สุรเชษฐ์ วิจารณ์นโยบายคมนาคมไร้ทิศทาง เหตุซ้ำซ้อน-ไร้การบูรณาการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายวิพากษ์นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของรัฐบาลที่ขาดทิศทางและไร้การบูรณาการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของแบบจำลองจราจรและกระบวนการตัดสินใจที่อาจถูกปรับแต่งเพื่อให้โครงการดูคุ้มค่า โดยเรียกร้องให้ทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่ซ้ำซ้อน เช่น มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเมืองรองอย่างเป็นระบบ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ด้วยนะครับผม กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้กรอบเวลาผมในการอภิปราย ๒๐ นาที เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เกี่ยวพันกับทุกท่านในที่นี้ เพราะว่าทุกท่าน จำเป็นต้องใช้ระบบคมนาคม และอย่างที่รัฐบาลกำลังทำก็คือมีแผนการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่มากมาย ใช้งบประมาณหลายล้านล้านบาทด้วยกัน เรามาดูกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ นโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นกรอบในการอภิปราย ของผมนี้ ผมแบ่งเป็น ๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของเนื้อหาแน่นอน คือ ๑. สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงตามคู่มือเอกสารนโยบาย ๒. สิ่งที่คณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีได้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอันนี้ เราขอบคุณอย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับรัฐสภาแห่งนี้ ๓. เราจะพูดถึงเรื่องของ ข้อเท็จจริงว่าอะไรที่มันกำลังเกิดขึ้น แผนที่กำลังจะดำเนินการเป็นอย่างไร เราจะเชื่อตามแผนนั้น ดีหรือไม่ แล้วก็ ๔. เป็นส่วนสุดท้ายก็คือข้อแนะนำในแบบอนาคตใหม่ ในสิ่งที่เราอยากเห็น ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงในด้านคมนาคม

ผมขอเริ่มจากนโยบายด้านคมนาคม หลัก ๆ จะมี ๒ ข้อด้วยกัน ข้อแรกก็คือ ข้อ ๕.๖.๑ ซึ่งผมคงไม่อ่านนะครับ เพราะทุกท่านคงได้อ่านแล้ว อีกข้อหนึ่งก็คือข้อ ๕.๖.๒ เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาจราจร ลดพื้นที่ติดในพื้นที่เมือง เมื่อวานนี้ท่านเลขาธิการพรรคผม อาจารย์ปิยบุตรได้อภิปรายไปแล้ว ว่าโดยภาพรวมของนโยบายฉบับนี้มีความล่องลอย โลเล หลอกลวง ซึ่งใช้ได้อย่างแน่นอนกับทางด้านคมนาคมครับ เพราะผมก็อ่านแล้วว่ารู้สึก อย่างนั้นจริง ๆ และที่มาที่ไปอาจารย์ปิยบุตรก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องเอานโยบายมาปะ ๆ รวมกัน แล้วเรา ก็เลยอ่านแบบเพลิน ๆ ผมอยากให้คิดกัน ทุกท่านคงได้อ่านเอกสารนโยบายไปแล้ว ผมอ่านแล้วผมเห็นว่าหากทุกอย่างสำคัญก็คือไม่มีอะไรสำคัญ หากมีแต่คำสวยหรู แต่ไร้ทิศทางก็ไม่รู้จะอ่านทำไม แต่ก็จำเป็นต้องอ่านเพื่อมาอภิปรายในวันนี้ ผมสรุปง่าย ๆ นโยบายด้านคมนาคม ๒ ข้อหลัก ๆ ใช้เงินหลายล้านบาท มันกลวง ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของ การอภิปรายโดยคณะรัฐมนตรี ท่านก็พยายามมาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนที่ท่าน เข้ามายึดอำนาจนะครับ แล้วท่านก็แสดงถึงความตั้งใจ อันนี้ผมให้คะแนนเป็นบวก ผมสัมผัส ได้ถึงความตั้งใจของท่าน แต่สิ่งที่ท่านทำจะดีหรือไม่ดี นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ผมให้ คะแนนความตั้งใจ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมสัมผัสได้คือความกล้า