท่าไรก็เท่ากันหมด บิดเบือนกลไกตลาดทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับว่าเงินทองมันจะหา ไม่ได้ การเก็บภาษีผมก็เห็นว่าดำเนินการได้ การจะไปขึ้นภาษีไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็จะไปขึ้น มันต้อง อธิบายหาเหตุหาผลให้เกิดความสมดุลกัน ท่านบอกว่าเอื้อคนรวย เอื้อคนรวย ผมถาม ผมไม่ได้แก้ตัวให้คนรวย ผมยกตัวอย่างบริษัทบางบริษัทมีบริษัทลูกไม่กี่บริษัทหรอกครับ แต่เขาทำหลายกิจการที่มันเป็นนวัตกรรม ที่มันมีราคามีมูลค่า แล้วท่านทำไมไม่สร้างให้ ประชาชนตรงนี้เขาเข้มแข็งด้วยตัวเขาเองบ้าง รอแต่รัฐบาลช่วย แนะนำอะไรก็ไปบอกว่า ไม่ใช่ ๆ มันจะเกิดขึ้นมาได้ไหมครับ ผมพูดนี่เรื่องจริง ถ้าผมพูดผิดก็บอกมา ผมเสียงดัง อย่างนี้ละครับ
ในเรื่องของเหล้า ยา บุหรี่ ก็ไปว่ากันมา มันก็มี ๒ อย่างเสมอที่ผมพูด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย รักผม เกลียดผม ผมรับได้หมดละครับ การขึ้นภาษีเหล้า ยา บุหรี่ วันนี้ ก็บอกว่าปัญหาสาธารณสุข สรุปว่าก็ต้องช่วยกันสิครับ ช่วยกัน ไม่เหมาะสมก็ปรับใหม่ มันปรับได้ทั้งหมด แต่ถ้าส่งเสริมมาก ๆ มันก็ใช่หรือไม่ ปัญหาสาธารณสุขมันมากไหม โรคดื้อยา โรคที่มันเป็นแล้วมันไม่ตาย แต่มันรักษานาน มันทรมาน ค่าใช้จ่ายมันสูงคิดบ้าง หรือเปล่า ก็ฟังดูโก้นะครับพูดมาทั้งหมด ความรุนแรงในสังคม ท่านช่วยผมพูดได้ไหมว่า เด็กแว้นอย่าขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนได้ไหม เตือนบ้างแบบนี้ได้ไหม ให้เคารพกฎจราจรได้ไหม ไม่เคยเลย สังคมไม่เคยตรงนี้เลย คนดี ๆ เขาทำหมด บางคนทำให้เกิดความแตกแยก อยู่แบบนี้มันไปไม่ได้หรอกครับ อาชญากรรม โจร แล้วมันใครละครับ ก็ลูกหลานเราทั้งนั้น ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร รายได้เขาเป็นอย่างไร ต้องคิดถึงเขาสิครับ ไม่ใช่ผมไม่คิดถึงเขา ไม่ใช่ผมสบาย ผมรวย ผมมีรายได้ ๒ ทาง ผมมีเงินเยอะ ผมแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลยวันหนึ่ง หัวเราะอะไรครับ มันตลกนักหรืออย่างไร เวลาคุณพูดผมยังไม่ตลกคุณเลยนะ อย่าพูด เอาสนุกนะครับ ใครจะว่าผม ผมเป็นนายกรัฐมนตรีแบบนี้ ผมจะเป็นแบบนี้ เวลาดีผมก็ดี เพราะการเป็นผู้บังคับบัญชาคนไม่ใช่ใจดีตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นบังคับบัญชาใครไม่ได้หรอกครับ ผมบังคับบัญชากำกับการบริหารของ ครม. ผมไม่ได้ไปสั่งเขาเลย ผมถามท่านสิว่าผมเคย ดุอะไรท่านไหม เคยไปสั่งไหม เคยไม่ให้เกียรติเขาไหม หัวเราะเข้าไป พอใจ ชอบ เห็นนายกรัฐมนตรีโมโห ชอบ ผมก็ไม่ใช่คนบ้าแบบนั้นหรอกนะ นี่ผมเสียดาย ๒ วันที่ผ่านมา เสียดายไหม โอ้โฮผมอดทนมากเลย ๒ วันนี้ แต่ผมไม่ไปเรียกร้องจากใคร ผมทำตัวผมเอง ผมไม่โทษพวกท่านหรอก ท่านคนดีคนเก่งทุกคนนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องคดีอะไรต่าง ๆ ให้ศาลเขาตัดสินมา ถ้าไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม คนที่ถูกศาลเดียวกันตัดสินนี่ เขาจะว่าอย่างไร ถ้าดีนักเก่งนักกลับเข้ามา ไปบอกด้วย บ้านเมืองกำลังแย่เรากำลังจะให้ยา นี่เติมเชื้อโรคเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นก็ขอพูดแค่นี้ก็คงพอแล้วกระมัง
ถนน รถไฟไปถามชาวบ้านสิเขาอยากได้รถไฟไหม เขาอยากได้ถนนไหม ท่านบอกไม่จำเป็นหรอกเอาเงินมาเฉลี่ยแบ่งปันกันดีกว่า เอ๊ะ คิดแบบนี้แบบอะไรนี่ เราเป็น ประเทศไทยเราก็ต้องบริหารแบบเรา ข้อมูลผมเต็มกระเป๋าอยู่นี่บอกข้อมูลเท็จอีก แล้วคุณ ดูถูกข้าราชการเขากี่คน ข้าราชการก็ดูแล้วกัน เพราะฉะนั้นเราต้องทำใหม่ใช้การบริหาร ราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต เรายังไม่ได้มีการทำอะไรสักอย่างเลย มันผิดตั้งแต่วันเริ่มจะทำแล้ว มันเหมือนกับหมาป่ากับลูกแกะเลย เรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เป็น เจ้าหน้าที่รัฐ อธิบายไม่รู้กี่รอบแล้ว แล้วท่านก็เอาอยู่นั่นละ เหมือนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนี่ละไม่รู้กี่รอบแล้ว ในฐานะข้าราชการการเมืองนี่ยกเว้นใช่ไหม ใช่ไหม อันที่ ๒ หัวหน้า คสช. ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจบริหาร แต่อำนาจบริหาร คสช. ผมเหนือจาก ทุกอำนาจทั้ง ๓ อำนาจ อ่านกฎหมายเป็นไหม มีอะไรหรือเปล่า ก็อยากจะบอกนะว่า แหมบางทีมันก็มีอารมณ์บ้างนะ ใช่ไหม ขอโทษนะ ส.ว. ท่านไม่ค่อยเห็นผมเป็นแบบนี้ แต่ผมรักษากริยาผมมา ๒ วันเต็ม ๆ นะ ผมก็เครียดนะ ผมอ่านเอกสาร เอกสารนี่ ผมก็เขียนมา ผมก็ร่างมา เขาไปร่างต่อ ผมก็ถามแล้วแนวนโยบายมันเขียนอย่างไร มันเขียน แบบที่ว่าหรือเปล่า ต้องเขียนงบประมาณเป็นแผนเท่านี้เท่านั้น ทำอะไรบ้าง เขาบอกไม่ได้ เขียนแบบนั้น เพราะมันต่อเนื่องจากนี้คือนโยบายแห่งรัฐ แล้วจากนี้มันไปไหน มันโน่น ไปจัดทำแผนงานโครงการของเขา แต่ตรงนี้มันตีกรอบกว้าง ๆ เขาไม่เขียนชัดเจนหรอกอันนี้ เพื่อจะได้มีความอ่อนตัว ปรับให้เหมาะสมแผนงานโครงการ ตรงนี้อาจจะทำไม่ได้ก็โยกไปทำ ตรงนี้ กิจการนี้มันยังทำไม่ได้ ผ่าน อีไอเอ (EIA) ไม่ได้ ประชาชนไม่เห็นชอบ ก็เลื่อนโครงการ นี้มาเป็นโครงการนี้ เขามีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดละครับ ยุทธศาสตร์ชาติเขาก็เขียนข้างหลัง แล้วมันสอดคล้องกับนโยบายข้อไหนบ้าง กรุณาอ่านเสียบ้างนะครับ อย่าใช้แนวทางเดิม คิดแบบเดิม ๆ พูดกันอยู่ในสภานี่ ผมก็อยู่ภายใต้การปกครองการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลท่านมาตลอด มาตลอด ผมเตือนมาตลอด ท่านไม่เคยฟังผม มันถึงมีวันนี้ แล้วมันจะไม่มีอีกต่อไป ไม่มีใครอยากหรอกครับ ลองมาเป็นผมบ้างสิจะรู้ มีใครจะถามอะไร ผมไหมครับ กราบขอบพระคุณครับ
ครับ รู้สึกว่า ท่านอาจารย์วิษณุจะชี้แจงก่อนครับ เชิญครับ เอาสั้น ๆ นะครับเวลามีน้อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ในเบื้องต้น คงจะต้องกราบเรียนว่า ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ขออภัยนะครับ คุณสุทิน ท่านได้พูดถึงนโยบาย ผมจะพูดถึงเรื่องนโยบายที่ท่านไปพูดถึงและอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ท่านพูดถึงว่า นโยบายฉบับนี้ทั้งฉบับไม่ได้พูดถึงหลักนิติธรรม ใครที่ไหนเขามาลงทุนเขาจะเชื่อถือ ได้อย่างไร คำว่า หลักนิติธรรม นั้นมีอยู่ในนโยบายนะครับ ในหน้า ๒๘ ข้อ ๑๑.๗.๑ บรรทัดที่ ๖ เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ยุติธรรมเสมอภาค เท่าเทียมและเป็นไปตามหลักนิติธรรม แล้วแถมยังเอามาเขียนไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับการค้า การลงทุน เพราะฉะนั้นที่ท่านอาจจะวิตกว่า ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้ใครที่ไหนเขาจะมาลงทุน เข้าจะมาลงทุนก็เฉพาะบ้านเมืองที่มีหลักนิติธรรม เราก็เขียนเรื่องหลักนิติธรรมไว้ในส่วนที่ เกี่ยวกับการเชิญชวนมาลงทุน เพราะฉะนั้นถ้าท่านอ่าน ท่านก็จะพบ เว้นแต่ท่านจะไม่ได้อ่าน ซึ่งก็อาจจะคล้าย ๆ กับเมื่อวันสองวันที่มีผู้พูดว่า นโยบายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงสิทธิมนุษยชน ซึ่งเขียนเอาไว้ชัดเจนคำนี้ในหน้า ๒๙ และมาซ้ำอีกทีหนึ่งในหน้า ๒๘ และซ้ำเสียจนกระทั่ง สหประชาชาติน่าจะพอใจด้วยซ้ำ เพราะบอกว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสากล ปฏิญญาสากลนี้ เป็นที่รู้กันว่าคือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
อีกประเด็นหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องศาสนา ทีแรกผมว่าก็จะต้องผ่านไปไม่ต้องไป พูดถึง แต่คำถามนั้นไม่ได้ถามว่านายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาอะไร ถ้าถามอย่างนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนตอบเอง แต่คำถามนี้ถามประหนึ่งให้เห็นว่านโยบายข้อนี้ ซึ่งปรากฏเรื่องนโยบายศาสนาในหน้า ๕ นั้น เดี๋ยวจะทำให้เกิดความคิดเห็นแตกต่าง หรือแตกแยก ท่านเตือนเท่านั้น ท่านไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ว่าผมก็จำเป็นต้องพูด เพื่อให้คนที่ ได้ฟังการถ่ายทอดและศาสนิกชนทั้งหลายต้องเข้าใจว่านโยบายเรื่องศาสนาที่เขียนอยู่ใน หน้า ๕ นั้น เป็นข้อความที่เกือบจะเหมือนกับลอกมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญพูดถึงพุทธศาสนาและศาสนาอื่น เราก็มาเขียนไว้ในนโยบายเรื่อง พุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างเดียวกัน ในส่วนของวิธีปฏิบัตินั้น รัฐบาลได้จัดการทะนุบำรุง ส่งเสริมอุดหนุนพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นเสมอมา ที่จริงถ้าจะพูดก็จะพูดต่อไป ด้วยซ้ำไปครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะนับถือศาสนาอะไรก็ตามให้ท่านเป็นคนพูดเอง แต่เมื่อท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว รัฐบาลนี้โดยนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีทั้งคณะไปกราบมหาเถรสมาคม ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม จนกระทั่ง มหาเถรสมาคมได้อนุโมทนาว่าเป็นคณะรัฐมนตรีชุดแรกของประเทศไทย ที่เมื่อถวายสัตย์ ปฏิญาณแล้ว ได้ไปกราบปวารณาตัวต่อมหาเถรสมาคม ซึ่งมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นองค์ประธาน และในรัฐบาลชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ปรารภอย่างเดียวกันว่า น่าจะปฏิบัติอย่างเดียวกันให้เป็นแบบธรรมเนียมสืบไป ในส่วนของศาสนาเป็นอย่างนั้น แต่มีประเด็นที่ท่านพูดพาดพิงมาถึงกระผม ผมจะไม่ชี้แจงในเรื่องว่าพาดพิง แต่ผมจะขอ ชี้แจงในส่วนที่ท่านน่าจะเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อน ที่จริงมันเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ใครจะตำหนิติเตียนผมอย่างไร ก็คงจะไม่ได้ว่ากัน คงยึดหลักรัชกาลที่ ๖ ละครับ ที่รับสั่งว่า ถึงล้อก็ล้อเพียง กละเยี่ยงวิธีสหาย ชมเราก็แทงคิว ผิวะฉิวก็ซอรี่ แต่บังเอิญคำอธิบาย ของท่านนั้นไปพาดพิงเรื่องอื่นเข้าอีก ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตำหนิติเตียน อะไรนะครับ เพราะก็มีคนพูดอย่างนั้นจริง ๆ บอกว่าผมนี่ทำตัวเป็นทนายหน้าหอให้กับ รัฐบาล ทนายหน้าทำเนียบรัฐบาล ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วเขาตั้งสมญาว่า ฝ่ายกฎหมาย จะแน่นิ่ง ซื่อบื้อ เงียบ เขาถามอะไรไม่ตอบก็คงจะไม่ได้ แล้วไม่เคยวิ่งแส่ เข้าไปหาผู้สื่อข่าวแล้วไปตอบหรือไปถาม หรือไปออกโทรทัศน์ หรือไปชี้แจงอะไรเลยทั้งสิ้น แม้จะมีคำเชิญกันมาทุกวัน แต่เพราะว่าก้าวเท้าขึ้นบันไดตึกไทยคู่ฟ้า หรือที่ทำงานเมื่อไร ผู้สื่อข่าว ๒๐-๓๐ คน ยืนรอทุกวัน ผมหนีขึ้นบันไดหลัง เขาก็อ้อมมาดักรอ ผมขึ้นบันไดหน้า เขาก็ดักรอ แล้วเขาก็บอกว่าอาจารย์ขอความรู้ ไม่ต้องการความเห็น เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ ให้ความเห็นเลยในแต่ละครั้ง แต่ละวัน ผมคงจะผิดกระมังครับ ที่ความรู้ก็ดันไปให้เขา ก็เมื่อเขาลงทุนเรียกอาจารย์ ผมก็บ้ายอ ผมก็ตอบไปสิครับ เขาก็ถามว่ากฎหมายว่าอย่างไร กฎหมายว่าอย่างไร ผมบอกว่ากฎหมายว่าอย่างไรผมจะบอก เขาบอกว่าแล้วอาจารย์เห็นอย่างไร ผมบอกความเห็นนั้นต้องเข้าใจนะว่าความเห็นของผม ผมอาจจะตอบผิด และแน่นอนก็เคยผิดด้วย แต่ว่าเมื่อมันเป็นความเห็นผิดถูกผมก็รับผิดชอบ ในส่วนนี้เอง เพราะฉะนั้นเมื่อเขามาถามเรื่องคุณสมบัติก็ดี ถามเรื่องนายกรัฐมนตรีเป็นนั่น เป็นนี่ก็ดี รัฐมนตรีคนไหนเป็นอะไรก็ตามที ผมได้ยกกฎหมายขึ้นมาทุกครั้งแล้วก็บอกไป แน่นอนอาจจะถูกหู ไม่ถูกหู ถูกใจ ไม่ถูกใจใครก็ว่ากันไป บังเอิญผมอาจจะพูดหลายอย่างทุกวัน ท่านยกขึ้นมาประโยคหนึ่ง ท่านบอกว่าเรื่องแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น คสช. คงจะให้ใคร ตรวจสอบไม่ได้ ก็ผมพูดจริง ๆ ไม่ต้องเปิดคลิป (Clip) หรอกครับ ผมพูดย้ำซ้ำเตือน ให้ท่านฟังก็ได้ เพราะเขาถามความเห็นว่าจะส่งไปตรวจสอบได้หรือไม่ ผมก็ตอบไปอย่างนั้น ว่าคงจะตรวจสอบไม่ได้ ถามว่าทำไม ผมบอกว่าไม่ได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วจะไปตรวจสอบอะไร เขาถามว่าสภาตรวจสอบได้ไหม ผมบอกว่าสภานั้นมีอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญก็คือ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ๑. คุมโดยตั้งกระทู้ ๒. เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๓. คุมโดยการเปิดอภิปรายทั่วไป ก็เมื่อ คสช. ท่านไม่ได้ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วสภาจะไปคุมได้อย่างไร องค์กรอื่นผมก็ไม่แน่ใจ ด้วยซ้ำว่าจะไปคุมได้อย่างไร ผมพูดไปอย่างนั้น อีก ๒๑ วันต่อมามีคนยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะตรวจสอบการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาของ คสช. ได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินในวันที่ ๑๑ มิถุนายน เกือบเดือนหลังจากที่ผมได้พูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเช่นว่านั้น เพราะว่าคำสั่งในการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาไม่ใช่กฎ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถไปตรวจสอบได้ ผมก็ตอบไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถูกผิดมันเป็นเรื่องที่ไปเกิดขึ้นโดยเหตุอื่น หลัง ๆ ผมก็ระวังเหมือนกันละครับ เพราะชักกลัวแล้วเหมือนกันว่า ถ้าออกความเห็นหรือพูดอะไรออกไปแล้วบังเอิญมันถูกขึ้นมา ก็จะบอกว่ารู้เห็นสมคบตามทฤษฎีสมคบคิดกันอีก แล้วตอบผิดก็คงจะเสียรังวัดหน้าแตก หน้าแหก แต่ทุกอย่างเราก็อยู่กันอย่างกัลยาณมิตรในทำเนียบรัฐบาล แล้วผมไม่เคยไปพูด อะไรที่ไหนนอกบันไดตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล พูดกันก็เพราะว่าผู้สื่อข่าวมาถาม ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่อง คสช. นั้น ที่จริงขอพูดนิดเดียวเท่านั้นเองครับ แต่บังเอิญ ไปพูดเสมือนหนึ่งมีผู้พูดเหมือนกับไปพูดเป็นหลักเอาไว้ ได้มีการพูดทำนองเมื่อสักครู่ว่า ทำไมจะไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้มีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินด้วยซ้ำไป แล้วก็ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวา จะหาพระบรมราชโองการนั้น ท่านครับ คสช. เขาไปยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ย้ำนะครับว่าวันที่ ๒๒ พฤษภาคม แล้วก็เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ออกโทรทัศน์ได้ยินกันทั้งประเทศว่าเป็นคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ หลังจากนั้นอีก ๒ วันต่อมา วันที่ ๒๔ พฤษภาคม อีก ๒ วันต่อมา ได้มีประกาศ พระบรมราชโองการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีคนว่า อ้าว นี่ไงละก็ไหนบอกว่าไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าลืมนะครับ ว่าตั้งแต่ยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม จนกระทั่งวันที่ ๒๒ มิถุนายน จนวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒ เดือนนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ และไม่มีรัฐบาล ก็เลยเกิดช่องว่างว่าแล้วใคร บริหารราชการแผ่นดิน เพราะเหตุฉะนี้จึงได้มีประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม อุดช่องว่างนั้นว่าให้ คสช. นั้นมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่พอถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม อีก ๒ เดือนต่อมา มีการออกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฉบับเดียวกับที่มี ม. ๔๔ นั่นละครับ ได้กำหนดให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้น และมาตรา ๑๙ ก็บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน นั่นแปลว่า คสช. สิ้นสุดอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว แต่เกิดอำนาจของคณะรัฐมนตรี ขึ้นแทน แล้ว คสช. อยู่ทำอะไร ก็อยู่ตามที่มาตรา ๔๔ เขาบอกให้อยู่ไป และอยู่ไปโดยที่มี อำนาจออกคำสั่ง แล้วก็รับรองว่าคำสั่งนั้นให้มีผลในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะบอกว่านี่ไงก็บริหารราชการแผ่นดินอีก ใครครับที่บริหารราชการแผ่นดินแล้วสามารถ มีอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร และตุลาการอยู่ในมือได้ มันเหนือยิ่งกว่าการบริหารราชการ แผ่นดินแล้ว เพราะฉะนั้นถึงได้เรียนว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงใช้ประโยคเดียวเท่านั้นเพื่อตอบว่า คงจะให้ ใครไปตรวจสอบไม่ได้ โดยเฉพาะให้สภาตรวจสอบนั้นคงจะไม่ได้ คนอื่นตรวจสอบผมยังนึก ไม่ออกเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่มันเป็นมาเป็นไปทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนว่า ผมจะเป็นทนายหน้าหอ หน้าทำเนียบ หรืออะไรก็ตามที ผมเป็นนักกฎหมาย แล้วเขาตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี สมญาก็บอกเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มีหน้าที่ หน้าที่ต่อตัวเอง หน้าที่ต่อรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชา แล้วก็หน้าที่ต่อประชาชนเมื่อเขา มาถามและขอความรู้ ก็จำเป็นต้องให้ความรู้ไป ผมก็ทำหน้าที่อย่างนี้มาตลอด ผมทำหน้าที่ ทำนองนี้มา ๘ นายกรัฐมนตรี และ ๑๒ รัฐบาล แล้วถ้าหากว่ากะล่อน เลวทราม ต่ำช้า กลับกลอก ก็คงไม่ตั้งให้ผมเป็นต่อเนื่องกันมาถึงขนาดอย่างนั้นหรอก บางครั้งผมอยู่กับ รัฐบาลซึ่งมีฝ่ายค้านอยู่เต็มสภา อยู่มาไม่กี่วันฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลก็ไปเป็น ฝ่ายค้าน เราก็อยู่กันมาอย่างนี้ละ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนประธาน
ขออนุญาต นิดนะครับท่าน
ขออนุญาตประท้วง ขออนุญาตด้วยเคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ประท้วงใคร
ประท้วงผู้ประท้วงที่ลงไปสักครู่ ท่านต้องฟังผมก่อนครับท่านประธานครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ระบบบัญชีรายชื่อ ผมต้อง ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ตามข้อ ๑๐๙ แล้วก็ข้อ ๑๑๐ บวกข้อ ๔๓ ท่านเสียดสี ผมต้องขออนุญาต ผมความรู้ไม่เท่าท่าน ผมจบปริญญาตรี อย่างเดียวครับ ไม่ได้จบดอกเตอร์หรอกครับ แต่จะเรียนนะครับว่าไม่ตำหนิคนที่ยึดอำนาจ หรอกครับ วันนี้ที่บ้านเมืองมันแย่ มันมีนักกฎหมายที่เลวครับ มันมีนักกฎหมายที่รับใช้ เผด็จการ ผมขออนุญาตขอถอนครับ
ขออย่าให้ บานปลาย
ขออนุญาตถอนครับ ผมต้องเรียนครับว่าผมเสียใจครับที่มีนักกฎหมายที่เป็นครูบาอาจารย์ ขาดหลักการในการทำงาน
เข้าไป อีกแล้ว ผมขอเตือนนะครับ
ท่านประธานครับ ท่านต้องขออนุญาตฟังผมนิดหนึ่งนะครับ ผมประท้วงนะครับท่านประธาน
คืออย่างนี้ ถ้าประท้วงผมจะวินิจฉัยได้แล้ว
ท่านต้องฟัง ทีคนอื่นท่านให้พูดก่อนนะครับ
ก็พูดนี่ อย่างไรละ
ผมพูดนิดเดียวครับ ถ้านักกฎหมายที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย บ้านเมืองไม่เป็นอย่างนี้ หรอกครับ
มีผู้ประท้วง อีกแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อที่ ๕ แล้วก็ข้อที่ ๔๓ ผมเห็นว่าคำพูดหยาบ ๆ ในสภาแห่งนี้ ตั้งแต่เปิดสภามามีมากมาย เมื่อพูดคำหยาบ แล้วก็ถอน ผมว่ามันไม่สวยนะครับ ประชาชนเขาชมอยู่ทั้งประเทศ แกล้งพูดคำหยาบ ๆ ออกไป แล้วก็ถอน ไม่อยากให้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้อีกครับ ประธานช่วยวินิจฉัย แล้วก็ช่วย เตือนสมาชิกทั้งสภานี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ผมวินิจฉัยได้
ผมถอนแล้วครับ ผมถอนก็คือยอมรับอย่างไรครับ แต่ผมจะเรียนสุดท้ายครับ ก่อนที่จะลง จากสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมไม่ทำให้สภานี้เสียหาย เพราะผมนี่ไม่มีราคาคุณค่ามากกว่า ความเป็นตัวแทนประชาชน ผมอยากจะเรียนครับว่าเราอยู่ในสภาแห่งนี้ อยู่ในประเทศนี้ บ้านเมืองมันมาได้ ไม่ได้ มันอยู่ที่นักกฎหมายครับ ที่กล้าจะมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย หรือเปล่า
ท่านไม่ได้ ลุกขึ้นมาประท้วงอย่างเดียวแล้ว
ประท้วงครับ ท่านเสียดสีนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตครับ
ท่านไปถึง การอภิปราย
ขออนุญาตครับว่าผมไม่มีความสุขเลย ผมอ่านหนังสืออาจารย์วิษณุ ชีวิตนี้คือละครนะครับ แต่หนังสือตำรา
ประโยคเดียวนะครับ เชิญท่าน
นิดเดียวแล้วจบแล้วครับ อาจารย์วิษณุสอนตำรากฎหมาย ผมก็จะขอจบด้วยว่า หนังสือ กฎหมายที่ท่านเขียนทุกตำราท่านต้องเปลี่ยนครับ หนังสือตำรากฎหมายของท่านห่อกล้วยแขก ก็เป็นกล้วยฝรั่ง ไม่มีหลักการหรอกครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ตามข้อ ๑๐๙ รัฐมนตรีมีสิทธิที่จะตอบข้อซักถามหรือข้อคัดค้านของ สมาชิกรัฐสภา ข้อ ๑๐๙ อยู่ในบังคับของข้อ ๑๑๐ ข้อ ๑๑๐ ให้นำความในหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ มาใช้ หมวด ๒ ส่วนที่ ๓ ก็คือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอภิปราย ต้องอยู่ในประเด็น ไม่ซ้ำซาก ต้องไม่ฟุ่มเฟือย ต้องไม่ไปเสียดสีอะไรทำนองนั้น ดังนั้นผมกำลังวินิจฉัยครับ ขออนุญาต จะประท้วงผมหรือครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ถ้าท่านประท้วงผมก็ไม่ได้วินิจฉัย
ไม่ประท้วงครับ ท่านประธาน กำลังจะบอกว่าถ้าวินิจฉัยเสร็จกรณีนี้เสร็จ ผมขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียว เดี๋ยวเข้าใจผิดใช้สิทธิพาดพิงครับ
โอเค (OK) ครับ ให้ผมวินิจฉัยนะครับ อยู่ในข้อบังคับของส่วนที่ ๓ ดังนั้นกฎเกณฑ์ของการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ อย่าซ้ำซาก อย่าวกวน ต้องตรงประเด็น ผมก็ยังเรียนท่านสมาชิกว่าถ้าท่านอภิปรายแล้ว ไปกระทบเขา มันก็อยู่ในประเด็นที่เขาจะตอบ ไม่อยากให้เขาตอบ ไม่อยากให้เขาพูด ไม่อยาก ให้ชี้แจงเพื่อสงวนเวลาของเราและเพื่อรักษาเกียรติภูมิของสภา ท่านก็อย่าไปถามอะไรที่ไป ทำให้เกิดการชี้แจงที่ไม่สบายใจอะไรขึ้นมา ไม่พอใจขึ้นมา ท่านก็มีสิทธิอภิปรายเรียกว่า ตรงประเด็น อันนี้เป็นนักกฎหมายก็ทราบดี ทุกคนก็เป็นไปอย่างนั้น ดังนั้นผมก็ได้แต่ขอร้อง ท่านอาจารย์วิษณุว่าเอาให้ตรงประเด็นสั้น ๆ ท่านมีศิลปะอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ท่านนี้จะให้ พูดยาวก็ได้ พูดสั้นก็ได้ เอาสั้น ๆ ก็แล้วกันนะครับ ท่านอาจารย์วิษณุ จบแล้วนะครับ ถ้าไม่ต่อความยาวสาวความยืด คราวนี้ท่านจะอภิปรายต่อได้อย่างไร ขอฟังท่านนี้อีก ท่านหนึ่งได้หรือไม่ครับ ท่านไม่ได้ประท้วงไม่ใช่หรือ ท่านเป็นผู้อภิปราย
เมื่อสักครู่นี้ ผมบอกขอใช้สิทธิชี้แจงพาดพิง ท่านบอกจะให้ผม
ใช่ครับ ถ้าพาดพิงให้ครับ
สั้น ๆ นะครับ กราบขอบพระคุณท่านวิษณุครับ จริง ๆ เรื่องนี้โดยเฉพาะเรื่องของคำว่า มีอำนาจบริหาร หรือไม่บริหารราชการแผ่นดิน ที่ผมยกกรณีนี้ขึ้นมา จริง ๆ เพียงอยากจะบอกว่าท่านเอง ท่านอธิบายผิด ตอบผิด แล้วก็ทำให้ผมไม่เชื่อใจว่าการวินิจฉัยข้อกฎหมายหลาย ๆ ครั้งของ ท่านว่าท่านจะทำถูกหรือสุจริตใจหรือไม่ ที่จริงที่ผมอธิบายเพียงแต่บอกว่าท่านให้สัมภาษณ์ ซึ่งมีในคลิป (Clip) ว่า คสช. ไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ท่านบอกอย่างนี้นะครับ จึงไม่มีสิทธิตรวจสอบ ผมก็เลยมาย้อนและถามท่านว่า จริง ๆ ทั้งในพระบรมราชโองการบอก ว่าให้บริหารราชการแผ่นดิน นั่นนิตินัย และพฤตินัยคือ ออกคำสั่งตั้ง ๒๐๐ ฉบับ คือบริหาร ราชการแผ่นดิน เพียงแต่อยากจะบอกว่าไม่อยากบอกว่าท่านโกหก แต่ท่านพูดไม่ตรง ความจริง ถ้าท่านบอกอย่างนี้ผมจะไม่ได้พูดเรื่องนี้นะครับ ท่านบอกว่า คสช. มีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินจริง แต่เขามีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจจึงไม่สามารถตรวจสอบ จบ ถ้าท่านบอกว่าเขามีจริง แต่เขามีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจจึงตรวจสอบไม่ได้ จบเลย แต่ท่าน บอกว่าเขาไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ตรงนี้เองที่ผมบอกท่านตอบไม่ถูก เพราะฉะนั้น ท่านมีอำนาจเหนืออำนาจ ยอมรับ ตรวจไม่ได้ก็ยอมรับ แต่ท่านต้องตอบอีกแบบหนึ่ง จึงเหมือนท่านโกหก แต่ผมไม่กล้า ให้เกียรติท่าน ไม่ได้บอกว่าโกหกอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ครับ ก็ได้ชี้แจงแล้วที่ถูกพาดพิงนะครับ นักกฎหมายก็เป็นอย่างนี้ละครับ เถียงกันไม่จบนะครับ พอแล้วนะครับ ท่านเฉลิมชัยสั้น ๆ นะครับ เวลาของ ครม. เหลืออยู่ ๒๐ กว่านาทีครับ ถ้าไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงก็จะก่อให้เกิดความเสียหาย ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสุทินนะครับ ผมให้ กยท. ได้นำหนังสือในส่วนของประกาศที่ส่งไปให้กับหน่วยราชการ ต่าง ๆ มาดูว่าในข้อความเหล่านั้นมีข้อความที่ระบุว่าต้องเป็น ๓ บริษัทนี้เท่านั้นหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีข้อความอย่างนั้นในหนังสือ มีแต่ข้อความแจ้งไปถึงท้องถิ่น ไปถึงหน่วยงาน ต่าง ๆ นะครับว่ามีบริษัทใดบ้างที่ผ่านการรับรอง ๓ บริษัท แล้วก็ไม่ได้มีการกำหนดว่า จะต้องเป็น ๓ บริษัทนี้เท่านั้น ผมขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ นะครับ ส่วนรายละเอียด ผมมีรายละเอียดตรงนี้ให้ท่านอยู่ แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันนะครับว่าที่ผมได้ ตรวจสอบหนังสือไม่มีเรื่องล็อกสเปก และผมก็ขอเรียนยืนยันกับท่านสุทินแล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับว่า ผมขอยืนยันเลยนะครับว่าวันที่ผมเข้ามากำกับดูแลจะไม่มีเหตุการณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด ไม่มีการล็อกสเปกเพราะว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล แล้วก็เป็น นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้ความมั่นใจได้แล้วก็รายละเอียดท่านจะเอาตรงนี้ ผมพร้อมจะเสนอให้นะครับ ขออนุญาตชี้แจงแค่นี้ครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมคิดจะชี้แจงประเด็นไหนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะไม่ใช้เวลามากมายนักนะครับ แต่เนื่องจากวันนี้มีการกล่าวพาดพิงมาหลายครั้ง และหลายอย่าง ผมในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีร่วมคณะที่เคยทำงานด้วยกัน เขาไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ผมก็ต้องการให้เขาได้รับความเป็นธรรมด้วยนะครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านที่เคารพกล่าวมานะครับ ผมในฐานะที่รู้จักกับพวกท่านบางคน แล้วก็เคยทำงานร่วมกัน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าผมจะไม่พูดซ้ำนะครับ เพราะว่า เมื่อวานนี้ตอนเย็นผมก็พยายามอธิบายแล้ว แต่อย่างว่านะครับว่าความคิดเห็นต่างมันเป็นไปได้ ฉะนั้นไม่มีการโกรธเคืองท่านสุทิน คลังแสง ท่านกับผมก็คุ้นเคยกัน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ผมว่าการเมืองเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างที่ท่านกล่าวเลย ท่านสุทินท่านพูดถูก ถ้าการเมืองมันดี ทุกอย่างมันดี ครั้งหนึ่งที่ผมเข้ามาในการเมือง ท่านกับผมก็ร่วมกัน เพราะเราคิดว่าจะทำ การเมืองให้ดี ทำพรรคการเมืองให้ดี แต่ในเมื่อมันมีอันเป็นไปบางอย่างในช่วงเวลานั้น แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาการเมืองมันก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีคำว่า การเมืองมีแต่คู่คิด มันมีแต่คู่แค้น และการเมืองอย่างนี้นะหรือ ทั้งในสภาและนอกสภามันเป็นเหตุ ใช่ไหมที่ทำให้ประเทศเป็นอย่างนี้มาตลอด แต่วันนี้ผมก็ยังได้มีกำลังใจนะครับ เพราะว่า ผมเห็นคนรุ่นใหม่หลายคนทั้งจากทุกพรรคเลย ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เด็กรุ่นใหม่ รู้จักเสนอแนะให้แนวความคิด อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและผมเชื่อว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ ยอมรับ แล้วก็มาร่วมทำงานกัน บางท่านผมจำได้เลยว่าบางคนเป็นหลานของเพื่อนผมเอง พิธาใช่ไหม หลานผดุงใช่ไหม สนิทกันมากนะครับ ศิริกัญญาใช่ไหม ใช่ชื่อไหมหรือเปล่า ที่พรีเซนต์ (Present) มาดีมากนะ แต่ตรงนี้ใช่ไหมที่เราไปแนะนำให้ บีโอไอ (BOI) เปลี่ยนแปลงวิธีการให้นโยบาย บีโอไอ (BOI) ก็ผมเป็นคนไปแนะนำให้ท่านเลขา บีโอไอ (BOI) คือคุณอรรชกาว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง บีโอไอ (BOI) แล้ว เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมันมี จุดอ่อนอยู่มาก ฉะนั้นเราต้องไปสู่สิ่งที่สร้างมูลค่าให้ได้ ทำให้ข้างล่างมีเงิน ข้างบนก็มีเงิน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นภาพที่ฉายออกมาไม่ได้ผิดนะครับ จีดีพี (GDP) ที่โตขึ้นในช่วงเวลา ๔-๕ ปีก็เป็นความจริง เราหลอกฝรั่งไม่ได้หรอก เขาตรวจสอบเราหนักมาก แต่ในเมื่อมันดี ก็ต้องบอกว่ามันดีขึ้น ในส่วนที่มันยังไม่ดีท่านก็รู้ ผมก็รู้ พี่สมพงษ์ก็รู้ จะให้มันดีได้อย่างไร เพราะท่านคิดว่าลำพังว่าไปจำนำข้าวให้ราคาดี ๆ ทีแรกก็หมื่นเศษ ๆ แล้วก็เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท อันนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไร ผมมองว่ามันเป็นการช่วยประทังชีวิตของเขาให้เขามีรายได้ แต่ยิ่งทำอย่างนี้นานเท่าไรโดยการที่ไม่มาเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดเลย มันทำให้ขาด การพัฒนาในภาคเกษตรอย่างรุนแรงเลยทีเดียว ขณะนี้ใช่ไหมที่โพรดักทิวิตี้ (Productivity) ในการผลิตต่ำมากสู้ประเทศเวียดนามไม่ได้ สิ่งที่พิธาพูดมาเมื่อสักครู่นี้ถูกต้อง เราฝันเห็นชุมชนที่เข้มแข็ง มีการใช้เครื่องจักรในการผลิต ร่วมกัน มีการใช้ออร์แกนิก (Organic) มีการทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไปขายใน ต่างประเทศ ก็สิ่งที่ผมบอกเมื่อคืนนี้ใช่ไหมครับว่า เมื่อเราทำให้ จีดีพี (GDP) มันขึ้นมาแล้ว เราต้องพยายามทำสู่อนาคต แล้วเราก็ไม่ลืมข้างล่าง เราไม่ลืมรากหญ้า ฉะนั้นก็เลยพยายาม ปูทางต่าง ๆ แล้วมันก็เริ่มแล้ว ก็อยากให้พวกท่านสานต่อ แต่ท่านอย่าไปเข้าใจผิดว่า การเปลี่ยนทั้งหมดอย่างนี้ การปฏิรูปอย่างนี้คือ ครม. แค่ ๓๐ กว่าคนทำได้หรือท่าน มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร เพราะท่านก็รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็แล้วแต่ ท่านต้องเปลี่ยน คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ เขาต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เราก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วการ ที่จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันใช่ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จาก ทุกพรรคเลยละ และถ้าหากว่าเรามัวแต่หยิบเรื่องที่ว่าอันนี้มีความเหลื่อมล้ำ คนนี้จน คนนี้รวย ท่านคิดว่าสังคมดีขึ้นหรือเปล่า มันเป็นการเอาสิ่งเหล่านี้ความเหลื่อมล้ำนี้มาสร้าง ให้เกิดภัยทางการเมืองแห่งอนาคตข้างหน้า ฉะนั้นในเมื่อเรารู้ว่าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้นแล้ว ผมไม่เคยบอกเลยว่า โอ้โฮ ปีนี้จะดี ท่านลองไปฟังที่ผมสัมภาษณ์สิ ผมบอกว่าปีนี้จะมีปัญหา นี่มันครึ่งปีเข้าไปแล้ว งบประมาณยังไม่เข้าเลย เศรษฐกิจโลกก็ไม่ดี มีคนเตือนผมนะครับว่า อาจารย์สมคิดอย่ากลับมาเลยตรงนี้ เพราะว่าสุขภาพก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่ดี รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกยิ่งย่ำแย่ใหญ่ ทีแรกผมคิดอย่างนั้นนะ ผมก็เรียนท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผม ก็คิดว่าถ้าคนเราเกิดมาถึงขณะนี้แล้วเราสามารถสร้างคนใหม่ ๆ ขึ้นมา ผมเห็นแล้วผมภูมิใจนะ ว่าเราน่าจะทำอะไรเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยขณะนี้สัมฤทธิผล ถ้าเราไม่อยู่ ไม่อดทน ผมบอกว่าต่างประเทศถามผมคำเดียว นโยบายเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า มีอะไร เปลี่ยนแปลงไหม เขากลัวนะครับ ฉะนั้นมันไม่ง่ายเลย ผมก็ตัดสินใจว่าผมเห็นใจ ท่านนายกรัฐมนตรีนะในช่วงเวลาอย่างนี้ต้องอย่าให้มีการเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป ก็มีท่าน บอกว่าการลงทุนมีแต่มาคำขอ ไม่มีการลงทุนจริง ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามันก็ต้องเริ่มจาก คำขอใช่หรือไม่ แล้วมันก็ค่อยทยอยใช่หรือไม่ ที่ทยอยเอาเงินจริงลงมามันมากน้อยแค่ไหน มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลเท่าไรนะ เขามองทีเดียวเขามองทั้งประเทศ ท่านเห็นฟิทช์ เรทติ้ง หรือไม่ มูดีส์หรือไม่ เขามองไปเป็นโพลิทิเคิลริสก์ (Political risk) ของทั้งประเทศเลย แล้วคำว่า โพลิทิเคิลริสก์ (Political risk) หรือว่าความเสี่ยงทางการเมืองใครรับผิดชอบ ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ทั้งการเมืองนอกสภา เกี่ยวข้องทั้งนั้นเลย ผมจึงขอเรียนคุณพี่สมพงษ์ ในฐานะที่เคารพรักกัน จริง ๆ แล้วพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่มาก สามารถทำสิ่งที่เกิดการ เปลี่ยนแปลงให้กับชาวบ้านได้ เพราะท่านใกล้ชิดชาวบ้านมาก ต้องช่วยกันเพื่อเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของเขา พยายามให้เขาอดทน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง ทำโซนนิ่ง (Zoning) ร่วมกันทำเกษตรแปลงใหญ่ ชุมชนมาร่วมกันแล้วก็เปลี่ยนแปลง ทุกอย่างให้มันดีขึ้น รัฐบาลพร้อมที่จะทำงานกับพรรคเพื่อไทยนะครับไม่ใช่ไม่อะไร เพราะถือว่า เราคุ้นเคยกันทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงมัน แล้วบอกว่าเราลงทุนอย่างนี้ทำไมเขาไม่มา ผมบอกแล้วอย่างไร คนไทยเองไม่ลงทุนนะครับ ผมใกล้ชิดกับทางสภาอุตสาหกรรม หอการค้ามาก เขายังมีความไม่มั่นใจในเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง แต่เราก็พยายามบอก เขาว่าไม่มีอะไรหรอก นักการเมืองคุยกันได้ แล้วเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าถูกต้องที่บอกว่า เขาลงทุนเฉพาะนิด ๆ หน่อย ๆ แค่ประทังชีวิตของเขา การประเมินโดยต่างประเทศถึง บอกว่าบิสซิเนส (Business) ของเขามีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการที่จะเพิ่มโปรดักทิวิตี้ (Productivity) การลงทุนในสิ่งใหม่ ๆ เครื่องจักรใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีน้อยมากในเมื่อ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโปรดักทิวิตี้ (Productivity) ไม่เพิ่มขึ้น แต่จู่ ๆ คุณจะบอกว่า ให้ขึ้นค่าแรงเลยสมัยนั้นทีเดียว ๓๐๐ บาท เมื่อสักครู่น้องไหมจำได้ไหมที่เคยทำรีเสิร์ช (Research) ชิ้นนี้ขึ้นมา ว่าประสิทธิภาพการผลิต ของเมืองไทยมันแฟลต (Flat) มานานแล้วมันลีบมานานแล้ว เพราะไม่มีการลงทุนในสิ่ง เหล่านี้ แล้วจะให้ขึ้นราคาพรวดเดียวได้อย่างไร ตอนนั้นไม่ได้เจ๊งหลากหลายหรือ ตอนนั้นก็เจ๊งแต่เราไม่เบลม (Blame) กันเลย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ แรงงานได้เงินเดือนเพิ่ม แล้วเราก็แก้กันมาพอสมควร อนาคตข้างหน้าถ้าจะมีการเพิ่มค่าแรงมันจำเป็น แต่ก็ต้องมี การพัฒนาสกิล (Skill) ของเขา เพราะว่าทักษะของเขาในอดีตกับในอนาคตมันคนละเรื่องเลย แม้กระทั่งที่ประเทศอิตาลี อีกหลายประเทศทีเดียว เขารู้จักใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเงิน ไปสู่จุดนั้น ซีพี (CP) ไปถึงไหนแล้ว กลุ่มไทยเบฟ (ThaiBev) ไปถึงไหนแล้ว มันไปไกลมากแล้ว แต่เรามีนโยบายว่าจะเอาเขามาทำงานให้คนจนได้อย่างไร นโยบายพลังประชารัฐแต่เดิม ที่ผมใช้คำว่า ประชารัฐ เพราะว่าประเทศไทยนั้นต้อง ๓ กลุ่ม ประชาชน เอกชน ภาครัฐ ฉะนั้นเราต้องเอาเขามาช่วย พ่อไม่มาช่วย เอาลูกมาช่วย ท่านก็ว่าเขา แล้วท่านไม่ต้องทำ อะไรเลย ดัชนีหุ้นเมื่อ ๕ ปีที่แล้วประมาณเท่าไร อยู่ที่ประมาณอย่างเก่งก็ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ ขณะนี้ ๑,๗๐๐ กว่า ขึ้นมากี่ร้อยจุด เอาแค่ตัวเลขตัวนี้คูณกับหุ้นที่เขามีในธุรกิจเขาก็รวยแล้ว เขาต้องการอย่างเดียวคือการเมืองขอให้นิ่ง แล้วเราก็ต้องจับเขามาช่วยคนจน เรื่องอะไร จะปล่อยให้อยู่บนสวรรค์อย่างเดียว ฉะนั้นเรื่องที่บอกว่าเอื้อคนรวยผมปฏิเสธเลยว่าไม่มี และเราพยายามทำแล้วทุกอย่างที่เขาจะมาเขาต้องประมูลทั้งนั้น แล้วถ้ามีตรงไหนไม่โปร่งใส ท่านตรวจสอบเลย ท่านแย้งเลย ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ผมขอโทษท่านประธานผมใช้เวลา ไปส่วนหนึ่ง ยังมีเวลาเหลือให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบขอบคุณสภาได้ แล้วถ้าเหลือบ่ากว่าแรง ทางพรรคพลังประชารัฐขอเวลาให้รัฐบาลตอบถ้าจำเป็น ขอบคุณมากครับ
