คำนูณ ชี้นโยบายปฏิรูปยุติธรรมขาดการปฏิรูปตำรวจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒

คำนูณ สิทธิสมาน หารือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่ขาดอยู่ในนโยบายรัฐบาล ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และเสนอให้เติมเต็มนโยบายดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเสียงเรียกร้องของประชาชน

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สั้น ๆ ครับ ท่านประธานเข้าประเด็นเลยไปที่นโยบายหลักของคณะรัฐมนตรี ข้อที่ ๑๒ การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม เน้นไปที่หัวข้อย่อย ๑๒.๒ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ เนื้อหาทั้งหมดดีและถูกต้อง และรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันนั้น ก็ได้ปฏิบัติในเรื่องปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นจริง รวมทั้งมีกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้เมื่อไม่นานนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ว่านโยบายใน ข้อ ๑๒.๒ นั้นอาจจะขาดความสมบูรณ์ ไปเล็กน้อย ซึ่งกระผมขออนุญาตเสนอแนะและเติมเต็ม แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแต่ก็เป็น เรื่องใหญ่ครับท่านประธาน ข้อ ๑๒.๒ หรือในทั้งนโยบายของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดนั้น ขาดคำว่า ตำรวจ ขาดคำว่า ปฏิรูปตำรวจ ทั้ง ๆ ที่ตำรวจคือต้นสายธารของกระบวนการ ยุติธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะปราศจากเสียซึ่งการปฏิรูปตำรวจไม่ได้ครับ และที่สำคัญที่สุดก็คือมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนทั้งประเทศมาตลอดระยะเวลายาวนาน มีเสียงเรียกร้องจากข้าราชการตำรวจเอง ให้มีการปฏิรูปตำรวจ สำคัญที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๕๘ ง. กระบวนการยุติธรรม (๔) ระบุไว้ชัดเจนถึงรูปธรรมที่จะต้องดำเนินการ แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับตำรวจ ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ก็คือแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจและภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม ลักษณะที่ ๒ ก็คือปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ ก็คือการแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจ นอกจากนั้นยังเป็นมาตรการเรื่องเดียวในหมวด ๑๖ ที่รัฐธรรมนูญนั้น มีบทบังคับเชิงเร่งรัดไว้ในมาตรา ๒๖๐ ก็คือแยกออกมาจากการปฏิรูป ๑๑ ด้าน ออกมาเป็น ด้านพิเศษร่วมกับด้านการศึกษาที่ให้มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งทำการปรับแก้ กฎหมายทั้งสองลักษณะนี้ และมีบทบังคับไว้ในมาตรา ๒๖๐ วรรคสามว่า ถ้าไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนั้นให้การแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจนั้นดำเนินการภายใต้หลักอาวุโสตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ผลปรากฏว่า ไม่เสร็จภายใน ๑ ปี เสร็จตรงที่คณะกรรมาธิการชุดที่มี ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหายครับ ท่าน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ด้วย เป็นสมาชิกรัฐสภา อยู่ด้วยในที่นี้ เป็นประธาน ก็ได้ส่งมอบให้คณะรัฐมนตรีทันก่อนวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑ ครบ ๑ ปี และคณะรัฐมนตรีก็มีมติรับหลักการแล้วก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการ แต่งตั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษที่มีบุคคลภายนอกประกอบด้วย มีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นรองประธาน ดำเนินการประชุม เป็นระยะเวลาเกือบ ๘ เดือน สัปดาห์ละ ๓ วัน จนส่งให้สำนักงานเลขาธิการ ๒๐๗ คณะรัฐมนตรีในช่วงปลายปี ๒๕๖๑ แต่ประเด็นก็คือว่าในเมื่อกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ปรากฏว่าการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้ดำเนินการไปตาม มาตรา ๒๖๐ วรรคสาม คือเป็นไปตามหลักอาวุโสอย่างเดียว เนื่องจากคณะรัฐมนตรีนั้น ออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโสออกมาตามที่ รัฐธรรมนูญบังคับ เพียงแต่ว่าหลักเกณฑ์ที่ออกมานั้นอาจจะมีผู้ตีความว่าไม่ตรงกับ รัฐธรรมนูญนัก ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ ก็ได้มี ประกาศ มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๐/๒๕๖๑ ออกมารับรอง ความถูกต้องของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และการแต่งตั้ง โยกย้ายก่อนหน้าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ซึ่งก็ถือว่ามีความจำเป็นที่ต้องรับรอง ความถูกต้อง แต่ที่น่าสนใจก็คือในคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ก็ได้ระบุว่า รับรองความถูกต้องของการแต่งตั้งโยกย้ายตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีออกมา เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ ซึ่งไม่ได้เป็นไปโดยหลักอาวุโส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นหลัก อาวุโส ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งที่ว่าง คล้าย ๆ กับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยดำเนิน มาตามปกติ ก็รับรองไว้จนถึงวันที่กฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลนั้นจะมีผลบังคับใช้ก็คือว่ามาตรการบังคับเชิงเร่งรัดของรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ปรากฏเป็นจริง และคำสั่งของ คสช. นั้นก็มารับรองความถูกต้องตรงนี้ไว้ และในขณะนี้ ถ้าเราดูนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ซึ่งกระผมเชื่อว่าท่านไม่ละเลยการปฏิรูป ตำรวจแน่ แต่บังเอิญว่าไม่มีคำนี้อยู่ในข้อ ๑๒.๒ ในหน้า ๒๙ หน้า ๓๐ และที่สำคัญที่สุด ก็คือในหน้า ๓๘ ภาคผนวก ๑ ร่างกฎหมายที่สำคัญที่คณะรัฐมนตรีจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการ ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จำนวนทั้งสิ้น ๑๖ อันดับไม่มี กฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ อาจจะตีความได้ว่าอยู่ในหัวข้อ ๑๖ ก็คือกฎหมายอื่น ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศก็ได้ แต่กระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญที่ควรจะมีระบุไว้ หรือคณะรัฐมนตรีนั้นได้แถลงยอมรับที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ แล้วสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเร่งดำเนินการนำเสนอร่างกฎหมายตำรวจ ที่เกี่ยวข้องตามที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ในมาตรา ๒๕๘ ง. (๔) นำเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งก็ถือว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปอย่างหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เรื่องนี้ก็จะเป็นการปฏิบัติตามพันธกิจที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ ในหมวด ๑๖ และที่สำคัญที่สุดก็คือจะเป็นการปฏิรูปประเทศในส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนสมตามที่เมื่อคืนนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีขออนุญาตเอ่ยตำแหน่งของท่าน ได้แถลงไว้แล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลที่แล้ว ทำมา ๕ ปีนั้นเป็นเพียงการทำภายใต้โครงสร้างเดิม ก็ถือว่าประคองประเทศให้ขึ้นมา มีความหวัง แต่หัวเลี้ยวหัวต่อจากนี้ไปจะเกิดขึ้นได้จะนำประเทศไปสู่จุดที่ทะยานไปข้างหน้า ได้ก็ต้องมีการปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปประเทศนี้ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ทุกด้าน กระผมก็ขออนุญาตเสนอแนะไว้แต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