กล้าที่จะใช้เงินงบประมาณมหาศาล หลายล้านล้านบาท แล้วก็กล้าโดยจะใช้วิธีพิเศษจากอำนาจพิเศษ วันก่อนผมพูดถึงเรื่อง สัมปทานทางด่วน แล้วมีอีกญัตติหนึ่งที่อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ได้เอาเข้าสภาไปแล้ว ก็คือเรื่องรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน คือท่านกล้าจะทำในสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปไตยปกติไม่มีใครทำ เพราะว่ามันสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เดี๋ยวรายละเอียดผมจะอภิปรายประเด็นนั้นเพิ่มเติม เมื่อมีโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นความกล้ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าสิ่งที่ท่านกำลัง ดำเนินการอยู่มันถูก มันก็ดี แต่ถ้ามันผิดมันก็ไม่ดีใช่ไหมครับ แล้วมันจะเสียหายอย่างหนัก

ประเด็นที่ ๓ ที่รัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาชอบเคลม (Claim) เป็นผลงานหลัก ก็คือสร้างเยอะ สร้างโน่นสร้างนี่ ใช้งบประมาณเยอะไปหมดนะครับ แล้วก็เอาแต่ด้านดีของ โครงการมาพูด ผมอยากให้เราคิดกัน เหรียญมี ๒ ด้านเสมอ มีด้านเบเนฟิต (Benefit) ก็จะมี ด้านคอสต์ (Cost) มันมีต้นทุนของมัน ในขณะเดียวกันพี่น้องพยายามเรียกร้องเม็ดเงิน จำนวนไม่มากไปซ่อมถนน ไปแก้ปัญหาอุบัติเหตุ ไปแก้ปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างอะไรต่าง ๆ พวกนั้นใช้เงินเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะผลาญเงินงบประมาณไป ฉะนั้นอย่ามาพูดว่าสร้างเยอะ สร้างเยอะไม่ได้แปลว่าเก่ง และที่สำคัญท่านไม่ใช่เป็นคนสร้างด้วย ท่านไม่ใช่ม้าบ็อกเซอร์ แต่จะเป็นหมูนโปเลียนหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ อันนี้คือรากฐาน เรามาพิจารณาถึงความเหมาะสมและคุ้มค่าของโครงการตามแผนที่กำลังจะลงทุนกัน ผมอยากให้ดูภาพนี้ คือรากฐานทั้งหมดของการวางแผนแล้วจะใช้งบประมาณ หลายล้านล้านบาท มันมาจากสิ่งที่เรียกว่าแบบจำลองจราจร ซึ่งแบบจำลองจราจรที่ใช้ ก็พัฒนาโดยหน่วยงานที่เรียกว่า สนข. ใช้เงินงบประมาณไปประมาณสัก ๔๐๐ กว่าล้านบาท พัฒนามาได้ ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่ถึงทุกวันนี้มันยังใช้การไม่ได้ มีความไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ภาพซ้ายแสดงหน้าตาของแบบจำลอง ซึ่งเป็นโปรแกรมมิ่ง อินเทอร์เฟส (Programming Interface) ภาพตรงกลางนี่ก็คือผลลัพธ์ในลักษณะของสิ่งที่เขาเรียกว่า เอสทิเมต โฟลว์ (Estimate flow) ก็คือแต่ละช่วงถนน แต่ละช่วงของทางด่วน หรือแต่ละช่วงของรถไฟจะมี ผู้ใช้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากภาพท่านก็เห็นได้ว่าทุกวันนี้กรุงเทพฯ คือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ทุกอย่างไหลสู่กรุงเทพฯ แต่ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านดูคือ รูปขวา รูปขวานี่แกนเอ็กซ์ (X) ก็คือข้อมูลจราจรที่สำรวจได้จากภาคสนาม ก็คือข้อมูลจราจร จากกรมทางหลวง เมื่อมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่โมเดล (Model) มา แบบจำลองที่ว่า ที่เขา มาบอกว่าโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) คุ้มค่าหรือไม่ มันคือแบบจำลอง ก็คือ แกนวาย (Y) เพราะฉะนั้นถ้าแบบจำลองที่เขาใช้มันน่าเชื่อถือ จุดทุกจุดมันจะต้องอยู่บนเส้น สีแดง ก็คือเส้น ๔๕ ดีกรี (Degree) คือถ้าจุดมันอยู่ใกล้ ๆ เส้นสีแดง ก็คือแบบจำลอง น่าเชื่อถือ แต่แบบจำลองที่เขาใช้ประมาณการกันแล้วบอกว่าโครงการมันคุ้มค่า ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราดูจุดบางจุด ซึ่งมันก็มีหลาย ๆ จุดที่มันไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง จุดข้างบน ๆ ก็คือ สมมุติแบบจำลองบอกมาว่ามีรถอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ คัน รถจริง ๆ อาจจะมีอยู่แค่ ๖๐,๐๐๐ คัน เป็นเรื่องปกติในแบบจำลองนี้ พูดง่าย ๆ คือมันมั่วมาก สิ่งที่เอาไปวางแผนกันว่าโครงการจะคุ้ม ไม่คุ้ม มันมั่วมาก ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือใด ๆ เลย อันนี้พิสูจน์ได้มันเป็นคณิตศาสตร์ แล้วที่เมคอัพ (Makeup) ตัวเลขอะไรกันมา พยายามทำให้โครงการมันดูคุ้มค่า แน่จริงเอามาพิสูจน์กันครับ เดี๋ยวผมจะ เปิดแบบจำลองให้ดูเลยว่ามันเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ กำลังวางแผนกันอยู่ กำลัง จะผลาญเงินของพี่น้องประชาชนไป

นอกจากนั้นมันก็จะมีเรื่องของการบูรณาการ ซึ่งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็พูดถึง การบูรณาการ แต่มันไม่มีครับ ข้อเท็จจริงก็คือ รูปซ้ายคือแผนแม่บทมอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งมีแผนจะทำ ๒ ล้านล้านบาท เฉพาะมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่รวม ทางหลวงธรรมดา ไม่รวมทางหลวงชนบท ไม่รวมถนนท้องถิ่น กำลังพูดถึงเม็ดเงิน ๒ ล้านล้านบาท ๖,๖๑๒ กิโลเมตร ภายในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า แล้วหน่วยงานที่วางก็คือ กรมทางหลวงวางแผนแม่บทของตัวเองไป ส่วนรูปขวาก็ต่างหน่วยงานต่างคิด ต่างหน่วยงาน ต่างทำ ก็วางแผนรถไฟไปทั่วประเทศและแกนก็ล้อกันไป นอกจากนั้นยังไม่พอยังมี ความซ้ำซ้อนของโครงการรถไฟธรรมดา รถไฟธรรมดาของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในรูปซ้ายมือ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายไปว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทริไฟด์ เทรน (Electrified Train) ถ้ามองเฉพาะโครงการนี้ผมก็เห็นด้วยจะปรับปรุงทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ แล้วก็จะทำให้เป็นระบบไฟฟ้า อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำอีกก็คือจะ สานต่อโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกันเองกับรถไฟทางคู่ ทางคู่ก็ขนได้ทั้งคน และของ รถไฟทางคู่ทำให้เป็นระบบไฟฟ้าวิ่งได้ ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์ยังได้แค่ ๑๒๐ กิโลเมตร ไฮสปีด (High-Speed) ที่พูดกันก็ไม่ได้เร็วอะไรเท่าไร ๒๕๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง คือแทบไม่ได้ต่างกัน เพราะว่ารถไฟมันจะต้องมีชะลอเข้าที่สถานี แล้วก็ เมน (Main) เร่งมันไม่ได้วิ่ง ๒๕๐ กิโลเมตรตลอด หรืออยากจะทำรถไฟทางคู่ให้วิ่งเร็วขึ้น ก็แค่ไม่จอดบางสถานีก็ได้เร็วพอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นไม่ได้ต่างกันมาก แต่ที่ขาดจริง ๆ ก็คือ ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ก็คือระบบรถเมล์ ซึ่งใช้เงินไม่มากแล้วก็ทำได้เลยแต่ก็ไม่ทำกัน ไหนบอกจะปฏิรูประบบ อันนี้มีความซ้ำซ้อนอย่างยิ่งแล้วก็จะผลาญงบประมาณไป แถมที่จะ ผลาญกันไปไม่ได้ผลาญแบบยุติธรรมด้วย ผลาญแบบประเคน ไม่ใช่ประมูล เส้นนี้ยกให้ ประเทศจีนทำอย่างนี้ แทนที่จะมาดูว่าประเทศไหนจะยื่นให้ข้อเสนอกับเราดีกว่ากัน เส้นนี้ ประเคนให้ประเทศญี่ปุ่นไป เส้นนี้ประเคนให้เจ้าสัวไป เอาที่ดินไปพัฒนาด้วย แต่ใช้เงินภาษี ของพี่น้องประชาชนไปอุดหนุนประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ครับ อย่างนี้ มันถูกต้องหรือไม่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แล้วก็มีความพยายามจะแถกัน ว่า มันไม่ได้ซ้ำซ้อน แต่เป็นการเสริมกัน ผมเลยวาดรูปให้ดูง่าย ๆ เลยนะครับ รูปซ้าย อย่างเช่นว่าเราจะทำโครงการจากกรุงเทพฯ ไปโคราชที่จะเอาทั้งทางคู่ไปใส่ ที่จะเอาทั้งรถไฟ ความเร็วสูงไปใส่ แถมเอามอเตอร์เวย์ (Motorway) มาตัดดีมานด์ (Demand) กันเอง มันแข่งขันกันมันซ้ำซ้อนกัน เพราะมันคือการเดินทางและขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปโคราช เพียงแต่จะไปด้วยรูปแบบการเดินทางไหน ถ้าเสริมกันคืออย่างรูปขวา อย่างรัฐบาลบอกว่า จะเอาระบบรางเป็นแกนหลัก ถนนก็ควรจะเอามาเสริม ไม่ใช่เอามาแข่ง อันนี้เข้าใจไว้ด้วยว่า เขาวางแผนกันมาอย่างไรก่อนที่จะไปสั่งให้เขาต้องทำ นอกจากนั้นก็จะมีความพยายามที่จะ ใช้คำพูดในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ก็คืออย่างที่บอกมันเป็นการแข่งขันระหว่างรูปแบบการ เดินทางก็พยายามจะใช้คำเบา ๆ ว่ามันเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้ทาง อันนี้ก็เป็นวาทกรรมในการ หลีกเลี่ยง แต่ผมให้ดูรูปง่าย ๆ อย่างรูปที่ผมเรียกว่าซินาริโอ (Scenario) ๑ คือจะเอาทุก อย่างไปลงที่กรุงเทพฯ โคราชอย่างนี้ ทำทั้งทางคู่ ทั้งไฮสปีด (High-Speed) ทั้งมอเตอร์เวย์ (Motorway) อย่างนี้ และที่อื่นไม่ต้องพัฒนาหรือครับ เพราะฉะนั้นคิดง่าย ๆ ถ้าทำทางคู่ไป ทางนี้แล้ว เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปอีกที่หนึ่งก่อน และพอระบบเริ่มเต็มก็ค่อยสวิตช์ (Switch) กัน เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปลงทางนั้นและเอาทางคู่ไปลงอีกที่หนึ่งอย่างนี้ มันสมเหตุสมผลกว่ามากนะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ นอกจากเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ใช้เงินมาก ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาจราจร ก็ได้มีการสั่งการว่าต้องจริงจัง ต้องแก้ปัญหาให้จบ ภายใน ๓ เดือน ผมก็ต้องถามท่านประธานว่าคนสั่งการแบบนี้รู้เรื่องหรือเปล่า การจะ แก้ปัญหาจราจรมันไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราจะไปสั่งให้มันทำ มันมีความยุ่งยากของมัน แต่ปัญหามัน ไม่ได้ยากเกินไปหรอกถ้าเราเข้าใจมันแล้วค่อย ๆ แก้ แต่ต้องแก้อยู่บนพื้นฐาน แห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าจะใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางสังคมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นข้อเสนอในส่วนของนโยบาย ผมอยากให้ท่านกลับไปคิดมาก ๆ ในเรื่องของ ทิศทาง ไม่ใช่เอาแต่คำดี ๆ จากพรรคต่าง ๆ มาเรียงต่อให้เป็นประโยคสวยหรู ให้เป็นพารากราฟ (Paragraph) สวยหรู มันไม่ใช่ มันต้องมีทิศทางการพัฒนา เพราะการที่ ท่านเอาคำดี ๆ สวยหรูมันเหมือนมีดาวอยู่เป็น ๑๐๐ ดวง แล้วต่างหน่วยงานก็ต่างคิด ต่างวางแผน ต่างทำ แล้วก็เอาออกมาซ้ำซ้อนกันใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า แล้วก็อ้างว่า มันสอดคล้องกับนโยบายข้อนั้น สอดคล้องกับนโยบายข้อนี้ ตรงนี้ต้องคิดนะครับ ถ้าเป็น พรรคอนาคตใหม่เรานี่ เราเลือกแล้ว สิ่งที่เราจะดีไฟน์ (Define) ให้เป็นดาวเหนือ ดาวเหนือ ของเราก็คือโหมดชิฟต์ (Mode Shift) หรือว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง เพราะว่า