ครับ ต่อไป ก็เป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกต่อนะครับ ท่านสมคิด เชื้อคง ครับ ๘ นาที เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สมคิด เชื้อคง จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่นะครับ แต่อย่างไรก็ต้องฟังข้างนอก ความจริงเมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ๒ วันมานี้ก็ดีอยู่ วันนี้ก็เป็นอะไรไม่รู้ อยู่ ๆ ขึ้นมาก็บอกว่าที่แล้วมา ดีอยู่แล้ว แล้วมีการถูกทำลาย ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจก่อนนะครับ ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานไปบอกก่อนว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่านี่คือรัฐสภา ทีมผม พวกเราทั้งหลายนำปัญหา นำข้อมูล นำเรื่องความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนมาบอก ท่านต้องรับฟัง แล้วท่านลุกขึ้นมา โอเค (OK) ละครับ คนอารมณ์ไม่ดี ก็ไม่ดีปกติ ถ้าลุกขึ้นมา ตอบแบบอาจารย์วิษณุ ขอโทษครับที่เอ่ยถึง ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ก็ตอบปกติ เขาก็รับฟัง แต่นายกรัฐมนตรีมาใช้อารมณ์และมาต่อว่า บ่นว่าเหนื่อยบ้างละ บ่นว่าตัวเองทำงานหนัก ทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก ไม่อยากมา ท่านประธานครับ ผมแนะนำนิดเดียวครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เหนื่อยก็ลาออกครับ มันไม่เห็นยากเย็นอะไรเลย แล้วเมื่อสักครู่นี้จริง ๆ ผมจะพูดอยู่เรื่องอื่น นั่นละ แต่เห็นอารมณ์นายกรัฐมนตรีแล้วท่านออกไปบ้างก็ดีครับ ไปดื่มน้ำ กินกาแฟบ้าง อารมณ์จะได้เย็น ๆ ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนนายร้อย จปร. นะครับ ที่นั่นเขาอบรมแบบนั้น เพราะท่านเป็นทหาร ที่นี่เป็นอย่างหนึ่ง ท่านต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน พวกเราให้เกียรติ ท่านอยู่แล้ว ขนาดท่านเรียกไปปรองดอง เดี๋ยวนี้เลิกไปแล้ว หายไปไหนไม่รู้ ผมก็ไปทั้ง ศาลากลาง ไปโน่นไปนี่ ไปหมดเลย จะปรองดอง จะสามัคคี เห็นด้วย ไปไหนละครับตอนนี้ ออกอารมณ์มาโวยวายกับพวกผมทำไม มันไม่ได้ประโยชน์อะไร ท่านต้องไปแก้ปัญหา แล้วอยู่ ๆ ก็มานั่งบ่นว่าทุกคนต้องช่วยกัน ทุกคนต้องทำ คนโน้นต้องทำ คนนี้ต้องทำ ตกลงผมจะมีรัฐบาลไปทำอะไรครับ รัฐบาลต้องไปทำ มันมีอะไรพี่น้องเขาก็จะแจ้ง ส.ส. มา ก็มาพูดในสภา ก็เท่านั้นเองครับ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ก็พลอยเป็นกับเขา ไปด้วย ปกติท่านน่ารักนะ วันนี้อารมณ์เสียไปเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เมื่อคืนผมก็นั่งฟังอาจารย์วิษณุ ไม่ใช่อาจารย์วิษณุครับ ประทานโทษครับ ท่านดอกเตอร์สมคิดครับ ชื่อเหมือนกันล่ะครับ แต่คิดคนละอย่าง ท่านเป็นดอกเตอร์ ผมก็ไม่ธรรมดาหรอกครับ เกือบ ๆ เหมือนกัน แต่ว่าอีกเรื่องหนึ่งที่จะบอกก็คือว่าเมื่อคืนนั่งฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ โอ้โฮ ดีมากครับ อันโน้นก็ดี อันนี้ก็ดี ลงทุนเยอะแยะเลย อีอีซี (EEC) รถไฟ ๘ สาย ๑๐ สาย ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ มันทำอยู่แล้ว รัฐบาลชุดก่อนเขาก็จะทำ มันไม่ได้ทำเพราะเหตุผล ทางการเมืองอย่างที่เห็น มันดีไปหมด ผมกลับไปบ้านผมยังนอนนึกว่าตกลงผมกับดอกเตอร์สมคิด อยู่ประเทศเดียวกันหรือเปล่า ท่านดีแต่ของท่านครับ บ้านผมอยู่บ้านนอก อุบลราชธานี มันจะดีอย่างไร ฝากรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ท่านนั่งฟัง และท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการด้วย ข้าวโพด ๖๐๐ บาท ทั้งจังหวัด เงินชดเชยยังไม่ได้เลย อันนี้เรื่องเล็ก ๆ เลย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยไปดู มันไม่ดีเพราะท่านอาจจะได้คุยกับคนรวยกับเศรษฐี พวกผมไม่ได้รังเกียจเศรษฐี คนรวยก็รวยสิครับ รวยมันก็ดีอยู่แล้ว ใครจะไปว่าอะไร ยิ่งรวยยิ่งดี แต่สิ่งที่มันเหลื่อมล้ำ ก็คือรัฐบาลทำอย่างไรก็ได้ให้คนจนรวยขึ้น ถ้าคนจนรวยขึ้นคนรวยก็ยิ่งรวย มันไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ที่ท่านพูดเขาก็แนะนำว่าบัตรอะไรต่าง ๆ ของท่านมันไม่ได้ผล ท่านให้กดไปกดมา สมาชิกท่านก็พูด ฝั่งโน้นก็พูดว่ามันไม่ดีมา ๔-๕ ปี ฝั่งโน้นก็พูดว่าไม่ดี รับ ฟังเถอะครับ มันไม่ได้ยากเย็น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านต้องรับฟัง รัฐบาลต้องรับฟัง พวกเรา ก็รักบ้านเมือง ท่านอย่ามาดูถูกเย้ยหยันเลยครับ พูดทำนองแบบนายกรัฐมนตรีแบบนี้ ผมไม่เห็นด้วย ท่านอาจจะเปลี่ยนอารมณ์ท่านไม่ได้ แต่พวกเราก็รับอารมณ์ท่านไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยาก เรียนในนี้ว่าวันนี้พวกเรามานำเสนอสิ่งที่เป็นปัญหา เรื่องเกษตรทุกคนก็ข้องใจ เพราะท่าน เขียนไว้ลอย ๆ นะครับ เรื่องภาคเกษตรหน้า ๕.๓ ครับท่านประธาน ท่านพูดให้หมดเลย ผมก็มาข้องใจมันสำปะหลัง โน่นนี่มาหมดเลยมาเหมือนกัน เขาก็แค่ติทำนองว่าในเมื่อ นโยบายรัฐบาลไม่ใส่รายละเอียดเหมือนรัฐบาลอื่น ๆ ใส่ไปให้เขาหน่อยให้เขามั่นใจ เท่านั้นเองละครับ ก็ต้องมาตอบสิครับว่าข้าวจะเท่าไร มันสำปะหลังจะเท่าไร อะไรจะเท่าไร การท่องเที่ยวจะเท่าไร ก็มาตอบวิธีการเท่านั้นเอง เพราะมันไม่มีรายละเอียด ท่านก็ยอมรับ อยู่แล้วว่ามันกว้าง ๆ มันกว้าง ๆ เราก็รู้เราก็พออ่านหนังสือออก ไม่ได้แย่เท่าไรหรอกครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกนะครับ ผมนี่มันนักเศรษฐศาสตร์บ้านนอก ไม่ได้เรียนมาหรอกครับ เรียนงู ๆ ปลา ๆ ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ก็งง ๆ แต่สิ่งหนึ่งจะบอกนะครับ ถ้าเศรษฐกิจดีอยู่บ้านผมไม่ได้ดูอะไรหรอกครับ ดูร้านก๋วยเตี๋ยวกับร้านข้าวแกง ถ้าร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกงมันไม่มีแล้วขาดทุนอยู่ไม่ได้ มันจะอยู่ได้อย่างไร แต่เวลารัฐบาล บอกตัวเลขนี้ดี ตัวเลขนั้นดี ดีไปหมด แต่คนบ้านผมไม่มีสตางค์นะครับ ไม่มีใครมีเงิน ราคาพืชผลเกษตรมันไม่ดี มันก็จะดีอย่างไรท่านก็ทำ ผมเข้าใจว่าทำ เงินที่งบประมาณลงไป ไม่ต้องไปเอ่ยถึงหรอกครับว่างบประมาณมันขาดดุลผมเข้าใจ มันต้องลงทุน มันก็ต้องกู้ แต่เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีท่านอาจจะพูดเลยเถิดไปหน่อย ก็วางกรอบไว้ไม่เคยกู้ ไม่จริง หรอกครับ กู้ทุกปี ปี ๒๕๖๓ นี่ขาดดุลไปตั้ง ๕๒๐,๐๐๐ ก็ไม่เป็นไรไม่ได้ว่า แต่ต้องบอก ความจริงว่ากู้แล้วทำอะไรมันโปร่งใสอย่างไร ชาวบ้านเขาถึงจะเชื่อมั่น บางทีท่าน ทำงานหนักผมเข้าใจ แต่ถ้าเหนื่อยก็ลาออกก็เท่านั้นเอง ผมไม่รู้จะแนะนำท่านอย่างไร มันแนะนำได้เท่านี้ ผมเรียนนะครับว่าเรื่องท่านอ่าน ผมก็อ่านแล้วเรื่องเศรษฐกิจฐานราก จะให้มันดีลดความเหลื่อมล้ำ เขียนดีหมดครับ ผมเรียนว่าลดความเหลื่อมล้ำ ถ้ามันมีอยู่ ก็แสดงว่าเศรษฐกิจฐานรากมันไม่ดี ประชาชนฐานรากมันไม่มีรายได้ โดยเฉพาะกับ ประชาชนภาคเกษตร เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นอย่างนี้ ท่านแก้ปัญหามากี่ปี่ ท่านแก้มาท่านก็ บ่นไปพวกผมก็จะบ่นให้ งบประมาณเมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ขอประทานโทษครับท่านประธาน แจ้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ท่านลงไปเยอะ ๆ จริง ตำบลละเท่านั้น เท่านี้ เท่านั้น เท่านี้ เพื่อนสมาชิกก็พูดมาเยอะแล้ว แต่สิ่งหนึ่งจะบอกก็คือ ว่าลงแล้วมันได้ผลอะไร ถึงไหน ท่านประเมินหรือยัง พวกผมก็นั่งประเมินได้ว่ามันได้ผลน้อย การทำบัตรต่าง ๆ ถ้าอยากจะให้นะครับ ไม่ใช่เป็นการเอาเงินไปแจก ถ้าจะให้เงินก็ให้เงิน มันสะดวก พี่น้องบ้านผม ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา อยากจะซื้อไก่สักตัวก็ไม่รู้จะไปกดร้าน อะไรรัฐ มันก็ไม่มี อยากจะซื้อผักกาด คนนี้ลงแหทอดแหมาก็ซื้อไม่ได้ไม่มีสตางค์ อยู่ในนี้เงิน ๑๐๐ บาท อาจจะไม่มีค่า แต่พี่น้องผมเงิน ๒๐ บาท ๕๐ บาท มีค่าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้อยากจะให้รัฐบาลทุกคนช่วยกัน ใช่ ทุกคนรักบ้านรักเมือง ไม่มีหรอกครับ ว่าใครจะดึงลงมา ท่านทำงานได้อยู่ได้ พวกเราก็พร้อมที่จะทำงานกับท่าน แต่ท่านก็ต้องให้ เกียรติซึ่งกันและกัน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมาพอดีเลย ท่านอาจจะอารมณ์เสีย ก็ไม่เป็นไรเป็นบุคลิกท่าน เป็นบุคลิกท่าน แต่ผมก็ไม่ได้ถือสา เพราะท่านเป็นบุคลิก แต่ผม เคยพูดเรื่องปรองดองมาทีหนึ่งไม่รู้ลูกน้องท่านจะรายงานถึงท่านหรือเปล่า ผมบอกว่า เรียนไปบอกท่าน พลเอก ประยุทธ์ และ พลเอก ประวิตร เรื่องปรองดองที่ท่านชวนพวกผม ไปต่าง ๆ ทำกันทั้งประเทศ ผมบอกง่ายนิดเดียว ปรองดองนี่ง่ายนิดเดียว ให้นายกรัฐมนตรี ชื่อ พลเอก ประยุทธ์พูดจาให้เกียรติคนอื่น พูดจานุ่มนวล พูดจาอย่างปิยวาจา เท่านั้น ก็ปรองดองแล้วครับ ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นการลงทุนที่ถูก ฝากรัฐบาลนะครับ บางครั้งเวลามีเท่านี้ก็เลยนำเสนอท่านได้เท่านี้ ขอบพระคุณครับ
เกินไป ๑ นาทีนะครับ คราวนี้ต่อไปก็กลับไปที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลนะครับ ก็ยังมีอีกหลายท่าน เอา ๓ ท่านเลยนะครับ ท่านแรก ท่านทัศนียา รัตนเศรษฐ ๕ นาทีนะครับ แล้วตามด้วย ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ขออนุญาตท่านประธานครับ เห็นอ่านชื่อผมต่อจากนี้ไปแล้วเมื่อสักครู่
ขอประทานโทษ ผมอ่านไปแล้วหรือครับ เดี๋ยวนะครับ ผมยังไม่ได้อ่านเลย เดี๋ยว ๆ ขอดูท่านอยู่ลำดับไหน ผมขอตั้งหลักนิดหนึ่งครับ ลำดับที่ ๒๕ แต่ว่าเมื่อสักครู่ถึงท่านสมคิด เชื้อคง ๘ นาที ท่านอภิปรายไปแล้ว ๙ นาที
ผม นิยม เวชกามา ครับ
แต่ต่อไป ก็มีท่านเอกภพอีกคน ยังไม่ได้อ่านนะครับ รอนิดนะครับ ให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเขานั่นหน่อย จะได้จัดการได้ ขอโทษทีนะครับ ผมไม่ได้อ่านจริง ๆ เดี๋ยวท่านก็ข้ามท่านเอกภพนะสิ ตกลง พรรคอนาคตใหม่ไปอยู่ทีหลังหรือครับ ท่านเอกภพอยู่หรือไม่ครับ
ท่านประธานครับ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าหลังจากท่านนิยม อภิปรายเสร็จ ท่านประธานช่วยแจ้งเวลาของแต่ละชุดด้วยว่าเหลือเท่าไร ท่านเรียกเจ้าหน้าที่ เอาไปให้ท่านแล้วจะได้อ่าน แล้วทุกท่านเขาจะได้รู้ว่าในแต่ละกลุ่มเขาเหลือเวลาเท่าไร กราบขอบพระคุณครับ
คือผมมา ก็ได้รับแจ้งจากท่านประธานชวนว่าคนต่อไปท่านสมคิด เชื้อคง แล้วให้กลับมาที่พรรคร่วม ฝ่ายรัฐบาล แต่ตอนนี้ท่านนิยมบอกว่าผมพูดเชิญท่าน แต่ทีนี้ข้ามท่านเอกภพ ผมต้องเคลียร์ (Clear) กับท่านเอกภพก่อนนะครับ
ท่านประธานครับ ผม เอกภพครับ
ครับ ตกลง จะเอาก่อนหรือไม่ครับ
รายชื่อ ผมอยู่ก่อนหรือไม่ครับ
ครับ ถ้าอย่างนั้นท่านนิยมขอทีหลังนิดหนึ่งนะครับ ที่จริงจบท่านสมคิด เชื้อคง แล้วต้องไป พรรคร่วมรัฐบาลนะครับ
ไม่เป็นไรครับ เห็นท่านประธานชวนอ่านผมก่อน ต่อจากนี้ ไม่เป็นไรครับ ได้ครับ
ตกลงเอา ท่านเอกภพให้ก่อน ๑๐ นาที แล้วไปของพรรคร่วมรัฐบาลเขาคนละ ๕ นาที ๘ นาทีเท่านั้น เชิญครับท่านเอกภพ เพียรพิเศษ พรรคอนาคตใหม่ ๑๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะมา เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นแพทย์ครับ แล้วก็โชคดีที่เป็นแพทย์ที่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลบรรจุไว้ ว่าให้ความสำคัญ ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ก่อนที่ผม จะอภิปรายต่อไป ผมขอให้ข้อมูลของรัฐสภานิดหนึ่งในเรื่องของที่พูดกันเมื่อสักครู่คือ การแพทย์แม่นยำ ความจริงแล้วการแพทย์แม่นยำกับการแพทย์เฉพาะเจาะจงเป็นคำที่ใช้ ด้วยกันได้ ชื่อภาษาอังกฤษคือ พรีซิชัน เมดิซีน (Precision medicine) เป็นการรักษา โดยการใช้รหัสพันธุกรรมมาช่วยในการรักษาให้มีความแม่นยำขึ้น ต่อไปครับ ตามนโยบาย ของรัฐบาลในข้อ ๙.๒ ที่ให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวอย่างทั่วถึง จำนวนแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวที่กำหนดไว้ว่าทั่วถึงคือ ๑ : ๑๐,๐๐๐ คนของประชากร ลองคิดดูนะครับ ประชากรทั้งหมด ๖๕ ล้านคน ถึง ๗๐ ล้านคนต่อไปในอนาคตจะต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวอยู่ ๖,๕๐๐-๗,๐๐๐ คน ปัจจุบันเรามีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวอยู่ ๑,๐๐๐ คน โดยประมาณ แผนเราจะให้มีครอบคลุมใน ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นแล้วต้องมีการผลิตแพทย์ เวชศาสตร์ครอบครัวประมาณ ๖๐๐ คนต่อปี ๖๐๐ คนต่อปี เป็น ๑ ใน ๔ ของแพทย์ที่จบ ในทุกปีของประเทศไทยนะครับ จากปี ๒๕๖๑ เรามีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่ผลิต ออกมามากที่สุดแล้ว ๑๘๗ คน แสดงว่าจากนี้ต่อไปเราต้องผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพิ่มขึ้นในระบบอีก ๕๐๐ คน ต้องทุกปีนะครับ ถามว่าการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว อย่างเดียวเหมาะสมหรือเพียงพอหรือไม่ สำหรับการดูแลคนไข้ แพทยสภาออกมาประกาศล่าสุดว่า แพทย์ทุกสาขามีความขาดแคลนครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ต้องมีความสมดุลในการสร้างแพทย์เฉพาะทางด้วยเช่นเดียวกัน และเรื่องพรีซิชัน เมดิซิน (Precision medicine) ก็จำเป็นต้องใช้แพทย์เฉพาะทางเช่นเดียวกันครับการเปลี่ยนจาก การผลิตแพทย์ไปเป็นผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แล้วก็ส่งเขาไปอยู่ที่โรงพยาบาล รพ.สต. โรงพยาบาลอำเภอนั้น อาจจะเป็นการแค่ย้ายการแออัดจากโรงพยาบาลใหญ่ไปอยู่ใน รพ.สต. เท่านั้นเอง กระบวนการของการผลิตแพทย์ กระบวนการของการเกิดขึ้นของระบบสุขภาพ ปฐมภูมิ มีการผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. สุขภาพปฐมภูมิออกมาแล้ว พ.ร.บ. สุขภาพปฐมภูมิ ก่อให้เกิดอะไรบ้างครับ จะมีคณะกรรมการการแพทย์ปฐมภูมิ คณะกรรมการนี้ผมมีคำถามครับว่า จะมีการทับซ้อนกับหน้าที่ของ สป.สช. หรือไม่ งบประมาณที่ต้องใช้ในคณะกรรมการนี้ และงบประมาณที่จะต้องลงไปในการแพทย์ปฐมภูมินั้นมาจากก้อนไหนครับ แบ่งมาจากเงิน งบประมาณสาธารณสุขก้อนไหน หรือว่า สป.สช. จะกลายไปเป็นพียงแค่ทางผ่านของเงินครับ อีกอย่างที่ พ.ร.บ. นี้ให้ทำก็คือ การให้ผู้ป่วยขึ้นทะเบียนกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กับหน่วยบริการปฐมภูมิครับ ทุกวันนี้เราขึ้นทะเบียนอยู่แล้ว เราไปอยู่โรงพยาบาลไหนเรา ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลนั้น แต่การขึ้นทะเบียนกับหน่วยปฐมภูมิจะเป็นการซ้ำซ้อน หรือไม่ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมีความกังวลครับ ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพ ใน พ.ร.บ. ปฐมภูมินี้บอกว่าการพัฒนาคุณภาพมีความผิดทางวินัยด้วย นโยบายของรัฐที่ต้องการจะส่ง แพทย์ไปอยู่ที่ รพ.สต. การที่ให้เขาไปอยู่แพทย์และพยาบาลนั้นต้องเป็นการพัฒนา เพราะฉะนั้นการพัฒนาคุณภาพต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การไปอยู่เริ่มต้นและการ พัฒนานั้นถ้ามีความผิดเชิงวินัยใครจะอยากไปอยู่ การพัฒนาเชิงคุณภาพนั้นต้องเป็นการ ให้รางวัลมากกว่าการให้โทษครับ ความจริงนะครับ มากกว่าการให้โทษครับ ความจริงรางวัล แพทย์และพยาบาล ปัญหาของทางด้านสาธารณสุขมีมากมายครับ ที่ค้างคาอยู่ก็เป็นเรื่อง ของการขาดแคลนงบลงทุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ครับ ตำแหน่งงานและการกระจายตัวของ แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่เกี่ยวกับสุขภาพคือเรื่องของฝุ่นควัน พีเอ็ม (PM) ๒.๕ ครับ ที่อีกไม่กี่เดือนนี้ก็จะกลับมาอีกรอบหนึ่งแล้วครับ เราต้องมีการเตรียมรับมือ ให้ประชาชน ทางพรรคอนาคตใหม่เรามีการเตรียมเสนอพระราชบัญญัติอากาศสะอาดครับ ผมขอเชิญชวนนะครับว่า เราอยากจะให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนเราด้วยนะครับ
ตอนนี้มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย แต่ว่าประเด็นสำคัญแล้วก็เรื่องเร่งด่วน ของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุขก็คือ การเอาเรื่องกัญชามาเป็นนโยบายเร่งด่วนครับ ทุกวันนี้นโยบายกัญชาพูดออกมาแล้ว แต่ว่ายังมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน พอไม่ชัดเจน ก็มีการเอานำไปใช้ ทุกวันนี้มีคนไข้นำมาใช้แล้วและใช้ไม่ถูกต้อง จนมีคนไข้ที่ไปห้องฉุกเฉิน ด้วยผลข้างเคียงของกัญชามากมายครับ ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศหน้าใหม่ ทางด้านกัญชานะครับ แต่ว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นเดียวกันที่เราจะเป็นหน้าใหม่ ที่จะแซงคนอื่นได้ สิ่งที่เราจะทำครับ คือให้ความสำคัญกับการวิจัยมากกว่าการโฆษณาว่า กัญชาเป็นเหมือนยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค การวิจัยนั้นแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ เป็นการวิจัย ทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่เราได้กัญชาสกัดแบบเมดิคัล เกรด (Medical grade) จะทำให้ รักษาคนไข้ในประเทศได้ราคาถูกลง และอีกอย่างหนึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยคือ การผลิตกัญชาในลักษณะของตำรับยาใหม่ ๆ ของแพทย์แผนไทย แต่ต้องมีการวิจัยที่สากล ยอมรับและนำเสนอในเวทีสากลได้ สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขควรจะทำในเรื่องของกัญชาคือให้ข้อมูลที่ถูกต้องครับ แล้วก็ ข้อควรระวัง มีมาตรการป้องกันการนำกัญชามาใช้ในคนที่อายุน้อยกว่า ๒๑ ปี ในคนที่ อายุน้อย ๆ จะมีผลต่อการทำงานของสมองมากกว่า และมีโอกาสเป็นโรคประสาทหลอนได้ มากกว่าด้วย รวมถึงกัญชามีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนมากขึ้นด้วย เรายัง แก้ปัญหาเรื่องสุรากับการขับขี่ยานพาหนะและอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้ กัญชาอาจจะไป ซ้ำเติมตรงจุดนี้ได้ และอีกอย่างหนึ่งผมมีประเด็นศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถหยุดยั้งการเปิดกัญชาเสรีได้ มีผลการศึกษาที่รัฐโคโลราโดครับ พบว่า การเปิดกัญชาเสรีนี่เขาเก็บภาษีนะครับ การเก็บภาษีได้ ๑ เหรียญ ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องเสียเงินไป ๔.๕ เหรียญสหรัฐอเมริกาในการรักษาและการดูแลเรื่องของผลกระทบ ที่เกิดจากกัญชาครับ ท่านประธานครับ นโยบายทางด้านสาธารณสุขมีผลต่อชีวิตและ ความเจ็บป่วยโดยตรงครับ สำหรับแพทย์เราแล้วเรามีสิ่งที่เราสอนและเน้นย้ำกันเสมอ ในโรงเรียนแพทย์ครับ มีอยู่ ๒ อย่างครับ อย่างแรกเรายึดถือ ฮิปโปเครติซ โอท (Hippocratic Oath) เราพูดกันว่า เฟิสต์ ดู โน ฮาร์ม (First do no harm) เราจะไม่ทำ อันตรายใด ๆ ต่อคนไข้ อันที่ ๒ ครับ คือพระราโชวาทของสมเด็จพระบิดาครับ ขอให้ถือ ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ ผมขอฝากไว้เท่านี้ละครับ แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีการดำเนินการที่ดีต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ตัวเลขของท่านเอกภพ ใช้เวลาไปกี่นาที ๑๐ นาทีนะครับ ผมขอแจ้งดังนี้ สำหรับเวลาที่เหลือ ครม. เหลืออีก ๑๔ นาที ๒๐ วินาที พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลนะครับเหลือเยอะนะครับ เหลือ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที แต่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลนั้นลงชื่อไว้เพียง ๑๑ ท่านนะครับ พรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ เมื่อสักครู่เช็ก (Check) ก่อนที่จะจบท่านเอกภพ ๑ ชั่วโมง ๖ นาที ก็ลบ ๑๐ นาที ก็เหลือ ๕๖ นาที แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านลงชื่อไว้เยอะ และแสดงความจำนง จำนวนนาทีที่เกินกว่า ๕๖ นาทีนะครับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเหลือ ๙ นาทีนะครับ ท่านจะ สำรองไว้สำหรับผู้อภิปราย ๒ ท่านนะครับ แต่ยังไม่ได้ส่งชื่อมา ท่านวิรัชผมให้ท่านไปเลย ท่านจะมีอะไรจะแถลงเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา ขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ในส่วนของพรรคร่วม รัฐบาลในส่วนที่ท่านประธานที่ดูว่าเห็นเยอะ ๑ ชั่วโมง ท่านต้องดูที่ใช้ไปแล้วครับ ท่านประธาน ตรงนี้ใช้ไปแล้วประมาณ ๓๐ นาที จะเหลืออยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที ในส่วนตรงนี้ก็ยังเก็บไว้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเผื่อตอบได้อีกสักหน่อยนะครับ
ตกลง ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที นี่ต้องลบ ๓๐ นาทีใช่ไหมครับ
๒๐ นาที ประมาณนั้นครับท่านประธาน
เวลาใช้ไปนี่ลบแล้วนะครับ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที เอาอย่างนี้ดีกว่าเพื่อไม่เสียเวลาขอท่าน สมาชิกทั้งมวล ขอให้ท่านวิรัชได้ปรึกษากับวิป (Whip) ทุกฝ่ายนะครับ แล้วก็ค่อยมารายงาน ว่าจะทำอย่างไรนะครับ พรรคร่วมรัฐบาลเวลาเหลือเฟือ สมาชิกลงชื่อไว้น้อย ส่วนพรรคฝ่ายค้าน เวลาเหลือแค่ ๕๖ นาที แต่ลงชื่อไว้และแสดงความจำนงเยอะนะครับ เช่นเดียวกับสมาชิก วุฒิสภาเหลือเพียง ๙ นาทีลงชื่อไว้เยอะ เดี๋ยวผมให้ไปคุยกันดีกว่าครับ
ขออนุญาตครับ อันนี้สำคัญ ขออนุญาตครับ ผมจะใช้เวลาสั้นที่สุดปกติผมพูดน้อยอยู่แล้วครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ท่านประธาน ได้กรุณาขานเวลาของสมาชิกวุฒิสภาว่าเหลือ ๙ นาทีนั้น ด้วยความเคารพท่านครับ ไม่ตรง ตามข้อเท็จจริง กระผมขอกราบเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้สั้น ๆ ว่าท่านผู้ทำหน้าที่ประธาน ท่านที่แล้วคือ ท่านชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภานั้น ท่านได้ขานเวลาของวุฒิสภาไว้ที่ ๑ ชั่วโมง ๓๙ นาที ในขณะนั้นเองสมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมณเฑียร บุญตัน กำลังอภิปราย หลังจากนั้นเมื่อจบการอภิปรายผมก็อนุมานให้เลยว่าให้เวลาตัดออกไปอีก ๙ นาที ตอนนั้นเรามอบเวลาเพื่อให้ทางรัฐบาลได้ใช้โอกาสนั้นชี้แจงเพื่อความเข้าใจ ของประชาชนผู้ฟังทางบ้านทั่วประเทศ ให้เข้าใจถึงแนวนโยบายของรัฐบาลให้ชัดเจน และถ่องแท้ เราจึงได้เหลือเวลาขณะนี้จริง ๆ ๓๐ นาทีครับ ท่านครับ มิใช่ ๙ นาที
ไม่ใช่ ๙ นาที
ไม่ใช่ครับ ขอด้วย ความเคารพโปรดกรุณาทบทวนครับ
จะไปทบทวน ได้อย่างไร เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมอยู่บนนี้ลุกไปก็เลิกประชุมเลย ดังนั้นขอความกรุณา วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผมมอบอันนี้ให้ไป ไปตรวจดูให้แน่ว่าเหลือเวลาเท่าไร แล้วจะปรับลด เพิ่มใครหรือว่าไม่เพิ่ม หรือขอใครก็ว่ากันตามนั้น ท่านวิรัชนะครับ ถ้าพูดกันในที่นี้เสียเวลา
ผมขอ อนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่เมื่อวานมาจนถึงวันนี้ ท่านประธานครับ เพิ่งได้พูดไปประมาณ ๓ ท่านเท่านั้นเอง พรรคพลังประชารัฐ แล้วแต่ละพรรค ที่ร่วมรัฐบาลที่เหลือเวลามากเพราะพูดน้อย แล้วก็ท่านหนึ่งก็ไม่เกิน ๕ นาที เรียนท่าน เพื่อทราบครับ
เข้าใจแล้วครับ
แต่เดี๋ยว ผมจะทำตามบัญชาท่านประธานครับ
ไม่ได้บัญชาครับ ผมขอร้อง ผมลุกไปไม่ได้นะครับ โอเค (OK) ครับ เอาอันนี้ไปนะครับ ขอความกรุณา วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ต่อไปกลับมาพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อสักครู่นี้ท่านแสดงกันน้อย ท่านน้อยใจอยู่ ผมให้ ๓ ท่าน เพราะแต่ละท่านใช้เวลาน้อยอยู่แล้ว ผมขออ่านนิดหนึ่งเพื่อสมาชิกจะได้ทราบว่า ใครกำลังอภิปรายอยู่ ท่านทัศนียา รัตนเศรษฐ ๕ นาที แล้วตามด้วยท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๘ นาที และท่านเพชรดาว โต๊ะมีนา พรรคภูมิใจไทย ๕ นาที ๓ ท่านเรียงตามลำดับดังนี้นะครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอกราบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ท่านได้นั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบเมื่อวานนี้ แล้ววันนี้ก็เช่นกัน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่มีการ แถลงนโยบาย เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันถือว่าเป็นมิติใหม่ ท่านประธานคะ ดิฉันมีเวลาน้อย ถ้าหากเกินไปก็ทบไปอีก ๑ นาทีนะคะ ในส่วนของนโยบายหลัก ๑๒ ข้อ ดิฉันถือว่า ครอบคลุมแล้ว แล้วก็เห็นด้วย แต่ในส่วนของนโยบายที่เป็นเร่งด่วน ดิฉันขออนุญาต ที่จะแสดงความคิดเห็นในข้อ ๒ นั่นก็คือในเรื่องของการปรับปรุงสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งตรงนี้ มีการพูดกันมากตั้งแต่เมื่อวาน โดยเฉพาะในเรื่องของบัตรประชารัฐ แล้วก็ในเรื่องของมารดา ประชารัฐค่ะท่านประธาน บัตรประชารัฐนั้น ท่านประธานคะ พูดกันมาตั้งแต่ตอนหาเสียง หลายท่านบอกว่าเป็นการหาเสียง แล้วก็อีก หลายต่อหลายท่านบอกว่าบัตรนี้ถือว่าเป็นการตอกย้ำความยากจน บางคนก็ไปโน่นบอกว่า บัตรนี้เป็นการซ้ำเติมประเทศ ท่านประธานคะ แต่นั่นคือมุมมองของท่าน นั่นคือทัศนคติของท่าน แต่ดิฉันอยากจะสะท้อนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเมื่อลงพื้นที่ เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาบอกว่าบัตรประชารัฐคือชีวิต ชีวิตที่ทำให้เขาอยู่ได้ ได้กิน ได้อยู่ ได้ใช้ทุกเดือน ไม่ใช่ คนเดียวด้วยทั้งครอบครัว แล้วก็บัตรประชารัฐนี้ที่ทำให้เขามีขวัญมีกำลังใจในการที่อยู่ต่อ อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องไปขอเงินของคนอื่นโดยไม่จำเป็น แล้วก็บัตรประชารัฐอีกนี่ละค่ะ ที่เป็นความหวังของคนยากคนจน แล้วก็โดยเฉพาะปู่ย่าตายาย ที่หวังว่าแบ่งปันเงินนี้ ไปทำบุญเพื่อจะได้เกิดในภพหน้าที่ดีขึ้น นี่คือความรู้สึกของคนรากหญ้าที่เขาฝากมาบอก รัฐบาลขอให้ได้เร่งทำเถอะ
อีกหนึ่งนโยบายค่ะท่านประธาน คือเรื่องมารดาประชารัฐ คือเห็นพูดกันเยอะ เหลือเกิน บางคนก็บอกว่าไม่คุ้มค่าบ้าง บางคนก็บอกว่าไม่เห็นเร่งด่วนตรงไหนเลย ท่านประธานคะ สำหรับมารดาประชารัฐดิฉันถือว่าเป็นนโยบายที่คุ้มค่าที่สุด เพราะมันคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ให้มีความเข้มแข็ง จะมีการพัฒนาอะไรคะที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า การพัฒนาคน เพราะคนนี่ละค่ะที่จะไปสร้างงาน และงานก็จะก่อให้เกิดรายได้ แล้วถ้ามอง ในแง่การลงทุนยิ่งกว่าคุ้มค่าทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้นน้ำคืออะไร ต้นน้ำก็คือการตั้งครรภ์ ก็มีสวัสดิการให้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ได้บำรุงลูกในท้องให้แข็งแรง ให้มีอารมณ์ที่เบิกบานส่งไปถึงสติปัญญาที่ฉลาดเฉลียว กลางน้ำคืออะไร ก็คือการคลอด ก็คือ มีค่าคลอดให้อีก ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอันนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงความปลอดภัย ของชีวิตถึง ๒ ชีวิต นั่นคือแม่และลูก ดีไม่ดีถ้าลูกแฝดจะเป็น ๓ ชีวิต เป็น ๔ ชีวิตด้วยซ้ำ ปลายน้ำก็คือการเลี้ยงดูไปจนถึง ๖ ขวบ เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นค่านมบ้าง เป็นค่าวัคซีนบ้าง แล้วมันก็จะส่งต่อไปถึงการศึกษาภาคบังคับเข้าโรงเรียนพอดีให้โรงเรียนพัฒนาต่อไป นี่ละค่ะ ที่ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ อีกนิดเดียวค่ะท่านประธาน โดยสรุปนะคะท่านประธาน นโยบายทั้งหลายทั้งปวงนี้ดิฉันถือว่าอยู่ในกรอบตอบโจทย์ แล้วก็สอดคล้องอย่างยิ่ง คืออยู่ใน กรอบของวงเงินงบประมาณ ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน แล้วก็ปัญหา ประเทศชาติ แล้วก็สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วดิฉัน เชื่อว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่เป็นประชาธิปไตย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมาจากรัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งโดยประชาชนที่เลือกตั้งในวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน คือ ๒๔ มีนาคม แล้วก็ เลือกตั้งโดยกฎกติกาเดียวกัน คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วที่สำคัญก็คืออยู่ใน ระบอบเดียวกัน คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วจะ เรียกว่า สืบทอดอำนาจได้อย่างไร แล้วดิฉันยังเชื่อนะคะว่าถ้านโยบายเหล่านี้ลงไปสู่การปฏิบัติ คนที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชน และประเทศชาติสูงสุดเลยค่ะ แล้วดิฉันยังเชื่ออีกนะคะว่าด้วยนโยบายเหล่านี้ละค่ะ และด้วย ความตั้งใจของคณะรัฐบาลจะทำให้เรือเหล็กภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถฝ่าคลื่นลมไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งจนครบ ๔ ปี ดี ไม่ดี ดิฉันว่าจะเป็น ๔ ปีบวก ๔ ปีด้วยซ้ำไป ก็ขอให้ท่านได้อดใจสักนิดหนึ่งนะคะ อย่าเพิ่ง ติเรือทั้งโกลน อย่าเพิ่งติโขนยังไม่ได้แต่งตัวเลยค่ะ เหลือเวลาอีกมากที่ท่านจะอภิปราย ก็ยังไม่สายนะคะ สุดท้ายในฐานะที่เป็นครูด้วยกันกับท่านสมาชิกผู้หนึ่งที่ท่านได้ให้ ข้อเสนอแนะบอกว่า มารดาประชารัฐทำไมไปให้ตอนตั้งท้อง ทำไมไม่ให้ตั้งแต่มีประจำเดือน ดิฉันเห็นด้วย แต่เสียดายว่าขณะที่มีประจำเดือนนั้นไม่สามารถปฏิสนธิได้ ไม่สามารถเกิด บุคคลได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดได้ดิฉันเห็นด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปก็เป็น ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๘ นาทีครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ๘ นาทีจากนี้ไปผมขอทำหน้าที่แทนเพื่อนสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อยู่ในขณะนี้หรือไม่ได้เข้ามาสู่สภานี้ก็ตาม ในการที่จะยืนยันกับ ท่านประธานว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าร่วมรัฐบาลตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ที่อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาของประเทศนี้สามารถที่จะเดินต่อไปได้ ท่านประธานคงทราบ ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นใช้เวลาพอสมควรในการที่ถกเถียงกันว่าเราควรจะร่วมรัฐบาล หรือไม่ ในท่ามกลางสภาวการณ์ที่เสียงทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นปริ่มน้ำ ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่า เราเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อที่จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๑๘ พรรคที่เหลือรวมถึง ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โจทย์สำคัญที่สุดที่เป็นเหตุผลสำคัญ ที่เราตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลชุดนี้และสนับสนุนนโยบายนี้ ก็คือปัญหาปากท้องของ พี่น้องประชาชน ทั้งเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย คนยากคนจน คนหาเช้ากินค่ำ คนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นรายย่อยอยู่ในตลาด เพื่อนสมาชิกของเราได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ความคาดหวังของคนเหล่านี้ และเขาฝากความหวังนี้ไว้กับพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ เราตัดสินใจเข้าร่วมเพื่ออยากที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้รับการแก้ไขปัญหา ได้รับการวางนโยบาย ที่ถูกต้องและทำให้คุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ดีขึ้น ผมเรียนท่านประธานครับว่า ณ วันนี้ที่มี นโยบายแถลงต่อสภานี้ นโยบายที่พวกเราในพรรคประชาธิปัตย์คาดหวังที่จะเห็นทันที ที่รัฐบาลนี้ผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและมีการประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งต่อไป นั่นคือนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ทำไมจึงพูดว่านโยบายประกันรายได้เกษตรกร เป็นเรื่องสำคัญที่สุด นโยบายประกันรายได้เกษตรกรนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแต่เรื่องของการ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่เป็นเจ้าของผลผลิตทั้งหลายเท่านั้น แต่นโยบายนี้เป็นเสมือนกับ สวัสดิการที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรให้เขาสามารถที่จะมีคุณภาพชีวิต มีรายได้ที่เพียงพอ เพราะไม่ว่าจะดูรายงานงานวิจัยอย่างไร ในเรื่องของเกษตรกรรายย่อยนั้นกว่าร้อยละ ๔๐ ของประเทศเป็นเกษตรกรรายย่อยทั้งนั้นนะครับ และคนเหล่านี้มีรายได้น้อยกว่าแรงงาน นอกภาคเกษตรเกือบ ๑ เท่า นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นทันทีที่ร่วมรัฐบาลปัญหาของ พี่น้องเกษตรกรที่หลั่งไหลมาสู่พวกเรา เราจึงพยายามกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของรัฐบาล จะต้องเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปด้วยทันที ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คือ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้พูดถึงเรื่องประกันรายได้เกษตรกรเป็น ความชื่นใจของหลายคน แต่สิ่งที่เขาอยากเห็นคือระยะเวลาที่ชัดเจนในการเดินหน้านโยบายนี้ทันทีและกำหนด เป้าหมายของนโยบายนี้จะไปถึงเรื่องยางพาราอย่างไร เท่าไร ปาล์มเท่าไร เรื่องข้าวเท่าไร และเรื่องพืชอื่น ๆ อีกเท่าไรเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่การเป็นนโยบายประกันรายได้ที่คิด ในเชิงของสวัสดิการนั้นมันจะไปแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ต้องยอมรับว่าเกษตรกร ในประเทศไทยนั้นจำนวนมากมีที่ดินน้อย และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีแม้แต่ที่ดินทำกิน นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านมาจะละเลยคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน บางที คนเหล่านี้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นป่าไปทับเขาก็ดี อุทยานไปทับเขาก็ดี หรือต้อง ยอมรับว่าบุกรุกไปอยู่ในที่ของรัฐมาเป็นระยะเวลาที่นานแล้ว แต่คนเหล่านี้เมื่อขายสินค้า เกษตรตัวเองออกไป เช่น ยางพาราเขาจะถูกหักเงินเซส (CESS) เช่นเดียวกับคนที่เป็น เจ้าของสวนยางพาราที่มาจากสวนที่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน คนเหล่านี้ก็มีลูกเมีย มีปากท้องที่รอที่บ้าน ที่ราคาผลผลิตของเขาจะเป็นตัวจุนเจือครอบครัวของเขา นโยบาย ประกันรายได้ควรจะเดินไปสู่สิ่งเหล่านี้ให้เกิดความชัดเจนด้วย เพราะถ้าราคาผลผลิต การเกษตรของพี่น้องประชาชน จะยาง จะปาล์ม จะข้าว ทุกอย่างดีขึ้นเงินนั้นจะไปสู่พ่อค้า แม่ค้ารายย่อย ไปสู่เศรษฐกิจชุมชนฐานรากในหมู่บ้าน และสามารถทำให้เขาสามารถที่จะมี รายได้ที่เพียงพอต่อการจุนเจือดำรงชีพในครอบครัวได้ นี่ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ทำความหวังนี้ ของประชาชนให้เป็นจริงและทำทันทีจะเป็นความชื่นใจของคนโดยรวม เราไม่อยากเห็น ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น เพราะเรื่องปากท้องของประชาชนควรที่จะมาก่อน ความเห็นที่ไม่ตรงกันในทางการเมืองครับ ในเวลาเดียวกันกับที่ทำเรื่องประกันรายได้ เรื่องสำคัญคือเรื่องปัจจัยการผลิต คือเรื่องที่ดินครับ เรื่องนี้เพื่อนสมาชิกในสภาหลายท่าน ได้อภิปรายมาแล้ว นโยบายรัฐบาลชุดนี้เดินหน้าไปสู่เรื่องของคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ มีการทำกฎหมายออกมารองรับ และผมไปดูในกฎหมาย กทช. นั้น ได้พูดถึง กรรมสิทธิ์ร่วม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเรื่องโฉนดชุมชนและการสนับสนุนโดยเรื่องธนาคาร ที่ดิน ซึ่งขณะนี้ทั้งสำนักงานโฉนดชุมชนและองค์การมหาชนธนาคารที่ดินนั้น มีการจัดตั้งขึ้น เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการเดินหน้าไปสู่เรื่องปัจจัยการผลิต การกระจายที่ดินให้กับคนซึ่งบุกรุก ไปอยู่ในที่ของป่ามาเป็นเวลานานแล้ว หรือที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ นั้น น่าที่จะให้กรรมสิทธิ์ ร่วมเช่นนี้ให้เขาสามารถที่จะทำมาหากินได้ ในขณะที่ที่ดินนั้นยังเป็นของรัฐอยู่ โฉนดชุมชน ใบแรกในประเทศไทยซึ่งดำเนินการโดยพรรคประชาธิปัตย์เมื่อ ๙ ปีที่แล้ว จะครบ ๙ ปี ในวันที่ ๑ กันยายนที่จะถึงนี้ นั่นคือที่ชุมชนคลองโยง จังหวัดนครปฐม วันก่อนพี่น้อง จากชุมชนคลองโยงพูดชัดว่า ๙ ปีที่ผ่านมานี้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และการดูแล โดยชุมชนโดยส่วนรวมนั้นจะสามารถทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจได้ การเดินหน้า เรื่องกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน จะเป็นการทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นสามารถจะมีปัจจัย การผลิตที่จะเดินหน้าและเป็นการปรับโครงสร้างเรื่องของภาคเกษตรได้ แล้วมันจะตามมา ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้สินและเรื่องอื่น ๆ ของภาคเกษตรในครัวเรือนทั้งหลาย ในเวลาเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าทั้งสองเรื่องนี้สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้ เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจ ฐานรากที่เติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น นั่นจะเป็นคำตอบว่าเรารัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อย่างประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่น ๆ จะได้ทำงานร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในการที่จะทำความหวังของประชาชนให้เป็นความจริงได้ ผมเรียนท่านประธานในตอน สุดท้ายว่า ช่วยกันครับ เราทุกคนต้องช่วยกัน พวกเราในสภานี้ก็เขาต้องช่วยกันครับ เพราะชีวิตปากท้องของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้นไม่ว่าจะเลือกรัฐบาลนี้มาหรือไม่ แต่นโยบาย ของรัฐบาลนี้จะต้องดูแลคนไทยทุกคน อย่าทำให้เขาต้องผิดหวังครับ ท่านนายกครับ ขอบพระคุณครับ
ถัดไป
ท่านประธานครับ ผม วิรัช ขออนุญาตรายงาน
เชิญเลยครับ
ท่านประธานครับ ตามแผ่นที่ท่านประธานถือและท่านประธานก็แจ้งผม สรุปก็ตามใน แผ่นนั้นครับ ที่มีข้อสรุปอยู่ข้างล่างอยู่อีกประมาณ ๓.๒๐ ชั่วโมง ตอนนั้นจะอยู่ตอนช่วงเวลา ๒๓.๓๐ นาฬิกา ก็ประมาณตี ๓ ครับ แต่สิ่งที่ผิดไปนิดหนึ่งก็คือในส่วนเวลาของท่านวุฒิสภา จาก ๙.๓๗ นาที จะเพิ่มเป็น ๒๙.๓๗ นาทีครับ ท่านประธานครับ อย่างอื่นก็เหมือนเดิม ก็หมุนเวียนกันอย่างนี้ละครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณครับ
ขอทบทวน นิดนะครับ ของ ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือเท่าไรครับ
แผ่นที่ ผมได้ ๑ ชั่วโมง ๖ นาที ๗ วินาทีครับ
ครับ ถูกต้องแล้วครับ ๑ ชั่วโมง ๖ นาที ๗ วินาทีนะครับ
ครับ
เมื่อสักครู่นี้ ของพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที ก็หักไป ๒ ท่านหรือท่านเดียวล่ะครับ น่าจะ ๒ ท่าน
ก็หัก พรรคพลังประชารัฐ ๒๐ นาที หักพรรคประชาธิปัตย์ ๓ นาที ๙ วินาที หักพรรคภูมิใจไทย ๙ นาที ๓๔ วินาทีครับ
แล้วเหลือ เท่าไรครับ ๑ ชั่วโมง
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ได้รวมมาให้ครับ
ครับ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาทีได้
ครับ ก็มาเพิ่มในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาครับ นิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ
เหลือเท่าไร หัก ๓๓ นาที จาก ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาทีนะ
ก็จะเหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาทีครับ
ประมาณนั้น
ครับ
ส่วน ครม. เหลือ ๒๙ นาทีหรือครับ
ครม. เหลือ ๑๔ นาที ๒๐ วินาทีครับ
ครับ สรุปแล้วพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลเหลือเยอะนะครับ
ไม่เยอะครับ ท่านประธานครับ ของผมต้องแบ่ง ๓ พรรคครับ
ครับ แบ่ง ๓ พรรคครับ ผมพูดรวมกัน
๑๘ พรรคครับของผม
ครับ ผมยัง ไม่ได้จะไปขออะไรท่านนะครับ เพียงแต่ว่าจะได้กระจายการอภิปรายให้ถูกต้องตามจำนวนมาก
ครับ
เพราะตอนแรก เราคิดว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือเยอะ เลยให้ท่านเยอะนะครับ
ไม่ใช่ ครับท่าน พรรคร่วมฝ่ายค้านติด ๓-๔ ท่าน มีแต่ท่าน ๓๐ นาที ๓๐ นาที ๒๐ นาที อะไรอย่างนี้ เรียงมาเยอะเลยครับท่านประธาน ของผมก็นั่งฟังเฉย ๆ
พรรคร่วมฝ่ายค้านก็เหลือแค่ ๑ ชั่วโมง ๖ นาทีนะครับ
ตรงครับ ท่านประธานครับ
ครับ พรรคร่วมฝ่ายค้านบริหารจัดการนะครับ เพราะว่าตามบัญชีที่ยื่นมานี่เกินแน่ ๆ นะครับ เพราะแต่ละท่านกำหนดเยอะนะครับ เอาล่ะ ผมต้องเริ่มที่ติดค้างท่านไว้ก่อนเพราะเอ่ยชื่อ ท่านไปแล้วนะครับ ท่านนิยม เวชกามา นะครับ ขอโทษ ท่านเพชรดาว ผมลืมแล้ว ต้องเริ่ม ท่านก่อน ตกค้างไว้นะครับ เชิญครับ แล้วเดี๋ยวท่านนิยมนะครับ ขอโทษทีครับ ท่านเพชรดาวก่อนครับ แล้วท่านนิยม
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ การแถลงนโยบาย เมื่อวานนี้มีหลายประเด็นที่ดิฉันสนใจค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความสงบในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เรื่องของสาธารณสุขหลายเรื่อง แต่เวลาอันน้อยนิดค่ะ แล้วก็พี่น้อง อสม. ก็ได้ถามถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านก็ได้กรุณา ชี้แจงในเรื่องการยกระดับ อสม. นะคะ จริง ๆ แล้วนโยบายในเรื่อง อสม. ใน ๙.๓ พัฒนา และยกระดับความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้เป็นหมอประจำบ้านควบคู่กับ การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์ค่ะ ถ้าพูดถึง อสม. แล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศไทย จะรู้จักเพราะอยู่เคียงคู่กับประเทศไทยมานานถึง ๔๑ ปีค่ะ ปัจจุบัน อสม. ทั่วประเทศ มีอยู่ ๑,๐๓๙,๗๒๙ คน กับงานแก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี แล้วก็ทำงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ ดิฉันได้สัมผัสกับ อสม. ในช่วงรับราชการมา ๑๗ ปีค่ะ ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ คนที่จะพาดิฉันไป ทุกบ้าน รู้จักทุกคนใน ๑๐-๑๕ บ้านนั้นก็คือ อสม. ที่ทำทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รวมทั้งเอกสารและคีย์ (Key) ข้อมูลด้วย หลายคนบอกว่ามีความสุขกับการทำงานค่ะ ตั้งแต่ยังไม่เคยมีค่าตอบแทน เพราะถือว่าเป็นจิตอาสา จนกระทั่งในปี ๒๕๕๒ เริ่มมี ค่าตอบแทนเดือนละ ๖๐๐ บาท ปัจจุบันเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ธันวาคม ๒๕๖๑ ท่านประธานที่เคารพคะ หนึ่งในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยด้านสาธารณสุขคือ สร้าง นำ ซ่อม เน้นงานส่งเสริมป้องกันไม่ให้คนเกิดโรคโดย อสม. ให้มีการทำงาน อย่างเป็นระบบทั้งโครงสร้างค่าตอบแทน และสถานภาพของ อสม. ให้เป็นหมอประจำบ้าน ดิฉันขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในการที่จะยกระดับ อสม. นะคะ ต้องออกแบบหลักสูตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ซึ่งต้องไปทบทวนต่อยอดหลักสูตรเดิมที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ขอเพิ่ม ในบางเรื่องค่ะ อาทิ เช่น การรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยี การเข้าใจปัญหาสุขภาพเฉพาะถิ่น ตามบริบทของแต่ละภูมิภาค ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตรที่เหมือนกันทั้งประเทศนะคะ เช่น แถวบ้านดิฉันมีระเบิดบ่อย มีสถานการณ์ความรุนแรง ฉะนั้น อสม. ควรที่จะรู้เรื่องของการ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลด้านจิตใจ เพราะมีเรื่องของเครียดแล้วก็วิตกกังวล กันมาก รวมทั้งอีกอันหนึ่งที่ อสม. ควรจะรู้เรื่องของพืชสมุนไพรของแต่ละพื้นที่ค่ะ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับ อสม. และชาวบ้านค่ะ แล้วก็ เมื่อผ่านหลักสูตรแล้วก็มีการสอบให้ได้มาตรฐาน แล้วก็มีการกำกับดูแล ก่อนที่จะเพิ่ม ค่าตอบแทนจาก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๕๐๐ บาทต่อเดือน ตามลำดับขั้นตอนเป็น อสม. หมอประจำบ้าน ให้เป็นหมอประจำหมู่บ้านก็ต้องมีความรู้เพิ่มเติมอีกจาก ๒,๕๐๐ บาท เป็น ๕,๐๐๐ บาท จนถึง ๑๐,๐๐๐ บาทค่ะ การทำงานต้องมีเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจุบันก็มีสมาร์ท (Smart) อสม. ด้วย ส่วนการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางการแพทย์ควรมี การปฏิรูปให้กระทรวงสาธารณสุขมีศูนย์ข้อมูลที่จะใช้เทคโนโลยี เอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ แล้วก็บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำงานร่วมกัน กับหลายกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มีกองทุน กสทช. อยู่ ที่สามารถจะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในระบบสาธารณสุข ต่อไป ฉะนั้นการพัฒนาและยกระดับความรู้ อสม. ถือเป็นด่านหน้าด้านสุขภาพระดับหมู่บ้าน ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนะคะ แล้วก็สามารถเชื่อมโยงกับ รพ.สต. ได้อย่างใกล้ชิด ครั้งนี้ถึงเวลาแล้วค่ะ รัฐบาลชุดนี้จะปรับทั้งโครงสร้าง ค่าตอบแทน แล้วก็สถานภาพ ของ อสม. ขอบคุณค่ะ
ต่อไปก็เป็น ท่านนิยม เวชกามา แล้วผมไม่ทราบว่าทางสมาชิกวุฒิสภาจะส่งเข้าอภิปรายหรือไม่ครับ ยังไม่ใช่ครับ ผมถามว่าทางวิป (Whip) ของ ส.ว. นะครับ หลังจากท่านนิยมแล้วจะมีส่งใคร อภิปรายไหมครับ เพราะท่านมี ๒๙ นาทีแล้ว
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ได้ส่งรายชื่อไปแล้วครับท่านครับ
โอเค (OK) เพิ่งเห็นครับ ท่านนิยมก่อนครับ เชิญครับ
ผมได้หรือยังครับ ท่านประธาน ผมนี่ลุก ๓ ครั้ง ๔ ครั้งแล้วนะครับ
ใช่แล้วครับ ขอโทษครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองต้องขอกราบเรียน ท่านประธานว่า รัฐสภาแห่งนี้คือสภาประชาชนครับท่านประธาน เพราะที่นั่งอยู่นี้ ๔๙๗ คนนี่มาจากประชาชน และที่นั่งอยู่ข้างบน ส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชนครับ ก็มีบ้าง เล็กน้อยที่มาในวิธีพิเศษ ท่านประธานครับ ผมเองต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้ลุกขึ้น ๓-๔ ครั้งไม่ได้พูด พูดก็ตอนจะถึงตีหนึ่ง ๖ ทุ่มนี่ละครับ ด้วยเวลาอันสั้น ผมขอกราบเรียนว่าหลายอันก็ท่านสุทินก็พูดไปหมดแล้วล่ะ ผมใช้เวลาที่เหลือเท่าไรก็เท่านั้น ท่านประธานครับ เนื่องจากว่านโยบายของรัฐบาลผมมองดูก็เป็นนโยบายที่เพ้อฝัน คือดูแล้ว มันกว้างเกินไปที่ผู้ปฏิบัติไม่ได้ชัดเจนนักหนา แต่เอาเถอะต้องชื่นชมท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านบอกว่าอดทน ผมไม่คิดว่าท่านจะนั่งนานขนาดนี้ นำ ครม. นั่งเต็มอยู่ ซึ่งก็หาได้ยาก ต้องขอบคุณตรงนี้ แต่ว่าก็ต้องฟังหน่อยว่าสภาแห่งนี้เป็นสภาประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ครับ ก็เป็นการสะท้อนแนวคิดของชาวบ้านที่ฝากมา ผิดบ้าง ถูกบ้างท่านก็รับไปแล้วกัน ท่านบอกท่านเหนื่อยมากอะไรนี่อย่าเพิ่งเหนื่อย หรือถ้าเหนื่อยจริง ๆ ท่านก็ลาออกไปเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีอะไรมาก ผมขอกราบเรียนว่า ถ้าท่านเหนื่อยจริง ท่านก็จำเป็นต้องลาออกไป พวกผมเป็นการสะท้อนความคิดของชาวบ้าน เท่านั้น ท่านประธานครับ ฝากถึงนายกรัฐมนตรี เพราะสภาของเราวันนี้มันยาก ผมรอเวลานี้ ที่จะมาบอกท่านนายกรัฐมนตรีที่จะมาแถลงนโยบาย ๕ ปี ๒ เดือน ๔ วัน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนว่าจำเป็นต้องพูดนิดหน่อย มีเวลาเท่าไร ก็เท่านั้น ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดมากหรอกเพราะมีเวลาสั้น ๆ พูดอยู่ข้อสองข้อ คือข้อจริง ๆ คือก่อนที่จะเอาข้อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมเองก็ต้องกราบเรียนว่าบ้านผม พูดไปแล้วเรื่องยาเสพติด หลายท่านก็พูดไป แต่บ้านผมก็มหาศาลเรื่องยาเสพติด ผมถึงบอก วันก่อนว่าวันนี้ไม่ได้เป็น โอทอป (OTOP) แต่เป็นเซเว่น-อีเลฟเว่นได้ตลอดเวลา ต้องฝากผู้นำ ซึ่งนโยบายของท่านเรื่องยาเสพติด เรื่องยาบ้า ไม่ชัดเจนครับ ต้องยืนยันแบบนั้น ที่บ้านผม วันนี้ ๓-๔ เม็ด ๑๐๐ บาท มีเกลื่อน ไม่ใช่ โอทอป (OTOP) แต่ด้วยผมต้องขอกราบเรียน ท่านประธานว่า ข้อ ๓.๓ เรื่องพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องจำเป็นละเอียดอ่อน ซึ่งเรื่องนี้ เกิดขึ้นผมจำเป็นต้องฝากท่านประธานไปถึงท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามันมีความ จำเป็นจริง ๆ มันเกิดขึ้นเมื่อกลางปี ท่านต้องเยียวยามีคำตอบ เพราะเรื่องนี้มันไปเกี่ยวข้อง กับ ม. ๔๔ ของท่านด้วย คือพระเถรผู้ใหญ่วันนี้ระดับมหาเถระ ๓ รูป อยู่ในเรือนจำ อีก ๒ รูป เป็นท่านเจ้าคุณน้อย ๆ วัดสระเกศ ก็อยู่ในเรือนจำ ท่านเอาไปกักขังไว้ วันนี้ผมต้องบอกว่า ท่านมีอะไรจะเยียวยาพระพุทธศาสนา จิตใจของศาสนิกชน พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เหลืออยู่นี้ เขาตั้งใจฟังว่าเมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้ จะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตะกุกตะกัก ท่านมาผิดบ้างถูกบ้าง วันนั้นท่านมาจากการยึดอำนาจ ก็ว่าไป วันนี้ท่านมาในระบบอีกระบบหนึ่งแล้ว ก็ฝากว่าพระ ๕ รูปในพระพุทธศาสนา วันนี้ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา ท่านก็จับกุม จริง ๆ แล้วมีแค่พระรูปเดียว ไม่รู้มาจากไหน ไปร้องเรียน ที่มาจากจังหวัดเพชรบุรี แล้วท่านก็จับเป็นตุเป็นตะ สึกไป ๕ องค์ ไม่ได้สึก ทางพระยืนยันอยู่ในเรือนจำ ใส่ชุดขาว ไม่ได้สึก ไม่ได้กล่าวคำว่า คิหิติ มัง ธาเรถะ คือไม่ได้สึก พูดง่าย ๆ ในเรื่องอันนี้ต้องบอกว่า ต้องคิด ต้องทบทวนในบทบาทตัวนี้ว่าพระกลุ่มนี้ ท่านจะเอาอะไรเยียวยาจิตใจเขา พระพุทธศาสนาวันนี้หมดแล้ว ท่านที่นั่งอยู่นี้คงรู้ละเอียด พอสมควร ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นวัดสระเกศ เขาไม่มาสึกหรอก เขาหนีไปแล้ว ผมถึงกราบเรียนท่านว่าวันนี้ผมเองเคยบวชมา เจ็บปวด ชาวพุทธเจ็บปวด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน พระพิมลธรรมถูกจับสึกข้อหาคอมมิวนิสต์ในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใส่ข้อหา เสพเมถุนด้วย สุดท้ายแล้วท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย ติดคุกอยู่ ๗ ปี ออกมาต้องถวายตำแหน่ง คืนพระพิมลธรรม สุดท้ายเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ ทีนี้พระอีก ๓ รูป เป็นมหาเถระชั้นพรหม ในทางพระพุทธศาสนาก็จับท่านไป ใส่ข้อหาจิปาถะด้วยบอกว่าเงินทอนวัด ที่แน่นอนคือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ศาลชั้นศาล ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด เงินทอนวัด เพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเอาเงินมาให้แค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ศาลาการเปรียญหลังนั้นสร้างหมดไป ๑๐ กว่าล้านบาท มันไม่มีความผิดครับ เพียงแต่ว่า ใช้เงินผิดประเภท แต่วันนี้ก็ยังจำคุกอยู่ ประกันตัวไม่ได้สักคน อันนี้คือปัญหาที่เจ็บปวดของ ชาวพุทธ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า ท่านคิดอะไรที่จะช่วย คนกลุ่มนี้ ช่วยพระพุทธศาสนา ช่วยพุทธบริษัท ๔ ผมขอกราบเรียนว่า ผมสงสัยว่า ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาถูกคำสั่งย้ายของท่าน ม. ๔๔ ไปอยู่ ๑๐ วัน แล้วย้ายกลับมา ที่เดิม อันนี้คืออะไร ผมอยากได้คำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับท่านประธาน กราบเรียนว่าเรื่องนี้ อย่างอื่นผมพูดหมดแล้วละ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่พูดครับ
ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจนะครับ ผมไม่ได้ใช้มาตรา ๔๔ กับพระเลยนะครับ เป็นเรื่องในกระบวนการยุติธรรมนะครับ ไม่ได้ใช้มาตรา ๔๔ ขอโทษครับ
ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านประธานครับ ม. ๔๔ ย้าย ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาไปแล้วย้ายกลับมาภายใน ๑๐ กว่าวัน ผมไม่ได้ว่าท่านใช้ ม. ๔๔ กับพระหรอก ม. ๔๔ กับสำนักงานพระพุทธศาสนา มันเลยเกี่ยวพันกัน ผมว่าเรื่องนี้ท่านรองวิษณุทราบดี เพราะฉะนั้นเหตุการณ์นี้มันไม่เกิดมา ป่านนี้ครับ เดี๋ยวผมต้องพูดกับท่านประธานวันนี้ ผมขอใช้ข้อบังคับของสภาแห่งนี้
ท่านนายกรัฐมนตรีรอสักครู่ครับ
ผมไม่ใช่ว่าคุย สู้ไปสู้มาที่มันผ่านมานี่
ท่านจะจบ หรือยังครับ เพราะว่าท่านวิษณุก็จะพูด
ท่านประธานขออนุญาตครับ
ไม่เป็นไร ผมใช้เวลาแค่นี้ละครับ เพราะว่าผมเห็นพรรคพวกเยอะอยู่
คำเดียวแล้วก็ข้ามไปเลยครับ ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาที่ย้ายเมื่อคราวโน้นก็ไม่ได้ใช้ ม. ๔๔ ละครับ ใช้กฎหมาย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามปกติทุกอย่าง ท่านย้ายไปแล้วก็ย้ายกลับครับ
ก็คงเคลียร์ (Clear) นะครับ
ผมอ่านจากข่าวนะ บอกย้ายไปย้ายกลับนี่ ไปดูหน่อยละกัน
ไม่ได้ย้าย เดี๋ยวเช็ก (Check) ตกลงท่านจบแล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบแล้วนะครับ ท่านนิยม จบแล้วนะครับ ต่อไปผมจะให้พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลอีก ๒ ท่าน คือท่านวีระกร คำประกอบ ๕ นาที ท่านชุมพล จุลใส ๕ นาที แล้วก็ไปหม่อมหลวงปนัดดาของสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมเป็นห่วงกำหนดเวลาสำหรับพรรคร่วมฝ่ายค้านนะครับ เหลือประมาณ ๕๐ นาที หลังจากท่านนิยมไปแล้ว ท่านเสนอชื่อมาพร้อมกับกำหนดเวลาที่ต้องการเพียง ๓-๔ คน ท่านละ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๒๐ นาทีถึง ๓ คนรวด มันจะไปไม่ถึง ที่เหลือ อีกเยอะแยะมันก็คงไม่ได้ ฉะนั้นขอให้ท่านปรับเวลานะครับ ถ้าท่านไม่ปรับก็ต้องไปตามนี้ ได้ถึงไหนก็เป็นอย่างนั้นนะครับ เรียนให้ทราบเผื่อท่านจะปรับเวลาได้ โอเค (OK) ท่านวีระกร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่า ผมอยู่ในสภามาก็ ๓๖ ปี ผมยังไม่เคยประทับใจนายกรัฐมนตรีที่กล้าเข้ามาตอบ ให้ความกระจ่างกับเพื่อนสมาชิกในวาระของการอภิปรายแถลงนโยบายแม้แต่ครั้งเดียว นั่นแสดงและสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความเข้าใจ และการให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎร คือเป็นเรื่องที่แปลกนะครับเราก็ไม่เคยเห็น แล้วท่านก็มีความตั้งใจเช่นนี้ ก็อย่าว่าแต่ผมชมเลย แม้กระทั่งพี่สงวน พงษ์มณี ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม พรรคเพื่อไทย เขาก็ชมท่านครับ ก็ถือ ได้ว่าเป็นสิ่งหรือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แปลก แล้วก็ขอชื่นชมนะครับ ผมก็จะขอเข้าเรื่อง เข้าราวแล้วนะครับเพราะว่าเวลาก็จะน้อย ผมอยากจะเรียนเรื่องในเรื่องของนโยบาย ข้อ ๕.๖.๓ เสริมความมั่นคงทางด้านพลังงานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ให้ใช้พลังงาน ทดแทนอย่างเหมาะสม กล่าวถึงการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี ๒๐ (B20) และ บี ๑๐๐ (B100) ซึ่งท่านประธานครับ บี ๑๐๐ (B100) ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ ใช้กับเครื่อง รุ่นเก่าได้ แต่รุ่นใหม่ คอมมอนเรล (Common Rail) ทั้งหลายมันใช้ได้แค่ บี ๑๐ (B10) จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็สำนักงานนโยบายพลังงาน กระทรวงพลังงานของเรา ก็ได้ต่อรองจนกระทั่งให้ผู้ประกอบการก็คือ โตโยต้าเขาได้ทำ คอมมอนเรล (Common Rail) เพื่อให้ใช้ บี ๒๐ (B20) ได้ ซึ่งก็เป็นยี่ห้อแรก ต้องขอขอบคุณ การที่ท่านให้ใช้ บี ๒๐ (B20) พอรถรีโว่ (REVO) ใช้ บี ๒๐ (B20) ออก ราคาน้ำมันปาล์มขึ้นเลยครับ อันนี้ขอชื่นชมนะครับ ว่านโยบายของท่านนี่ ใครจะบอกว่าเลื่อนลอย ใครจะบอกว่าหลอกลวงผมว่าเป็นนโยบาย ที่น่าชื่นชม แต่ก็ขอฝากท่านนิดหนึ่งครับ ท่านดูแลในเรื่องของน้ำมันปาล์มเป็นอย่างดีแล้ว ต่อไปเมื่อยี่ห้ออื่นออก บี ๒๐ (B20) ทำคอมมอนเรล (Common Rail) ใช้ บี ๒๐ (B20) ได้ มันก็จะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ท่านมาถูกทางแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องขอฝาก ทางด้านกระทรวงพลังงานก็คือ ท่านได้ประกาศแผน เออีดีพี (AEDP) ซึ่งก็คือ แอลเทอร์เนทิง เอเนอร์จี ดีเวลอปเมนต์ แพลน (Alternating Energy Development Plan) ประจำปี ๒๐๑๘ ซึ่งความจริงไม่ได้มีอะไรผิดพลาดหรอก เดิมทีท่านเขียนไว้ว่าในปี ๒๕๗๙ เราจะใช้เอ ทานอลที่ ๑๑.๓ ล้านลิตรต่อวัน แต่อยู่ ๆ ท่านก็มาแก้ไขใหม่เป็นว่าใน ปี ๒๕๘๐ เราจะใช้เอ ทานอลเหลือเพียงแค่ ๖.๖ ล้านลิตรครับ ท่านลองนึกดูจาก ๑๑.๓ ที่ท่านประกาศไว้เดิม ท่านมาแก้ตัวเลขเป็น ๖.๖ ล้านลิตรต่อวัน อะไรเกิดขึ้นครับราคาอ้อยดิ่งเลยครับ อ้อยที่มันแย่อยู่แล้วครับ คือผมเข้าใจแล้วว่าเขามีการคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๘๐ อีวี (EV) หรือว่ารถยนต์ไฟฟ้ามันจะเป็นที่นิยมจะเกิดการใช้แต่มันยังไม่มาเลยครับ ท่านไปคาดการณ์ ล่วงหน้าและการคาดการณ์ล่วงหน้านั่นละครับ ส่งผลให้ส่งสัญญาณไปยังโรงงานเอทานอล ที่มันกำลังจะเกิด กำลังจะรับซื้ออ้อย ท่านทราบไหมครับว่าปัจจุบันการรับซื้อเอทานอล ของโรงกลั่นในราคา ๒๑-๒๒ บาท มันส่งผล ถ้าตีย้อนกลับมาเป็นราคาอ้อยมันได้ถึงตันละ ๑,๐๐๐ กว่าบาทเลยนะครับ ประมาณ ๑,๐๕๐ บาท เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ มันกำลังไปได้สวยอยู่แล้ว เหตุไฉนกระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศตัวนี้ออกมาครับ คือผมเข้าใจและมีเหตุผลครับ เพียงแต่ว่ามันไม่ถูกกาลเทศะ มาประกาศในช่วงอ้อยกำลังแย่ มันไม่เป็นการซ้ำเติมเหรอครับ ส่วนการใช้ยางพารานั้นอยากจะเรียนท่านว่า ปัจจุบันนี้ กยท. เขาก็มีแผนกวิจัย พยายามปรับปรุงการใช้ยางพาราที่ต้องบอกว่าคุณสมบัติมันดีกว่าการใช้ แอสฟัลต์ธรรมดาประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คุณสมบัติในการรับแรงกระแทกคุณสมบัติ ในความคงทนถาวรมันดีกว่าแอสฟัลต์ธรรมดาประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพียงแต่ว่า ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน อยากฝาก กยท. เร่งวิจัยมันไม่มีงาน อะไรหรอกครับ งานเทคนิคมันสามารถปรับได้ ขอให้ส่งงบประมาณไปให้เขาวิจัยให้มากขึ้น กว่านี้นิดครับ เอาเวลาให้ไวขึ้นอีกหน่อย ท่านครับถ้าน้ำยางพาราที่เราใช้ผสมไปใน ยางมะตอย ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านลองนึกดูถนนในประเทศไทยทั้งหมดกี่หมื่นกิโลเมตรครับ ถ้าท่านใช้ ๕ เปอร์เซ็นต์เหลือเลยครับ เรียกว่าใช้พอเลยครับ ไม่ต้องไปใช้พาราซอยล์เลยครับ พาราซอยล์ใช้ปีสองปีมันก็ร่อนหมดแล้วครับ ใช้ไม่ได้แล้วครับ การเอายางพาราไปผสมกับ ดินธรรมดามันไม่ค่อยได้ผลหรอกครับ แต่การผสมน้ำยางพาราเข้าไปในยางมะตอยส่งเสริมแล้วก็ได้ผลแน่นอนครับ ท่านประธาน ครับ เพียงแต่ว่าช่วยเร่งงานวิจัยออกมาไว ๆ ปัจจุบันเขาพยายามทำยางผง แต่ค่าใช้จ่ายก็ยัง สูงอยู่ดี ตรงนี้แก้ได้แน่นอนในเรื่องของราคายางพารา ส่วนข้าวนั้นก็ขอบพระคุณนะครับ ผมได้ทราบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วว่าท่านได้เตรียมงบประมาณที่จะ สนับสนุนให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ในฤดูกาลใหม่นี้ได้ ๑๐,๐๐๐ บาทแน่นอน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันกับผมอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ฝากท่านรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก่อนหน้าที่ข้าวจะออกสู่ตลาด ขอเชิญท่านได้เดินทางไปต่างประเทศ ไปเจรจาหาโควตา ล่วงหน้า หาคอนแทรกต์ (Contract) ล่วงหน้ากับรัฐบาลจีนบ้าง รัฐบาล ต่าง ๆ ที่เป็นลูกค้าของเรารายใหญ่ เอามาแจกจ่ายให้กับพ่อค้าส่งออก ให้เขาเคลียร์ (Clear) ตลาดก่อนที่ข้าวจะออกสู่ตลาดมันก็จะได้เกือบเท่าราคาตลาดโลกวันนี้ ซึ่งถ้าตีกลับมาเป็น ราคาข้าวเปลือกก็ตันละประมาณ ๗,๐๐๐ บาท หรือ ๗,๐๐๐ บาทนิดหน่อย ซึ่งถ้าชาวนา ขายได้ ๗,๐๐๐ บาท ท่านบวกไป ๓,๐๐๐ บาท ชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาทแน่นอนครับ ขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศสำหรับรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ซึ่งไม่ใช่ประยุทธ์ ๑ ประยุทธ์ ๒ เป็นประยุทธ์ใหม่ไฉไลกว่าเก่า มาในระบบประชาธิปไตย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ กราบเรียนสั้น ๆ ในส่วน ของยางที่ไปทำถนนพาราซีเมนต์หรือพาราซอยล์ที่ว่า ผมพยายามจะมุ่งเน้นไปตรงโน้น แต่อย่างที่ทราบดีแล้วว่าราคามันจะต้องสูงขึ้นอีกสักหลายเปอร์เซ็นต์อยู่ แต่เราก็จำเป็นเพราะเรา ต้องการที่จะไปสนับสนุนราคายาง เราจะช่วยยางก็เอามาใช้ตรงนี้ เราก็ต้องไปเสียต้นทุน ในเรื่องของการทำถนนที่แพงขึ้น ขณะเดียวกันในเรื่องของปาล์มที่เราสนับสนุนให้ไปทำ น้ำมันไบโอดีเซล บี ๑๐ (B10) บี ๒๐ (B20) อันนี้ก็คือเราจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า ก่อน เพราะฉะนั้นราคาจริง ๆ ตอนนี้เราอุดหนุนราคาตรงนี้อยู่ แต่แน่นอนมันมีผลกระทบกับ เอทานอล เพราะฉะนั้นตอนนี้เอทานอล ก็ราคาแพงกว่า เพราะเราไปดูเรื่องปาล์ม เดี๋ยวต้องไปดูอีกทีว่าเอทานอลจะทำอย่างไร รับไว้ทุกเรื่อง อย่างนี้คุยกันได้รู้เรื่อง เยี่ยม ขอบพระคุณท่านประธานครับ ฝากท่านรัฐมนตรีใหม่ด้วยนะครับ
ต่อไป ท่านชุมพล จุลใส ตามด้วยหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เชิญท่านชุมพลครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย นโยบายหลัก ๑๒ ด้าน เร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ต้องขอขอบคุณในเรื่องการแก้ปัญหาในการ ดำรงชีวิตของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินนอกระบบ ผมต้องกราบขอบคุณท่านประธาน ผ่านไปยังท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สามารถแก้หนี้นอกระบบ ในช่วง ๔-๕ ปี ที่ผ่านมา พวกหมวกกันน็อกหมดไปเลยนะครับ ท่านสามารถเอาโฉนดคืนให้กับ พี่น้องประชาชนและผู้เสียดอกเบี้ยรายวันก็ไม่มี ตอนนี้พวกหมวกกันน็อกหมดไปเลย ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้น พวกผมนั้นได้สนับสนุนรัฐบาลนี้มาโดยตลอด แต่สิ่งหนึ่งพี่น้องประชาชน ฝากความหวังในเรื่องราคาสินค้าการเกษตร อันนี้ต้องพูดอีก ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่าวันนี้พี่น้องประชาชนรอคอย รอคอยอะไรครับ เขาอยากได้ปาล์ม ๕ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี อยากได้ยางกิโลกรัมละ ๖๕ บาทครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านด้วยความเคารพ เพราะว่าพี่น้องประชาชนฝากความหวัง ไว้จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงเรื่องปาล์ม เรื่องยางแล้วต้องแถมอีกนิด มังคุดครับ ในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมา มังคุดของพี่น้องเกษตรกรราคาตกต่ำมาก แต่บางจังหวัด บางแห่ง โดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพรบ้านผมสามารถแก้ปัญหาราคามังคุดได้เป็นอย่างดี โดยได้รับ ความร่วมมือจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อันนี้ต้องขอชื่นชม ที่จังหวัดอื่นผมไม่ทราบนะครับ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้นั้นมังคุดได้ แก้ปัญหาไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ท่านประธานครับ ในเรื่องเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อันนี้ผมได้รับปัญหาจากพี่น้องประชาชนว่าถ้าจ่ายเป็นเงินสด ได้ไหมครับ อันนี้จะได้หรือไม่ได้ ผมมาเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ในช่วงระยะสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา คือรัฐบาลของ ท่านประยุทธ์ ท่านได้ไป ครม. สัญจรที่ภาคใต้โดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง อันนี้เกิดประโยชน์มาก และผมต้องขอขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า รถไฟรางคู่จากชะอำสู่จังหวัดชุมพร รถไฟรางคู่อันนี้เกิดประโยชน์มาก และก่อสร้างถนน หลายสายเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เพื่อน ๆ หลายจังหวัด เราอย่าปฏิเสธตัวเองว่าหลายเรื่องที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นได้ดูแลพี่น้องประชาชนในด้าน โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าเรื่องถนนหนทางต่าง ๆ อันนี้เรามอง ด้วยใจอันเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี ว่าท่านอย่าท้อแท้ ผมให้กำลังใจ ผมเจอแต่ท่านนายกรัฐมนตรี ๕ ปีที่ผ่านมาหน้าจอทีวี คืนวันศุกร์ พวกผมยังยืนยันสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีทุกรูปแบบ ขอบพระคุณครับ
เมื่อครู่กำลังหันไปถามข้อมูลอยู่ครับท่านประธาน พอดีท่านก็เรียกผม จังเลย คือจริง ๆ เมื่อวันก่อนท่านสมคิดก็ชี้แจงไปแล้วว่าเรื่องบัตรสวัสดิการที่จ่ายไป วันนี้ ก็เป็นอีพ็อกเก็ต (e-Pocket) ได้ด้วย เบิกเป็นเงินสดก็ได้ใช่ไหม เดี๋ยวลองไปติดตามดูนะจ๊ะ
ต่อไปก็เป็น หม่อมหลวงปนัดดา สมาชิกวุฒิสภา แล้วก็จะกลับมาพรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังดูอยู่
กราบสวัสดีครับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพอย่างสูง กระผมได้รับมอบหมายจากพี่ ๆ สมาชิกรัฐสภา เพราะบอกว่ายังไม่มีใครที่จะพูดในข้อที่ ๑ ซึ่งถือว่าเป็นข้อที่สำคัญ ก็เลย มอบหมายกระผม ปนัดดา ดิศกุล เป็นสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็จะขออนุญาต นำกราบเรียนเสนอต่อท่านประธานรัฐสภา และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการปกป้องเทิดทูนและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้พยายามย่นย่อในเรื่องที่คิดว่า จะมีความสำคัญ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ เพราะยังจดจำได้จากเมื่อครั้งที่กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคย มอบหมายให้กระผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อครั้งนั้น ก็ได้มีโอกาสออกไปติดตามตรวจราชการในเรื่องของการศึกษาของลูกหลานเยาวชน ซึ่งเรื่องนี้กระผมติดพฤติกรรมดังกล่าวมาตั้งแต่สมัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ก็มองเห็นว่าตรงตามกับที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านได้กล่าวไว้ว่า เด็กคือผู้สร้างชาติ เด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติและ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เองก็เคยได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสไว้กับครู ที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี ๒๕๐๑ ว่า เป็นครูใช่ไหม ขอฝากเด็ก ๆ ด้วย ช่วยดูแลให้เด็ก ๆ เขาเป็นคนดีของประเทศชาติบ้านเมืองสืบไป ครูผู้นั้นก็ก้มลงกราบ แทบเบื้องพระยุคลบาท แล้วก็กราบบังคับทูลว่า พระพุทธเจ้าค่ะ จะได้ปฏิบัติเช่นนั้น กระผม มองว่ากระทรวงศึกษาธิการ โดยท่านรัฐมนตรีคุณหญิงกัลยาได้เข้าไปกำกับดูแลก็คงจะเป็น เรื่องที่น่าจะที่นำพระบรมราชโอวาทประการนี้ ซึ่งถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน แล้วพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ก็ยังได้ทรงมีพระราชดำริว่า เราทำความดีด้วยหัวใจ แล้วขอให้เด็ก ๆ มีทัศนคติที่ดีต่อกัน มีความรู้รักสามัคคี ดังพระปฐม บรมราชโองการ ก็คือ สืบสาน รักษาแล้วก็ต่อยอด ดังนั้นการที่พระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ จึงถือว่าเป็นคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก โครงการโรงเรียนคุณธรรม เป็นโครงการที่ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินมาช่วงหนึ่งแล้ว แล้วก็เป็นโครงการที่ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เคยมอบหมายให้กับข้าราชการกระทรวงนี้ และตัวกระผมเองได้ลงไปกำกับดูแลเอง ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในทั้ง ๗๖ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งเรื่องนี้เองจะกลายเป็นผล พลอยได้ให้กับเด็ก ๆ ในการได้เรียนรู้ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม หรือที่อาจจะเรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า เป็น สคูล ออฟ มอราลิตี (School of morality) ที่จะให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ในเรื่องของจริยศาสตร์และเป็นคนดีของชาติบ้านเมืองสืบไปในวันข้างหน้า มีความซื่อตรง แล้วก็เรียนดี เป็นคนดีของบ้านเมือง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะได้มีการสืบสาน รักษา และต่อยอด พร้อมกับเราทำความดีด้วยหัวใจ กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า ตามโครงการของโรงเรียนคุณธรรม ได้กำหนดขึ้นเป็น ๔ โมดูล (Modules) คือ ๔ แนวคิด หรือยุทธศาสตร์สำคัญ ๔ โมดูล (Modules) ที่กราบเรียนท่านนี้ก็จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ในเรื่องของ ระเบียบพิธี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระเบียบหน้าที่ของความเป็นประชาชนชาวไทยที่ดี และเรื่องอื่น ๆ ตามด้วยเรื่อง เอทิเคตต์ (Etiquette) เอทิเคตต์ (Etiquette) ก็น่าจะแปล ออกไปถึงว่าภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ และอะไรบ้างที่ควรจะต้องเลี่ยงการปฏิบัติ คงไม่ได้ แปลว่ามารยาท เพราะว่ามารยาทจะไปซ้ำกับในข้อที่ ๓ ของ โมดูล (Modules) ก็คือ แมนเนอร์ส (Manners) อันนั้นเป็นเรื่องของมารยาท และสุดท้ายข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นไปตาม พระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ก็คือในเรื่องของการศึกษาที่จะทำให้เด็ก ๆ เป็นทั้งคนดี และคนมีความรู้ความสามารถ มีความแตกฉานในเรื่องของการใช้ภาษาต่างประเทศ ที่อาจจะนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ อาจจะพูดภาษาของชาวยุโรป หรือว่าภาษาของประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง มีความแตกฉาน ซึ่งเด็กเดี๋ยวนี้ก็เรียนอะไรต่าง ๆ กันได้รวดเร็ว สิ่งนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ มีมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดยังทำงานอย่างแข็งขันมาก ก็อยากจะกราบเรียนต่อทาง กระทรวงศึกษาธิการว่าน่าที่จะได้ให้ทางมูลนิธิ ซึ่งพร้อมที่จะมาทำงานร่วมกับท่าน ในการช่วยกันปลูกฝังลูกหลานเยาวชนให้เป็นคนดีของบ้านเมือง และมีความแตกฉานในเรื่อง ของการเรียนหนังสือ การใช้ภาษาต่างประเทศ การเรียนวิชาคำนวณ ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เรื่องนี้จะโยงไปถึงความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ทางมูลนิธิได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะให้ความรู้ความเข้าใจว่ากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ไม่ใช่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย หลายคนยังมี ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่พูดบอกว่าทำไมกรุงเทพมหานครเลือกตั้งได้ แต่ทำไมจังหวัด เลือกตั้งไม่ได้ วิทยากรหลายท่านที่ร่วมอยู่ในโครงการดังกล่าวนี้ก็จะอธิบายให้ทราบว่า กรุงเทพมหานครเลือกตั้ง อบจ. เลือกตั้งเทศบาล ไม่ได้ปกครองตนเอง และกรุงเทพฯ ไม่ได้ กระทำหน้าที่ในนามของรัฐบาล แต่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ ไม่ได้ ถือว่าเป็นจังหวัด ดังนั้นประเทศไทยจึงประกอบด้วย ๗๖ จังหวัดเท่านั้น จังหวัดสุดท้าย ที่แยกออกไปจากจังหวัดหนองคายคือจังหวัดบึงกาฬ ดังนั้นที่พูดกันว่ากรุงเทพเป็นจังหวัด กระผมขอประทานกราบเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาและกราบเรียนต่อนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อครั้งที่รับราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีก็เคยประชุมกับทางสำนักงาน ก.พ. และท่านผู้ว่า สมัคร สุนทรเวช ในอดีต เคยดำริไว้ว่าอยากที่จะให้เปลี่ยนชื่อผู้ว่ากรุงเทพมหานครกลับไป เป็นนายกเทศมนตรีกรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ลอร์ด เมเยอร์ ออฟ เดอะ ซิตี้ บางกอก (Lord Mayor of the City of Bangkok) ซึ่งจะมีความชัดเจนมาก เพราะหากเรียกว่ากัฟเวอร์เนอร์ (Governor) ดังเช่นทุกวันนี้ ผู้คนก็จะเกิดความสับสนว่า เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคเหมือนกับจังหวัดเชียงใหม่ เหมือนกับจังหวัดตากอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ ก.พ. เคยพิจารณาเรื่องนี้ไป กระผมเข้าใจว่าท่านรองนายกรับมนตรี ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม คงจะกรุณาจำเรื่องนี้ได้ว่าได้พิจารณาแล้ว แต่เรื่องก็เป็นที่ยุติไป แล้วก็ยังใช้คำว่า กัฟเวอร์เนอร์ (Governor) มาตราบจนทุกวันนี้ จนทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ประเทศไทยมี ๗๗ จังหวัด แล้วก็พลั้งเผลอคิดว่ากรุงเทพฯ ปกครองตนเอง เป็นจังหวัด อีกจังหวัดหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วก็คือเป็นเทศบาลขนาดใหญ่ ความเข้าใจของโครงการนี้ ที่จะให้เด็ก ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนรายงานต่อท่านประธาน รัฐสภา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยาด้วยนะครับ ว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการไปโรงเรียนในสังกัดของ สพฐ. ให้เป็นโรงเรียนคุณธรรม จำนวน ๒๙,๘๗๑ แห่ง เป็นของเอกชน ตัวเลขเมื่อสักครู่ขึ้นตรงกับกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. แต่ที่ขึ้นกับเอกชน ๓,๘๙๔ โรง เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒๐,๘๓๖ โรง ทั้งสิ้นนี้ยังรวมไปถึงโรงเรียนอาชีวศึกษาด้วย ซึ่งอาชีวศึกษามี ๘๗๗ แห่ง ก็พยายามที่จะให้ จำนวนตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นสถาบันการศึกษาที่เรียกว่าเป็นสถาบันการศึกษาคุณธรรมทั้งสิ้น เพื่อเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะถือ ว่าให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในความหลากหลายของวิชาการ แล้วก็เกิดความรับผิดชอบต่อตนเอง และครอบครัว และประเทศชาติบ้านเมือง อะไรที่เรียกว่าเป็นวัยคะนอง วัยหนุ่มสาว ที่อาจจะชอบสนุกสนานในอดีต แล้วกระทำอะไรด้วยความพลั้งเผลอไป เราเคยพูดกันว่าก็น่าที่จะให้อภัย อย่าไปถือโทษโกรธกัน เพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าในอนาคต ตนเองจะเข้ามาทำหน้าที่อะไร ถ้าใครทราบอนาคตว่าตนเองจะเข้ามาทำหน้าที่อะไร ก็คงจะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากมาโดยตลอดเวลา แต่ครั้งที่ยังเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาอยู่ ที่เรียกว่าเป็นวัยคะนองกระทำในสิ่งซึ่งอาจจะไม่ถูกต้อง ก็น่าจะให้อภัยกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดความรักที่จะเรียนหนังสือ แล้วก็มีอินสทรักเทอร์ (Instructor) ได้ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจกับเด็ก ๆ ได้อย่างเกิดมรรคเกิดผล นักวิชาการ ท่านหนึ่งเคยใช้คำว่า สิ่งนี้เป็นพระราชกฤดาภินิหาร คือเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก และเกิดความสำเร็จในการทำงานเพื่อที่จะให้ลูกหลานเยาวชนของประเทศไทย เป็นความหวังให้กับเราให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม คือไม่ใช่เป็นนามธรรม กระผมขอประทานอนุญาตท่านประธานรัฐสภากราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี กราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วยคุณหญิงกัลยา แล้วก็ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วยว่ายังมีอีกมูลนิธิหนึ่งซึ่งร่วมกันทำ โครงการอำเภอคุณธรรม และจังหวัดคุณธรรม กล่าวคือมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ ถ้าหากว่า สิ่งนี้สามารถดำเนินไปสู่ความสำเร็จได้ ตั้งแต่อำเภอคุณธรรม จังหวัดคุณธรรม ซึ่งทำขึ้น เป็นความสำเร็จแห่งแรกก็คือที่จังหวัดพิจิตร แล้วก็ยังตามมาอีก ๆ หลายจังหวัด ก็จะกลับ กลายเป็นเรื่องที่ช่วยให้การแก้ไขปัญหาสังคมการเพิ่มพูนคุณภาพของลูกหลานเยาวชน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างประการสุดท้ายที่เราพูดกันว่าลูกหลานเยาวชนคงไม่ทราบว่า เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ปี ๒๕๑๐ อาเซียนก่อตั้งขึ้นที่เมืองบางแสน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี แต่ลงนามที่กรุงเทพเรียกว่า ปฏิญญากรุงเทพฯ หรือแบงค็อก เดกคลาเรชัน (Bangkok Declaration) ก็ยังพูดกันอยู่ว่าเด็ก ๆ ทราบหรือเปล่าว่าตอนนั้นทำไมเขาให้ประเทศไทยเป็น เจ้าภาพในการก่อตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งมีเพียง ๕ ประเทศในเวลานั้น ปี ๒๕๑๐ มี ๕ ประเทศ ปี ๒๕๒๗ ที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามเข้ามาเป็นประเทศที่ ๖ แล้วครบ ๑๐ ประเทศจริง ๆ กระผมขออนุญาตเท่าที่จำได้จะเป็นประมาณปี ๒๕๔๒ ก็ยังพูดกันอยู่ว่า ในปี ๒๕๑๐ นี้ ๒ เหตุผลสำคัญที่อาเซียน (ASEAN) อีก ๔ ประเทศให้เกียรติประเทศไทยก็คือ ๑. ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่ง เคารพยิ่งของประชาชน ชาวไทย และชาวอาเซียน (ASEAN) ทั้งมวล และประการที่ ๒ ซึ่งข้อนี้ได้พูดให้ใครต่อใครฟัง ก็จะตกใจว่าเขาได้เคยยกย่องให้ประเทศไทยเป็นประเทศแบบอย่างของความที่ประชาชน มีความรักสมัครสมาน เป็นตัวอย่างที่งดงามให้กับสมาชิกประเทศของอาเซียน อันนี้เป็น ๒ ข้อที่โครงการของโรงเรียนคุณธรรมพยายามที่จะปลูกฝังความคิดนี้ แล้วก็ให้นักเรียน ลูกหลานเยาวชนได้ช่วยกันรักษาประเทศชาติให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ให้เป็นไปตามพระบรม ราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันให้จงได้ กระผม ขออนุญาตที่จะจบลงด้วยความทรงจำอันงดงามยิ่งของคนไทยที่น่าจะมาตรงกับสิ่งที่ทาง รัฐบาลได้กำหนดไว้ในข้อที่ ๑ แล้วก็ยังแยกออกเป็น ๑.๑ ๑.๒ ๑.๓ สหประชาชาติได้กล่าวเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ไว้ในครั้งหนึ่งว่า รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งประเทศไทยนี้ สหประชาชาติมีปณิธานที่จะส่งเสริมประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติ ในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันทรงคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน เพื่อจุดประกายแนวความคิดการพัฒนาแบบใหม่สู่นานาประเทศ เรื่องนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่เราจะบอกเล่าให้กับลูกหลานเยาวชนได้เกิดความเข้าใจ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพอย่างสูง กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ท่านสมาชิกรัฐสภา พระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เรื่องหนึ่งซึ่งมีความไพเราะอย่างยิ่ง แล้วเรา พยายามที่จะปลูกฝังให้ลูกหลานเยาวชนเกิดความรู้ความเข้าใจตระหนักในเรื่องนี้ก็คือ ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร กระผมกราบเรียนทางกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ หากท่านจะได้ มอบหมายงานนี้ให้กับทางผู้ใต้บังคับบัญชาท่านได้ทำงานในสิ่งซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง แก่ลูกหลานเยาวชนสืบไปในวันข้างหน้า กราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาและ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ระบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ส่วนตัวครับผมมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นงานที่ท้าทายที่สุดในรัฐบาลชุดนี้ครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ เพราะถ้าเราลองมองระดับโลกนะครับ บริษัทชั้นนำ ระดับโลกมีแต่ธุรกิจดิจิทัลทั้งนั้นครับ เพราะสิ่งนี้มันสามารถนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็แก้ปัญหาได้เกือบจะทุก ๆ ด้าน แต่ผมกังวลครับว่าเราอาจจะกำลังเดินไปผิดทาง เหมือนที่เราเดินไปผิดทางตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะถ้าลองกลับมามองดูบ้านเรา ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเราเป็นอุตสาหกรรมเก่า ๆ แทบจะไม่ต่างจาก ๒๐ ปี ๓๐ ปีก่อน และในขณะที่ธุรกิจดิจิทัลกำลังจะมาแทนที่ธุรกิจใหม่ ๆ เมื่อไม่นานมานี้นะครับ เราเอา งบประมาณไปอุ้มธุรกิจบางกลุ่มที่กำลังจะตายเพราะธุรกิจดิจิทัล ประเทศเรามีอัตรา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงมากนะครับ เราใช้ไลน์ ใช้เฟซบุ๊ก ติดอันดับโลก เรามีตัวเลข อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่เติบโต แต่พวกแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราใช้เป็น แพลตฟอร์ม (Platform) ของต่างชาติทั้งหมดนะครับ ถ้านี่คือสงคราม ผมสรุปได้เลยครับว่า เราใกล้จะแพ้เต็มที่แล้ว ความท้าทายที่ผมบอกก็คือเราจะตีฝ่าวงล้อมนี้ออกไปอย่างไร เพื่อไม่ให้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี ท่านประธานครับ ถ้าเราจะสนับสนุนภาคเกษตร เราก็ต้องสนับสนุนเกษตรกรนะครับ และถ้าเราอยากจะผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลแบบที่ระบุไว้ แนวนโยบายหลักข้อ ๕.๙ นะครับ ที่พูดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เราก็ควรจะต้อง ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการด้านดิจิทัลหรือที่เรียกว่า สตาร์ตอัป (Startup) ซึ่งคำนี้ปรากฏ อยู่ในร่างนโยบายฉบับนี้ครับ แต่ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม และไม่เห็นอะไรที่ผมคิดว่า แปลกใหม่กว่าเดิม ผมเล่าแบบนี้นะครับ ธุรกิจสตาร์ตอัป (Startup) เป็นธุรกิจที่ต้องทำ ทุกอย่างเพื่อให้ได้ผู้ใช้งาน และทำให้ผู้ใช้งานใช้จนติด โดยที่ในช่วงปีแรก ๆ อาจจะยัง ไม่สามารถสร้างกำไรได้ ทวิตเตอร์นะครับ เขาขาดทุน ๑๒ ปีติดต่อกัน อเมซอนนะครับ ขาดทุน ๑๔ ปีติดต่อกัน เขายอมขาดทุนเป็นเวลานานเพื่อที่จะรักษาผู้ใช้เอาไว้ และทุกวันนี้ เขาก็กลายเป็นบริษัทระดับโลกครับ ดังนั้นสตาร์ตอัป (Startup) จะอยู่รอดได้จำเป็นจะต้อง ใช้เงินทุนที่มหาศาล ซึ่งต่างประเทศมีกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ตอัป (Startup) อยู่เยอะมากครับ ลงทุนบางครั้งระดับ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ แต่ทำไมนักลงทุนต่างชาติถึงไม่มาลงทุนกับสตาร์ตอัป (Startup) ไทยครับ อย่าว่า แต่ต่างชาติเลยครับ ทุนใหญ่ในไทยตั้งกองทุนสตาร์ตอัป (Startup) ไปลงทุนสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ สาเหตุหลักคือระบบนิเวศน์ของเราไม่เอื้อให้สตาร์ตอัป (Startup) เติบโต อุปสรรคแรกคือกฎหมายที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี วิธีแก้ที่ได้ผลก็คือ การรื้อกฎหมายที่ล้าสมัย มีนโยบายเร่งด่วนนโยบายหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็คือ การแก้กฎหมายให้แกร็บ (Grab) กับแอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ถูกกฎหมาย ผมไม่ได้ต่อต้าน นโยบายนี้นะครับ แต่ถ้าเราลองมองอีกมุมหนึ่งเรากำลังเร่งแก้กฎหมายที่ประโยชน์ตกอยู่กับ สตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ แกร็บ (Grab) นี่ผ่านเวลามานานในการพิสูจน์ว่ามันเป็น ประโยชน์ประชาชนจริง ๆ เขาละเมิดกฎหมายบางข้อมาตลอดเวลาจนเราเล็งเห็นว่าเราต้อง แก้กฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีวิธีการหนึ่งครับที่เรียกกันว่า เรกูลาทอรี แซนด์บอกซ์ (Regulatory Sandbox) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ แปลง่าย ๆ ก็คือ การทดลองให้ผู้ประกอบการสามารถละเมิดกฎหมายบางข้อได้เป็นการชั่วคราว เพื่อดูว่า เราควรจะแก้ข้อกฎหมายนั้น ๆ หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ไม่แน่ใจฝ่ายโสต เตรียมสไลด์ (Slide) ไว้หรือไม่ครับ ผมขอสไลด์ (Slide) แรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เมื่อ ๓ ปีที่แล้วนะครับ กลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) รวมตัวกันเพื่อยื่นขอให้รัฐบาลแก้กฎหมาย ตามที่เห็นนะครับ ครม. อนุมัติเรื่องนี้เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๐ แต่หลังจากเรื่องถูกส่งไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไม่เคยถูกส่งมาสู่สภาที่ผ่านกฎหมายมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติอีกเลยครับ ผมพูดได้เลยว่าที่ผ่านมาเราล้มเหลวเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่เช่นนั้นวันนี้เราอาจจะได้เห็นสตาร์ตอัป (Startup) อย่างแกร็บ (Grab) หรือ แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ที่เป็นของคนไทยจริง ๆ ครับ อีกความผิดพลาดที่เราเห็นจากอดีต ถ้าจะพูดถึงกลุ่มที่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายคงต้องพูดถึงนวัตกรรมด้านการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) จากในภาพนะครับ ปี ๒๐๑๗ ๕๐ สตาร์ตอัป (Startup) อันดับแรก ที่ได้รับเงินลงทุนสูงสุดในอาเซียน (ASEAN) มีสตาร์ตอัป (Startup) ไทยอยู่ ๒ รายครับ ประเทศสิงคโปร์มี ๓๓ ราย ประเทศอินโดนีเซียมี ๑๔ ราย แล้วยุคต่อไปอะไร ๆ ก็ใช้ เอไอ (AI) เราอาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เป็น เอไอ (AI) แต่ถ้าเราไม่ทำแซนด์บอกซ์ (Sandbox) อย่างจริงจัง ณ วันนี้ฟินเทค (FinTech) ของไทยเป็นได้มากสุดก็คือลูกจ้างทุนผูกขาด เราเพิ่งมี พ.ร.บ. สภาดิจิทัล ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หน้าที่หนึ่งของสภานี้ก็คือ การเสนอ ความเห็นต่อภาครัฐในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดิจิทัล ผมหวังเหลือเกินว่า กรรมการสภาดิจิทัลชุดใหม่ที่เราน่าจะได้เห็นภายในสิ้นปีนี้จะเป็นตัวแทนจากลุ่มดิจิทัล ที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้จริง ๆ ไม่ใช่ตัวแทนจากกลุ่มทุนตามที่มีผู้ท้วงติงเอาไว้ก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะคลอดออกมา ประเด็นต่อไปนะครับ ลองมองไปข้างหน้านะครับ โอกาสที่สำคัญ ของเราคือยุคของ ๕ จี (5G) ทุกวันนี้เราใช้ ๔ จี แอลทีอี (4G LTE) เราโหลดหนัง เอชดี (HD) เรื่องหนึ่งใช้เวลาประมาณ ๖ นาที ถ้า ๕ จี (5G) เราน่าจะใช้เวลาประมาณ ๔ วินาทีเท่านั้น แต่ ๕ จี (5G) ไม่ได้เอาไว้โหลดหนังนะครับ มันเอาไว้รองรับสิ่งที่เราเรียกว่าอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) แล้วก็บิ๊ก ดาต้า (Big Data) ๒ คำนี้ปรากฏในร่างนโยบาย ฉบับนี้ แต่ผมค้นทั้งหมดแล้วปรากฏอยู่ในความหมายโดยแคบคือการใช้ส่งเสริม อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ใช้ในการเก็บภาษีและบริหารราชการแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่ จริง ๆ แล้ว มันนำไปใช้ได้อีกมากมายแทบจะทุกด้าน สมมุติถ้าเราเอาข้อมูลการคมนาคม ภาพถ่ายทางดาวเทียม ผลผลิต สภาพอากาศ เปิดข้อมูลนี้ทั้งหมด ให้เอกชนเอาไปทำรถไฟ รถเมล์ แท็กซี่ ยันมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ติด จีพีเอส (GPS) ครับ เราทำข้อมูลการเกษตรครับ อะไรก็ได้ครับ มันเอาไปสร้างบริการได้อีกเยอะแยะ มันเอาไปวิเคราะห์แบบแผนบางอย่าง ที่อยู่ในข้อมูล แก้ปัญหารถติด วางแผนการเดินรถสาธารณะ ช่วยเกษตรกรในการ วางแผนการเพาะปลูก แล้วรัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เรื่องบางเรื่องเอกชนทำได้เก่งกว่า รัฐบาล เราควรจะต้องเปิดข้อมูลให้เอกชนนำไปทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างบริการ ภาครัฐก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรทำเช่นนี้ แล้วข้อมูลมันไม่ใช้เวลาแค่เดือนสองเดือนนะครับ แต่เราก็ยังไม่มีแผนอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่จะทำ ณ วันนี้เลย แต่สิ่งที่มันดูเหมือนจะด่วนเหลือเกิน ก็คือการประมูล ๕ จี (5G) ซึ่งแม้แต่เอกชนที่ทำการประมูลเขาก็พูดเองตามภาพที่เห็นนะครับว่า มันอาจจะเร็วเกินไป ที่เราจะมี ๕ จี (G) ในตอนนี้ แต่ตอนนี้เขาก็ได้คลื่นไปนอนกอดเรียบร้อยแล้วครับ เพราะว่า เราประมูลคลื่น ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำของ ๕ จี (5G) ไปเรียบร้อยแล้ว แถมให้เขาด้วยครับ ด้วยการยืดชำระหนี้ ๔ จี (4G) ให้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ในรายงานของ กสทช. ฉบับหนึ่งกล่าวไว้ตามภาพว่า เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดเราควรจะประมูลทุกคลื่นพร้อมกัน แต่เราก็ใช้วิธีประมูลทีละคลื่นครับ ถ้าเปรียบว่า ๕ จี (5G) เป็นถนน ผมคิดว่าเรากำลังสร้าง ถนนโดยที่ไม่มีแผนที่จะสร้างรถที่จะมาวิ่ง เพราะเรื่องบิ๊ก ดาต้า (Big Data) คมนาคม การเกษตรที่ผมพูดนะครับ มันไม่ใช่เรื่องสมมุตินะครับ มันมีสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติ ที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว มันหมายความว่าเกษตรกรไทยอาจจะต้องใช้บริการจากสตาร์ตอัป (Startup) ต่างชาติเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ตัวเองครับ การวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล มันไม่ใช่ แค่การมีอินเทอร์เน็ตที่ดูหนังและไม่กระตุกนะครับ เรากำลังสร้างถนนที่จะมีแต่รถของ ต่างชาติมาวิ่งหาประโยชน์ เรากำลังสร้างเทคโนโลยีที่ทำให้คนไทยเสียเปรียบทางการแข่งขัน ในประเทศของตัวเอง เรากำลังทำให้ประเทศติดกับดักการนำเข้าเทคโนโลยี แต่ไม่สามารถ สร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้ ทั้งหมดนี้ละครับที่ผมเรียกว่าการตกเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี ที่ผมพูดมาทั้งหมดแค่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตนะครับ ผมยังไม่ได้พูดถึงบล็อกเชน (Block chain) นะครับ ปีหน้าเราจะเผชิญกับลิบราสกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊ก เรามีโอกาสที่ดีนะครับ เรามีโครงการอินทนนท์ที่แบงก์ชาติพัฒนาเอาไว้ แต่เราวางแผนในการเตรียมรับมือ ความเสี่ยงขนาดไหน เราวางแผนที่จะพร้อมไขว่คว้าโอกาสมากแค่ไหน เพราะในโลก ที่มันหมุนเร็วขนาดนี้นี่นะครับ สิ่งที่แพงที่สุดมันคือเวลาครับ เราอาจจะตกรถขบวนถัดไป ที่กำลังจะมาถึง เหมือนที่เราตกมาแล้วหลายขบวน มีอยู่ตัวเลขหนึ่งเขาบอกว่าสตาร์ตอัป (Startup) ไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ ๑๐๐ ล้านเหรียญ ใน ๑ ปี ปีที่แล้วสตาร์ตอัป (Startup) ของประเทศอินโดนีเซีย ๑ ราย เป็นแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ (Platform e-Commerce) ระดมทุนได้ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมตกใจครับ ผมตกใจว่าเราภูมิใจกับ ตัวเลข ๑๐๐ ล้านเหรียญจริง ๆ หรือครับ สิงคโปร์ประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ เพิ่งประกาศ ตัวเองว่าจะเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีการเกษตร ผมคิดว่าถ้าเราเก็บอดีตมาเป็นบทเรียน เราดูประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบ และทุกวันนี้เราควรที่จะเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลอย่างถูกทางได้แล้วครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ
ขอบคุณมากนะครับ ต่อไปท่านศุภชัยครับ ขออภัยนะครับ หลังจากนั้นก็จะมีท่านที่ขอ ๓ นาที ๕ นาที อีก ๓ ท่าน คือ นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ๓ คนนี้ก็ ๑๕ นาที เชิญเลยครับ คุณศุภชัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปราย ผมจะแจ้ง ท่านประธานว่านาฬิกาข้างหน้ามันเสียนะครับ ผมอาจจะสับสนกับมัน แต่ผมมีเวลา ๑๐ นาทีครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ในช่วงเวลาการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพวกเราที่ผ่านมา สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอ เป็นนโยบายอันสำคัญ ซึ่งผู้ที่เป็นต้นคิด แนวคิดในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็คือ ท่านหัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และท่านเลขาธิการพรรค ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ หลายเรื่องที่เราได้พบก็คือเราพบว่าพี่น้องประชาชนมีปัญหามีอุปสรรคมากมายในการดำรงชีพ ดำรงชีวิต เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพของตัวเอง สิ่งสำคัญที่เราพบก็คือว่า สิ่งนั้นเกิดจากกฎหมาย หรืออำนาจของรัฐที่ทำให้ประชาชน ไม่สามารถที่จะดำรงชีพได้ตามเวลาในช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ตอนนั้นเราก็ใช้คำว่า ลดอำนาจรัฐเพื่อปากท้องประชาชน มีนโยบายหลายนโยบายซึ่งเราได้ นำเสนอกับพี่น้องประชาชน แล้วผลจากที่เรานำเสนอนโยบายดี ๆ สู่ประชาชน เราได้รับ การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ได้คะแนนมา ๓,๗๓๐,๐๐๐ เศษ สิ่งที่เราเป็นกังวลหลังจาก ได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว ก็คือว่าเราจะทำอย่างไรให้นโยบายของเราเป็นนโยบาย ที่เกิดขึ้นได้จริง นโยบายนั้นจะสามารถปฏิบัติได้จริงก็มีอย่างเดียว ก็คือเราจะต้องเข้าไป ร่วมเป็นรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำนโยบายเข้าไปสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอกราบเรียนขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้เชื้อเชิญพรรคภูมิใจไทย เข้าไปร่วมบริหารประเทศกับท่านด้วย อันนี้เป็นคำขอบคุณคำแรก คำขอบคุณลำดับต่อมา ก็คือว่าสิ่งที่เราชื่นชมแล้วก็ขอบพระคุณท่านอีกครั้งก็คือ การที่นโยบายดี ๆ ของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกเรานั้น ท่านได้บรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลทุกนโยบาย ของพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นวันนี้แน่นอนครับพรรคภูมิใจไทยกับท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะเดินหน้านำนโยบายดี ๆ ของพรรคภูมิใจไทยไป ซึ่งอาจจะต้องเรียนว่า วันนี้นโยบายพรรคภูมิใจไทยก็คือนโยบายของรัฐบาลที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อก่อนอาจจะเป็นนโยบายของท่านอนุทิน แต่วันนี้อาจจะบอกได้ว่าเป็นนโยบายของ ท่านประยุทธ์ และพรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะผลักดันนโยบายนี้ร่วมไปกับท่าน สิ่งที่ผมได้ ตรวจและได้พบด้วยความดีใจ ก็คือเราได้พบว่า นโยบายของเราได้บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลของท่านประยุทธ์ ขออนุญาตที่จะเรียกว่า ประยุทธ์ ๒ สิ่งที่ผมจะขออนุญาต ที่จะอภิปรายตามเวลาที่จำกัดอยู่นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายแรก ก็คือเรื่องของ การแก้ไขปัญหาการดำรงชีพของประชาชน โดยลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทย การจัดการระบบการขนส่งสาธารณะผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอันนี้สิ่งที่เราเรียกว่า แชริง อีโคโนมี (Sharing Economy) สมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ซึ่งผมขออนุญาต ที่จะต้องบอกว่าเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็คือเรื่องที่เราเรียกกันว่า แกร็บ (Grab) ต้องเรียนว่าจริง ๆ สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คือท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ท่านได้ผลักดันนโยบายนี้อย่างแน่นอน แต่ว่าต้องบอกว่าโมเดล (Model) ที่ท่านคิดไม่ใช่เป็นเรื่องของสนับสนุนผู้ลงทุนที่มาจากต่างประเทศ สิ่งที่เราเรียกว่า ทรานสปอร์ต เนตเวิร์ก คอมพานี (Transport Network Company) หรือ ทีเอ็นซี (TNC) มันสามารถที่จะเป็น สตาร์ตอัป (Startup) จากประเทศไทยได้อย่างแน่นอนโดยไม่จำเป็น ที่จะต้องพึ่งพา สตาร์ตอัป (Startup) จากต่างประเทศ สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีคมนาคมจะได้ กำหนด ซึ่งผมต้องฝากท่านก็คือว่า ทีเอ็นซี (TNC) หรือ ทรานสปอร์ต เนตเวิร์ค คอมพานี (Transport Network Company) นั้นจะต้องบริการตามหลักนะครับ ซึ่งผมว่าหลายท่าน ก็คงทราบ ก็คือเรื่องของการที่จะต้องมีเครื่องมือทางเทคโนโลยี ๓ องค์ประกอบด้วยกัน คือ ๑. อุปกรณ์ จีพีเอส เนวิเกชัน (GPS Navigation) นะครับ ๒. สมาร์ตโฟน (Smartphone) ๓. เครือข่าย โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) ซึ่งตรงนี้นะครับก็ต้อง ฝากว่าในที่สุดสิ่งที่จะต้องทำ ก็คือเรื่องของการที่จะต้องกระตุ้นให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ แล้วก็สร้างความเสมอภาคในการประกอบธุรกิจ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีจะต้องทราบดีก็คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม กันของคนขับรถแท็กซี่ แล้วก็เป็นเรื่องของทางเลือกได้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการ เรื่องนี้ก็ต้อง เรียนว่าผมมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับปากกับพี่น้องประชาชนในเรื่องนโยบายเรื่องนี้ จะเกิดขึ้นได้จริง สิ่งที่ต้องฝากกับท่านรัฐมนตรีคมนาคม และผมมั่นใจว่าท่านจะต้องทำ แน่นอนคือ ท่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พี่น้องแท็กซี่หรือว่าวินมอเตอร์ไซค์ ผมเชื่อว่าท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมของท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเข้าไปดูแลให้บรรดาแท็กซี่และ วินมอเตอร์ไซค์ได้รับการดูแลเยียวยาเป็นอย่างดี ผมขอฝากเรื่องนี้ไว้
ผมมีเวลาเหลืออีกประมาณ ๕ นาที อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องสำคัญที่สมาชิก หลายท่านได้นำเสนอ ก็คือเรื่องกัญชา ต้องขออนุญาตขอบคุณอีกครั้งเป็นครั้งที่ ๓ กับท่านนายกรัฐมนตรี กัญชาถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายมาตั้งนาน จนกระทั่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้หยุดให้กัญชาซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใต้ดินได้ขึ้นมาเป็นบนดินครั้งแรกก็คือ การคลายล็อกเป็นกัญชาเพื่อทางการแพทย์ ท่านแก้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ ๗ สมัยท่านประยุทธ์ ๑ ให้มาใช้เป็นทางการแพทย์ได้ แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้กัญชายังมีปัญหา อีกมากมาย ถึงแม้จะคลายล็อกแล้ว แต่ก็มีกฎระเบียบตามกฎหมายที่มันยังติดขัดอยู่มากมาย มีการนิรโทษกรรมมาจนถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ แต่พอหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา กัญชาก็จะกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่อีก มันจะต้องมีกระบวนการอะไรมากมาย แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าความเป็นจริงแล้ว เราทราบกันดีว่ากัญชาก็มีประโยชน์มหาศาลในการที่ใช้เพื่อทางการแพทย์ วันนี้เรายอมรับว่า สารทั้ง ซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) จะเป็นประโยชน์ในการที่จะรักษาพี่น้องประชาชน จำนวนมาก แล้วเรื่องเหล่านี้วันนี้เราต้องยอมรับว่าสภาพการณ์อันสำคัญ คือวันนี้กัญชา ยังเป็นสิ่งที่อยู่ใต้ดิน พี่น้องประชาชนนับล้านคนใช้กัญชา แล้วก็สะเปะสะปะมาก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีคนมากกว่าล้านคนมีการใช้ยาซึ่งเป็นกัญชาจากใต้ดินทั้งนั้น มีธุรกิจนี้กันอย่างมากมาย มีตลาดมืด มีการแอบปลูกกันอย่างผิดกฎหมาย มีการนำเข้า มาจากต่างประเทศ มีส่วนผสมซึ่งขาดการควบคุม ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือท่านอนุทินที่ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ท่านให้นโยบายเร่งรีบในการที่จะแก้ปัญหา ตามลำดับของกัญชา หลายเรื่องหลายราวซึ่งท่านกำลังทำอยู่ตรงนี้เพื่อที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสที่จะได้ใช้กัญชา เพื่อการรักษาในทางการแพทย์ ต้องยอมรับว่า วันนี้มีท่านสมาชิกได้นำเสนอเรื่องของกัญชาอยู่จำนวนมากทีเดียว แล้วก็ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่าน ได้นำเสนอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็จะได้นำไปปฏิบัติ ทีนี้ต้องเรียนว่าวันนี้ กัญชาที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอเพื่อที่จะให้เป็นกัญชาเสรี จริง ๆ แล้วผมก็อยากฝากว่า ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ดำเนินการไปตามลำดับ ตามขั้นตอน เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด อย่างที่สมาชิกของเราได้นำเสนอ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้กัญชาอย่างปลอดภัย กัญชาใต้ดิน ก็จะได้เข้ามาสู่บนดิน อีกประการหนึ่งจริง ๆ สิ่งที่เรานำเสนอไม่ใช่กัญชาอย่างเดียว กัญชง กัญชงมีสาร ซีบีดี (CBD) อยู่มาก และท่านก็สามารถที่จะปลดกัญชงออกมา เพื่อที่จะให้ สามารถปลูกได้และนำเอาสาร ซีบีดี (CBD) จากกัญชงมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างดี ผมว่าวันนี้เราเข้าใจตรงกันว่าเราจะทำอย่างไรให้กัญชาของประเทศไทยเป็นกัญชาหรือกัญชง เป็นประโยชน์อย่างที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝาก กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังรัฐมนตรีทุกท่าน โดยท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ สิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญที่ท่านเองได้กำหนดให้เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ กัญชาและกัญชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ เพื่ออุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะเป็นสิ่งที่ดี เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชน และผมเชื่อว่า ท่านเองก็จะกำหนดกลไกการดำเนินงานที่ดีอย่างรัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสังคม แล้วก็ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และที่สุดแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่ พี่น้องประชาชน ผมก็ต้องขอขอบพระคุณที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาบรรจุนโยบายดี ๆ นี้ เพื่อประชาชนจากพรรคภูมิใจไทย จากพรรคภูมิใจไทยไปถึงรัฐบาล เพื่อพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปนางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ดิฉันอยากกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลว่า ดิฉันขอบคุณท่านค่ะ ดิฉันดีใจที่ได้เห็นนโยบายรัฐบาลของท่านเน้นเรื่องลดการเหลื่อมล้ำ ของคนในสังคมโดยครอบคลุมคนทุกภาคส่วน และท่านไม่ลืมผู้พิการ ทำไมดิฉันจึงยกเรื่อง ของผู้พิการขึ้นมาพูดในวันนี้ เพราะว่าในสมัยรัฐบาลของประยุทธ์ ๑ ดิฉันเคยเป็นคณะทำงาน ในรัฐมนตรีของท่าน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ขออภัยที่ต้องพาดพิงถึงท่าน ตอนสมัย ที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านได้ทำโครงการมากมายเกี่ยวกับผู้พิการ มีโครงการ หลายอย่างที่เป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้พิการหลายอย่าง เช่น โครงการ เอสทูเอส (S to S) หรือ ฟรอม สทรีต ทู สตาร์ (From Street to Stars) โครงการทอฝัน ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพ ในรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านจะให้ความสำคัญต่อไป แต่ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ในเรื่องของผู้พิการ คนส่วนใหญ่มักจะมองในเรื่องของ ๒ ประการ คือการสงเคราะห์ และการส่งเสริมและสนับสนุน ในส่วนของการสงเคราะห์ ดิฉันไม่ค่อยห่วงในนโยบายของ รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ดิฉันพบว่าท่านมีการพูดถึงเรื่องการปรับปรุงเบี้ยยังชีพผู้พิการ ตลอดจนการช่วยเหลือในด้านสวัสดิการต่าง ๆ แต่ในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุน ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงการมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในเรื่องของการที่เขาจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงครอบครัวตัวเองได้ และยังสามารถ ช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย ในวันนี้ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือ ตัวเลขของผู้พิการ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณการได้ ๓.๗ ล้านคน ก็ถือว่าเป็นประมาณ ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ แต่ในขณะที่ขึ้นทะเบียนผู้พิการ ๑.๙ ล้านคน ในจำนวน ๑.๙ ล้านคน ที่เป็นคนพิการ ในวัยทำงาน คืออายุระหว่าง ๑๕ ปี ถึง ๕๙ ปี ๘๐๐,๐๐๐ คน ที่ทำงานประกอบอาชีพแล้ว คือ ๒๗๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ คือ ๒๑๗,๐๐๐ ราย ท่านทราบไหมคะว่า ยังมีผู้พิการที่มีความสามารถในการประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพถึง ๓๓๐,๐๐๐ ราย ท่านประธานคะ ทั้ง ๆ ที่เรามีกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้พิการ ผ่านทางพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการในมาตรา ๓๓ คือ สถานประกอบการของรัฐและเอกชน ๑๐๐ ต่อ ๑ คือ คน ๑๐๐ คน พนักงาน ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ทำไม่ได้ก็ไปมาตรา ๓๔ คือการให้เงินชดเชย หรือมาตรา ๓๕ คือ การให้พื้นที่ในการที่เขาจะขายของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผู้พิการ ในส่วนนี้เป็นเพราะอะไร ที่ทำไมเขาถึงทำไม่ได้
อุปสรรคอันดับแรก ก็คือเรื่องของการคมนาคมขนส่ง การเดินทางไปทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้นทาง กลางทาง ปลายทาง แต่รัฐบาลของท่านในสมัยประยุทธ์ ๑ ดิฉันทราบค่ะ ท่านมีความพยายามในการทำเรื่องนี้ และในนโยบายของท่านในประยุทธ์ ๒ ข้อ ๕.๖.๒ ท่านพูดถึงอารยสถาปัตย์ คือ ยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal Design) แต่ท่านประธานคะ ในส่วนเรื่องของการทำให้เป็นอารยสถาปัตย์นั้นย่อมใช้ระยะเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดดิฉันมองว่า การเสริมทักษะในการพัฒนาให้เขามีอาชีพเป็นสิ่งที่เร่งด่วน แล้วก็เป็นอาชีพที่ทำได้จริงด้วย ภาพที่ดิฉันนำเสนอในวันนี้จริง ๆ แล้วดิฉันอยากให้เป็น ต้นแบบของการฝึกอาชีพของผู้พิการ ช็อกโกแลตที่มีแบรนด์ (Brand) ของอาเซียนซัมมิต (ASEAN Summit) ยูเอ็น (UN) หรือสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ในต่างประเทศ ท่านทราบไหมคะ ว่าช็อกโกแลตนี้ผลิตจากศูนย์ฝึกพัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ เอพีซีดี (APCD) ดิฉันเคยนำมาเสนอเมื่อ ๒ วันก่อน แต่ท่านประธานและ ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เห็น แต่ดิฉันเชื่อว่าท่านทราบ ช็อกโกแลตนี้มีความสำคัญอย่างไร ช็อกโกแลตนี้เป็นช็อกโกแลตที่ผลิตด้วยคนพิการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนพิการเป็นคนทำ แล้วก็ผลิตด้วยผลิตภัณฑ์ของเมืองไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน คือต้นโกโก้ ก็ผลิตในเมืองไทย น้ำตาล นมก็เป็นของไทย พิเศษกว่านั้นก็คือศูนย์ฝึกอาชีพนี้ไม่ได้ให้แต่ให้ คนพิการผลิตแต่ช็อกโกแลต เขาทำเบเกอรี่โดยมีบริษัทเอกชนคือ ยามาซากิ มาให้การฝึกอบรมแล้วก็เปิดร้าน นอกจาก ขายเบเกอรี่แล้วยังเป็นร้านที่ทำชา กาแฟ โกโก้ขาย คนที่ขายแล้วก็คนที่ทำเป็นคนพิการ ทั้งร้าน และที่สำคัญอย่างยิ่งมากไปกว่านั้นก็คือว่าคนคิดเงินเป็นเด็กออทิสติก (Autistic) นอกจากทำเรื่องนี้แล้วยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการโรงแรมด้วย ท่านทราบหรือไม่คะว่าคนที่ปูเตียงได้เนี๊ยบที่สุดเท่ากับมาตรฐานของโรงแรม ๕ ดาว คือคนตาบอดค่ะ ดิฉันเรียนกับท่านประธานในวันนี้ก็เพื่อว่าอยากจะให้ที่นี่เป็นศูนย์ต้นแบบ ของการที่จะเป็นศูนย์ฝึกอบรมคนพิการที่ทำงานได้จริง ๆ เพราะคนที่จบจากที่นี่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีงานทำ แต่หลักสูตรนี้รับคนได้แค่ ๒๐-๓๐ คนเท่านั้น และในขณะที่มี คนรอคิว ๑๐๐-๒๐๐ คนค่ะ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าถ้าเรามีศูนย์อย่างนี้แล้ว ดิฉันอยากจะให้ มีการปรับในเรื่องของมาตรฐานการฝึกอาชีพ อาจจะต้องผ่านไปยังกระทรวงแรงงานด้วยว่า การทำมาตรฐานการฝึกอบรมของคนพิการนั้นย่อมต่างจากคนปกติ เพราะเขาย่อม ต้องใช้เวลามากกว่าในการขุดคุ้ยศักยภาพ แต่เป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ เพราะเราจะ สามารถทำให้เขายืนขึ้นมาอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญที่สุดหากเขาจบ หลักสูตรนี้และไม่สามารถที่จะไปเป็นลูกจ้างใคร เพราะยังไม่อยากเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ ท่านคะ ให้เขาเป็นเถ้าแก่น้อย ๆ ในพื้นที่ในชุมชนเขาเอง อาจจะปรับเกี่ยวกับเรื่องกฎเกณฑ์ ในเรื่องของกองทุนพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พิการในการที่จะให้เงินทุนในการกู้ยืม ปัจจุบันถ้าสามารถกู้ยืมได้เป็นรายบุคคล หากเขาขึ้นทะเบียนผู้พิการเขาจะกู้ได้รายละ ๖๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นรายกลุ่มก็จะสามารถกู้ได้กลุ่มละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยปลอดดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ ๕ ปี หากกฎเกณฑ์นั้นได้มีการผ่อนผันทำให้ได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาผ่อนชำระได้มากขึ้น ดิฉันเชื่อค่ะว่าท่านจะสามารถทำให้คนเหล่านี้เป็นพลัง ไม่ใช่ภาระของสังคม รัฐบาลประยุทธ์ ๑ ท่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลประยุทธ์ ๒ ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่าท่านจะนำเขามายืนอยู่ข้างหน้า แล้วเดินไปข้างหน้ากับเราด้วยกัน นี่คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เกินเวลาที่ขอไป ๒ นาทีนะครับ ต่อไปท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ ๓ นาที
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ขออภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีผ่าน ท่านประธานดังนี้นะครับ จากนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดแถลงไว้ในนโยบายหลัก ๑๒ ข้อ และนโยบายเร่งด่วนอีก ๑๒ ข้อ ผมคิดว่าก็เป็นการรวบรวมปัญหาของประเทศทั้งหมดเข้ามา รวมกัน เพื่อที่จะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผมจะขอดูจาก นโยบายในข้อ ๑๑ ในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐและในเรื่องของการ กระจายอำนาจในส่วนของการเพิ่มบทบาทให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อที่จะให้ ท้องถิ่นเป็นตัวแทนในพื้นที่ที่จะสามารถทำงานร่วมกับส่วนราชการที่มีภารกิจถ่ายโอน และซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมอยากจะมองว่าปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นก็คือในเรื่องของ ความซ้ำซ้อนระหว่างงาน เงิน คน ที่ซ้ำซ้อนกันกับส่วนภูมิภาคจะมีวิธีการทำอย่างไรให้มี การบูรณาการให้มีส่วนร่วมให้เกิดประโยชน์ เพราะว่าจะทำให้ลดทั้งภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่ม ความสามารถประสิทธิภาพในการบริการให้กับพี่น้องประชาชน กับอีกทั้งระยะเวลาที่ท่าน กำหนดไว้ว่าถ้าจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ก็อยากจะให้มีระยะเวลาที่รวดเร็วเพื่อที่ ส่วนราชการที่จะบริการพี่น้องประชาชนนั้นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วนะครับ
อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของภารกิจที่ไปแก้ปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภัยแล้งต่าง ๆ ผมคิดว่าท้องถิ่นเองสามารถที่จะมีเครื่องมือเครื่องจักรทำงาน แต่เวลาร่วมทำงาน ด้วยกันกับส่วนราชการหรือท้องถิ่นด้วยกัน จะมีปัญหาในเรื่องของกติกาหรือระเบียบ ที่ทำงานเฉพาะส่วนของตัวเอง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปร่วมทำงานด้วยกันได้ อันนี้ก็อยากจะฝากรัฐบาล ให้มีการปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่จะใช้ประโยชน์ในของที่มีอยู่ ในระหว่างส่วนราชการที่ใช้งบประมาณรัฐด้วยกัน ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในอนาคตต่อไปข้างหน้า ขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้มีนโยบายที่ครอบคลุมการทำงานของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และถ้าเกิดการปรับปรุงนั้นเสร็จได้รวดเร็ว เราก็จะใช้ประโยชน์จาก บุคลากรและทรัพยากรทั้งของส่วนราชการส่วนกลางและภูมิภาค และส่วนของท้องถิ่น ทำงานร่วมกันได้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปคุณบุญยิ่ง นิติกาญจนา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน บุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันมาขออภิปรายสนับสนุนเรื่องความเหมาะสม ของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จ ขอยกตัวอย่างที่ประชาชนคาดหวังจะต้องมีและต้องมีต่อไป คือแก้ไขปัญหาหนี้สิน และลดภาระหนี้สินของประชาชน และสิ่งสำคัญคือหนี้สินนอกระบบ เสียงสะท้อน ของประชาชนที่ผ่านมาถึงดิฉันว่าชื่นชอบมาก ก็คือการที่รัฐบาลได้ทำการคืนโฉนดที่ดิน ให้แก่ประชาชน ภาพรวมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คืนโฉนดรวมทั้งหมด ๑๒ ครั้ง ประชาชน ได้รับการคืนโฉนดประมาณ ๒๕,๐๐๐ รายเศษ เป็นโฉนดที่ดินทั้งหมดประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าฉบับ ๒๐,๐๐๐ กว่าฉบับนี้ก็จะได้ความสุขให้กับประชาชนเรือนแสน เป็นแสน มากกว่าแสน เป็นหลาย ๆ แสนนะคะ เนื้อที่ทั้งหมดที่ประชาชนได้รับในรัฐบาลที่แล้ว ประมาณ เกือบ ๖๐,๐๐๐ ไร่เศษ มูลค่ารวมประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการบูรณาการ ทำงานร่วมกันในรูปของคณะกรรมการหลาย ๆ ส่วนของราชการ และหลาย ๆ จังหวัด ภายใต้กฎหมายที่กำหนดและการเจรจาให้ความเป็นธรรมร่วมกัน เพื่อคลี่คลายปัญหาหนี้ นอกระบบที่มีมานานมากแล้ว แล้วก็เป็นปัญหาของประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาก็สร้างความสุข สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชน เห็นประโยชน์ได้ชัดเจน แม้ว่าจะมีคนออกมาโจมตีว่ามีการเวียนโฉนดบ้างละ มีอย่างนั้น อย่างนี้บ้างละ แต่ที่ดินทั้งหมดที่มีปัญหาก็ได้รับคืน ได้ยึดคืนมาสู่ประชาชน แต่พี่น้องประชาชน ก็สามารถได้คืน ได้มีความสุข ที่ดินจำนวนนี้ ขณะนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อคนที่มีฐานะ แต่สิ่งสำคัญที่ดินเหล่านี้เป็นของคนจน คนลำบาก คนไม่มีที่ดินทำกิน และในวันนี้ เขาเหล่านั้นได้รับคืนโฉนดแล้วนะคะ จึงอยากให้สังคมมองในความเป็นจริงว่า อยากให้ ทุกคนได้เห็น ได้เปิดใจ ได้รับรู้ถึงการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา และในวันนี้รัฐบาลที่ผ่านมา กับรัฐบาลปัจจุบันได้ร่วมกันทำงานต่อไป ต้องเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนเลยค่ะ การทำงานของคณะ กอ.รมน. ทหาร หรือตำรวจ ฝ่ายปกครองและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ นอกระบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่ผ่านมาในภาพรวมการดำเนินงาน รัฐบาลที่แล้วจนถึง ขณะนี้ก็มีผลการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว โดย กอ.รมน. สามารถทำข้อตกลงร่วมกันแล้วกับประชาชนประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าราย มูลหนี้ก็รวมประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือสิ่งที่ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐบาลที่ผ่านมามีความห่วงใย แล้วได้ช่วยเหลือแล้วดังที่ผ่านมา ตรงนี้ตัวดิฉันเองได้สะท้อนเสียงมาจากประชาชนมอบผ่าน ดิฉันมาให้สังคมได้รับรู้ ในวันนี้ ณ ที่นี้ พี่น้องสมาชิกรัฐสภาพร้อมทั้งประชาชนทั้งประเทศ ดิฉันคิดว่าพวกเราคิดเหมือนกัน รักเธอประเทศไทย ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขึ้นมาตอนยามวิกาล เพื่อที่จะ สรุปประเด็นที่ตกหล่น แล้วก็ท่านคณะรัฐมนตรีหลายท่านอาจจะชี้แจงไม่ชัดเจน ฝากเรียน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ยิ่งดึกท่านก็มีรอยยิ้มมากขึ้น ไม่เหมือนช่วงหัวค่ำ หงุดหงิดน่าดู เป็นอะไรท่านนายกรัฐมนตรีครับ เครียดไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรท่านนายกรัฐมนตรีครับ อารมณ์มนุษย์มันก็อย่างนี้ละครับ ขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ว่ากันไป แต่ผมอยากจะบอกท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีสั้น ๆ อย่างนี้ครับ ท่านลองจำลองภาพเหตุการณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำโลก พลเอก ประยุทธ์ เป็นผู้นำของโลกเรา รอบบ้านเรากำลัง จับตามองว่าผู้นำของไทยแลนด์ที่เป็นเจ้าโลกจะสามารถบริหารโลกได้อย่างไร คำตอบก็คือว่า อันตรายครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะอะไรรู้ไหมครับ เกิดท่านอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา มืออยู่ที่ขีปนาวุธท่านกดตูมเดียว เรื่องใหญ่ ยิ่งท่านเป็นทหารท่านต้องอดทนสูง และท่านมาเป็น นายกรัฐมนตรีที่ท่านบอกว่ามาจากประชาธิปไตย ท่านยิ่งต้องอดทนสูง ทนไม่ไหว ท่านเดินก็เดินออกไปดื่มกาแฟ ผมไม่พูดแล้ว หลายท่านพูดเยอะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ตามแผนนโยบายข้อ ๕ เศรษฐกิจมหภาคการเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากช่วงกลางวันแล้วก็เมื่อวานนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านได้กรุณาพูดไว้หลายประเด็น บางประเด็นก็เป็นเรื่องจริงบ้าง พูดไม่ครบถ้วนกระบวนความบ้างก็ต้องอธิบายความกันครับ ท่านประธานครับ เรื่องของการรวยกระจุกจนกระจาย ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๕ จนถึงปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ ราคาข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ท่านทราบไหมครับว่าข้าวถุงเท่าไร ถังละ ๕๐๐ บาท โดยประมาณครับ แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยไปสำรวจตลาดหรือไม่ครับ ผมเข้าใจว่าแม่บ้านที่บ้าน อาจจะทำกับข้าว ทำอาหารให้ท่านทาน ท่านอาจจะไม่ทราบ ราคาปีนี้ในสมัยท่านเป็น นายกรัฐมนตรี อยู่ประมาณเกวียนละ ๗,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ แต่ข้าวที่ขายตาม ห้างสรรพสินค้าอยู่ราคาประมาณถังละ ๕๐๐ บาทเช่นเดิม ต้นทุนต่ำลง แต่ราคาขายเท่าเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีลองไปสำรวจดูครับว่าเกิดอะไรขึ้นครับ แล้วอย่างนี้ชาวนาเขาอยู่กันได้ อย่างไรครับ ผมจึงบอกต่อไปท่านประธานที่เคารพ ปี ๒๕๕๕ ยางพารากิโลกรัมละ ๙๐-๑๒๐ บาท ประท้วงกันหูดับตับไหม้ ปิดถนนหนทางกัน ราคายางรถยนต์ หลายท่าน อาจจะพอรู้ครับ ตอนนั้นราคายางขนาด ๑๙๕๕/๑๕ อาร์ ๑๖ (1955/15R16) หรือ ๑๕ ก็คือขอบ ๑๕ ท่านประธานครับ ราคาอยู่ประมาณเส้นละ ๓,๒๕๐ บาท เมื่อเช้าที่ผ่านมา ผมเช็ก (Check) ตลาดดูราคายางวันนี้ประมาณสัก ๒ เกือบ ๓ กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ราคายางรถยนต์ที่ขาย ราคาเท่าเดิม ท่านประธานครับ ๓,๒๕๐ บาท ส่วนต่างไปไหน ท่านประธานครับ หมายความว่าท่านมาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ยุคที่แล้ว ราคายางก็ต่ำ แต่ราคาขายปลีก หน้าร้านทั่วไปขายเท่าเดิม ไม่แปลกใจบ้างหรือครับ ท่านประธาน นอกจากนี้มาดูราคา ปาล์มน้ำมัน ที่ผมบอกว่าท่านกำลังดูแลงบการคลัง โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ท่านทำได้จริงหรือครับ ราคาปาล์ม ปี ๒๕๕๙ กิโลกรัมละ ๕.๗๑ บาท วันนี้ประมาณสัก ๒ บาท ต่อกิโลกรัม ปรากฏว่าห้างร้านไปขายราคาลดต่ำกว่า ๓๕ บาท โดนห้าม แล้ววันนี้เป็นอย่างไรท่านประธานครับ ผ่านมาก็เหมือนเดิมครับ แล้วจะให้ผมไว้ใจ ในนโยบายด้านการเงินการคลังท่านได้อย่างไรว่าท่านจะเป็นคนหาเงินได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อกลางวันท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านพูดบอกว่า ประเทศไทยเคยทำ งบสมดุลเพียงแค่ครั้งเดียวตอนยุค ไอเอ็มเอฟ (IMF) อันนี้โกหกนะครับ ถ้าไม่จริงเดี๋ยวท่าน ขึ้นมาแล้วท่านชี้แจง โกหกเพราะอะไรครับ ประเทศไทยทำงบสมดุลในปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๔๙ คำตอบก็คือยุคใครครับ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั่นละครับ และ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ใช้หนี้ไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ หมายความว่าไม่มี ไอเอ็มเอฟ (IMF) นะครับ และเรายังทำ งบสมดุลได้ในรัฐบาลยุคนั้น ก็เพราะว่าเศรษฐกิจมันดี ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ ๕ ปี ที่ผ่านมาผมก็ไม่พูดซ้ำแล้วล่ะ เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะแล้วว่าท่านกู้เงินโน่นนี่นั่น ก็ว่ากันไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจท่านพยายามอธิบายครับ บอกว่างบกลางรัฐบาลไหนใครเขาก็กู้ ไม่ว่ากัน แต่ถ้ากู้อย่างมีเหตุผลท่านประธานลองดูผมจะหยิบชาร์ต (Chart) นี้ให้ท่านดูครับ การกู้งบกลางของท่าน ดูนะครับ นี่ปี ๒๕๔๘ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลยุคนั้นไม่ได้ กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณแม้แต่สลึงเดียวท่านประธานครับ ที่ผมวงไว้นี่ครับ พอปี ๒๕๕๐ ก็กู้กันไปครับ จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามากู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ กู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงครับ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ พอหลังปฏิวัติท่านยึดอำนาจมาครับ ปี ๒๕๕๙ กู้เพิ่มขึ้นมา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ขยับมาปี ๒๕๖๐ ท่านกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ท่านกู้ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ลดลงนิดหน่อย แต่สิริรวมแล้วท่านกู้เยอะอยู่ครับ หมายความว่าอะไรครับ การกู้ที่ท่านบอกว่างบกลางจำเป็นไม่มีปัญหาครับ แต่กู้มาแล้วหาสตางค์เป็นหรือเปล่าอันนี้ไม่ แน่ใจ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้กลางวันยังพูดแบบคลุมเครืออยู่หลายประเด็นนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ท่านบอกว่าปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ครับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อหนี้ประมาณ ๑.๖๓ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ แต่ท่านลองดูกราฟิก (Graphic) นี้นะครับ ชาวบ้าน จะได้เข้าใจครับว่า เอ๊ะ ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์กู้เงินมา ๑.๖๓ ล้านล้านบาทครับ แต่ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๒ ท่านก่อหนี้ไปแล้ว ๒.๕ ล้านล้านบาทครับ การกู้หนี้ยืมสินไม่ใช่ปัญหาครับ เขาบอกว่าคนเครดิตดี ท่านประธานครับ แต่สาระสำคัญ ก็คือกู้แล้วหาเงินมาใช้หนี้ได้หรือไม่ ปรากฏว่าท่านพูดไม่ครบครับ ดูนะครับ ปี ๒๕๕๕ หนี้ครัวเรือนก็ว่ากันไป แต่ท่านมาดูตรงนี้ต่อครับ นี่คือกราฟิก (Graphic) ของพวกท่านเลย ทำกันมาในรายงาน ท่านประธานดูตรงนี้นะครับ สีส้ม ๆ นี่คือประมาณการ สีเทา ๆ นี่คือ จัดเก็บรายได้ ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประมาณการไว้ประมาณเท่านี้ประมาณสัก ๑.๗๖ ล้านล้านบาท เก็บได้ประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือประมาณการ การเก็บภาษี พอมาดูยุคท่านอดีตนายกรัฐมนตรีประยุทธ์คนที่แล้วครับ ปี ๒๕๕๗ ท่านดูนะครับ ปรากฏว่าตัวเลขขยับขึ้นไปครับ ประมาณการครับ สูงเกือบ ๒.๕ ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่า ท่านเก็บภาษีได้แค่นี้ ๒.๑ ปีถัดไปก็เหมือนกันท่านดูกราฟิก (Graphic) นะครับ คล้ายกันหมด อันนี้ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้ ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้ ตั้งประมาณการเก็บ จริงได้เท่านี้อีก ตั้งประมาณการเก็บจริงได้เท่านี้อีก ต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาทั้งหมดนะครับ ผมอยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีผ่านทางประธานสภาไปครับว่า ผมไม่มั่นใจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดครับว่าจะสามารถทำวินัยการเงินการคลังตามข้อ ๕ ที่ท่านบอกว่า จะพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทยได้หรือไม่ เพราะอะไรครับ เหตุผลที่ท่านบอกว่าหนี้มันเพิ่มขึ้นไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าท่านหาเงินรายได้จริงจนบางที ผมก็พาลไม่แน่ใจว่า ฝีมือตั้งแต่ท่านสมคิดอยู่กับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้ววันดีคืนดี ก็เดชะบุญท่านไปเป็นคณะกรรมการ คสช. จนกระทั่งวันนี้ท่านมาแทนหม่อมอุ๋ยเข้ามานั่ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี มันเลยทำให้ผมกังขาครับว่าเงินงบประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท เราจะปล่อยให้รองนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานได้หรือ ซึ่งก็แน่นอนครับ ท่านพูดจา โอภาปราศรัยอภิปราย ท่านทำได้ดีครับ ผมยอมรับ แต่เวลาความเชื่อมั่นมันเกิด มันจะเกิดก็ต่อเมื่อประชาชน มีความมั่นใจ การที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์เข้าสู่ระบอบการเลือกตั้ง ก็หมายความว่า ท่านพยายามจะทำให้ประเทศมีความมั่นคงและมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจ แต่ ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ฝ่ายค้านแบบนี้ก็ไม่มี ทำให้ท่านหงุดหงิด แบบนี้ไม่มีอยู่แล้ว ทำไมท่านสมคิดท่านได้ แค่นั้นละครับ เดี๋ยวท่านต้องตอบครับ แล้วที่ท่านพูดไม่หมดนี่ประชาชนเขาเข้าใจว่าท่านเก่ง ถ้าเก่งป่านนี้ประเทศเราก็ จีดีพี (GDP) โตเยอะกว่านี้แล้วนะครับ แล้วเวลาท่านเปรียบ จีดีพี (GDP) ท่านประธานที่เคารพครับ เปรียบ จีดีพี (GDP) ไทยกับประเทศไหนรู้หรือไม่ ประเทศไทย ท่านไม่ได้เปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ท่านบอกว่าประเทศสิงคโปร์เขาเจริญไปไกล อาเซียน (ASEAN) เรามีประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน คำถามต่อมาท่านประธานครับ แล้วเราจะฝากความหวังไว้กับรองนายกรัฐมนตรีที่ดู กระทรวงการคลังได้หรือครับ นอกจากกระทรวงการคลังแล้ว มาดูรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังอีก ยิ่งไปกันใหญ่ครับ พอทำให้เรานึกถึงกระบวนการที่ได้มา ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะฟังที่ท่านอุตตมได้ชี้แจงไปเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมาครับ แต่ผมอยากจะ บอกท่านว่าท่านลองฟังมุมของผมอีกสักเดียวนะครับ แล้วท่านจะเข้าใจ เอาละ ท่านไม่มี ตัวเลือก ถ้าท่านมีตัวเลือก ผมก็เชื่อว่าท่านคงจะเลือก แต่ท่านครับ ภาพลักษณ์ที่ท่านพยายาม บอกมาว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นภาพคนดี คนรอบตัวท่านดี ท่านก็ลองฟังดูว่าดีจริง หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะกระอักกระอ่วนใจ แต่ในวาระเร่งด่วน ข้อ ๑๒ ใน ข้อ ๘ นี่นะครับ และในนโยบายของท่านในข้อ ๑๒ นี่มันล้อกัน เรื่องเดียวกัน นั่นก็คือการดูแลเงินของทั้งประเทศครับ วนไปวนมา เดี๋ยวพอผมพูดเรื่อง กรุงไทย ท่านก็ยกมือประท้วง แต่ท่านลองฟังอีกมุมหนึ่งนะครับ เมื่อหัวค่ำผมฟัง ท่านอุตตมอธิบาย ท่านบอกว่าท่านเป็นกรรมการใน ๕ คน ท่านนายกรัฐมนตรีลองฟัง ประเด็นนี้ให้ดีนะครับ กรรมการ ๕ คนที่ว่าของธนาคารกรุงไทย เวลาเขาตั้งมตินี่เขาก็จะเอา ๒ คน เป็นกรรมการอิสระเข้าไป กรรมการของธนาคาร ๓ คน รวมเป็น ๕ คน เวลาอนุมัติ อะไรท่านทราบความอยู่แล้วต้อง ๕ คน แต่ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เป็น ก็ว่ากันไป ตามกระบวนการหลังจากการปฏิวัติเข้าไปสู่แบงก์ชาติ เรียกไปสอบไปร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ไปร้องจนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเข้าสู่ คตส. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ความผิดต่อรัฐ ในยุคปี ๒๕๔๙ ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีกันก็ว่ากันไปครับ จนกระทั่ง เมื่อหัวค่ำท่านก็อ่านคำพิพากษา ท่านประธานครับ บางเรื่องมันพูดไม่หมด ท่านประธานครับ ราชกิจจานุเบกษา หน้า ๙ เขียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายได้มีมติ ในการประชุม เมื่อวันที่ ๒ เมษายนดังนี้ ก็ว่าไป พูดถึงจำเลยที่ ๒ และ ๔ และนายอุตตม สาวนายน เป็นคณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อทุกประเภทที่มีวงเงิน เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าธนาคารกรุงไทยบอกว่า การจะอนุมัติเงินมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกรรมการ ๕ คน ท่านบอกว่าท่านไม่เกี่ยว ท่านเป็นกรรมการอิสระ ท่านไม่ได้เข้าห้องประชุม หรือท่านเข้า เพราะเอกสารที่เปิดเผย อยู่ในสังคมท่านเซ็นชื่อเป็นผู้เข้าร่วมประชุม แต่การร่วมประชุมของท่าน ท่านจะอนุมัติ ท่านจะเห็นชอบหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาครับ คราวนี้ท่านประธานที่เคารพครับ คำพิพากษา ก็ออกมาค่อนข้างชัดครับ ผมเชื่อว่าท่านก็คงมีที่ผมถืออย่างนี้ แต่ผมอยากจะบอกกับท่าน อย่างนี้ครับว่า การที่ท่านอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ ผมไม่อาจก้าวล่วงได้ครับ เพราะว่า มาหลายกระบวนการ มาตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนไปชั้นตำรวจ จากตำรวจไปชั้นอะไรครับ คตส. คตส. ตั้งคณะอนุกรรมการ ผมไม่เอ่ยชื่อ เป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมรู้จักมักคุ้น เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ปรากฏว่าเท่าที่ทราบความมีการส่งเรื่องต่อไปยัง คณะกรรมการชุดใหญ่ครับ มีชื่อท่านหรือเปล่าละครับ ถ้าท่านทราบความดีก็แล้วแต่ท่าน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ ท่านประธานครับ สาระสำคัญมันอยู่ตรงนี้ว่า เมื่อ คตส. ส่งเข้าสู่กระบวนการอัยการ อัยการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาที่มี คำพิพากษาออกมาที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นี้ ถามว่าแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนโยบายของรัฐบาล เมื่อสักครู่นี้ผมบอกเลยครับ ท่านรองสมคิดบริหารดูกระทรวงการคลัง แล้วท่านอุตตมซึ่งเป็น หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองด้วย ต้องไปดูเงินของคนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่ ของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ของพรรคฝ่ายค้านหรือ ส.ว. หรือใครใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเงิน ของประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาทครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นิโรธ ขอประท้วงครับ
เชิญครับ
ผมขอประท้วงท่านประธานรัฐสภานะครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขอประท้วงท่านผู้ที่กำลังอภิปรายผ่านไป ยังท่านประธานรัฐสภานะครับว่า กำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซ้ำจากผู้อภิปรายคนก่อน แล้วถ้าจะอภิปรายในกรณีคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานว่า ให้ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายถอนจากเอกสิทธิ์ที่จะคุ้มครอง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๔ ข้อ ๑๒๕ ว่าจะไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองถ้าละเมิดไปถึงรัฐมนตรี และเป็นคดีความ อยากจะให้ยืนยันกับท่านประธานรัฐสภาเลยครับ และอนุญาตให้พูด ได้ตลอดเลยครับ
ท่านสมาชิกครับ ประเด็นนั้นไม่มี ประเด็นประท้วงนะครับ ถ้าจะประท้วงก็ควรจะประท้วงว่าพูดซ้ำซาก
ซ้ำซากครับ แต่ถ้าจะอภิปรายต่อเกี่ยวกับคุณสมบัติ ให้ท่านไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง คือยอมสละสิทธิ ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๔ ข้อ ๑๒๕ เลยครับ
ไม่เป็นไรครับ
แล้วว่ากัน ต่อเลย เต็ม ๆ เลยครับ
สมาชิกนั่งเถอะ ไม่เป็นไรครับ รัฐบาล ยังมีเวลาพอเหลืออยู่ แล้วก็ประเด็นนั้นก็ต่อเนื่องที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง และท่านก็มีโอกาส ชี้แจงต่อได้ครับ นั่งเถอะครับ เชิญครับ อย่าซ้ำซากมาก อย่าซ้ำมากนักครับ
ท่านประธานผมอยู่ในเวลานะครับ ขออภัยท่านประธานที่ต้องใช้เวลานี้ในการชี้แจง เพราะว่า ฝ่ายค้านก็ทำงานตรวจสอบ ขออภัยท่านนะครับ จริง ๆ รบกวนท่านฟังในประเด็นที่มัน จะเกี่ยวโยงกันนะครับ ผมกำลังอภิปรายในเรื่องของงบของกระทรวงการคลัง นโยบายนะครับ เพราะว่าท่านเป็นคนดูแลเงิน ถ้าที่ท่านมาของท่านคลีน (Clean) ตามที่ท่านว่าก็ไม่มีปัญหาครับ จบกันครับ สุดท้ายปลายทาง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อหัวค่ำท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง อุตตม ท่านหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพูดบอกว่า ก็ผมไม่ผิด ผมไม่ได้ บอกว่าท่านผิดนะครับ เพราะคำพิพากษาที่ออกมาเขาก็ไม่ได้บอกว่าท่านผิดเลย ผมไม่ได้ บอกเลยว่าท่านผิด ท่านบอกว่านี่ท่านได้โน่นได้นี่ได้นั่น ก็แล้วแต่ท่านครับ แต่ผมกำลัง จะบอกในข้อนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีลองฟังดูนะครับ การจะผิดหรือไม่ผิดไม่ใช่สาระสำคัญ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะมีคำพิพากษา แต่ความเป็น นายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมีความสง่างาม เพราะคณะลูกขุน ของท่านซึ่งจะบริหารราชการแผ่นดินจะต้องโปร่งใส และเข้าข้อบังคับต่าง ๆ ที่ผมจะพูด ดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ผมถามว่ามาตรฐานทางจริยธรรมที่ว่านี่ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองไปแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบ ท่านไม่ได้ผิดนะครับท่านประธาน แต่ผมถามท่านเถอะที่ท่านบอกว่า ๕ คน เวลาเซ็นเช็คเขาบอกว่าให้เซ็น ๕ คน แล้วท่านปล่อยให้มันผ่านไปแค่ ๓ คนได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกท่านผิด แต่ผมสงสัยว่า ๕ คนที่เขาบอกว่าต้องเห็นชอบทั้งหมดเวลา อนุมัติเงินเกินกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๕ คนนี้ท่านปล่อยไปได้อย่างไร ให้ ๓ คนไปอนุมัติเงิน ๙,๙๐๐ ล้านบาทจากธนาคารกรุงไทย หมายความว่าท่านปล่อยผ่าน ท่านไม่ได้ทักท้วง ๓-๔ วันที่ผ่านมานี้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่กล้าเซ็นงบประมาณบางอย่าง ลาออกครับ ประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เพราะว่าไม่ทราบว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ อีกหน่อยท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะลำบากถ้าหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นอะไรแล้วไม่ยับยั้งห้ามปราม หมายความว่าท่านสมรู้ร่วมคิดนะครับ สาระมันอยู่ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกว่า ท่านถูก ท่านผิด เอาละ ท่านต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายแล้วศาลท่านพิพากษาว่า ท่านไม่มีความผิดก็เรื่องของท่าน ก็ไปว่ากันในอนาคต แต่สาระสำคัญอย่างที่ผมบอกครับ ท่านตอบหน่อยเถอะครับว่า เมื่อท่านบอกว่าท่านเป็นกรรมการอิสระ คำถามต่อมาก็คือ ๕ คน ในกรรมการอิสระนี้ ทำไมท่านไม่ทักท้วง ท่านบอกทักท้วงด้วยวาจา ไหนละหลักฐาน ท่านได้แต่ให้การกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไปให้การกับคณะทางโน้นว่าท่านทักท้วงแล้ว แต่เอกสารท่านเข้าร่วมประชุม ท่านประธานที่เคารพครับ วิธีการง่าย ๆ ของท่านอุตตม ในขณะนั้น และท่านจะต้องไปทำงานให้กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไปนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายอะไรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไว้ใจได้หรือครับ วันดีคืนดีท่านมอบหมาย ท่านอุตตมท่านไปพิจารณาโครงการนี้หน่อย เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรรมการ ๕ ท่านนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นไร ท่านครับ ผมไม่ได้เป็นกรรมการแล้วผมออกไป นอกห้อง มีไอ้โม่งมา ยิ่งมีไอ้โม่งมา ยิ่งท่านไปอ้างถึงใครจะมาสั่ง บิ๊กบอส (Big Boss) ท่านต้องห้ามปรามด้วยเชิงสัญลักษณ์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ นี้ ลงเป็นเอกสารได้ ท่านประธานครับ มันจึงทำให้ประชาชนสงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีเลือกคุณอุตตมมานี่ ท่านขัดมาตรฐาน จริยธรรม ส่วนจะผิดหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของศาล สุดท้ายปลายทางครับ ผมอยากจะให้ท่าน ชี้แจงหน่อยครับว่า ทำไมวันนั้นท่านจึงไม่ยับยั้งในการที่เขาเซ็นอนุมัติ ถ้าวันนั้นท่านบอก กรรมการไม่ครบ ๕ คน ผมไม่เกี่ยวนะ ผมไม่เห็นด้วยนะ ผมบันทึกนะ ผมลาออกจาก กรรมการนะ กู้ไม่ได้ ท่านประธานครับ แล้วก็ไม่เกิดเรื่องจนวันนี้ หรือท่านบอกว่าบิ๊กบอส (Big Boss) ท่านจะไม่อ้างว่า บิ๊กบอส (Big Boss) มาจากไหน ถ้าบิ๊กบอส (Big Boss) สั่งมัน ต้องลาออกแบบรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครับ ผมจึงเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่าน นายกรัฐมนตรีว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของคณะรัฐมนตรีของท่านอันตรายกับตัวท่านครับ อีกหน่อยท่านไว้ใจเขาไม่ได้นะครับ เขาพิจารณางบประมาณ แล้วท่านนายกจะไปทำ ทุกอย่างไม่ได้ แล้วท่านจะไว้ใจได้เหรอครับ เกิดเข้าห้องประชุมเซ็นชื่อ แต่ออกกลับไปบ้าน มาอีกทีบอกไม่รู้ มันเซ็นไปแล้ว อย่างนี้ได้หรือครับท่านประธานครับ สุดท้ายผมขอให้ ท่านสมคิดได้อธิบายเรื่องเมื่อสักครู่นี้นะครับ ประชาชนจะได้เข้าใจ แล้วก็เรื่องของท่านอุตตม ย้ำนะครับ พวกผมไม่ได้บอกว่าท่านผิด แต่ผมบอกว่าท่านขัดจริยธรรมตาม ครม. ที่ควรจะเป็น ยกตัวอย่างอย่างที่ผมบอกแล้ว ท่านต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองไป แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ นี่ท่านยอมให้คนอื่นใช้ตำแหน่งนะครับ อันตรายนะครับ ท่านประธาน จึงขอฝากท่านถามอุตตมผ่านท่านประธานสภา ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านจะตอบก็ได้ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผมขอชี้แจงดังนี้นะครับ ถ้าท่านพูด เรื่องของจริยธรรมผมกราบเรียนไปแล้วนะครับ ว่าประเด็นแรกเลยผมได้ทำตามมาตรฐาน จริยธรรมอย่างเต็มที่ในขณะนั้นนะครับ ได้ทำการทักท้วงในที่ประชุม ท่านบอกว่า ไม่มีหลักฐาน ผมเรียนอย่างนี้ การทักท้วงทำได้หลายรูปแบบไม่มีตรงไหนของกฎระเบียบ ธนาคารกรุงไทยในขณะนั้นเลยที่บอกว่า กรรมการจะต้องมีการบันทึกลงไป ไม่มี แล้วถ้ามีจริง ท่านคิดหรือครับว่า หน่วยงานตรวจสอบอิสระระดับธนาคารแห่งประเทศไทย ระดับ ป.ป.ช. คตส. เขาจะไม่คิดแบบท่าน เขาคิดไม่ได้แบบท่านหรือ เขาคิดได้ทั้งนั้นครับ เขาเป็น ผู้ตรวจสอบมืออาชีพ เขาคิดแล้วเขาสอบสวนแล้ว ทั้งพยานทั้งหลายที่เป็นที่ประจักษ์ เขาถึงวินิจฉัยว่า ผมได้ทำหน้าที่ ได้ทำตามมาตรฐานจริยธรรมและรับผิดชอบแล้ว ท่านมีสิทธิคิดของท่าน ท่านมีสิทธิพูด แต่ผมคิดว่าสังคมเป็นคนตัดสินเองครับ ผมอธิบายแล้ว ท่านก็อธิบายของท่านก็ให้สังคมตัดสินครับว่า ผมมีจริยธรรมหรือเปล่าในการที่ทักท้วง แล้วไปหาแบงก์ชาติเอง บอกว่าอันนี้มีข้อมูลที่ไม่ปกติถ้าผมขาดจริยธรรมสิครับ ผมเฉย ๆ ก็ได้ แล้วบอกไม่รู้นะครับ แล้วที่ท่านบอกว่ามีคำสั่งมอบอำนาจมาจริง เท่าที่ผม ทราบจริง แต่ไม่มีตรงไหนที่บอกนะครับว่า ต้องเป็นฉันทามติของทั้งหมด ไม่ได้บอก คำสั่ง ไม่ได้บอกมอบอำนาจจากกรรมการใหญ่ให้กรรมการบริหารเป็นคนพิจารณาสินเชื่อ ไปดูได้ครับสมัยนั้น สมัยนี้อาจจะแตกต่าง แต่สมัยนั้นการปฏิบัติเป็นเช่นนั้น และผมก็ทำ หน้าที่ในสมัยนั้นอย่างเต็มที่ อย่างที่ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบยุติธรรม เขาตรวจสอบอย่างมืออาชีพ ถ้าเขาเห็นประเด็นอย่างที่ท่านกล่าวอ้างหรือท่านพยายามจะพูด ผมไม่อยากใช้คำว่า บิดเบือน เป็นสิทธิของท่านที่คิดได้ ถ้าเขาเห็น เขาจัดการผมไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นให้สังคมเป็นคนตัดสินเถอะครับ ว่าเป็นอย่างไรในการที่ผมปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น ท่านบอกว่าถูกผิดไม่สำคัญ แต่ก่อนหน้านี้ผมก็ติดตามข่าวนะครับ ผมไม่เอ่ยชื่อท่าน ก็บอกว่า น่าจะผิด วันนี้มาบอกไม่ใช่เรื่องถูกผิด ก็ไม่เป็นไร แต่ให้ดูภาพแล้วกันว่าผมทำอย่างไร ปฏิบัติตนอย่างไร การที่กระบวนการตรวจสอบชี้ชัดมีหลักฐานประจักษ์ว่าผมไม่ผิด ท่านบอก ไม่เกี่ยว ผมว่าเกี่ยว ไม่ผิดเพราะอะไร ไม่ใช่แค่บอกว่าผิดถูก ไม่เป็นไร แต่เมื่อก่อนหน้านี้ บอกผิดแน่ ๆ ชี้ไปโน่น วันนี้พอเห็นพยานหลักฐานมาบอกว่าไม่ใช่เรื่องผิดถูกแล้ว แต่เรื่องของ ขาดจริยธรรม ผมก็กราบเรียนเท่านี้นะครับว่ากระบวนการอย่างที่ท่านเห็นยุติธรรม ผมผ่านมาหมดแล้ว แล้วผมก็ต้องพูดว่าสังคมก็น่าจะมีความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมนั้น มิฉะนั้นสังคมก็อยู่ไม่ได้ แต่ท่านมีสิทธิคิดได้ ท่านพูดได้ ก็ให้สังคมตัดสินนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต พรรคร่วมรัฐบาลมีอีกหลายท่านเลยนะครับ แต่ว่าแต่ละท่านนั้นขอมา ๓ นาที ๕ นาที อย่างนั้น ช่วงนี้อนุญาตขอท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ๓ นาที ท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๕ นาที ท่านบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๕ นาที ท่านชัยชนะ เดชเดโช ๓ นาที เชิญนะครับ ท่านประมวล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล กระผมจะเติมเต็มแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรเพื่อให้มีการอยู่ดีกินดีเพิ่มขึ้น ผมมีเวลา ๓ นาที ผมขอพูดสั้น ๆ และกระชับ อย่างเช่นสินค้าเกษตรหลายตัวซึ่งผลิตภายในประเทศ ผลิตน้อยกว่าความต้องการ แต่ราคาตกต่ำราคาถูก ผมยกตัวอย่างเช่น มะพร้าว ซึ่งผลิต ในประเทศได้ ๘๐๐,๐๐๐ ตัน แต่ความต้องการภายในประเทศ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ตัน แต่ราคา มะพร้าวตกต่ำตลอด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปถึงคณะรัฐมนตรีว่า ให้ตรวจสอบดูแลการลักลอบนำสินค้าเกษตรหลาย ๆ ตัว อย่างเช่น ปาล์มด้วย ณ ปัจจุบัน และการอนุมัตินำมะพร้าวเข้าหรือสินค้าเกษตรเข้าอีกหลายตัว เพื่อให้ราคาสมดุลกัน เพื่อให้ เกษตรกรอยู่ได้และโรงงานอยู่ได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปถึง คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้ช่วยสอดส่องดูแลเข้มงวดในการลักลอบ นำมะพร้าวหรือลักลอบพืชต่าง ๆ เข้ามาภายในประเทศหรือการอนุมัติเข้ามา เพราะจะ ทำลายหรือทุบราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศให้ตกต่ำ
ส่วนข้อที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เพื่อต้องการเสริมรายได้การท่องเที่ยว ผมอยากให้ยกเลิกเวลาบริการ คือเวลาการท่องเที่ยวของเมืองหลัก จากที่เราปิด ๐๑.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้เสริมสร้างรายได้ให้กับ การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ๒ ข้อ
ส่วนข้อที่ ๓ ข้อสุดท้าย ถนนสายใต้ สายหมายเลขที่ ๔ ไปสุดที่สุไหงโก-ลก ผมอยากเรียนท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถ้ามีโอกาสเป็นไปได้ ให้เปิดถนนอีกเส้นหนึ่งอาจจะเลียบภูเขาชายแดนของประเทศพม่า เพราะตอนนี้ทาง กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็ได้สำรวจพื้นที่เพื่อให้บรรเทาการจราจรแออัด ในถนนเพชรเกษม คือถนนสายหมายเลข ๔ ผมขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ คุณวรศิษฎ์
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงท่านคณะรัฐมนตรีทุกคนที่วันนี้ก็ยังปักหลักนั่งฟังการอภิปรายของพี่น้องสมาชิก ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาดึกแล้วก็ตาม แล้วนอกจากนั้นก็ต้องขอขอบคุณที่ได้เห็นถึงความสำคัญ ของนโยบายของพรรคภูมิใจไทยทั้ง ๑๒ ข้อ แล้วก็ได้บรรจุลงไปในนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ พรรคภูมิใจไทยได้ให้ความสำคัญมาก ๆ ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล เองก็ได้เดินทางลงไปรับฟังปัญหานี้ด้วยตัวท่านเอง ก่อนอื่นผมขออนุญาตย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ครับว่าที่มาที่ไปของปัญหานี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในปี ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปหรือว่า อียู (EU) ได้มีการประกาศให้ใบเหลืองกับประเทศไทย เพราะ อียู (EU) บอกว่าวันนี้ประเทศไทยมีการ ทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการดูแลและไร้การควบคุม ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเองมีความจำเป็น ที่จะต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะว่าถ้าวันนี้ยังไม่แก้ปัญหา สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ประเทศไทยจะไม่สามารถส่งออกสินค้าทะเลไปยังสหภาพยุโรปได้ และสุดท้ายในปี ๒๕๖๒ อียู (EU) ก็มีการประกาศปลดใบเหลืองให้กับประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จ ในการแก้ปัญหาประมงของคนไทย แต่ท่านเชื่อไหมว่าในการแก้ปัญหาครั้งนี้พี่น้อง ชาวประมงต้องประสบพบเจอกับความเจ็บปวด เจอกับปัญหาหลาย ๆ อย่าง ณ วันนี้เอง ชาวประมงที่ยังเหลืออยู่ ต้องบอกว่าพยายามทุกวิถีทางที่จะทำประมงแบบถูกกฎหมาย ไม่มีใครที่ต้องการทำประมงแบบผิดกฎหมาย เพราะว่าโทษหนักมาก โดนปรับหลักแสน หลักล้าน หรือแม้กระทั่ง ๑๐ ล้านบาทก็ตาม เผลอ ๆ อาจจะมีโทษจำคุกด้วย ไม่มีใคร ที่อยากจะทำผิดกฎหมาย แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าตอนนี้พวกเขาเหล่านี้กำลังเจอ ปัญหาที่หนักมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ปัญหากฎหมาย ต่าง ๆ ที่ออกมาเกินความจำเป็นจนไปบิดเบือนสภาพวิถีชีวิตของพี่น้องชาวประมง รวมไปถึง ปัญหาในภาคแรงงานและปัญหาการจดทะเบียนเรือและพื้นที่ทำมาหากินของพี่น้อง ชาวประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน
ในส่วนของตัวผมเองก็อยากจะมีข้อแนะนำสัก ๒ ข้อว่าในการแก้ปัญหา ผมเองกับทางคณะ ส.ส. พรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ก็ได้มีการสรุปกันดังนี้ว่า ในการแก้ปัญหา ควรที่จะมีการแบ่งเป็น ๒ ระยะ นั่นก็คือในระยะเร่งด่วนและในระยะยาว ในระยะเร่งด่วน วันนี้เราควรที่จะมีการแก้ปัญหาในเรื่องของภาคแรงงาน ซึ่งมีการขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายในบางข้อ ผมย้ำครับท่านประธานว่าแค่ในบางข้อเท่านั้น เพราะว่าข้อที่ออกมาแล้วที่ดี ๆ ก็มีอยู่เยอะ เพียงแต่เลือกเฉพาะในส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำประมงเข้ามามีส่วนร่วมในการออก กฎหมายฉบับนี้ด้วยนะครับ แล้วเราจะได้กฎหมายที่มีคุณภาพนะครับ
ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะยาว วันนี้เราควรที่จะมีตั้งสภาประมงแห่งชาติ เพื่อใช้ในการปรึกษาหารือครับ กำหนดแนวทางรวมไปถึงการเชื่อมต่อกับรัฐบาล ซึ่งจะประกอบไปด้วยบุคลากรในภาคต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับพี่น้องชาวประมง นอกจากนั้นควรที่จะมีการตั้งกองทุนอนุรักษ์ทะเลและพัฒนาประมงไทย ซึ่งจะมีหน้าที่ ในการให้ความช่วยเหลือและดูแลพี่น้องชาวประมงที่เกิดความเดือดร้อน รวมไปถึง การส่งเสริมการทำประมงแบบยั่งยืน ท่านประธานครับ ผมยังมั่นใจนะครับว่าวันนี้ถ้ารัฐบาล ให้ความสำคัญอย่างจริงใจกับพี่น้องชาวประมง วันนี้เราสามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับ พี่น้องชาวประมงได้ ควบคู่ไปกับการทำประมงแบบถูกต้องตามกฎหมายและยั่งยืนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปครับ ท่านบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๒ วันมานี้ผมได้เช็ก (Check) รายชื่อแล้ว ทางพรรคพลังประชารัฐได้ลุกขึ้นอภิปราย ๕ คนในทั้งหมด ๑๐๐ กว่าคนที่เป็นสมาชิก ของพรรค น้อง ๆ หลายคนอยากอภิปราย เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียนท่านประธาน ผมสละสิทธิให้น้องกุลวลีครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านบุญสิงห์ ด้วยนะคะ เป็นพี่ที่น่ารักของน้อง น้องเองก็เตรียมการมา แล้วก็ขอโอกาสนี้กับสภาด้วยค่ะ ตามรายงานแถลงนโยบาย นโยบายหลัก ๑๒ ด้านของคณะรัฐมนตรี ข้อ ๕.๖.๓ การเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ก่อนที่ดิฉันจะเข้าสู่ หัวข้อนี้ขออนุญาตเท้าความสักเล็กน้อยนะคะ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ตำบลสามเรือน ตำบลพิกุลทอง ตำบลหินกอง เป็นพื้นที่ที่มีผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ไอพีพี (IPP) ซึ่งเป็นพลังงานความร้อนร่วม เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้แก๊สธรรมชาติ จากทางประเทศพม่ามาทางอีต่อง จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงสำรอง ก็คือใช้ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง โดย ไอพีพี (IPP) นี้มี ๓ แห่ง แห่งแรก บริษัท ผลิตไฟฟ้า ราชบุรี จำกัด มีกำลังการผลิตอยู่ ๓,๖๔๕ เมกะวัตต์ ตั้งในพื้นที่ตำบลสามเรือน ตำบลพิกุล ทอง ๒. บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด กำลังการผลิตอยู่ที่ ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ ๓. บริษัท ไตรเอนเนอจี้ จำกัด ตำบลหินกอง กำลังการผลิตอยูที่ ๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งรวมกำลังการผลิต แล้วจะมีอยู่ที่ ๕,๗๔๕ เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กบง. เองก็ได้มีการอนุมัติให้มีการ สร้างทดแทนโรงไฟฟ้า ไตรเอนเนอจี้ ตำบลหินกอง กำลังการผลิตอยู่ที่ ๗๐๐ เมกะวัตต์ เนื่องจากว่าที่บริษัท ไตรเอนเนอจี้ จำกัด จะหมดสัญญาในปี ๒๕๖๓ ซึ่งตามแผน พีดีพี (PDP) ๒๐๑๘ ที่กำหนดโดย กพช. ด้านความมั่นคงของพลังงานเพื่อรองรับการเติบโต ของเศรษฐกิจและชุมชน ก็กำหนดให้มีการสร้างเพิ่มอีก ๑ โรงในพื้นที่เดิมของตำบลหินกอง อีก ๗๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งถามว่าถ้าหากรวมตรงนี้เพิ่มเข้าไปแล้วกำลังการผลิตจะรวมทั้งสิ้น ๖,๔๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าจังหวัดราชบุรีน่าจะเป็นจังหวัดที่มีโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิต น่าจะมากที่สุดในประเทศไทย เป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี เป็นอย่างยิ่งนะคะ ซึ่งถามว่าที่ผ่านมามีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร กกพ. เองก็พยายามที่จะ สร้างแรงจูงใจโดยการมีการออกระเบียบว่าด้วยเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยให้โรงไฟฟ้า นำเงินเข้ากองทุนตามปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ และตามชนิดเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้า อย่างเช่นในจังหวัดราชบุรีใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โรงไฟฟ้าก็จะต้องจ่ายเข้าที่กองทุน ๑ สตางค์ต่อหน่วย แต่ถ้าเป็นที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ก็จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตกระแสไฟฟ้าก็จะต้องจ่ายอยู่ที่ ๒ สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากแอสซูม (Assume) ว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างที่จะสกปรกกว่าเลยต้องจ่ายมากกว่า ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดตั้ง กองทุนแน่นอนการสร้างโรงไฟฟ้าจะต้องสร้างปัญหาให้กับพื้นที่ ทั้งดิน น้ำ อากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน แหล่งน้ำ แล้วก็อากาศในการสูดลมหายใจ คนในชุมชนได้รับ ผลกระทบ แล้วพื้นที่จังหวัดราชบุรีเองก็เป็นพื้นที่ที่เพาะปลูกทางด้านการเกษตร ก็ย่อมได้รับ ผลกระทบด้วยเช่นกัน กองทุนนี้ก็สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเยียวยาคนที่อยู่รอบ ๆ พื้นที่ โรงไฟฟ้า แต่ว่าที่ผ่านมามีปัญหาในการใช้เงินกองทุนไฟฟ้านะคะ ระเบียบที่ กกพ. จัดตั้ง ขึ้นมาเพื่อบริหารเงินกองทุนไฟฟ้ามีปัญหามาโดยตลอด หมายความว่าชุมชนไม่สามารถที่จะ นำเงินกองทุนไฟฟ้านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นก็คือ กองทุนไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นคือเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ที่ผ่านมาพี่น้องชาวตำบลหินกอง นำโดยท่านกำนัน ประพันธ์ บุญพริ้ง ท่านรองนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เทียม ทิมทอง ก็ได้นำคณะ ม็อบมาขับไล่ตัวแทนของ กกพ. เขต ๑๐ ก็คือท่าน ผอ. กกพ. เขต ๑๐ ดิฉันเองก็ไปรับ หนังสือด้วยเช่นกัน ดิฉันจึงเห็นสมควรว่า กกพ. ควรที่จะมีการทบทวน แล้วก็แก้ไขการ กำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติของการใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และนำผลที่ สปท. หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขอ อนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เป็นผู้คัดเลือกสมาชิก สปท. ซึ่งคณะนี้ก็มีมันสมองที่ดีเยี่ยมนะคะ เพราะว่าปัญหาที่ สปท. รายงานท่านนายกรัฐมนตรีไปซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ ในด้านของการปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งแนวทางที่เสนอไป อาทิเช่น ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ในรูปเม็ดเงินที่บางประเทศใช้อยู่ เช่น ในประเทศแคนาดา ประเทศ สหรัฐอเมริกา คนในชุมชนได้รับหุ้นเป็นรายครัวเรือน นั่นหมายความว่ามีการจ่ายเงินปันผล มีความเป็นองค์กร มีความรักองค์กรเนื่องจากว่าเขาได้รับเงินปันผล มีความเป็นส่วนของ เจ้าของนะคะ
พอเถอะครับ พอก่อน เพื่อน ๆ อยู่อันดับหลังอีกหลายคนครับ
ขอบพระคุณ ท่านที่ให้โอกาส แล้วก็ขออนุญาตฝากท่านประธานนะคะ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
ถือว่านางสาวกุลวลี อันดับที่ ๒๙ มาแทนผู้สละสิทธิ สลับกับคุณบุญสิงห์นะครับ ต่อไปคุณชัยชนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชม นโยบายภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เสนอนโยบาย ต่อสภาแห่งนี้ ๑๒ ด้านหลัก และ ๑๒ ข้อเร่งด่วน และในวันนี้กระผมเองจะอภิปราย ในข้อที่ ๑๑ ในการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ในข้อย่อยที่ ๑๑.๘ คือการกระจายอำนาจ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับการกระจายอำนาจนับตั้งแต่เริ่มต้นยุค ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๐ มีการกระจายอำนาจยกสถานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล ยกสถานะสภาจังหวัดเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ยกสถานะสภาตำบลเป็นองค์การ บริหารส่วนตำบล หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาในนโยบายการกระจายอำนาจของยุคสมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมีการกำหนดไว้ว่า ต้องอุดหนุนเงินงบประมาณให้กับท้องถิ่นให้ครบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ผมก็ดีใจครับ ที่รัฐบาลนี้ได้นำนโยบายการกระจายอำนาจได้บรรจุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อสภาแห่งนี้ แล้วก็ได้บอกว่า สนับสนุนให้ท้องถิ่นได้มีการจัดการตนเอง ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าในข้อเท็จจริงประเทศไทยเรามีความเจริญก้าวหน้า ก็เพราะเมื่อเรามีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ท้องถิ่นได้ดูแลพี่น้องประชาชน อย่างใกล้ชิด ในการมีภัยพิบัติเบื้องต้นก็ดี หรือมีอุทกภัยเบื้องต้นก็ดี เป็นสิ่งที่ท้องถิ่น ได้ร่วมกันดูแลเบื้องต้น การที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาทำหน้าที่บริหาร ราชการในห้วงเวลา ๔ ปีนี้ที่จะเดินหน้าไปข้างหน้า เพื่อเดินหน้าประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน สู่เมืองมหานคร ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นรัฐบาลนี้อุดหนุนสถานะการเงิน การคลัง งบประมาณให้กับท้องถิ่นครบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ประกาศไว้ และอยากจะเห็นท้องถิ่น จัดการตนเองได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเมื่อไรที่ประเทศไทยเราผลักดันไปจนสู่ประเทศ ที่ท้องถิ่นจัดการตนเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรามีปัญหาเรื่องพืชผลทางการเกษตรเช่นที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าปัญหาราคายาง ปาล์ม ราคามังคุด พืชผลไม้ต่าง ๆ ท้องถิ่นจะได้เข้าไป จัดการเบื้องต้นได้ สิ่งนี้ผมอยากฝากรัฐบาลให้ช่วยพิจารณาและดำเนินการทำงานอย่างมั่นคง และจริงใจในการที่จะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นของในประเทศไทยมีการจัดการตนเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ วุฒิสมาชิก ท่านวันชัย สอนศิริ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตอนแรก ผมตั้งใจว่าจะอภิปรายใน ๓ ประเด็น คือ ๑. เรื่องความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่ง ของรัฐบาลนี้ ๒. เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และประการที่ ๓ นั้น คือเรื่องตัวของรัฐมนตรี ผู้จะปฏิบัติตามนโยบาย แต่ท่านประธานครับ ผมเองได้ฟังการชี้แจง ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แสดงออกถึงความจริงจังทั้งในอดีต และแนวทางในอนาคตด้วยความเข้มแข็งแล้วก็เด็ดขาด รวมทั้งการชี้แจงของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แล้ว ประเด็นเหล่านี้แทบจะไม่ต้องอภิปรายแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งที่ท่านตั้งใจมีความมุ่งมั่นนั้น ผมว่านโยบายนั้นแทบจะสำเร็จเกือบเกินกว่าที่จะพูดในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องความสงบเรียบร้อย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็น เรื่องสำคัญที่เป็นจุดแข็งของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำให้ พี่น้องประชาชนนี้เลือกมาเป็นจำนวนมาก เหตุเพราะนโยบายหรือการปฏิบัติมาในอดีตนั้น คือเรื่องความสงบเรียบร้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองนึกภาพดูนะครับว่า ภาวะเศรษฐกิจของบ้านเมืองเราจะดีขนาดไหนก็ตาม ประชาชนจะกินอยู่ดีขนาดไหนก็ตาม แต่คนในชาติทะเลาะเบาะแว้งกัน แตกแยก แตกสามัคคี แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย อะไร จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ความหายนะก็เกิดขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แต่ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมานั้น เรื่องนี้รัฐบาลที่ผ่านมาและเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ความสงบ เรียบร้อยนั้นที่เป็นปัญหาจนกระทั่งรองนายกรัฐมนตรีสมคิดบอกว่า เศรษฐกิจเราแทบจะเป็นศูนย์นั้น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้นแทบจะไม่มี แบ่งสี แบ่งฝัก แบ่งฝ่ายกันจนกระทั่งบางจังหวัดเราไม่สามารถไปได้ครับท่านประธาน ตัวท่านประธานเอง ขออภัยนะครับท่านประธาน สมัยหาเสียงที่บางจังหวัดท่านประธานยัง โดนขว้างไข่เลยครับ แปลว่าบางจังหวัดบางพื้นที่แบ่งภาคกันแบ่งสีแบ่งฝ่ายกัน จนทำให้เกิด ปัญหาอันสำคัญแยกกันเป็นจังหวัดโน้น เป็นภาคโน้น เป็นพื้นที่ซึ่งมีปัญหาก่อให้เกิด ความแตกแยก แต่ตั้งแต่มีรัฐบาลชุดที่แล้วและเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้เรา มีความมั่นใจว่าการแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งสีนั้น จะทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดความมั่นคง กับประเทศ คนในชาติถ้ามีความรัก มีความสามัคคีไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่แตกแยกกัน ผมเชื่อเหลือเกินว่านี่ละครับจะทำให้เราเกิดความมั่นคงมั่งคั่งได้ ท่านประธานที่เคารพครับ และบรรยากาศทางการเมืองก็สำคัญ ดูจากบรรยากาศทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๒ วันครับ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้บรรยากาศนั้นรู้สึกเป็นกันเอง ผิดกับสมัยที่ผมเป็น ส.ว. สมัยครั้งแรกครับ มาประชุมสภาเหมือนเราจะมารบกันนะครับ ท่านประธาน แตกแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่ายกันชัดเจน แต่พอมายุคนี้สมัยนี้บรรยากาศ ในสภานั้นพูดจากันด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ด้วยความมิตรไมตรี เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าสภามีความรักมีความสามัคคีกันเสียแล้ว ชาวบ้านก็ไม่ทะเลาะกัน เพราะจริง ๆ บางครั้ง ก็เกิดจากการทะเลาะในสภาขยายไปวงนอก จนกระทั่งไปชาวบ้านชาวเมืองกันไปหมด แต่บรรยากาศเห็นมา ๒ วัน ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายเป็นต้นมานั้น แม้ว่าจะมีรุนแรงอะไรไปบ้าง แต่เป็นบรรยากาศที่ดูแล้วเป็นมิตรไมตรี สร้างความรัก ความสามัคคีอย่างดียิ่งครับ อันนี้ผมคิดว่าประเด็นนี้จะเป็นจุดแข็งอันสำคัญที่จะทำ ให้เกิดความมั่นคงและเกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านเขียนไว้ชัดเจน เลยนะครับบอกว่า จะสร้างจิตสำนึกกระตุ้นเตือนสร้างค่านิยมในเรื่องการปฏิเสธการทุจริต คอร์รัปชันตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านนายกรัฐมนตรี และท่านทั้งหลายคงเคยเห็น การโฆษณาครับ ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ให้เหล้าเท่ากับแช่งนี่สร้างจิตสำนึกได้ดีมาก เพราะฉะนั้น ค่านิยมที่เรานิยมคนมีอำนาจ คนมีเงิน ไม่ว่าคุณจะโกง คุณทุจริต คุณคอร์รัปชันมา แต่วันหนึ่งมีอำนาจมีเงินเราก็เคารพนับถือกัน ตรงนี้ผมว่ายิ่งใหญ่กว่ากฎหมายนะครับ รัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นได้สร้างเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นการปฏิรูป เบื้องต้นก็คือออกกฎหมายที่รุนแรง และมีกระบวนการดำเนินการตามกฎหมายที่รวดเร็ว ทั้งตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีอาญานี่นะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่านี่เป็น มาตรการในเบื้องต้นและก็ได้ดำเนินการแล้ว แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ในเรื่องสร้างจิตสำนึก ถ้าตราบใดก็ตามถ้าทางรัฐบาลนั้นสร้างจิตสำนึกได้ จนกระทั่งว่าเห็น ขอโทษนะครับ เห็นว่านักการเมือง เห็นว่าข้าราชการคนนี้ทุจริต ปฏิเสธ เราไม่ยอมรับ ไม่เชิญมางานบุญ มางานบวช มางานแต่งงาน มาเผาพ่อ เผาแม่เรา เพราะเป็นนักการเมืองที่ทุจริต เป็นข้าราชการที่ทุจริต ถ้าเราสร้างจิตสำนึกอย่างนี้ ได้เหมือนกับ ให้เหล้าเท่ากับแช่ง เมื่อนั้นแหละผมว่าจะเป็นการต่อต้านหรือการปราบปราม การทุจริตที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญมากกว่า กฎหมาย เพราะอะไรครับ เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นทุกกระทรวง ทบวง กรมเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงศึกษาธิการของคุณหญิงกัลยา ท่านรัฐมนตรีนี่ละครับ ถ้าสร้าง จิตสำนึกตั้งแต่เด็กได้ ให้ปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชันได้ โกงเลือกตั้ง ได้เป็นนายกเทศมนตรี เราก็คารวะ ไม่มาเผาพ่อ เผาแม่ เราต้องรอ โกงเงินภาษีอากร เป็นนายก อบต. งบประมาณ แผ่นดิน อบจ. เทศบาล หรือรัฐมนตรีในอดีต เราก็คารวะกับคนเหล่านี้ ผมว่าถ้าเราสร้าง จิตสำนึกจนกระทั่งปฏิเสธ ขออภัยนะครับ คนเลว คนชั่ว ที่มาจากการทุจริตคอร์รัปชัน ได้เมื่อไร ผมถือว่าเป็นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ครับ ผมอยากเห็นเรื่องนี้ครับ แล้วอยากเห็นเหมือนกับคน ปฏิเสธคนสูบบุหรี่ เดี๋ยวนี้คนสูบบุหรี่จะไม่มีที่ยืนแล้วครับท่านประธาน ถ้าการปราบปราม การทุจริตสร้างจิตสำนึกตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ทำได้อย่างนี้ขึ้นมาเมื่อไรล่ะครับ ผมถือว่านี่คือการประสบความสำเร็จในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างจริงจังครับ ผมเองนั้นไม่อยากรบกวนเวลาของท่านประธานมากนัก แต่อยากจะกราบเรียนว่านโยบายจะดี ประเสริฐ เลิศหรูอลังการอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าผู้ปฏิบัติโกงกินทุจริตคอร์รัปชัน ผมดีใจครับ ท่านประธาน ได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีถาวร ท่านบอกคุณวันชัย เสียงปริ่มน้ำนี่มันดีนะ มันเหมือนบัวปริ่มน้ำ ที่กำลังจะโผล่วันพรุ่งนี้ ถ้าบัวใต้น้ำเมื่อไรไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นที่สำคัญ ท่านรัฐมนตรีถาวรพูดกับผมครับ เสียงปริ่มน้ำมันอยู่ได้ มีอย่างเดียวรัฐมนตรีต้องไม่ทุจริต และรัฐมนตรีต้องไม่คอร์รัปชัน ถ้ารัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชันให้เสียงมากขนาดไหนจะเกินน้ำ ขนาดไหนก็คว่ำ ท่านพูดกับผมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมีตัวอย่างมาเยอะแล้วที่รัฐมนตรีติดคุก เห็นกันจะ ๆ หลัด ๆ อยู่ ไม่ติดคุกก็หนีคุกหนีตะรางไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าหัวไม่กระดิก หางมันก็ไม่ส่าย เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ ทั้งหมด ผู้นำในนโยบาย ประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เอาจริงเอาจังและไม่ทำตัวเกลือกกลั้วกับการทุจริต ข้าราชการ ก็ไม่กล้า พ่อค้าก็ไม่เอา ดังนั้นนี่ละครับ ผมจึงชอบใจในนโยบายตรงนี้ครับ ๒ เรื่องนี้ ความสงบเรียบร้อย จุดเด่นที่มีมาแล้วในอดีตและกำลังจะดำเนินการต่อไป และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ๒ เรื่องนี้
ท่านวันชัยเกินเวลาแล้วครับ
จบแล้วครับ ท่านประธานถ้ารัฐบาลทำได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสียงปริ่มน้ำเลยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ผมขอให้กลุ่ม ที่ยังมีเวลา แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาล ในสัดส่วนของสมาชิกต่อไปนี้นะครับ ๓ นาที นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ คุณจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร คุณนริศ ขำนุรักษ์ ๓ นาที ขอเชิญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ
ลำดับแรกเลยก็ต้องกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และคณะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้เป็นความหวังของพี่น้อง คนไทยทั้งประเทศครับ เพราะว่าพี่น้องนั้นรอคณะรัฐมนตรีชุดนี้ที่มีความสมบูรณ์ เพราะว่า เป็นคณะรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง ที่มีความรู้ความสามารถหลายท่าน โดยเฉพาะ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และท่านรัฐมนตรีที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความรู้ ความสามารถ รวมถึงนักการเมืองที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลอีกหลายพรรคการเมือง ซึ่งมาผสมผสานกับคณะรัฐมนตรีที่มาจากท่านประยุทธ์ ๑ นะครับ ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรี ที่มีความพร้อมที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองครับ แล้วก็พี่น้องนั้นก็คาดหวัง กับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้มาก ซึ่งเป็นความหวังอีกอันหนึ่งก็คือ คณะรัฐมนตรีนี้ก็จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้แทนราษฎรที่วันนี้มาจากประชาชน ซึ่งนักการเมืองที่มาจากประชาชนนั้นก็จะสามารถสะท้อนปัญหาที่ตรงจากพี่น้องประชาชน โดยขาดการปรุงแต่งจากระบบราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วข้อมูลที่ผ่านมาที่ท่านนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมา ๕ ปีนั้น ต้องยอมรับครับว่ามาจากฝ่ายข้าราชการอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ข้อมูลนั้นอาจจะมาจากการปรุงแต่งจากระบบราชการ ไม่ใช่มาจากข้าราชการ แต่ว่าเป็นระบบ แต่วันนี้เรามี ส.ส. ที่มาจากพื้นที่ที่สามารถสะท้อนข้อมูลจริง ตรงนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้คณะรัฐมนตรีที่นำโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถแก้ปัญหา ของพี่น้องประชาชนได้อย่างตรงจุด ซึ่งผมเองมีข้อสังเกตในการแถลงนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ข้อที่ ๑ ต้องขอบคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อวานนี้เห็นท่านได้นั่งฟังการอภิปรายของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาอย่างตั้งใจนะครับ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความใส่ใจ ในปัญหาของพี่น้องประชาชนผ่านระบบผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นคุณสมบัติของ นักประชาธิปไตยที่มีอยู่ในตัวของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันนี้ก็ขอแสดง ความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่วันนี้เราได้ผู้นำที่เห็นถึงความสำคัญของพี่น้องประชาชน ผ่านระบบสภาผู้แทนราษฎรนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้ดิฉันก็อยากจะชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในเรื่องของนโยบายหลัก ๑๒ ด้านที่ท่านได้ใส่เรื่องของเด็กและเยาวชน เข้าไปด้วย ในหัวข้อที่ ๘ เรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของคนไทย ทุกช่วงวัย ๘.๑.๑ จัดให้มีระบบพัฒนาเด็กแรกเกิดอย่างต่อเนื่องจนถึงเด็กวัยเรียน ได้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพที่ดิฉันหยิบยกเรื่องของเด็กและเยาวชนนี้ เพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ ทำอย่างไรเด็กถึงจะมีคุณภาพ เติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติได้ค่ะ ทุกวันนี้มีเด็กแรกเกิดอย่างน้อย ๖๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ดิฉันก็รู้สึกดีใจนะคะที่พรรคของดิฉันให้ความสำคัญเรื่องของเด็ก และเยาวชนมาโดยตลอด พยายามที่จะผลักดันหลาย ๆ นโยบาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เรื่องของโครงการนมโรงเรียนหรืออาหารกลางวันในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ซึ่งผลวิจัยได้ทำให้เห็นแล้วค่ะว่า เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ ๘ ขวบ เป็นช่วงเวลาที่พัฒนา เรื่องของทางสมองได้มากที่สุด เราถึงให้ความสำคัญตรงจุดนั้น เลยกราบเรียนไปยัง ท่านประธานสภาถึงคณะรัฐมนตรีค่ะ ฝากช่วยผลักดัน ๓ นโยบายหลักนี้ ซึ่งเป็นนโยบาย ที่ทางพรรคประชาธิปัตย์นั้นได้สัญญาต่อพี่น้องประชาชนค่ะ ๑. นโยบายเกิดปั๊บรับสิทธิ เงินแสน คือเด็กแรกเกิดจะได้รับเงิน ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนจนถึงอายุ ๘ ขวบ ๒. ขยายสิทธิ ลาคลอดให้กับมารดา ๖ เดือน และบิดา ๑ เดือน ๓. ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีทั่วไทย มีการจัดงบอบรมครูทั้งประเทศ นอกเหนือจากนี้อยากจะให้มีการเพิ่มโครงการอาหารเช้า และอาหารกลางวันเช่นกัน ดิฉันมั่นใจอย่างยิ่งว่าด้วยนโยบายเหล่านี้เราจะสามารถสร้าง คนเก่งที่จะสู่การแข่งขันของเวทีโลกได้ แต่นอกเหนือจากความเก่งแล้ว ดิฉันก็ยังมี ความห่วงใยที่อยากจะปลูกฝังเด็กและเยาวชนไทยให้มีจิตใต้สำนึก มีระเบียบและวินัย รู้จิตสาธารณะ จิตอาสา มีคุณธรรมมีจริยธรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้คุณแผ่นดินและ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ค่ะ อย่างไรดิฉันขอเป็นกำลังให้กับ รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านนริศครับ ถ้าท่านนริศรักษาเวลาจะมีเพื่อนสุดท้ายได้พูดอีกคนในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนท่านประธานว่าผมไม่กังวลใด ๆ เลยในนโยบาย เพราะว่า เชื่อมั่นในนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีถ้อยแถลงต่อสภาตั้งแต่เมื่อวาน ผมไม่กังวลใด ๆ ในนโยบายการฟื้นฟูป่า ว่าท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่และมีความตั้งใจผมไม่กังวลว่า จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าผมมีความกังวลอยู่เล็กน้อย ถึงพฤติกรรมการทำงาน ของหน่วยงานแล้วก็บางคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะว่า ผมได้พบเห็นบทเรียนได้พบเห็นปัญหาบางประการ ยกตัวอย่าง เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งสอบสวนกรมป่าไม้ได้ของบประมาณ แปลงงบประมาณ จำนวน ๑๐๐ ล้านบาท เพาะชำกล้าไม้ ๕๐ ล้านกล้า ในปลายปีงบประมาณ มีเวลาเดือนเดียว เพาะชำกล้าไม้ตั้งแต่ เอาดินลงถุง ให้กล้าไม้สูง ๑ ฟุต ทำได้ภายในเดือนเดียวเบิกเงินไป ๑๐๐ ล้านบาท ในโลกนี้ ไม่มีใครทำได้นอกจากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เขาบอกว่า ประเทศไทยกับเทวดาเท่านั้นทำเรื่องนี้ได้ นายกรัฐมนตรีสั่งสอบสวนไปเมื่อ ๑ ปีที่แล้ว ขณะนี้ยังสอบไม่เสร็จ คงหาทางช่วยกันไม่เสร็จ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานให้ นายกรัฐมนตรีได้ติดตามเรื่องนี้ เพราะคนกระทำผิดยังลอยนวลอยู่ ยังมีอำนาจอยู่ในวันนี้
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องการฟื้นฟูป่าตามโครงการปลูกป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ ที่ท่านประธานในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีโครงการขึ้น พื้นที่ป่า เราปลูกได้ในขณะนั้น ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ โดยไม่ใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว โดยเอกชน ร่วมลงทุน เขาได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ แผนที่ ประเทศไทยมีป่าเพิ่มขึ้นครั้งเดียว ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในยุคที่ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมกราบเรียนท่านครับว่าหลังจากนั้นมาป่าผืนนี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ไม่มีเหลือแม้แต่นิดเดียว สักนิดหนึ่งอาจจะเหลือบ้าง แต่ว่าทั้งหมดอันตรธานหายไป หายเพราะว่า ๑. ปลูกไม่ครบ ๒. มีไม่ปลูก ๓. ปล่อยให้มีการบุกรุกทำลายป่า ผมอยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้สอบสวนเรื่องนี้ ทวงคืนผืนป่า เพราะคนที่ปลูกนี้เขาปรารถนาดี มี ปตท. มี เอสซีจี (SCG) มีหลายธนาคาร มีหลายกองทุน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไม่ปล่อย ให้เรื่องนี้ให้เงียบไป ผมจึงขออนุญาตว่า ผมอยากให้มีการสอบสวนก่อนที่จะเริ่มนโยบายใหม่ ขอให้เคลียร์ (Clear) เรื่องในอดีต ๒ เรื่องครับท่านประธาน ให้สำเร็จ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปครับ ขอเชิญ ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เชิญครับ
ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับผม กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้กรอบเวลาผมในการอภิปราย ๒๐ นาที เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เกี่ยวพันกับทุกท่านในที่นี้ เพราะว่าทุกท่าน จำเป็นต้องใช้ระบบคมนาคม และอย่างที่รัฐบาลกำลังทำก็คือมีแผนการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่มากมาย ใช้งบประมาณหลายล้านล้านบาทด้วยกัน เรามาดูกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ นโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นกรอบในการอภิปราย ของผมนี้ ผมแบ่งเป็น ๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของเนื้อหาแน่นอน คือ ๑. สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงตามคู่มือเอกสารนโยบาย ๒. สิ่งที่คณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอันนี้ เราขอบคุณอย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับรัฐสภาแห่งนี้ ๓. เราจะพูดถึงเรื่องของ ข้อเท็จจริงว่าอะไรที่มันกำลังเกิดขึ้น แผนที่กำลังจะดำเนินการเป็นอย่างไร เราจะเชื่อตามแผนนั้น ดีหรือไม่ แล้วก็ ๔. เป็นส่วนสุดท้ายก็คือข้อแนะนำในแบบอนาคตใหม่ ในสิ่งที่เราอยากเห็น ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในด้านคมนาคม
ผมขอเริ่มจากนโยบายด้านคมนาคม หลัก ๆ จะมี ๒ ข้อด้วยกัน ข้อแรกก็คือ ข้อ ๕.๖.๑ ซึ่งผมคงไม่อ่านนะครับ เพราะทุกท่านคงได้อ่านแล้ว อีกข้อหนึ่งก็คือข้อ ๕.๖.๒ เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาจราจร ลดพื้นที่ติดในพื้นที่เมือง เมื่อวานนี้ท่านเลขาธิการพรรคผม อาจารย์ปิยบุตรได้อภิปรายไปแล้ว ว่าโดยภาพรวมของนโยบายฉบับนี้มีความล่องลอย โลเล หลอกลวง ซึ่งใช้ได้อย่างแน่นอนกับทางด้านคมนาคมครับ เพราะผมก็อ่านแล้วว่ารู้สึก อย่างนั้นจริง ๆ และที่มาที่ไปอาจารย์ปิยบุตรก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องเอานโยบายมาปะ ๆ รวมกัน แล้วเรา ก็เลยอ่านแบบเพลิน ๆ ผมอยากให้คิดกัน ทุกท่านคงได้อ่านเอกสารนโยบายไปแล้ว ผมอ่านแล้วผมเห็นว่าหากทุกอย่างสำคัญก็คือไม่มีอะไรสำคัญ หากมีแต่คำสวยหรู แต่ไร้ทิศทางก็ไม่รู้จะอ่านทำไม แต่ก็จำเป็นต้องอ่านเพื่อมาอภิปรายในวันนี้ ผมสรุปง่าย ๆ นโยบายด้านคมนาคม ๒ ข้อหลัก ๆ ใช้เงินหลายล้านบาท มันกลวง ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของ การอภิปรายโดยคณะรัฐมนตรี ท่านก็พยายามมาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนที่ท่าน เข้ามายึดอำนาจนะครับ แล้วท่านก็แสดงถึงความตั้งใจ อันนี้ผมให้คะแนนเป็นบวก ผมสัมผัส ได้ถึงความตั้งใจของท่าน แต่สิ่งที่ท่านทำจะดีหรือไม่ดี นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ผมให้ คะแนนความตั้งใจ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมสัมผัสได้คือความกล้า กล้าที่จะใช้เงินงบประมาณมหาศาล หลายล้านล้านบาท แล้วก็กล้าโดยจะใช้วิธีพิเศษจากอำนาจพิเศษ วันก่อนผมพูดถึงเรื่อง สัมปทานทางด่วน แล้วมีอีกญัตติหนึ่งที่อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ได้เอาเข้าสภาไปแล้ว ก็คือเรื่องรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน คือท่านกล้าจะทำในสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปไตยปกติไม่มีใครทำ เพราะว่ามันสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เดี๋ยวรายละเอียดผมจะอภิปรายประเด็นนั้นเพิ่มเติม เมื่อมีโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นความกล้ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าสิ่งที่ท่านกำลัง ดำเนินการอยู่มันถูก มันก็ดี แต่ถ้ามันผิดมันก็ไม่ดีใช่ไหมครับ แล้วมันจะเสียหายอย่างหนัก
ประเด็นที่ ๓ ที่รัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาชอบเคลม (Claim) เป็นผลงานหลัก ก็คือสร้างเยอะ สร้างโน่นสร้างนี่ ใช้งบประมาณเยอะไปหมดนะครับ แล้วก็เอาแต่ด้านดีของ โครงการมาพูด ผมอยากให้เราคิดกัน เหรียญมี ๒ ด้านเสมอ มีด้านเบเนฟิต (Benefit) ก็จะมี ด้านคอสต์ (Cost) มันมีต้นทุนของมัน ในขณะเดียวกันพี่น้องพยายามเรียกร้องเม็ดเงิน จำนวนไม่มากไปซ่อมถนน ไปแก้ปัญหาอุบัติเหตุ ไปแก้ปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างอะไรต่าง ๆ พวกนั้นใช้เงินเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะผลาญเงินงบประมาณไป ฉะนั้นอย่ามาพูดว่าสร้างเยอะ สร้างเยอะไม่ได้แปลว่าเก่ง และที่สำคัญท่านไม่ใช่เป็นคนสร้างด้วย ท่านไม่ใช่ม้าบ็อกเซอร์ แต่จะเป็นหมูนโปเลียนหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ อันนี้คือรากฐาน เรามาพิจารณาถึงความเหมาะสมและคุ้มค่าของโครงการตามแผนที่กำลังจะลงทุนกัน ผมอยากให้ดูภาพนี้ คือรากฐานทั้งหมดของการวางแผนแล้วจะใช้งบประมาณ หลายล้านล้านบาท มันมาจากสิ่งที่เรียกว่าแบบจำลองจราจร ซึ่งแบบจำลองจราจรที่ใช้ ก็พัฒนาโดยหน่วยงานที่เรียกว่า สนข. ใช้เงินงบประมาณไปประมาณสัก ๔๐๐ กว่าล้านบาท พัฒนามาได้ ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่ถึงทุกวันนี้มันยังใช้การไม่ได้ มีความไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ภาพซ้ายแสดงหน้าตาของแบบจำลอง ซึ่งเป็นโปรแกรมมิ่ง อินเทอร์เฟส (Programming Interface) ภาพตรงกลางนี่ก็คือผลลัพธ์ในลักษณะของสิ่งที่เขาเรียกว่า เอสทิเมต โฟลว์ (Estimate flow) ก็คือแต่ละช่วงถนน แต่ละช่วงของทางด่วน หรือแต่ละช่วงของรถไฟจะมี ผู้ใช้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากภาพท่านก็เห็นได้ว่าทุกวันนี้กรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ทุกอย่างไหลสู่กรุงเทพฯ แต่ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านดูคือ รูปขวา รูปขวานี่แกนเอ็กซ์ (X) ก็คือข้อมูลจราจรที่สำรวจได้จากภาคสนาม ก็คือข้อมูลจราจร จากกรมทางหลวง เมื่อมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่โมเดล (Model) มา แบบจำลองที่ว่า ที่เขา มาบอกว่าโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) คุ้มค่าหรือไม่ มันคือแบบจำลอง ก็คือ แกนวาย (Y) เพราะฉะนั้นถ้าแบบจำลองที่เขาใช้มันน่าเชื่อถือ จุดทุกจุดมันจะต้องอยู่บนเส้น สีแดง ก็คือเส้น ๔๕ ดีกรี (Degree) คือถ้าจุดมันอยู่ใกล้ ๆ เส้นสีแดง ก็คือแบบจำลอง น่าเชื่อถือ แต่แบบจำลองที่เขาใช้ประมาณการกันแล้วบอกว่าโครงการมันคุ้มค่า ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราดูจุดบางจุด ซึ่งมันก็มีหลาย ๆ จุดที่มันไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง จุดข้างบน ๆ ก็คือ สมมุติแบบจำลองบอกมาว่ามีรถอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ คัน รถจริง ๆ อาจจะมีอยู่แค่ ๖๐,๐๐๐ คัน เป็นเรื่องปกติในแบบจำลองนี้ พูดง่าย ๆ คือมันมั่วมาก สิ่งที่เอาไปวางแผนกันว่าโครงการจะคุ้ม ไม่คุ้ม มันมั่วมาก ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือใด ๆ เลย อันนี้พิสูจน์ได้มันเป็นคณิตศาสตร์ แล้วที่เมคอัพ (Makeup) ตัวเลขอะไรกันมา พยายามทำให้โครงการมันดูคุ้มค่า แน่จริงเอามาพิสูจน์กันครับ เดี๋ยวผมจะ เปิดแบบจำลองให้ดูเลยว่ามันเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ กำลังวางแผนกันอยู่ กำลัง จะผลาญเงินของพี่น้องประชาชนไป
นอกจากนั้นมันก็จะมีเรื่องของการบูรณาการ ซึ่งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็พูดถึง การบูรณาการ แต่มันไม่มีครับ ข้อเท็จจริงก็คือ รูปซ้ายคือแผนแม่บทมอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งมีแผนจะทำ ๒ ล้านล้านบาท เฉพาะมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่รวม ทางหลวงธรรมดา ไม่รวมทางหลวงชนบท ไม่รวมถนนท้องถิ่น กำลังพูดถึงเม็ดเงิน ๒ ล้านล้านบาท ๖,๖๑๒ กิโลเมตร ภายในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า แล้วหน่วยงานที่วางก็คือ กรมทางหลวงวางแผนแม่บทของตัวเองไป ส่วนรูปขวาก็ต่างหน่วยงานต่างคิด ต่างหน่วยงาน ต่างทำ ก็วางแผนรถไฟไปทั่วประเทศและแกนก็ล้อกันไป นอกจากนั้นยังไม่พอยังมี ความซ้ำซ้อนของโครงการรถไฟธรรมดา รถไฟธรรมดาของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในรูปซ้ายมือ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายไปว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทริไฟด์ เทรน (Electrified Train) ถ้ามองเฉพาะโครงการนี้ผมก็เห็นด้วยจะปรับปรุงทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ แล้วก็จะทำให้เป็นระบบไฟฟ้า อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำอีกก็คือจะ สานต่อโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกันเองกับรถไฟทางคู่ ทางคู่ก็ขนได้ทั้งคน และของ รถไฟทางคู่ทำให้เป็นระบบไฟฟ้าวิ่งได้ ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์ยังได้แค่ ๑๒๐ กิโลเมตร ไฮสปีด (High-Speed) ที่พูดกันก็ไม่ได้เร็วอะไรเท่าไร ๒๕๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง คือแทบไม่ได้ต่างกัน เพราะว่ารถไฟมันจะต้องมีชะลอเข้าที่สถานี แล้วก็ เมน (Main) เร่งมันไม่ได้วิ่ง ๒๕๐ กิโลเมตรตลอด หรืออยากจะทำรถไฟทางคู่ให้วิ่งเร็วขึ้น ก็แค่ไม่จอดบางสถานีก็ได้เร็วพอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นไม่ได้ต่างกันมาก แต่ที่ขาดจริง ๆ ก็คือ ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ก็คือระบบรถเมล์ ซึ่งใช้เงินไม่มากแล้วก็ทำได้เลยแต่ก็ไม่ทำกัน ไหนบอกจะปฏิรูประบบ อันนี้มีความซ้ำซ้อนอย่างยิ่งแล้วก็จะผลาญงบประมาณไป แถมที่จะ ผลาญกันไปไม่ได้ผลาญแบบยุติธรรมด้วย ผลาญแบบประเคน ไม่ใช่ประมูล เส้นนี้ยกให้ ประเทศจีนทำอย่างนี้ แทนที่จะมาดูว่าประเทศไหนจะยื่นให้ข้อเสนอกับเราดีกว่ากัน เส้นนี้ ประเคนให้ประเทศญี่ปุ่นไป เส้นนี้ประเคนให้เจ้าสัวไป เอาที่ดินไปพัฒนาด้วย แต่ใช้เงินภาษี ของพี่น้องประชาชนไปอุดหนุนประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ครับ อย่างนี้ มันถูกต้องหรือไม่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แล้วก็มีความพยายามจะแถกัน ว่า มันไม่ได้ซ้ำซ้อน แต่เป็นการเสริมกัน ผมเลยวาดรูปให้ดูง่าย ๆ เลยนะครับ รูปซ้าย อย่างเช่นว่าเราจะทำโครงการจากกรุงเทพฯ ไปโคราชที่จะเอาทั้งทางคู่ไปใส่ ที่จะเอาทั้งรถไฟ ความเร็วสูงไปใส่ แถมเอามอเตอร์เวย์ (Motorway) มาตัดดีมานด์ (Demand) กันเอง มันแข่งขันกันมันซ้ำซ้อนกัน เพราะมันคือการเดินทางและขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปโคราช เพียงแต่จะไปด้วยรูปแบบการเดินทางไหน ถ้าเสริมกันคืออย่างรูปขวา อย่างรัฐบาลบอกว่า จะเอาระบบรางเป็นแกนหลัก ถนนก็ควรจะเอามาเสริม ไม่ใช่เอามาแข่ง อันนี้เข้าใจไว้ด้วยว่า เขาวางแผนกันมาอย่างไรก่อนที่จะไปสั่งให้เขาต้องทำ นอกจากนั้นก็จะมีความพยายามที่จะ ใช้คำพูดในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ก็คืออย่างที่บอกมันเป็นการแข่งขันระหว่างรูปแบบการ เดินทางก็พยายามจะใช้คำเบา ๆ ว่ามันเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้ทาง อันนี้ก็เป็นวาทกรรมในการ หลีกเลี่ยง แต่ผมให้ดูรูปง่าย ๆ อย่างรูปที่ผมเรียกว่าซินาริโอ (Scenario) ๑ คือจะเอาทุก อย่างไปลงที่กรุงเทพฯ โคราชอย่างนี้ ทำทั้งทางคู่ ทั้งไฮสปีด (High-Speed) ทั้งมอเตอร์เวย์ (Motorway) อย่างนี้ และที่อื่นไม่ต้องพัฒนาหรือครับ เพราะฉะนั้นคิดง่าย ๆ ถ้าทำทางคู่ไป ทางนี้แล้ว เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปอีกที่หนึ่งก่อน และพอระบบเริ่มเต็มก็ค่อยสวิตช์ (Switch) กัน เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปลงทางนั้นและเอาทางคู่ไปลงอีกที่หนึ่งอย่างนี้ มันสมเหตุสมผลกว่ามากนะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ นอกจากเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ใช้เงินมาก ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาจราจร ก็ได้มีการสั่งการว่าต้องจริงจัง ต้องแก้ปัญหาให้จบ ภายใน ๓ เดือน ผมก็ต้องถามท่านประธานว่าคนสั่งการแบบนี้รู้เรื่องหรือเปล่า การจะ แก้ปัญหาจราจรมันไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราจะไปสั่งให้มันทำ มันมีความยุ่งยากของมัน แต่ปัญหามัน ไม่ได้ยากเกินไปหรอกถ้าเราเข้าใจมันแล้วค่อย ๆ แก้ แต่ต้องแก้อยู่บนพื้นฐาน แห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าจะใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางสังคมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นข้อเสนอในส่วนของนโยบาย ผมอยากให้ท่านกลับไปคิดมาก ๆ ในเรื่องของ ทิศทาง ไม่ใช่เอาแต่คำดี ๆ จากพรรคต่าง ๆ มาเรียงต่อให้เป็นประโยคสวยหรู ให้เป็นพารากราฟ (Paragraph) สวยหรู มันไม่ใช่ มันต้องมีทิศทางการพัฒนา เพราะการที่ ท่านเอาคำดี ๆ สวยหรูมันเหมือนมีดาวอยู่เป็น ๑๐๐ ดวง แล้วต่างหน่วยงานก็ต่างคิด ต่างวางแผน ต่างทำ แล้วก็เอาออกมาซ้ำซ้อนกันใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า แล้วก็อ้างว่า มันสอดคล้องกับนโยบายข้อนั้น สอดคล้องกับนโยบายข้อนี้ ตรงนี้ต้องคิดนะครับ ถ้าเป็น พรรคอนาคตใหม่เรานี่ เราเลือกแล้ว สิ่งที่เราจะดีไฟน์ (Define) ให้เป็นดาวเหนือ ดาวเหนือ ของเราก็คือโหมดชิฟต์ (Mode Shift) หรือว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง เพราะว่า ประเทศไทยพึ่งพาระบบการขนส่งทางถนนมากเกินไปมาก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ใช้รถยนต์ใช้ถนนถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ระบบรางมีแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่รางเรา ไม่ได้จะเอาแต่สร้างจะเอาแต่ผลาญ มันต้องตามความจำเป็นเหมาะสม คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน ฉะนั้นเราดีไฟน์ (Define) ดาวเหนือของเราคือโหมดชิฟต์ (Mode Shift) นั่นแปลว่า อะไร นั่นแปลว่าทุกหน่วยงานในด้านคมนาคมก็ต้องเดินไปสู่จุดเดียวกัน ระบบรางก็ต้อง มุ่งหน้าไม่พยายามเอาโครงการซ้ำซ้อน คือจะทำทั้งทางคู่ทั้งไฮสปีด (High-Speed) มาซ้ำซ้อนกัน ขณะที่หน่วยงานทางถนนแทนที่จะตัดถนนไปแข่งแย่งดีมานด์ (Demand) กันเองก็ตัดถนนมาเสริม หรือไม่ก็เอาเงินไปลงกับการซ่อมบำรุงถนนที่มันมีอยู่แล้ว ถนนที่มี อยู่แล้วไปซ่อมมันให้มันเรียบ ให้มันปลอดภัย ฝนตกแล้วน้ำไม่ท่วมขัง ตรงนี้สามารถเอาเงิน ไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรได้ ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่สร้างกันจะมีการกินหัวคิวหรือเปล่า อันนี้ ผมไม่ทราบนะครับ ไปถามพวกวงการรับเหมาก่อสร้างดูได้ แต่ที่สำคัญคือการที่เราจะ ตรวจสอบเรื่องแบบนี้ ในช่วงที่รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษ กลไกการตรวจสอบเสียหายไปหมด มันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ กลไกการตรวจสอบในยุคประชาธิปไตยนี่ละครับเหมาะสม เพราะฉะนั้นผมให้โอกาสรัฐบาลใหม่ ให้โอกาสรัฐมนตรีใหม่ในการดำเนินการอย่างโปร่งใส คุ้มค่า แต่ถ้ามานั่งจัดฮั้วกันอันนี้ผมไม่ยอม อันนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองและระบบ คมนาคม พวกผมเน้นย้ำมาตลอดว่าการมองระบบคมนาคมต้องมองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ว่า ถนนก็วางแผนตัวเองไป รางก็วางแผนตัวเองไปแล้วซ้ำซ้อนด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงอีก อย่างนี้คือวางอย่างไม่คิด รูปซ้ายคือแผนงานปัจจุบันตาม ๔ แกนหลักทั่วประเทศ โดยความหนาของเส้นหรือที่เรียกว่าแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ก็คือเส้นตรงแกนกลางใช้เงิน ไม่มากเท่าไรคือรถไฟทางคู่ ความหนาของเส้นคือแสดงราคาต่อกิโลเมตร เพราะฉะนั้นถ้าเส้น มันใหญ่ก็คือใช้เงินเยอะ ก็จะเห็นว่ารถไฟทางคู่ใช้เงินน้อย มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็ใช้เงินมากมาหน่อย รถไฟความเร็วสูงที่จะทำใช้เงินมาก ทีนี้การที่เราจะทำอย่างรัฐบาล ปัจจุบันคือทำอย่างรูปซ้าย ถ้าแบบแนวทางพรรคอนาคตใหม่เราจะทำอย่างรูปขวา คือเรา จะลดโครงการที่ซ้ำซ้อน อย่างสมมุติว่าเราไม่ทำโครงการรถไฟความเร็วสูง เราจะประหยัด เงินไปได้ ๑.๖ ล้านล้านบาท ผมไม่ได้ติดอ่างนะ เลขศูนย์ ๑๒ ตัว เราจะสามารถเอาไปพัฒนา หัวเมืองต่าง ๆ ที่ประเทศไทยยังไม่มีหัวเมือง ประเทศไทยก็คือกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ก็คือ ประเทศไทย เราควรจะเอาไปพัฒนาหัวเมืองเหล่านั้นให้มีระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ให้ถนนเป็นกริด (Grid) ไม่ใช่ว่าเมืองโตแค่ ๑๐๐ เมตร ๒ ข้างทางถนน ท่านเดินทางไป รอบโลกมีที่ไหนมีสะพานลอยยูเทิร์น (U-turn) เยอะแยะเต็มไปหมด คือเมืองเราโตอย่าง ไม่เป็นเมือง เมืองโตแค่ ๑๐๐ เมตร ๒ ข้างทาง เพราะฉะนั้นการพัฒนาเมืองและระบบ คมนาคมจะต้องคิดไปด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นแนวทางพรรคอนาคตใหม่ถ้าเราลดโครงการ ที่ซ้ำซ้อนเราจะได้เงินไปให้แต่ละหัวเมืองโดยเฉลี่ย ๑.๔๖ แสนล้านบาท เทียบกับ งบประมาณ อบจ. ปกติประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท
เชิญครับ
ขออนุญาต ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ (๒) เนื่องจากการ อภิปรายของท่านนั้นเร็วไปและไม่สามารถที่จะจับประเด็นได้ ในข้อเท็จจริงที่ท่านกำลัง อภิปรายว่าการใช้งบประมาณที่เป็นประโยชน์นั้นคืออะไร ประการแรกนะครับ
ประการที่ ๒ เกิดความเสียหายต่อนโยบายของรัฐบาลที่กล่าวว่าทุกอย่างคือ การเผาผลาญ ทุกอย่างคือการใช้งบประมาณที่ไม่เป็นประโยชน์ จับประเด็นแทบไม่ทัน เพราะฉะนั้นอยากให้ผู้อภิปรายจับประเด็นในการอภิปรายช้า ๆ เราจะได้ตามประเด็นให้ทัน เพราะครั้งนี้คือการที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อคณะรัฐมนตรีครับ
ประท้วง เพราะพูดเร็วไปหรือครับ
ครับผม
นายกรัฐมนตรีเร็วกว่านะครับ นายกรัฐมนตรีพูดเร็วกว่านี้อีก
ขออนุญาตครับ
เชิญเลยครับ เชิญต่อ
ผมโดนตัดเวลาจาก ๓๐ นาที เหลือ ๒๐ นาที ผมก็พยายามอัดเนื้อหาไปให้ครบ ในส่วน ของการแก้ปัญหาจราจร ก็คือควรจะนำระบบวิศวกรรมจราจรและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อย่างเช่นแสดงในภาพ ก็คือทุกวันนี้มันทำกันแบบสั่งให้ไปดำเนินการแก้ปัญหาใน ๓ เดือน ตำรวจลงไปแก้ได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ กลับมารายงานว่าผมทำแล้วครับผม อย่างนี้คือถ้า เปรียบเทียบคุณไปหาหมอต้องมีเครื่องมือมาตรวจวัดว่าทำแบบไปแล้วดีจริงหรือไม่ ออกมา เป็นตัวเลข ออกมาใช้หลักการ ถ้าตรงไหนดีก็จำไว้ แล้วก็ไปทำในที่อื่น ๆ นะครับ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างของการใช้หลักวิศวกรรมจราจรและเทคโนโลยี ไม่ใช่ว่าสั่งการไปแล้วข้างล่างต้องทำได้ บางแยกส่งตำรวจไป มีแต่คนบอกว่ามันติดขึ้น ทิศทางในการพัฒนาแบบพรรคอนาคตใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็น เพราะเราเชื่ออย่างจริงจังว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่ คนจนมีรถ แต่เป็นประเทศที่คนรวยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ โปรดฟังช้า ๆ ชัด ๆ อีกครั้ง เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่คนจนมีรถ แต่เป็นประเทศที่คนรวยใช้ ระบบขนส่งสาธารณะ แน่นอนครับ เราเป็นนักประชาธิปไตยครับผม สิ่งที่ผมกล่าวหาว่า แผนแม่บทนี้มันไม่ดี มันไม่ถูก มันผิด มันวางมาอย่างไม่มีหลักการ ถ้าเราจะอภิปรายเรื่องนี้กัน มันเป็นวัน ๆ เทคนิคมันเยอะมาก แต่ผมยินดีนะครับผม และนี่คือสิ่งที่ผมเรียกร้องด้วย อยากให้สภาแห่งนี้มารวมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้นะครับผม คือมันต้องมีเวที ลักษณะที่เรียกโต้วาที คือโต้กันเป็นประเด็น ๆ ไป การอภิปรายลักษณะนี้ผมก็ไม่ชอบ ผมพูดไป ท่านอาจจะตอบมา แล้วมันก็จบ แต่มันไม่ได้จบจริง ๆ มันไม่ได้ตกผลึกทางความคิด แต่ถ้าเรามาเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล แต่ห้ามใช้อารมณ์ ห้ามมาทุบโต๊ะ ห้ามเรียกผมไป ปรับทัศนคติ แต่ออกไลฟ์ (Live) สด ผมยินดีที่จะสู้ด้วยเหตุด้วยผล สุดท้ายก่อนจบผมอยาก ให้ทุกท่านกลับไปคิด อันนี้เป็นทฤษฎีจากการบริหารครับผม คือเราสามารถแบ่งคนในสังคม ได้เป็น ๔ ประเภท คือ ฉลาดแล้วก็ขยัน ฉลาดแล้วก็ขี้เกียจ โง่แล้วก็ขยัน โง่แล้วก็ขี้เกียจ ท่านประธานทราบไหมครับว่าคนประเภทไหนห้ามมาเป็นผู้นำเด็ดขาดเลยครับผม
สุรเชษฐ์ครับ เกินเวลาไปแล้ว อนุโลม ให้สรุป ๆ
ผมเหลืออีก ๑.๑๖ นาที
เชิญเลยครับ
ตรงนี้ก็อยากให้คิดกันผม และอยากให้คิดกันต่อไปด้วยว่าสิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. ทำ ไม่ว่าจะเป็นแผนแม่บทคมนาคม ที่สร้างไว้จะใช้เงินหลายล้านล้านบาท ในเรื่องที่ผมอภิปรายหรือจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ อื่น ๆ อย่างเช่นว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี รัฐธรรมนูญที่ร่างมาแบบนี้ ทำให้บริหารบ้านเมืองเป็นแบบนี้ กติกาเลือกตั้งที่ผ่านมาอะไร ต่าง ๆ ที่ท่านทำ ๆ กันมาครับ ผมว่ามันขยันแน่นอน ผมยอมรับรัฐบาลที่ผ่านมาทำอะไร เยอะมาก แล้วรัฐบาลนี้ก็สืบทอดอำนาจต่อมาก็คงจะเดินทางอะไรคล้าย ๆ กัน ผมก็ยังเดา อยู่ว่าขยัน อันนี้ผมยอมรับ แต่สิ่งที่ทำกันมาโง่หรือฉลาด อันนี้ผมอยากให้ทุกท่านคิดเอง นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ที่เรียนว่าเกินเวลา เพราะว่าเวลามีอยู่จริง ๆ ๑๘ นาทีครับ อนุโลมไม่ให้เกินกว่านั้นไปนะครับ ท่านสุดท้าย ผมขอให้ท่านสุดท้ายได้ไหมครับ แล้วเดี๋ยวรัฐมนตรีชี้แจงเลยครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุรินทร์ คืออย่างนี้ครับ ในสัดส่วนที่เหลืออยู่เป็นส่วนของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นอกนั้นหมดแล้ว เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ยังไม่ได้อภิปรายเหลืออีก ๒ ท่านครับ ท่านประธาน คือ นายสิริพงศ์ ๗ นาที
ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ อนุโลมให้ ๓ นาทีนะครับ เพราะเวลาหมดแล้วครับ เวลาที่อนุญาตนี่เพราะว่าเขาแบ่งละเอียดกันมาว่า เหลือของพรรคประชาธิปัตย์ นอกนั้นหมดแล้ว เพราะเวลาไปเรียกนั้นไปเรียกพรรคอื่น ๆ ก่อน พรรคประชาธิปัตย์อยู่ทีหลังเข้าใจนะครับ ที่จริงหมดแล้วครับ หมดแล้วในส่วนพรรคอื่น เหลือคนสุดท้ายคือส่วนของ เขาแบ่งเวลาย่อยมา ผมขอดูว่าใครเหลืออยู่เท่าไร ตอนที่เหลืออยู่นั้นก็พรรคอื่นหมดแล้ว ปชป. เหลือ ๓๑.๔๐ นาที ก็เหลือมาตอนหลังก็ลดลง มาเรื่อยนะครับ แล้วก็มามีชื่อผู้อภิปรายกองอยู่ตอนหลังครับ เขาแจ้งรายละเอียดมาอย่างนี้
จริง ๆ ของทางพรรคภูมิใจไทยครับท่านประธาน เรายังเหลือผู้ที่รออภิปรายอยู่อีกทั้งหมด ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก ๗ นาทีและท่านที่ ๒ อีก ๕ นาทีนะครับ
ผมอนุโลมให้ท่านละ ๓ นาทีนะครับ
ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย เหลือ ๓ นาทีไม่เป็นไรครับ ผมก็จะรีบสรุปนะครับ ผมได้อ่านคำแถลงนโยบายมาตลอด ๒ วัน และได้ฟังเพื่อน ๆ สมาชิก อภิปรายมาตลอด ๒ วัน ทราบว่านโยบายของรัฐบาลค่อนข้างจะครอบคลุมแล้ว แต่ยังมีอยู่ บางประเด็นครับที่ผมยังเป็นห่วง เพราะเหมือนกับว่านโยบายของรัฐบาลนี้เราจะตกหล่น เรื่องสำคัญไปบางเรื่อง นั่นก็คือเรื่องกีฬา เราใช้กีฬาในการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ เราใช้กีฬาในการเป็นเครื่องมือในการต่อต้านกับยาเสพติด เราใช้กีฬาในการประกาศ ความยิ่งใหญ่ของเรา แต่เราพูดถึงกีฬาน้อยมากครับ นโยบายที่พูดถึงกีฬามีแค่ ๒ ข้อครับ ๙.๒ ก็คือการใช้กีฬาและการออกกำลังกายสร้างเสริมสุขลักษณะและข้อ ๕ ๕.๔.๑ คือการ ท่องเที่ยวเชิงกีฬา แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ ถ้าตราบใดที่วันนี้พวกเราทักท้วงกัน แล้วท่านนำกลับไปปรับปรุงและคิดว่ากีฬาเป็นเรื่องใหญ่ของชาติ อย่างหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวในเชิง การท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะว่าการท่องเที่ยวกีฬานั้นในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า กีฬามันไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่กีฬาเป็นเพื่อปากท้อง หลายจังหวัดได้ทำให้เห็นครับ ยกตัวอย่าง อย่างเช่นจังหวัดบุรีรัมย์ และในประเทศไทยในขณะนี้ก็มีอยู่หลายจังหวัด ที่พยายามทำให้กีฬาให้การท่องเที่ยวนั้นมาช่วยในเรื่องของปากท้อง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในนั้นครับ เราไม่ได้หวังว่ากิจกรรมเหล่านี้มันจะทำให้คนในจังหวัดของเรารวยขึ้นมา แบบผิดหูผิดตา แต่เราหวังว่ากิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คนของเรานั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ท่านมีพูดถึงนโยบายการท่องเที่ยวอยู่แตกต่างหลากหลาย เมื่อตอนหัวค่ำท่านรัฐมนตรี ได้กรุณาให้ความรู้ว่าปัจจุบันนั้นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนไปครับ เปลี่ยนไปจาก แต่ก่อนเข้ามาในลักษณะทัวร์ ปัจจุบันเข้ามากันเองในลักษณะของแบ็กแพ็กเกอร์ (Backpacker) แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมพูดถึงนั่นก็คือเรื่องฟู้ด เซฟตี้ (Food Safety) ท่านจำได้ ใช่ไหมครับ เมื่อสัก ๒-๓ สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวลือมาว่าคนมากินอาหารที่ประเทศไทย แล้วท้องเสียต้องรักษาตัวจนหมดเนื้อหมดตัวไป ๒-๓ ปี สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก ต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวให้เขากล้าที่จะมาทานอาหารในประเทศไทย เวลาหมดแล้วครับไม่เป็นไรครับ หลายท่านเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์หวังว่ารัฐบาล จะไม่แบ่งนะครับ ว่านโยบายที่เขาเสนอมาที่เขาวิจารณ์มาเป็นของฝ่ายค้าน รัฐบาล อันไหนดี ท่านรับไปทำเพื่อประชาชนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ อีกท่านเชิญนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เวลา ๓ นาที ที่จริงแล้วประเด็นที่ผมในฐานะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีหน้าที่ ที่จะส่งเสริมเติมเต็มในนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ผมขออนุญาตพูด ในเวลาสั้น ๆ นะครับ ในเรื่องของพืชเศรษฐกิจในพืชพลังงาน เรื่องปาล์มน้ำมัน สมาชิก หลายท่านพูดในเรื่องปาล์มน้ำมัน แต่ยังไม่มีประเด็นที่ผมจะพูด ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน ในเรื่องของพืชปาล์มน้ำมัน ก็คือความยั่งยืนในเรื่องของการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมัน ในขณะนี้ นอกเหนือจากเราจะทำบี ๑๐๐ (B100) บี ๒๐ (B20) แล้วนะครับ ความแตกต่างระหว่าง บี ๑๐๐ (B100) กับบี ๒๐ (B20) นะครับ เนื่องจากว่าบี ๒๐ (B20) รัฐอุดหนุนครับ เมื่อรัฐอุดหนุน ภาคประชาชนที่ไปเป็นภาคธุรกิจที่ไปทำบี ๑๐๐ (B100) ไม่สามารถที่จะ แข่งขันได้ แต่ถ้าหากว่าเราส่งเสริมบี ๑๐๐ (B100) ให้เป็นกฎหมายพิเศษออกมาจาก พ.ร.บ. พลังงานนั้นก็สามารถจะมีความยั่งยืนได้ ในขณะเดียวกันในเรื่องของปาล์มน้ำมัน ผมได้รับ การให้ข้อมูลมาจากท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งนะครับ ในขณะนี้น้ำมันปาล์มโอลีน ที่จะเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน วันละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐-๑,๐๐๐ ตัน ที่แจ้งว่าเข้ามาทาง ด่านสะเดา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันของพี่น้องในส่วนของ ภาคใต้ไม่มีความมั่นคงและยั่งยืน เพราะฉะนั้นวันนี้ห่วงอย่างเดียวครับ ห่วงในเรื่องของ ความยากจนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมไม่ห่วงในเรื่องของคุณสมบัติ ในเรื่องของ ครม. ผมคิดว่าวันนี้ในขณะที่เสียงปริ่มน้ำ ผมโชคดีครับที่ได้มีโอกาสจากพรรคภูมิใจไทย มีเพื่อนสมาชิก ๕๑ ชีวิต ผมคิดว่ามีวินัยแล้วก็มีความรักใคร่กลมเกลียวกัน เพราะฉะนั้น นโยบายที่พวกเราได้คุยกันว่าเป็นนโยบายของพรรค แล้วก็ยังมีประเด็นปัญหาอีกมากมาย ในส่วนของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของยาเสพติด ปัญหาในเรื่องของเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด (Southern Seaboard) ปัญหาในเรื่องประมง ปัญหาเรื่องยางพารา เพื่อน ๆ ก็พูด ไปหลายประเด็นแล้ว เมื่อเวลามีน้อยแล้วก็เวลาใกล้สว่างแล้วนะครับ วันนี้เพื่อนพี่น้อง เกษตรกรลุกขึ้นกรีดยางแล้วครับบ้านผม เพราะฉะนั้นวันใหม่ที่ได้มาฟังผมพูด ก็ถือว่า ประธานได้กรุณาผมใช้เวลา ๓ นาทีสร้างชาติ ก็เหมือนตอนหารือ ๒ นาทีสร้างชาติ ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขณะนี้ฝ่ายค้านนะครับท่านประธาน ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ยังมีเวลาเหลือในการอภิปรายอีก ๒๐ นาที ถ้าท่านประธานจะกรุณาอนุญาตให้เพื่อนสมาชิก ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นท่านสุดท้ายจะได้หรือไม่ครับ
เวลาหมดแล้วครับ เวลาหมดไปตั้งแต่ ท่านพูดเกิน ที่ผมบอกว่าเกินเวลาไปคือเวลาที่เหลืออยู่ ๑๘ นาทีนั้นเกินไป
ถ้าท่านจะ กรุณาลดเวลาลงสักหน่อยก็ได้เหมือนกับทางพรรคภูมิใจไทยเมื่อสักครู่นะครับท่านประธาน
ผมคิดว่าพอสมควรแก่เวลาแล้วครับ ได้เปิดโอกาสให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ก็อยากให้เพื่อน ๆ ได้มีโอกาสพูด แต่เสีย ตรงที่ว่าพอดีท่านแรกที่พูดไปกินเวลาเพื่อนตอนหลัง เพื่อนตอนหลังหลาย ๆ คนก็เลยไม่ได้พูด ท่านรัฐมนตรีมีเวลา ๗ นาที
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์ประท้วง เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ทางฝ่ายค้าน เหลืออีก ๑๐ กว่าท่าน แต่เราก็สละ ผมก็สละอีกรอบหนึ่ง ท่านประธานได้กรุณาให้โอกาส พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน ผมคิดว่าขอโอกาสให้พรรคของท่านเสรีพิศุทธ์ สัก ๓ นาที ๕ นาที ผมว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้นะครับ ขอความกรุณาท่านประธานนะครับ
ขอบพระคุณ ด้วยความเคารพนะครับ ที่อนุโลมให้เมื่อสักครู่นี้เพราะเขามีเวลาเหลือของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้ไปในนาม ของฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้กินเวลาคนอื่นนะครับ ขอให้จบนะครับ เพราะว่าทุกฝ่าย วุฒิสมาชิก ก็เต็มเวลา
ขอความกรุณา ก็ไม่ได้หรือครับท่านประธาน
พอแล้วครับ ด้วยความเคารพ ท่านเสรีพิศุทธ์ด้วยครับ ท่านเสรีพิศุทธ์ไว้โอกาสหน้านะครับ
ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ความจริงในประเด็นเรื่องคมนาคมนี้ผมก็นั่งฟังมา ตั้งแต่เมื่อวานนะครับ ก็พยายามที่จะเก็บข้อมูลทั้งหมด เพราะว่ายังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ อย่างเต็มตัว หลังจากที่แถลงนโยบายเสร็จวันนี้คงเข้าทำงานเต็มที่ แต่ก็ได้มีโอกาสได้ศึกษา ข้อมูลแล้วนะครับว่า กระทรวงคมนาคมเองนั้นก็ได้มีการศึกษาข้อมูลและทำแผน ของกระทรวงคมนาคมในการบูรณาการการคมนาคมทั้งหมดของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการคมนาคมทางบก ทางน้ำ ราง แล้วก็ทางอากาศ ซึ่งจะมียุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ไปเสร็จสิ้น เอาในปี ๒๕๗๙ ซึ่งถ้าเราได้ดูทั้งหมดนี้ผมจะคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรองนายกรัฐมนตรี คือท่านรองสมคิดก็ได้อธิบายพวกเราไปแล้ว ไม่เป็นไรครับ ข้อมูลทั้งหมดที่ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ผมจะรับไปและศึกษา แล้วก็เปิดโอกาส ท่านใดที่ยังมีประเด็นจะแนะนำ มีประเด็นที่เป็นข้อสงสัย กระทรวงคมนาคมในยุคที่มีผมเป็น รัฐมนตรีว่าการ มีท่านอธิรัฐ มีท่านถาวรเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ เรายินดีที่จะทำงานร่วมมือ กับสมาชิกรัฐสภาทุกคน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เหลืออยู่ ๕ นาที
ไม่ทราบหัวเราะอะไรกันหรือไม่นะครับ มันขำอะไรกันนักหนา ไม่เข้าใจ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหน้าแดงเป็นพิเศษ คนนั่งตรงกลางนะ
ท่านอย่าไปชี้ครับ
เมื่อสักครู่มีการชี้แจงเรื่องเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ที่มีจำนวนสูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา อันนี้ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงข้อมูลจากผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะนะครับ รัฐบาลในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๗ ได้มีการกู้เพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณไว้จำนวนทั้งสิ้น ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ รัฐบาล มีการกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณจริงและมีการกู้สำหรับโครงการรับจำนำผลิตผล ทางการเกษตรโดยมีกรอบวงเงินกู้หมุนเวียนโดย ธ.ก.ส. อีกจำนวน ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเงินกู้อื่น ๆ อีก รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑,๓๐๓,๔๓๕ ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ ๔๔๖,๓๘๒ ล้านบาท รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีการตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณไว้จำนวนทั้งสิ้น ๑๗๔,๒๗๙ ล้านบาท แต่รัฐบาลได้มีการกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณจริง รวมทั้งเงินกู้อื่น ๆ รวมทั้งสิ้นเพียงประมาณ ๑,๓๒๙,๕๓๗ ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ ๒๗๙,๙๐๒ บาท เรียนมาเพื่อตรวจสอบครับ
ลำดับต่อไป วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสแรกนะครับ ๒ วันนี้ผมถือเป็นโอกาสแรก ที่ได้พบปะพวกเราทุกคนเพื่อจะทำความคุ้นเคย ทำความรู้จักกับพวกเรา เพราะส่วนใหญ่ เราก็อาจจะรู้จักกันทางสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) บ้าง อะไรบ้างนะครับ บางครั้ง ก็ไม่ชอบกัน เกลียดกันอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ อาจจะไม่รู้จิตใจซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่สำคัญ ที่สุดคือในเรื่องของการเคารพกันบ้าง ผู้หลักผู้ใหญ่ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ อะไรที่ผม พูดไปอาจจะไม่เหมาะสม ผมขอโทษ เราคงจะต้องปรับตัวเข้าหากันอีกเล็กน้อยสักระยะหนึ่ง ทุกคนรักชาติ รักประชาชน ไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอกครับ เพราะฉะนั้นทุกคนที่ประชาชนเลือกเข้ามานั้น ถ้าเราสร้างความเกลียดชังกันไปเรื่อย ๆ อะไรที่เป็นเรื่องของกฎหมายก็ให้กฎหมายว่ากันไป ใช้เวลาในการพิจารณาคดีก็ว่ากันไป เราจะได้ไม่มีเวลาที่มีอยู่นี้มาทะเลาะเบาะแว้งกันอีกต่อไปนะครับ ผมก็ขอเรียนท่าน เพื่อทราบเท่านี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน หลายท่านอาจจะมองว่า นโยบายนี่มันเลื่อนลอย ล่องลอย จับต้องไม่ได้ เขามีสติปัญญาคิดมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ว่าจะทำงานกันอย่างไร สิ่งที่ว่ากันมาทั้งหมด ทำไมนโยบายถึงเขียนอย่างนี้ นี่คือ กรอบนโยบายอย่างกว้าง ๆ จะประเทศไหนก็ประเทศเขา นี่ประเทศไทยก็จะเขียนอย่างนี้ เพราะว่านี่คือเรื่องของนโยบายซึ่งประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท นี่คือแพลน (Plan) ของประเทศ ที่จะคิดโครงการออกมา จากนั้นมามันจะไปสู่ แผนปฏิบัติการ ๕ ปี แผนปฏิบัติราชการประจำปี คำของบประมาณ นี่ช็อต (Shot) ที่ ๒ อันนี้มันจะมีรูม (Room) กว้าง ๆ ไว้ จะเห็นได้ว่าในนี้มีดิจิทัลก็มี ผู้สูงวัยก็มี ซึ่งจะสามารถทำ ต่อเนื่องจากตรงนี้ไปก็ได้ แต่มาตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติว่ามันจะเกิดผลดีอย่างไร ในระยะเวลาต่อไป ตรงนี้เข้าใจใช่ไหมครับ มันมีแผนปฏิบัติการ ๕ ปี ๑ ปี ซึ่งก็จะสามารถ ปรับได้เพราะว่าเราวางช่วงไว้ทั้งหมด ๕ ปีด้วยกัน ระยะสั้นคือ ๑ ปี นโยบายเร่งด่วนก็ไปทำตรงนี้ ถ้ามัน ๒ ปี หรือ ๓ ปี ปานกลางก็ไปปรับทำตรงช่วง ๓ ปีให้มันเสร็จ เริ่มจากปีแรกด้วยกันไป ก็ได้ถ้าเงินมันพอ ระยะยาวก็อาจจะวางยาวไป ๕ ปี ในระหว่างนี้สามารถสลับกันได้เพราะถ้า อันนี้มันทำไม่ได้ สลับอันนี้มาทำอันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของงบประมาณ เพราะฉะนั้นใครจะพูดอะไรก็ตามต้องเรียนรู้ระบบบริหารราชการแผ่นดิน รู้จักกฎระเบียบ รู้จักกฎหมาย ถ้าคิดอย่างเดียวมันทำไม่ได้หรอกครับ จากนั้นมาก็ไปสู่เรื่องงบประมาณ ที่ทุกคนเป็นห่วงว่างบประมาณจะมาจากไหน งบประมาณมาจากงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณเงินกู้ งบประมาณในเรื่องของ พีพีพี (PPP) การลงทุนทั้งหมดนั้นมี พีพีพี (PPP) เป็นส่วนใหญ่ อาจจะตัวเลขสูง ตัวเลขมาก แต่สรุปแล้วรัฐบาลจะลงเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น ไม่ใช่แบบเดิมที่จะต้องลงทั้งหมด เพราะฉะนั้นภาคเอกชนจะเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง รัฐบาล ก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ และเป็นการเปิดอินเตอร์บิด (Inter Bid) คือต่างประเทศเข้ามา ๑๖ บริษัท แล้วคัดมาได้ ๓ บริษัท ๓ บริษัทก็ต้องคัดต่อ จนกระทั่งได้บริษัทที่ได้ แต่เรื่องทุจริตต้องดำเนินการต่อไปถ้ามันไม่ได้ เพราะฉะนั้น บัดเจ็ต (Budget) ตรงนี้ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เขาจะเป็นผู้ที่จะไปกำหนดวงเงินงบประมาณตรงนี้ เพื่อที่จะตอบสนอง แผนปฏิบัติการตรงนี้ เพื่อจะไปทำตามนโยบายที่ท่านใส่ไปแล้วทั้งหมดของทุกพรรค จากนั้น มาจะนำไปสู่การปฏิบัติ เตรียมแผนทำแผนปฏิบัติราชการ คำของบประมาณเสร็จแล้วก็มา เตรียมบัดเจ็ต (Budget) ตรงนี้ จากบัดเจ็ต (Budget) ตรงนี้ก็จะไปสู่ในเรื่องของงบประมาณ รายปี ผู้ปฏิบัติก็คือหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม หรือภาคเอกชนที่มาร่วมทุนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นมันจะมีงบประมาณหลายงบประมาณด้วยกัน เดี๋ยวผมจะพูดถึงงบประมาณ อีกทีนะครับ ตรงนี้จะมีอะเจนด้า (Agenda) คณะกรรมการระดับชาติต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ หลายคณะด้วยกัน งานฟังก์ชัน (Function) ได้แก่ กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ แอเรีย (Area) ก็คือ ภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด เรามีงบประมาณภาค งบประมาณกลุ่มจังหวัด งบประมาณ จังหวัดให้ด้วย ไม่ใช่จังหวัดอย่างเดียว แล้วตรงนี้มันรวมความถึงงบประมาณท้องถิ่นด้วย ซึ่งเราปลดล็อกให้สามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็ไม่ต้องกังวลนะครับ วันนี้ก็ได้มีการ ปลดล็อกให้สามารถใช้เงินสะสมได้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพ ถ้าท่านต้องการการกระจาย อำนาจก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพให้ได้ ให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรที่มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องพยายามทำให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ให้เร็วที่สุดอย่างที่พูดกันมา สักครู่นี้ จากนั้นเมื่อทำแล้วก็จะนำไปสู่ระบบการตรวจสอบ ประเมินผลจะมีหน่วยงาน ในการตรวจสอบประเมินผล แก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่ดำเนินการอยู่ว่าเป็นไปตามกติกาสัญญา หรือไม่ มันเป็นวงจรอย่างนี้ ทำได้ไหมครับ เข้าใจไหมครับ เขาคิดมา ไม่ใช่ผมคิดคนเดียว เขาดอกเตอร์ก็เยอะนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจ ผมว่ารัฐบาลผมเข้าใจนะครับ ผมคงไม่พูด ศัพท์แสงที่มันวิลิศมาหรา ผมไม่ชอบอยู่อย่างคือชอบพูดแล้วหัวเราะเยาะอะไรทำนองนี้ กิริยาใช้ไม่ได้ นั่งก็ไม่เรียบร้อย
รายจ่ายประจำปี วันนี้ผมจะบอกว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง รายจ่ายภาษี รัฐสวัสดิการ รัฐวิสาหกิจ เงินกู้ ทั้งหมดนี้มันจะมีรายจ่ายอะไรบ้าง ๑. รายจ่ายงบกลาง ใช้ในหลายกรณีด้วยกัน ๒. รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ ๓. รายจ่ายกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงาน ฟังก์ชัน (Function) ๔. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ๕. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ ๖. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะเป็นช่องทางในการที่จะทำงบประมาณลงมาแล้วสอดคล้องกับ งบประมาณที่มีอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง ๖ กลุ่มนะครับ อันนี้เดี๋ยวคงไปทำความเข้าใจชี้แจงกัน อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นช่องทางตรงนี้มันมี เดี๋ยวไปอธิบายกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านที่ได้อภิปรายให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลตลอด ช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมา ความเห็นและข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ของท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาปากท้อง การสร้าง รายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนา การศึกษา การพัฒนาทักษะเพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงาน การสร้างความเชื่อมั่น ในการลงทุน และการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะนำ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปพิจารณาเพิ่มเติมในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในช่วงต่อไป และจะบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนราชการ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน สำหรับขั้นตอนต่อไปนี้หลังจากการเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้ รัฐบาลได้ วางแผนการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาล จะประชุมชี้แจงส่วนราชการเพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางและเป้าหมายที่คาดหวังของ นโยบายด้านต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งส่วนราชการจะต้องแปลงนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ ผ่านแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการ โดยรัฐบาลจะกำหนดกรอบเวลา เป้าหมาย ตัวชี้วัด ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับ ความต้องการของพี่น้องประชาชน และสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของ ประเทศ กระผมขอให้ความมั่นใจกับท่านสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนที่ได้รับชมการ อภิปรายนโยบายรัฐบาลในช่วงที่ ๒ หรือ ๒ วันที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ กระผมจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตามที่เราได้สัญญากันไว้ว่าเราจะทำหน้าที่เพื่อประชาชน คนไทยทั้งประเทศ เราจะทำงานร่วมกันด้วยการบูรณาการทั้งแผนคน แผนเงิน แผนงาน เพื่อจะขับเคลื่อนนโยบายของพวกเราไปด้วยกันนะครับ เราจะบริหารราชการแผ่นดินด้วย หลักนิติรัฐ นิติธรรม ความสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส มีธรรมาภิบาลและรักษากรอบวินัย การเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อจะนำพาประเทศไทยให้ก้าวเดินไป อย่างมั่นคงในศตวรรษที่ ๒๑ เราทุกคนจะก้าวเดินไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตแก้ตัวแทนเพื่อน ๆ นิดหนึ่งครับ อดนอน ๒ วัน อาจจะนั่งไม่ค่อยเรียบร้อย
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
แต่ขออนุญาตได้มีโอกาสได้ขอบพระคุณเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ เราฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งได้ทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายออกกฎหมาย เรามีหน้าที่เคารพ กฎหมายบ้านเมืองเป็นแบบอย่างของคนไทยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เวลาตั้งแต่ วันที่ ๒๕-๒๖ และย่างวันใหม่เป็นวันที่ ๒๗ ผมก็ทราบดีครับว่า เพื่อน ๆ ได้ตั้งใจและ เตรียมตัวมาอย่างดี ซึ่งก็เป็นการแสดงคุณภาพของแต่ละคนในการแสดงความคิดความเห็น แต่อย่างไรก็ตามครับก็ไม่สามารถที่จะทำให้พวกเราได้มีโอกาสอภิปรายได้ทุกคนนะครับ จึงได้ตกลงกันในหลักการเรื่องเวลาว่าเราต้องไปบริหารเวลากันเอง เพราะฉะนั้นถึงได้เตือนว่า ถ้าใครที่เริ่มต้นพูดยาวกินเวลาเพื่อนมันจะรู้สึกตอนท้ายนี่ครับ ว่าหลายท่านก็เลยไม่มีโอกาส ได้พูดไป อันนี้ก็ต้องเป็นบทเรียนของเราต่อไป ผมถือโอกาสกราบเรียนพวกเราทุกคนนะครับ ต้องขอบพระคุณในการทำหน้าที่ ขอให้พวกเราได้ตั้งใจทำหน้าที่ของเราในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติให้ดีที่สุดนะครับ ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล สมาชิกทุกท่าน แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกคน ล่ามภาษามือ น้อง ๆ สื่อมวลชนนะครับ และพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของเราในวันนี้ ผมขอปิดการประชุมครับ ขอบพระคุณครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๓.๓๓ นาฬิกา
ของวันเสาร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