ประเทศไทยพึ่งพาระบบการขนส่งทางถนนมากเกินไปมาก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ใช้รถยนต์ใช้ถนนถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ระบบรางมีแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่รางเรา ไม่ได้จะเอาแต่สร้างจะเอาแต่ผลาญ มันต้องตามความจำเป็นเหมาะสม คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน ฉะนั้นเราดีไฟน์ (Define) ดาวเหนือของเราคือโหมดชิฟต์ (Mode Shift) นั่นแปลว่า อะไร นั่นแปลว่าทุกหน่วยงานในด้านคมนาคมก็ต้องเดินไปสู่จุดเดียวกัน ระบบรางก็ต้อง มุ่งหน้าไม่พยายามเอาโครงการซ้ำซ้อน คือจะทำทั้งทางคู่ทั้งไฮสปีด (High-Speed) มาซ้ำซ้อนกัน ขณะที่หน่วยงานทางถนนแทนที่จะตัดถนนไปแข่งแย่งดีมานด์ (Demand) กันเองก็ตัดถนนมาเสริม หรือไม่ก็เอาเงินไปลงกับการซ่อมบำรุงถนนที่มันมีอยู่แล้ว ถนนที่มี อยู่แล้วไปซ่อมมันให้มันเรียบ ให้มันปลอดภัย ฝนตกแล้วน้ำไม่ท่วมขัง ตรงนี้สามารถเอาเงิน ไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรได้ ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่สร้างกันจะมีการกินหัวคิวหรือเปล่า อันนี้ ผมไม่ทราบนะครับ ไปถามพวกวงการรับเหมาก่อสร้างดูได้ แต่ที่สำคัญคือการที่เราจะ ตรวจสอบเรื่องแบบนี้ ในช่วงที่รัฐบาลใช้อำนาจพิเศษ กลไกการตรวจสอบเสียหายไปหมด มันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ กลไกการตรวจสอบในยุคประชาธิปไตยนี่ละครับเหมาะสม เพราะฉะนั้นผมให้โอกาสรัฐบาลใหม่ ให้โอกาสรัฐมนตรีใหม่ในการดำเนินการอย่างโปร่งใส คุ้มค่า แต่ถ้ามานั่งจัดฮั้วกันอันนี้ผมไม่ยอม อันนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองและระบบ คมนาคม พวกผมเน้นย้ำมาตลอดว่าการมองระบบคมนาคมต้องมองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ว่า ถนนก็วางแผนตัวเองไป รางก็วางแผนตัวเองไปแล้วซ้ำซ้อนด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงอีก อย่างนี้คือวางอย่างไม่คิด รูปซ้ายคือแผนงานปัจจุบันตาม ๔ แกนหลักทั่วประเทศ โดยความหนาของเส้นหรือที่เรียกว่าแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ก็คือเส้นตรงแกนกลางใช้เงิน ไม่มากเท่าไรคือรถไฟทางคู่ ความหนาของเส้นคือแสดงราคาต่อกิโลเมตร เพราะฉะนั้นถ้าเส้น มันใหญ่ก็คือใช้เงินเยอะ ก็จะเห็นว่ารถไฟทางคู่ใช้เงินน้อย มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็ใช้เงินมากมาหน่อย รถไฟความเร็วสูงที่จะทำใช้เงินมาก ทีนี้การที่เราจะทำอย่างรัฐบาล ปัจจุบันคือทำอย่างรูปซ้าย ถ้าแบบแนวทางพรรคอนาคตใหม่เราจะทำอย่างรูปขวา คือเรา จะลดโครงการที่ซ้ำซ้อน อย่างสมมุติว่าเราไม่ทำโครงการรถไฟความเร็วสูง เราจะประหยัด เงินไปได้ ๑.๖ ล้านล้านบาท ผมไม่ได้ติดอ่างนะ เลขศูนย์ ๑๒ ตัว เราจะสามารถเอาไปพัฒนา หัวเมืองต่าง ๆ ที่ประเทศไทยยังไม่มีหัวเมือง ประเทศไทยก็คือกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ก็คือ ประเทศไทย เราควรจะเอาไปพัฒนาหัวเมืองเหล่านั้นให้มีระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ให้ถนนเป็นกริด (Grid) ไม่ใช่ว่าเมืองโตแค่ ๑๐๐ เมตร ๒ ข้างทางถนน ท่านเดินทางไป รอบโลกมีที่ไหนมีสะพานลอยยูเทิร์น (U-turn) เยอะแยะเต็มไปหมด คือเมืองเราโตอย่าง ไม่เป็นเมือง เมืองโตแค่ ๑๐๐ เมตร ๒ ข้างทาง เพราะฉะนั้นการพัฒนาเมืองและระบบ คมนาคมจะต้องคิดไปด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นแนวทางพรรคอนาคตใหม่ถ้าเราลดโครงการ ที่ซ้ำซ้อนเราจะได้เงินไปให้แต่ละหัวเมืองโดยเฉลี่ย ๑.๔๖ แสนล้านบาท เทียบกับ งบประมาณ อบจ. ปกติประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท